H

เว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ทางเลือกเพื่อการศึกษาสำหรับสังคมไทย :

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 348 หัวเรื่อง
วิจารณ์ ศูนย์บันเทิงครบวงจร
สุลักษณ์ ศิวรักษ์ : เขียน
นักวิชาการทางพระพุทธศาสนา

(บทความนี้ยาวประมาณ 10 หน้า)
หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลดขนาดของ font ลง จะแก้ปัญหาได้

บทความของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สามารถคัดลอกไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการได้ หากนำไปใช้ประโยชน์ กรุณาแจ้งให้ทราบที่

midnightuniv@yahoo.com
midnight2545@yahoo.com
midarticle@yahoo.com
บทความปลาย มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗

310147
release date
R
นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆของเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ
Wisdom is the ability to use your experience and knowledge to make sensible decision and judgements

บทวิจารณ์ - จากมุมมองทางจริยธรรม
ส.ศิวรักษ์ : ศูนย์บันเทิงครบวงจรของรัฐบาลทักษิณ

สุลักษณ์ ศิวรักษ์ - นักวิชาการพุทธศาสนา

บทความนี้ยาวประมาณ 10 หน้ากระดาษ A4
เผยแพร่ครั้งแรกบทเว็ปมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน วันที่ 31 มกราคม 2547

ผลกระทบนโยบายศูนย์บันเทิงครบวงจรของรัฐบาลทักษิณต่อการพัฒนาแก้ไขปัญหาความยากจน : จากมุมมองทางจริยธรรม

-๑-

ประการแรก ขอยืนยันว่ามุมมองหรือทัศนะทางจริยธรรมนั้น ไม่ได้อยู่ในสายตาของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรเอาเลย แม้เขาจะอ้างว่าเป็นพุทธศาสนิก นั่นเป็นคำลวง ที่เขาหลอกตนเองและมหาชน จนเขาเองก็เชื่อตามคำลวงของเขา นักการเมือง นักการค้าและนักโฆษณาชวนเชื่อทั้งหลาย ชอบใช้ถ้อยคำที่เป็นมุสาวาทอยู่เนืองนิตย์จนเชื่อในถ้อยคำนั้นๆเอาเลย ดังคนที่คุ้นอยู่กับความรุนแรง ย่อมยากที่จะเข้าใจได้ในหนทางของสันติภาวะ หรือคนที่คุ้นอยู่กับความโลภ ย่อมยากที่จะเข้าใจได้ในเรื่องของสันโดษ

พระภิกษุรูปหนึ่งเขียนบทความลงมติชน รายวัน ฉบับวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๖ อย่างน่ารับฟังมาก หากไม่มีปฏิกิริยาใดๆจากคนในรัฐบาลปัจจุบันเอาเลย จึงขอนำเอามาอ่านให้ฟังกันดังต่อไปนี้

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นประสบความสำเร็จอย่างสูงตามกรอบคิดและทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม พิสูจน์ได้จากผลประกอบการและโครงสร้างของกำไรกิจการที่ท่านริเริ่ม ก่อตั้ง และบริหาร ก่อนการเข้ารับตำแหน่งหรือแสดงบทบาททางการเมือง กระทั่งสามารถใช้ความสำเร็จ เหล่านั้น เป็นบาทฐานเข้ายึดกุมอำนาจรัฐด้วยกลไกการเลือกตั้งสำเร็จในที่สุด

อาจนับได้ว่า นี่เป็นประวัติศาสตร์ความสำเร็จของฝ่ายทุน ที่รวดเร็วและเบ็ดเสร็จเด็ดขาดยิ่ง โดยที่มิได้ใช้กลไกกองทัพ ระบบราชการ หรือทำการปฏิวัติ-รัฐประหาร แต่อย่างใด

คงปฏิเสธได้ยาก ว่าอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งทางตรงและทางอ้อม ผ่านกลไกต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น ณ วินาทีนี้ ตลอดจนที่จะเกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้ ยังไม่มีนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งคนใดเคยมีหรือทำได้มาก่อน

ความสำเร็จทางธุรกิจด้วยระยะเวลาอันสั้น จนสามารถมีทุนทรัพย์ระดับหลายหมื่นหลายแสนล้านบาท ด้วยระยะเวลาเพียงสองทศวรรษเศษ ในระบบทุนนิยม อาจถือได้ว่าเป็นเรื่อง "ความสามารถ" ในการแสวงหากำไรสูงสุด

แต่ต้องไม่ลืมว่า "กำไรสูงสุด" นั้น แม้จะถูกกฎหมาย (หรือกฎหมายยังเอาผิดไม่ได้?) ก็มิใช่จะหมายความว่ากระทำไปในทิศทางเดียวกับ "ทำนองคลองธรรม"

บ่อยครั้งที่ความสำเร็จทางธุรกิจการค้าแบบสัมปทานผูกขาด หรือซื้อถูกมาก-ขายแพงมาก จะมีลักษณะมิจฉาอาชีวะ คือการเลี้ยงชีพผิด หาเลี้ยงชีพในทางทุจริต ผิดวินัย หรือผิดศีลธรรมอยู่เสมอ

กล่าวกันมาแม้ในชาดกว่า ความสำเร็จอันรวดเร็วและยิ่งใหญ่ เมื่อผสานเข้ากับอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดด้วยแล้ว หากผู้นั้นไม่มีธรรม ไม่มีการเจริญสติ หรือมีการภาวนาเพียงพอ ก็ง่ายที่จะเกิดความสำคัญมั่นหมายในตน ด้วยอหังการ-มมังการ มีมิจฉาทิฏฐิ นำพาตนเองและพวกพ้องออกนอกลู่นอกทางธรรมยิ่งๆ ขึ้น

ประวัติศาสตร์อินเดีย หรือแม้ในพระไตรปิฎกจึงกล่าวไว้ว่า "เศรษฐี" ครั้งพุทธกาลนั้น ต้องประกาศและผ่านการรับรองจากสมาชิกในชุมชน ว่าเป็น "คนดี" เพื่อมิให้คนชั่วหยาบแอบแฝงเข้ามาใช้ "วิชามาร" ช่วงชิงพื้นที่และสิทธิของสมาชิกอื่น

นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันกล่าวด้วยความภาคภูมิใจอยู่เสมอว่า ตนเชื่อมั่นในตัวเอง เป็นคน "คิดนอกกรอบ" พร้อมที่จะหา "ลู่ทางใหม่ ๆ" มาแก้ปัญหา

หลายครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวกับสื่อมวลชน หรือกับผู้ฟังกลุ่มอื่น ๆ ทำนองว่า "กฎหมายนั้นเป็นเพียงเครื่องมือ มีได้ก็แก้ได้ เพื่อเป้าหมายที่วางไว้"

จะว่าไปแล้ว ความข้อนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราหลงลืมคำกล่าวที่ว่า "กฎหมายออกโดยชนชั้นใด ย่อมรับใช้ชนชั้นนั้น"

แต่ตรรกะเช่นนี้ไม่สามารถใช้ได้กับ "หลักศาสนธรรม" หรือเนื้อแท้ในพระธรรมคำสอนของทุกศาสนา ยิ่งกับ "หลักศีลธรรม-จริยธรรม" อันเป็นแก่นแกนของวิถีแห่งความสงบร่มเย็นของมนุษยชาติด้วยแล้ว แม้ว่าถึงที่สุดสิ่งผิดกฎหมายจะได้รับการแก้กฎหมายให้กลับเป็นถูกต้อง ก็มิใช่จะถูกทำนองคลองธรรมเสมอไป

กรณี "หวยรัฐ" หรือการจะให้มีแหล่งบันเทิงครบวงจรซึ่งมีบ่อนการพนันอยู่ในนั้น เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในขณะนี้ กล่าวคือ แม้รัฐบาลจะใช้อำนาจบริหาร พรรครัฐบาลใช้เสียงข้างมากในสภามาเปลี่ยนดำเป็นขาว เปลี่ยนผิด (กฎหมาย) ให้เป็นถูกได้ตามอำเภอใจ แต่รัฐบาลหรือ นายกรัฐมนตรีก็ไม่สามารถเปลี่ยนกฎศีลธรรม หรือเปลี่ยนหลักธรรมคำสอนได้ ไม่ว่าจะใช้ทฤษฎี "คิดนอกกรอบ" หรือ "กฎหมายออกได้ ก็แก้ได้" หรือทฤษฎี "กำไรสูงสุด คือคำตอบสุดท้าย" หรือข้ออ้างอะไรอื่น ๆ ก็ตาม

และไม่ว่าจะเอากำไร "บางส่วน" มาแจกจ่ายคนจน หรือมีเทคนิคทางการเมืองใดๆ มากำราบ หรือกดดันผู้ไม่เห็นด้วย แต่ถึงที่สุดแล้ว หากผู้มีอำนาจมีมโนธรรมสำนึก ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่า ตนกำลังมอมเมาประชาชนในอาณัติ และใช้อำนาจเหยียบย่ำทำลายศีลธรรมอันดีของประชาชนเสียเอง

มิพักจะต้องกล่าวว่า โดยทฤษฎีรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์อันยั่งยืนนั้น การมอมเมาให้ผู้ด้อยอำนาจทางเศรษฐกิจ ผู้ใช้แรงงานหรือคนยากคนจน ซึ่งมักเป็นลูกค้ารายใหญ่ของอบายมุข ในระยะยาวย่อมไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจการเมืองโดยรวมของประเทศ

ในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศชาติ พระศาสนา และประชาชน อาจคาดเดาได้ไม่ยากนัก หากรัฐและผู้นำรัฐมุ่งถือเอาผลประโยชน์ทางการ--เมืองในระยะสั้นเป็นที่ตั้ง มุ่งนำพาอาณาประชาราษฎร์ไปสู่ระบบทุนนิยม บริโภคนิยม ที่คนจำนวนน้อยใช้ความได้เปรียบตักตวง "กำไรสูงสุด" แต่ฝ่ายเดียว

มิหนำซ้ำ ยังหลอกล่อให้คนด้อยโอกาสมัวเมาอยู่กับ "ช่องทางแห่งความเสื่อม" คือ "อบายมุข" ประเภทต่าง ๆ อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยกล่าวหลายครั้ง ว่าตนเองเป็นพุทธศาสนิกชน มิหนำซ้ำ ยังศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ตลอดจนพระเถรานุเถระร่วมสมัยอยู่มิได้ขาด เชื่อได้ว่า หากมีเวลาที่จะยั้งคิด ได้ใช้สติปัญญาที่มีอยู่ โดยมีธรรมะเป็นดั่งเครื่องมือทำลายอวิชชา ตลอดจนรับฟังคำท้วงติงของกัลยาณมิตรให้มากขึ้นแล้ว ความตั้งใจที่ดีย่อมช่วยให้เห็นเป้าหมายถูกต้องได้ในที่สุด

"ช่องทางแห่งความเสื่อม" นั้นประกอบไปด้วย ๑) ติดสุราและของมึนเมา ๒) ชอบเที่ยวกลางคืน ๓) ชอบเที่ยวดูการละเล่น ๔) เล่นการพนัน ๕) คบคนชั่วเป็นมิตร ๖) เกียจคร้านการงาน เชื่อว่าการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประสบความสำเร็จมาได้ถึงขนาดนี้ ก็ย่อมจะปฏิเสธและหลีกหนีทั้ง ๖ ข้อ อยู่เป็นปกติ

จึงได้แต่หวังว่า การที่ประชาชนลงคะแนนเลือกตั้งท่านและคณะ ทั้งที่ผ่านมาและกำลังจะเกิดขึ้น ถึงที่สุดแล้วจะไม่เป็นไปตาม "อบายมุข" ข้อที่ ๕ คือ การคบคนชั่วเป็นมิตร ในบั้นปลาย…

ขอเน้นที่สองวรรคข้างบน ดังจะเอามาอ่านให้ฟังอีกครั้ง คือ

(๑) หลายครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวกับสื่อมวลชน หรือกับผู้ฟังกลุ่มอื่น ๆ ทำนองว่า "กฎหมายนั้นเป็นเพียงเครื่องมือ มีได้ก็แก้ได้ เพื่อเป้าหมายที่วางไว้"

