เว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ทางเลือกเพื่อการศึกษาสำหรับสังคมไทย เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สมดุล และเป็นธรรม : ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 (ครบรอบ 3 ปี)

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน
แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ


Website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ

สนใจสมัครเป็นสมาชิก
กรุณาคลิก member page
ส่วนผู้ที่ต้องการดูหัวข้อบทความ
ทั้งหมด ที่มีบริการอยู่ขณะนี้
กรุณาคลิกที่ contents page
และผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็น
หรือประกาศข่าว
กรุณาคลิกที่ปุ่ม webboard
ข้างล่างของบทความชิ้นนี้

หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com
midnightuniv@yahoo.com

ไทยกับ WTO กับทางออกที่ดีที่สุด
โดย พอล เลอมัง
(บทความนี้ยาวประมาณ 12 หน้ากระดาษ A4)

คำนำ
ผู้ที่ติดตามข่าวการระหว่างประเทศ และโดยเฉพาะการค้าระหว่างประเทศจะทราบดีว่าองค์การการค้าโลกมีบทบาทโดดเด่นในเวทีระหว่างประเทศและเป็นข่าวมาโดยตลอดในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะเป็นข่าวไม่ดีเกี่ยวกับความขัดแย้งในเรื่องนโยบายการค้าเสรี เรื่องที่เป็นข่าวดังได้รับความสนใจจากสาธารณชนทั่วโลกมากที่สุดก็เมื่อตอนที่องค์การประสบความล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าในการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 3 ที่นครซีแอตเติล สหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีการประท้วงที่รุนแรงถึงกับมีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก และอีกครั้งหนึ่งที่คนไทยให้ความสนใจ WTO ก็เมื่อมีการเลือกสรรผู้อำนวยการคนใหม่ระหว่างนายไมค์ มัวร์ของนิวซีแลนด์กับนายศุภชัย พาณิชภักดิ์ จากประเทศไทย เป็นศึกระดับโลกที่ยิ่งใหญ่โดยนายศุภชัยได้ชัยชนะร่วมกัน โดยได้เป็นผู้อำนวยการต่อจากนายมัวร์

ข่าวเกี่ยวกับองค์การการค้าโลกหลังจากนายศุภชัยได้เป็น ผอ.ใหญ่แล้วก็ยังเป็นข่าวดังอยู่เสมอมา โดยเฉพาะในประเด็นการเปิดการค้าเสรีที่คนทั่วไปเห็นว่า ไทยยังไม่พร้อมและเสียเปรียบมาก และเรื่องที่ดูจะเป็นรูปธรรมที่ถูกหยิบยกเป็นข่าวอยู่เรื่อยๆ เช่น เรื่องข้าวหอมมะลิ การคุ้มครองพันธ์สัตว์และพืชของไทย สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ การเปิดเสรีการค้าบริการ แม้กระทั่งเรื่องร้านค้าปลีกไทยที่ต้องหมดอนาคตเพราะสู้ยักษ์ใหญ่ต่างชาติไม่ได้ ก็ถูกมองว่าเป็นเพราะการเปิดเสรีการค้า....หลากหลายเรื่องที่ล้วนแต่กระทบชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทย........จนต้องตั้งคำถามในใจอยู่บ่อยๆ ว่าองค์การการค้าโลกนี้เป็นพระเอก หรือผู้ร้าย หรืออะไรกันแน่

กระแสที่ปรากฏในสังคมไทยและโลกเกี่ยวกับองค์การการค้าโลกมีอยู่สองด้านหรือสองกลุ่ม
กระแสแรกคือ กลุ่มที่สนับสนุนนโยบายการค้าเสรี ได้แก่บรรดาประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐฯ ประชาคมยุโรป และประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ โดยเชื่อมั่นว่าการค้าเสรีจะทำให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวและทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์จาก WTO ส่วนในประเทศไทยก็ได้แก่ บรรดานักการเมือง นักธุรกิจที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ตลอดจนข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแน่นอนย่อมสนับสนุนในสิ่งที่ตนได้รับมอบหมายและทำอยู่

ส่วนกระแสที่สอง หรือกลุ่มที่สองได้แก่พวกต่อต้านองค์การการค้าโลกหรือต่อต้านนโยบายการเปิดการค้าเสรี ได้แก่ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย นักวิชาการอิสระ องค์กรเอกชนที่มิใช่รัฐ(NGO) นักธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่เสียประโยชน์ นักเคลื่อนไหวอิสระ สื่อมวลชนและประชาชนจากทุกมุมโลก

ในการประชุมกลุ่มจี 8 ครั้งหลังสุดที่เจนีวา เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2546 ที่ผ่านมา มีการประท้วงอย่างหนักจากกลุ่มคนจากหลายประเทศโดยเฉพาะที่สวิสและที่เมืองเอเวียงของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุม แต่กระนั้น การดำเนินงานขององค์การการค้าโลกก็ก้าวหน้าไปได้เรื่อยๆ โดยไม่หยุดยั้ง ทั้งนี้ในปีนี้จะมีการประชุมครั้งสำคัญอีกครั้งก็คือการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 5 ในเดือนกันยายน 2546 ที่เมืองแคนคูนประเทศเม็กซิโก ซึ่งถือว่าเป็นการประชุมเพื่อทบทวนและเร่งรัดเรื่องการเจรจาต่างๆ ในองค์การการค้าโลกก่อนถึงกำหนดเส้นตายที่ให้ทุกอย่างเสร็จสิ้นใน วันที่ 1 มกราคม 2548

