การเปิดพื้นที่ประเด็นทางสังคมวัฒนธรรมสมัยใหม่ โดยนักคิด แฟรงค์เฟริทสคูล : ข้อมูลดิบงานวิจัยบทที่ 4 ว่าด้วย"การเปิดพื้นที่และมุมมองเนื้อหาหลังสมัยใหม่
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน : กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ : มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สมดุล และเป็นธรรม
1
2
3
4
ภาพประกอบดัดแปลง เพื่อใช้ประกอบบทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ภาพหมายเลข 1,2,4 ภาพถ่าย Portrait ของ Walter Benjamin. ภาพที่ 3 ภาพถ่าย portrait ของ Theodor Adorno
QUOTATION
release date 051245

ภาพยนตร์ไม่ต้องหลอกลวงอีกต่อ
ไปว่าเป็นศิลปะ ความจริงก็คือ พวก
มันเป็นเพียงธุรกิจที่ถูกสร้างขึ้นมาใน
อุดม การณ์อันหนึ่ง เพื่อให้เหตุผลของความเป็นขยะ และความเหลวไหลที่พวกนั้นผลิตขึ้นมาอย่างรอบคอบ. พวกนั้นเรียกตัวเองว่าอุตสาหกรรม;...

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมวัฒนธรรม ยังทำให้ประชาธิปไตยสูญสิ้นไป ก้าวย่างจากโทรศัพท์ไปสู่วิทยุได้จำแนกความแตกต่างทางด้านบทบาทอย่างชัดเจน. อันแรกยังคงยินยอมให้คนที่เห็นด้วยได้แสดงบทบาทเกี่ยวกับตัวเขา, และมีเสรีภาพที่จะสื่อสาร. ส่วนอันหลังเป็นเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตยที่สูญสิ้นไป: นั่นคือ มันได้แปรเปลี่ยนผู้มีส่วนร่วมทั้งหมดไปสู่การเป็นผู้ฟัง

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 226 เรื่อง "วิพากษ์อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ศิลปะหรือเพียงแค่น้ำเมา" เรียบเรียงโดย
สมเกียรติ ตั้งนโม
(บทความนี้ยาวประมาณ 24 หน้ากระดาษ A4)

 

 

บทความชิ้นนี้เป็นงานวิพากษ์ภาพยนตร์และสื่อต่างๆ ของ Adorno และ Benjamin ในฐานะตัวแทนความคิดของกลุ่มแฟรงค์เฟริทสคูลรุ่นแรกที่มองบริบทวัฒนธรรม
R
relate
กลางวันคือการเริ่มต้นเดินทางไปสู่ความมืด ส่วนกลางคืนคือจุดเริ่มต้นไปสู่ความสว่าง- เที่ยงวันคือจุดที่สว่างสุดแต่จะมืดลง เที่ยงคืนคือจุดที่มืดสุดแต่จะสว่างขึ้น

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน
แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ


Website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ

สนใจสมัครเป็นสมาชิก
กรุณาคลิก member page
ส่วนผู้ที่ต้องการดูหัวข้อบทความ
ทั้งหมด ที่มีบริการอยู่ขณะนี้
กรุณาคลิกที่ contents page
และผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็น
หรือประกาศข่าว
กรุณาคลิกที่ปุ่ม webboard
ข้างล่างของบทความชิ้นนี้

หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com
midnightuniv@yahoo.com

วิพากษ์อุตสาหกรรมภาพยนตร์ :
ศิลปะหรือเพียงเหล้าดองสมองทุน

เรียบเรียงโดย : สมเกียรติ ตั้งนโม คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

หมายเหตุ : บทความที่ท่านกำลังจะอ่านต่อไปนี้ เรียบเรียงขึ้นมาจากบทความของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 120 "วัฒนธรรมในยุคอุตสาหกรรม" (ตอนที่ 2 : ยุคสว่างในฐานะ ที่เป็นยุคหลอกลวงมวลชน) เขียนโดย Theodor Adorno, และบทความลำดับที่ 135 "ผลงานศิลปะในยุคของการผลิตซ้ำด้วยกลไก" เขียนโดย Walter Benjamin

บทนำ : ภาพยนตร์ วิทยุ และโทรทัศน์ จัดเป็นสื่อสารมวลชนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสังคมหลังสมัยใหม่ อันที่จริง สื่อต่างๆเหล่านี้เริ่มมีบทบาทดังกล่าวมากขึ้นตามลำดับในยุคสมัยใหม่ นับจากช่วงที่สื่อเหล่านี้ได้ถือกำเนิดและพัฒนาขึ้นมา และพวกมันได้แทรกตัวเข้าไปในพื้นที่ทางวัฒนธรรมของสังคมจนครอบงำพื้นที่ดังกล่าวไว้ได้อย่างสมบูรณ์

งานเขียนชิ้นนี้ ได้เก็บเอาประเด็นเรื่องของภาพยนตร์ วิทยุ (รวมทั้งโทรทัศน์บ้างเล็กน้อย - ที่กล่าวเช่นนี้เพราะ ในช่วงที่บทความสองเรื่องดังกล่าวได้รับการเขียนขึ้นมา พัฒนาการด้านสื่อโทรทัศน์เพียงมีบทบาทในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น)มานำเสนออย่างค่อนข้างละเอียด โดยเฉพาะได้หยิบเอาแง่มุมเกี่ยวกับงานเขียนของ Adorno และ Benjamin เกี่ยวกับเรื่องภาพยนตร์มาเป็นข้อมูลหลัก โดย Adorno และ Benjamin ได้พูดถึงเรื่องนี้เอาไว้อย่างยืดยาวในความเรียงของเขาเกี่ยวกับ"อุตสาหกรรมวัฒนธรรม" และ "ผลงานศิลปะในยุคของการผลิตซ้ำด้วยกลไก"

โดยภาพรวม Adorno กล่าวว่า ในยุคของเขา เห็นได้ชัดว่า ภาพยนตร์และวิทยุไม่ต้องเสแสร้งอีกต่อไปแล้วว่าเป็นศิลปะ และเขายังได้บอกกับเราว่าอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ได้ทำให้ประชาธิปไตยในหมู่พวกเราสูญสิ้นไป มันลดทอนงานศิลปะให้เหลือเพียงงานพาณิชยศิลป์เท่านั้น ที่สำคัญแนวคิดทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ได้ใช้อุตสาหกรรมวัฒนธรรมการครอบงำความคิดของเราอย่างไร

นอกจากนี้วัฒนธรรมอุตสาหกรรมยังทำให้ประสบการณ์อันหลากหลายของแต่ละบุคคลถูกปล้นชิงเอาไป. รสนิยม คุณค่า และกฎเกณฑ์ทางศิลปะของพวกเราที่มีอยู่ทุกวันนี้ อันที่จริงเราไม่เคยมี เพราะพวกมันได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยทีมงานผู้ผลิต มันทำให้ประสบการณ์และอิสรภาพของเราแต่ละคนหดหายไป

และเขายังบอกต่อไปว่า ไม่มีทางที่จะมีอิสระชนคนใดที่ตั้งใจจะทำงานทางด้านนี้คิดกบฎต่ออุตสาหกรรมวัฒนธรรมจะขึ้นมาผงาดได้ นอกจากนี้ เขายังได้พูดถึงว่า ใครคือกลุ่มผู้บริโภคอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ใครเป็นผู้ครอบครองอุตสาหกรรมทางด้านนี้ พร้อมทั้งกล่าวถึงการทำงานและการพักผ่อนภายใต้อุตสาหกรรมวัฒนธรรมด้วย

ในส่วนของ Benjamin ได้มาตอกย้ำถึงการครอบงำของวัฒนธรรมที่กล่าวถึงข้างต้น โดยเขาได้ลงไปในรายละเอียดในเชิงวิเคราะห์เปรียบเทียบ เช่น เขาได้เปรียบเทียบระหว่างนักแสดงละครเวทีกับนักแสดงภาพยนตร์ เปรียบเทียบความต่างระหว่างนักถ่ายทำภาพยนตร์กับจิตรกร รวมถึงการดูภาพยนตร์กับการดูผลงานทางจิตรกรรม

Benjamin ได้พูดถึงว่า การอยู่ต่อหน้าภาพยนตร์ มันจะไม่ปล่อยให้ผู้ดูมีโอกาสไตร่ตรอง ทั้งนี้เพราะภาพที่ต่อเนื่องกันของภาพยนตร์ มันชวนให้เราติดตามอย่างกระชั้นชิดและเป็นไปอย่างฉับพลัน ยากที่จะปล่อยใจไปใคร่ครวญถึงตอนหนึ่งตอนใดได้ ซึ่งอันนี้ต่างไปจากการชื่นชมผลงานศิลปะทางด้านอื่นๆ อย่างเช่น การชื่นชมกับผลงานทางด้านจิตรกรรม หรือการอ่านผลงานวรรณกรรม (ศิลปะทั้งสองอย่างหลัง ผู้ดูและผู้อ่านมีโอกาสอยู่กับตัวเอง นิ่งคิดได้นาน และเป็นไปอย่างไม่รีบร้อน)

ทั้ง Adorno และ Benjamin ต่างเป็นนิโอ-มาร์กซิสท์ที่สังกัดอยู่กับกลุ่มแฟรงค์เฟริทสคูล นักคิดกลุ่มนี้ได้ใช้วิธีการศึกษาของพวกเขาที่เรียกว่า Critical Theory ในการศึกษาถึงปัญหาสังคมในยุคสมัยใหม่. ตามประวัติแล้ว Theodor Adorno เป็นคนที่มีความสนใจทางด้านดนตรี นอกไปจากเรื่องของปรัชญา จิตวิทยา และสังคมวิทยา

ส่วน Walter Benjamin เป็นนักอักษรศาสตร์และนักสุนทรียศาสตร์โดยตรง เขาได้รับการศึกษาทางปรัชญา ได้ทำงานในฐานะนักแปลและนักวิจารณ์วรรณกรรมคนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันได้รับการถือว่า เป็นนักวิจารณ์ที่มีความสำคัญมากที่สุดคนหนึ่งในช่วงครึ่งแรกของคริสตศตวรรษที่ 20

สำหรับขั้นตอนการนำเสนอบทความชิ้นนี้ จะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 2 หัวข้อใหญ่คือ
1. แนวคิดเกี่ยวกับพื้นที่ทางวัฒนธรรม-ภาพยนตร์ ของ Adorno (โดยแยกเป็นหัวข้อย่อย 21 หัวข้อ)
2. แนวคิดเกี่ยวกับพื้นที่ทางศิลปะและสุนทรียศาสตร์ ของ Benjamin (โดยแยกเป็นหัวข้อย่อย 11 หัวข้อ)

เริ่มเรื่อง
1. แนวคิดเกี่ยวกับพื้นที่ทางวัฒนธรรม-ภาพยนตร์ ของ Adorno
ประวัติสังเขปของ Theodor Adorno, เขาเป็นนักปรัชญา, นักวิจารณ์, และนักทฤษฎี ผู้ซึ่งได้ให้กำเนิดผลงานมากมายในด้านต่างๆเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรม. ความสนใจของเขาเรียงลำดับจากปรัชญาคลาสสิค, จิตวิทยา, ดนตรี ไปจนกระทั่งถึงเรื่องของสังคมวิทยา. เขาเขียนเรื่องต่างๆอย่างค่อนข้างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อที่เกี่ยวกับเรื่องของบีโธเฟน, การต่อต้านยิว, และรวมไปถึงเรื่องการวิจารณ์ภาพยนตร์

ในช่วงระหว่างปลายทศวรรษที่ 1930 ในขณะที่ถูกเนรเทศจากนาซีเยอรมันนี Adorno ได้ไปพำนักอยู่ยังอเมริกาในปี ค.ศ.1934 อะดอร์โนได้กลายเป็นบุคคลซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดคนหนึ่งของขบวนการนีโอมาร์กซิสท์

สิ่งหนึ่งซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกก็คือ ต้องเข้าใจลัทธิมาร์กซ์ซึ่งเผยให้เห็นถึงลัทธิทุนนิยม และคำประกาศของคอมมิวนิสท์เสียก่อน และก่อนที่จะมาทำความเข้าใจสิ่งเหล่านั้น ซึ่ง Adorno ได้กระทำการภายใต้อุดมการณ์ของมาร์กซ์. นับจากเริ่มต้น เราจะต้องเข้าใจว่าลัทธิมาร์กซ์ ไม่ใช่อุดมการณ์ที่ตายตัว แต่มันเป็นวิถีทางที่นำไปสู่เป้าหมายอันหนึ่ง

สิ่งซึ่งปัญญาชนชาวยิวทั้งหลายในคริสตศตวรรษที่ 19 ปรารถนา คือการโค่นล้มลัทธิทุนนิยมของชนชั้นกลาง (ซึ่งโลดแล่นโดยคนที่ไม่ใช่ยิว) และเข้าแทนที่มันโดยรูปแบบของโคเชอ(kosher form - ในที่นี้หมายถึง ตามกฎเกณฑ์หรือหลักการของยิวเกี่ยวกับการปกครอง ซึ่งดำเนินการโดยชาวยิว). สถานภาพทางสังคมของชนชาวยิวเท่าที่เป็นมา จะเป็นพวกที่ถือกำเนิดขึ้นมากับชนชั้นกลาง ซึ่งทำงานด้านช่างฝีมือ, เป็นพ่อค้า, และเจ้าของธุรกิจต่างๆ

ตามที่ปรากฎ, มาร์กซ์ได้พัฒนาอุดมการณ์อันหนึ่งขึ้นมา ซึ่งโจมตีเรื่องของชนชั้นโดยตรง โดยที่ชาวยิวทุกคนในยุโรปตะวันตกสังกัดอยู่กับแนวคิดนี้อย่างสำคัญ. ในความเป็นจริง ลัทธิมาร์กซ์ ได้รับการออกแบบขึ้นมาอย่างระมัดระวังในฐานะที่เป็นอาวุธอันหนึ่ง ที่ได้ถูกนำมาใช้ต่อสู้กับพวกกอย(Goy - หมายถึงคนที่ไม่ใช่ยิว) ที่เป็นชนชั้นกลาง

