H

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน
แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ


Website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ

สนใจสมัครเป็นสมาชิก
กรุณาคลิก member page
ส่วนผู้ที่ต้องการดูหัวข้อบทความ
ทั้งหมด ที่มีบริการอยู่ขณะนี้
กรุณาคลิกที่ contents page
และผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็น
หรือประกาศข่าว
กรุณาคลิกที่ปุ่ม webboard
ข้างล่างของบทความชิ้นนี้

หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com
midnightuniv@yahoo.com


เว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ทางเลือกเพื่อการศึกษาสำหรับสังคมไทย :

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 336 หัวเรื่อง
สุนทรียศาสตร์เกี่ยวกับกองขยะ
สมเกียรติ ตั้งนโม
คณะวิจิตรศิลป์ สาขาจิตรกรรม
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

(บทความนี้ยาวประมาณ 11 หน้า)
หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลดขนาดของ font ลง จะแก้ปัญหาได้

บทความของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สามารถคัดลอกไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการได้ หากนำไปใช้ประโยชน์ กรุณาแจ้งให้ทราบที่

midnightuniv@yahoo.com
midnight2545@yahoo.com

271246
release date
R
นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆของเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ
Wisdom is the ability to use your experience and knowledge to make sensible decision and judgements

บทความเกี่ยวกับศิลปะ
ศิลปะและสุนทรียศาสตร์เกี่ยวกับขยะ
(The aesthetics of garbage)
สมเกียรติ ตั้งนโม : แปลและเรียบเรียง
(บทความนี้ยาวประมาณ 11 หน้ากระดาษ A4)
เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๖


หมายเหตุ: บทความชิ้นนี้ ได้ตัดตอนมาบางส่วนจากบท Narrativizing Visual Culture : Toward a polycentric aesthetics ของ Ella Shahat and Robert Stam ในส่วนที่เกี่ยวกับหัวข้อ "The aesthetics of garbage" หน้า 41 - 45 ของหนังสือ The Visual Culture Reader โดยมี Nicholas Mirzoeff เป็นบรรณาธิการ สำหรับการแปลและเรียบเรียงนี้ ได้มีการจัดลำดับหัวข้อขึ้นมาเพิ่มเติม เพื่อง่ายแก่การอ่านและการทำความเข้าใจ อีกทั้งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้อ่าน สำหรับการค้นคว้าและการอ้างอิงในภายหลัง จึงได้แยกหัวข้อตามลำดับดังต่อไปนี้

1. บทนำ
2. ภาพยนตร์ของพวกชายขอบ
3. ความระทมของคนชายขอบ
4. สุนทรียภาพจากขยะและนัยสำคัญ
5. กองขยะ จุดนัดพบของความต่าง
6. ความหมายของขยะ
7. สุนทรียศาสตร์ของขยะในงานภาพยนตร์
8. บทสรุป

1. บทนำ
คุณลักษณะอีกอย่างหนึ่งของสุนทรียศาสตร์แห่งความหลากหลาย ซึ่งเป็นสุนทรียศาสตร์ทางเลือกก็คือ การกลับมาเล่นซ้ำหรือการฟื้นคืนสภาพในเชิงยุทธศาสตร์ เกี่ยวกับความต่ำต้อย, การได้รับการดูถูกเหยียดหยาม, ความไม่สมบูรณ์, และสิ่งที่ดูเหลวไหลไร้ค่า ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการทำลายล้างทางสังคม

การไถ่ถอน หรือฟื้นคืนสภาพในเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับลักษณะชายขอบนี้ ยังสะท้อนก้องในขอบเขตต่างๆของทฤษฎีชั้นสูงด้วย และในการศึกษาทางด้านวัฒนธรรม. ยกตัวอย่างเช่น มีการคิดถึงเกี่ยวกับการฟื้นฝอยของ Derrida ในเรื่องของบันทึกที่เขียนเอาไว้ที่ขอบของหนังสือ(marginalia)เนื้อหาทางปรัชญาคลาสสิค; เกี่ยวกับการยกระดับของ Bakhtin ในเรื่องการไถ่ถอนและปลดเปลื้องสิ่งลามกสกปรก(หยาบโลน-อนาจาร) และเกี่ยวกับศิลปะประเภทที่ให้ความสนุกสนานและเป็นของต่ำ

อันนี้รวมไปถึงเรื่องของขยะและสิ่งเหลวไหลไร้สาระทางประวัติศาสตร์ของ Benjamin และทัศนะของเขาเกี่ยวกับผลงานทางศิลปะ ในฐานะที่เป็นการสร้างตัวมันเองขึ้นมาโดยหลุดพ้นจากความเป็นเศษเสี้ยวที่ไม่มีนัยสำคัญใดๆอย่างเด่นชัด; เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนลักษณะการเหน็บแนมประชดประชันขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ของศิลปะไร้ค่าต่างๆ(สามานย์-ต่ำต้อย : kitsch)ของ Camp; เกี่ยวกับการฟื้นคืนสภาพเกี่ยวกับรูปแบบวรรณคดีชั้นสอง และสไตล์หรือแบบแผนต่างๆทางวัฒนธรรมรองของการศึกษาทางด้านวัฒนธรรม; และเกี่ยวกับการทำให้ขอบเขตความรู้ทางด้านศิลปะเป็นประชาธิปไตย(มีความเท่าเทียม ความเสมอภาค และเป็นสิ่งที่สามารถเข้าถึงได้ - ไม่ถูกผูกขาดโดยชนชั้นสูงเท่านั้น)ของสาขาความรู้วัฒนธรรมทางสายตา(visual culture)

ในงานศิลปะที่เป็นรูปธรรมในสหรัฐอเมริกา, the "garbage girls"(หญิงขยะ) (Mierle Laderman, Christy Rupp, Betty Beaumont) ได้แปรเปลี่ยนขยะและสิ่งเหลือใช้ให้เป็นพื้นยางสปริง(trampoline - ที่ใช้ในการกระโดดตีลังกาในกีฬายิมนาสติก)สำหรับศิลปะ. Ukeles, เป็นตัวอย่าง, มีการนำเสนอ"การเยื้องย่างและความเคลื่อนไหวของระบำบาเล่ห์บนถนนของ"รถขยะ"ต่างๆ". ในทำนองเดียวกัน Joseph Cornell ได้เปลี่ยนซากเรืออับปางที่ลอยอยู่ ซึ่งพบเห็นในชีวิตประจำวัน, - ตุ๊กตาที่ชำรุด, คัตเอาท์สำหรับตัดกระแสไฟฟ้า, แก้วไวน์, ขวดยาต่างๆ - ไปสู่การเป็นงานศิลปะปะปิด(collages - เรียกทับศัพท์ว่าศิลปะคอลลาร์จ)แบบเด็กๆที่เฉียบแหลม

