มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน
แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ


Website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ

สนใจสมัครเป็นสมาชิก
กรุณาคลิก member page
ส่วนผู้ที่ต้องการดูหัวข้อบทความ
ทั้งหมด ที่มีบริการอยู่ขณะนี้
กรุณาคลิกที่ contents page
และผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็น
หรือประกาศข่าว
กรุณาคลิกที่ปุ่ม webboard
ข้างล่างของบทความชิ้นนี้

หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com
midnightuniv@yahoo.com

 

 

Postmodernism and Politics
บทความแปล-มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ภาพประกอบดัดแปลง จากหนังสือออกแบบของ Philippe Starck ชื่อหนังสือ Starck จากภาพ Hot Betarr 1990-1991ภาพ portrait ชื่อ Vertigo 1996 และภาพ portrait
นำมาจาก website โฆษณาของ Yahoo mail นำมาสังเคราะห์ในภาพเดียวกัน
R
random
release date
010346

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 243
ลัทธิหลังสมัยใหม่และพื้นที่ทางการเมือง
Postmodernism and Politics

Iain Hamilton Grant

เรียบเรียงโดย สมเกียรติ ตั้งนโม

(ความยาวประมาณ 21 หน้ากระดาษ A4)

จากต้นฉบับหนังสือ (หน้า 28-40)
Critical Dictionary of Postmodern Thought : Edited by Stuart Sim, Routedge, New York, 1999.

บทนำ
นับตั้งแต่ลัทธิหลังสมัยใหม่(postmodernism)ได้ปรากฎตัวขึ้นมาบนแผงลอยหนังสือพิมพ์, นิตยสารรายสัปดาห์, และรายเดือนต่างๆ, ผู้คนก็ได้มีการถามถึงกันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์กันระหว่าง"ลัทธิหลังสมัยใหม่"กับ"เรื่องทางการเมือง"

ดังที่มันเป็นไป ลัทธิพหุนิยม(Pluralism)และการสรรเสริญที่เพ้อกันไปเกี่ยวกับ"ความแตกต่าง"(difference) รวมไปถึงเรื่องความจริง(reality) ตามทัศนะของ Jean Baudrillard - และคนอื่นๆอีกมาก - คนเหล่านี้เปรียบเสมือน"พระชั้นสูงของลัทธิหลังสมัยใหม่" พวกเขาได้กล่าวออกมาในทำนองว่า "ไม่มีอะไรอย่างที่มันเคยเป็นอีกแล้ว" คำถามก็คือว่า ยังจะมีเรื่องราวอะไรที่คงเหลืออยู่สำหรับการเมือง ซึ่งจำเป็นต่อการเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมที่โจ่งแจ้งและแผ่ซ่านไปทั่ว ซึ่งยังจะมีอยู่ในโลกหลังสมัยใหม่ของพวกเรา ?

แน่นอน ความหวังต่างๆเกี่ยวกับการจัดการเรื่องราวที่มีอยู่อย่างมากมายในยุคสมัยของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ"ลัทธิเผ่าพันธุ์"(racism)แต่ละท้องถิ่น, ความน่าหวาดหวั่นเกี่ยวกับความสลับซับซ้อนซึ่งมากับอุตสาหกรรมบันเทิงที่รุนแรงแบบทหาร, แรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจที่เด่นชัด, คอนโซลคาวบอย(console-cowboy)ที่ใช้ในการขจัดเป้าหมายด้วยอาวุธทำร้ายล้างอันรุนแรงและเกินความจำเป็นของสงครามอ่าวเปอร์เชีย(Gulf War), ความวุ่นวายและการก่อกวนทางการเมืองและศาสนา หรือรถถังจีนที่บดขยี้ไปบนเรือนร่างของผู้ประท้วงของเหล่านักศึกษา ที่ได้กระทำขึ้นมาต่อหน้าต่อตากับขบวนการเคลื่อนไหวต่างๆ ทั้งหมดที่ผ่านมาดูเหมือนว่า มันไม่ได้มีการนำเสนอทางเลือกใหม่ใดๆขึ้นมาเลย" เช่นดั่งที่ลัทธิหลังสมัยใหม่เคยได้ประกาศถอดถอนอุดมคติต่างๆของยุคสมัยใหม่เกี่ยวกับ สิทธิ, เสรีภาพ, และความเสมอภาคที่เป็นสากล.

