H

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน
แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ

Website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ

เว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ทางเลือกเพื่อการศึกษาสำหรับสังคมไทย :

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 328 หัวเรื่อง
วิจารณ์เอเปคในมุมมองวัฒนธรรม
การต้อนรับโคลัมบัสยุคใหม่
สมเกียรติ ตั้งนโม
คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

(บทความนี้ยาวประมาณ 8 หน้า)
หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลดขนาดของ font ลง จะแก้ปัญหาได้

บทความของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สามารถคัดลอกไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการได้ หากนำไปใช้ประโยชน์ กรุณาแจ้งให้ทราบที่

midnightuniv@yahoo.com
midnight2545@yahoo.com

281146
release date
R
นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆของเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ
Wisdom is the ability to use your experience and knowledge to make sensible decision and judgements


วิจารณ์เอเปคในมุมมองวัฒนธรรม
การต้อนรับโคลัมบัสยุคใหม่

สมเกียรติ ตั้งนโม
คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

(บทความนี้ยาวประมาณ 8 หน้ากระดาษ A4)

โอกาสรำลึก 30 ปี 14 ตุลาคม
วันพฤหัสที่ 16 ตุลาคม 2546
ณ ศูนย์สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เวลา 13.00-17.00 น.
เสวนาโต๊ะกลม หัวข้อ “APEC : Impacts on Thai society and the world peace ?”
“เอเปคกับผลกระทบต่อสังคมไทยและสันติภาพของโลก ?”


มอง APEC ผ่านมุมวัฒนธรรม : การเปิดบ้านเพื่อต้อนรับโคลัมบัสยุคใหม่"
สิ่งที่ผมจะพูดวันนี้ จะพูดในมุมมองที่ผมมีความรู้เกี่ยวกับ APEC เล็กๆน้อยๆ ตามที่คนดูทีวีทั่วๆไปได้รับจากสื่อ. สิ่งที่ผมมีความรู้เกี่ยวกับ APEC จะมองผ่านมุมทางวัฒนธรรม. ผมขอตั้งชื่อสิ่งที่จะพูดวันนี้ว่า "มอง APEC ผ่านมุมวัฒนธรรม : การเปิดบ้านเพื่อต้อนรับโคลัมบัสยุคใหม่"

ตรงกับหัวข้อนี้ ผมได้เตรียมแผนผังมาให้เราดูนิดหน่อย ซึ่งเป็นแผนภาพอุปมาอุปมัย ถึงกระบวนการทางวัฒนธรรม ของการเปลี่ยนผ่านจากสำนึกของสังคมเดิม ไปสู่สำนึกของความเป็นอาณานิคมโดยไม่รู้ตัว ดังนี้



ผมขออธิบายแผนภาพก่อน: หมาบ้าน เห่าคนแปลกหน้า คนแปลกหน้านั้นให้อาหารหมา หมาก็กระดิกหาง หลังจากนั้นก็นอนหงาย เป็นการแสดงการยอมจำนน. ผมใคร่จะเปรียบเทียบแนวคิดอันนี้กับลัทธิอาณานิคม:

- หมาบ้าน เปรียบเหมือน native - หมายถึงคนพื้นถิ่น
- เห่าคนแปลกหน้า ซึ่งคนแปลกหน้าที่เรารู้จักในลัทธิอาณานิคมที่ไปขึ้นฝั่งที่ทวีปอเมริกาคือ"โคลัมบัส" - ตอนนี้เรากำลังจะต้อนรับโคลัมบัสยุคใหม่
- ให้อาหารหมา หมายความว่า วัฒนธรรมยุโรปที่เข้าไปในช่วงนั้น ถือว่าเป็นอารยธรรมที่สูงส่งกว่าคือ เรื่องของการเมืองที่สูงกว่า, เรื่องของเศรษฐกิจที่เหนือกว่า, และเรื่องของสังคมวัฒนธรรมที่คิดว่าดีกว่า - อันนี้นำมาเปรียบเทียบกับภาพตอนนี้ในเชิงอุปมาอุปมัยให้เห็นภาพชัด, นี่คือการให้อาหารหมา

- กระดิกหาง หมายความว่า คนในพื้นถิ่นนั้นดูดกลืนอาหารอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีการเอาอย่างและทำตัวให้คล้าย(assimilate) และหลังจากนั้น
- นอนหงาย ก็คือยอมแพ้หรือยอมจำนนนั่นเอง หมายความว่า รับเอาสิ่งเหล่านั้นมาโดยสำนึกและไร้สำนึกในเวลาเดียวกัน เป็นการรับเอาความคิดแบบอาณานิคมมาครอบครองไว้ และรู้สึกว่าตัวเองด้อย. พวกเราส่วนใหญ่ที่เป็นคนตะวันออก ได้ถูกกระทำเรียบร้อยไปแล้วว่าเรา"ด้อย" หรือเราเป็นผู้แพ้มาตั้งแต่แรก