ในประเทศไทยเองก็มีกระแสการต่อต้านองค์การการค้าโลกและการค้าเสรีอย่างหนักเหมือนกัน ถึงขนาดว่านายศุภชัยได้รับเชิญมาบรรยายในประเทศไทยเรื่องการค้าเสรีที่โรงแรมหนึ่งในตอนเช้า แต่ตอนบ่ายก็มีอีกกลุ่มหนึ่งจัดการสัมมนาต่อต้านและโจมตีนายศุภชัยและองค์การการค้าโลกที่อีกโรงแรมหนึ่ง ข้อมูลทั้งสองเหตุการณ์ขัดแย้งกันมากทั้งที่เป็นเรื่องเดียวกัน เหมือนกับสีดำกับสีขาว ทำให้คนไทยทั่วไปที่ติดตามเรื่องนี้คงจะสับสนพอสมควรเพราะไม่รู้ว่าใครพูดถูกหรือใครโกหก และจะเชื่อใครดี

นอกจากนั้นหากใครได้ติดตามข้อเขียนที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ก็จะพบว่าบรรดานักวิชาการและนักเขียนหลายท่านทั้งไทยและเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม NGO ต่างก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านองค์การการค้าโลกกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะนโยบายของประเทศไทยที่ถูกมองว่าเป็นเด็กดีเดินตามก้นประเทศอุตสาหกรรมและบรรษัทข้ามชาติที่อยู่เบื้องหลังและเปิดเสรีมากเกินไป และว่าข้าราชการที่เกี่ยวข้องเป็นสมุนรับใช้ต่างชาติ

ความเห็นของฝ่ายต่อต้านส่วนใหญ่มอง WTO ว่าเป็นองค์กรที่มุ่งประโยชน์ในเรื่องการค้าและผู้ค้า (บรรษัทข้ามชาติ) มากกว่าจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของสังคมและประชาชนในโลก และได้ขนานนามองค์การการค้าโลกว่าเป็น องค์การครอบโลกโลกาภิบาลบ้าง เป็นกรงขังเหล็กบ้าง บ้างสงสัยว่าองค์การการค้าโลกเป็นสมาคมคนรวย หรือหนักกว่านั้นกล่าวหาว่าเป็นทรราชจนต้องมีการฉีกหน้ากากองค์การการค้าโลก ข้อเขียนเหล่านี้ผมได้จัดทำรายชื่อรวบรวมไว้ในภาคผนวกเท่าที่จะหาได้ เพื่อให้มีการศึกษาค้นคว้ากันด้วย

ท่ามกลางความขัดแย้งในเรื่องดังกล่าว ผมเห็นความจำเป็นที่จะต้องเขียนเรื่องนี้บ้าง จากมุมมองของผม เพื่อที่จะให้ความรู้กับคนไทยและเพื่อจะบอกว่ากระแสทั้งสองด้านนั้น โดยเฉพาะในฝ่ายต่อต้าน ควรที่จะได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดและควรได้รับการมองด้วยทัศนคติที่ดี การต่อต้านเพราะมีความเห็นต่างกัน ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะอาจมาจากความห่วงใยเหมือนกัน เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบต่อส่วนรวม ผมเห็นความจำเป็นที่ทั้งสองกระแส ซึ่งความจริงอาจจะมีทั้งส่วนถูกบ้างและผิดบ้างด้วยกันทั้งคู่ก็ได้ ถูกคนละส่วน ผิดคนละส่วน ควรจะหันหน้ามาร่วมมือกัน เพื่อประเทศชาติ ผมขออนุญาตที่จะเสนอความเห็นหรือทางออกที่น่าจะดีที่สุด สำหรับไทยใน WTO ก็เป็นความห่วงใยและความหวังดีเช่นเดียวกับทุกฝ่าย

ผมจะเปิดโฉมหน้าขององค์การการค้าโลกให้ทุกท่านทราบ ซึ่งจริงๆ แล้วโฉมหน้านี้ไม่ได้ปิดบังเท่าใดนัก เพียงแต่ว่าคนที่มีโอกาสมาเห็นมีไม่มาก ไม่จำเป็นต้องฉีกหน้ากากอะไรหรอก
( พอล เลอมัง/ เจนีวา กรกฏาคม 2546)

คุณรู้จัก WTO แค่ไหน
ผมเคยคิดว่า องค์การการค้าโลกเป็นเพียงสถานที่ที่ผู้แทนประเทศสมาชิก 146 ประเทศมาประชุมกัน ก็เท่านั้นเอง เป็นอาคารที่ใหญ่โต ไม่ว่าจะเดินไปทางมุมใดซอกใดไหนก็เจอแต่ผู้แทนประเทศต่างๆ แต่งตัวโก้ๆ เป็นคล้ายกับองค์การสหประชาชาติแห่งที่สอง งานประจำของคณะผู้แทนในองค์การการค้าโลกก็คืองานประชุม มีประชุมกันได้ทุกวันไม่เคยหยุด บางครั้งทำให้ความน่าสนใจขององค์การนี้ดูเหมือนจะมีอะไรไม่มากไปกว่านี้ แต่ความเข้าใจนี้ผิดถนัด เมื่อลองคิดดูดีๆ จะพบว่าองค์การการค้าโลกมีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการเป็นเพียงแค่เป็นสถานที่ประชุมเท่านั้น

นอกจากประวัติความเป็นมา โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ ซึ่งผมจะไม่กล่าวถึงตรงนี้ เพราะท่านสามารถหาอ่านได้เองจากหลายแหล่ง โดยเฉพาะเว็บ www.wto.org (ข้อมูลภาษาไทยเปิดดูที่ www.dtn.moc.go.th ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ) อย่างไรก็ดี ผมจะขอเรียนว่าที่ทำการของ WTO นั้นมีสิ่งต่างๆ ที่น่าสนใจในที่หาดูได้ไม่ง่ายนัก เพราะไม่ค่อยมีคนรู้จักหรือสนใจจะนำมาเล่า แต่ผมเห็นว่าน่าสนใจดี เช่นรูปปั้นหินหญิงสาวและเด็กน้อยตั้งคู่อยู่หน้าประตูทางเข้าอาคาร บริเวณสวนด้านในและด้านหลังที่สวยสง่างาม รูปปั้นม้าตัวใหญ่ริมทะเลสาบ หรือแม้แต่ชื่อของอาคารที่ตั้งชื่ออาคารว่า William Rappard ซึ่งหลายคนก็คงไม่รู้เลยว่าเจ้าของชื่อนี้เป็นใคร นอกจากนั้นก็ยังมีห้องประชุมและห้องเฉพาะกิจต่างๆ เช่นห้องแสดงนิทรรศการศิลปะในอาคาร รวมทั้งของที่ระลึกของบุคคลสำคัญที่ได้มอบให้ WTO ล้วนเป็นสิ่งที่น่ารู้ ซึ่งผมจะหาโอกาสนำมาเล่าในโอกาสต่อไป