ในการต่อสู้กันทางชนชั้นของสังคมต่างๆทางด้านอุตสาหกรรม, มาร์กซ์ได้มองเห็นจุดอ่อนในด้านหนึ่งของอารยธรรมตะวันตก และเขาได้โจมตีลงไปตรงจุดนั้น

ขบวนการเคลื่อนไหวของปัญญาชนชาวยิวทุกๆขบวนการ (รวมทั้ง แฟรงค์เฟริทสคูล) รู้สึกถูกหลอกหลอนหรือครอบงำโดยความเข้มแข็งของสังคมเทคโนโลยี-อุตสาหกรรมของเรานี้ - กระนั้นก็ตาม ไม่มีใครในหมู่พวกเขาปรารถนาที่จะทำลายเครื่องมือต่างๆของสังคมดังกล่าว. เป้าหมายอันหนึ่งที่ขับเคลื่อนพวกเขาก็คือ การทำลายล้างพวก"กอย"ที่เป็นชนชั้นกลาง โดยมวลชนที่ถูกทำให้โกรธแค้น

1.1 เทคโนโลยี, ลัทธิทุนนิยม, และแรงงาน
เทคโนโลยี, ลัทธิทุนนิยม, และแรงงาน เป็นเพียงเครื่องมือในสงครามนี้เท่านั้น, พวกมันไม่ใช่ผู้ต่อสู้แต่อย่างใด. "มาร์กซ์" ตัวเขาเองมองลัทธิทุนนิยมในฐานะที่เป็นส่วนที่สมบูรณ์เกี่ยวกับแผนการของเขา (มันไม่อาจจะเป็นจริงไปได้ที่การปฏิวัติคอมมิวนิสท์จะมีขึ้นมาโดยปราศจากการก่อตัวขึ้นมาของทุนนิยมมาก่อนหน้านั้น) - เปรียบเทียบกันกับ"สวรรค์ของคนงาน"(worker's paradise) ซึ่งจะไม่ถูกทำลายลง และการถ่ายโอนระบบเทคโนโลยี-อุตสาหกรรมมาสู่ชนชั้นกรรมาชีพ. แต่คำถามก็คือ จะทำอย่างไรเพื่อให้บรรลุถึงผลอันสมบูรณ์อันนี้ได้ !

ปีแห่งอาณาจักรไรค์ที่สาม (the Third Reich - หมายถึงเผด็จการนาซีภายใต้การนำของฮิตเลอร์) และสงครามในยุโรป ทำให้บรรดาผู้เป็นสานุศิษย์ของ"แฟรงค์เฟริทสคูล" มีแรงกระตุ้นใหม่ที่จะถือเอาปัจจัยทั้งหมดของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมเข้ามาในการต่อสู้ของพวกเขาต่อไปกับพวก"กอย". ก่อนหน้านี้ มาร์กซ์ได้นำเอาความช่วยเหลือทางด้านความคิดเกี่ยวกับการต่อสู้ทางชนชั้นมาจากปัญญาชนทั้งหลาย ยกตัวอย่างเช่น Robespeirre (ผู้นำฝ่ายซ้ายและสถาปนิกชาวฝรั่งเศส 1758-1794)ในช่วงระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส. แต่บรรดานีโอ-มาร์กซิสท์(ในที่นี้หมายถึงพวกแฟรงค์เฟริทสคูล) เข้าใจอย่างรวดเร็วว่า มาถึงตอนนี้ พลังอำนาจอันมหาศาลของการโฆษณาชวนเชื่อมันมีอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ เมื่อมันได้แสดงให้เห็นผลปรากฎ ตามมาด้วยความพ่ายแพ้ของเยอรมัน

บรรดา"มาร์กซิสท์"ก่อนหน้านั้น ไว้วางใจในการรวมตัวกันของแรงงาน ในฐานะที่เป็นอาวุธยุทธภัณฑ์ของพวกเขาเกือบจะโดดๆ, แต่สำหรับ"แฟรงค์เฟริทสคูล" ตระหนักว่า แนวคิดความสมบูรณ์แบบของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมเป็นเป้าหมายที่สำคัญอันหนึ่ง

อะดอร์โนรู้ถึงพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของสื่อมวลชนอย่างรวดเร็ว ในฐานะที่เป็นอำนาจการรวมตัวกันอย่างเป็นระบบอันหนึ่ง (-ซึ่งไม่ใช่ช่วงระหว่างชั่วโมงการทำงาน แต่เป็นช่วงของชั่วโมงพักผ่อนหรือเวลาว่าง-) ซึ่งในที่นี้อยากจะประดิษฐ์คำขึ้นมาเรียกมันว่า "organized leisure" หรือ "การรวมตัวกันในช่วงเวลาว่าง"

อะดอร์โนหยิบเอาหน้ากากอันหนึ่งเกี่ยวกับการต่อสู้กับเผด็จการฟาสซิสม์ขึ้นมา ซึ่งเหมือนกันมากกับที่แสดงออกในภูมิบ่งชี้ของเขา Authoritarian Personality (บุคลิกภาพเผด็จการ). แต่เขาไม่ได้กำลังต่อสู้กับลัทธิฟาสซิสม์ เมื่อตอนที่ความเรียงเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์ขึ้นมาในช่วงปี ค.ศ.1947 - ทั้งนี้เพราะ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับพวกเผด็จการฟาสซิสท์ที่ไหนเลย ซึ่งเข้าใกล้ศูนย์อำนาจในอเมริกา. ดังรายละเอียดในเรื่อง An Empire of Their Own ของ Neal Gabler และเรื่อง The View from Sunset Boulevard ของ Ben Stein, คนยิวไม่ใช่ส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมโฆษณาและความบันเทิงในสหรัฐอเมริกา - พวกเขาเป็นเพียงผู้ก่อตั้งมันขึ้นมาเท่านั้น

1.2 ศาสนาที่ตั้งมั่นได้สูญเสียพื้นที่ของตนเองไปแล้วเมื่อก้าวมาสู่ยุคใหม่
ทฤษฎีทางสังคมวิทยาได้เผยให้เห็นว่า ศาสนาที่ตั้งมั่นได้สูญเสียพื้นที่ของตนเองไปแล้วเมื่อก้าวมาสู่ยุคใหม่ มันเป็นการสลายตัวไปของส่วนที่เหลือสุดท้ายของลัทธิก่อนทุนนิยม พร้อมกันนั้นมันได้ให้ภาพถึงความแตกต่างกันทางเทคโนโลยีและสังคม. พัฒนาการของยุคสว่าง, เหตุผล, วิทยาศาสตร์, ภาพของการมีผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ, สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะน้อมนำไปสู่ความสับสนทางวัฒนธรรม และเกิดขึ้นอยู่ทุกๆวัน. โดยเฉพาะในด้านวัฒนธรรม ตอนนี้ดังที่เราได้พบเห็นกัน มันได้ประทับร่องรอยในลักษณะเดียวกันนี้ลงบนทุกๆพื้นที่

ภาพยนตร์ วิทยุ โทรทัศน์ และนิตยสาร ได้สร้างระบบอันหนึ่งขึ้นมา ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบเดียวกันทั้งหมดในทุกๆส่วน. แม้กระทั่งกิจกรรมต่างๆทางสุนทรีย์เกี่ยวกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง(หมายถึงทั้งโลกเสรีและโลกของเผด็จการ) ต่างก็มีลักษณะที่เหมือนกันในการเชื่อฟังต่อแบบแผนอันนี้ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าของพวกเขา ต่อจังหวะจะโคนของ"อุตสาหกรรมวัฒนธรรม" ที่ระบบทุนนิยมได้พัฒนาขึ้นมาอย่างมากและมีความแข็งแกร่งประดุจเหล็ก

สิ่งก่อสร้างต่างๆที่มีการจัดการในลักษณะอุตสาหกรรม และศูนย์กลางแสดงนิทรรศการทั้งหลายในประเทศต่างๆ แม้ในประเทศเผด็จการทั้งหลาย ต่างก็คล้ายคลึงกันมากกับประเทศประชาธิปไตยในทุกๆที่

1.3 ภาพยนตร์และวิทยุไม่ต้องหลอกลวงอีกต่อไปว่าเป็นศิลปะ
ความจริงก็คือ ภาพยนตร์และวิทยุ, พวกมันเป็นเพียงธุรกิจที่ถูกสร้างขึ้นมาภายใต้อุดมการณ์อันหนึ่ง เพื่อให้เหตุผลของความเป็นขยะและความเหลวไหลที่บรรดาผู้ผลิตได้สรรสร้างขึ้นมาอย่างรอบคอบ. พวกนั้นเรียกตัวของพวกของเขาเองว่าอุตสาหกรรม; และเมื่อรายได้ของผู้กำกับได้รับการตีพิมพ์ออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน ข้อสงสัยหรือความคลางแคลงใจใดๆ เกี่ยวกับประโยชน์ทางสังคมของผลผลิตที่เสร็จสมบูรณ์ดังกล่าว ก็จะถูกขจัดออกไปจนหมดสิ้น

1.4 พื้นฐานพลังอำนาจทางเทคโนโลยีอยู่ที่บุคคล
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ วงการเกี่ยวกับการจัดการเพื่อสนอง(หรือยัดเยียด)ความต้องการดังกล่าวได้พัฒนาขึ้น ทำให้เอกภาพของระบบได้เจริญงอกงามและแข็งแรงมากขึ้นกว่าที่เคย. ไม่มีคำกล่าวใดที่ได้รับการสร้างขึ้นมาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่า พื้นฐานพลังอำนาจทางเทคโนโลยีที่ได้มาของสังคม คือพลังอำนาจของบุคคลเหล่านั้น ซึ่งการยึดครองทางเศรษฐกิจเหนือสังคมของคนเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากที่สุด

1.5 อุตสาหกรรมวัฒนธรรมทำให้ประชาธิปไตยสูญสิ้นไป
ก้าวย่างจากโทรศัพท์ไปสู่วิทยุได้จำแนกความแตกต่างทางด้านบทบาทอย่างชัดเจน. อันแรกยังคงยินยอมให้คนที่เห็นด้วยได้แสดงบทบาทเกี่ยวกับตัวเขา, และมีเสรีภาพที่จะสื่อสาร. ส่วนอันหลังเป็นเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตยที่ต้องสูญสิ้นไป: นั่นคือ มันได้แปรเปลี่ยนผู้มีส่วนร่วมทั้งหมดไปสู่การเป็นผู้ฟัง และบังคับพวกเขาในลักษณะเผด็จการด้วยรายการหรือโปรแกรมกระจายเสียง ซึ่งทั้งหมดและทุกส่วนก็เป็นอย่างเดียวกันนี้

ไม่มีเครื่องจักรของการตอบโต้ใดๆได้รับการประดิษฐขึ้น, และผู้กระจายเสียงในฐานะปัจเจกชนหรือเป็นส่วนตัว เช่น การมีสถานีวิทยุของตนเองที่จะกระจายข่าว ถูกปฏิเสธเสรีภาพอันนี้ทั้งหมด. ผู้คนต่างถูกจำกัดให้อยู่ในฝ่ายตั้งรับ ไม่ได้รับการยอมรับลงสู่สนามของ"มือสมัครเล่น", และต้องยอมอยู่ใต้อำนาจบัญชาขององค์กรจากเบื้องบน

ร่องรอยใดก็ตามของการการกระจายเสียงอย่างเป็นทางการจากสาธารณชน(หรือปัจเจกชนที่เป็นอิสระ) จะถูกควบคุมและดูดเสียง หรือสร้างสัญญานรบกวนโดยนักสอดแนมที่มีความเชี่ยวชาญ

1.6 อุตสาหกรรมวัฒนธรรมได้ลดทอนศิลปะลงมาเป็นงานพาณิชย์ศิลป์
สำหรับในส่วนนี้ Adorno ได้ให้ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมดังนี้คือ ถ้าหากว่ามูฟเม้นท์หนึ่งจากบทเพลงซิมโฟนีของบีโธเฟน ได้ถูกปรับหรือดัดแปลงอย่างหยาบๆเพื่อเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ในลักษณะเดียวกัน ดุจเดียวกับนวนิยายของตอลสตอยได้รับการบิดเบือนไปในการเขียนขึ้นเป็นบทภาพยนตร์ หากว่าเป็นเช่นนั้นแล้วละก็ มันก็จะถูกทำขึ้นเพื่อความพึงพอใจซึ่งอ้างว่าเป็นความปรารถนาของสาธารณชน. การกระทำด้วยการดัดแปลงหรือบิดเบือนดังกล่าวข้างต้นนี้ มันไม่มีอะไรมากเกินไปกว่าเสียงที่ดังและความสับสน ซึ่งไม่มีสาระ และเป็นไปอย่างว่างเปล่า

1.7 การครอบงำทางเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมวัฒนธรรม
ในที่นี้ Adorno ถือว่าเป็นคนแรกๆที่ได้ชี้ให้เห็นมาก่อนใครถึงการที่สื่อต่างๆ ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของเศรษฐกิจ โดยเขาได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนดังนี้...