ดังคำอธิบายแผนภาพกระบวนการวัฒนธรรมเชิงอุปมาข้างต้นนี้ จะเห็นถึงขั้นตอนของการแปรเปลี่ยนจากสำนึกของสังคมเดิม ไปสู่สำนึกอาณานิคมอย่างค่อยเป็นค่อยไป. ซึ่งนับจากเริ่มต้นจนมาถึงปลาย เราได้ถูกกระทำ จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ให้รู้สึกด้อยและเป็นผู้แพ้มาแต่แรก หลังจากนั้นทุกอย่างที่เราปฏิบัติก็คือ เราปฏิบัติไปในหนทางของการยอมจำนน(passive) หรือการเป็นผู้ถูกกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียว. อันนี้เรายอมเอง, เราทำตัวเราเองให้เป็นฝ่ายรับที่ไม่ดิ้นรน และหลังจากนี้ผมจะทำให้เราเห็นว่า ฉากแต่ละฉากที่เราเห็นบนจอทีวีนี้เมื่อ 10 กว่าวันที่ผ่านมา เรายอมจำนนอย่างไรบ้าง. เมื่อเรายอมจำนนขนาดนี้ การตักตวงผลประโยชน์ จึงเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก

สิ่งที่ผมจะพูดวันนี้คือ "วัฒนธรรมทางสายตา" หรือ visual culture ที่เราเห็นกันอยู่ทุกช่องโทรทัศน์ในหลายวันมานี้ ผมจะค่อยๆเสนอภาพให้เราเห็นว่าเรา"อ้าแขน" หรือพูดอย่างไม่เกรงใจว่า เรา"ถ่างขา"รอรับโคลัมบัสยุคใหม่อย่างไร ทั้งนี้โดยจะใช้แนวคิดทฤษฎีหลังอาณานิคม(post colonialism) และแนวคิดเพศสภาพ(gender)มาเป็นเครื่องมือในการถอดระหัส"ภาพทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับเอเปค"

ในส่วนของทฤษฎีหลังอาณานิคม เป็นแนวคิดที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่ทศวรรษมานี้ โดยปัญญาชนต่างๆในประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคม ปัญญาชนเหล่านี้ได้พยายามเข้าไปสืบค้นข้อมูลต่างๆ(texts)ในเชิงวัฒนธรรมที่อยู่ในช่วงเวลานั้น เพื่อค้นหาว่า ในช่วงที่สังคมได้ตกเป็นเมืองขึ้น มีข้อมูลอะไรบ้างของประเทศเจ้าอาณานิคม ที่ได้เข้ามาครอบงำสังคมของพวกเขา และได้ค่อยๆแปรเปลี่ยนผู้คนไปสู่สำนึกความเป็นอาณานิคมโดยไม่รู้ตัว

ในส่วนของแนวคิดเพศสภาพ หรือเรื่องหญิง-ชาย(gender - the state of being male or female [chiefly in cultural or social contexts] - ภาวะของความเป็นหญิง-ชาย มองผ่านบริบททางสังคมและวัฒนธรรม) ในที่นี้ได้นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตีความกิจกรรมต่างๆทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในช่วงการประชุมเอเปค

การสนทนากันในวันนี้ จะวางอยู่ในกรอบของการวิเคราะห์ที่มองมาจากแนวคิดและทฤษฎีข้างต้น ซึ่งจะฉายให้เราเห็นภาพว่า การประชุมเอเปคในประเทศไทยที่รัฐบาลได้ลงทุนจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ โดยสาระสำคัญเชิงวัฒนธรรมของการประชุมเอเปค ได้สะท้อนเรื่องราวอะไรออกมาบ้าง โดยที่ผู้จัดงานครั้งนี้ไม่รู้ตัว

ผลขอเริ่มต้นลำดับภาพที่พวกเราเห็นกันทุกคนดังนี้…

อันดับแรก, เราจะเห็นว่าภาพของ APEC ที่คนไทยรับรู้อยู่ทุกวี่ทุกวันคือ การต้อนรับด้วยขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งมีเรือสุพรรณหงษ์เป็นเรือเอกและเป็นสัญลักษณ์สำหรับงาน APEC ปีนี้ ทุกคนคงเห็นแล้วว่ารัฐบาลชุดนี้ ได้บั่นหัวเรือจำลองสุพรรณหงษ์ไปวางไว้ในที่สาธารณะอย่างไร โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของผู้คน

อันดับที่สอง, พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งไม่เคยเปิดต้อนรับใครมาแล้วนานปี ปัจจุบันใช้เฉพาะในพระราชพิธีที่สำคัญๆเท่านั้น ตอนนี้ก็เปิดให้แขกบ้านแขกเมืองมาชมโดยมีนัยะที่สำคัญบางอย่าง เช่น สมเด็จพระปิยมหาราชทรงเลิกทาส หรือการปลดปล่อยแรงงาน เข้าสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ที่ต้องการกำลังคนมาเป็นลูกจ้าง

อันดับที่สาม, ภาพที่เราเห็นกันบนจอโทรทัศน์ มีการนำชมโรงแรมที่ผู้นำประเทศต่างๆจะไปพัก ซึ่งมีห้องนอนที่ผิดธรรมดา-ประหลาด(exotic)มาก ไม่เหมือนใคร, แปลก, เป็นเอกลักษณ์ของไทย

อันดับที่สี่, ต่อมาก็อาหารไทยที่จัดโดยครัวการบินไทย ด้วยแนวความคิดตะวันออกพบตะวันตก

