เว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ทางเลือกเพื่อการศึกษาสำหรับสังคมไทย เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สมดุล และเป็นธรรม : ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 (ครบรอบ 3 ปี)

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน
แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ


Website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ

สนใจสมัครเป็นสมาชิก
กรุณาคลิก member page
ส่วนผู้ที่ต้องการดูหัวข้อบทความ
ทั้งหมด ที่มีบริการอยู่ขณะนี้
กรุณาคลิกที่ contents page
และผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็น
หรือประกาศข่าว
กรุณาคลิกที่ปุ่ม webboard
ข้างล่างของบทความชิ้นนี้

หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com
midnightuniv@yahoo.com

ความหมาย คือ การนำผลประโยชน์ของตนเอง (ธุรกิจไวน์และสุรา) ในสหภาพยุโรป ไปบัญญัติเป็นกฎกติกาทางการค้าระหว่างประเทศ ให้ประเทศทั่วโลกที่เป็นภาคีต้องปฏิบัติตาม ความน่าสนใจอยู่ที่การเกิดขึ้นของหลักเกณฑ์ และกติกา จากผลประโยชน์ของชุมชนผู้ผลิตไวน์และสุราเล็กๆ กระจายทั่วไปในกลุ่มประเทศยุโรป จนกลับกลายเป็นกติกาการค้าของโลก และเป็นตัวสร้างภาระผูกพันต่อทั้งรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ต้องก้มหน้าก้มตาตรากฎหมายขึ้นมารองรับ

นี่เป็นตัวอย่างอันดี ของพลังขับเคลื่อนในกระแสโลกาภิวัตน์ ผลจากการที่กฎหมายลักษณะสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ได้ถูกนำไปบังคับใช้ในสหภาพยุโรป ทำให้เงินไหลเวียนเข้าสู่ยุโรปมากถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี หรือ 2 ล้านล้านบาท/ปี ที่เกือบเท่าหนี้สาธารณะของไทย

เพราะเหตุเช่นนี้กระมังที่รัฐบาลนายกฯ ทักษิณ และนักคิดที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจอย่างคุณพันศักดิ์ วิญญรัตน์ กำลังค้นหาประตูแห่งโอกาสที่ให้ความสนใจกับการทำ collateral capital หรือแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน และการดำเนินนโยบาย 1 ผลิตภัณฑ์ 1 ตำบล ควบคู่กับการส่งเสริมอุตสาหกรรม SMEs

ทั้งได้สะท้อนแนวความคิดออกมาหลายครั้งหลายหนว่า ประเทศไทยมีโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจจริง (real economy) มากมายหลายสาขา โดยเฉพาะจากฐานทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย หากรู้จักการจัดการที่ดี

แต่แล้วความหวังของอีกหลายๆ คนต้องหมดไป หาก ร่าง พ.ร.บ. สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. ... ที่ถูกหมกเม็ดซ่อนเงื่อนปมจากฝีมือของฝ่ายข้าราชการประจำ ที่กำลังตบหน้ารัฐบาล และเป็นการสวนทางกับแนวนโยบายของรัฐบาล ยังขัดแย้งกับ รมว.พาณิชย์ ผู้บังคับบัญชาสูงสุดในฐานะที่กำกับดูแลกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผู้เป็นเจ้าของเรื่องจัดทำร่างกฎหมาย และทำการเปลี่ยนแปลงแก้ไขร่างกฎหมายฉบับนี้โดยตรง

แนวคิดหลักในทางกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ คือการสร้างกฎหมายของรัฐ ให้เข้าไปคุ้มครองชุมชนที่ได้สั่งสมบ่มเพาะความรู้วิทยาการที่ผสมผสานกับลักษณะเฉพาะทางภูมิศาสตร์ ทำการผลิตสินค้าที่มีคุณลักษณะพิเศษต่างจากสินค้าชนิดเดียวกันจากที่อื่นๆ เช่น ไข่เข็มไชยา ส้มโอนครชัยศรี ข้าวหอมมะลิ

