H

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน
แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ


Website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ

สนใจสมัครเป็นสมาชิก
กรุณาคลิก member page
ส่วนผู้ที่ต้องการดูหัวข้อบทความ
ทั้งหมด ที่มีบริการอยู่ขณะนี้
กรุณาคลิกที่ contents page
และผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็น
หรือประกาศข่าว
กรุณาคลิกที่ปุ่ม webboard
ข้างล่างของบทความชิ้นนี้

หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com
midnightuniv@yahoo.com

เว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ทางเลือกเพื่อการศึกษาสำหรับสังคมไทย เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สมดุล และเป็นธรรม : 1-31 ตุลาคม ๒๕๔๖
Wisdom is the ability to use your experience and knowledge to make sensible decision and judgements

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 309 หัวเรื่อง
บทสัมภาษณ์ : วันทนา ศิวะ
คัดลอกมาจาก website fridaycollege.org

แปลและเรียบเรียงโดย ภัควดี
บทความนี้เคยคัดลอกเผยแพร่แล้ว บนเว็ปบอร์ดมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

(บทความนี้ยาวประมาณ 8 หน้า)
หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลดขนาดของ font ลง จะแก้ปัญหาได้

บทความของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สามารถคัดลอกไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการได้ หากนำไปใช้ประโยชน์ กรุณาแจ้งให้ทราบที่
midnightuniv@yahoo.com

ฉันยังเรียนรู้จากภควัตคีตาและคำสอนอื่น ๆ ในวัฒนธรรมของเราให้วางตัวเป็นอุเบกขาจากผลลัพธ์ของการกระทำ เพราะนั่นอยู่นอกเหนือการควบคุมของฉัน บริบทไม่ได้อยู่ในการควบคุมของคุณ แต่ปณิธานต่างหากคือสิ่งที่คุณตั้งมั่นขึ้นมาด้วยตัวเอง และคุณสามารถตั้งปณิธานที่ลึกซึ้งที่สุดพร้อมกับวางตัวอยู่ในอุเบกขา
031046
release date
R

ถึงแม้ว่าฉันเป็นนักฟิสิกส์ ไม่ใช่นักสังคมศาสตร์ แต่ในฐานะพลเมืองอินเดีย ฉันจำต้องรับผลกระทบจากความรุนแรงและความป่าเถื่อนที่มาพร้อมกับความเฟื่องฟูของลัทธิมูลฐานทางศาสนาสุดขั้ว (fundamentalism) ฉันได้แต่ถามตัวเองว่า เป็นไปได้อย่างไรที่สังคมซึ่งเป็นอู่สันติภาพ ดินแดนของคานธีและพระพุทธเจ้า กลับเสื่อมทรามลงจนเป็นสังคมที่ปั่นป่วนที่สุดสังคมหนึ่งในโลก

ยิ่งระยะหลังมานี้ ยิ่งมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า ลัทธิมูลฐานทางศาสนาสุดขั้วเกิดขึ้นมาจากความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของระบบโลกาภิวัตน...์ ในคุชราต เรามีการเลือกตั้งระดับภูมิภาคอีกครั้งหนึ่ง WTO การเกษตรและความอยู่รอดของชาวนาเป็นประเด็นสำคัญ ชาวนาบอกว่าพวกเขาถูกทำลายจากนโยบายโลกาภิวัตน์ และลงคะแนนเสียงให้พรรครัฐบาลหลุดจากอำนาจ ทันทีหลังจากนั้น ลัทธิมูลฐานทางศาสนาสุดขั้วก็ปะทุขึ้น การสังหารหมู่และการปลุกปั่นสงครามเริ่มต้นขึ้น และขณะที่ความสนใจของสาธารณชนพุ่งไปที่ความรุนแรง ระเบียบวาระของระบบโลกาภิวัตน์ก็ถูกผลักดันต่อไป (บางส่วนจากบทความ)

สัมภาษณ์วันทนา ศิวะ: หยั่งรากประชาธิปไตย
บทสัมภาษณ์วันทนา ศิวะ โดยซาร่าห์ รูธ แวน เกลเดอร์ YES! Magazine 13 ธันวาคม พ.ศ. 2545
ภัควดี : แปล - จาก Deepening Democracy by Sarah Ruth van Gelder, YES! Magazine

วันทนา ศิวะ (Vandana Shiva) เป็นนักฟิสิกส์และเกษตรกรชีวภาพ ผู้ปลุกให้เกิดขบวนการ "ผู้โอบกอดต้นไม้" อันลือลั่นของอินเดีย
และเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง เธอปราศรัยไปทั่วโลกเกี่ยวกับหายนภัยของโลกาภิวัตน์
พร้อม ๆ กับชักชวนเพื่อนร่วมโลกให้เรียกร้องสิทธิต่อชีวิตกลับคืนมา

ซาร่าห์: อยากให้คุณกล่าวถึงขบวนการประชาธิปไตยโลก (Earth Democracy Movement) ว่าได้แนวความคิดมาจากไหนและขบวนการมีรูปแบบอย่างไร?