อีกประการหนึ่งได้มีความเห็นพ้องต้องกัน(หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นการตกลงใจร่วมกัน)เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่การบริหารทั้งหมดที่ว่า มันไม่ใช่เป็นการผลิตเพื่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง, (เพราะ ตัวมันเองต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของการโฆษณา ของทุนที่สนับสนุน และอื่นๆ ฯลฯ) เหนือสิ่งอื่นใด การบริหารจัดการเหล่านี้ คือความมั่นคงในตัวของมันเอง

ในยุคสมัยของเรา แนวโน้มทางสังคมที่เป็นไปในเชิงวัตถุวิสัย อันที่จริง มันคือการจุติใหม่ของวัตถุประสงค์ในเชิงอัตวิสัยอันซ่อนเร้นของบรรดาผู้อำนวยการบริษัทต่างๆ. ในบรรดาผู้นำที่อยู่แถวหน้าสุดในท่ามกลางคนเหล่านี้ คืออุตสาหกรรมประเภทเหล็ก, ปิโตรเลียม, ไฟฟ้า, และเคมีภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งมีอำนาจมากที่สุด

บรรดาผู้นำอุตสาหกรรมเหล่านี้ เป็นที่พึ่งพาของธุรกิจสื่อสารมวลชนทั่วๆไป อย่างเช่น การพึ่งพาอาศัยของบริษัทกระจายเสียงที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้า, หรืออุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ต้องพึ่งพาธนาคารต่างๆ เป็นตัวอย่างคุณลักษณะพิเศษของปริมณฑลดังกล่าว

แต่ละสาขาของมันมีการผสมผสานคลุกเคล้ากันในเชิงเศรษฐกิจ ทั้งหมดมีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิด แม้ว่าในภาพที่ออกมาจะมีการแบ่งเขตกันระหว่างบริษัทต่างๆก็ตาม. เอกภาพที่โหดเหี้ยมไร้ความเมตตาในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมเหล่านี้ มันยังเป็นพยานหลักฐานของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในทางการเมืองด้วย

1.8 เรื่องของคุณภาพวัฒนธรรมและคุณภาพของสินค้า
เรื่องของคุณภาพวัฒนธรรม ได้ถูกวางบนความสอดคล้องกับคุณภาพของสินค้าและผลิตภัณฑ์ Adorno ได้ชี้ให้เห็นว่า พื้นฐานที่แตกต่างกันดังภาพที่ปรากฏ อย่างเช่น บริษัทภาพยนตร์ A และ B, หรือเรื่องราวในนิตยสารในราคาที่แตกต่างกัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาเรื่องราวที่แยกเป็นหมวดหมู่เท่าใดนัก หรือขึ้นอยู่กับองค์กร และป้ายฉลากผู้บริโภค. คำถามคือมันขึ้นอยู่กับอะไร ? คำตอบในที่นี้ก็คือ ขึ้นอยู่กับคุณภาพ(ที่สร้างขึ้น) ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ได้รับการตระเตรียมขึ้นมาทั้งหมด

ความแตกต่างในเรื่องคุณภาพได้ถูกเน้นและยืดขยายออกไป. สาธารณชนจะได้รับการยัดเยียดรายการบันเทิงหรือสินค้ามาให้ ด้วยการแบ่งลำดับชั้นสูง-ต่ำของผลิตภัณฑ์ ในลักษณะที่ผลิตขึ้นมาเป็นจำนวนมากซึ่งมีคุณภาพอันหลากหลาย, และทุกคนจะต้องประพฤติตัว (ราวกับว่าเป็นไปเองอย่างนั้น) ซึ่งสอดคล้องกับระดับที่เป็นความตั้งใจและมีลักษณะเป็นดัชนี โดยเลือกประเภทของผลิตภัณฑ์มวลรวมซึ่งผลิตขึ้นมาสำหรับแบบฉบับของตัวตน

บรรดาผู้บริโภคจะปรากฎเป็นสถิติในแผนผังการวิจัยของบริษัทต่างๆ, และได้ถูกแบ่งแยกโดยกลุ่มรายได้เป็นประเภทสีเขียว สีแดง และสีน้ำเงิน ตามลำดับ และเทคนนิคดังกล่าว จะถูกนำมาใช้เพื่อวางแผนการโฆษณาสำหรับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม ลักษณะของการทำให้เป็นแบบแผนขึ้นมาเช่นนี้ ขั้นตอนที่สร้างขึ้นมาดังกล่าว สามารถได้รับการมองเห็นได้เป็นผลผลิตที่แตกต่างกันในเชิงจักรกล แต่ในท้ายที่สุด มันได้พิสูจน์ว่าทั้งหมดมันเหมือนกันนั่นเอง

1.9 ความแตกต่างในเชิงคุณภาพอันหลอกลวง
ความแตกต่างกันนั้นระหว่างบริษัทรถยนต์ Chrysler และ General Motors โดยพื้นฐานแล้วเป็นมายาภาพ ซึ่งอาจสร้างความประทับใจแก่บรรดาพวกวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวทุกคนด้วยความสนใจที่แหลมคมในความหลากหลายและความต่าง. สิ่งที่บรรดาเชี่ยวชาญทั้งหลายพูดคุยกันเกี่ยวกับจุดดีหรือเลวของรถยนต์ในแต่ละยี่ห้อ จริงๆแล้ว มันเป็นเพียงลักษณะภายนอกของการแข่งขันที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง และเป็นแค่ทางเลือกเท่านั้น. ลักษณะอย่างเดียวกันนี้ สามารถนำไปใช้ได้กับบริษัทภาพยนตร์ Warner Brothers และ Metro Goldwyn Mayer ได้ด้วย

สำหรับรถยนต์ต่างๆ มันมีความแตกต่างกันเกี่ยวกับเรื่องของกระบอกสูบ, สมรรถนะของพละกำลัง, รายละเอียดต่างๆของอุปกรณ์ที่มีลิขสิทธิ์; และสำหรับภาพยนตร์ ก็มีเรื่องของดาราภาพยนตร์จำนวนมาก, การใช้เทคนิคพิเศษเกินความจำเป็น, แรงงาน, และอุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ, และการนำเสนอซึ่งเกี่ยวกับหลักการในเชิงจิตวิทยาที่ทันสมัยที่สุด

บรรทัดฐานของบริษัทภาพยนตร์ Universal เกี่ยวกับคุณภาพที่ดีเป็นเรื่องในเชิงปริมาณอย่างค่อนข้างจะเด่นชัด, ทั้งนี้เพราะมันไปเกี่ยวกับการลงทุนอย่างห้าวหาญนั่นเอง. งบประมาณที่แปรผันในอุตสาหกรรมวัฒนธรรม มิได้แบกรับความสัมพันธ์(ซึ่งถ้าจะมี ก็มีแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น) ต่อคุณค่าต่างๆของข้อเท็จจริง, หรือต่อความหมายเกี่ยวกับตัวของผลผลิตเองแต่อย่างใด

แม้กระทั่งเทคนิคของสื่อต่างๆ ซึ่งมีกำเนิดที่ต่างกัน ก็ถูกบีบบังคับให้เข้าไปสู่การมีลักษณะหลอมละลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างไม่มีการผ่อนปรน

1.10 การสังเคราะห์ศิลปะหลากหลายประเภท ให้เป็นหนึ่งเดียว
การนำเอาศิลปะหลายๆแขนงมาหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว การทำเช่นนี้ Adorno มองว่าทำให้คุณภาพเชิงสุนทรีย์เสื่อมทรามลง : เขากล่าวว่า "โทรทัศน์" มีจุดมุ่งหมายที่จะสังเคราะห์หรือรวมเอา"วิทยุ"และ"ภาพยนตร์"เข้ามารวมอยู่ด้วยกัน, และการหลอมรวมนี้ได้ถูกยกหรืออุ้มชูไว้ด้วยผลประโยชน์ จากการที่คนส่วนใหญ่ให้การต้อนรับกับไอเดียอันนี้

แต่ผลที่ตามมาของ มันค่อนข้างใหญ่โตมากและมีแนวโน้มที่จะทำให้คุณภาพเชิงสุนทรีย์เสื่อมทรามลงอย่างรุนแรง ซึ่งจากภาพที่ปรากฎทำให้คาดการณ์ได้ว่า สำหรับวันพรุ่งนี้ ผลผลิตอุตสาหกรรมวัฒนธรรมดังกล่าว สามารถที่จะเปิดเผยตัวมันเองออกมาอย่างผู้มีชัยชนะ และบรรลุถึงความฝันแบบ Wagnerian เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "Gesamtkunstwerk" หรือ "การหลอมละลายศิลปกรรมทั้งหมดเป็นงานชิ้นเดียว"

ความเป็นพันธมิตรกันระหว่าง "คำพูด", "ภาพที่ปรากฏ", และ"ดนตรี", เป็นความสมบูรณ์ทั้งหมดมากยิ่งกว่าความลงตัวใดๆที่มีมาในอดีต. ทั้งนี้เพราะปัจจัยเกี่ยวกับความรู้สึกสัมผัส, คำพูด, เสียงดนตรี, และภาพที่เห็น, ทั้งหมดมันได้สะท้อนถ่ายออกมาอย่างน่าพอใจบนผิวหน้าของความจริงทางสังคม ซึ่งอยู่ในหลักการของการทำให้ปรากฏเป็นรูปร่างขึ้นมาในกระบวนการทางเทคนิคอย่างเดียวกัน

ความเป็นเอกภาพ ซึ่งได้กลายมาเป็นเนื้อหาที่มีลักษณะเด่นของมัน. กระบวนการอันนี้ได้ผสมองค์ประกอบทั้งหมดของการผลิต จากนวนิยาย(ทำให้เป็นรูปร่างปรากฏแก่ตาโดยภาพยนตร์) จนกระทั่งถึงเสียงประกอบภาพยนตร์ในท้ายที่สุด. มันคือชัยชนะของทุนที่ลงไป, ชื่อเรื่องของมันในฐานะผู้เป็นนายที่แท้จริง ได้ถูกสลักเสลาลึกลงในหัวใจของผู้คน มันคือเนื้อหาที่มีความหมายของภาพยนตร์ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นพล๊อตเรื่องอะไรก็ตามที่ทีมงานผู้ผลิตได้ทำการเลือกสรร

1.11 ประสบการณ์อันหลากหลายของแต่ละคนถูกปล้นเอาไป
Adorno ได้ชี้ให้เห็นว่า, มนุษย์ในช่วงเวลาพักผ่อนต้องยอมรับสิ่งที่ผู้ทำการผลิตวัฒนธรรมทำให้กับเขา. อันนี้ดูเหมือนจะขัดกับแนวความคิดของค้านท์เลยทีเดียว นั่นคือ ลัทธิความเชื่อของค้านท์ยังคงคาดหวังเรื่องของปัจเจกภาวะ, ผู้ซึ่งได้รับการคิดว่าเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ต่างๆอันหลากหลายในทางความรู้สึกส่วนตัว

แต่อุตสาหกรรมวัฒนธรรมได้ปล้นชิงปัจเจกภาพหรือประสบการณ์ความรู้สึกอันหลากหลายนี้ไป เพราะการบริการที่สำคัญที่สุดของผู้ผลิตวัฒนธรรมซึ่งเตรียมไว้ให้กับผู้บริโภคก็คือ กระทำไปตามผังรายการสำเร็จรูปที่วางไว้ให้กับผู้คนทั้งหลายแล้วเท่านั้น

ค้านท์กล่าวว่า มันเป็นจักรกลที่ลึกลับในวิญญานของมนุษย์ ซึ่งเตรียมขึ้นมาในหนทาง ซึ่งเหมาะสมกับผู้คนแต่ละคน. แต่ทุกวันนี้ความลึกลับของวิญญานดังกล่าวได้ถูกถอดระหัสออกมาแล้วอย่างเปล่าเปลือย

สิ่งที่ปรากฎออกมาทั้งหมดในการนำเสนอ จะมีการวางแผนโดยคนที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งทำหน้าที่ตระเตรียมหรือจัดหาข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์เอาไว้ให้กับทุกๆคน และปฏิบัติการอันนี้ พวกเราส่วนใหญ่ไม่อาจหนีรอดมันไปได้ สิ่งเหล่านี้ถูกกระทำโดยผ่านกระบวนการตัวแทนทางด้านพาณิชย์ เพื่อว่า พวกเขาจะได้ให้ความประทับใจเทียมแก่เราในลักษณะที่เหมือนๆกัน. ไม่มีอะไรเหลือทิ้งไว้สำหรับผู้บริโภคเพื่อเป็นการแยกแยะ ซึ่งบรรดาผู้ผลิตวัฒนธรรมตั้งใจจะกระทำมันเพื่อผู้บริโภค

1.12 รสนิยม คุณค่า และกฎเกณฑ์ศิลปะ ถูกสร้างโดยทีมงานผู้ผลิต
รสนิยม คุณค่า และกฎเกณฑ์ศิลปะ ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างชำนิชำนาญโดยทีมงานผู้ผลิต Adorno ได้ให้ความเห็นว่า รสนิยม คุณค่า สิ่งต่างๆเหล่านี้ได้รับมาจากความสำนึก: นั่นคือสำหรับ Malebranche และ Berkeley, มันเป็นความสำนึกของพระผู้เป็นเจ้า

แต่ในศิลปะมวลชนดังที่กล่าว มันมาจากความสำนึกของทีมงานผู้ผลิต. ไม่ใช่เพียงแค่ เพลงฮิต, ดารา, และละครวิทยุ... ไม่ใช่สิ่งเหล่านี้หรอกที่ได้หวนกลับมาอีกครั้ง และแบบแผนก็แข็งทื่อไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง, แต่มันเป็นเรื่องของ"เนื้อหา" โดยเฉพาะความบันเทิงในตัวมันเอง ที่รับมาจากมัน. ดังนั้นสิ่งที่ปรากฏออกมา มันจึงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยนอกจากรายละเอียดที่เป็นองค์ประกอบ

รายละเอียดต่างๆมีการสลับปรับเปลี่ยนไป. ช่วงเวลาสั้นๆที่ตามมาซึ่งดูมีประสิทธิผลในเพลงฮิตเพลงหนึ่ง, ความตกต่ำลงเพียงชั่วประเดี๋ยวของพระเอกจากความสง่างาม (ซึ่งผู้คนให้การยอมรับในฐานะความสนุกสนานที่ดี), ปฏิบัติการที่เป็นไปอย่างหยาบๆ ซึ่งผู้คนได้รับจากดาราฝ่ายชาย, การท้าทายแบบห้าวๆเกี่ยวกับหญิงผู้มั่งคั่งที่แย่งชิงมา, คือ, มันจะเหมือนรายละเอียดอื่นๆทั้งหมด, สำนวนซ้ำซากๆน่าเบื่อที่นักประพันธ์ชอบใช้(cliches)ที่มีลักษณะสำเร็จรูปได้รับการสอดเข้ามาในทุกๆที่; พวกเขาไม่เคยทำสิ่งใดเลยมากไปกว่าเพื่อบรรลุเป้าหมาย โดยกระจายมันลงในแปลนที่วางเอาไว้แล้วทั้งหมด

สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเป็นเรื่องของ raison d'etre หรือ"เหตุผลของการดำรงอยู่" ซึ่งจะต้องยืนยันโดยการมีอยู่ของส่วนต่างๆที่เป็นองค์ประกอบของมัน. ทันทีที่ภาพยนตร์เริ่มต้นขึ้น มันก็ชัดเจนเลยทีเดียวว่ามันจะจบลงอย่างไร และใครจะเป็นผู้ที่ได้รับรางวัล, ใครจะถูกลงโทษ หรือใครจะถูกลืมเลือน? ในดนตรีประเภทไลท์มิวสิค, เมื่อหูที่ได้รับการฝึกมาได้ยินเสียงโน๊ตตัวแรกของเพลงยอดนิยมดังกล่าว ก็สามารถคาดเดาถึงสิ่งที่จะตามมา และความรู้สึกที่ไพเราะมากเกินไปเหล่านั้น เมื่อมันบรรเลงขึ้น

ถัวเฉลี่ยของความยาวในงานเขียนประเภทเรื่องสั้น ก็ต้องถูกยึดถือเอาไว้อย่างตายตัวหรือแข็งทื่อ. แม้กระทั่งแก๊กต่างๆ, ผลที่ปรากฎ, และเรื่องตลกก็ถูกคิดคำนวณเอาไว้อย่างดีเช่นเดียวกัน ดังที่พวกมันได้ถูกวางแผนเอาไว้แล้วในลักษณะสำเร็จรูป. สิ่งเหล่านี้คือความรับผิดชอบของผู้เชี่ยวชาญพิเศษ และลำดับการแคบๆของมันที่ทำให้ง่ายสำหรับการที่จะถูกแบ่งสรรหน้าที่กันไปในสำนักงาน

1.13 ภาพยนตร์กับการหดหายของประสบการณ์และอิสรภาพ
Adorno ได้กล่าวอย่างห้าวหาญว่า โลกทั้งใบได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยผ่านฟิลเตอร์หรือแว่นกรองของวัฒนธรรมในยุคอุสาหกรรม. ประสบการณ์เก่าๆของคนที่ไปดูภาพยนตร์, ภาพยนตร์ซึ่งครั้งหนึ่ง มันเคยเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ยืดขยายโลกภายนอกให้ยาวออกไป ปรากฏว่าหน้าที่เหล่านี้มันค่อยๆหดสั้นลง ผู้ดูภาพยนตร์ต้องสูญเสียมันไป (เพราะภาพยนตร์มุ่งที่จะจำลองโลกของการรับรู้ในชีวิตประจำวันขึ้นมา) ด้วยเหตุนี้ มาถึงปัจจุบัน, ภาพยนตร์คือประสบการณ์หรือเส้นทางที่ผู้ผลิตได้น้อมนำเราไป โดยไม่ให้เรามีอิสระแต่อย่างใด

ชีวิตจริงกำลังกลายเป็นสิ่งซึ่งไม่อาจแยกแยะได้จากภาพยนตร์. ภาพยนตร์เสียงไปไกลมากจากมายาการของละคร, ไม่เหลือที่ว่างใดๆสำหรับจินตนาการสำหรับเราอีกแล้ว หรือมีช่องว่างให้กับการสะท้อนกลับหรือการใช้ความครุ่นคิดของผู้ดู. พวกเราในฐานะผู้ดู จะไม่สามารถที่จะตอบโต้กับโครงสร้างของภาพยนตร์ได้อีกแล้ว แม้แต่การเถลไถลออกจากรายละเอียดที่แน่นอนของมัน โดยปราศจากการสูญเสียสายใยที่โยงอยู่กับเรื่องราว; ดังนั้น ภาพยนตร์จึงบีบบังคับผู้ดู[หรือเหยื่อ]ให้ขนานไปกับความเป็นจริงของมันโดยตรง โดยไม่มีอิสรภาพใดๆเหลืออยู่

ภาพยนตร์สมัยใหม่ได้รับการออกแบบขึ้นมาให้มีความฉับไว. พลังอำนาจของการสังเกตของผู้ดู, และประสบการณ์ที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องเรียกร้องกับตัวเองอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ เพื่อที่จะเข้าใจความหมายที่มันสื่อออกมาทั้งหมด. ด้วยเหตุนี้ ความคิดที่ประคองไว้หรือเหลือเอาไว้สำหรับสิ่งอื่น มันจึงเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าจะไม่ให้พลาดจากความรีบเร่งของข้อเท็จจริงต่างๆที่ประดังกันเข้ามาอย่างพรวดพราด. ความพยายามดังกล่าวของผู้ดู ต้องการให้ผู้ดูตอบโต้ไปในลักษณะกึ่งอัตโนมัติ, และจะไม่มีพื้นที่ใดถูกทิ้งเอาไว้สำหรับจินตนาการ

1.14 การสร้างแม่แบบตัวละคร ดนตรี มีความพิถีพิถันทุกขั้นตอน
การสร้างแม่แบบตัวละคร ดนตรี และการเตรียมงานของทีมงานผู้ผลิตมืออาชีพ มีความพิถีพิถันทุกขั้นตอน Adorno ชี้ว่า ภาพยนตร์เสียงทุกเรื่อง และรายการกระจายเสียงทางวิทยุโทรทัศน์ทุกรายการ เรื่องราวหรืออิทธิพลต่างๆของสังคมจะได้รับการสรุปให้เป็นแบบที่ตายตัวและจะถูกกระทำในลักษณะที่เหมือนๆกันหมด

อุตสาหกรรมวัฒนธรรม จะมีแบบต่างๆของมนุษย์เป็นแม่พิมพ์ในฐานะที่เป็นหุ่นจำลองอันหนึ่ง ซึ่งจะถูกทำซ้ำอย่างไม่ผิดพลาดในทุกๆผลผลิต. ตัวแทนหรือหุ่นจำลองทั้งหมดเหล่านี้, นับจากบุคคลชั้นสูง ไล่ลงมาถึงคนชั้นต่ำ, หรือหญิงผู้สูงศักดิ์ไล่เลียงลงมาถึงหญิงโสเภณี, ได้มีการเอาใจใส่อย่างดี ซึ่งการจำลองแบบง่ายๆเกี่ยวกับภาวะทางจิตวิทยาจะไม่ถูกทำให้แตกต่างกันเลย หรือยืดขยายออกไปในหนทางใดๆให้เกิดความซับซ้อน

บรรดานักประวัติศาสตร์ศิลป์และผู้คอยเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ผู้ซึ่งคร่ำบ่นเกี่ยวกับการสิ้นสูญในพลังศิลปะพื้นฐานของตะวันตกต่างก็ผิดพลาด ทั้งนี้เพราะแบบฉบับที่ตายตัวทั่วไปของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมเมื่อตอนเริ่มต้น, ที่เป็นไปตามแนวทางการผลิตซ้ำของเครื่องจักร, พอเวลาผ่านไป มันล้ำหน้าเกินไปกว่าความแข็งทื่อและกระแสทั่วๆไปของสไตล์. ไม่มี Palestrina (คีตกวีอิตาเลี่ยน 1525-1594) คนใดที่จะบริสุทธิ์เกินไปกว่านี้ ในการขจัดทุกสิ่งที่ไม่ได้มีการเตรียมการเอาไว้ออกไป และตัดเอาสิ่งที่ขาดความประสานกันทั้งหลายทิ้งไป ได้มากยิ่งกว่าผู้เรียบเรียงเพลงแจ๊ส ซึ่งเขาจะทำลายทุกสิ่งที่มายับยั้งพัฒนาการต่างๆ ซึ่งไม่สอดคล้องกับภาษาเฉพาะของมันออกไป

เมื่อจะทำให้ Mozart น่าสนใจหรือมีชีวิตชีวามากขึ้น เขาจะเปลี่ยนคีตกวีผู้นี้ไป ซึ่งไม่เพียงความจริงจังของ Mozart ที่มากเกินความจำเป็นหรือยากไปเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนวิธีการที่ Mozart ประสานท่วงทำนองดนตรีไปในทิศทางที่แตกต่างด้วย บางทีเป็นไปในทางที่ง่ายกว่าที่เคยชินกันอยู่ในปัจจุบันเสียอีก

ไม่มี"ผู้สร้างสรรค์ในสมัยกลางคนใด" สามารถตรวจสอบหรือพินิจพิเคราะห์ถึงเนื้อหาเรื่องราวต่างๆ สำหรับภาพเขียนสีบนกระจกหน้าต่างโบสถ์และประติมากรรมประกอบสถาปัตยกรรมด้วยความสงสัยละเอียดละออ มากเกินไปกว่าลำดับชั้นในแนวดิ่งของสตูดิโอต่างๆของ"อุตสาหกรรมวัฒนธรรม" ซึ่งพวกเขาจะตรวจตราผลงานชิ้นหนึ่งที่ทำขึ้นโดย Balzac หรือ Hugo ก่อนยืนยันความพอใจเกี่ยวกับมันในท้ายที่สุด

ไม่มีนักเทววิทยาในสมัยกลางคนใด ที่จะมากำหนดระดับของการทนทุกข์ทรมานที่ประสบโดยนักบุญต่างๆอันเนื่องมาจากการรับใช้ศาสนาและความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า ที่มีความพิถีพิถันมากเกินไปกว่าบรรดาผู้ผลิตเกี่ยวกับมหากาพย์กำมะลอ ซึ่งมีการคาดคำนวณความเจ็บปวดที่พระเอกจะต้องประสบ, หรือจุดที่แน่นอน ซึ่งขอบล่างของกระโปรงของนางเอกจะถูกเปิดขึ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างได้เคลื่อนคล้อยลงมาจนกระทั่งถึงรายละเอียดสุดท้าย ซึ่งได้ทำให้เป็นรูปเป็นร่างในท้ายที่สุด

เหมือนกับคู่ของมัน, นั่นคือ"ศิลปะแนวหน้า"(avant-garde art), อุตสาหกรรมบันเทิงกำหนดภาษาของตัวมันเองขึ้น, เรื่อยลงมาถึงโครงสร้างลำดับคำและศัพท์แสง, โดยการค้นคว้าเกี่ยวกับคำต่างๆที่ให้ผลสูงสุดอย่างพิถีพิถัน นับจากคำสรรเสริญเยินยอจนถึงคำด่าหรือสาปแช่ง. ทั้งนี้เนื่องมาจากความกดดันที่มีอยู่อย่างสม่ำเสมอที่จะต้องสร้างเอฟเฟคใหม่ๆต่างๆขึ้นมานั่นเอง (ซึ่งจะต้องสอดคล้องกันกับแบบแผนเดิมๆ) มารับใช้ในฐานะที่เป็นกฎเกณฑ์อีกข้อหนึ่งเพื่อเพิ่มพลังอำนาจของมันอยู่ตลอดเวลา

และด้วยเหตุนี้ รายละเอียดทุกอย่างจะได้รับการประทับตราอย่างมั่นคงด้วยความลงตัว ที่จะไม่มีอะไรสามารถปรากฏขึ้นมา ซึ่งไม่ได้ถูกทำเครื่องหมายเอาไว้นับตั้งแต่เกิด, หรือไม่พานพบกับการรับรองมาแต่แต่แรกเห็น

1.15 การครอบงำของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมโดยมืออาชีพ
การครอบงำของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม โดยการบริหารจัดการของมืออาชีพต่อวิถีชีวิตของผู้คน สำหรับในเรื่องนี้ Adorno กล่าวว่า หากจะพูดถึงวัฒนธรรมคราใด ก็มักจะตรงกันข้ามกับวัฒนธรรมเสมอ. วัฒนธรรม ได้ถูกนำเข้าไปสู่โลกของการบริหารจัดการ และแน่นอน มันได้ถูกทำให้เป็นอุตสาหกรรม, ผลที่ตามมา, มันได้หลอมรวมเข้ากับชีวิต ซึ่งสอดคล้องอย่างสนิทแนบกับความเป็นอยู่

วัฒนธรรมเช่นว่านี้ได้เข้ามาครอบครองผัสสะหรือประสาทสัมผัสของมนุษย์ นับจากเวลาที่พวกเขาเลิกงานในช่วงเย็นจากโรงงานอุตสาหกรรม จนกระทั่งไปถึงช่วงที่นาฬิกาบอกเวลาให้เข้างานอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น ด้วยสาระที่น่าประทับใจ ที่ตัวของพวกเขาเองต้องประคองหรือรักษาไว้ตลอดทั้งวัน การซึมซับอันนี้ได้ให้ความพอใจมาทดแทนอย่างหลอกๆหรือจอมปลอมเกี่ยวกับแนวคิดทางวัฒนธรรม

และด้วยเหตุนี้ อุตสาหกรรมวัฒนธรรม, หรือวัฒนธรรมสมัยใหม่จึงมีลักษณะผูกขาดคล้ายกับการผูกขาดในทางเศรษฐกิจ พร้อมกับแบบฉบับต่างๆที่สอดคล้องกับการบริหารจัดการ. และหากจะมีบางส่วนของปริมณฑลของมันที่จะนำเสนอในสิ่งที่แตกต่าง อันเป็นแนวทางของใครคนหนึ่งขึ้นมาในวงการบันเทิง เขาก็จะต้องกระทำในสิ่งเหล่านั้นด้วยความยืดหยุ่นอย่างเหมาะสม

1.16 การคิดกบฎต่ออุตสาหกรรมวัฒนธรรม
การคิดกบฎต่ออุตสาหกรรมวัฒนธรรม คือทางเลือกที่นำไปสู่ความตาย Adorno เตือนเอาไว้ว่า ใครก็ตามที่ต่อต้าน สามารถจะทำได้ก็เพียงแค่อยู่รอดโดยการไปด้วยกันกับมันเท่านั้น. เมื่อตราหรือยี่ห้อเฉพาะของเขาที่เบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานได้ถูกบันทึกโดยอุตสาหกรรม, เขาก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของมันเช่นเดียวกับนักปฏิรูปที่ดินที่กระทำกับลัทธิทุนนิยม. ความขัดแย้งจริงๆของผู้ซึ่งมีไอเดียใหม่ๆในวงการธุรกิจคือเครื่องหมายการค้าเท่านั้น. ในส่วนของสุ้มเสียงของสาธารณชน ที่ประณามหรือขัดแย้งกับสังคมสมัยใหม่ ไม่ค่อยจะดังพอจะได้ยิน และถ้าหากพวกเขาทำเช่นนั้น ในไม่ช้าก็จะถูกไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอม

แน่นอน มันมีห้องที่อยู่บนสุดสำหรับทุกๆคน ที่จะแสดงให้เห็นความเหนือกว่าของเขาโดยการมีความคิดริเริ่มที่ได้รับการวางแผนมาอย่างดี. ในอุตสาหกรรมวัฒนธรรม มีแนวโน้มที่จะหยิบยื่นโอกาสอย่างเต็มที่ให้กับคนเก่งของมันให้ได้เหลือรอดอยู่ได้. เพื่อที่จะทำสิ่งดังกล่าว

สำหรับความมีประสิทธิภาพทุกวันนี้ มันยังคงเป็นบทบาทหน้าที่ของตลาด, ซึ่งอันที่จริงแล้วได้ถูกควบคุมอย่างชำนิชำนาญ. แต่อย่างไรก็ตาม หากว่ายังมีใครบางคนที่ดันทุรังโดยไม่ประนีประนอม มันก็เป็นอิสรภาพสำหรับคนโง่ที่จะอดตายเช่นกัน หากว่าเขาคิดจะเลือกหนทางนั้น

1.17 นักวรรณกรรมและนักดนตรีบางคนที่ยังต่อสู้กับอำนาจธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ในยุคของ Adorno เขายังเห็นถึงนักวรรณกรรมและนักดนตรีบางคนที่ยังต่อสู้กับอำนาจธุรกิจ ซึ่งอันนี้โดยทั่วไปแล้ว ศิลปะในตลาดตัวของมันเอง ซึ่งเคยเป็นเรื่องของคุณภาพอันไม่เกี่ยวกับประโยชน์ใช้สอย กลับถูกพบว่ามันได้เปลี่ยนไปสู่อำนาจการซื้อ แม้ว่าจะมีสำนักพิมพ์บางแห่ง ทั้งทางด้านวรรณกรรมและดนตรีที่มีหน้ามีตา จะสามารถช่วยเหลือบรรดานักประพันธ์ทั้งหลาย ผู้ที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับวิถีทางของการทำกำไร และยังเคารพในวิชาชีพ จะสามารถอยู่รอดได้ก็ตาม แต่นั่นก็นับว่าเป็นส่วนที่น้อยมาก. สิ่งที่มาพันธนาการศิลปินอย่างสมบูรณ์ก็คือ แรงกดดันที่มักจะผลักให้พวกเขาดำเนินชีวิตไปสอดคล้องกับเรื่องของธุรกิจ ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางสุนทรียภาพคนหนึ่ง

1.18 ใครคือกลุ่มผู้บริโภคอุตสาหกรรมวัฒนธรรม
Adorno ได้บอกกับเรามานานหลายทศวรรษแล้วว่า บรรดาผู้บริโภคสื่อวัฒนธรรมทั้งหลายส่วนใหญ่ในทุกวันนี้คือพวกคนงาน, ชาวนา และชนชั้นกลางระดับล่าง. ผลผลิตของนายทุนค่อนข้างที่จำกัดหรือตีวงในคนกลุ่มเหล่านี้, ร่างกายและวิญญาน, ซึ่งคนกลุ่มต่างๆเหล่านี้ต้องตกเป็นเหยื่อที่ไม่อาจช่วยตัวเองได้ต่อสิ่งซึ่งถูกนำมาให้แก่พวกเขา. ดังธรรมชาติที่ว่า กฎเกณฑ์ดังกล่าวมักจะนำเอาความมีศีลธรรมมายัดเยียดให้กับพวกเขา ซึ่งเป็นไปอย่างเอาจริงเอาจังมากกว่ากระทำกับบรรดาตัวของผู้ปกครองเอง

ผู้คนทั้งหลายต่างๆก็ถูกวัฒนธรรมแบบนี้ลวงหลอก ทุกวันนี้ พวกเขาได้ถูกทำให้เกิดความรู้สึกประทับใจกับมายาคติของความสำเร็จ ยิ่งไปกว่าความสำเร็จจริงๆ. พวกเขายืนยันบนอุดมการณ์ที่แท้ซึ่งทำให้พวกเขาเป็นทาสอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ความรักอันผิดที่ผิดทางของผู้คนธรรมดาทั่วๆไปสำหรับความผิดพลาดซึ่งกระทำกับพวกเขา มันมีอำนาจบังคับที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าความหลักแหลมของผู้มีอำนาจทั้งหลาย. มันแข็งแกร่งมากยิ่งกว่าความเข้มงวดใดในสำนักงานของ Hays (นักกฎหมายและนักการเมืองชาวอเมริกัน 1879-1954), เทียบเท่าช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ที่มันลุกโชนขึ้นเป็นไฟด้วยอำนาจกดขี่ที่ยิ่งใหญ่ กับผู้ซึ่งเป็นศัตรูของมัน สิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าบัลลังก์ศาลใดๆ

1.19 อุตสาหกรรมวัฒนธรรมยอมแบกรับความไร้ยางอาย เพื่อผลกำไรสูงสุด
Adorno ยังได้ชี้ให้เห็นสัจธรรมอันหนึ่ง ที่ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงของการมุ่งกำไรสูงสุดอย่างปราศจากความอาย และมันยังเป็นการสะกัดตัดทอนความแปลกใหม่ในวงการศิลปะด้วย เขากล่าวว่า...

อะไรที่นับว่าเป็นการสูญเสียต่อความมั่งคั่ง ซึ่งไม่สามารถที่จะใช้หาประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ คำตอบก็คือ ข้อตกลงหรือสัญญาที่มีกับดารานักแสดงคนหนึ่งที่กำลังตกต่ำ อันนี้ถือว่าเป็นค่าเสียหายและความสิ้นเปลืองที่ถูกต้องตามกฎหมายสำหรับระบบนี้. อุตสาหกรรมวัฒนธรรมในด้านหนึ่ง จะมีปรับตัวของมันเองตลอดเวลาให้มีความลงรอยกันกับบรรดาผู้ซื้อ และยอมเป็นผู้ที่ไร้ยางอายของตนเองในฐานะผู้ผลิต ซึ่งจะทำหน้าที่สนองความต้องการไปทั่ว. ผลลัพธ์ก็คือการผลิตซ้ำที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ความไม่เปลี่ยนแปลง การผลิตซ้ำ เพื่อบรรลุถึงความสำเร็จอย่างเดิม สิ่งเหล่านี้ทำให้เรื่องราวใหม่ๆหรือสิ่งใหม่ๆมีช่องทางอยู่น้อยมากที่จะเล็ดลอดเข้าไปได้ เพราะเรื่องราวหรือสิ่งใหม่ๆเป็นสิ่งที่ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ เมื่อมั่นยังไม่ได้มีการพิสูจน์หรือทดลอง แน่นอน มันย่อมตกอยู่ในฐานะที่เป็นความเสี่ยงหนึ่ง. การกระทำเช่นนี้เปรียบเสมือนเครื่องจักรที่ผลิตสินค้าที่หมุนรอบบนจุดๆเดียว

บรรดาผู้สร้างภาพยนตร์ จะสงสัยและคลางแคลงใจต่อต้นฉบับต่างๆ ซึ่งไม่ได้มีการประกันความมั่นใจให้กับพวกเขา เช่น ในฐานะที่เป็นหนังสือขายดี. แม้กระนั้นก็ตาม ด้วยเหตุผลเดียวกัน พวกเขาก็ไม่เคยเลยที่จะหยุดพูดคุยกันถึงเรื่องไอเดียต่างๆ, ความแปลกใหม่, และความน่าประหลาดใจ, ของสิ่งซึ่งทึกทักกันเอาเอง แต่ไม่เคยมีอยู่จริง

จังหวะความเคลื่อนไหวและพลวัตต่างๆได้มารับใช้แนวโน้มอันนี้ ไม่มีสิ่งใดที่ยังคงความเก่าอยู่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้มันเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา. สำหรับชัยชนะที่เป็นสากลเกี่ยวกับจังหวะของผลผลิตทางด้านเครื่องจักร และการทำซ้ำเท่านั้น ที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และจะไม่มีอะไรที่ไม่เหมาะสมสามารถหลุดรอดออกมาได้. การเพิ่มเติมอะไรเข้าไปสู่การประดิษฐ์คิดค้นทางวัฒนธรรมที่พิสูจน์ว่าดีแล้ว มันจะต้องเป็นอะไรที่มีความแน่นอนและความมั่นคง ซึ่งไม่ต้องไปสุ่มเสี่ยงกับการคาดเดาที่ออกจะเป็นต้นทุนซึ่งมากเกินไป

1.20 การทำงานและการพักผ่อนภายใต้อุตสาหกรรมวัฒนธรรม
ลัทธิทุนนิยมที่เน้นในเรื่องของการแข่งขัน การทำงานแข่งกับเวลา การผลิตที่มีประสิทธิภาพ ได้ผลักให้ผู้คนตกอยู่ในภาวะของความตึงเครียดในยุคสมัยของเรา มันเป็นช่วงเวลาของการทำงานที่ทอดยาวในแต่ละวัน ด้วยเหตุนี้หลังจากเลิกงาน เพื่อเป็นการผ่อนคลายจากความตึงเครียด ความอภิรมย์ต่างๆจึงเป็นสิ่งที่คนเราแสวงหาเพื่อปลีกตัวจากภาวะอันนั้น และหนีรอดไปจากกระบวนการกลไกของการทำงาน เพื่อฟื้นฟูความแข็งแกร่งที่จะสามารถจัดการกับมันได้อีกครั้งในวันรุ่งขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันนั้น การพักผ่อนหย่อนใจและความสุขของคนๆหนึ่ง, ได้มากำหนดการสร้างสินค้าต่างๆเพื่อความอภิรมย์ด้วย

1.21 บทสรุปเรื่องการสิ้นสุดของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม
Adorno เห็นว่า เราจะไม่สูญเสียอะไรไปเลยหากว่าอุตสาหกรรมวัฒนธรรมต้องสิ้นสุดลง เว้นแต่คนโง่เท่านั้นที่รู้สึกเช่นนั้น. อุตสาหกรรมวัฒนธรรมได้ทำหน้าที่เบี่ยงเบนจิตใจของผู้คนไป ซึ่งมันได้โอ้อวดเกี่ยวกับสิ่งดังกล่าวออกมาด้วยเสียงอันดัง คำถามจึงเกิดขึ้นมาว่า หากมันเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าวันใดวันหนึ่งสถานีวิทยุโทรทัศน์ส่วนใหญ่และโรงภาพยนตร์จำนวนมากได้ถูกปิดลง, บรรดาผู้บริโภคทั้งหลาย จะสูญเสียอะไรในชีวิตไปหรือไม่ ? คำตอบก็คือ เป็นไปได้มากที่จะไม่ได้สูญเสียอะไรไปมากมายนัก

การเดินข้ามถนนเข้าไปยังโรงภาพยนตร์ในทุกวันนี้ มันไม่ใช่การเข้าไปสู่โลกของความฝันอีกต่อไปแล้ว ทั้งนี้เพราะสถานการณ์เหล่านี้มันไม่ได้ทำให้ต้องมีพันธะผูกพัน หรือจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากมันนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่มีแรงกระตุ้นที่ยิ่งใหญ่ใดๆให้ทำอย่างนั้นอีกต่อไป

การปิดตัวหรือยุติลงเช่นนั้น จะไม่ก่อให้เกิดปฏิกริยาตามมาที่รุนแรง เช่น ความพินาศย่อยยับของเครื่องจักร. ความไม่สมหวังจะไม่ถูกทำให้รู้สึกมากมายนักโดยผู้ที่คลั่งไคล้ เท่ากับโดยผู้ที่บกพร่องทางสติปัญญาหรือพวกคนโง่, ผู้ซึ่งจะเป็นผู้ที่ได้รับความทุกข์สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างอยู่แล้วที่ต้องยุติ หรือถูกทำลายลง ไม่ว่ากรณีใดๆ โดยไม่จำเพาะต้องไปเกี่ยวพันกับสิ่งเหล่านี้เท่านั้น

2. แนวคิดเกี่ยวกับพื้นที่ทางศิลปะและสุนทรียศาสตร์ของ Benjamin
Waiter Benjamin เป็นนักอักษรศาสตร์และนักสุนทรียศาสตร์โดยตรง เขาได้รับการศึกษาทางปรัชญาในเบอร์ลิน Freiburg im Breisgau, ในมิวนิค และเบอร์ ได้ทำงานในฐานะนักแปลและนักวิจารณ์วรรณกรรมคนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันถูกถือว่าเป็นนักวิจารณ์ที่มีความสำคัญมากที่สุดคนหนึ่งในช่วงครึ่งแรกของคริสตศตวรรษที่ 20 ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เห็นงานที่เขาเขียนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของศิลปะและสุนทรียศาสตร์โดยตรงอยู่หลายชิ้น

ในเรื่อง The Work of Art in the Age of Mechanical Reproduction (1935) เขาได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับศิลปะและสุนทรียศาสตร์เอาไว้อย่างหลากหลายดังนี้

2.1 ความแท้จริงและรัศมี(aura)ในงานศิลปะ
Benjamin กล่าวว่า ในกรณีของ"วัตถุทางศิลปะ" ใจกลางที่อ่อนไหวมากที่สุดของมันก็คือ "ความแท้จริง"ของมัน ซึ่งถูกแทรกแซง(โดยการผลิตซ้ำ). "ความแท้จริง"ดังกล่าวของสิ่งๆหนึ่ง เป็นแก่นหรือสาระสำคัญของทั้งหมดที่ส่งผ่านจากการเริ่มต้นเป็นต้นมา ค่อยๆเรียงลำดับอย่างต่อเนื่องมาพร้อมกับเหตุการณ์และพยานหลักฐานต่างๆที่มันได้ประสบในประวัติศาสตร์

เมื่อหลักฐานทางประวัติศาสตร์พักพิงอยู่บนความจริงแท้เช่นนี้ การผลิตซ้ำจึงเป็นอันตรายสำหรับมัน เพราะไม่มีความต่อเนื่องโดยแก่นสารใดๆ. สิ่งที่เป็นอันตรายจริงๆเมื่อหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้รับผลกระทบก็คือ ความจริงแท้ของวัตถุชิ้นนั้น