ความข้อนี้ ทำให้นึกถึงคำของมายเยอร์ แอมแชล รอตส์ไชลด์ ผู้ตั้งจักรวรรดิทางด้านทุนของเครือข่ายในสกุลของตนขึ้น ก่อนสกุลชินวัตรหลายร้อยปี เขากล่าวว่า "ขอให้ฉันได้คุมระบบเงินตราของประเทศใดก็ได้ ส่วนใครจะออกกฎหมายในประเทศนั้น ไม่สำคัญดอก" กล่าวคือ ถ้าเราถือกุญแจที่คุมอาหารอย่างสำคัญไว้ได้แล้วไซร้ นั่นคือการวางระบบโครงสร้างทางด้านการเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติต่างๆขึ้นมาทันที โดยที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าแม้จนบัดนี้แล้ว ราคาทองคำที่ขึ้นลงกันทุกวันนี้นั้น ตัดสินกันที่บริษัทรอดส์ไชลด์ ในกรุงลอนดอน

ในกรณีของทักษิณ เขาไม่แต่ควบคุมระบบของเงินตราอยู่เบื้องหลังการคุมอำนาจ หากเขายังคุมสื่อสารมวลชนกระแสหลักอีกด้วย ดังที่เขาอ้างว่าเขายินดีรับฟังประชามติที่จะให้มหาชนตัดสินในเรื่องนโยบายศูนย์บันเทิงครบวงจร ที่เน้นทางด้านการพนันอย่างถูกกฎหมายนั้น เขาย่อมรู้ดีอยู่แล้ว ว่าเขาปั่นประชามติได้ ดังที่เขาปั่นการเลือกตั้งให้เขาคุมรัฐสภาอยู่อย่างเกือบเบ็ดเสร็จก็ยังได้ มิใยว่าวุฒิสภานั้น ตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ ต้องการให้ปลอดไปจากการควบคุมของพรรคการเมืองหนึ่งใดก็ตาม แต่ถ้าทักษิณต้องการฟังเสียงมหาชนจริงๆ เขาก็ย่อมรู้ดีว่า กรรมการของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้น มาจากการเลือกตั้ง และสมาชิกส่วนใหญ่ของสภานี้ไม่เห็นด้วยกับทัศนะของเขา โดยเฉพาะก็ในเรื่องนโยบายศูนย์บันเทิงครบวงจร

(๒) พระภิกษุผู้เขียนบทความที่ยกมาอ่านให้ฟังนั้น คัดค้านว่านโยบายของนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้

ไม่สามารถใช้ได้กับ "หลักศาสนธรรม" หรือเนื้อแท้ในพระธรรมคำสอนของทุกศาสนา ยิ่งกับ "หลักศีลธรรม-จริยธรรม" อันเป็นแก่นแกนของวิถีแห่งความสงบร่มเย็นของมนุษยชาติด้วยแล้ว แม้ว่าถึงที่สุดสิ่งผิดกฎหมายจะได้รับการแก้กฎหมายให้กลับเป็นถูกต้อง ก็มิใช่จะถูกทำนองคลองธรรมเสมอไป

ความข้อนี้ทักษิณไม่สนใจเอาเลย เขาฉลาดพอๆกับมิคาอาเวลลี หรืออย่างน้อยก็ไม่อับอายที่จะเดินตามกระแสของหมอนั่น ที่เห็นว่าเศรษฐกิจและการเมืองนั้น จะไยไพไปทำไมกันกับคำสั่งสอนทางศาสนธรรมหรือจริยธรรม ศีลธรรมและศาสนธรรมมีไว้ให้เราอ้างในการมอมเมาประชาชนต่างหาก ไม่ได้มีไว้ให้เราประพฤติปฏิบัติ

-๒-

ขอให้สังเกตได้ว่านโยบายในเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อและยกตัวอย่างจากต่างประเทศเป็นประการสำคัญ ดังคำของเขาว่า

ลักษณะของกาสิโนดังกล่าว จะเป็นคอมเพล็กซ์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จะไม่ใช่ลักษณะการให้ใบอนุญาตไปเปิดกาสิโน เพราะจะดูไม่ดี โดยเอกชนจะเป็นผู้ลงทุน เนื่องจากรัฐบาลไม่มีความชำนาญ และจะทำคล้ายกับลาสเวกัส ที่สหรัฐอเมริกา หรือคราวน์ ที่ออสเตรเลีย เกนติ้ง ที่มาเลเซีย หรือที่ซันชิตี้ ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่จะมาจากภาคบันเทิง เอ็นเตอร์เทนเมนท์ และการขายสินค้าประมาณ ๗๐% โดยมีรายได้จากกาสิโนเพียง ๓๐% กาสิโนจะไม่ใช่เรื่องหลัก เป็นเพียงตัวประกอบเท่านั้น

ประโยคหลังเป็นคำลวง ที่ว่าการพนันไม่ใช่ประเด็นหลัก หากการขายสินค้าสำคัญกว่า ตามความเป็นจริงแล้ว มีบ่อนที่ไหนบ้าง ที่ถือการพนันเป็นตัวรอง

โดยที่ความคิดทั้งหมดของทักษิณนั้น เป็นไปในกระแสหลักของจักรวรรดินิยมอเมริกัน ที่เน้นไปในทางความรุนแรง เช่นการโจมตีและยึดครองอาฟกานิสถาน และ อิรัก ดังที่ไทยก็ส่งทหารไปร่วมตายด้วยที่นั่น เพื่อแสดงว่าไทยแลนด์เดินตามพี่เบิ้มอย่างเซื่องๆ อย่างหมดศักดิ์ศรี ดังที่เดินตามจีน แม้จนองค์ทะไลลามะก็ไม่ยอมให้เข้าราชอาณาจักร ซึ่งมีองค์พระประมุขเป็นพุทธมามกะและเอกอัครศาสนูปถัมภก โดยคนส่วนใหญ่ก็นับถือพระพุทธศาสนา