ผมคิดว่าคงจะเป็นการไม่ถูกต้องนักหากจะนำเสนอเรื่องขององค์การการค้าโลกต่อสาธารณชนโดยให้ทราบในด้านเดียวคือ ด้านที่ไม่ดี ทำให้รู้สึกเหมือนกับการจับผิด หรือในด้านที่ดีเพียงด้านเดียวซึ่งก็ดูไม่สมดุลเท่าไหร่นัก ยิ่งทราบว่าข้อเขียนเกี่ยวกับ WTO หลายเรื่องมีนักศึกษาและนักเรียนสนใจอ่านกันด้วยแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะให้คนเหล่านั้นทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และทั้งสองด้าน ส่วนเมื่อทราบแล้วจะเห็นด้วยและสนับสนุนด้านใดก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจไปชี้แนะได้

จับมาเผชิญหน้ากัน
ผู้ที่ตามข่าวเรื่อง WTO คงจะพอทราบดีว่า ข่าวที่ปรากฏทั่วไปนั้นจะมีอยู่ 2 กระแสคือ ด้านที่ดีและด้านที่ต่อต้าน ผมจะกล่าวถึงทั้งสองด้านและจะจับประเด็นของทั้งสองด้านมาเผชิญหน้ากัน ผมเห็นว่าความคิดเห็นของทั้งสองด้านเป็นข้อเท็จจริงที่มองข้ามไปไม่ได้

ในขณะที่ WTO แจงเหตุผลที่ดีของการมี WTO 10 ข้อ กลุ่มต่อต้านก็มีเหตุผล 10 ประการที่จะล้มล้างเหมือนกัน

ข้อดีทั้ง 10 ข้อของการมีองค์การการค้าโลกคือ

1. ส่งเสริมสันติภาพ โดยมองว่าเมื่อการค้าขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้เกิดความมั่นใจในระดับระหว่างประเทศ ส่งผลต่อสันติภาพของโลก
2. ข้อขัดแย้งได้รับการดูแลให้มีการแก้ไขอย่างสันติและอย่างสร้างสรรค์
3. กฎระเบียบทำให้ง่ายขึ้นสำหรับทุกฝ่าย เพราะใช้ระเบียบเดียวกัน
4. การค้าเสรีลดต้นทุนและค่าครองชีพ
5. ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น
6. เพิ่มรายได้ให้กับประเทศและคนในประเทศ
7. ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว และส่งผลดีต่อตลาดแรงงาน
8. หลักการพื้นฐานทำให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น
9. รัฐบาลลดความเสี่ยงจากการถูกวิ่งเต้นและลดการคอร์รัปชั่น
10. ส่งเสริมธรรมาภิบาลทั้งในภาครัฐและเอกชน

ผมยอมรับว่าข้อดีของ WTO เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะปฏิบัติให้บรรลุผลได้ทั้งหมด หลายข้อในหลักการนั้นดีแน่นอน แต่ในทางปฏิบัติอาจก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่อประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาเพราะกฎระเบียบต่างๆ ไม่สามารถที่จะใช้ได้ดีกับทุกประเทศเท่ากัน และในเวลาเดียวกัน เนื่องจากการพัฒนาของประเทศต่างๆ ไม่เท่ากัน ทำนองว่าเสื้อผ้าหากมิได้สั่งตัดเฉพาะตัวก็คงยากที่จะให้ทุกคนใส่ได้พอดีเหมือนกันหมด ก็คงต้องแก้ไขกันให้พอดีสำหรับทุกคน ผมเห็นว่าข้อดีเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ผิดแต่อย่างใด หากแต่ว่าสมาชิกทุกประเทศยอมที่จะให้มีการแก้ไขตามความเหมาะสมก็จะทำให้คุณค่าขององค์การการค้าโลกดีขึ้นมาก

นอกจากข้อดี 10 ข้อดังกล่าวแล้วผมยังเห็นว่ามีความสำคัญอีกบางประการที่จะขอเสริมดังนี้

WTO เป็นองค์การระหว่างประเทศด้านการค้าที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของโลกในปัจจุบัน ไม่ผิดเลยที่จะกล่าวเช่นนี้ จากสมาชิกของแกตส์เดิมเพียง 23 ประเทศ กลายมาเป็น 146 ประเทศ (มิถุนายน 2546) และยังมีอีก 30 กว่าประเทศกำลังเข้าแถวรอการรับเข้าเป็นสมาชิกอย่างใจจรดใจจ่อ ประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกเป็นสมาชิกขององค์การนี้หมดแล้ว หากเปรียบองค์การเป็นกลุ่มสมาคม หรือชมรม ก็เป็นสมาคมที่สำคัญที่ประกอบไปด้วยทั้งคนรวยและคนไม่รวยอยู่ด้วยกัน การเห็นความสำคัญของสมาคมนี้ จึงถูกต้องแล้วเพราะไทยเป็นหนึ่งในสังคมโลก