วันทนา: แนวความคิดนี้มาจากทรรศนะที่โบราณมากในปรัชญาอินเดีย เช่นเดียวกับที่หัวหน้าซีแอตเติลพูดถึงการอยู่ในข่ายใยของชีวิต (Chief Seattle หัวหน้าเผ่าชาวอินเดียนแดงผู้แสดงวาทะสำคัญเมื่อปี ค.ศ. 1854 ว่า " มนุษย์ไม่ได้ถักทอข่ายใยของชีวิต เขาเป็นเพียงด้ายเส้นหนึ่งในข่ายใยนั้น สิ่งใดก็ตามที่เขากระทำต่อข่ายใย เท่ากับเขากระทำต่อตัวเอง") ในอินเดีย เราพูดถึง vasudhaiva kutumbkam ซึ่งหมายถึง "ครอบครัวโลก" จักรวาลวิทยาของอินเดียไม่เคยแบ่งแยกมนุษย์จากสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ เราคือเอกภาพที่ต่อเนื่องกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดต่างหาก

เมื่อเกิดประเด็นเรื่องสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต ในอินเดียมีการตอบโต้สองระดับจากฝ่ายที่คัดค้านการปฏิบัติแบบนี้ ระดับแรกคือการขัดขืน: "นี่เป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรม ชีวิตไม่ใช่ประดิษฐกรรม ชีวิตไม่พึงถูกผูกขาด คุณไม่ควรขายเมล็ดพันธุ์ที่ขโมยจากเราไป และคุณไม่ควรมาเก็บค่าธรรมเนียมผลิตผลที่เกิดจากอัจฉริยภาพของธรรมชาติ และการแก้ไขปรับปรุงของมนุษย์ตลอดหลายศตวรรษ"

ระดับที่สองคือ ทวงสิทธิ์ในระบอบประชาธิปไตยกลับคืนมา: ประชาชนอ้างถึงสิทธิในการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพและใช้ความหลากหลายนั้นอย่างยั่งยืน ความคิดนี้เกิดมาจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันหลายครั้งในหมู่ขบวนการเคลื่อนไหวที่เราสร้างขึ้นมาจากรากหญ้า

ฉันยังจำได้ถึงการประชุมครั้งหนึ่งของชาวบ้าน 200 คน ซึ่งมีส่วนร่วมอยู่ในการรักษาเมล็ดพันธุ์และการแบ่งปันเมล็ดพันธุ์กับ Navdanya กองทุนที่ฉันก่อตั้งขึ้นเพื่อรักษาเมล็ดพันธุ์และส่งเสริมเกษตรกรรมชีวภาพ ชาวบ้านทั้ง 200 คนนี้รวมตัวกันในวันสิ่งแวดล้อมโลกเมื่อ ปี พ.ศ. 2541 และประกาศอำนาจอธิปไตยเหนือความหลากหลายทางชีวภาพของตน ไม่ใช่อำนาจอธิปไตยเพื่อข่มขืนและทำลาย แต่เป็นอำนาจอธิปไตยเพื่ออนุรักษ์

ชาวบ้าน 200 คนนี้รวมตัวกันในหมู่บ้านบนภูเขาสูงแห่งหนึ่งใกล้กับสาขาของแม่น้ำคงคา พร้อมใจกันประกาศว่า "เราได้รับป่า สมุนไพร เมล็ดพันธุ์จากธรรมชาติตกทอดมาทางบรรพบุรุษ เราเป็นหนี้ที่ต้องอนุรักษ์มรดกนี้ไว้เพื่ออนาคต เราขอปฏิญาณว่า เราจะไม่ปล่อยให้มรดกถูกทำลายหรือถูกขโมยไป เราขอปฏิญาณว่าเราจะไม่มีวันยอมรับสิทธิบัตร การดัดแปลงพันธุกรรม หรือยินยอมให้ความหลากหลายทางชีวภาพของเราถูกแปดเปื้อนเป็นมลทินไม่ว่าในรูปแบบใด และเราขอปฏิญาณว่า เราจะปฏิบัติตัวเป็นประชาชาติของความหลากหลายทางชีวภาพนี้"

การพูดคุยแลกเปลี่ยนตามหมู่บ้านต่าง ๆ ทั่วทั้งอินเดีย โดยใช้ภาษามากมายหลายสำเนียง นำไปสู่ปฏิบัติการที่น่าอัศจรรย์ใจ ชาวบ้านบางคนเขียนจดหมายถึงนายไมค์ มัวร์ ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลกในขณะนั้น บอกว่า "เราได้รับรู้ว่าคุณผ่านกฎหมายที่เรียกกันว่า 'ข้อตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้า' เรารับรู้ด้วยว่า ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ คุณต้องการผูกขาดรูปแบบชีวิต แต่นี่เป็นทรัพยากรที่คุณไม่มีอำนาจชี้ขาด คุณก้าวออกไปเกินขอบเขตอำนาจของตนเสียแล้ว"