อันดับที่ห้า, ก็คือมาตรการรักษาความปลอดภัย ซึ่งพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่ให้มีอะไรเกิดขึ้น แม้แต่เสียงประทัดก็ไม่ให้ดังเมื่อขบวนผู้นำผ่าน เพื่อให้แขกบ้านแขกเมืองจะได้ไม่ตกใจ และรู้สึกปลอดภัยจริงๆ อันนี้เป็นมาตรการทำให้กรุงเทพฯที่เป็นเมืองมหานครขนาดใหญ่เป็นเหมือนกับ"รีสอร์ท" ซึ่งให้บรรยากาศสงบ ซึ่งอันนี้ไปสอดคล้องกับข้อต่อมาคือ ทำให้มีวันหยุดราชการเกิดขึ้น

อันดับที่หก, เป็นการฝึกให้คนไทยทุกคนพูดภาษาอังกฤษแบบ passive (เชิงรับ)

อันดับสุดท้าย, ซึ่งจัดการก่อนเรื่องใดทั้งหมด เพราะจัดการง่ายที่สุด เพราะไร้อำนาจที่สุด ก็คือการกวาดคนจรจัดออกจากถนนไปพร้อมกับหมาจรจัดในเวลาเดียวกัน

ประเด็นเหล่านี้ เรารับรู้ผ่านจอทีวี 85%, ส่วน 15% ที่ผมคิดให้คะแนนในฝ่ายผู้กระทำ(active) อย่างเช่น จะมีการเจรจากันว่าด้วยเรื่องเขตการค้าเสรี, ความหลากหลายทางชีวภาพ, เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา, พืช GMOs, การเจรจาสองฝ่ายต่างๆ. ผมถามว่า คนไทยที่รับสื่อทั่วๆไปในช่วงที่ผ่านมานี้ มีใครรู้รายละเอียดบ้าง. ผมเชื่อว่าคนไทยไม่ถึง 15% ที่จะรู้รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาลจะเจรจา. แต่สิ่งที่เราจะต้องทำในฐานะคนไทยที่ต้อนรับแขกเมือง, เรารู้ว่าเราควรทำอะไร เพราะมันกรอกหูเราทุกวัน

เรื่องทั้งหมดนี้ต้องโทษสื่อด้วย เพราะที่ผ่านมา สื่อทำหน้าที่รายงานแต่เรื่องเปลือกๆ อย่างที่กล่าว ไม่มีสื่อสารมวลชนประเภทใดเลยที่นำเอาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับหัวข้อเจรจาเรื่อง APEC มาพูดคุยก่อนหน้านี้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการที่สัดทัดกรณีมาให้ความคิดเห็นรัฐบาล แม้ว่าเบื้องหลังเรื่องเหล่านี้จะมีการตกลงกันก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม แต่ทัศนะใหม่ๆที่ได้รับจากการสนทนา อาจเป็นประโยชน์ต่อการเปลี่ยนแปลงและต่อรองเฉพาะหน้าได้

ผมขอกลับเข้าเรื่องดังกล่าวโดยอยากจะเริ่มต้นวิเคราะห์เรื่องทั้งหมดว่า "เรากำลังอ้าแขนอ้าขารอรับโคลัมบัสยุคใหม่อย่างไร?"

ขอให้เรามาดูแม่น้ำเจ้าพระยากันก่อน เวลาที่เราพูดถึงน้ำ, น้ำหมายถึงเพศแม่ เราเรียกว่า"แม่น้ำ" มีพระแม่คงคาเป็นผู้ปกปักรักษา และเมื่อเรามองแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบกับผืนดินไทยทั้งหมด ให้เราจินตนาการถึงแผนที่ประเทศไทย แต่อย่าไปนึกถึงขวานทองและด้ามขวานแบบเชยๆเพราะมันล้าสมัยแล้ว ให้นึกถึงแผนที่นี้เป็นร่างกาย จะเห็นได้ทันทีว่าแม่น้ำเจ้าพระยาคืออวัยวะเพศ หรือช่องคลอดของประเทศที่ทะลุทะลวงไปถึงนครสวรรค์

ในช่วงของการล่าอาณานิคมในเอเชียอาคเนย์ แม้ว่าไทยจะยังคงความเป็นอิสระ โดยไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นหรือประเทศอาณานิคมก็ตาม เรือปืนฝรั่งในฝ่าเจ้าพระยาเข้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ปัจจุบัน เราโชว์ล่องน้ำนี้อีกครั้งถึงความงดงามขนาดไหน

ผมอยากจะเชิญพวกเราให้มองเห็นว่า ช่องทางนี้มันเป็นช่องทางของความเชื่อที่ว่า เป็นเรื่องของความอุดมสมบูรณ์. ช่องทางของแม่น้ำเจ้าพระยา คือช่องทางของการนำเข้า หมายความว่า นำเอาอารยธรรม นำเอาความคิด และเศรษฐกิจการผลิตแบบใหม่เข้ามา. นำเอาความเจริญ นำเอาสินค้าเข้ามาสู่มดลูกของอู่ทองหรือสุวรรณภูมินับแต่อดีต หลังจากนั้นเราก็ตั้งครรภ์ และหลังจากตั้งครรภ์แล้ว เราก็พร้อมที่จะคลอดหรือส่งสินค้าออก นั่นคือผลผลิตที่มาจากครรภ์มารดา ปัจจุบันภาพนี้ค่อนข้างชัดเจน และเรากำลังยืนยันว่า ช่องคลอดของเรายังสมบูรณ์และพร้อมอยู่เสมอ