2. ภาพยนตร์ของพวกชายขอบ
ในทางภาพยนตร์, "สุนทรียศาสตร์เกี่ยวกับขยะหรือสิ่งไร้ค่า"ทำงานในลักษณะของยิวยิตสู(ศิลปะการต่อสู้อย่างหนึ่งของญี่ปุ่น) โดยฟื้นคืนสภาพเนื้อหาต่างๆที่ไม่ได้เรื่องได้ราว และเปล่าประโยชน์ของภาพยนตร์ขึ้นมา. สำหรับบรรดาผู้สร้างภาพยนตร์ทั้งหลาย โดยปราศจากทรัพยากรหรือทุนต่างๆขนาดใหญ่, การใช้ประโยชน์อย่างตรงไปตรงมาที่สุดเกี่ยวกับฟิล์มภาพยนตร์ซึ่งเป็นวัตถุดิบ สะท้อนความจำเป็นในทางปฏิบัติเช่นเดียวกับยุทธวิธีทางศิลปะ

อย่างเช่น ในภาพยนตร์เรื่อง Hour of the Furnaces, ฟิล์มภาพยนตร์ที่เป็นวัตถุดิบซึ่งไม่ได้คาดหวังใดๆ เพราะไม่มีทีท่าว่าจะมีประโยชน์ ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นศิลปะที่สร้างความพิเศษและน่าประหลาดใจขึ้นมา, ดังเช่น การเล่นแร่แปรธาตุของภาพและเสียงแบบ montage (montage หมายถึงภาพที่นำมาจากคนละส่วน มาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน) ได้แปรรูปพื้นฐานโลหะต่างๆ, กรอบว่างๆ, เสียงของสัตว์ป่าไปเป็นเงินและทองของทักษะความสามารถพิเศษในเรื่องจังหวะ(การปะติดปะต่อ)

บรรดาผู้สร้างภาพยนตร์ในแนวรวบรวมสิ่งละอันพันละน้อย(compilation filmmakers) อย่าง Bruce Conner, Mark Rappaport, และ Sherry Millner / Ernest Larsen ได้จัดการและเรียบเรียงเนื้อหาภาพยนตร์ที่มีมาก่อนหน้านั้นขึ้นมาใหม่, ขณะที่พยายามบินให้ต่ำกว่าเรดาร์ของตัวบทกฎหมายของชนชั้นกลาง. Craig Baldwin, โปรแกรมเมอร์ทางด้านภาพยนตร์ของซาน ฟรานซิสโก, ได้นำเอาฟิล์มภาพยนตร์ที่ได้รับการถ่ายทำ แต่ไม่ได้นำมาใช้(outtake) และเนื้อหาต่างๆซึ่งไม่มีลิขสิทธิ์(เป็นของสาธารณะ-public domain)มาทำให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาใหม่ โดยปรากฏออกมาเป็น"ภาพยนตร์รวบรวม"( compilation films)ที่ฉลาดหลักแหลม

ในเรื่อง Sonic Outlaw, เขาและเพื่อนร่วมงานต่างๆ ถกกันเรื่อง media detournement (การเบี่ยงเบนสื่อ) ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนพลังของพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษเกี่ยวกับสื่อหลักที่สำคัญ โดยทวนกระแสกับตัวของมันเอง, เวลาทั้งหมด ได้แสดงให้เห็นถึงความไม่สนใจหรือมองข้ามไปเลย สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องของลิขสิทธิ์

ภาพยนตร์เฉลิมฉลองวาระที่ครบรอบห้าร้อยปีของการต่อต้านโคลัมบัส ของ Baldwin เรื่อง O No Coronada! (1992), เป็นตัวอย่าง, ได้ขจัดความลึกลับของผู้ชนะชาวสเปนทิ้งไป. ความปรารถนาที่รุนแรงของเขานั้น เขาต้องการค้นหาเมืองแห่งความลึกลับ 7 แห่งของ Cibola (ดินแดนในประวัติศาสตร์ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเม็กซิโก ถูกเชื่อโดยนักสำรวจชาวสเปนว่าเป็นแหล่งมหาสมบัติ ดินแดนเหล่านี้เรียกว่า seven cities of Cibola) ซึ่งในท้ายที่สุด เขาไม่ประสบผลสำเร็จแต่อย่างใด, การเดินทางที่ยุ่งยากและอันตรายยิ่งนี้ ได้ข้ามสิ่งที่ปัจจุบันเรียกว่า เขตตะวันตกเฉียงใต้อเมริกัน

เพื่อพูดถึงมหากาพย์แห่งความลำบากทุกข์ยากนี้, Baldwin ได้ปรับแก้ไม่เพียงลักษณะที่เป็นละครเวทีของตัวเองเท่านั้น แต่ยังได้ปรับเปลี่ยนเศษซากชิ้นส่วนของคลังฟิล์มด้วย: ฟิล์มที่สะสม, ฟิล์มที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน, ฟิล์มภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับเรื่องอุตสาหกรรม, เรื่องราวของคนที่หุนหันพลันแล่น, และมหากาพย์ประวัติศาสตร์ที่คุณภาพต่ำ

3. ความระทมของคนชายขอบ
ในบริบทเกี่ยวกับการแพร่กระจายของพวกแอโฟร(คนผิวดำแอฟริกัน)(afro-diasporic context), การฟื้นคืนสภาพเกี่ยวกับเศษซากที่กระจัดกระจาย ได้ปลุกเร้ายุทธวิธีอีกอันหนึ่งในเชิงประวัติศาสตร์ขึ้นมาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนทางต่างๆเกี่ยวกับการยื้อแย่งโลกใหม่ คนดำได้จัดการทำให้ผลผลิตต่างๆที่ไร้คุณค่า แปรเปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่พิเศษและน่าประหลาดใจในทางศิลปะ

การแพร่กระจายของแอโฟร มาจากวัฒนธรรมแอฟริกันที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาในเชิงศิลปะ ซึ่งปัจจุบันเกี่ยวข้องกับอิสรภาพ การศึกษา และความเป็นไปได้ต่างๆทางวัตถุ ซึ่งได้ทำให้เกิดความงามในลักษณะยั่วยุ(กวนๆ)(หรือลักษณะเย้าแหย่) ที่หลุดรอดจากแก่นแกนของการกีดกันและการตัดสิทธิ์ ขึ้นมาเป็นความโดดเด่นทางศิลปะ ไม่ว่าจะผ่านการใช้เสียงดนตรีที่ดังมาจากถังน้ำมันที่ทิ้งแล้ว (เปรียบเทียบกับ"กลองเหล็ก"ของชนเผ่า Trinidad - ชนพื้นถิ่นที่อาศัยอยู่ในแถบแคริบเบียน), หรือการปรุงอาหารโดยใช้เศษซากบางส่วนที่ทิ้งแล้วของสัตว์ต่างๆ (อาหารตามขนบจารีตของคนผิวดำทางตอนใต้ของสหรัฐฯ - soul food - feijoada) หรือไม่ก็การเย็บปักถักร้อย ที่ใช้เส้นใยต่างๆที่ทิ้งแล้ว(quilting - ลักษณะของการผสมผเส ปะติดปะต่อ)มาใช้ประโยชน์ใหม่