จดหมายทำนองเดียวกันนี้มีส่งไปถึงนายกรัฐมนตรีของอินเดีย: "คุณเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ก็จริง แต่เราต่างหากที่เป็นผู้รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งนี้ไม่อยู่ในอำนาจชี้ขาดของคุณ คุณไม่มีสิทธิ์ลงนามเพื่อมอบอำนาจนี้ให้ใคร เพราะคุณไม่เคยได้รับมอบอำนาจนี้เลย เราไม่เคยมอบหมายให้คุณเป็นตัวแทนของเรา"

แต่ข้อความที่งดงามที่สุดถูกสลักไว้ใต้ต้นไม้ในหมู่บ้าน และเขียนถึงบริษัทไรซ์เทค ซึ่งเป็นบริษัทที่จดสิทธิบัตรข้าวบัสมาติ และเขียนถึงบริษัทเกรซคอร์ปอเรชั่นที่จดสิทธิบัตรชื่อของข้าว จดหมายฉบับนี้เขียนว่า "เราใช้ข้าวบัสมาติมาหลายศตวรรษ...ตอนนี้เราได้ยินว่าคุณได้หมายเลขสิทธิบัตรเหนือข้าวชนิดนี้ และอ้างว่าเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา เรารู้ว่าบางทีการปล้นและการขโมยแบบนี้ก็เกิดขึ้น มีขโมยในหมู่บ้านของเราเหมือนกัน และเราปฏิบัติต่อขโมยด้วยความเข้าใจ เราเรียกขโมยมาและขอให้ขโมยอธิบายว่า อะไรคือแรงจูงใจที่ทำให้ต้องขโมย ดังนั้น เราจึงขอเชิญคุณมาที่หมู่บ้านของเราและอธิบายให้เราฟังถึงแรงจูงใจที่ทำให้คุณต้องขโมยจากเรา"

ชุมชนเหล่านี้เริ่มก่อตั้งมาหลายปีแล้วโดยเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ที่เพาะในท้องถิ่น และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ตอนนี้ ชุมชนพยายามสร้างการอภิบาลตนเองในเรื่องระบบอาหาร ระบบน้ำและระบบความหลากหลายทางชีวภาพ

ถ้าคุณคิดถึงความจริงที่ว่า โลกาภิวัตน์ของบรรษัทข้ามชาติคือการรุกรานเข้ามาแปรรูปน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบอาหารของแม่พระธรณี เมื่อชุมชนเหล่านี้ประกาศอำนาจอธิปไตยและดำเนินการตามอำนาจอธิปไตยนั้น เท่ากับพวกเขาสร้างการตอบโต้ที่ทรงพลังต่อโลกาภิวัตน์ ประชาธิปไตยที่มีชีวิตคือประชาธิปไตยที่พิทักษ์รักษาความมั่งคั่งที่มีชีวิตให้ประชาชนได้พึ่งพิง

ซาร่าห์: มีที่ไหนอีกไหมที่ใช้ภาษาแบบเดียวกันนี้เพื่อต่อต้านโลกาภิวัตน์ของบรรษัทข้ามชาติ

วันทนา: ฉันคิดว่ามีการพลิกฟื้นขึ้นมาเองของวิธีคิดที่ตั้งอยู่บนหัวใจของการทะนุบำรุงชีวิต เฉลิมฉลองชีวิต ชื่นชมชีวิต โดยถือเป็นทั้งหน้าที่สูงสุดของเราและเป็นรูปแบบที่ทรงพลังที่สุดในการขัดขืนต่อระบบที่ก้าวร้าวป่าเถื่อน ซึ่งครอบงำโลกไม่เพียงเฉพาะด้านการค้า แต่ยังเป็นเผด็จการที่ปฏิเสธอิสรภาพและเสรีภาพของประชาสังคม

ไม่มีภาษาใดภาษาหนึ่งเพียงภาษาเดียวสำหรับบรรยายขบวนการนี้ และนั่นคือข้อที่งดงามของมัน เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ WTO ในซีแอตเติล สร้างประสบการณ์ครั้งแรกของการเมืองสายรุ้ง นั่นคือ การเมืองที่บรรลุความเป็นพหุนิยม ปราศจากการวางแผนสั่งการจากมันสมองหลัก แต่มีกระแสพลังและความงามที่เกิดจากความคิดเสรี ในการเมืองแบบใหม่ ประชาชนมีวิธีแสดงออกแตกต่างกันไป แต่ฉันรู้สึกว่า แก่นกลางยังคงเป็นประชาธิปไตยที่มีชีวิต ระบบเศรษฐกิจที่มีชีวิต รวมไปจนถึงการยึดมั่นในความรับผิดชอบส่วนบุคคลที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง พร้อมกับเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการระดับชาติและระดับสากลเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วย

ซาร่าห์: คุณเคยเขียนถึงความไร้เสถียรภาพสี่ประเภท นั่นคือทางด้านนิเวศวิทยา เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการเมือง และแจกแจงว่าแต่ละประเภทนำไปสู่บทลงเอยที่เป็นความรุนแรงอย่างไร คุณพอบอกได้ไหมว่า ทำไมคุณถึงแยกแยะความไร้เสถียรภาพแต่ละรูปแบบนี้?