WTO เป็นเวทีกลางการเจรจาของสมาชิกในเรื่องการค้า ในทางการทูตนั้น การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะติดต่อกับประเทศอื่นต้องผ่านระเบียบขั้นตอนที่เรียกว่าพิธีการทูต ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ใครก็สามารถติดต่อกันได้ ประเทศในโลกนี้มีประมาณ เกือบ 200 ประเทศ ถ้าไม่มีการรวมกลุ่มของประเทศเหล่านี้ ก็คงเป็นไปได้ยากที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถติดต่อได้กับทุกประเทศทั้ง 200 ประเทศ เวทีระหว่างประเทศจึงเป็นเสมือนศูนย์กลางที่ทุกประเทศส่งผู้แทนมาอยู่รวมกันในที่เดียว ใครจะติดต่อเรื่องใดก็สามารถทำได้ ณ ที่นี้ เช่นองค์การสหประชาชาติก็เป็นเช่นนี้

ในเรื่องการค้าถือว่าองค์การการค้าโลกเป็นองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ การเป็นสมาชิกจึงได้สิทธิ์ที่จะติดต่อและเจรจากับทั้ง 145 ประเทศอย่างเท่าเทียมกัน ไทยในฐานะสมาชิกได้ตั้งคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก ณ นครเจนีวา มีหน้าที่ดูแลติดตามการเจรจาในองค์การการค้าโลก ซึ่งก็คือการติดต่อกับอีก 145 ประเทศที่เหลือนั่นเอง งานหลักและเป็นงานที่หนักมากก็คือการประชุมและเจรจาในเรื่องการค้าซึ่งมีมากและมีทุกวัน วันละหลายเรื่องหลายคณะกรรมการ เนื่องจากการค้านั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ทุกประเทศสมาชิกต่างให้ความสำคัญ จึงมีเรื่องให้เจรจา มีเรื่องขัดแย้งผลประโยชน์กันมากเหลือเกิน ถ้าไม่มีเวทีองค์การการค้าโลก ประเทศต่างๆ ก็คงไม่สามารถที่จะติดต่อสัมพันธ์กันได้มากมายเช่นนี้

เมื่อมีการติดต่อกันมากระหว่างสมาชิก ผลประโยชน์ที่ได้ชัดๆ ก็คือการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นระหว่างกัน และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน หรือร่วมกันหาผลประโยชน์ ประเทศสมาชิกจึงสามารถรวมกลุ่มกันเจรจาในเรื่องที่ตนเองมีผลประโยชน์ ทำให้เกิดการต่อรองที่มีน้ำหนักมากขึ้น จึงปรากฏว่าบรรดาสมาชิก WTO 146 ประเทศนั้น มีการรวมกลุ่มผลประโยชน์กันอยู่เสมอๆ และมากมายหลายกลุ่ม ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องมีฐานะทางเศรษฐกิจเหมือนกัน เช่น

กลุ่มแครนส์ Cairns (กลุ่มผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตร), กลุ่ม AD (การต่อต้านการทุ่มตลาด) กลุ่ม GI (กลุ่มสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์), กลุ่ม Friends of Fish (กลุ่มผลักดันให้การอุดหนุนประมงไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม) เป็นต้น การรวมกลุ่มดังกล่าวนี้ประเทศพัฒนาแล้ว ก็สามารถรวมกลุ่มกับประเทศกำลังพัฒนา ต่อรองกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆได้ หรือประเทศพัฒนาแล้วรวมกลุ่มกันกดดันประเทศกำลังพัฒนา และประเทศกำลังพัฒนาก็สามารถรวมตัวกันเพื่อเจรจาต่อรองกับประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ร่วมกันในแต่ละเรื่อง ถ้าไม่มีเวทีดังกล่าว สิ่งต่างๆ เหล่านี้คงไม่สามารถทำได้เลย

เวทีในการแก้ไขปัญหา อุปสรรคการค้าระหว่างประเทศ การแก้ปัญหาข้อขัดแย้งทางการค้าในองค์การการค้าโลกมีมากหลายร้อยเรื่องในแต่ละปีที่มีการฟ้องร้องกัน ซึ่งยังไม่รวมถึงการฟ้องร้องที่ไม่เกิดขึ้นเนื่องจากสามารถเจรจาและหาทางออกของความขัดแย้งได้ในเวลาต่อมาก็มีไม่น้อย กระบวนการฟ้องร้องอยู่ในระเบียบที่ชื่อว่ากระบวนการระงับข้อพิพาท Dispute Settlement Understanding หรือ DSU ซึ่งประเทศสมาชิกยอมรับที่จะใช้แนวทางตามกระบวนการนี้ในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกัน

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าการฟ้องร้องจะมาจากประเทศพัฒนาแล้ว หรือกำลังพัฒนาก็ตาม สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ ทุกประเทศมีสิทธิและโอกาสในการฟ้องร้องเท่าเทียมกัน นอกจากนั้นสมาชิกยังมีสิทธิที่จะเสนอให้มีการแก้ไขและปรับปรุงกฎระเบียบ DSU ดังกล่าวที่เห็นว่าไม่เป็นธรรมในทุกๆ เรื่อง ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการยื่นขอให้ปรับปรุงกฎระเบียบและความตกลงใน WTO แทบจะทุกคณะกรรมการ โดยเฉพาะกระบวนการระงับข้อพิพาท (DSU) ในเรื่องการให้แต้มต่อ ต่อประเทศกำลังพัฒนา (Special and Differential Treatment) และในเรื่องการปรับปรุงกฎเกณฑ์การทุ่มตลาด เป็นต้น การเรียกร้องเหล่านี้ ประเทศกำลังพัฒนาได้ร่วมกันผลักดันมานานแล้วและมีความคืบหน้าเป็นระยะซึ่งก็ยังคงมีการผลักดันต่อไปเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด

เป็นเวทีที่สมาชิกสามารถตรวจสอบและให้มีการทบทวนนโยบายการค้าของสมาชิกอื่นได้ เพื่อให้การค้าระหว่างประเทศอยู่ในกติกาอย่างต่อเนื่อง องค์การการค้าโลกมีระเบียบที่กำหนดให้ทุกประเทศสมาชิกถูกตรวจสอบและทบทวนนโยบายการค้าเป็นประจำซึ่งเป็นการถูกตรวจสอบจากสมาชิกทุกประเทศที่สามารถทักท้วงและขอให้มีการชี้แจง แก้ไขมาตรการต่างๆ ที่อาจจะไม่ถูกต้องหรือผิดต่อระเบียบการค้าที่ได้ตกลงกันไว้