"การปฏิเสธเกี่ยวกับการปฏิเสธ"อันนี้ ยังเกี่ยวข้องถึงความสัมพันธ์พิเศษอันหนึ่งกับประวัติศาสตร์ที่เป็นทางการด้วย. ดังเช่นประวัติศาสตร์ของผู้คนเหล่านั้นที่ถูกทำลาย และถูกเข้าใจอย่างผิดๆ, อย่างเช่น ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของพวกเขาเหล่านั้น ซึ่งถูกทำให้กระจัดกระจาย และถูกทำให้แผ่ซ่านออกไป มากกว่าที่ได้รับการทำให้เป็นอนุสรณ์เพื่อเตือนความทรงจำด้วยความรัก

ประวัติศาสตร์ของผู้คนเหล่านั้น บ่อยครั้งได้รับการบอกเล่า, ร่ายรำออกมาเป็นเรื่องราว, และร้องเป็นเพลงมากกว่าที่จะถูกเขียน, มันเป็นเรื่องราวของผู้คนที่ได้รับการกดขี่ ถูกบีบคั้น และผูกพันเกาะเกี่ยวกับกับการสรรค์สร้างประวัติศาสตร์จากเศษชิ้นส่วนที่เหลือ ซึ่งกระจุยกระจาย และเป็นเพียงแค่เศษซากนำมาปะติดปะต่อขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

ในเทอมต่างๆทางสุนทรียภาพ, สุนทรียศาสตร์ที่ส่งทอดจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง และ การสร้างประวัติศาสตร์เหล่านี้ ทำให้ศิลปะของความไม่ต่อเนื่องอันหนึ่ง(an art of discontinuity)ปรากฎเป็นรูปร่างขึ้น - เศษชิ้นส่วนที่ต่างชนิดกัน ไม่ลงรอยกัน(ไม่เข้ากัน) ได้สร้างผ้าห่ม(quilt - ผ้าห่มชนิดหนึ่งที่ทำขึ้นมาจากเศษผ้าที่นำมาเย็บติดกันเป็นลวดลายต่างๆ)ประวัติศาสตร์พื้นหนึ่งขึ้นมา จากการผสมผเสและการปะติดปะต่อกัน ยกตัวอย่างเช่น

สไตล์ที่หลากหลายที่มาหลอมรวมกัน, ทั้งกาลเวลาและเนื้อหาต่างๆ - จากแหล่งต่างๆ ซึ่งได้วางแนวของพวกเขาขึ้นมาด้วยลัทธิศิลปะสมัยใหม่ ในฐานะที่เป็นศิลปะอันหนึ่งของสีสรรบาดตา และความไม่ต่อเนื่อง, และด้วยลัทธิหลังสมัยใหม่ ในฐานะศิลปกรรมชิ้นหนึ่งของการย้อนทวนกลับมาใช้ใหม่ และการเลียนแบบ

ภาพยนตร์สารคดีของ Eduardo Coutinho เรื่อง O Fio da Memoria (The Thread of Memory - สายโซ่แห่งความทรงจำ, 1991), สะท้อนถึงความต่อเนื่องเกี่ยวกับความเป็นทาสในบราซิล. แทนที่ประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นเรื่องราวที่สอดคล้อง, เชื่อมโยง, การเล่าเรื่องที่เป็นเส้นตรง, ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวได้ให้ภาพประวัติศาสตร์อันหนึ่ง ที่มีพื้นฐานอยู่บนเศษชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายแยกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ในที่นี้ สายใยต่างๆที่ถักทอกลมเกลียวกัน หรือเศษเล็กเศษน้อยต่างๆได้รวมเข้าด้วยกัน กลายเป็นเครื่องหมาย-สัญลักษณ์ของการถักทอ ประสานรวมเอาเศษเล็กเศษน้อยต่างๆเข้าด้วยกันเกี่ยวกับเรื่องราวของชีวิตคนดำในบราซิล

4. สุนทรียภาพจากขยะและนัยสำคัญ
สายใยที่ฟั่นเกลียวขึ้นมาอันหนึ่ง ประกอบด้วยบันทึกประจำวันของ Gabriel Joaquim dos Saints, คนดำอาวุโสผู้หนึ่งซึ่งได้สร้างบ้านความฝันของตัวเขาเองขึ้น ในฐานะที่เป็นผลงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบจากขยะ และเศษซากที่ไร้ประโยชน์ เช่น แผ่นกระเบื้องแตกๆ, จานบิ่น, จานแตก, กระป๋องสังกะสีที่ว่างเปล่า

สำหรับ Gabriel, เมือง Rio เป็นตัวแทน"พลังอำนาจของความร่ำรวย", ขณะที่บ้านของเขานั้น สร้างขึ้นมาจาก"เศษซากที่เหลือต่างๆของเมือง"(city's leftovers), ซึ่งเป็นตัวแทน"พลังของความยากจน". ด้วยเหตุนี้ ขยะจึงกลายเป็นสื่อในเชิงอุดมคติสำหรับผู้คนเหล่านั้น ซึ่งตัวของพวกเขาเองได้ถูกเปลื้องทิ้งและล้มเหลว; ผู้ซึ่งถูกทิ้งลงในขยะ; ผู้ซึ่งตกอยู่ในสภาพของความเศร้า, คล้ายกับกระป๋องดีบุกที่อยู่ในถังขยะ

แรงดลใจที่แปรรูปไปอันหนึ่ง ซึ่งได้หยิบเอาวัตถุต่างๆที่ไร้ค่าขึ้นมา และเปลี่ยนแปลงมันไปสู่บางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่า. ในที่นี้ มันเป็นการซ่อมสร้างและการปฏิสังขรณ์ เกี่ยวกับสิ่งที่มีคุณค่าซ่อนเร้นอยู่ของวัตถุที่ถูกทิ้งขว้างให้เปิดเผยออกมา เป็นการอุปมาอุปมัยถึงกระบวนการเกี่ยวกับการเผยแสดงให้เห็นถึง"คุณค่าที่ซ่อนเร้น"ของสิ่งที่ได้รับการดูถูกเหยียดหยาม และเป็นการเสนอตัวของเขาเองในฐานะศิลปินที่ได้ถูกทำให้ไร้คุณค่า

การฟื้นคืนสภาพเกี่ยวกับเศษชิ้นส่วนนี้ ยังมีมิติทางจิตวิญญาณด้วย ในกรณีเกี่ยวกับวัฒนธรรมแอฟริกัน โดยตลอดทั่วทั้งตะวันตกและแอฟริกากลาง ขยะที่กองสุมเป็นการอุปมาอุปมัยหรือการเปรียบเปรยอันหนึ่งถึงสุสาน, สถานที่หนึ่งซึ่งเชื่อมโยงกับโลกของความตาย. ภาชนะที่แตกซึ่งนำออกแสดงที่สุสานต่างๆของ Kongo, Robert Farris Thompson ได้ให้ข้อมูลแก่เราว่า, ภาชนะเหล่านี้ ได้มารับใช้ในฐานะที่เป็นเครื่องเตือนความทรงจำเรา และวัตถุต่างๆที่แตกหักเหล่านี้ ได้กลับกลายเป็นสิ่งที่สมบูรณ์(ไม่บุสลาย)ในอีกโลกหนึ่ง