วันทนา: วิกฤตการณ์ทางด้านนิเวศวิทยาคือรูปแบบของความไร้เสถียรภาพอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในสภาพของความยากไร้ เมื่อแม่น้ำปนเปื้อนมลพิษและคุณไม่มีน้ำสะอาดดื่ม เมื่อน้ำบาดาลแห้งขอดและคุณจำต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน ไม่มีความไร้เสถียรภาพที่ลึกซึ้งไปกว่านี้อีกแล้ว ความขัดแย้งจำนวนมากภายในประเทศโลกที่สามเกี่ยวโยงกับการถลุงใช้ทรัพยากรธรรมชาติเร็วเกินกว่าที่ธรรมชาติสามารถสร้างทดแทน หรือยักย้ายทรัพยากรไปจากถิ่นที่ประชาชนต้องพึ่งพาอาศัยมัน ในทุกสังคม เขื่อนกลายเป็นต้นตอความขัดแย้งครั้งใหญ่ เมื่อใดที่ความขาดแคลนน้ำเพิ่มมากขึ้น เพื่อนบ้าน ญาติพี่น้อง ย่อมกลายเป็นศัตรูกันเอง

ซาร่าห์: คนส่วนใหญ่มักทึกทักว่า ทุพภิกขภัยเป็นส่วนหนึ่งของสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์เสมอมา และทุพภิกขภัยมีความเกี่ยวโยงใกล้ชิดกับการเพิ่มขึ้นของประชากร

วันทนา: ตลอดเวลา 25 ปีที่ฉันทำงานเกี่ยวกับปัญหาทางด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สิ่งหนึ่งที่ฉันได้เรียนรู้ก็คือ แต่ละพื้นที่บนโลกใบนี้มีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างกันไป อาจมีปริมาณฝนเพียงเล็กน้อยในรัฐราชสถาน แต่วัฒนธรรมของรัฐราชสถานวิวัฒนาการมาจนสามารถจัดการกับปริมาณน้ำฝนอันน้อยนิดได้ ผู้คนในรัฐนั้นพัฒนาเทคโนโลยีอันน่าทึ่งในการใช้และเก็บรักษาน้ำฝนเท่าที่มี มีระบบเก็บรักษาน้ำใต้ดินที่ซับซ้อน และระบบใช้น้ำในการเกษตรที่ไม่ให้น้ำเปล่าเปลืองไปแม้แต่หยดเดียว เทคโนโลยีนี้ยังใช้หล่อเลี้ยงเมืองต่าง ๆ อย่างโชธปุระและชัยปุระ ผู้คนในถิ่นนี้มีน้ำดื่มเพียงพอก็เพราะพัฒนาวัฒนธรรมการสงวนรักษาน้ำ และปลูกธัญพืชที่ไม่ต้องการน้ำมาก ทันทีที่คุณคิดว่าทะเลทรายของราชสถานควรทำนาข้าวหรือปลูกฝ้ายล่ะก็ คุณสร้างความขาดแคลนขึ้นมาทันที

ทุพภิกขภัยไม่ใช่ผลลัพธ์ของการมีคุณสมบัติที่ไม่เท่าเทียม นั่นคือความหลากหลายต่างหาก ความขาดแคลนคือการผิดคู่ระหว่างวัฒนธรรมกับสิ่งที่ธรรมชาติให้มา วัฒนธรรมวิวัฒนาการมาจนมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เลียนแบบความหลากหลายทางชีวภาพของภูมิอากาศและระบบนิเวศวิทยา เมื่อไรก็ตามที่ความสัมพันธ์นี้พังทลายลง เมื่อนั้นคุณจะเห็นการเติบโตของประชากรที่ผิดสัดส่วน ไม่เคยมีสังคมไหนมีสิ่งที่เราเรียกว่า การขยายตัวอย่างพรวดพราดของประชากร ตราบที่สังคมนั้นยังดำรงอยู่ในบริบทของสิทธิที่มีต่อทรัพยากรและความสามารถในการอนุรักษ์ทรัพยากรเพื่ออนาคต

ลองดูตัวอย่างจากสองสถานการณ์นี้ ในประเทศอังกฤษ การขยายตัวอย่างพรวดพราดของประชากรเริ่มต้นพร้อมกับขบวนการล้อมรั้วที่ดิน (The Enclosure of the Commons) ในยุโรปสมัยก่อน ที่ดินที่ใช้ทำกสิกรรมไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของปัจเจกบุคคลคนใดโดยเฉพาะ แต่มีลักษณะเป็นที่ดินส่วนรวมของชุมชน กสิกรแต่ละคนจะจับจองที่ดินคนละหย่อมเพื่อเพาะปลูก แต่เมื่อพ้นฤดูเก็บเกี่ยว คนอื่น ๆ สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดินผืนนั้นได้ เช่น เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ ขบวนการล้อมรั้วที่ดินเพื่อจับจองเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลในอังกฤษเริ่มต้นขึ้นในศตวรรษที่ 12 โดยพวกขุนนางบางกลุ่ม จนมาเสร็จสิ้นเบ็ดเสร็จในศตวรรษที่ 19