เมื่อพูดถึงน้ำแล้ว ก็จะต่อมาถึงสิ่งที่ลอยอยู่เหนือน้ำ ขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค ทั้งหมดในที่นี้ก็คือเพศหญิงด้วยเช่นกัน เพราะมีแม่ย่านางทุกลำ และเกือบทั่วโลกต่างมีความเชื่อในลักษณะทำนองเดียวกันนี้

รัฐบาลทักษิณ จะโดยใครก็ตาม และจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ซึ่งได้นำเอาขบวนเรือพยุหยาตราออกมาจากอู่ของกองทัพเรือคราวนี้ กำลังเปลี่ยนสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ในสำนึกของคนไทยให้กลายเป็นสิ่งสามานย์(sacred and profane) ทั้งนี้เพราะ ขบวนเรือพระราชพิธีดังกล่าว ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำหน้าที่ในพระราชพิธีที่สำคัญๆ มาถึงตอนนี้ เป็นเพียงการโชว์เท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าเป็นการแสดง และยิ่งมาลอยรำและเห่เรือยามค่ำคืนอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน รัฐบาลนี้ก็ทำได้และจะทำแน่ ด้วยเหตุนี้ขบวนเรืออันศักดิ์สิทธิ์ขององค์เทวราช จึงเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากมีฐานะเพียงสตรีเพศผู้สูงศักดิ์ออกมาเดินแฟชั่นเท่านั้น ซึ่งไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง

ในส่วนของพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นเรื่องที่สอง. พระที่นั่งอนันตสมาคม อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่า ปัจจุบันใช้ในพระราชพิธีที่สำคัญสำหรับองค์พระมหากษัตริย์. จะเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้พยายามจะโชว์ความเป็นแบบฉบับอาณานิคม(colonial style)ทางสถาปัตยกรรมว่า ก่อนหน้านี้เราปรับตัวให้อยู่ในร่องในรอยของความเป็นตะวันตกในอย่างงามสง่าขนาดไหน. ในความเห็นส่วนตัวสำหรับเรื่องนี้ ผมเห็นด้วยว่าในสมัยที่มีการล่าอาณานิคม มีความจำเป็นที่เราต้องปรับตัวเช่นนั้น แต่การมาฟื้นความหลังเช่นนี้กับพระที่นั่งอนันตสมาคมกับผู้นำชาติต่างๆในการประชุม APEC คราวนี้ จึงอ่านความหมายเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากการฉายให้เห็นความเปล่าเปลือยของสำนึกแบบอาณานิคม(colonial mentality)ของรัฐบาล

อันนี้เท่ากับเป็นการบอกว่า เราพร้อมที่จะปรับตัวอย่างไม่มีเงื่อนไข เราพร้อมจะดำรงตนอยู่ในสถานะของ"อาณานิคมใหม่"(neo-colonialism) ซึ่งควบคุมโดยระบบไฮเทค และแสดงความศิวิไลซ์แบบน่าสมเพชยิ่ง

คำถามในที่นี้ซึ่งผมอยากจะตั้งคำถามกับพวกเราทุกคนก็คือว่า จะมีโอกาสบ้างไหม ถ้าผู้นำโลกในจำนวนเท่าๆกันนี้จะต้องไปจัดประชุมในประเทศยุโรป ยุโรปจะเปิดโบสถ์เซนต์.ปีเตอร์ขององค์สันตะปาปา เป็นที่ประชุมกันทางธุรกิจและรับประทานอาหารกลางวันให้กับผู้นำเหล่านี้ไหม?

ลัทธิอาณานิคมซึ่งครอบคลุมมาถึงเอเชียอาคเนย์ ได้เปลี่ยนแปลงเส้นทางการพัฒนาของเราไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ปัจจุบันพวกเราส่วนใหญ่มีลักษณะที่เรียกว่า"จิตสำนึกแบบอาณานิคม"(colonial mentality)อยู่อย่างค่อนข้างสมบูรณ์ สำนึกของความเป็นไทยของเรา คือสิ่งที่ฝรั่งบอกกับเราว่า เราเป็นไทย เราเป็นเมืองยิ้ม เขากำหนดอัตลักษณ์ให้เราเรียบร้อยแล้วว่า คนตะวันออกคือคนที่อ่อนหวาน กริยามารยาทงดงาม มีจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง มีทักษะสูง สิ่งต่างๆเหล่านี้ทั้งหมด ตะวันตกเป็นผู้บอกหรือกำหนดอัตลักษณ์หรือสร้างวาทกรรมให้กับตะวันออก โดยผ่านลัทธิบูรพนิยม หรือ Orientalism