ในเวลาเดียวกัน พวกเราได้เห็นหรือเป็นพยานถึงตัวอย่างต่างๆเกี่ยวกับยุทธวิธีอันหนึ่งของความสามารถในการค้นพบ ที่จะเอาชนะความยุ่งยากเกี่ยวกับสถานการณ์ของความขาดแคลนและความยากไร้อย่างฉลาด. ขยะของคนที่มีเงิน(haves) กลายเป็นทรัพย์สมบัติของผู้ที่ไม่มีเงิน(have-nots ผู้เสียเปรียบในทางเศรษฐกิจ); สิ่งที่มืดมัว ชั่วช้า และสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ถูกแปรเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่สูงส่ง และความงดงามที่น่าประหลาดใจ

สิ่งซึ่งน่าเกลียดเป็นที่อุจาดบาดตาเหล่านี้ ได้ถูกปรับเปลี่ยนสู่คลองสายตาสำหรับดวงตาที่เจ็บแค้น. หลอดไฟที่ไหม้, รูปภาพที่ทิ้งแล้วของประดิษฐกรรมสมัยใหม่, กลายเป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายของความงาม. ด้วยสติปัญญาความสามารถในแบบฉับพลันทันทีอันยิ่งใหญ่ โดยไม่ได้มีการตระเตรียมมาก่อน, ลักษณะที่ขัดสนขาดแคลน, Gabriel ที่อ่านออกเขียนได้แต่ไม่คล่องแคล่ว ได้นำเอาผลผลิตต่างๆซึ่งทิ้งแล้วของสังคมอุตสาหกรรมมาใช้ เพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างความบันเทิงและสร้างสรรค์มันขึ้นมาใหม่สำหรับตัวเขาเอง

ในขบวนการหรือวิธีการปฏิบัตินั้น มันได้ปลุกเร้าลัทธิศิลปะสมัยใหม่และศิลปะแนวหน้าอย่างไม่ตั้งใจขึ้นมา: นั่นคือได้ทำให้เกิดแนวทางศิลปะที่เรียกว่า "defamiliarization"(การทำให้เพิกถอนจากความคุ้นเคย)ของศิลปะแนวรูปแบบนิยม(formalism)ขึ้น, ศิลปะของพวก cubist ในลักษณะ"found object"(การนำเอาวัตถุธรรมดา หรือผลผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมมาสร้างเป็นงานศิลปะ), "refunctioning"(การรื้อฟื้นบทบาทหน้าที่ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง)ของ Brecht, และ "detournement"(การอ้อม-เบี่ยงเบน-แทนที่)ของพวกลัทธิสถานการณ์นิยม
(situationists - พวกสถานการณ์นิยม เกิดขึ้นมาจากการวิเคราะห์สังคมตะวันตก ซึ่งได้มีการกล่าวโทษลัทธิทุนนิยมที่ได้แปรเปลี่ยนผู้คนไปสู่การเป็นผู้บริโภคที่ยอมจำนน ด้วยภาพที่น่าตื่นเต้นที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองของสื่อต่างๆ(depoliticize media spectacle) ซึ่งได้มาแทนที่การมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นในชีวิตสังคมและเรื่องสาธารณะ)

5. กองขยะ จุดนัดพบของความต่าง
การแพร่กระจาย, สถานที่ที่เลี้ยงตัวเองไม่ได้และต้องอิงอาศัยการเลี้ยงดูจากแหล่งอื่น(บริเวณเขตที่ทิ้งขยะ), จุดที่มีการผสมปนเปแบบไม่เลือกหน้าระหว่างคนจนและคนรวย, ศูนย์กลางและชายขอบ, ลักษณะที่เป็นอุตสาหกรรมและลักษณะช่างฝีมือ, "ชีวิต-อินทรีย์"กับ"อนินทรีย์-ไร้ชีวิต", ประชาชาติและระหว่างประชาชาติ, ท้องถิ่นและโลกกว้าง; ในฐานะที่ถูกผสมผสาน, ลักษณะปะปนของความต่าง(syncretic), ข้อมูลทางสังคมที่ถูกกระจายตัวออกจากศูนย์กลางออกไปจนถึงที่สุด, ขยะได้นำมาซึ่งการอุปมาอุปมัยของอุดมคติหลังสมัยใหม่และหลังอาณานิคม

ในฐานะที่ทางอันหนึ่งของความทรงจำและร่องรอยที่ถูกกลบฝัง, ในระหว่างนั้น ขยะเป็นตัวอย่างอธิบายสิ่งที่ David Harvey เรียกว่า "time-space compression"(ความกดดันของกาละและเทศะ - เวลาและพื้นที่) เป็นตัวอย่างของตัวเร่งที่ได้รับการสร้างขึ้นมาโดยเทคโนโลยีร่วมสมัย. ในศัพท์ของ Foucault, ขยะคือ"สิ่งที่เลวๆที่แตกต่างกัน"(heterochronic); มันสนใจหรือเพ่งเล็งเรื่องของเวลาในขอบเขตพื้นที่หนึ่ง

วิชาโบราณคดี, ได้รับการเสนอว่า, เป็นรูปแบบที่ช่ำชองและเชี่ยวชาญอันหนึ่งของศาสตร์ที่เรียกว่า garbology (การศึกษาชุมชนหรือสังคมโดยการวิเคราะห์ขยะของชุมชน) ขณะที่เวลา(time)ได้ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในพื้นที่(space), มันคือความสัมพันธ์ทางสังคมที่ถูกทำให้เป็นรูปธรรมขึ้น, มันเป็นการสะกัดแก่นของความหมายที่เข้มข้นเกี่ยวกับความขัดแย้งต่างๆทางสังคมขึ้นมา

6. ความหมายของขยะ
ตามลักษณะที่เป็นแก่นแท้ในเชิงลบ, ขยะ สามารถที่จะกลายเป็นวัตถุหนึ่งของยิวยิตสูทางศิลปะและการจัดการขึ้นมาใหม่อีกครั้งในเชิงตรงข้ามได้. ในเทอมต่างๆของสุนทรียภาพ, ขยะสามารถได้รับการมองในฐานะที่เป็นการปะปิด(collage - ศิลปะของการนำวัสดุต่างๆมาประกอบหรือปะปิดเป็นภาพ)ที่ผสมผเสกัน หรือระบุว่าเป็นศิลปะแบบเหนือจริง, กรณีหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับการอธิบายโดยมีโอกาสของความเป็นไปได้, สิ่งที่สุ่มมาของวัตถุต่างๆ trouves (ค้นพบ) และ papiers colles (กระดาษที่นำมาปะปิด), พื้นที่หนึ่งของการนำมาวางเคียงกันที่รุนแรง และน่าประหลาดใจ