สถาบันการเรียนรู้เรื่องการค้าและการต่อรองผลประโยชน์ระหว่างประเทศ ประสบการณ์ของประเทศกำลังพัฒนาที่ผ่านองค์การการค้าโลกมาเป็นเวลาเกือบ 8 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้ง ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมากมายของประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งทำให้ประชาชนทั่วโลกตื่นตัวในเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิพื้นฐานของตนมากขึ้น ผู้แทนประเทศกำลังพัฒนาแล้ว ในองค์การการค้าโลกหลายต่อหลายคนได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญการค้าจากการที่เข้าร่วมประชุมในคณะกรรมการและคณะทำงานมากมายหลายคณะ ซึ่งมีการประชุมและเจรจากันเป็นเวลาหลายปีจนรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องการ อะไรคือสิ่งที่จะทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเสียเปรียบ

สิ่งที่เห็นได้ชัดและถือเป็นพัฒนาการที่ดีก็คือ ประเทศกำลังพัฒนาเริ่มรู้จักเรียกร้องในสิ่งที่คิดว่าเสียเปรียบ และต้องการให้มีการแก้ไข นอกจากนั้น จากเหตุการณ์ที่ซีแอตเติ้ล และวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเห็นว่าการเจรจาเป็นหนทางเดียวที่จะแก้ไขความไม่เป็นธรรมที่มีอยู่ให้ดีขึ้นได้ และบัดนี้ท่าที จุดยืนในเรื่องต่างๆ ของประเทศพัฒนาแล้ว ก็ถูกประเทศกำลังพัฒนารู้เท่าทันมากขึ้นจนเกือบหมดแล้ว ในช่วงหลังนี้ ที่เรียกว่าการเจรจารอบโดฮาใน WTO ถึงได้ขยายขอบเขตครอบคลุมเรื่องต่างๆ มากมาย มีความสลับซับซ้อนและยากมากขึ้นเรื่อยๆ และในอนาคตหากประเทศกำลังพัฒนาสามารถรวมตัวกันได้จริงๆ และใช้ประโยชน์จากกฎกติกาที่จะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น เป็นธรรมขึ้น ก็เชื่อแน่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ใน WTO อย่างแน่นอน

สังคมโลกเพื่อการบริโภค ต้องยอมรับว่าผลประโยชน์ในเรื่องการค้าในสังคมโลกนั้นเหมือนเค้กก้อนโต ที่ประเทศสมาชิกต่างก็ต้องการแย่งชิงกัน ซึ่งก็สามารถแบ่งกันกินได้ทุกคนแต่บางคนอาจได้ชิ้นโต บางคนได้ชิ้นเล็ก คงไม่มีใครได้ทั้งหมดแม้จะตัวใหญ่เพียงใดก็ตาม

ตราบใดที่ไทยยังเป็นหนึ่งในสังคมบริโภคของโลก ไทยก็ยังมีสิทธิในเค้กก้อนนั้นอยู่เสมอ ส่วนจะได้เค้กชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับการพัฒนาประเทศของเราเป็นสำคัญ ผมเห็นว่า ผลประโยชน์ใน WTO ของไทยนั้น หากจะมีปัญหาหรืออุปสรรคที่จะทำให้หมดไปหรือลดลงไป ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาความขัดแย้งภายในของไทยเอง โดยไม่ต้องไปกล่าวโทษ WTO ความไม่พร้อมในการเปิดเสรีของไทย ที่เป็นข้ออ้างของภาคเอกชนและผู้ที่เกี่ยวข้องในวันนี้ (รวมทั้งเมื่อวานนี้) ไม่ควรจะปล่อยให้เป็นข้ออ้างอยู่ตลอดไป ไทยควรจะต้องรีบสร้างความพร้อมในเรื่องการค้าโลกให้ได้ มิฉะนั้นเค้กที่เคยได้กิน อาจจะถูกคนอื่นแย่งไปต่อหน้าต่อตา

ด้านลบ
หลังจากที่กล่าวถึงข้อดีของ WTO ซึ่งผมพยายามอย่างยิ่งที่จะนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง ในด้านลบ WTO ถูกกล่าวหาและมองในแง่ร้าย ซึ่งผมก็ถือว่านี้ก็เป็นข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งก็ได้รวบรวมมาจากข้อเขียนต่างๆ เท่าที่จะหาได้มาถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลทั้งสองด้านอย่างเท่าเทียมกัน ประเด็นที่ถูกโจมตีและถือเป็นเหตุผลที่จะล้มล้างมีหลายข้อแต่จะขอกล่าวถึงประมาณ 10 ข้อดังนี้

1. เป็นองค์การที่ต้องการครอบโลก ทำลายระบอบประชาธิปไตย
2. กล่าวหาว่ามุ่งเปิดเสรีเต็มรูปแบบโดยไม่คำนึงถึงความพร้อมและความต้องการของประเทศกำลังพัฒนา
3. เป็นองค์การที่ไม่โปร่งใสเลย ไม่ว่าจะในเรื่องวัตถุประสงค์ หลักการ ระเบียบและการปฏิบัติที่ผ่านมา
4. เป็นองค์การที่คิดถึงแต่เรื่องการค้าและกำไรจนลืมเรื่องสิทธิมนุษยชน
5. เป็นองค์การที่ทำลายอธิปไตยและบทบาทของรัฐ เพื่อเปิดทางให้บรรษัทข้ามชาติสามารถหาผลประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
6. มีกฎระเบียบที่ไม่ยุติธรรม เอาเปรียบประเทศเล็กและเป็นการยากที่จะแก้ไข
7. เป็นองค์การที่เลือกปฏิบัติ ระบบฉันทามติที่เป็นกฎเกณท์ในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ถูกมองว่าในความเป็นจริงไม่โปร่งใส เพราะมีการเลือกจำกัดเพียงบางประเทศในการตัดสินใจ (greenroom) รวมทั้งเห็นว่าประเทศพัฒนาแล้วเลือกปฏิบัติในการใช้กฎระเบียบหรือหลักการที่เห็นว่าตนได้รับประโยชน์เท่านั้น
8. เป็นองค์การที่ทำลายชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น
9. เป็นองค์การที่ทำลายความหลากหลายของสังคมต่างๆ ในโลกโดยกำหนดมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกที่ไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างที่มีและเป็นอยู่