มาถึงเรื่องที่สาม คือเรื่องของ"โรงแรม" ซึ่งเป็นที่พักของบรรดาผู้นำเอเปค จะเห็นว่าโรงแรมต่างๆเหล่านี้ได้มีการปรับตัวให้มีลักษณะของความเป็นไทยออกมาอย่างชัดเจน ในขณะที่รูปลักษณ์ของโรงแรม ถ้าเราไปยืนอยู่อีกฟากหนึ่งของถนน แล้วมองดูจะมีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมตะวันตก แต่เมื่อเข้าไปในโรงแรม บรรยากาศจะถูกตกแต่งให้มีลักษณะที่เป็นตะวันออก ให้ได้ความรู้สึกแปลก(exotic). ห้องนอนเกือบทุกโรงแรม จะถูกจัดการให้มีลักษณะที่เป็นไทย ซึ่งฝรั่งต่างชาติหรือใครก็ตามที่มาเยี่ยมเยือน หรือมาพักที่โรงแรมเหล่านี้ จะรู้สึกว่า มันแปลกแตกต่างออกไป อันนี้เป็นการตกแต่งแบบย้อนยุค อย่างที่เราเห็นบนจอทีวี

สาระของโรงแรม แต่ไหนแต่ไรมามันมีกิจกรรมอยู่สองอย่างเท่านั้น คือ ใช้เป็นที่นอนหลับ และใช้เป็นที่หลับนอน ดังนั้นผมจึงไม่มีอะไรจะพูดมากไปกว่านี้

เราพยายามทำตัวและสภาพแวดล้อมของเราให้มีคุณสมบัติที่แปลก แตกต่าง(exotic) เพราะอะไร? เพราะความแปลกและแตกต่างเป็นสิ่งที่ขายได้ ลัทธิอาณานิคมชอบและบริโภคมัน เพราะมันมีความเป็นอื่นๆ, และความที่มันต่างจากตะวันตก

สำหรับคำว่า exotic คำนี้ เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1599 เกิดขึ้นในยุคสมัยที่มีการล่าอาณานิคม ผมอยากจะให้คุณเห็นภาพบรรยากาศในช่วงปีใกล้ๆปี ค.ศ. 1599 ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อเวลาเกือบ 500 ปีที่ผ่านมา. ก่อนหน้าปี ค.ศ.1599 นั้น ในปี ค.ศ.1595 ชาวดัชท์ได้เข้าไปครอบครองพื้นที่แทนที่โปรตุเกสในแถบ East Indies, และอีก 3 ปีต่อมาในปี ค.ศ. 1598 สเปนเป็นผู้ได้รับชัยชนะในอาณานิคมนิวเม็กซิโก

ตัวอย่างต่อมา ผมอยากจะชี้ให้คุณเห็นถึงการจัดเตรียมอาหารเพื่อต้อนรับแขกเมืองของครัวการบินไทยว่าเป็นเรื่องเพศอย่างไร? แนวความคิดของการจัดเตรียมเมนูอาหารต่างๆเพื่อต้อนรับผู้นำชาติต่างๆของ APEC คือ "ตะวันออกพบตะวันตก" แล้วประดับด้วยดอกกล้วยไม้. ความจริงอันนี้เขารู้กันทั้งโลกว่าดอกกล้วยไม้ นั้นหมายถึงเพศหญิง และในงานจิตรกรรมของ Georgia O'keeffe ดอกกล้วยไม้คือสัญลักษณ์ทางเพศ(sexual symbolic) ซึ่งค่อนข้างชัดมาก

การบินไทยเป็นสายการบินที่แสดงถึงเรื่องเพศมาโดยตลอด จะเห็นได้จากสัญลักษณ์ของสายการบินนี้ก็ออกแบบเป็นรูปจำปี ซึ่งมีผู้ใหญ่คนหนึ่งเรียกมันว่าสายการบินเจ้าจำปีอย่างน่ารัก อันนี้เป็นสัญลักษณ์ของเพศชาย ในขณะที่ดอกกล้วยไม้เป็นสัญลักษณ์ของเพศหญิง

มาถึงการรณรงค์ให้ใช้ภาษาอังกฤษแบบเชิงรับ(passive) ด้วยการพูดประโยคง่ายๆว่า welcome to Thailand และอื่นๆ พร้อมกับหยอดคำหวานเพื่อชักชวนให้คนไทยปฏิบัติตามกันทั่วหน้าว่า ภาษาอังกฤษสำเนียงไทยเป็นสำเนียงที่น่ารัก. ความจริงแล้วผมไม่ได้ปฏิเสธว่าภาษาอังกฤษมีคุณูปการต่อสังคมไทย แต่การบอกให้เราพูดภาษาอังกฤษแบบที่เสนอผ่านจอทีวีเช่นนั้น ผมคิดว่าไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง และเป็นการประกาศถึงการยอมขายทุกอย่างจนหมดตัวในยุคอาณานิคมใหม่

ผมใคร่จะแสดงให้พวกเราเห็นว่า การต่อสู้เรื่องภาษา ในแนวคิดหลังอาณานิคมหรือ post colonialism เขาต่อสู้กันอย่างไร ดังตัวอย่างที่ผมจะอ่านให้เราฟังดังต่อไปนี้…

ข้อความต่อไปนี้เขียนโดยนักเขียนชาวเคนย่า ที่ใช้ภาษาอังกฤษ ชื่อว่า Ngugi Wa Thiong'o :