ขยะ คล้ายกับความตายและอุจาระ มันเป็นตัววัดทางสังคมที่สำคัญมากอันหนึ่ง; จุดนัดพบของความน่าหดหู่และเก๋ไก๋ทันสมัย, ปลายทางของสิ่งซึ่ง Mary Douglas เรียกว่า "วัตถุ-สสารที่ไม่เหมาะกับกาละเทศะ". ดังที่มันเป็น ขยะคือระดับชั้นที่ต่ำลงมาของสังคม, ส่วนล่างสุดทางสัญลักษณ์(หรือ"ก้น"[อุจาระ])ของเรือนร่างทางการเมือง, ขยะ เป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องแสดงถึงการหวนคืนกลับมาของการข่มขี่ บีบคั้น

มันเป็นพื้นที่อันหนึ่งซึ่งถุงยางที่ใช้แล้ว, สำลีที่ซับเลือด, เข็มฉีดยาที่ติดเชื้อ, และเด็กๆซึ่งไม่เป็นที่ต้องการถูกทิ้ง: มันเป็นสถานที่ซึ่งนิ่งเฉยอยู่กับที่อย่างยิ่งของสังคมนั้น ทั้งการผลิตและความกดดัน เป็นความลับและสร้างความลึกลับ

การถ่ายทำฉากสุดท้ายของเรื่อง Los Olvidados ของ Bunuel, เราอาจรำลึกถึง, การแสดงให้เห็นซากศพของพระเอกที่โง่เง่าในภาพยนตร์ กำลังถูกทิ้งลงไปในแหล่งรวมขยะของเมือง Mexico City อย่างไม่มีพิธีรีตองใดๆ. เนื้อหาที่เด่นชัด, ขยะ คือสัญชาตญานดิบของเมือง(garbage is society's id); มันพ่นไอ แสดงความโกรธ และส่งกลิ่นข้างใต้ธรณีประตู ของความเชื่อในเหตุและผลและความสูงส่งที่เป็นอุดมคติ

ในเวลาเดียวกัน ขยะคือภาพสะท้อนเกี่ยวกับชื่อเสียงเกียรติคุณทางสังคม; ความมั่งคั่งร่ำรวยและสถานภาพ ที่ได้รับการเทียบเคียงหรือสัมพันธ์กับความสามารถของคนๆหนึ่ง (หรือสังคมหนึ่ง) ในการทิ้งสิ่งของเครื่องใช้ กล่าวคือ การได้ให้กำเนิดขยะขึ้นมา. (คนอเมริกันโดยเฉลี่ย ทิ้งขยะวันละประมาณ 5 ปอนด์)

คล้ายๆกับลักษณะลูกผสม, ขยะ เช่นกัน คือพลังหรืออำนาจของการแบกรับภาระ. พลังอำนาจของชนชั้นสูงสามารถที่จะปรับปรุงสลัมขึ้นมาได้ ทำให้พื้นที่ต่ำๆพวกนั้นเป็นห้องเช่าหรืออพาร์ทเม้นท์ที่หรูหราได้, หรือทิ้งสารพิษที่เลวร้ายต่างๆลงในพื้นที่ของเพื่อนบ้านที่ยากจน. พวกเขาสามารถที่จะหมุนเวียนมันกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อทำให้ตัวของพวกเขาอ้วนพีจากตะโพกจนถึงแก้มในรูปแบบของศัลยกรรมพลาสติก

หนึ่งในผู้ที่มีความคิดแบบยูโธเปีย(utopia - อุดมคติ) ได้ผสมผสานบทบาทหน้าที่ต่างๆของศิลปะให้ทำหน้าที่จัดการกับดิสโธเปีย(dystopia - สถานที่หรือเหตุการณ์ที่ไม่ได้เป็นไปตามอุดมคติ, สิ่งที่เลวร้ายมาก), สภาวะที่น่าเบื่อ น่ารำคาญ, และวัสดุที่มีกลิ่นเหม็นต่างๆ. ผู้สร้างภาพยนตร์ใต้ดินหลายคน (udigrudi [underground]) ของบราซิลในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960s เป็นพวกแรก, ในความรู้ของเรา, ที่ได้มีการพูดถึงเกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์ของขยะ (estetica do lixo)

การกำหนดคุณค่าเกี่ยวกับสิ่งเลวทราม ชั่วร้าย ไร้ศีลธรรม, สิ่งที่ไร้คุณค่า, สิ่งที่เหลวไหลไร้สาระ, และขยะ ที่ Jameson ได้ตั้งสมมุติฐานในฐานะที่เป็นอัตลักษณ์ของลัทธิหลังสมัยใหม่ของโลกเป็นครั้งแรก, ได้นำเสนอเรียบร้อยแล้วใน"ภาพยนตร์สกปรก"(dirty screen)ที่น่าชิงชังอย่างโจ่งแจงของขบวนการบราซิเลียน. (บุริมสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์นี้ ได้ยืนยันรับรองความมั่นใจของลาตินอเมริกันว่า, ลาตินอเมริกาในฐานะที่เป็นสังคมที่ถูกทำให้เป็นชายขอบอันหนึ่ง ซึ่งได้ก่อให้เกิดขอบเขตปริมณฑลที่มีลักษณะเฉพาะพิเศษเกี่ยวกับความตรงข้ามในเชิงเย้ยหยัน ซึ่งถูกกำหนดยัดเยียดโดยสถานะอาณานิคมใหม่(neocolonial)ของมัน, เป็นหลังสมัยใหม่ - avant la lettre)

ภาพยนตร์ของขบวนการขยะ, Red light Bandit (1968) ของ Sganzerla เริ่มต้นด้วยฉากของการเต้นรำของหนุ่มสาว(favelados dancing)อยู่บนกองขยะที่ติดไฟ. ภาพยนตร์หลายเรื่องได้รับการสร้างขึ้นในเมือง Sao Paulo บริเวณหรือย่านซึ่งเรียกว่า "boca de lixo"(mouth of garbage - ปากโพรงขยะ), ตำบลหนึ่งที่ชื่อว่า red light เป็นการตั้งชื่อขึ้นมาให้เป็นเครื่องหมายที่แตกต่างในเชิงตรงข้ามกับย่านที่อยู่อาศัยของชนชั้นสูง, ตำบล red light เรียกกันว่า"boca de luxo"(mouth of luxury - ปากโพรงของความหรูหรา)