10. ด้านลบข้อหนึ่งที่ถูกยกขึ้นมาโจมตีคือการที่องค์การการค้าโลกมีคนไทยเป็นผู้อำนวยการซึ่งหลายคนบอกว่าเป็นได้แค่ตรายาง ผมเห็นว่าเราคงต้องให้ความเป็นธรรมกับคุณศุภชัย พานิชภักดิ์ด้วย องค์การการค้าโลกเป็นองค์การระหว่างประเทศที่ใหญ่และสำคัญของโลกมีประเทศสมาชิกถึง 146 ประเทศและในอนาคตก็คงจะมีเท่ากับองค์การสหประชาชาติ การเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์การระดับโลกเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าใครจะเป็นก็ได้และไม่ใช่ว่าเป็นแล้วจะทำได้ดีทุกคน ผมอยากจะให้เรามองอย่างเป็นกลางว่า การที่คนไทยได้ดำรงตำแหน่งนี้ถือว่ามีเกียรติและเป็นชื่อเสียงของคนไทยทั้งชาติ ทำให้ผมนึกถึงการที่อูถั่นของพม่าได้เป็นเลขาธิการองค์การสหประชาชาติอยู่หลายสมัย ซึ่งทำให้คนเอเชียต่างภูมิใจตลอดมา ผมคงไม่อยู่ในฐานะและไม่กล้าที่จะเปรียบเทียบในตัวบุคคลดังกล่าวกับคุณศุภชัยฯ แต่บุคคลทั้งสองนี้ก็เป็นคนเอเชียมิใช่หรือ สมควรที่เราจะให้เกียรติในระดับหนึ่ง

กลับมาถึงประเด็นที่ถูกโจมตี ซึ่งผมจะไม่ลงในรายละเอียดเพราะต่างทราบกันดีแล้ว ผู้ที่ต่อต้านองค์การการค้าโลกส่วนใหญ่ นอกจากจะเรียกร้องแล้วก็เสนอแนะให้มีการแก้ไขด้วย ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะแสดงถึงความห่วงใยและหวังดีอยากมีส่วนร่วมด้วย ผมกลับเห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรรับฟังเพราะประเทศชาติของใครใครก็รัก หากคิดว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะกระทบต่อส่วนรวมก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยกันคิดหาทางแก้ไขกัน ทางออกที่กลุ่มผู้ต่อต้านองค์การการค้าโลกเสนอซึ่งผมได้รวบรวมไว้บางส่วนมี ดังนี้

- ควรมีการส่งเสริมการเผยแพร่เรื่ององค์การการค้าโลกให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นกว่านี้เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง และกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคน (ซึ่งผมเห็นด้วยและทราบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาดำเนินการอยู่แล้ว)

- ควรให้มีการแจ้งจุดยืนและท่าทีของรัฐบาลให้ทราบทั่วกัน รวมทั้งต้องมีความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน (ในจุดนี้ผมทราบว่ามีการประชาสัมพันธ์อยู่ตลอดเวลา แต่เนื่องจากเรื่ององค์การการค้าโลกเป็นเรื่องที่เข้าใจยากจึงอาจทำให้ไม่สามารถสื่อให้สาธารณชนเข้าใจได้ทั้งหมด)

- ควรให้ประชาชนทราบสถานะของการเจรจาและความคืบหน้าในองค์การการค้าโลกที่เกี่ยวข้องด้วย (ผมพบว่ากรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้ดำเนินการในเรื่องนี้อยู่แล้ว ผู้สนใจเปิดดูได้จากเว็บของกรมเจรจาฯ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง)

- ควรสร้างเครือข่ายความรู้เรื่ององค์การการค้าโลกทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชนให้มีการประสานกันอย่างเป็นระบบเพื่อให้มีความเข้าใจกันมากขึ้นและเป็นไปในแนวเดียวกัน (ในประเด็นนี้ก็เช่นกัน ผมทราบว่ามีการจัดตั้งองค์การร่วมรัฐเอกชนตลอดจนตั้งศูนย์ศึกษาในมหาวิทยาลัยแล้ว หากได้มีการประสานกันอย่างใกล้ชิดก็น่าจะเกิดประโยชน์มากขึ้นกว่านี้)

- ต้องปกป้องสาธารณสมบัติของชาติ โดยเฉพาะในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งในเรื่องสาธารณสุขและการเข้าถึงยาในราคาถูกของประชาชนที่ยากจน (ในเรื่องนี้ กำลังอยู่ในช่วงของการเจรจาในองค์การการค้าโลก ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ไทยและประเทศกำลังพัฒนาร่วมกันผลักดันเพื่อให้มีความเป็นธรรมแก่ประเทศกำลังพัฒนาอยู่แล้ว ผลจะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไป)

- ให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วย โดยเฉพาะในภาคบริการซึ่งไทยมีจุดแข็ง (ในประเด็นนี้ประเทศไทยยังมิได้ผูกพันเปิดเสรีภาคบริการทั้งหมดทุกสาขา และในสาขาที่ผูกพันก็มิได้เปิดตลาดมากไปกว่าที่กฎหมายไทยได้กำหนดเอาไว้ก่อนแล้ว)