ใครบางคนอาจวิเคราะห์ถึงธาตุแท้ที่ถูกทำลายหรือขจัดออกไปในอีกแง่หนึ่ง นั่นคือเรื่องของ"รัศมี" หรือที่เรียกกันว่า"aura" ในงานศิลปะ, และกล่าวต่อไปว่า : รัศมี(aura)ของผลงานศิลปะอันนั้น มันเหี่ยวแห้งร่วงโรยไปในยุคของการผลิตซ้ำเชิงกล อันนี้คือลักษณะของอาการโรคอันหนึ่ง นัยะสำคัญของมันได้ชี้ไปยังสิ่งที่อยู่เหนืออาณาเขตของศิลปะ

2.2 คุณค่าทางศิลปะที่เปลี่ยนไปบนเส้นทางประวัติศาสตร์ และศิลปะบริสุทธิ์ที่ปฏิเสธหน้าที่ของมันในทางสังคม
ต่อเรื่องของคุณค่าและเรื่องราวประวัติศาสตร์นี้ Benjamin สรุปว่าผลงานศิลปะได้รับการยอมรับและให้คุณค่าบนระนาบที่แตกต่างกัน ซึ่งมีอยู่สองขั้วที่เด่นขึ้นมา;

โดยขั้วแรก, การเน้นหนักอยู่บนคุณค่าลัทธิความเชื่อ(cult value)
ส่วนอีกขั้ว เน้นคุณค่าการแสดงออก(exhibition value)ของผลงาน

การผลิตงานทางศิลปะเริ่มต้นขึ้นด้วยการเป็นวัตถุของพิธีกรรมซึ่งกำหนดให้มันทำหน้าที่รับใช้ลัทธิความเชื่อต่างๆ เราอาจสันนิษฐานว่า นั่นคือสาระสำคัญของการมีอยู่ของมัน, ดังนั้นโดยแรกสุดแล้ว ศิลปะแต่แรกสุดนั้น มันไม่ได้มีอยู่เพื่อการมอง

พวกเราทราบว่าผลงานศิลปะในยุคเริ่มต้นบังเกิดขึ้นมาเพื่อรับใช้พิธีกรรมอันหนึ่ง - แรกทีเดียวก็รับใช้พิธีกรรมทางไสยเวทย์(magical), ต่อจากนั้นก็รับใช้ศาสนา. มันเป็นเรื่องสำคัญที่ว่า การดำรงอยู่ของผลงานศิลปะ โดยการอ้างอิงถึงรัศมี(aura)ของมัน ไม่เคยเลยที่จะแยกห่างอย่างสิ้นเชิงออกจากหน้าที่ในทางพิธีกรรมดังกล่าวนี้

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง, คุณค่าที่มีลักษณะเฉพาะของผลงานศิลปะที่จริงแท้(authentic)ในอดีต มีพื้นฐานของมันอยู่ในพิธีกรรม, ตำแหน่งแหล่งที่เกี่ยวกับต้นฉบับเดิมของมันใช้ในเชิงคุณค่าประเภทนี้. อย่างไรก็ตาม พื้นฐานเกี่ยวกับพิธีกรรมดังกล่าว เมื่อผ่านระยะเวลามายาวนาน, ยังคงเป็นที่ยอมรับในฐานะที่เป็นพิธีกรรมทางโลก เท่ๆกันกับในรูปแบบต่างๆที่หยาบคายที่สุดของลัทธิความเชื่อเกี่ยวกับความงาม

ลัทธิความเชื่อทางโลกเกี่ยวกับความงาม(secular cult of beauty), ได้พัฒนาขึ้นมาในช่วงระหว่างสมัยเรอเนสซองค์ และแพร่หลายอยู่ประมาณสามศตวรรษ, ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พื้นฐานเกี่ยวกับพิธีกรรมที่เสื่อมถอยของมัน และวิกฤตอันลึกซึ้งแรกสุดที่บังเกิดขึ้นกับสิ่งเหล่านี้

และต่อมา ด้วยการมาถึงเกี่ยวกับวิธีการที่เรียกว่าเป็นการปฏิวัติจริงๆครั้งแรกของ"การผลิตซ้ำ" นั่นคือ "ภาพถ่าย", พร้อมกันกับการถือกำเนิดขึ้นมาของลัทธิสังคมนิยม ศิลปะได้เริ่มตระหนักหรือรู้สึกถึงวิกฤตที่คืบคลานเข้าใกล้ ซึ่งกลายเป็นพยานหลักฐานในหนึ่งศตวรรษต่อมา

ณ เวลานั้น, ศิลปะที่เคยเป็นมาในอดีตซึ่งเคยฟูมฟักอยู่กับลัทธิความเชื่อศาสนา(อาจเรียกว่าเทววิทยาศิลปะ)ได้แสดงปฏิกริยาตอบโต้กับคำสอนเกี่ยวกับ l'art pour l'art (ศิลปะเพื่อศิลปะ). แต่อย่างไรก็ตาม การตอบโต้กันนั้นได้ก่อให้เกิดสิ่งที่อาจได้รับการเรียกว่า เทววิทยาในเชิงนิเสธ(negative theology)อันหนึ่งเช่นเดียวกัน ในรูปความคิดเกี่ยวกับศิลปะ"บริสุทธิ์"("pure" art), ซึ่งไม่เพียงปฏิเสธบทบาทหน้าที่ในทางสังคมของศิลปะเท่านั้น แต่มันยังรวมไปถึงการปฏิเสธการจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ใดๆโดยสาระและเรื่องราวด้วย

ภาพยนตร์ได้ทำให้คุณค่าพิธีกรรมความเชื่อ(cult value)ถอยห่างออกไปทุกทีจนไปแอบอยู่เบื้องหลัง [เช่นเดียวกับภาพถ่าย มันเชิดชูการดูหรือการแสดงออก(exhibition value)] ซึ่งในเวลาเดียวกันก็วางสาธารณชนลงในตำแหน่งของนักวิจารณ์ด้วย แต่โดยข้อเท็จจริง ณ โรงภาพยนตร์ ตำแหน่งอันนี้ไม่เป็นที่สนใจสักเท่าใด. เพราะ แม้ว่าสาธารณชนจะเป็นผู้ตรวจสอบ เป็นผู้ดูที่คอยวิพากษ์วิจารณ์ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ก็เป็นคนที่ไม่มีความคิดที่แหลมคมแต่อย่างใด

2.3 การเปรียบเทียบนักแสดงละครบนเวที กับนักแสดงบนจอภาพยนตร์
ในหนังสือเล่มเดียวกัน Benjamin ได้ให้ภาพเปรียบเทียบระหว่างนักแสดงที่เสนอตัวต่อสาธารณชนดังนี้. นาฎกรรมหรือการแสดงทางศิลปะ(artistic performance)ของนักแสดงบนเวที ได้ถูกนำเสนอโดยปราศจากคำถามหรือข้อสงสัยสู่สาธารณชนโดยตัวนักแสดงที่เป็นบุคคล แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับนักแสดงบนจอภาพยนตร์ จะถูกนำเสนอโดยผ่านกล้อง โดยจะมีผลตามมาคือ

กล้องที่นำเสนอการแสดงของนักแสดงภาพยนตร์ ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงการแสดงในฐานะที่เป็นภาพรวมๆทั้งหมด. ด้วยการถูกนำเสนอโดยผู้ถ่ายทำ, กล้องจะทำการเปลี่ยนตำแหน่งของตัวนักแสดงอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพิจารณาถึงการแสดง. ลำดับต่อเนื่องของมุมมองในตำแหน่งต่างๆซึ่งผู้ตัดต่อประพันธ์ขึ้นจากเนื้อหาเรื่องราว ซึ่งช่วยให้เขาสร้างภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ขึ้นมา. มันประกอบด้วยปัจจัยบางอย่างของการเคลื่อนไหว ซึ่งอยู่ในความจริงเหล่านั้นของกล้องบันทึกภาพ, อันนี้มิได้พูดถึงมุมกล้องพิเศษ เช่น ภาพระยะใกล้ หรืออะไรต่างๆ ฯลฯ แต่อย่างใด

จากเหตุผลหรือข้อเท็จจริงอันนี้, การแสดงของนักแสดงจึงถูกควบคุมโดยการทดสอบภาพชุดหนึ่ง. อันนี้คือผลที่ตามมาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่า การแสดงของนักแสดงได้ถูกนำเสนอโดยเครื่องมือหรือวิธีการของกล้องบันทึกภาพ

นักแสดงภาพยนตร์ยังขาดเสียซึ่งโอกาสบางอย่างของนักแสดงบนเวทีมี นั่นคือ โอกาสที่นักแสดงสามารถที่จะปรับตัวกับผู้ดูในช่วงระหว่างที่กำลังนำเสนอ, ทั้งนี้เพราะ นักแสดงภาพยนตร์ไม่ได้เสนอการแสดงของเขาต่อหน้าผู้ดูในฐานะบุคคล. อันนี้ทำให้ผู้ชมอยู่ในตำแหน่งของนักวิจารณ์คนหนึ่ง, โดยไม่มีประสบการณ์เชื่อมโยงในลักษณะบุคคลใดๆกับตัวนักแสดงภาพยนตร์เลย. การเข้าถึงหรือเข้าอกเข้าใจของผู้ชมต่อตัวนักแสดงภาพยนตร์ จริงๆแล้วเป็นการรู้สึกเข้าใจโดยผ่านกล้อง. ผลที่ตามมา ผู้ดูอยู่ในตำแหน่งของกล้องบันทึกภาพนั่นเอง ซึ่งได้ผ่านการทดสอบแล้ว. อันนี้ไม่ใช่การเข้าถึงคุณค่าที่แท้จริงที่แสดงออก

2.4 รัศมีที่หดหายไปสำหรับนักแสดงภาพยนตร์
ในกรณีนี้ Benjamin ได้เสริมต่อในสิ่งที่ขาดหายไปของนักแสดงภาพยนตร์ โดยกล่าวว่า... สำหรับรัศมี(aura)ได้ไปผูกกับการมีอยู่ของนักแสดง และรัศมีนั้นมันไม่สามารถที่จะจำลองขึ้นมาได้. รัศมี(aura)บนเวที มันกระจายออกมาจาก Macbeth ซึ่งอันนี้ไม่สามารถที่จะแยกผู้ดูทั้งหลายจากตัวนักแสดงได้. แต่อย่างไรก็ตาม ช็อทหรือภาพโดดๆในสตูดิโอนั้น กล้องบันทึกภาพได้เข้ามาแทนที่สาธารณชน. ผลที่ตามมา รัศมี(aura)ซึ่งหุ้มห่อนักแสดงเอาไว้ มันได้อันตรธานหายไปหมด

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ควรจะมีนักเขียนบทละครอย่าง Pirandello ซึ่งได้อธิบายถึงลักษณะเฉพาะบางอย่างของภาพยนตร์ และได้สะท้อนให้เห็นผลกระทบที่สำคัญและวิกฤตดังกล่าวโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งเราเห็นเมื่อไปดูละคร. การศึกษาอย่างละเอียดได้พิสูจน์ว่า อันที่จริงมันไม่ได้มีความขัดแย้งที่ใหญ่เกินไปกว่าละครเวทีกับงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่เกี่ยวกับเรื่องนี้

บรรดาผู้เชี่ยวชาญยอมรับกันมานมนานแล้วว่า, ในภาพยนตร์ "อิทธิพลเกี่ยวกับเรื่องของการแสดงนั้น จะถือว่าเป็นความยิ่งใหญ่หรือความสามารถล้วนๆของนักแสดง ดูไม่ค่อยถูกต้องนักและไม่เป็นความจริงสักเท่าใด….

ในปี ค.ศ.1932 Rudolf Arnheim มองเห็นแนวโน้มดังกล่าว ในการปฏิบัติการของนักแสดงภาพยนตร์ในฐานะที่เป็นตัวสนับสนุนเวที ซึ่งได้รับการเลือกสรรสำหรับลักษณะเฉพาะอันนี้. การแสดงที่มาประกอบกันขึ้นเป็นตอนๆหนึ่ง สามารถที่จะแทรกการแสดงที่ได้รับการถ่ายทำมาดีที่สุดลงไป"ในระหว่าง"ตอนให้มีความเหมาะสมที่สุดได้". ด้วยไอเดียอันนี้ บางสิ่งบางอย่างได้ถูกนำมาเชื่อมโยงปะติดปะต่อเข้าเป็นเหตุการณ์ในลักษณะต่อเนื่องกัน. การสร้างสรรค์เกี่ยวกับงานภาพยนตร์ ทั้งหมดไม่ได้เป็นงานชิ้นเดียว แต่มันได้ถูกประพันธ์หรือสร้างขึ้นจากการแสดงที่แยกๆออกจากกันจำนวนมาก จากนั้นได้นำมาเรียงร้อยเข้าด้วยกัน

นอกจากนั้นยังมีข้อพิจารณาบางอย่างผนวกเข้าไปด้วย อย่างเช่น ต้นทุนของสตูดิโอ, คุณสมบัติตามที่ต้องการของเพื่อนนักแสดง, d~cor (การตกแต่ง), ฯลฯ ที่ร่วมกันอยู่ในฉาก เป็นต้น., นั่นคือความจำเป็นพื้นฐานต่างๆของกระบวนการผลิต ซึ่งมีทั้งอุปกรณ์ เครื่องมือ และตัวประกอบอื่นๆ ที่มาแบ่งเบาและแยกผลงานของนักแสดง ประกอบกันเข้าไปในฉากหรือบทที่เตรียมไว้ชุดหนึ่ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดแสดงและการติดตั้งสิ่งเหล่านี้ เพื่อต้องการที่จะนำเสนอเกี่ยวกับเหตุการณ์ๆหนึ่งบนจอภาพยนตร์ ที่ปรากฏออกมาพร้อมกันเป็นฉากที่รวดเร็วและเป็นหน่วยเดียว มีลำดับการที่ต่อเนื่องไหลเลื่อนเคลื่อนไปอันหนึ่งของการถ่ายทำที่แยกๆกัน ซึ่งอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงที่สตูดิโอ แต่ปรากฏผลออกมาเป็นภาพยนตร์เพียงไม่กี่วินาที