สำหรับบรรดานักสร้างภาพยนตร์ใต้ดิน, การอุปมาอุปมัยถึงขยะ เป็นการเข้ายึดครองความหมายเกี่ยวกับความเป็นชายขอบ, เกี่ยวกับการถูกประณามถึงการยังชีพอยู่ภายใต้ความขาดแคลน, เกี่ยวกับการเป็นพื้นที่ซึ่งถูกทอดทิ้งสำหรับลัทธิทุนนิยมข้ามชาติ, เกี่ยวกับความผูกพันอยู่กับการหมุนเวียนเอาวัสดุต่างๆของวัฒนธรรมที่เหนือกว่า และครอบงำอยู่มาใช้ใหม่

7. สุนทรียศาสตร์ของขยะในงานภาพยนตร์
ในเรื่อง "Boca de Lixo"(ตามตัวอักษรแปลว่า "mouth of garbage" - ปากโพรงขยะ, แต่แปลเป็น "คนเก็บขยะ"[Scavengers], 1992) เป็นภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับขยะของ Eduardo Coutinho สำหรับเรื่องนี้ได้เชื่อมร้อยโดยตรงกับ"สุนทรียศาสตร์ของขยะ"(aesthetics of garbage). ชื่อในภาษาโปรตุเกสของมันเป็นการอ้างอิงถึงเขต Sao paulo สถานที่ซึ่งภาพยนตร์"ขยะ"ทั้งหลายได้รับการผลิตขึ้น มันคือศูนย์กลางต่างๆทางด้านภาพยนตร์ในหมู่ชนชาวบราซิลที่ยากจนและอ่อนแอ ผู้ซึ่งอยู่รอดมาได้โดยต้องขอบคุณต่อกองขยะที่อยู่นอกเมือง Rio, ที่ซึ่งพวกเขาต้องตรากตรำทำงานหนัก ทั้งหมดนี้มันขัดแย้งกับฉากหลังซึ่งคือแขนที่ยื่นออกมา, แขนที่มีแต่ความกรุณาปรานีของพระคริสต์แห่ง Corcovado (ชื่อภูเขาที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของบราซิล ซึ่งอยู่ด้านใต้ของเมือง Rio de Janeiro)

ในเรื่อง Isle of Flower (1989) (เกาะแห่งมวลบุบผา) ของ Jorge Furtado ในช่วงระหว่างเวลานั้น, เขาได้นำเอาสุนทรียภาพของขยะมาสู่ยุคของหลังสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็สาธิตให้เห็นถึงความสามารถของภาพยนตร์ด้วย ในฐานะที่เป็นพาหนะอันหนึ่ง สำหรับการสะท้อนเรื่องทางการเมืองและสุนทรียภาพ

ยิ่งไปกว่านั้น การทำให้ขยะมีสุนทรียภาพขึ้นมา, ในที่นี้ ขยะเป็นทั้งแนวเรื่องและยุทธวิธีที่เป็นทางการ. ดั่งที่ได้รับการอธิบายโดยผู้ประพันธ์เรื่องนี้ ในฐานะที่เป็น"จดหมายฉบับหนึ่งซึ่งส่งถึงมนุษย์ดาวอังคารตนหนึ่ง ผู้ที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับโลกของเราและระบบต่างๆทางสังคมของเรา, Furtado ได้ใช้ภาพเคลื่อนไหว(animation) สไตล์ Monty Python สั้นๆ, ฟิล์มภาพยนตร์ที่สะสม, และเทคนิคต่างๆในเชิงสารคดีแนวล้อเลียน / ลักษณะที่เป็นการสะท้อนกลับ เพื่อฟ้องร้องและกล่าวโทษการกระจายความมั่งคั่งและอาหารไปทั่วโลก

เรื่อง"Isle of Flower"เป็นชื่อของสถานที่ทิ้งขยะของชาวบราซิล ที่ซึ่งเด็กและผู้หญิงที่อดอยากทั้งหลาย, กลุ่มละประมาณ 10 คน, ได้รับเวลากลุ่มละ 5 นาทีเพื่อคุ้ยเขี่ยขยะมาเพื่อเป็นอาหารยังชีพ. แต่ก่อนที่เราจะไปยังสถานที่ทิ้งขยะนั้น เราได้รับการให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางของมะเขือเทศจากฟาร์ม ซึ่งส่งไปยังซูเปอร์มาร์เก็ต และส่งไปยังห้องครัวของชนชั้นกลาง แล้วทิ้งลงสู่ถังขยะ จึงมาถึง"เกาะแห่งมวลบุบผา"

ภาพที่นำมาปะปิด, ปะติปะต่อเข้าด้วยกันเป็นการเรียบเรียงหรือตัดต่อของ Furtado มันมีลักษณะเป็นพจนานุกรมหรือคำศัพท์อธิบายที่อยู่ท้ายหนังสือ(glossary), หรือลักษณะของการจาระไนในแบบเหนือจริงที่ดีเยี่ยมเกี่ยวกับคำสำคัญๆ อย่างเช่น "หมู", "เงิน", และ"มนุษย์". นิยามความหมายต่างๆได้รับการเชื่อมโยงกันและกัน และมีลักษณะการเรียงร้อยเรื่องราวอย่างสัมพันธ์กัน; พวกมันนำไปสู่กรอบหรือโครงร่างต่างๆทางประวัติศาสตร์อย่างหลากหลาย และสถานการณ์ต่างๆทางประวัติศาสตร์

เพื่อที่จะตามรอยเส้นทางเดินของมะเขือเทศ, เราต้องรู้เกี่ยวกับกำเนิดของเงินตรา: "เงินตรา ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นมาในศตวรรษที่ 7 ก่อนหน้าคริสตศักราช(before Christ). Christ หรือพระเยซูคริสต์คือชาวยิวคนหนึ่ง, และชาวยิวคือมนุษย์

ในฐานะคนดูที่ยังกำลังหัวเราะอยู่ จากการเปลี่ยนผ่านอย่างปัจจุบันทันด่วนนี้, ภาพยนตร์ได้ตัดตรงไปยังส่วนที่เหลืออยู่ของภาพถ่ายซึ่งเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, ที่ซึ่งชนชาวยิว ถูกฆาตกรรมหมู่และทิ้งขว้างคล้ายกับกองขยะ, พวกเขาถูกนำมาทิ้งรวมกันจนกลายเป็นกองซากศพเป็นกองๆ. (นาซี, เราถูกเตือนความทรงจำขึ้นมา, อันนี้เป็นเรื่องที่ไม่ได้สร้างความแปลกประหลาดใจใดๆ สำหรับการนำเอาเรื่องดังกล่าวมาหมุนเวียนใช้อีก)

ใจความสำคัญในเชิงสรุปเป็นข้อๆข้างล่างนี้ ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับประสบการณ์ที่มีกับภาพยนตร์แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น, เกี่ยวกับบทบาทของมันที่เล่นกับรูปแบบศิลปะเชิงสารคดีและความคาดหวังต่างๆ