ทั้งนี้ก็เพราะสหรัฐอเมริกาและจีนเป็นยักษ์ใหญ่ในทางเศรษฐกิจ ซึ่งผูกสนิทกับชินคอป และให้ประโยชน์กับชินคอป ยิ่งกว่ากับประเทศไทย ดังที่รัฐบาลไทยเข้าไปเอาใจเผด็จการทหารพม่า อย่างปราศจากจุดยืนทางจริยธรรมหรือสิทธิมนุษยชน ก็เพื่อหวังผลประโยชน์ให้กับบริษัทในเครือของสกุลชินวัตร ยิ่งกว่าจะเห็นประโยชน์ของประเทศชาติหรือราษฎรชาวสยามนั้นแล โดยที่รัฐบาลใช้งบประมาณจากภาษีอากรของราษฎรไปอย่างสาดเสียเนื่องในการประชุม APEC เมื่อเร็วๆนี้นั้น ผลได้ในทางคุณประโยชน์ของบ้านเมืองก็แทบไม่มีเลย หากสร้างฐานทางอำนาจเศรษฐกิจให้เครือของบริษัทในสกุลชินวัตรได้แผ่กระจายออกไป ไม่แต่ในภูมิภาคนี้ หากยังกระจายไปยังภูมิภาคอื่นๆในโลกอีกด้วย โดยที่บรรษัทข้ามชาติอย่างเจริญโภคภัณฑ์นั้นก็สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดยิ่งนักกับพวกชินวัตร จนลูกเขยในสกุลนั้นเข้ามาเป็นรัฐมนตรีเอาเลยด้วยซ้ำ

การที่รัฐบาลอ้างว่าจะเอารายได้จากการพนันไปให้ประโยชน์ทางการกุศลนั้น นายกรัฐมนตรีไม่รู้เอาเลยหรือว่า วัดคณิกาผล ที่ยายแฟงแกเอาเงินที่แกเก็บค่าหัวจากโสเภณี หรือนางคณิกา มาสร้างวัดนั้น วัดดังกล่าวยังเป็นอนุสาวรีย์ที่ขายความอายให้แกอยู่จนทุกวันนี้ ยังเด็กที่ได้รับทุนการศึกษาจากการพนันนั้น เขาจะมีความภูมิใจละหรือ หรือว่านี่เป็นการสร้างให้เยาวชนเห็นคุณค่าว่ามิจฉาอาชีวะ ก็ไม่เป็นไร ขอให้ได้ไต่เต้าไปในทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เป็นใช้ได้

ดังให้ดูตัวอย่างได้จากคนอย่างทักษิณ ชินวัตร ก็ยังได้ โดยที่ก่อนหน้านี้ เราก็มีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และเผ่า ศรียานนท์มาแล้ว โดยที่บุคคลทั้งสองนี้มีอนุสาวรีย์ที่ทำด้วยทองผสมไว้ขายความอายเอาไว้ทั้งคู่เช่นกัน หรืออนุสาวรีย์อันอุจาดนี้ ไม่เห็นเป็นข้อเสียหาย ดังตอม่อทางด่วนที่สร้างค้างไว้ คนที่กินสินบนในเรื่องนี้ก็ไม่รู้สึกอับอาย ตายแล้วยังได้เข้าโกศ คนส่วนใหญ่ก็ไม่นำพา คือเราช่วยกันสำทับให้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ให้ไม่จำต้องเห็นพลังของสัจจะ ของธรรมะ หรือความอยุติธรรมในสังคม

ทักษิณไม่สำเหนียกเลยหรือว่าลาสเวกัส เป็นสัญลักษณ์แห่งความอัปยศของสหรัฐ เฉกเช่น คราวน์ที่ออสเตรเลีย และเกนติ้งที่มาเลเซียนั้นเอง มิใยต้องเอ่ยถึงบ่อนทางชายแดนของเรา ที่ล้ำเข้าไปในกัมพูชา และพม่า โดยที่นักการเมืองของเราก็เข้าไปมีเอี่ยวอยู่ด้วยกันแทบทั้งนั้น อย่างปราศจากหิริโอตตัปปะใดๆสิ้น

ถ้าทักษิณหรือคนรอบตัวเขาจะสำเหนียกสักนิด เขาน่าจะฟังคำของศาสตราจารย์โยฮัน กัลตุง แห่งนอรเวย์ ซึ่งเตือนสาธุชนว่าอำนาจนิยมและทุนนิยมที่สหรัฐเป็นใหญ่อยู่ในเวลานี้ จะมีอายุยืนนานไปได้อีกเพียง ๒ ทศวรรษเท่านั้น ดังจักรวรรดิอังกฤษเองล่มจมมาแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ ๑ แล้ว หากมาฟุบแฟบอย่างไม่ฟื้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ดังจะเห็นได้ว่านายกรัฐมนตรีอังกฤษคนปัจจุบันเป็นดังสุนัขรับใช้ของนายบุชเอาเลยก็ว่าได้ แล้วทักษิณต้องการเป็นเช่นนั้นด้วยละหรือ

เขาเองไม่เห็นละหรือว่า เวรนั้นระงับไม่ได้ด้วยการจองเวร โภคทรัพย์และความอยู่ดีกินดีของราษฎรเป็นไปไม่ได้จากมิจฉาอาชีวะและการพนัน แม้จะเลี่ยงไปเรียกว่า การบันเทิงครบวงจรก็ตาม หากวงจรที่ว่านี้เป็นวัฏสงสารแห่งความทุกข์ ถ้าใครเป็นพุทธศาสนิก ควรจะรู้ว่าเป้าหมายของเราอยู่ที่การออกจากวงวัฏดังกล่าว เพื่อความเย็น เพื่อความสงบ เพื่อความสุขที่แท้ ไม่ใช่ความสุขที่หลอกลวงและเลวร้าย

-๓-

ทักษิณและที่ปรึกษาของเขา ไม่เคยอ่านพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสียเลยหรือ โดยเฉพาะก็ตำนานการเลิกหวยและบ่อนเบี้ย ถ้านายกรัฐมนตรีมีกำพืดทางความเป็นไทย รู้เรื่องอดีตและความเป็นมาของบ้านเมือง แทนที่จะเพียงหลับตาเดินตามฝรั่ง ที่อ้างว่าคือความทันสมัย ความก้าวหน้าและโลกาภิวัฒน์แล้วไซร้ เขาควรตระหนักว่า ที่เขาจะเลือกพื้นที่หรือภาค ให้มีบ่อนกาสิโน หรือศูนย์บันเทิงครบวงจรนั้น ถ้าเขารู้อะไรๆในทางประวัติศาสตร์บ้าง เขาน่าจะตระหนักว่าในรัชกาลพระเจ้าบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยานั้น ปรากฎความว่า ในปีพ.ศ. ๒๒๙๙