"ภาษาอังกฤษกลายมาเป็นภาษาการศึกษาที่เป็นทางการของข้าพเจ้า. ในประเทศเคนย่า ภาษาอังกฤษมันเป็นอะไรที่มากกว่าภาษาหนึ่งเท่านั้น: กล่าวคือ มันคือภาษา และคนอื่นทั้งหมดจะต้องค้อมศีรษะให้กับมันด้วยความเคารพ. ด้วยเหตุนี้ หนึ่งในประสบการณ์ที่น่าอายและถูกหลู่เกียรติมากที่สุดก็คือ การถูกจับได้ว่าพูดภาษา Gikuyu ในบริเวณใกล้เคียงกับโรงเรียน. ผู้กระทำผิดหรือความจริงน่าจะเรียกว่านักโทษ จะถูกลงโทษทางร่างกาย - ด้วยการใช้ไม้เรียวตี 3-5 ที ด้วยการถกกางเกงขึ้นมาแล้วเฆี่ยนลงไปที่ก้นอันเปลือยเปล่า - หรือไม่ก็ถูกทำโทษด้วยการสวมแผ่นเหล็กเอาไว้ที่คอ โดยมีข้อความจารึกบนแผ่นโลหะดังกล่าว เช่น "ผมเป็นคนโง่" หรือ "ผมเป็นเจ้าลาโง่" (Ngugi, 1986)

อันนี้แสดงภาพให้เราเห็นว่า การใช้ภาษาอังกฤษในฐานะภาษาที่เป็นทางการนั้น ได้ไปลดทอนคุณค่าภาษา Gikuyu อย่างไร และทำให้ภาษาท้องถิ่นเป็นภาษาที่ด้อยกว่าในสายตาของคนที่ใช้ภาษาพื้นเมืองจนคล่องลิ้นหรือเป็นเจ้าของภาษา. ดังที่ Ngugi Wa Thiong'o เริ่มที่จะเห็นและคิดจากมุมมองหรือทัศนียภาพแบบชาวยุโรป

ชาวแอฟริกันทั้งหลายกลายเป็นสิ่งแปลกแยกจากวัฒนธรรมของตัวเอง และนำไปสู่การดูถูกเพื่อนร่วมชาติทั้งชายหญิง ผู้ซึ่งมิได้นำเอาวิถีทางและคำของชาวยุโรปมาใช้. ในวิธีการนี้ การครอบงำทางเศรษฐกิจและการเมืองของชาวยุโรป - ลัทธิจักรวรรดิ์นิยม การสถาปนาจักรวรรดิ์ - จึงได้รับการสนับสนุนโดยผ่านการควบคุมทางด้านภาษา

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ประสบการณ์อันเจ็บปวดนี้ ทำให้ Ngugi Wa Thiong'o กลายเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงของประเทศเคนย่าที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี แต่คนไทยไม่รู้จักมากเท่าไหร่. อย่างไรก็ตาม หนังสือที่ผมอ่านอยู่ในปัจจุบันซึ่งพูดถึง Ngugi Wa Thiong'o ได้บอกว่า เขาได้บอกลาการเขียนงานวรรณกรรมของเขาด้วยภาษาอังกฤษ ในคำนำของหนังสือเล่มสุดท้ายที่เขาเขียนด้วยภาษาต่างประเทศนี้ เขาได้บอกกับผู้อ่านว่า นี่คือคำอำลาของการใช้ภาษาอังกฤษของข้าพเจ้า และต่อจากนี้ไปจะมีก็แต่ภาษา Gikuyu และ Kiswahili เท่านั้น

คำถามที่ตั้งขึ้นมาทั้งหมด หรือสิ่งทั้งหลายที่ผมแกะและถอดระหัสให้พวกเราดู เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่า เราต้อนรับผู้นำ 21 ประเทศในการประชุม APEC ครั้งนี้ในแบบที่เราแสดงตัวเป็นเพศหญิง และเรามีลักษณะ passive อย่างไรบ้าง

ผมอยากจะให้พวกเราตั้งคำถามดูว่า เรามีวิธีการต้อนรับแขกเมืองในลักษณะอื่นหรือไม่ เช่น ใช้กองสบัดชัยของล้านนา, ฟ้อนเจิงของชาวเหนือ, แห่สิงโตของคนจีนในเมืองไทย, ผีตาโขนของคนภาคอีสาน, โนราของชาวใต้, ลำตัดของคนภาคกลาง ฯลฯ คุณจะนำเอาวัฒนธรรมเหล่านี้มาตกแต่งและต้อนรับแขกเมืองได้หรือไม่ ซึ่งแสดงออกถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมไทยได้อย่างงดงาม

หรือจะให้สูงส่งกว่านั้นคือ การแสดงของกรมศิลปากรที่เรายกย่องกันหนักหนา เรานำมาต้อนรับได้ไหม ไม่ว่าจะเป็นการแสดงโขน, งิ้วจีนสำเนียงไทยได้หรือไม่, วัดพระแก้วของเราเป็นยังไง, ส้มตำไก่ย่าง, ต้มยำกุ้ง อันนี้ดีกว่าครัวการบินไทยที่เสริฟอาหารในชุดตะวันออกพบตะวันตก แล้วประเคนด้วยดอกกล้วยไม้บนจานเบญจรงค์ เพื่อบอกเป็นนัยว่า ฉันพร้อมแล้วที่จะถูกกินไหม