แนวคิดทางกฎหมายลักษณะนี้ หาได้ไปก่อตั้งสิทธิให้แก่ปัจเจกบุคคล บุคคลหนึ่งคนใดไม่ หากแต่สิทธิที่กฎหมายก่อตั้งนั้นเป็นของชุมชนทั้งชุมชน ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับแนวคิดสิทธิชุมชน (community rights) ที่มีการกล่าวถึงก่อนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

แต่ในที่สุด สภาร่างรัฐธรรมนูญในสมัยนั้น ยังไม่ค่อยให้การยอมรับหรือเข้าใจ จึงไม่มีคำๆ นี้ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สิทธิที่กฎหมายก่อตั้งในลักษณะนี้ ไม่มีอายุการคุ้มครองอย่างสิทธิบัตร แต่จะมีตลอดไป สิ่งที่กฎหมายให้การคุ้มครองยอมรับที่ถือว่า เป็นสิทธิที่กฎหมายให้การรับรองคุ้มครองคือสิทธิในการใช้เรียกชื่อสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ของชุมชน เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าสินค้า มีคุณลักษณะพิเศษตามแหล่งภูมิศาสตร์

เป็นที่น่าเสียดายที่ผู้ผลักดันร่างกฎหมายนี้ (กรมทรัพย์สินทางปัญญา) แทนที่จะได้ใช้โอกาสนี้จัดทำกฎหมายให้ความคุ้มครองสิทธิชุมชนท้องถิ่น เปิดช่องทางให้ผลิตภัณฑ์ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์เชื่อมโยงสู่ตลาดโลก แต่กลับละเลยเพิกเฉย

การร่างกฎหมายในลักษณะที่ไม่รับรองสิทธิของชุมชน ปิดกั้นทำลายโอกาสเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนมิให้เกิด ด้วยการกำหนดเป็นข้อห้ามมิให้นำชื่อสามัญของสินค้า มาขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ในขณะเดียวกัน จากผลอันนี้ก็เท่ากับเป็นการหยิบยื่นผลประโยชน์ให้สหรัฐ และประเทศต่างๆ เอาข้าวที่ตนผลิตได้ใส่ถุงหลอกลวงผู้บริโภคในต่างประเทศว่า เป็นข้าวหอมมะลิได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

ทั้งนี้ เพราะถูกกำหนดเป็นข้อยกเว้นไว้ในความตกลงทรัพย์สินทางปัญญาที่ว่า ประเทศสมาชิกของ WTO ไม่มีพันธกรณีที่จะต้องคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งมิได้รับความคุ้มครองในประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิด..

ร่าง พ.ร.บ.นี้ กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาอยู่ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภา ยังมีความบกพร่องอีกหลายจุด เช่น การก่อตั้งสิทธิมิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งเด่นชัดในร่างกฎหมาย แต่ให้อยู่ภายใต้ดุลยพินิจของนายทะเบียน (อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา) ซึ่งถือเป็นความบกพร่อง มีช่องโหว่ที่นำความเสียหายและโอกาสของคนไทยทั้งชาติ ที่ไม่อาจยินยอมหรือต่อรองได้

ทำไมกรมทรัพย์สินทางปัญญาถึงได้กระทำการอันเป็นการสวนทางกับนโยบายรัฐ ขัดแย้งอย่างชัดแจ้งต่อ รมว.พาณิชย์ ที่ประกาศให้สัญญากับประชาชนทั้งประเทศ โดยได้ไปผลักดันให้ขยายขอบเขตการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในเวที WTO ให้ครอบคลุมถึงสาขาด้านเกษตรกรรม ไม่ใช่เฉพาะไวน์และสุราเท่านั้น

ไม่ทราบว่า รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีเห็นด้วยอย่างที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาแก้ไขในภายหลัง ตามร่างกฎหมายที่เป็นปัญหานี้หรือไม่ ในที่นี้ไม่อยากกล่าวว่า เป็นความบกพร่องโดยไม่สุจริตของผู้ผลักดันร่างกฎหมายนี้แต่ฝ่ายเดียว หาก ร่าง พ.ร.บ. สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. ... มีอันต้องผ่านการให้ความเห็นชอบจากวุฒิสภาไป ทั้งๆ ที่มีปัญหาอยู่อย่างนี้ ใครบ้างที่ควรออกมารับผิดชอบ