ขุนทิพกับหมื่นรุดอักษร ยื่นเรื่องราวให้กราบบังคมทูล ขอตั้งบ่อนเบี้ยขึ้นในแขวงเมืองราชบุรี เมืองสมุทรสงคราม เมืองสมุทรปราการ รับจะประมูลเงินหลวงขึ้นเสมอปีละ ๓๗๑ ชั่ง (๒๙๖๘๐ บาท) ทรงพระราชดำริว่า หัวเมืองทั้ง ๓ นั้น เป็นที่ใกล้สวนบางช้าง อันเงินอากรสวนนั้น ขึ้นพระคลังอยู่เป็นอันมาก และได้มีกฎรับสั่งห้ามอยู่แต่ก่อน ว่ามิให้ตั้งบ่อนเบี้ยในหัวเมืองเหล่านั้น ซึ่งผู้มีชื่อมายื่นเรื่องราวให้กราบบังคมทูลดังนี้ ผิดอย่างทำเนียม และจะกระทำให้ไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎรทั้งปวง ได้รับความเดือดร้อนขัดสนต่อไป จึงมีพระราชโองการสั่งแก่ออกญารัตนาธิเบศร์ ผู้ว่าราชการที่สมุหมนเทียรบาล ให้เอาตัวผู้กราบทูลขอประมูล ลงพระราชอาญา

ถ้านายกรัฐมนตรีจงรักภักดีจริง ต่อระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทำไมไม่กราบบังคมทูลพระกรุณา ขอรับฟังพระบรมราโชวาทบ้างเล่า เพราะในระบอบการปกครองดังกล่าว พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในพระสถานะที่จะ (๑) เตือน (๒) แนะนำ และ (๓) ห้ามปราม อย่างน้อยในสมัยปัจจุบันทักษิณ ชินวัตร ไม่ถึงกับต้องถูกลงพระราชอาญาดอก และถ้อยคำของขุนหลวงในสมัยกรุงเก่านั้น ล้าสมัยไปแล้วหรือ ที่ว่า จะกระทำให้ไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎรทั้งปวง ได้รับความเดือดร้อนขัดสนต่อไป

อนึ่ง ประกาศของหอรัษฎากรพิพัฒน์ ในรัชกาลที่ ๕ ก็มีข้อความที่น่าสนใจยิ่งนัก จึงขอนำมาอ่านให้ฟังดังนี้

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสั่งว่า การเล่นพนันต่างๆ ซึ่งชาวสยามเคยเล่นเป็นการสนุก และแข่งขันพนันกันด้วยทรัพย์สมบัติพัสดุเงินทองต่างๆนั้น ที่เป็นการพนันของชาวสยามแท้ ก็มีแต่วิ่งม้า วิ่งวัว ชนนก ชนไก่ ชนปลาและไพ่ต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น การเล่นโป ถั่วนั้น เป็นวิชาพนันของจีน พวกจีนพากันเข้ามาพึ่งพระบรมเดชานุภาพ อาศัยทำมาหากินอยู่ในกรุงสยาม ได้ความผาสุก หากินอยู่ตามภูมิลำเนาแล้ว พากันก่อการเล่นโปถั่ว ซึ่งเป็นวิชาถนัดของตนขึ้น ชักชวนคนไทยให้หลงไปด้วย ทำให้เป็นการเสียทรัพย์ เสียเวลา เสียประโยชน์ การค้าขาย และทำให้สันดานหมกมุ่นไปในสิ่งซึ่งหาประโยชน์มิได้ เป็นการร้ายแรงยิ่งกว่าการเล่น ซึ่งชาวสยามเคยเล่นกันมา เพราะฉะนั้น โป ถั่ว วิชาของจีนนี้ เป็นวิชาอุปเท่ห์ที่มาชวนคนไทยให้เสียประโยชน์

ที่พูดกันพล่อยๆว่าคนไทยชอบการพนันจนเป็นนิสัยสันดานนั้น คนพวกนี้มีกำพืดเดิมเป็นจีน หาไม่ก็นิยมการพนันอย่างจีน ดังที่หันตามแฟชั่นอย่างฝรั่ง ในสมัยหลังๆนี้เอง จนหลายคนลืมความเป็นไทยไปได้ง่ายๆแล้วกระมัง ยิ่งตั้งตัวจนร่ำรวยขึ้นจากมิจฉาอาชีวะด้วยแล้ว จะเข้าใจเรื่องทานเรื่องศีลเรื่องภาวนา ได้อย่างไรกัน เพียงแต่ปากก็เพ้อไปกันเท่านั้นเอง

อากรหวย ก.ข.แรกตั้งขึ้นในเมืองไทย ในรัชกาลที่ ๓ จากความคิดของเจ๊สัวหง เลิกได้เบ็ดเสร็จในรัชกาลที่ ๖ มีอายุเวลาทั้งหมด ๘๑ ปี นี่เจ๊สัวตั๊ก หรือเจ๊สัวชินจะให้เริ่มขึ้นอีกละหรือ เพื่อจะได้ศรีวิไลอย่างสหรัฐ โดยเขาลืมไปว่าที่ในประเทศนั้นจำนวนคนอยู่ในคุกรวมกันแล้ว มากกว่าชาวไร่ชาวนาคนเล็กคนน้อยที่มีอาชีพทางเกษตรกรรม เขาต้องการให้บ้านเมืองเราเป็นเช่นนั้นละหรือ โดยที่บัดนี้บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ก็คุมการค้าไก่ ค้าสุกร และเมล็ดพันธุ์พืชอย่างน่ากลัวเพียงใดแล้วก็ตาม โดยที่ชาวไร่ชาวนาต่อแต่นี้ไปอาจต้องซื้อเมล็ดมาทำการเกษตร ผลไม้ก็มีเมล็ดที่ทำพันธุ์ไม่ได้ ต้องไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาจากบริษัทอย่างเช่นเจริญโภคภัณฑ์ ต่อไป ชาวไร่ชาวนาอาจต้องซื้อน้ำมาทำการเกษตรเสียด้วยซ้ำ แล้วเจ๊สัวชินยังจะเอานโยบายศูนย์บันเทิงครบวงจรมามอมเมาประชาราษฎรให้หมดเนื้อขายตัวไปยิ่งกว่านี้อีกละหรือ

ข้าพเจ้าขออ่านพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในตอนสุดท้ายของปาฐกถานี้