จะเห็นว่า ในขณะที่เราทำทุกอย่างออกมาเพื่อจะให้ดูดีที่สุด เราเลือกที่จะแสดงตัวของเราเองออกมาเป็นเพศหญิงอย่างชัดเจน โดยให้ชาวตะวันตกและแขกต่างๆประเทศทั้งหลายที่มาประชุมคราวนี้เป็นเพศชาย. ชาวตะวันตกเองก็มองตัวเองเป็นเพศชายมาโดยตลอด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสองปีที่ผ่านมาซึ่งเกิดเหตุการณ์ 9/11, ตึก World Trade ถูกถล่มโดยผู้ก่อการร้าย ตึกเพนตากอน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯก็พังพินาศไปแถบหนึ่งซึ่งได้รับความบอบช้ำไม่น้อย. สิ่งที่ต้องสังเวย หรือบูชายัญตึกแฟดคู่นี้ก็คือ ตึกหลังแรกถูกบูชายัญโดยประเทศอัฟกานิสถาน, และตึกหลังที่สองถูกบูชายัญโดยประเทศอิรัก

ปฏิบัติการเกี่ยวกับการบังคับให้ประเทศอื่นต้องบูชายัญตึกแฟดคู่นี้ ก็คือปฏิบัติการแบบผู้ชายอย่างเต็มตัว ยกตัวอย่างเช่นปฏิบัติการที่ได้รับการตั้งชื่อว่า Anaconda Operation ซึ่งเป็นปฏิบัติการทะลุทะลวงเข้าไปในถ้ำซึ่งคาดว่าเป็นแหล่งหลบซ่อนตัวของผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะ

Anaconda คืองูยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกา ซึ่งหมายถึงองคชาตินั่นเอง องคชาติขนาดใหญ่ที่สุดของทวีปอเมริกา ทะลุทะลวงเข้าไปในถ้ำ ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่ากองกำลังสหรัฐฯมองว่ามันคือโยนีของอัฟกานิสถาน. ลองพิจารณาดูชื่อที่ตั้งนี้ในปฏิบัติการทางทหาร แล้วถอดระหัสมันออก จะเห็นชัดเจนว่า เรื่องเพศหรือผู้ชายเป็นใหญ่มันครอบงำสังคมอเมริกันอยู่ตลอดเวลา

ก่อนสุดท้าย ซึ่งอยากให้พวกเราดูเรื่องตลกนิดหน่อยก็คือ, หลังจากที่ดูการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับ APEC บนจอทีวีจบลงทุกครั้ง จะมีประโยควลีตามมาเสมอเป็นการปิดท้ายว่า "โลกของความแตกต่าง หุ้นส่วนแห่งอนาคต" แต่สิ่งที่พวกเราได้พบเห็นบ่อยๆในช่วงนี้ก็คือ การประชาสัมพันธ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ตามมา เกี่ยวกับขอความร่วมมือประชาชนให้แจ้งเบาะแสของบุคคลที่น่าสงสัยว่าจะมาก่อการร้ายในช่วง APEC

ในภาพที่เสนอผ่านจอทีวี จะเห็นทุกคนตกใจหมด เมื่อเห็นหน้าบุคคลที่น่าสงสัยว่าจะเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นคนที่มีผิวดำแดง มีหนวดเครา และคล้ายกับชาวอาหรับ อันนี้หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า "โลกของความแตกต่าง หุ้นส่วนแห่งอนาคต", แต่ไม่มีคนตะวันออกกลางและมุสลิมอยู่ด้วย

ในด้านต่อมาซึ่งอยากจะชวนพวกเรามองในเรื่องของ passive ในคำขวัญนี้ "โลกของความแตกต่าง หุ้นส่วนแห่งอนาคต". หลังจากที่พูดมาทั้งหมดนี้ คำที่สวยหรูนี้ถอดเป็นภาษาแบบชาวบ้านง่ายๆได้ก็คือ "ถึงแม้ว่าเราจะต่างกัน แต่เราก็ผสมพันธุ์กันได้"

สรุป
ผมคิดว่ารัฐบาลของเรานี้ที่จริงเป็นชาวบ้านมาก ทั้งนี้เพราะในภาษิตของไทยเราซึ่งมักจะได้ยินอยู่เสมอก็คือ "การเลี้ยงดูปูเสื่อ" ผมคิดว่าทั้งหมดของการต้อนรับการประชุม APEC คราวนี้กับผู้นำชาติต่างๆ เป็นการเลี้ยงดูปูเสื่อระดับชาติในเชิงสัญลักษณ์ที่ค่อนข้างชัดเจน ฉะนั้น APEC จึงแปลเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากจะถอดคำย่อนี้ออกมาว่า Asia Pacific Erotic Conference

และผมขอเตือนพวกเราทุกคนว่า "ควรระวังมดลูกของเราให้ดี"
ขอบคุณครับ

 

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา I ประวัติ ม.เที่ยงคืน

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

สำหรับสมาชิกที่ต้องการ download ข้อมูล อาจใช้วิธีการง่ายๆดังต่อไปนี้

1. ให้ทำ hyper text ข้อมูลทั้งหมด
2. copy ข้อมูลด้วยคำสั่ง Ctrl + C
3. เปิด word ขึ้นมา (microsoft-word หรือ word pad)
4. Paste โดยใช้คำสั่ง Ctrl + V
จะได้ข้อมูลมา ซึ่งย่อหน้าเหมือนกับต้นฉบับทุกประการ
(กรณีตัวหนังสือสีจาง ให้เปลี่ยนสีเป็นสีเข้มในโปรแกรม Microsoft-word)