เมื่อที่ดินที่ทำกสิกรรมทั้งหมดได้ตกเป็นของส่วนบุคคล ในประเทศอื่น ๆ กระบวนการนี้เริ่มต้นและสิ้นสุดในระยะเวลาที่ต่างกันไป [ผู้แปล]) เมื่อชาวนาถูกถอนรากออกจากที่ดินและต้องหันมาขายแรงงานเพื่อยังชีพ ในอินเดีย ปี ค.ศ. 1800 เป็นเส้นแบ่งเมื่อระบอบอาณานิคมสร้างความเป็นปึกแผ่นขึ้นมา หลายศตวรรษก่อนหน้าปี ค.ศ. 1800 ประชากรของเราคงที่มาตลอด เมื่อคุณต้องพึ่งพาอาศัยที่ดินในการยังชีพ คุณรู้ว่าที่ดินนั้นเลี้ยงดูคนได้ 5 คน คุณย่อมสร้างกระบวนการทางสังคมที่ทำให้คุณมีกันแค่ 5 คน แต่เมื่อคุณต้องขายแรงงานบนพื้นฐานที่ไม่แน่นอน ในตลาดแรงงานที่ไม่มั่นคง คุณรู้ว่ามี 10 คนดีกว่ามี 5 คน ด้วยเหตุนี้เอง การต้องพรากจากความมั่งคั่งตามธรรมชาติของแม่พระธรณี คือรากเหง้าของความไม่มั่นคงและการขยายตัวของประชากร

ซาร่าห์: ถ้าเช่นนั้น ความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจจึงเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น?

วันทนา: แทนที่จะปล่อยให้เมล็ดพันธุ์อยู่ในมือของชาวนาที่ร่วมมือกับธรรมชาติในการปรับปรุงสายพันธุ์ขึ้นมา เมล็ดพันธุ์กลับตกไปอยู่ในกำมือที่ผูกขาดของบรรษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกเพียง 5-6 บรรษัท แทนที่น้ำเป็นสมบัติของชุมชนท้องถิ่นหลายล้านครอบครัว น้ำกลับถูกควบคุมโดยบรรษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกแค่ 5-6 บรรษัท นี่คือวิธีการใช้ระบบเศรษฐกิจกอบโกยเพื่อคนหยิบมือหนึ่งโดยแลกกับความอยู่รอดของคนส่วนใหญ่ ประชากร 80% ที่ถูกพรากจากความมั่งคั่งของธรรมชาติต้องย้ายเข้าไปอยู่ในความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพราะการดำรงชีพในฐานะชาวนา ชาวประมง เกษตรกร ชนเผ่า ชาวป่า ล้วนต้องพึ่งพิงอยู่กับการมีสัตว์น้ำ ที่ดิน ป่า เพื่อดำรงชีวิต เมื่อสิทธินั้นถูกยื้อแย่งไป คนเหล่านี้ย่อมกลายเป็นผู้อพยพทางเศรษฐกิจ กลายเป็นประชากรส่วนเกิน

วิถีเศรษฐกิจเช่นนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ประชากร 20% ที่ได้ผลประโยชน์จะได้รับความมั่นคงอันเป็นผลตามมาจากนโยบายดังกล่าว แต่ปรากฏการณ์ระยะหลังที่วอลล์สตรีทส่อให้เห็นว่า วิถีเศรษฐกิจแบบนี้สร้างความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทั้งต่อประชากร 80% ที่ต้องพึ่งพิงความมั่งคั่งของธรรมชาติ และต่อประชากรอีก 20% ที่เหลือที่พึ่งพิงความมั่งคั่งในโลกเสมือนด้วย เพราะเงินในโลกเสมือนเป็นสิ่งสมมติ และสิ่งสมมติย่อมปลาสนาการไปอย่างง่ายดายเช่นเดียวกับตอนที่สร้างขึ้น

ถึงที่สุดแล้ว ความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นผลพวงของวิถีเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการเงิน ขับเคลื่อนด้วยทุน ขับเคลื่อนด้วยบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งกำลังทำลายทุนทางธรรมชาติและความยืดหยุ่นยั่งยืนของเศรษฐกิจท้องถิ่น

ซาร่าห์: ความไร้เสถียรภาพประเภทที่สามคือทางด้านวัฒนธรรม คุณเห็นว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างโลกาภิวัตน์กับการเปิดฉากความรุนแรงของลัทธิชาตินิยมและการกดขี่ของฝ่ายขวา มีหลักฐานอะไรบ้างที่บ่งบอกถึงความเชื่อมโยงนี้?