จะกล่าวแถมท้ายถึงคุณและโทษของหวย และบ่อนเบี้ยต่อไปอีกสักหน่อย อากรทั้งสองอย่างนั้น เป็นการทำความชั่วก็จริง แต่ถ้าจะค้นหาข้อที่เป็นคุณ ก็มีอยู่บ้าง จะว่าแต่ที่เป็นข้อสำคัญ คือ ที่เป็นอุบายการเก็บภาษีจากราษฎรอย่างหมดจด (ที่ว่าหมดจดนั้น ไม่ได้หมายความว่า ดี) ถ้าหากว่าประสงค์แต่จะให้ได้เงินเป็นประมาณแล้ว ไม่มีวิธีเก็บภาษาอย่างอื่นจะสะดวกยิ่งกว่าอากรหวยและบ่อนเบี้ย เพราะรัฐบาลไม่ต้องตั้งพิกัดอัตราเรียกเร่งรบกวนให้ราษฎรบ่นว่าเดือดร้อน ราษฎรก็พากันสมัครหาเงินมาเสียให้รัฐบาล แม้จนสิ้นเนื้อประดาตัว ที่สุดถึงต้องขายสมบัติ บ้านช่อง ตลอดจนขายตัวเอง ก็ยังเต็มใจที่จะเสียภาษีโดยทางบ่อนเบี้ยและอากรหวย ไม่มีคนเสียคนใดที่จะบ่นว่าเดือดร้อน เพราะมีบ่อนเบี้ยหรือมีโรงหวย อย่างว่า เวลาโทมนัส เมื่อเล่นหวยเล่นเบี้ยเสียทรัพย์มาก ก็โทษตัวเองว่า เพราะคิดไม่ถูก หรือเคราะห์ไม่ดี ที่จะโทษหวยและบ่อนเบี้ยนั้นหามีไม่ ส่วนคุณของหวย และบ่อนเบี้ยเห็นมีอยู่เท่านี้

แต่ส่วนโทษนั้น มีเป็นเอนกปริยาย ว่าโดยย่อก็คือเป็นเหตุที่ทำให้ไพร่บ้านพลเมืองยากจน ไม่มีกำลังที่จะประกอบการให้ตนเองและบ้านเมืองมีความเจริญประการหนึ่ง เป็นเหตุให้ไพร่บ้านพลเมืองเกิดนิสสัยเป็นคนพาลสันดานชั่ว ประการหนึ่ง แต่ถ้าจะพิจารณาต่อไปว่า หวยกับบ่อนเบี้ยให้โทษผิดกันอย่างไร เห็นว่าบ่อนเบี้ยให้โทษแก่คนชั้นต่ำเป็นพื้น เพราะการเล่นเบี้ยต้องไปถึงบ่อน จึงมักไปเล่นแต่คนชั้นต่ำ คนชั้นสูงที่ไปเล่นเบี้ยถึงบ่อนโดยตรง หรือลักเล่นเบี้ยตามบ้านเรือนมีไม่มากมายเท่าใดนัก ส่วนหวยนั้นให้โทษแก่คนชั้นสูงมากกว่าคนชั้นต่ำ เพราะอาจจะเล่นได้ในที่ลับ ไม่ต้องออกหน้าไปแทงถึงโรงหวย ผู้ดีจึงชอบเล่น กระบวนทางได้เสียก็ผิดกัน เล่นเบี้ยนั้นมีทุนไปเท่าใด ก็มักเล่นหมดพกในเวลาเดียว แต่เล่นหวยชักทุนทีละน้อย ค่อยเล่นค่อยเปลืองไป ถ้าจะอุปมาคนเล่นเบี้ย เหมือนเป็นอหิวาตกโรค คนเล่นหวยเหมือนเป็นวรรณโรค ใครลงได้เป็นแล้ว ก็มักตายผิดกัน แต่อย่างหนึ่งตายเร็ว อีกอย่างหนึ่งตายช้า

ที่นักเลงเล่นเบี้ยหรือเล่นหวย คนใดจะเล่นรวย จนถึงตั้งตัวได้เพราะการเล่นเบี้ยเล่นหวยนั้น ยังไม่ปรากฎตัวเลย กล่าวกันว่าพระภาษี เล็ก ตั้งตัวได้จนถึงได้สร้างวัด ด้วยเล่นเบี้ย มีอยู่คนหนึ่งแต่ก็มิใช่รวยเพราะแทงถั่วโป หรือแทงหวย ที่ตั้งตัวได้เพราะรับผูกอากรบ่อนเบี้ยและทำภาษีอากรอย่างอื่นด้วย จึงได้รวย จนได้สร้างวัด ภาวนาภิรตาราม อันปรากฎอยู่ในคลองบางกอกน้อยนั้น แต่ถึงจะมีบ้างก็ไม่ถึงหนึ่งในหมื่นในแสนของจำนวนคนที่เสียทรัพย์ เสียตัวป่นปี้ไป เพราะหลงเล่นเบี้ย และเล่นหวย เพราะฉะนั้น ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพยายามมาทั้งสองรัชกาลจนได้เลิกหวยและบ่อนเบี้ยหมดสิ้นสยามประเทศนี้ ควรคนทั้งหลายจะระลึกถึงพระเดชพระคุณเป็นล้นเกล้าฯทั่วกัน

ถ้าตาใครมีแวว ก็จะเข้าใจเนื้อหาสาระแห่งพระนิพนธ์นี้ แล้วนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม และถ้าเขาคนนั้นจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จริงๆ เขาย่อมรู้ได้ถึงพระคุณของในหลวงรัชกาลที่ ๕ และที่ ๖ ซึ่งทรงยอมเสียสละรายได้ของแผ่นดินจากอากรการพนัน โดยหันไปทำนุบำรุงบ้านเมือง อย่างที่ไม่แปดเปื้อนไปกับอบายมุข

แต่ถ้าเขาคนนั้นเป็นนักฉวยโอกาส นโยบายศูนย์บันเทิงครบวงจรที่ว่านี้ ย่อมนำหายนะมาให้ราษฎรไทย ไม่แต่ในทางจริยธรรม หากในทางเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย ที่นโยบายดังกล่าวจะแก้ไขปัญหาความยากจนได้นั้น อย่าได้พึงหวัง ดังธนาคารโลก มีคติติดไว้ว่าจะขจัดความยากจนให้หมดไปจากโลกนั้น ธนาคารนี้ตั้งมากว่ากึ่งศตวรรษแล้ว ในช่วงเวลาดังกล่าว ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนห่างกันยิ่งๆขึ้นทุกที คนยากจนค่นแค้นลงไปอย่างแสนสาหัส และนโยบายการพัฒนาที่อ้างถึงความทันสมัย ที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุดต่างๆนั้น นอกจากทำร้ายธรรมชาติอย่างเลวร้ายแล้ว ยังทำลายคุณภาพแห่งชีวิตของคนยากคนจนจำนวนมหาศาลเป็นอย่างมากอีกด้วย