 

บทความถอดเทป เกี่ยวกับการวิพากษ์เอเปค ในมุมวัฒนธรรม : จัด ณ ศูนย์สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ภาพประกอบดัดแปลง เพื่อใช้ประกอบบทความวิชาการฟรี บน เว็ปไซค์ของ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน :

ผมอยากจะชี้ให้คุณเห็นถึงการจัดเตรียมอาหารเพื่อต้อนรับแขกเมืองของครัวการบินไทยว่าเป็นเรื่องเพศอย่างไร? แนวความคิดของการจัดเตรียมเมนูอาหารต่างๆเพื่อต้อนรับผู้นำชาติต่างๆของ APEC คือ "ตะวันออกพบตะวันตก" แล้วประดับด้วยดอกกล้วยไม้. ความจริงอันนี้เขารู้กันทั้งโลกว่าดอกกล้วยไม้ นั้นหมายถึงเพศหญิง และในงานจิตรกรรมของ Georgia O'keeffe ดอกกล้วยไม้คือสัญลักษณ์ทางเพศ(sexual symbolic) ซึ่งค่อนข้างชัดมาก


ในส่วนของทฤษฎีหลังอาณานิคม เป็นแนวคิดที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่ทศวรรษมานี้ โดยปัญญาชนต่างๆในประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคม ปัญญาชนเหล่านี้ได้พยายามเข้าไปสืบค้นข้อมูลต่างๆ(texts)ในเชิงวัฒนธรรมที่อยู่ในช่วงเวลานั้น เพื่อค้นหาว่า ในช่วงที่สังคมได้ตกเป็นเมืองขึ้น มีข้อมูลอะไรบ้างของประเทศเจ้าอาณานิคม ที่ได้เข้ามาครอบงำสังคมของพวกเขา และได้ค่อยๆแปรเปลี่ยนผู้คนไปสู่สำนึกความเป็นอาณานิคมโดยไม่รู้ตัว
ในส่วนของแนวคิดเพศสภาพ หรือเรื่องหญิง-ชาย(gender - the state of being male or female [chiefly in cultural or social contexts] - ภาวะของความเป็นหญิง-ชาย มองผ่านบริบททางสังคมและวัฒนธรรม) ในที่นี้ได้นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตีความกิจกรรมต่างๆทางวัฒนธรรมเอเปคที่เกิดขึ้น

สิ่งที่ต้องสังเวย หรือบูชายัญตึกแฟดคู่นี้ก็คือ ตึกหลังแรกถูกบูชายัญโดยประเทศอัฟกานิสถาน, และตึกหลังที่สองถูกบูชายัญโดยประเทศอิรัก ปฏิบัติการเกี่ยวกับการบังคับให้ประเทศอื่นต้องบูชายัญตึกแฟดคู่นี้ ก็คือปฏิบัติการแบบผู้ชายอย่างเต็มตัว ยกตัวอย่างเช่นปฏิบัติการที่ได้รับการตั้งชื่อว่า Anaconda Operation ซึ่งเป็นปฏิบัติการทะลุทะลวงเข้าไปในถ้ำซึ่งคาดว่าเป็นแหล่งหลบซ่อนตัวของผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะ Anaconda คืองูยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกา ซึ่งหมายถึงองคชาตินั่นเอง องคชาติขนาดใหญ่ที่สุดของทวีปอเมริกา ทะลุทะลวงเข้าไปในถ้ำ ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่ากองกำลังสหรัฐฯมองว่ามันคือโยนีของอัฟกานิสถาน. ลองพิจารณาดูชื่อที่ตั้งนี้ในปฏิบัติการทางทหาร แล้วถอดระหัสมันออก จะเห็นชัดเจนว่า เรื่องเพศหรือผู้ชายเป็นใหญ่มันครอบงำสังคมอเมริกันอยู่ตลอดเวลา

ลัทธิอาณานิคมซึ่งครอบคลุมมาถึงเอเชียอาคเนย์ ได้เปลี่ยนแปลงเส้นทางการพัฒนาของเราไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ปัจจุบันพวกเราส่วนใหญ่มีลักษณะที่เรียกว่า"จิตสำนึกแบบอาณานิคม"(colonial mentality)อยู่อย่างค่อนข้างสมบูรณ์ สำนึกของความเป็นไทยของเรา คือสิ่งที่ฝรั่งบอกกับเราว่า เราเป็นไทย เราเป็นเมืองยิ้ม เขากำหนดอัตลักษณ์ให้เราเรียบร้อยแล้วว่า คนตะวันออกคือคนที่อ่อนหวาน กริยามารยาทงดงาม มีจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง มีทักษะสูง สิ่งต่างๆเหล่านี้ทั้งหมด ตะวันตกเป็นผู้บอกหรือกำหนดอัตลักษณ์หรือสร้างวาทกรรมให้กับตะวันออก โดยผ่าน"ลัทธิบูรพนิยม" หรือ Orientalism