เปรียบเสมือนว่าหากเรามีบ้านหลังหนึ่ง วันหนึ่งมีระเบียบในหมู่บ้านให้เปิดให้ต้อนรับผู้มาเยือน เราก็เปิดให้ผู้มาเยือน ได้แต่เนื่องจากเรามีรั้วบ้านที่สร้างเอาไว้ก่อนแล้ว จึงปรากฏว่าผู้มาเยือนมาได้อย่างมากก็ยืนรออยู่ริมถนนอีกฟากหนึ่งนอกรั้ว ซึ่งเราบอกว่าขอกำหนดให้เส้นริมถนนอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นเขตที่ผู้มาเยือนจะเข้ามาได้ ก็แค่นั้น ดังนั้นในความเป็นจริงสิ่งที่หลายคนเกรงว่าไทยจะเสียเปรียบจึงยังไม่เกิดขึ้นเลย

- เสนอให้ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (ซึ่งผู้ต่อต้านที่เสนอแนะทางนี้ก็ยอมรับว่า เป็นไปได้ยากที่ไทยจะถอนเพราะจะทำให้เสียประโยชน์มากกว่าได้)

- เสนอให้ต่อต้านและพยายามลดอำนาจและขัดขวางให้ทำงานขององค์การการค้าโลกให้ยากขึ้น ( นักวิชาการและเอ็นจีโอจำนวนหนึ่งเห็นว่า เมื่อไม่มีทางอื่นก็ควรจะเลือกทางนี้ในการต่อต้าน ผมเห็นว่าหากจะมี ก็คงเป็นการกระทำในระดับระหว่างประเทศเสียมากกว่า สำหรับไทยนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เสียประโยชน์หรือเสียเปรียบหรือเสียรู้ในองค์การการค้าโลกเสมอไปเนื่องจากไทยอยู่ในกลุ่มกลางๆ)

ข้อเสนอดังกล่าวเหล่านี้ของกลุ่มต่อต้านมองอีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์และอาจนำมาคำนึงในการกำหนดนโยบายของไทยต่อ WTO ด้วย

ทางออกที่ไม่เลือกไม่ได้...ที่ดีที่สุด
ที่ผมเล่ามาทั้งหมดตั้งแต่ต้นนี้เพื่อจะบอกว่า การเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกของไทยซึ่งเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วและเสร็จสิ้นไปแล้วนั้น เป็นทางเลือกที่ต้องเลือกและเลือกแล้วของไทย ผมถือว่าเป็นทางออกที่ควรจะต้องเข้าใจว่าไม่เลือกไม่ได้ และเมื่อเลือกที่จะเป็นสมาชิกแล้ว ยังไม่สามารถจะถอนตัวออกได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งกลุ่มที่ต่อต้านก็เห็นด้วย

นอกจากนั้นยังหากคิดจะถอนตัวออก ก็ดูจะสวนทางกับประเทศอีกกว่า 30 ประเทศทั้งใหญ่และเล็กที่พยายามจะขอเข้าเป็นสมาชิกโดยรอคิวกันอย่างอดทน ถ้าจะยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านของเราที่กำลังจะได้เข้าเป็นสมาชิกก็คือกัมพูชา ซึ่งก็คงจะได้รับการรับรองให้เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกในไม่ช้านี้ รวมทั้งเวียดนามในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ในเมื่อยังไม่สามารถออกจาก "สมาคมคนรวย" นี้ได้ ความสำคัญจึงอยู่ตรงที่ว่า ไทยในฐานะสมาชิกก่อตั้งประเทศหนึ่ง จะทำอย่างไรให้อยู่ในสมาคมนี้แล้วได้ประโยชน์มากที่สุด และเสียประโยชน์น้อยที่สุด

ณ ตรงนี้ ณ เวลานี้ บทบาทของไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องประสานกัน สามัคคีกัน ให้ความรู้กันและกัน ผมเชื่อว่าไทยคงไม่สามารถถอนตัวออกจากองค์การการค้าโลกในระยะอันใกล้นี้ และแม้ถอนได้ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อองค์การการค้าโลกมากนักหรือไม่กระทบเลย แต่คนที่จะถูกกระทบก็คือไทยเราเอง

เมื่อเข้าใจตรงกันว่าไทยต้องอยู่ในองค์การการค้าโลก ทางเลือกจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้เราได้ประโยชน์มากที่สุด

อย่าลืมว่าไทยเองนั้นมีบทบาทที่จะต้องหาผลประโยชน์เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ และไม่ใช่หาประโยชน์อย่างเดียว แต่ปกป้องรักษาผลประโยชน์ที่พึงจะได้นั้นๆ มิให้ลดน้อยหรือหายไปด้วย

ปัจจุบันนี้ หน่วยราชการที่มีหน้าที่ดูแลและประสานเรื่ององค์การการค้าโลกได้แก่กระทรวงพาณิชย์ โดยมีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศรับผิดชอบในเรื่องการประสานนโยบายในประเทศและคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์เป็นหน่วยงานด่านหน้าในการเจรจาในองค์การการค้าโลก

ผมพูดได้เต็มปากว่า เจ้าหน้าที่คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกที่มีเพียง 10 กว่าคนที่ต้องทำหน้าที่ดูแลการเจรจากับประเทศสมาชิกถึง 145 ประเทศ ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่และสุดความสามารถ ผู้แทนถาวรไทยฯเข้าประชุมในทุกเรื่องและทุกคณะกรรมการที่มีอยู่ สิ่งสำคัญที่ผมเห็นว่าทุกคนได้ทำอยู่ตลอดเวลาก็คือพยายามเจรจาเพื่อให้ไทยเสียประโยชน์น้อยที่สุดหรือไม่เสียเลย ซึ่งผมถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องและ....ดีที่สุด