น่าจะถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องหันมาให้ความสนใจกับปัญหาการนิติบัญญัติเสียที

ความบกพร่องในร่างกฎหมายฉบับนี้ แท้ที่จริงคือ ผลสะท้อนของกลไก และกระบวนการออกกฎหมายของไทยที่มีปัญหา ทำอย่างไรจะให้กระบวนการตรากฎหมายเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงควบคู่กันไปกับการอาศัยความรู้ เป็นตัวนำมากกว่าการบริหารทางการเมือง
โดย เจริญ คัมภีรภาพ เมื่อ : [ 4 พ.ค. 46, 12:31 น.]

 

การคุ้มครองชื่อสายพันธุ์พืชและสายพันธุ์สัตว์
เป็นหัวใจสำคัญของการออกกฎหมายคุ้มครอง
สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย

1. ผลประโยชน์ของประเทศไทย
การอนุวัติการกฎหมายภายในให้เป็นไปตามข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลก และสามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไปพร้อมๆกันด้วยนั้น จำเป็นต้องบัญญัติกฎหมายให้คุ้มครองชื่อของสายพันธุ์พืชและสายพันธุ์สัตว์ ทั้งนี้เนื่องจากชื่อของ"ข้าวหอมมะลิ" หรือ "จัสมินไรซ์" ถือได้ว่าเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยที่เห็นได้ชัดเจน ปัจจุบันตลาดข้าวหอมมะลิของไทยมีมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ไม่นับมูลค่าตลาดที่ต่างชาตินำข้าวอื่นๆไปขายในนามข้าวหอมมะลิ เช่น บริษัทไรซ์เทคจดเครื่องหมายการค้า "จัสมาติ" และอ้างว่าเป็นข้าวหอมมะลิ, การส่งออกข้าวของประเทศอื่นๆนอกจากประเทศไทยไปขายในนาม "จัสมินไรซ์" รวมทั้งการที่ต่างประเทศหลายประเทศพยายามนำพันธุ์ข้าวหอมมะลิไปวิจัยปลูกในต่างประเทศแล้วผลิตขายในนามข้าวหอมมะลิ การปกป้องชื่อของข้าวหอมมะลิจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำพร้อมๆกับการให้การคุ้มครอง "เชื้อพันธุ์(germplasm)" ซึ่งมีกฎหมายและข้อตกลงอื่นๆกำกับอยู่

การคุ้มครองชื่อสายพันธุ์พืชและสัตว์ นอกเหนือจากคุ้มครองประโยชน์กรณีข้าวหอมมะลิแล้ว ยังเป็นการคุ้มครองชื่อเสียงของสายพันธุ์พืชและสัตว์อีกเป็นจำนวนมากที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาโดยชุมชนท้องถิ่นต่างๆมาเป็นช้านาน จนมีชื่อเสียง และมีศักยภาพทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมากทั้งในปัจจุบันและอนาคต เช่น ทุเรียนหมอนทอง แมวสีสวาท สุนัขพันธุ์บางแก้ว เป็นต้น

2. ร่างพ.ร.บ.ที่ผ่านการพิจารณาของสภา ขัดแย้งกับนโยบายและจุดยืนของรัฐบาลไทย
ที่ผ่านมารัฐบาลไทย โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้แสดงบทบาทร่วมกับประเทศอื่นๆในการต่อสู้เพื่อให้มีการขยายการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ให้ครอบคลุมถึงสินค้าเกษตรจนเป็นผลสำเร็จขั้นต้นมาแล้ว หลังการประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ที่โดฮา ประเทศการ์ตาร์ นับตั้งแต่ปลายปี 2544 เป็นต้นมา ดังที่ปรากฎในสื่อต่างๆหลายครั้ง

"องค์การค้าโลกเห็นชอบเมื่อวานนี้ที่จะขยายการคุ้มครองให้กับสินค้าที่มาจากแหล่งภูมิศาสตร์จำเพาะ" นายอดิศัย โพธารามิก กล่าวเมื่อวานนี้ที่โดฮา ประเทศการ์ตา " ..ความสำเร็จนี้เป็นก้าวแรกสำหรับประเทศไทยที่ผลักดันให้ข้าวหอมมะลิได้รับการคุ้มครองภายใต้ข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญา(ทริปส์)..."