ความข้อนี้คนอย่างทักษิณ ชินวัตรและนักเศรษฐศาสตร์ นักการเมืองในกระแสหลัก ย่อมไม่อาจสามารถจะเข้าใจได้ หาไม่ไหนเลย นโยบายในเรื่องเขื่อนที่ปากมูล นโยบายในเรื่องเหมืองแร่โปตาซที่อุดร ซึ่งบริษัทเจริญโภคภัณฑ์เข้ามามีเอี่ยว และนโยบายในเรื่องท่อแก๊สไทยมาเลเซีย ซึ่งบริษัทยูโนแคลเข้ามาคุม จะสร้างความเลวร้ายให้ราษฎรอย่างเหลือเชื่อ

อย่างน้อยบัดนี้ธนาคารโลกเริ่มรู้ตัวแล้วว่าการฟังนักเศรษฐศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากธนาคารนี้เริ่มฟังคนยากคนจน แม้จนรับฟังทัศนะจากนักการศึกษา และนักสังคมวิทยา มานุษยวิทยา และนำเอาปัญหาทางจริยธรรม ศาสนธรรม และวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนภูมิปัญญาชาวบ้าน แล้วหันมาประมวลเพื่อเป็นองค์คุณแห่งความรู้ ความเข้าใจ ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรๆลงไป ดังธนาคารโลกถอนตัวออกจากการอุดหนุนโครงการสร้างเขื่อนอย่างใหญ่หลายต่อหลายแห่งแล้ว

เราจะหวังภูมิปัญญาเช่นนี้จากนายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบันเป็นไปได้ไหม ถ้าไม่ได้ เราต้องหาทางกดดันอย่างสันติ รวมพลังกันอย่างมีสติปัญญา และสามัคคีธรรม เอาชนะมิจฉาอาชีวะ ให้ปลาสนาการไปให้จงได้ แม้จะเรียกมันว่าศูนย์บันเทิงครบวงจร แต่มันเป็นความบันเทิง บนกองไฟแห่งความทุกข์แท้ทีเดียว

-๔-

ขอพูดแถมท้ายอีกนิดว่านโยบายของทักษิณนั้นไม่มีอะไรใหม่ เป็นการใช้ธนาธิปไตยแบบกึ่งดิบกึ่งดี ที่มีความเป็นเผด็จการซ่อนเงื่อนอยู่ภายในรูปแบบของการเลือกตั้งและรัฐสภา เขาสามารถควบคุมสื่อมวลชนอย่างได้ผล คล้ายๆมาเลเซีย และถ้าเป็นไปได้ ไทยแลนด์ก็จะเป็นอย่างสิงคโปร์ คือผู้คนขาดเสรีภาพไปทุกๆทาง และที่จะกินดีอยู่ดีอย่างสิงคโปร์ก็น่าสงสัย ยังบริษัทบริวารที่รับใช้เขา ก็ล้วนขาดความเป็นตัวของตัวเอง ได้แต่รับฟังคำสั่งจากนายเหนือหัวอย่างปราศจากวิจารณญาณ ยิ่งระบบงานที่เรียกว่า CEO ด้วยแล้ว นั่นคือการบริหารงานอย่างริดรอนสิทธิและศักดิ์ศรีของข้าราชการประจำในทุกๆทาง ใครที่มีกึ๋นหรือมีความกล้าหาญทางจริยธรรม ย่อมดำรงคงอยู่ในระบบได้ยาก หากจะมีลูกขุนพลอยพะยักเพิ่มยิ่งๆขึ้น

อนึ่ง นโยบายแบบจักรวรรดินิยมตามทางของสหรัฐ ที่เปิดโอกาสให้มือใครยาวสาวได้สาวเอา โดยใช้ความรุนแรงด้วยประการต่างๆเพื่อเอาชนะฝ่ายตรงกันข้ามนั้น แม้จะเรียกว่าโลกาภิวัฒน์ ก็เป็นการสร้างระบบเวรกรรม ให้ทำลายล้างกันต่อๆไปอย่างไม่จบสิ้น

วิกฤตการณ์ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔ ที่สหรัฐ เป็นผลพวงมาจากการก่อการร้ายของรัฐบาลอเมริกันแต่สมัยสงครามเย็นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา อีกฝ่ายเขาสู้ซึ่งๆหน้าไม่ได้ เขาก็ต้องใช้วิธีการอันรุนแรง อย่างยอมพลีชีวิตเพื่อท้าทายวิธีการก่อการร้ายแบบสหรัฐ ซึ่งแพร่ไปยังทุกมุมโลก รวมทั้งเวียดนาม กัมพูชา ลาวและไทยในสมัยก่อน

ที่รัฐบาลทักษิณเอาอย่างมาทำกับการฆ่าตัดตอน โดยใช้กฎหมายหรือไม่ก็ตาม ที่ว่าจะเอาชนะยาเสพติดนั้น ก็คือมาตรการเวรที่ไม่ระงับด้วยการจองเวรนั้นแล ยิ่งส่งทหารไทยไปตายในอิรักด้วยแล้ว ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับบุช ซึ่งมีอยู่ลับๆทั่วโลก ย่อมรุมเล่นงานฝ่ายรัฐบาลทักษิณ ด้วยขยายวงการของก่อเวรก่อกรรมในทางพิฆาตฆ่ายิ่งๆขึ้น ทั้งนี้มีผลจากกรณีที่รัฐบาลทำร้ายราษฎรที่ต่อต้านท่อแก๊สทางสงขลาและอื่นๆด้วย

วินาศกรรมที่เกิดขึ้นทางปักษ์ใต้ในเวลานี้ มีอนุสนธิมาแต่นโยบายของรัฐบาลทักษิณที่ไม่คำนึงถึงจริยธรรมและศาสนธรรม โดยเฉพาะก็ของมุสลิมนั้นแลเป็นประการสำคัญ ยิ่งรัฐบาลประกาศมาตรการใช้ความรุนแรงเพิ่มขึ้น การตอบโต้อย่างเลวร้ายและรุนแรงก็จะเพิ่มขึ้น โดยอาจจู่โจมเข้าถึงตัวเขาและครอบครัวเขาเอาเลยด้วยซ้ำ