วันทนา: ถึงแม้ว่าฉันเป็นนักฟิสิกส์ ไม่ใช่นักสังคมศาสตร์ แต่ในฐานะพลเมืองอินเดีย ฉันจำต้องรับผลกระทบจากความรุนแรงและความป่าเถื่อนที่มาพร้อมกับความเฟื่องฟูของลัทธิมูลฐานทางศาสนาสุดขั้ว (fundamentalism) ฉันได้แต่ถามตัวเองว่า เป็นไปได้อย่างไรที่สังคมซึ่งเป็นอู่สันติภาพ ดินแดนของคานธีและพระพุทธเจ้า กลับเสื่อมทรามลงจนเป็นสังคมที่ปั่นป่วนที่สุดสังคมหนึ่งในโลก

ตัวอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ฉันเข้าใจความเชื่อมโยงเหล่านี้ก็คือ ความรุนแรงที่ปะทุขึ้นในรัฐปัญจาบเมื่อช่วงทศวรรษ 1980 เมื่อมนตร์วิเศษของการปฏิวัติเขียวเริ่มจางลง เมื่อเงินทุนอุดหนุนหดหายไปและระบบความรุ่งเรืองจอมปลอมเริ่มเสื่อมถอย ปัญจาบกลายเป็นแหล่งกำเนิดของความโกรธแค้นและไม่พอใจ

เมื่อคุณพิจารณาดูว่าทำไมประชาชนถึงต่อสู้ คุณพบว่าพวกเขาต่อสู้เพื่อปกป้องแม่น้ำ เพื่อราคาที่เป็นธรรม เพื่อมีปากเสียงว่าควรปล่อยน้ำในเขื่อนตอนไหนบ้าง ปัญหาทั้งหมดนี้ไม่ได้ถูกตัดสินใจในท้องถิ่นหรือในภูมิภาค มันล้วนแต่ถูกตัดสินใจมาแล้วจากเมืองหลวง จากกรุงเดลี ดังนั้น ความขุ่นแค้นจึงเกิดขึ้นต่อระบอบการปกครองที่รวมศูนย์ ซึ่งประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง

ยิ่งระยะหลังมานี้ ยิ่งมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า ลัทธิมูลฐานทางศาสนาสุดขั้วเกิดขึ้นมาจากความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของระบบโลกาภิวัตน์ ฉันขอให้คุณดูสองตัวอย่างนี้ ในปลายทศวรรษ 1990 เพราะแรงกดดันของระบบโลกาภิวัตน์ ราคาหัวหอมเพิ่มขึ้นจาก 2 รูปี เป็น 100 รูปี พรรครัฐบาลพ่ายแพ้การเลือกตั้งที่เรียกกันว่า "การเลือกตั้งหัวหอม" ในปี ค.ศ. 1998 เพราะปล่อยให้ราคาพุ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ พรรคฝ่ายค้านใช้หัวหอมเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านโลกาภิวัตน์ และชนะการเลือกตั้งในทุกรัฐ ทันใดหลังจากนั้น เราก็ได้เห็นความรุนแรงที่เกิดจากลัทธิศาสนาสุดขั้วระเบิดขึ้นมารอบหนึ่ง

ในคุชราต เรามีการเลือกตั้งระดับภูมิภาคอีกครั้งหนึ่ง WTO การเกษตรและความอยู่รอดของชาวนาเป็นประเด็นสำคัญ ชาวนาบอกว่าพวกเขาถูกทำลายจากนโยบายโลกาภิวัตน์ และลงคะแนนเสียงให้พรรครัฐบาลหลุดจากอำนาจ ทันทีหลังจากนั้น ลัทธิมูลฐานทางศาสนาสุดขั้วก็ปะทุขึ้น การสังหารหมู่และการปลุกปั่นสงครามเริ่มต้นขึ้น และขณะที่ความสนใจของสาธารณชนพุ่งไปที่ความรุนแรง ระเบียบวาระของระบบโลกาภิวัตน์ก็ถูกผลักดันต่อไป

เมื่อการตัดสินใจถูกดึงจากชุมชนท้องถิ่นไปรวมศูนย์อยู่ที่รัฐบาลกลาง และสุดท้ายไปลงเอยที่ห้องประชุมกรรมการของบรรษัท ตลาดการเงิน สถาบันอย่างธนาคารโลก IMF และ WTO ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนก็สูญเสียรากฐานในระบอบประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เมื่อรัฐบาลระดับท้องถิ่นและระดับชาติสูญเสียการควบคุมทรัพยากรทางเศรษฐกิจ และสิทธิในการจัดลำดับความสำคัญของระเบียบวาระทางนโยบาย ผู้นำที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาย่อมไม่สามารถสร้างฐานทางการเมืองโดยผลักดันโครงการที่ตอบสนองต่อความต้องการของหน่วยครอบครัวและชุมชนได้อีกต่อไป

นักปลุกระดมทางการเมืองของฝ่ายขวาสุดขั้วโผล่ออกมาเติมช่องว่าง โดยเบี่ยงเบนความโกรธแค้นและความไร้เสถียรภาพที่เกิดจากโครงการเพื่อความขาดแคลน ความอยุติธรรมและการกีดกันของจักรวรรดินิยม ให้หันเหมาเป็นการเมืองแบบแบ่งเราแบ่งเขาที่โยนความผิดไปให้กลุ่มชนทางศาสนา วัฒนธรรม เชื้อชาติหรือสัญชาติกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือการเกิดขบวนการ LePens ในฝรั่งเศส, Fortuyns ในเนเธอร์แลนด์, Haiders ในออสเตรีย และ Narendra Modis ในอินเดีย