"...นี่เป็นชัยชนะสำหรับประเทศไทย ที่จะป้องกันข้าวหอมมะลิ มิให้ประเทศอื่นใดผลิตข้าวพันธุ์นี้ในเชิงพาณิชย์..." (บางกอกโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2544)

ทั้งนี้ ในการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก(WTO) ณ เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ ยังได้มีการผลักดันให้มีการเจรจาปัญหาดังกล่าว โดยเสนอให้มีการปรับปรุงความตกลง TRIPS ให้มีการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (geographical indications) ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง กำหนดมาตรการเยียวยา (Remedy) กรณีที่มีการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์อย่างไม่ถูกต้องและบิดเบือน เช่น การใช้คำว่า ข้าวไทย หรือ Jasmine Rice หรือไหมไทยกับสินค้าที่ไม่ได้ผลิตในประเทศไทย เป็นต้น (เว็บไซท์กระทรวงพาณิชย์)

" นายสุวรรณ วลัยเสถียร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้หารือ แนวทางการแก้ไขปัญหาและปกป้องพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทย ได้ข้อสรุป 7 มาตรการเร่งด่วน "….ผลักดันการเจรจาในองค์การการค้าโลก (WTO) โดยเสนอ ปรับปรุงความตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้า (TRIPs) ให้คุ้มครอง สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง และกำหนด มาตรการเยียวยากรณีใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์อย่างไม่ถูกต้องหรือบิดเบือน เช่น คำว่าข้าวไทย หรือ "Jamine Rice" …." (ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน 2544)

3. การสนับสนุนจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปและประเทศอื่นๆในการคุ้มครองชื่อข้าวหอมมะลิและสินค้าเกษตร
นอกเหนือจากประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยุโรปตะวันออก เช่น ปากีสถาน ศรีลังกา มอริเชียส ไนจีเรีย เคนยา คิวบา บุลกาเรีย โรมาเนีย สโลเวเนีย สโลวาเกีย ฯลฯ กลุ่มสหภาพยุโรปก็แสดงการสนับสนุนการขยายการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ด้วย ดังคำแถลงของนายปาสคาล ลามี่ (Pascal Lamy) ตัวแทนเจรจาการค้าของกลุ่มสหภาพยุโรป (EU Comissioner) เมื่อเดือนมิถุนายน 2545 ที่ผ่านมา โดยยกตัวอย่างสนับสนุนให้มีการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ครอบคลุมถึง ข้าวบัสมาติของอินเดีย และข้าวหอมมะลิของไทย ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม 2543 นายสตีเฟ่น โรเบิร์ต (Stephane Robert) ตัวแทนพิเศษภาคพื้นเอเชียกลางและตะวันออกไกล กระทรวงเกษตรและประมงของฝรั่งเศส ก็ได้แถลงสนับสนุนให้มีการคุ้มครองชื่อข้าวหอมมะลิภายใต้กฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เช่นเดียวกับที่ฝรั่งเศสต้องการให้ต่างประเทศให้การคุ้มครองชื่อ "แชมเปญ" ของตน

4. กฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น การใช้กฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เพื่อคุ้มครองชื่อสายพันธุ์พืชพันธุ์สัตว ์เป็นมาตรการที่จำเป็นต้องทำควบคู่กับการคุ้มครองพร้อมๆกับการให้การคุ้มครอง"เชื้อพันธุ์(germplasm)" ของข้าวหอมมะลิ ซึ่งมีกฎหมายอื่นควบคุมอยู่ เช่น กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ทั้งนี้เนื่องจากในหลายกรณีบริษัทต่างชาติได้นำข้าวสายพันธุ์อื่นมาขายในนามข้าวหอมมะลิ(กรณีจัสมาติ) หรือใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรเทาความเสียหายในกรณีที่ต่างประเทศนำเอาเชื้อพันธุ์ข้าวหอมมะลิไปปลูกนอกประเทศไทย เพราะอย่างน้อยข้าวที่ผลิตได้จากประเทศดังกล่าวก็จะไม่สามารถขายในนาม "ข้าวหอมมะลิ" ได้

กฏหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จึงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังที่ตัวแทนของรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ได้แถลงในการประชุมสภาทรัพย์สินทางปัญญา(Council for TRIPs) เมื่อเดือนมีนาคม 2545 ที่ผ่านมาว่า " ขณะนี้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ได้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่มีความเป็นไปได้สำหรับ และเพื่อปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่นและทรัพยากรพันธุกรรม ไม่ว่าจะเป็นชื่อ "kava", "Rooibos tea", "neem", "Mexican enola beans", "Peruvian yacon" และ "Andean nuna beans"

คำอภิปรายของสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งระหว่างการพิจารณาร่างพ.ร.บ.สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2545 ที่ผ่านมา ที่กล่าวว่า "หลักกฎหมายต้องเป็นหลักกฎหมาย ว่าอย่าเอาของสับสนมาปนอยู่ในตะกร้าเดียวกัน ชื่อสามัญกับสายพันธุ์นี่ออกไป กฎหมายเขาเคลียร์อยู่แล้ว แล้วไปเอาเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเข้ามาทำไม เกี่ยวอะไรครับ อันนั้นเรื่องการคุ้มครองสายพันธุ์ อันนี้คุ้มครองที่มาสินค้า" นั้น เป็นการแสดงความเห็นโดยมิได้มีจุดยืน

ในการวิเคราะห์ผลประโยชน์ของประเทศ ความเข้าใจถึงการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แต่ยึดถือเอาตัวบทกฎหมายที่มีผู้ร่างเอาไว้แล้วมาเป็นตัวตั้ง โดยหาตระหนักไม่ว่าร่างกฎหมายนั้นมีที่มาจากฐานคิดและผลประโยชน์ของบางประเทศที่ได้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น และทรัพยากรพันธุกรรมจากประเทศของเรา คำแถลงของตัวแทนกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้าร่วมเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพ.ร.บ.สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่กล่าวว่า ว่า "ชื่อของสายพันธุ์พืชหรือสายพันธุ์สัตว์ ในกรณีทั่วไปจะเป็นชื่อสามัญ" ที่แท้แล้วเป็นการยึดเอาหลักการและกฎหมายของประเทศที่ได้ประโยชน์จากนำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นและมรดก ทางพันธุกรรมของประเทศอื่นไปใช้นั่นเอง

การแต่งตั้งให้ผู้ที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกับนโยบายของรัฐบาลเช่นนี้เอง ที่ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ของเรา กลายเป็นกฎหมายซึ่งรับรองความชอบธรรมของประเทศที่เข้ามาใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงมรดกภูมิปัญญาของคนในประเทศไปในท้ายที่สุดนั่นเอง
ฝ่ายข้อมูล ไบโฮไทย เมื่อ : [ 4 พ.ค. 46, 12:40 น. ]

 

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา I ประวัติ ม.เที่ยงคืน

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

สำหรับสมาชิกที่ต้องการ download ข้อมูล อาจใช้วิธีการง่ายๆดังต่อไปนี้

1. ให้ทำ hyper text ข้อมูลทั้งหมด
2. copy ข้อมูลด้วยคำสั่ง Ctrl + C
3. เปิด word ขึ้นมา (microsoft-word หรือ word pad)
4. Paste โดยใช้คำสั่ง Ctrl + V
จะได้ข้อมูลมา ซึ่งย่อหน้าเหมือนกับต้นฉบับทุกประการ
(กรณีตัวหนังสือสีจาง ให้เปลี่ยนสีเป็นสีเข้มในโปรแกรม Microsoft-word)

 

 