ที่ว่ามานี้ ข้าพเจ้าเตือนด้วยหวังดี ดังเช่นกรณีอบายมุขที่เรียกว่าศูนย์บันเทิงครบวงจร ก็รวมอยู่ในข่ายแห่งความเลวร้ายด้วยเช่นกัน ถ้านายกรัฐมนตรีมีสติ น่าจะมีมนสิการ แก้ไขนโยบายเสียที่ขั้นพื้นฐาน เลิกอาการอันรุนแรงที่อิงความโลภ โกรธ หลงด้วยประการต่างๆ และหันมาหาทางสมานฉันท์อย่างสันติวิธี แม้นี่จะล่าช้าไปมากแล้ว ก็ยังพอจะเยียวยาได้

เกรงแต่ว่าคำเตือนเช่นนี้ คนอย่างทักษิณคงรับไม่ได้ เฉกเช่นบุชกับพวกที่ควบคุมอยู่ข้างหลังเขานั้นแล จึงไม่มีทางอื่น นอกเสียแต่ว่าเราต้องสร้างวัฒนธรรมแห่งการตื่น วัฒนธรรมแห่งการให้ และวัฒนธรรมแห่งสันติวิธีให้ได้ในหมู่มหาชน โดยเฉพาะก็เยาวชน โดยที่ทุกศาสนาต้องหาทางร่วมมือกันอย่างแท้จริง

--------- สุลักษณ์ ศิวรักษ์บรรยายในการสัมนาและประชุมประจำปีของชมรมคริสเตียนเพื่อการพัฒนาในประเทศไทย (CFDT) วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๗ ณ ห้องประชุมพันธกิจการศึกษา สำนักงานพันธกิจการศึกษาของสภาคริสตจักร

 

 

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา I ประวัติ ม.เที่ยงคืน

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

สำหรับสมาชิกที่ต้องการ download ข้อมูล อาจใช้วิธีการง่ายๆดังต่อไปนี้

1. ให้ทำ hyper text ข้อมูลทั้งหมด
2. copy ข้อมูลด้วยคำสั่ง Ctrl + C
3. เปิด word ขึ้นมา (microsoft-word หรือ word pad)
4. Paste โดยใช้คำสั่ง Ctrl + V
จะได้ข้อมูลมา ซึ่งย่อหน้าเหมือนกับต้นฉบับทุกประการ
(กรณีตัวหนังสือสีจาง ให้เปลี่ยนสีเป็นสีเข้มในโปรแกรม Microsoft-word)

 

บทวิจารณ์ - ศูนย์บันเทิงครบวงจรของรัฐบาลทักษิณต่อการพัฒนาแก้ไขปัญหาความยากจน : จากมุมมองทางจริยธรรม
H

การเล่นพนันต่างๆ ซึ่งชาวสยามเคยเล่นเป็นการสนุก และแข่งขันพนันกันด้วยทรัพย์สมบัติพัสดุเงินทองต่างๆนั้น ที่เป็นการพนันของชาวสยามแท้ ก็มีแต่วิ่งม้า วิ่งวัว ชนนก ชนไก่ ชนปลาและไพ่ต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น การเล่นโป ถั่วนั้น เป็นวิชาพนันของจีน พวกจีนพากันเข้ามาพึ่งพระบรมเดชานุภาพ อาศัยทำมาหากินอยู่ในกรุงสยาม ได้ความผาสุก หากินอยู่ตามภูมิลำเนาแล้ว พากันก่อการเล่นโปถั่ว ซึ่งเป็นวิชาถนัดของตนขึ้น ชักชวนคนไทยให้หลงไปด้วย ทำให้เป็นการเสียทรัพย์

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน
แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ


Website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ

สนใจสมัครเป็นสมาชิก
กรุณาคลิก member page
ส่วนผู้ที่ต้องการดูหัวข้อบทความ
ทั้งหมด ที่มีบริการอยู่ขณะนี้
กรุณาคลิกที่ contents page
หรือหน้าสารบัญ ซึ่งมีอยู่ 2 หน้า
และผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็น
หรือประกาศข่าว
กรุณาคลิกที่ปุ่ม webboard

หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com
midnightuniv@yahoo.com

พระภิกษุรูปหนึ่งเขียนว่า - กรณี "หวยรัฐ" หรือการจะให้มีแหล่งบันเทิงครบวงจรซึ่งมีบ่อนการพนันอยู่ในนั้น เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในขณะนี้ กล่าวคือ แม้รัฐบาลจะใช้อำนาจบริหาร พรรครัฐบาลใช้เสียงข้างมากในสภามาเปลี่ยนดำเป็นขาว เปลี่ยนผิด (กฎหมาย) ให้เป็นถูกได้ตามอำเภอใจ แต่รัฐบาลหรือ นายกรัฐมนตรีก็ไม่สามารถเปลี่ยนกฎศีลธรรม หรือเปลี่ยนหลักธรรมคำสอนได้ ไม่ว่าจะใช้ทฤษฎี "คิดนอกกรอบ" หรือข้ออ้างอะไรอื่น ๆ ก็ตาม
เป็นการร้ายแรงยิ่งกว่าการเล่น ซึ่งชาวสยามเคยเล่นกันมา เพราะฉะนั้น โป ถั่ว วิชาของจีนนี้ เป็นวิชาอุปเท่ห์ที่มาชวนคนไทยให้เสียประโยชน์ (ตัดมาจากบทความ)

ทั้งนี้ก็เพราะสหรัฐอเมริกาและจีนเป็นยักษ์ใหญ่ในทางเศรษฐกิจ ซึ่งผูกสนิทกับชินคอป และให้ประโยชน์กับชินคอป ยิ่งกว่ากับประเทศไทย ดังที่รัฐบาลไทยเข้าไปเอาใจเผด็จการทหารพม่า อย่างปราศจากจุดยืนทางจริยธรรมหรือสิทธิมนุษยชน ก็เพื่อหวังผลประโยชน์ให้กับบริษัทในเครือของสกุลชินวัตรยิ่งกว่าจะเห็นประโยชน์ของประเทศ