เพราะฉะนั้น จึงมีความเกี่ยวพันแนบแน่นระหว่างกองกำลังของจักรวรรดินิยม กับการเมืองของความเกลียดชังที่รองรับนโยบายครอบงำและแบ่งแยกกีดกัน ตราบที่ความสนใจของประชาชนยังพุ่งเป้าไปที่ความกลัวและความเกลียดชังชาวต่างชาติ หรือสมาชิกกลุ่มศาสนากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น มุสลิม ประชาชนก็ถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปจากการจัดตั้งรวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับระบบองค์กรโลกบาลและการขูดรีด ซึ่งเป็นต้นตอที่แท้จริงของความไร้เสถียรภาพ

ซาร่าห์: ฟังดูเหมือนเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเช่นกัน

วันทนา: ถูกแล้ว มันเป็นวงจรอุบาทว์ และเราจำเป็นต้องสร้างวงจรคุณธรรมขึ้นมาแทน เพื่อให้เกิดระบอบประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อระบอบประชาธิปไตยทางการเมือง อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ย้อนกลับมาสู่การหยั่งรากประชาธิปไตย สิ่งที่เรามีอยู่ในขณะนี้คือระบอบประชาธิปไตยที่เสื่อมทรามลงจนเป็นแค่กติกาของความมดเท็จ มดเท็จในวิถีทางที่บิดเบือนเจตจำนงของประชาชน ดังที่เราเห็นในการนับคะแนนเสียงที่ฟลอริดาเมื่อปี ค.ศ. 2000 และมดเท็จในวิถีทางที่บิดเบือนความมั่งคั่งของประชาชน ดังที่เราได้เห็นในเรื่องฉาวโฉ่ของการฉ้อฉลบัญชีบรรษัททุกวันนี้ ความมั่งคั่งจอมปลอมนั้นส่งอิทธิพลต่อผู้ที่จะมาปกครอง มันเพียงแต่จอมปลอมจนเกินไปแล้ว

ระบบความมั่นคงทางอาหารของเราถูกทำลายในนามของความเติบโตทางเศรษฐกิจและการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ แล้วประชาชนก็มีไม่พอกิน เกษตรกรของเราถูกบริษัทเมล็ดพันธุ์ข่มขู่คุกคาม ถูกผลักดันให้ตกเป็นหนี้สินและฆ่าตัวตาย ระบบแบบนี้จะเอาชีวิตผู้คนแม้กระทั่งในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ประชาชนไม่รู้ว่าจะเอาปัญญาที่ไหนมาจ่ายให้แก่การประกันสุขภาพและเงินบำนาญ

ทางออกจากวงจรแห่งความรุนแรงนี้ก็คือการหยั่งรากประชาธิปไตย นั่นคือ นำเอาการตัดสินใจที่มีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของประชาชนมาอยู่ใกล้กับจุดที่ประชาชนอยู่ และจุดที่ประชาชนสามารถรับผิดชอบให้มากที่สุด หากแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่านชุมชนแห่งไหน ชุมชนแห่งนั้นควรมีอำนาจและความรับผิดชอบที่จะตัดสินใจว่า ควรใช้น้ำอย่างไร และควรให้มันปนเปื้อนมลพิษหรือไม่ ไม่ใช่กงการของรัฐบาลที่จะเที่ยวยกแหล่งน้ำบาดาลของหมู่บ้านในรัฐเกระละให้บริษัทโคคา-โคลา จนส่งผลให้ที่ดินเกษตรกรรมอันอุดมสมบูรณ์แห้งผากไปหมดสิ้น ชุมชนจำเป็นต้องยึดเอาอำนาจอธิปไตยกลับคืนมา และมอบอำนาจให้รัฐเป็นตัวแทนต่อเมื่อสมควรเท่านั้น

สิ่งที่เรามีอยู่ในขณะนี้คือระบอบของอภิสิทธิ์สัมบูรณ์ในมือบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งแสดงความรับผิดชอบเป็นศูนย์ต่อความพินาศทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมทั้งความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่พวกนั้นเป็นตัวการก่อให้เกิดขึ้น หากเราต้องการฟื้นฟูและชุบชีวิตประชาธิปไตยขึ้นมาใหม่ เราต้องช่วงชิงเอาเนื้อหาทางเศรษฐกิจกลับคืนมาให้ได้

ซาร่าห์: ฉันขอสรุปด้วยคำถามส่วนตัวข้อหนึ่ง ทุกครั้งที่ฉันฟังคุณพูดหรือได้พบคุณ คุณมีพลังมากเหลือเกิน ไม่เพียงพลังทางปัญญา แต่เป็นพลังส่วนตัวหรือพลังทางจิตวิญญาณด้วย ฉันเพียงแต่สงสัยว่า อะไรที่ทำให้คุณมีชีวิตชีวามาก?