แต่อย่างไรก็ตาม ในการแก้ปัญหานั้น... ภาพยนตร์ตอบสนองต่อการหดตัวของรัศมี(aura) ด้วยการสร้างสิ่งเทียมขึ้นมาเกี่ยวกับบุคลิกภาพของนักแสดงภายนอกสตูดิโอ. ลัทธิบูชาหรือความคลั่งไคล้ในดาราภาพยนตร์, ได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูโดยเงินทุนของอุตสาหกรรมภาพยนตร์, มันปกปักรักษาไม่เพียงรัศมีในลักษณะที่พิเศษของตัวบุคคลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสะกดหรือครอบงำเกี่ยวกับบุคลิกภาพด้วย", มันเป็นการสะกดหรือครอบงำแบบเก๊ๆของสินค้าชิ้นหนึ่ง. เงินทุนของบรรดาผู้สร้างภาพยนตร์ที่ได้มาจัดการเรื่องแฟชั่น เรื่องการโฆษณา ในฐานะที่เป็นกฎอันหนึ่ง

2.5 นักแสดงภาพยนตร์ไม่ต่างจากสินค้าที่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม
Benjamin แสดงความคิดเห็นว่า... ความรู้สึกประหลาดๆ ไม่เคยชิน ที่ครอบคลุมนักแสดงเมื่ออยู่ต่อหน้ากล้องบันทึกภาพ, ดังที่ Pirandello ได้อธิบายนั้น โดยพื้นฐานแล้ว เป็นชนิดเดียวกันกับความห่างเหินที่รู้สึกเมื่อภาพของคนผู้นั้นปรากฏในกระจกเงานั่นเอง. แต่ปัจจุบันนี้ ภาพที่ถูกสะท้อนกลายเป็นสิ่งแยกขาดจากกันได้, สามารถเคลื่อนย้ายออกไปได้. และที่ไหนกันล่ะที่มันได้ถูกเคลื่อนย้ายออกไป ? คำตอบคือ ไปอยู่ต่อหน้าผู้ดูหรือสาธารณชนนั่นเอง

ไม่เคยเลยสักชั่วขณะที่นักแสดงภาพยนตร์จะหยุดสำนึกเกี่ยวกับข้อเท็จจริงอันนี้ ขณะที่อยู่ต่อหน้ากล้องบันทึกภาพ เขารู้ว่า ในที่สุดแล้วเขาจะเผชิญหน้ากับสาธารณชน, อันเป็นผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้สร้างตลาดขึ้นมา. ตลาดอันนี้, ที่ซึ่งผู้ดูไม่ได้ให้เพียงแรงงานของเขาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตัวตนของเขาเองทั้งหมด, หัวใจและวิญญาน, นอกเหนือจากแค่ไปดูเท่านั้น

ในช่วงระหว่างที่มีการถ่ายทำ นักแสดงได้มีการติดต่อกับผู้ดูเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่นดังกับสินค้าที่ได้รับการผลิตขึ้นในโรงงาน. อันนี้ ตามความคิดของ Pirandello อาจไปเสริมสร้างความกังวลใจใหม่ๆ ที่กล้องบันทึกภาพได้จับภาพนักแสดงเอาไว้ตรงหน้าโดยไม่มีผู้คนที่ปฏิสัมพันธ์กับเขาจริงๆ

2.6 นักถ่ายทำภาพยนตร์(cameraman) แตกต่างจากจิตรกรอย่างไร
สำหรับกรณีนี้ Benjamin ได้ชี้ให้เห็นความต่างระหว่าง นักถ่ายทำภาพยนตร์ผู้สร้างภาพให้ปรากฎขึ้นมาบนจอ กับจิตรกรผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะให้ปรากฎขึ้นมาบนผืนผ้าใบ และยังให้ภาพอุปมาอุปมัยไปถึงนักไสยเวทย์ กับศัลยแพทย์ดังนี้...

ช่างกล้อง(cameraman)เมื่อเปรียบเทียบกับจิตรกรแล้วแตกต่างกันอย่างไร ? เพื่อจะตอบปัญหานี้ เราต้องหันไปพึ่งพาอาศัยต่อการอุปมาอุปมัยที่คล้ายคลึงกันอันหนึ่งกับเรื่องของศัลยแพทย์ กับนักไสยเวทย์

ศัลยแพทย์เป็นตัวแทนในขั้วที่ตรงข้ามกันกับนักไสยเวทย์. นักไสยเวทย์จะรักษาคนป่วยด้วยการวางมือลงไป; ส่วนศัลยแพทย์จะผ่าลงไปในร่างกายของคนป่วย. นักไสยเวทย์จะธำรงรักษาระยะห่างทางธรรมชาติระหว่างผู้ป่วยกับตัวของเขา แม้ว่าเขาจะลดมันลงด้วยความแผ่วเบาอย่างที่สุดโดยการวางมือลงไป, แต่ก็เพิ่มพลังมันอย่างมากโดยคุณสมบัติเกี่ยวกับอำนาจที่มีในมือของเขา

ศัลยแพทย์จะทำในสิ่งที่กลับกันเลยทีเดียว; เขาจะลดระยะห่างดังกล่าวอย่างมากระหว่างตัวเขาเองกับคนป่วย โดยกการผ่าเข้าไปในร่างกายของคนป่วย และเพิ่มมากขึ้นทีละน้อยด้วยความระมัดระวังและคอยเตือนตัวเองว่า มือของเขาได้เคลื่อนเข้าไปในท่ามกลางอวัยวะของคนป่วยคนนั้น

โดยสรุป ในทางตรงข้ามกับนักไสยเวทย์ ซึ่งซ่อนเร้นตัวเองอยู่ในฐานะนักปฏิบัติการทางการแพทย์ - ศัลยแพทย์ ณ ช่วงขณะที่แน่นอน จะละเว้นการเผชิญหน้ากับผู้ป่วยตัวต่อตัว; ยิ่งไปกว่านั้น ในทางตรงข้าม โดยผ่านการผ่าตัด เขาได้แทรกเข้าไปในร่างของผู้ป่วยเลยทีเดียว

นักไสยเวทย์และแพทย์ผ่าตัด เปรียบเทียบกับ จิตรกรและช่างกล้อง(cameraman). จิตรกรจะรักษาระยะห่างทางธรรมชาติจากความเป็นจริงเอาไว้, ในขณะที่ช่างกล้องจะเจาะทะลุลึกลงไปในข่ายใยของธรรมชาติ. มันมีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างภาพที่พวกเขาผลิตออกมา. สำหรับภาพที่จิตรกรวาดขึ้น รูปที่ปรากฏกับสายตาจะเป็นทั้งหมด ส่วนของช่างกล้องจะประกอบด้วยชิ้นส่วนเล็กๆน้อยๆอันหลากหลาย ซึ่งถูกนำมาผสมรวมกันภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่อันหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้, สำหรับผู้คนร่วมสมัย การเป็นตัวแทนของความจริงโดยภาพยนตร์เป็นสิ่งที่มีนัยะสำคัญมากอย่างไม่อาจเปรียบเทียบได้กับงานจิตรกรรม, เมื่อเป็นเช่นนี้, แน่นอน เนื่องมาจากการซึมแทรกอย่างสมบูรณ์ของความจริงด้วยเครื่องมือทางกลไก ด้วยเหตุดังนั้น โดยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ แง่มุมของความเป็นจริงจึงได้รับการปลดปล่อยออกมาให้เป็นอิสระ. และนั่นคือสิ่งหนึ่งที่ถูกตั้งคำถามจากผลงานศิลปะชิ้นหนึ่ง

2.7 การเปรียบเทียบระหว่างการดูภาพยนตร์กับการชื่นชมงานจิตรกรรม
ด้วยความสอดคล้องต้องกันกับหัวข้อข้างต้น, Benjamin ได้เสริมต่อให้เห็นภาพชัดที่แตกต่างระหว่างการดูภาพยนตร์และงานจิตรกรรมดังนี้...

โดยการจ้องมองไปยังจอภาพยนตร์, ท่าทีวิพากษ์วิจารณ์และการเต็มใจรับของสาธารณชนเกิดขึ้นพร้อมๆกัน. เหตุผลที่ชัดเจนสำหรับอันนี้ก็คือว่า ปฏิกริยาต่างๆของปัจเจกชนได้รับการตัดสินล่วงหน้าแล้วโดยการขานรับของมวลชนผู้ดู ซึ่งมวลชนเหล่านั้นจวนเจียนจะทำให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว และอันนี้จึงไม่มีที่ใดที่จะได้รับการเปล่งเสียงได้มากไปกว่าในโรงภาพยนตร์

อีกครั้ง การเปรียบเทียบกับงานทางด้านจิตรกรรมจะทำให้เห็นภาพชัด. งานจิตรกรรมชิ้นหนึ่งมักจะมีโอกาสอันดีเลิศที่จะถูกจ้องดูโดยคนเพียงคนเดียวหรือโดยคนเพียงไม่กี่คน. การพิจารณาใคร่ครวญแบบพร้อมๆกันเกี่ยวกับงานจิตรกรรมหลายๆชิ้นโดยสาธารณชนจำนวนมาก อย่างเช่นที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาในคริสตศวรรษที่สิบเก้า ถือว่าเป็นเครื่องบ่งชี้ในช่วงแรกของวิกฤตการณ์ของงานจิตรกรรม

โดยจริงๆแล้ว งานจิตรกรรมไม่อยู่ในฐานะตำแหน่งที่จะเสนอวัตถุชิ้นหนึ่งสำหรับประสบการณ์ของคนจำนวนมากพร้อมๆกัน ดังที่มันเป็นไปได้สำหรับงานทางด้านสถาปัตยกรรมมาโดยตลอด หรือสำหรับสำหรับบทกวีมหากาพย์ที่ขับขานในอดีต

ในโบสถ์และวัดวาอารามสมัยกลาง และ ณ ราชสำนักต่างๆอันหรูหราเท่าๆกับตอนปลายคริสตศตวรรษที่สิบแปด, การต้อนรับโดยกลุ่มคนเกี่ยวกับงานจิตรกรรมทั้งหลายยังไม่ได้เกิดขึ้นมาในช่วงนั้น แต่โดยลักษณะที่เป็นไปอย่างช้าๆและสูงขึ้นโดยลำดับ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวที่เกิดขึ้น เป็นการแสดงออกอันหนึ่งของความขัดแย้งกันโดยเฉพาะ ซึ่งงานจิตรกรรมได้ถูกนำไปเกี่ยวพัน

ถึงแม้ว่างานจิตรกรรมจะเริ่มถูกนำออกแสดงในรูปของนิทรรศการต่อสาธารณชนตามแกลลอรี่แสดงภาพ และห้องแสดงนิทรรศการศิลปะทั้งหลาย, แต่ก็ไม่มีที่ทางสำหรับมวลชนที่จะมารวมตัวกันในการต้อนรับการแสดงเหล่านั้นกันอย่างดาษดื่น

เมื่อหันมาพิจารณาเกี่ยวกับภาพยนตร์ สาธารณชนต่างมีโอกาสขานรับต่อภาพยนตร์ที่ผิดแผกไป มันเป็นไปในลักษณะล้ำหน้าและสร้างความประหลาดใจ ซึ่งแน่นอนเป็นการขานรับหรือโต้ตอบกับภาพยนตร์ในลักษณะท่าทีหรือปฏิกริยาคล้ายคลึงกับงานศิลปะในลัทธิเหนือจริง (surrealism) นั่นคือ ก่อให้เกิดความตื่นเต้นและความรู้สึกประหลาดใจ

2.8 เทคนิคและวิธีการทางภาพยนตร์ทำให้เรามองเห็นโลกที่แตกต่าง
สำหรับประเด็นนี้ ภาพยนตร์ไม่ใช่แต่จะมีข้อเสียของมันดังที่ยกมาเท่านั้น Benjamin ยังชี้ให้เห็นความดีบางอย่างซึ่งภาพยนตร์ได้เสนอให้กับเราอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในอดีต กล่าวคือ เขาได้ให้ภาพดังต่อไปนี้...

ร้านเหล้าเล็กๆ และถนนสายหลักต่างๆของเรา, ที่ทำงานและห้องหับที่มีการตกแต่งประดับประดา, สถานีรถไฟและโรงงานของพวกเรา ปรากฏว่ามันได้มากักขังเราคล้ายอยู่ในคุกอย่างสิ้นหวัง. ต่อเมื่อภาพยนตร์ได้พัฒนาขึ้น และระเบิดโลกแห่งคุก(prison-world)อันนี้ทิ้งไป แยกมันออกเป็นชิ้นๆโดยไดนาไมท์หรือดินระเบิดออกเป็นสิบส่วนในชั่ววินาที ดังนั้นตอนนี้ ในใจกลางของความพินาศที่แผ่กระจายไปทั่วและซากปรักหักพัง, พวกเรากำลังท่องไปอย่างสงบและด้วยความรู้สึกประหลาดใจ

ด้วยการเข้าไปใกล้ของกล้องถ่ายภาพยนตร์ด้วยการ close-up, พื้นที่ว่างได้ขยายออก; ด้วยการทำภาพช้าหรือภาพ slow motion, ช่วงเวลาได้ถูกยืดให้ยาวออกไปอย่างรวดเร็ว. ภาพขยายของการบันทึก ไม่เพียงปฏิบัติการได้อย่างแม่นยำกว่าการมองเห็นด้วยตาเปล่าในกรณีต่างๆ, แม้ว่าจะไม่คมชัด แต่มันได้เผยให้เห็นโครงสร้างใหม่ทั้งหมดของเรื่องราว. ดังนั้น, เช่นเดียวกัน, ภาพช้าจึงไม่เพียงนำเสนอคุณสมบัติของความเคลื่อนไหวที่คุ้นเคยเท่านั้น แต่มันยังเผยให้เห็นสิ่งซึ่งไม่เป็นที่รู้จักเลย ที่ซึ่งไกลห่างจากการมองเห็น คล้ายกับมาหน่วงเหนี่ยวการเคลื่อนไหวอันรวดเร็วเอาไว้, มันให้ผลเกี่ยวกับการลื่นไหลอย่างยอดเยี่ยม, ล่องลอย, และมีลักษณะเป็นความเคลื่อนไหวที่เหนือธรรมชาติ

โดยพยานหลักฐาน ธรรมชาติที่แตกต่างอันหนึ่งได้เผยตัวของมันเองออกมาต่อหน้ากล้องยิ่งกว่าเปิดเผยตัวมันออกมาผ่านดวงตาอันเปลือยเปล่า เพราะพื้นที่ว่างที่ถูกเจาะทะลุเข้าไปอย่างไร้สำนึก ถูกแทนด้วยพื้นที่ว่างอันหนึ่งที่ได้รับการสำรวจอย่างมีสำนึกโดยมนุษย์. แม้ว่าใครคนหนึ่งจะมีความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวิธีที่ผู้คนเดิน, แต่เขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับท่าทางของบุคคลในช่วงระหว่างเศษเสี้ยวของวินาทีของการก้าวเท้าหนึ่งออกไป

การกระทำเช่น การคว้าไฟแช็ค หรือการหยิบช้อนจากจานอาหารขึ้นมาเป็นงานประจำที่คุ้นเคย, กระนั้นก็ตาม เราเกือบจะไม่รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆเลยในช่วงระหว่างที่มือเอื้อมไปยังวัตถุเหล่านั้น, ไม่ต้องกล่าวเลยว่า นี่มันได้แปรเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกของเราไปเช่นไร

กล้องบันทึกภาพได้นำเสนอแง่มุมการมองที่ไร้สำนึกกับเรา ดังที่วิธีการทางจิตวิเคราะห์กระทำกับแรงกระตุ้นอันไร้สำนึกของเรานั่นเอง

2.9 การอยู่ต่อหน้าภาพยนตร์ จะไม่ปล่อยให้ผู้ดูได้มีโอกาสไตร่ตรอง
สำหรับเรื่องนี้ Benjamin ได้ยกเอาความรู้สึกของ Duhamel มาประกอบดังนี้...