แชมเปญ ทุกคนทราบดีว่าเป็นชื่อเรียกเหล้าองุ่นที่มีราคาแพงมีชื่อเสียง แต่ดั่งเดิมนั้นก็มีการผลิตแชมเปญในฝรั่งเศสเท่านั้น คือผลิตในเขตท้องที่ที่ชื่อว่าแชมเปญ จึงตั้งชื่อเหล้าองุ่นนี้ว่าแชมเปญ ต่อมามีผู้ผลิตที่อื่นนอกประเทศฝรั่งเศสโดยใช้พันธุ์องุ่นชนิดเดียวกันและใช้ชื่อว่าแชมเปญเหมือนกัน และก็ขายได้ดีมานาน
ปัญหาคงไม่เกิดขึ้นหากไม่มี GI ในส่วนของผู้บริโภคนั้นรู้ว่า ของแท้ต้องแชมเปญที่มาจากฝรั่งเศสซึ่งมีราคาแพง แชมเปญประเทศอื่นๆ ก็อาจจะดีและมีราคาแพงเหมือนกัน แต่เมื่อมีคำว่า GI (ซึ่งชื่อแชมเปญถือว่าเป็น GI ) ดังนั้นเหล้าองุ่นที่ผลิตที่อื่นๆ จะไม่สามารถใช้ชื่อว่าแชมเปญได้อีกแล้วเพราะผิดความตกลง TRIPs (ตัดมาบางส่วนจากบทความ)
ในเรื่อง GI แม้ผู้ผลิตนอกประเทศดังกล่าวจะแย้งว่าถ้าเช่นนั้นจะใช้ชื่อที่ระบุว่าแชมเปญทำในประเทศอื่น เช่นแชมเปญทำในไทยได้ไหม คำตอบก็คือไม่ได้ ตามความหมายของชื่อ GI แชมเปญต้องมาจากถิ่นกำเนิดที่ชื่อแชมเปญเท่านั้น นั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วทำให้แชมเปญสหรัฐฯ ต้องเปลี่ยนไปใช้คำว่าไวน์ที่มี(ฟอง)ประกาย Sparkling wine แทนแชมเปญ
release date
020746
บทความจาก Biothai ประเทศไทยกับสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ต้องจับตา (งานวิชาการประกอบ)

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ปัญหาอยู่ที่ไหน
เจริญ คัมภีรภาพ และฝ่ายข้อมูล ไบโอไทย
(บทความนี้ยาวประมาณ 6 หน้ากระดาษ A4)


(หมายเหตุ) บทความที่จะอ่านต่อไปนี้ นำมาใช้เสริมบทความวิชาการของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 280 เรื่อง ประเทศไทยกับสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และ GI days (เขียนโดย พอล เลอมัง) ทั้งนี้เพื่อความสมบูรณ์รอบด้านของปัญหาสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่กำลังจะตราเป็นกฎหมาย
- ข้อมูลจาก Biothai โดย เจริญ คัมภีรภาพ เมื่อ : [ 4 พ.ค. 46, 12:31 น. ] และ ฝ่ายข้อมูล ไบโอไทย เมื่อ : [ 4 พ.ค. 46, 12:40 น. ]

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ปัญหาอยู่ที่ไหน
หาก ร่าง พ.ร.บ. สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. ... ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาไปทั้งๆ ที่มีปัญหาอยู่ ใครบ้างที่ควรออกมารับผิดชอบ น่าจะถึงเวลาแล้วที่ไทย ต้องหันมาให้ความสนใจ กับปัญหานิติบัญญัติเสียที

กฎหมายเพื่อการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาในการเจรจารอบอุรุกวัย ของภาคี GATT (ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นองค์การการค้าโลก WTO) แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้น และพัฒนาจนเป็นข้อตกลงหลายฝ่ายภายใต้ WTO ได้ ก็เพราะการผลักดันจากกลุ่มผลประโยชน์ในสหภาพยุโรป

โดยเฉพาะผู้ประกอบการทำธุรกิจค้าขายไวน์ และสุรา ที่ผลักดันตัวแทนของตนเองในการเจรจาทางการค้าในเวทีเจรจาการค้ารอบอุรุกวัย ให้การรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (geographical indication) เป็นกฎกติกาทางการค้าแบบหลายฝ่ายในข้อตกลงว่า ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา หรือ TRIPs ของ WTO

Home
N
next
next