วันทนา: มันเป็นเรื่องเร้นลับเสมอมา เพราะคุณไม่รู้หรอกว่าทำไมคุณถึงหมดสิ้นเรี่ยวแรงหรือฟื้นกำลังขึ้นมาใหม่ แต่เท่าที่ฉันรู้ ฉันไม่ปล่อยให้ตัวเองจมไปกับความสิ้นหวัง ไม่ว่าสถานการณ์จะหนักหนาสาหัสขนาดไหน ฉันเชื่อว่าถ้าคุณทำในส่วนเสี้ยวเล็ก ๆ ของคุณให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องไปคิดว่าคุณกำลังต่อสู้กับสิ่งที่ใหญ่โตขนาดไหน หากคุณหันมาให้ความสนใจกับการสร้างเสริมความสามารถของตัวเอง เพียงแค่นั้นก็สามารถสร้างสรรค์ศักยภาพใหม่ ๆ ขึ้นมาได้เสมอ

และฉันยังเรียนรู้จากภควัตคีตาและคำสอนอื่น ๆ ในวัฒนธรรมของเราให้วางตัวเป็นอุเบกขาจากผลลัพธ์ของการกระทำ เพราะนั่นอยู่นอกเหนือการควบคุมของฉัน บริบทไม่ได้อยู่ในการควบคุมของคุณ แต่ปณิธานต่างหากคือสิ่งที่คุณตั้งมั่นขึ้นมาด้วยตัวเอง และคุณสามารถตั้งปณิธานที่ลึกซึ้งที่สุดพร้อมกับวางตัวอยู่ในอุเบกขาโดยสิ้นเชิงไม่ว่าผลลัพธ์จะพาคุณไปลงเอยที่จุดไหน คุณอยากให้มันนำไปสู่โลกที่ดีกว่านี้ คุณกำหนดการกระทำของคุณเอง และรับผิดชอบต่อการกระทำอย่างเต็มที่ แต่นอกเหนือจากนั้น คุณต้องวางตนอยู่ในอุเบกขา

การทุ่มเทอย่างลึกซึ้งผนวกเข้ากับการวางตนอยู่ในอุเบกขาอย่างลึกซึ้งนี้เองที่ช่วยให้ฉันรับการท้าทายใหม่ ๆ ได้เสมอ เพราะฉันไม่บั่นทอนตัวเอง ฉันไม่ผูกใจตัวเองเป็นปมเงื่อน ฉันดำเนินตามหน้าที่อย่างเสรี ฉันคิดว่าการบรรลุถึงเสรีภาพเช่นนั้นเป็นหน้าที่ทางสังคม เพราะฉันคิดว่าเราเป็นหนี้กันและกันที่จะไม่สร้างภาระแก่กันและกันด้วยใบสั่งและการเรียกร้อง ฉันคิดว่าหนี้ที่เรามีต่อกันคือการเฉลิมฉลองชีวิตและแทนที่ความกลัวกับความสิ้นหวังด้วยความไม่กลัวและความปีติยินดี

หนังสือของวันทนา ศิวะ มีอาทิเช่น Water Wars: Privatization, Pollution and Profit; Stolen Harvest, the Hijacking of the Global Food Supply; ฯลฯ

บทความชิ้นนี้นำมาจาก http://www.fridaycollege.org/index.php?object=Article.View(forum_id=tr,id=27)

 

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา I ประวัติ ม.เที่ยงคืน

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

สำหรับสมาชิกที่ต้องการ download ข้อมูล อาจใช้วิธีการง่ายๆดังต่อไปนี้

1. ให้ทำ hyper text ข้อมูลทั้งหมด
2. copy ข้อมูลด้วยคำสั่ง Ctrl + C
3. เปิด word ขึ้นมา (microsoft-word หรือ word pad)
4. Paste โดยใช้คำสั่ง Ctrl + V
จะได้ข้อมูลมา ซึ่งย่อหน้าเหมือนกับต้นฉบับทุกประการ
(กรณีตัวหนังสือสีจาง ให้เปลี่ยนสีเป็นสีเข้มในโปรแกรม Microsoft-word)

 

บทสัมภาษณ์วันทนา ศิวะ โดยซาร่าห์ รูธ แวน เกลเดอร์ YES! Magazine วันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๕
ไม่มีภาษาใดภาษาหนึ่งเพียงภาษาเดียวสำหรับบรรยายขบวนการนี้ และนั่นคือข้อที่งดงามของมัน เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ WTO ในซีแอตเติล สร้างประสบการณ์ครั้งแรกของการเมืองสายรุ้ง นั่นคือ การเมืองที่บรรลุความเป็นพหุนิยม ปราศจากการวางแผนสั่งการจากมันสมองหลัก แต่มีกระแสพลังและความงามที่เกิดจากความคิดเสรี ในการเมืองแบบใหม่ ประชาชนมีวิธีแสดงออกแตกต่างกันไป แต่ฉันรู้สึกว่า แก่นกลางยังคงเป็นประชาธิปไตยที่มีชีวิต ระบบเศรษฐกิจที่มีชีวิต รวมไปจนถึงการยึดมั่นในความรับผิดชอบส่วนบุคคลที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง พร้อมกับเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการระดับชาติและระดับสากลเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วย