ประการแรก, ภาพที่เห็นต่างๆในภาพยนตร์ - เป็นภาพเกี่ยวกับโทรทัศน์เชิงพาณิชย์เก่าๆ, โฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์, คู่มือดูแลสุขภาพ - สิ่งเหล่านี้ได้สร้างขยะทางสายตาขึ้นมา(visual garbage) มันเป็นของที่"ใช้แล้วทิ้ง". (ในยุคของหนังเงียบ เรายังคงจดจำกันได้ว่า ภาพยนตร์ต่างๆได้รับการดู ในฐานะที่เป็นความบันเทิงเพียงชั่วคราว มากกว่าที่จะเป็นงานศิลปะที่คงทน และด้วยเหตุนี้จึงไม่มีคุณค่าที่จะเก็บรักษามันเอาไว้; ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 พวกมันได้ถูกนำมาหมุนเวียนเพื่อนำพาสู่ความพึงพอใจ)

ประการที่สอง, ภาพยนตร์ได้เยาะเย้ยความคลั่งไคล้แนวคิดเชิงปฏิฐาน(ความรู้ที่ได้มาจากประสาทสัมผัส) สำหรับรายละเอียดที่เป็นข้อเท็จจริง โดยการนำเสนอสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ หรือความเที่ยงตรงถูกต้องที่ไม่มีคุณค่าใดๆ: "เราต่างอยู่ใน Belem Novo, เมือง Porto Alegre, ของ รัฐ Rio Grande do Sul. แม่นยำยิ่งไปกว่านั้นคือ สถานที่แห่งนี้ระบุลงไปชัดเจนได้เลยว่า ตั้งอยู่ที่ 30 องศา, 12 นาที 30 วินาที ละติจูดใต้, และ 51 องศา, 11 นาที และ 23 วินาที ลองติจูดตะวันตก

ประการที่สาม, ภาพยนตร์ยังเย้ยหยันแบบร่างทางวิทยาศาสตร์เชิงเหตุผลนิยม, ผ่านแบบแผนการแบ่งหมวดหมู่หรือแยกประเภทที่เหลวไหลไร้สาระ ("Dona Anete เป็นหญิงที่นับถือศาสนานิกายโรมันคาธอลิค เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เดินสองขา) และการอ้างเหตุผลด้วยการอนุมานโดยการใช้คำซ้ำที่มีความหมายเดียวกัน โดยไม่นำพาไปสู่ความเข้าใจใดๆ (เช่น Mr. Suzuki เป็นคนญี่ปุ่น, และด้วยเหตุนี้ เขาจึงเป็นมนุษย์คนหนึ่ง)

ประการที่สี่, ภาพยนตร์ได้ล้อเลียนธรรมเนียมและจารีตภาพยนตร์เกี่ยวกับการศึกษา โดยการตั้งคำถามต่างๆด้วยเสียงบรรยายอันน่าเชื่อถือและคล้ายๆการทดสอบ ("เช่น อะไรคือประวัติศาสตร์การทดสอบ?"). ความตลกขบขัน กลายเป็นกับดักหรือหลุมพรางประเภทหนึ่ง; ผู้ดูซึ่งเริ่มต้นด้วยการหัวเราะ แต่กลับจบลงด้วย, ถ้าไม่ร้องไห้, อย่างน้อยที่สุดก็สะท้อนความรู้สึกออกมาแบบถมึงทึงและตลกไม่ออกเอาเลยทีเดียว

นิ้วหัวแม่มือ และสมองส่วนหน้าที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างสูง, พวกเราได้รับการบอกว่า, มันช่วยให้มนุษย์มีความเป็นไปได้เกี่ยวกับการปรับปรุงดาวเคราะห์ของพวกเราไปอย่างมากมาย, และแล้วเราก็เห็นฉากหนึ่งของระเบิดนิวเคลียร์ มาช่วยเสนอภาพประกอบอันนี้

ขอบคุณแด่ความเป็นสากลของเงินตรา, เราได้รับการบอกเล่าว่า, ปัจจุบัน เราต่างเป็นอิสระ - เศษชิ้นส่วนหนึ่งของ"เสียงประสานจากการขับร้องหมู่ Hallelujah เพื่อยอกย่องสรรเสริญความคิดนั้น

Furtado ปลุกเร้าความคิดสำคัญของเทศกาลคาร์นิวาลอันเก่าแก่ เกี่ยวกับหมูกับไส้กรอก, แต่ด้วยการคลุกเคล้ากับเรื่องของการเมือง; ในที่นี้ หมู, ได้ให้การแบ่งสรรปันส่วนที่เป็นธรรมเรื่อยลงมาในห่วงโซ่อาหาร, แต่มันกินอยู่ดีกว่าผู้คนจำนวนมาก. มะเขือเทศเชื่อมครอบครัวชนชั้นกลางในเมืองกับคนจนในชนบท โดยผ่านไส้กรอกและมะเขือเทศ ภายใต้เครือข่ายหนึ่งของความสัมพันธ์ระดับโลก. ในการหมุนเวียนเกี่ยวกับการทำอาหารนี้, เราได้รับแบบทดสอบทางสังคมอันหนึ่งเกี่ยวกับขยะ; ความจริงของสังคมหนึ่งซึ่งอยู่ในเศษซากที่ไร้ประโยชน์ของมัน. สิ่งที่อยู่ชายขอบรอบนอกของสังคม ชี้ถึงศูนย์กลางของสังคมในเชิงสัญลักษณ์

8. บทสรุป
ในภาพยนตร์ทั้งหมดนี้ ที่ทิ้งขยะกลายเป็นประเด็นความได้เปรียบในเชิงวิพากษ์ ซึ่งเป็นการมองสังคมในฐานะภาพรวมทั้งหมดอันหนึ่ง. ที่ทิ้งขยะได้แสดงให้เห็นจุดสิ้นสุดของตรรกะที่ซึมแทรกอยู่ในกระบวนการของสินค้าทั้งหมด, วัตถุประสงค์พื้นฐานในเชิงตรรกของสังคมบริโภค, และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและยุคสมัยของมันเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังพ้นสมัยไปอย่างมีแบบแผน

ขยะ กลายเป็นรุ่งอรุณอีกวันหนึ่งของความรู้สึกที่น่าพอใจและน่าตื่นเต้นของสิ่งใหม่. ในภาพหลอนหรือจินตนาการที่มัวซัวสกปรกของที่ทิ้งขยะ, สินค้าต่างๆในอย่างเดียวกัน ที่ได้รับการนับถือในฐานะเครื่องรางโดยการโฆษณา ที่ถูกทำให้เคลื่อนไหวมีประสิทธิภาพขึ้นโดยการซ้อนภาพ, และทรงกลดโดยผ่านแสงไฟด้านหลัง, มาถึงตอนนี้ ได้ถูกลอกและขจัดรัศมีเกี่ยวกับพลังอำนาจพิเศษที่มีอำนาจดึงดูดใจของมันทิ้งไป. เราถูกทำให้เผชิญหน้ากับด้านล่างของโลกาภิวัตน์ที่ชั่วร้าย สกปรก และวาทกรรมหรือคำอธิบายที่คล่องแคล่วเกี่ยวกับโลกหนึ่งเดียวภายใต้ช่องทางบริโภคนิยม