ส่งท้าย
ผมหวังว่าข้อเขียนนี้คงจะมีประโยชน์บ้าง โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสทั้งสอง ในเรื่อง WTO กำลังเผชิญหน้ากัน และจะดุเดือดขึ้นทุกครั้ง ในช่วงก่อนการประชุมระดับรัฐมนตรีในทุก 2 ปี

ประเทศไทยคงต้องคิดที่จะเป็นมหาอำนาจ...อาจจะ...ในภูมิภาค ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ประเทศไทยไม่ควรทำเช่นประเทศมหาอำนาจในเรื่องการค้า นั่นคือส่งเสริมการค้าที่เสรีอย่างเดียว โดยไม่ให้ความสำคัญกับคำว่า "ยุติธรรม" การค้าเสรีจะต้องเน้นคำ "ยุติธรรม" ก่อนคำว่า "เสรี" มิฉะนั้นก็อย่ามีเสียดีกว่า ทางเลือกที่หลายคนไม่ได้ให้ความสำคัญเลยก็คือ ทางสายกลาง ระหว่างพัฒนากับด้อยพัฒนา ก็คือ พัฒนาอย่างพอดีๆ สมเหตุสมผลของแต่ละประเทศ สอดคล้องกับสภาพสิ่งแวดล้อม ประเพณีและวัฒนธรรมของชนชาตินั้นๆ ทำไมไทยไม่ใช้แนวทางนี้.....ทำไมถึงอยากเป็นประเทศที่ร่ำรวย ขายสินค้าได้มากที่สุดในโลก โดยไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นอยู่ สถานะ และจิตใจของประชาชนในชาติ ที่อาจไม่ได้ประโยชน์ กับรายได้ที่เป็นเงินตรานั้นเท่าใดนัก

ทางออกที่ดีที่สุด อาจจะไม่ใช่เพียงแค่การรักษาและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยใน WTO อย่างเดียวเท่านั้น แต่อยู่ที่การสร้างคุณภาพชีวิตให้กับคนในประเทศเป็นสำคัญ...

 

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา I ประวัติ ม.เที่ยงคืน

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

สำหรับสมาชิกที่ต้องการ download ข้อมูล อาจใช้วิธีการง่ายๆดังต่อไปนี้

1. ให้ทำ hyper text ข้อมูลทั้งหมด
2. copy ข้อมูลด้วยคำสั่ง Ctrl + C
3. เปิด word ขึ้นมา (microsoft-word หรือ word pad)
4. Paste โดยใช้คำสั่ง Ctrl + V
จะได้ข้อมูลมา ซึ่งย่อหน้าเหมือนกับต้นฉบับทุกประการ
(กรณีตัวหนังสือสีจาง ให้เปลี่ยนสีเป็นสีเข้มในโปรแกรม Microsoft-word)

 

 

 

ภาพประกอบดัดแปลง เพื่อใช้ประกอบบทความวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เรื่อง "ไทยกับ WTO กับทางออกที่ดีที่สุด" เขียนโดย พอล เลอมัง(สมาชิกมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จากเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์) - เผยแพร่ครั้งแรก 16 กรกฎาคม 2546

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 288 หัวเรื่อง ""ไทยกับ WTO กับทางออกที่ดีที่สุด" เขียนโดย พอล เลอมัง(สมาชิกทางไกล มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จากเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์)

หากประสบปัญหา ภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลดขนาดของ font ลง จะแก้ปัญหาได้

 

160746
release date
R
relate topic
The Midnight University
ไทยไม่ควรทำเช่นประเทศมหาอำนาจในเรื่องการค้า นั่นคือส่งเสริมการค้าที่เสรีอย่างเดียว โดยไม่ให้ความสำคัญกับคำว่า "ยุติธรรม"
สิ่งที่เห็นได้ชัดและถือเป็นพัฒนาการที่ดีก็คือ ประเทศกำลังพัฒนาเริ่มรู้จักเรียกร้องในสิ่งที่คิดว่าเสียเปรียบ และต้องการให้มีการแก้ไข นอกจากนั้น จากเหตุการณ์ที่ซีแอตเติ้ล และวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเห็นว่าการเจรจาเป็นหนทางเดียวที่จะแก้ไขความไม่เป็นธรรมที่มีอยู่ให้ดีขึ้นได้ และบัดนี้ท่าที จุดยืนในเรื่องต่างๆ ของประเทศพัฒนาแล้ว ก็ถูกประเทศกำลังพัฒนารู้เท่าทันมากขึ้นจนเกือบหมดแล้ว ในช่วงหลังนี้ ที่เรียกว่าการเจรจารอบโดฮาใน WTO ถึงได้ขยายขอบเขตครอบคลุมเรื่องต่างๆ มากมาย มีความสลับซับซ้อนและยากมากขึ้นเรื่อยๆ และในอนาคตหากประเทศกำลังพัฒนาสามารถรวมตัวกันได้จริงๆ และใช้ประโยชน์จากกฎกติกาที่จะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น เป็นธรรมขึ้น ก็เชื่อแน่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ใน WTO อย่างแน่นอน
บทความวิชาการของ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการ

ต้องยอมรับว่าผลประโยชน์ในเรื่องการค้าในสังคมโลกนั้นเหมือนเค้กก้อนโต ที่ประเทศสมาชิกต่างก็ต้องการแย่งชิงกัน ซึ่งก็สามารถแบ่งกันกินได้ทุกคนแต่บางคนอาจได้ชิ้นโต บางคนได้ชิ้นเล็ก คงไม่มีใครได้ทั้งหมดแม้จะตัวใหญ่เพียงใดก็ตาม

ตราบใดที่ไทยยังเป็นหนึ่งในสังคมบริโภคของโลก ไทยก็ยังมีสิทธิในเค้กก้อนนั้นอยู่เสมอ ส่วนจะได้เค้กชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับการพัฒนาประเทศของเราเป็นสำคัญ (ข้อความตัดมาบางส่วนจากบทความ)

An Article from the Midnightuniv's member