งานจิตรกรรมมันเชื้อเชิญผู้ดูให้ครุ่นคิดพิจารณา; เมื่ออยู่ต่อหน้างานจิตรกรรม ผู้ดูสามารถละทิ้งตัวของเขาเองไปสู่ความสัมพันธ์ต่างๆของเขากับงานศิลปะ. เมื่ออยู่ต่อหน้าจอภาพยนตร์เขาไม่สามารถที่จะทำเช่นนั้นได้. พอดวงตาของเขาจับจ้องมองไปที่ฉาก มันก็ถูกเปลี่ยนไปแล้ว. มันไม่สามารถที่จะถูกไข่วคว้าหรือยึดกุมอะไรเอาไว้ได้

Duhamel, ผู้ซึ่งไม่ชอบภาพยนตร์ และไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับนัยะสำคัญของมัน, แม้กระทั่งบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับโครงสร้างของมัน ได้บันทึกสภาวการณ์อันนี้เอาไว้ดังต่อไปนี้: "ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะคิดคำนึงถึงสิ่งข้าพเจ้าต้องการจะคิด. ความคิดต่างๆของข้าพเจ้าได้ถูกแทนที่โดยภาพที่เคลื่อนไหว"

กระบวนการของผู้ดูเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชื่อมโยงในการดูภาพต่างๆเหล่านี้ อันที่จริงได้ถูกขัดจังหวะโดยความต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน. อันนี้ได้ก่อให้เกิดผลของอาการช็อคเกี่ยวกับภาพยตร์ ซึ่งก็เหมือนอาการช็อคอื่นๆทั้งหมด ที่ควรจะได้รับการบรรเทาลงมาโดยการเพิ่มเติมจิตใจให้หนักแน่นมากขึ้น. โดยอาศัยโครงสร้างทางเทคนิคของมัน ภาพยนตร์มีผลต่อการช็อคทางกายภาพด้วยสิ่งที่มาห่อหุ้มต่างๆอย่างที่ลัทธิ Dada มี และอย่างที่มันเป็น

2.10 การวิจารณ์ภาพยนตร์
Benjamin เห็นว่าภาพยนตร์เป็นความบันเทิงอันน่าเวทนาของคนที่ตกเป็นทาส อีกครั้งที่ Benjamin ได้ยกเอาข้อคิดเห็นของ Duhamel มานำเสนอในงานของเขาดังนี้... Duhamel เรียกภาพยนตร์ว่า "ความบันเทิงสำหรับพวกที่ตกเป็นทาส(a pastime for helots), การพักผ่อนหย่อนใจของคนที่ไร้การศึกษา, คนที่น่าเวทนา, คนที่เหนื่อยหน่าย อ่อนเพลีย ซึ่งถูกกัดกินโดยความกังวลใจของเขาในภาพที่ปรากฎ ซึ่งไม่ต้องการการใส่ใจจริงจัง และไม่ได้คาดหวังเรื่องสติปัญญา มันไม่ได้เติมเชื้อไฟใดๆให้กับหัวใจของผู้คน และไม่ได้ปลุกเร้าความหวังใดๆขึ้นมา นอกจากเรื่องไร้สาระ ซึ่งสักวันหนึ่งจะได้เป็นดาราที่ลอสแองเจลิส"

อย่างชัดเจน, อันนี้เป็นพื้นฐานที่อยู่ข้างใต้สุดของความน่าเศร้าอย่างเดียวกันนับแต่อดีต ที่มวลชนพยายามแสวงหาสิ่งที่ให้ความพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งในทางตรงข้ามกับที่ศิลปะเรียกร้องการให้ความเอาใจใส่อย่างจริงจังจากผู้ดู

คนที่มองด้วยความเอาใจใส่ต่อหน้าผลงานศิลปะชิ้นหนึ่ง เขาได้ถูกดูดซับหรือกลืนกินเข้าไปในผลงานศิลปะชิ้นนั้น. เขาได้ล่วงเข้าไปในผลงานดังกล่าว ดังที่ตำนานเก่าแก่เคยเล่าเอาไว้ถึงจิตรกรชาวจีนทั้งหลาย เมื่อตอนที่พวกเขามองดูงานจิตรกรรมของตนเองที่ได้ทำจนสำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว

2.11 สุนทรียศาสตร์ของลัทธิดาดาในทัศนะของ Benjamin
ดังที่กล่าวไว้แล้วตั้งแต่ต้นถึงประวัติของ Benjamin ว่า เขาเป็นนักวิจารณ์ทางด้านศิลปะของศตวรรษที่ 20 ที่สำคัญคนหนึ่ง และเขายังมีผลงานมากมายเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ลัทธิศิลปะที่เกิดขึ้นมาในยุโรปในช่วงเวลานั้นทุกๆลัทธิ จึงไม่อาจหลุดรอดไปจากความคิดเห็นและการวิจารณ์ของเขาได้ ดังเช่นลัทธิดาดาที่โด่งดัง และเป็นต้นแบบให้กับศิลปะสมัยใหม่อีกหลายทศวรรษต่อมา...

dadaists ศิลปินกลุ่มนี้มีการยึดติดน้อยมากกับคุณค่าการขายเกี่ยวกับผลงานของพวกเขา และยังไม่ผูกพันกับความมีประโยชน์ในการมีใจจดจ่อกับการครุ่นคิดเมื่อพิจารณางานศิลปะ การลดความสำคัญในการศึกษาเกี่ยวกับวัสดุของศิลปินกลุ่มนี้ อย่างน้อย ไม่ใช่วิธีการของพวกเขาที่นำไปสู่ความไร้ประโยชน์หรือคุณค่าแต่อย่างใด

บทกวีต่างๆของพวกเขาคือ"สลัดคำพูด"(word salad)ที่บรรจุคำลามกต่างๆ และผลผลิตของภาษาเลวๆทั้งหมดเท่าที่จะจินตนาการได้ลงไป. ความจริงอย่างเดียวกันนี้มีอยู่ในงานจิตรกรรมของพวกเขา ซึ่งพวกเขากลัดไว้ที่กระดุมและที่ฉลากต่างๆ. สิ่งที่ศิลปินตั้งใจและยอมรับคือการทำลายโดยไม่ปรานีกับรัศมี(aura)เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ของพวกเขา, ซึ่งพวกเขาติดป้ายในฐานะที่เป็นการผลิตซ้ำหรือจำลองขึ้นมาใหม่ด้วยวิธีการที่แท้จริงของการผลิต

ต่อหน้างานจิตรกรรมชิ้นหนึ่งของ Arp (Jean Arp 1887-1966 ศิลปินและนักกวีชาวฝรั่งเศส) หรือต่อหน้าบทกวีของ August Stramm มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้เวลาสำหรับการพินิจพิจารณา และการประเมินคุณค่า ดังที่ใครคนหนึ่งจะทำเช่นนั้นต่อหน้างานจิตรกรรบนผืนผ้าใบของ Derain (Andre Derain 1881-1945 จิตรกรชาวฝรั่งเศส) หรือบทกวีของ Rilke (Rainer Maria Rilke 1875-1926 นักกวีชาวเยอรมัน)

ในการถือกำเนิดขึ้นมาของสังคมชนชั้นกลาง, การพินิจพิจารณากลายเป็นสกุลหนึ่งสำหรับพฤติกรรมที่เก็บตัวและไม่สังคมกับใคร(asocial behavior); มันได้รับการต่อต้านโดยความต้องการหย่อนใจ หรือภาวะจิตใจวอกแวก ในฐานะที่เป็นความผันแปรไปอันหนึ่งของความประพฤติทางสังคมที่เปลี่ยนแปลง

อันที่จริง กิจกรรมต่างๆแบบ Dadaistic ได้มารับรองหรือยืนยันถึงภาวะจิตใจวอกแวกที่ค่อนข้างรุนแรง โดยการสร้างผลงานต่างๆเกี่ยวกับศิลปะอันเป็นศูนย์กลางของความอัปยศฉาวโฉ่. ความต้องการของศิลปินกลุ่มนี้ แรกสุดเลยนั้น ต้องการที่จะสร้างและสะท้อนความเจ็บแค้นต่อสาธารณชน

จากการปรากฏตัวที่จูงใจ หรือโครงสร้างที่โน้มน้าวใจของเสียง ผลงานศิลปะของศิลปิน dadaists ได้กลายมาเป็นเครื่องมืออันหนึ่งของลักษณะการเคลื่อนไหวแบบกระสุนปืน. มันเจาะเข้าไปในตัวผู้ดูคล้ายกับลูกกระสุน มันเกิดขึ้นกับเขา ด้วยเหตุนี้มันจึงเข้ายึดครองคุณสมบัติที่สัมผัสแตะต้องได้. มันได้ไปสนับสนุนความต้องการอันหนึ่งสำหรับภาพยนตร์ ปัจจัยหรือองค์ประกอบของความบันเทิงของสิ่งซึ่งเป็นที่สัมผัสจับต้องได้มาแต่แรก ที่ได้รับการวางอยู่บนความเปลี่ยนแปลงต่างๆของสถานที่และโฟกัส ที่เข้าโจมตีผู้ดูเป็นระยะๆ. อันนี้ยอมให้เราเปรียบเทียบจอภาพยนตร์ที่ใช้นำเสนอภาพยนตร์ออกมา กับผืนผ้าใบของงานจิตรกรรม

 

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา I webboard

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

สำหรับสมาชิกที่ต้องการ download ข้อมูล อาจใช้วิธีการง่ายๆดังต่อไปนี้

1. ให้ทำ hyper text ข้อมูลทั้งหมด
2. copy ข้อมูลด้วยคำสั่ง Ctrl + C
3. เปิด word ขึ้นมา (microsoft-word หรือ word pad)
4. Paste โดยใช้คำสั่ง Ctrl + V
จะได้ข้อมูลมา ซึ่งย่อหน้าเหมือนกับต้นฉบับทุกประการ
(กรณีตัวหนังสือสีจาง ให้เปลี่ยนสีเป็นสีเข้มในโปรแกรม word)

 

 

วิพากษ์อุตสาหกรรมภาพยนตร์ :
ศิลปะหรือเพียงเหล้าดองสมองทุน

เรียบเรียงโดย : สมเกียรติ ตั้งนโม
คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

หมายเหตุ : บทความที่ท่านกำลังจะอ่านต่อไปนี้ เรียบเรียงขึ้นมาจากบทความของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 120 "วัฒนธรรมในยุคอุตสาหกรรม" (ตอนที่ 2 : ยุคสว่างในฐานะ ที่เป็นยุคหลอกลวงมวลชน) เขียนโดย Theodor Adorno, และบทความลำดับที่ 135 "ผลงานศิลปะในยุคของการผลิตซ้ำด้วยกลไก" เขียนโดย Walter Benjamin

บทนำ : ภาพยนตร์ วิทยุ และโทรทัศน์ จัดเป็นสื่อสารมวลชนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสังคมหลังสมัยใหม่ อันที่จริง สื่อต่างๆเหล่านี้เริ่มมีบทบาทดังกล่าวมากขึ้นตามลำดับในยุคสมัยใหม่ นับจากช่วงที่สื่อเหล่านี้ได้ถือกำเนิดและพัฒนาขึ้นมา และพวกมันได้แทรกตัวเข้าไปในพื้นที่ทางวัฒนธรรมของสังคมจนครอบงำพื้นที่ดังกล่าวไว้ได้อย่างสมบูรณ์

งานเขียนชิ้นนี้ ได้เก็บเอาประเด็นเรื่องของภาพยนตร์ วิทยุ (รวมทั้งโทรทัศน์บ้างเล็กน้อย - ที่กล่าวเช่นนี้เพราะ ในช่วงที่บทความสองเรื่องดังกล่าวได้รับการเขียนขึ้นมา พัฒนาการด้านสื่อโทรทัศน์เพียงมีบทบาทในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น)มานำเสนออย่างค่อนข้างละเอียด โดยเฉพาะได้หยิบเอาแง่มุมเกี่ยวกับงานเขียนของ Adorno และ Benjamin เกี่ยวกับเรื่องภาพยนตร์มาเป็นข้อมูลหลัก โดย Adorno และ Benjamin ได้พูดถึงเรื่องนี้เอาไว้อย่างยืดยาวในความเรียงของเขาเกี่ยวกับ"อุตสาหกรรมวัฒนธรรม" และ "ผลงานศิลปะในยุคของการผลิตซ้ำด้วยกลไก"