ขยะ ได้เผยให้เห็นการก่อตัวขึ้นมาทางสังคม ในฐานะที่มันได้รับการมองมาจากข้างล่าง. ในฐานะโกดังหรือคลังพัสดุที่มาจากเรื่องราวอันหลายหลากเกี่ยวกับความหมายทางสังคม, ขยะ คือสถานที่ที่มีลักษณะลูกผสม, ความสัมพันธ์ของเรื่องราวหลายหลากได้ถูกระบุขึ้นมาใหม่และเขียนใหม่

ลักษณะของความหมายที่เป็นไปได้มากมายและเสียงที่เปล่งออกมาอย่างหลากหลาย, ขยะ ถูกมองอย่างไม่เลยเถิด (ขยะ ในฐานะที่เป็นแหล่งต้นตอของอาหารสำหรับคนจน, ขยะ ในฐานะสถานที่เกี่ยวกับความหายนะทางนิเวศวิทยา), แต่มันยังถูกอ่านอย่างมีนัยะสำคัญด้วย ในฐานะที่เป็นภาพเกี่ยวกับการอุปมาอุปมัยสำหรับการฟ้องร้อง กล่าวโทษทางสังคม (ผู้คนที่ยากจน ได้รับการปฏิบัติคล้ายกับขยะ; ขยะ ในฐานะที่เป็นที่ทิ้งขว้างของผลผลิตทางยา หรือของรายการทีวีที่บรรจุกระป๋องไว้เสร็จสับหรือเตรียมไว้แล้ว; สลัมต่างๆ(และคุก)ก็ถูกมองในฐานะที่เป็นที่ทิ้งขยะมนุษย์)

ภาพยนตร์เหล่านี้ได้เผยให้เห็น"บันทึกหรือสำเนาที่ซ่อนเร้น"ของขยะ, การอ่านมันในฐานะที่เป็นข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ ได้รับการถอดระหัสและแปลความหมาย, ขยะ คือรูปแบบหนึ่งของลำไส้ใหญ่ทางสังคม ที่ซึ่งมันเผยถึงความจริงเกี่ยวกับสังคมหนึ่ง และสามารถถูกอ่านออกมาได้ ในผลิตผลที่เปล่าประโยชน์ของมันหรือสิ่งที่ถูกทิ้งขว้างจากสังคม

 

 

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา I ประวัติ ม.เที่ยงคืน

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

สำหรับสมาชิกที่ต้องการ download ข้อมูล อาจใช้วิธีการง่ายๆดังต่อไปนี้

1. ให้ทำ hyper text ข้อมูลทั้งหมด
2. copy ข้อมูลด้วยคำสั่ง Ctrl + C
3. เปิด word ขึ้นมา (microsoft-word หรือ word pad)
4. Paste โดยใช้คำสั่ง Ctrl + V
จะได้ข้อมูลมา ซึ่งย่อหน้าเหมือนกับต้นฉบับทุกประการ
(กรณีตัวหนังสือสีจาง ให้เปลี่ยนสีเป็นสีเข้มในโปรแกรม Microsoft-word)

 

บทความชิ้นนี้ ได้ตัดตอนมาบางส่วนจากบท Narrativizing Visual Culture : Toward a polycentric aesthetics
เรื่อง"Isle of Flower"(เกาะแห่งมวลบุบผา)เป็นชื่อของสถานที่ทิ้งขยะของชาวบราซิล ที่ซึ่งเด็กและผู้หญิงที่อดอยากทั้งหลาย, กลุ่มละประมาณ 10 คน, ได้รับเวลากลุ่มละ 5 นาทีเพื่อคุ้ยเขี่ยขยะมาเพื่อเป็นอาหารประทังชีวิต. แต่ก่อนที่เราจะไปยังสถานที่ทิ้งขยะนั้น เราได้รับการให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางของมะเขือเทศจากฟาร์ม ซึ่งส่งไปยังซูเปอร์มาร์เก็ต และส่งไปยังห้องครัวของชนชั้นกลาง แล้วทิ้งลงสู่ถังขยะ จึงมาถึง"เกาะแห่งมวลบุบผา"

ขยะ คล้ายกับความตายและอุจาระ มันเป็นตัววัดทางสังคมที่สำคัญมากอันหนึ่ง; จุดนัดพบของความน่าหดหู่และเก๋ไก๋ทันสมัย, ปลายทางของสิ่งซึ่ง Mary Douglas เรียกว่า "วัตถุ-สสารที่ไม่เหมาะกับกาละเทศะ". ดังที่มันเป็น ขยะคือระดับชั้นที่ต่ำลงมาของสังคม, ส่วนล่างสุดทางสัญลักษณ์(หรือ"ก้น"[อุจาระ])ของเรือนร่างทางการเมือง, ขยะ เป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องแสดงถึงการหวนคืนกลับมาของการข่มขี่ บีบคั้น...
...มันเป็นพื้นที่อันหนึ่งซึ่งถุงยางที่ใช้แล้ว, สำลีที่ซับเลือด, เข็มฉีดยาที่ติดเชื้อ, และเด็กๆซึ่งไม่เป็นที่ต้องการถูกทิ้ง: มันเป็นสถานที่ซึ่งนิ่งเฉยอยู่กับที่อย่างยิ่งของสังคมนั้น ทั้งการผลิตและความกดดัน เป็นความลับและสร้างความลึกลับ...
...เรื่อง Los Olvidados ของ Bunuel, เราอาจรำลึกถึง, การแสดงให้เห็นซากศพของพระเอกที่โง่เง่าในภาพยนตร์ กำลังถูกทิ้งลงไปในแหล่งรวมขยะของเมือง Mexico City อย่างไม่มีพิธีรีตองใดๆ. เนื้อหาที่เด่นชัด, ขยะ คือสัญชาตญานดิบของเมือง(garbage is society's id); มันพ่นไอ แสดงความโกรธ และส่งกลิ่นข้างใต้ธรณีประตู ของความเชื่อในเหตุและผลและความสูงส่ง ...

H
สำหรับบรรดานักสร้างภาพยนตร์ใต้ดิน, การอุปมาอุปมัยถึงขยะ เป็นการเข้ายึดครองความหมายเกี่ยวกับความเป็นชายขอบ, เกี่ยวกับการถูกประณามถึงการยังชีพอยู่ภายใต้ความขาดแคลน, เกี่ยวกับการเป็นพื้นที่ซึ่งถูกทอดทิ้งสำหรับลัทธิทุนนิยมข้ามชาติ, เกี่ยวกับความผูกพันอยู่กับการหมุนเวียนเอาวัสดุต่างๆของวัฒน-
ธรรมที่เหนือกว่า และครอบงำอยู่มาใช้ใหม่ (ตัดมาจากบางส่วนของบทความ)
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ขออนุญาตใช้ภาพประกอบ ผลงานของ Otto Dix เพื่อนำมาประกอบบทความฟรี บนเว็ปไซค์