ที่กล่าวมานี้ทั้งหมด ดูประหนึ่งว่า "ลัทธิหลังสมัยใหม่" แทบไม่ได้มีการกระทำใดๆเลยให้ปรากฎออกมาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเสนอวิธีการเกี่ยวกับการแก้ปัญหาข้างต้นแก่พวกเราอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน

การเมืองหลังสมัยใหม่
ในหลายๆทาง "การเมืองหลังสมัยใหม่"(postmodern politics) เป็นปัญหาที่ออกจะประหลาดสักหน่อยต่อประวัติศาสตร์ของลัทธิหลังสมัยใหม่ในโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษ ที่ซึ่งสำหรับศัพท์คำนี้ มันปรากฏตัวขึ้นมาครั้งแรกในโลกของศิลปะและสถาปัตยกรรม ต่อมาเมื่อลัทธิหลังสมัยใหม่ได้มาถึงการวิพากษ์ของมวลชน มันจึงกลายเป็นความสนใจในเชิงวิชาการอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และเส้นทางของมันต่อจากนั้น ก็ได้เปลี่ยนแปลงจากศิลปะต่างๆไปสู่เรื่องทางการเมืองและปรัชญา จากบางสิ่งบางอย่างซึ่งรู้จักกันอย่างคร่าวๆไม่ชัดเจนนักในฐานะ"ทฤษฎีหลังสมัยใหม่" มาถึงตอนนี้มันได้เริ่มพัฒนาขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยอันหลากหลายของลัทธิหลังสมัยใหม่ในเชิงทฤษฎีที่ได้พัฒนามา ถูกทำให้เกิดขึ้นในลักษณะที่จะเกือบจะเป็นการเฉพาะ นั่นคือ ชิ้นส่วนทางความคิดส่วนใหญ่ของลัทธินี้เป็นของบรรดานักคิดและ"นักปรัชญาฝรั่งเศส"

ในบางขอบเขต มันเป็นผลเนื่องมาจากการครุ่นคิดและการคาดการณ์อันนี้ การค้าเสรี และในทฤษฎีต่างๆที่แยกไปจากบริบททางประวัติศาสตร์ รวมถึงบริบททางปรัชญาและการเมือง ที่มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับการเมืองหลังสมัยใหม่ ซึ่งปรากฎว่ามันมีการเปิดกว้างมากขึ้น และด้วยเหตุดังนั้น มันจึงเป็นเจ้าภาพเกี่ยวกับการโต้เถียงกันมาตามลำดับอย่างไม่มีสิ้นสุด

โดยเหตุนี้ คำถามสองคำถามซึ่งอาจบอกอะไรกับเราได้ จึงควรถูกหยิบหยิบยกขึ้นมาถามก่อนในช่วงต้นนี้ก็คือ

คำถามแรก, มันมีผลกระทบอะไรบ้าง ที่ลัทธิหลังสมัยใหม่มีต่อเรื่องทางการเมือง ในสิ่งซึ่ง Richard Rorty เรียกว่าชุมชนคนชั้นกลางแอตแลนติคเหนือ ? และ
คำถามที่สอง, อะไรคือการเมือง ที่ถูกให้ข้อมูลทางปรัชญาซึ่งนำเข้ามาจากฝรั่งเศส สู่ชุมชนของพวกเราในวิธีการนำเสนอของทฤษฎีหลังสมัยใหม่ ?

คำตอบต่อคำถามเหล่านี้ถูกนำไปเชื่อมโยงผ่านคนๆหนึ่งที่สำคัญ (ซึ่งอันที่จริงคนสำคัญที่ได้พูดถึงลัทธิหลังสมัยใหม่โดยตรงนั้น มีอยู่เพียงไม่กี่คน) ของนักปรัชญาภาคพื้นทวีป. ดูเหมือนว่าเรื่อง The Postmodern Condition ของ Jean-Francois Lyotard จะอุบัติขึ้นในท่ามกลางการสนทนากันทุกครั้งเกี่ยวกับทุกๆแง่มุมของข้อถกเถียงเหล่านี้ ด้วยการทำให้มันง่ายลงมาอย่างที่สุดในเรื่อง"การยอมรับเกี่ยวกับตัวตน"(self-confessed) ซึ่งได้ถูกทึกทักในฐานะที่เป็นอัตลักษณ์ที่สมบูรณ์โดยถือว่ามันเป็นลัทธิหลังสมัยใหม่

และหนังสือเล่มนี้ได้กลายมาเป็นประวัติศาสตร์และเรื่องราวทางการเมืองทั้งหมดอันหนึ่ง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ได้รับการผลิตซ้ำหรือสำเนาขึ้นมาโดยบรรดานักทฤษฎียูโรเปียนทั้งมวล ที่ได้เตรียมการหรือจัดหาทรัพยากรต่างๆให้กับทฤษฎีหลังสมัยใหม่

แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะพูดถึงประวัติความเป็นมาอันนี้โดยตรง มันมีความจำเป็นที่จะต้องให้เครดิตหรือความเชื่อถือบางอย่างซึ่งเกี่ยวพันกับตำราของ Lyotard โดยพิจารณาถึงประเด็นอันหลากหลายหลักๆที่แนบอยู่กับปฏิกริยาในเชิงวิพากษ์ที่มีต่อลัทธิหลังสมัยใหม่บางประการ. ขณะเดียวกัน อันนี้อาจดูเหมือนเป็นการตีวงจำกัดหรือคับแคบจนเกินไป ต่อลำดับการที่สมบูรณ์ของงานเขียนที่มีต่อเรื่องราวเกี่ยวกับการเมืองหลังสมัยใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม มันจะทำให้เราบรรลุถึงแกนหลักต่างๆมากขึ้นเกี่ยวกับข้อถกเถียงที่สำคัญในพื้นที่อันนี้ได้

The Postmodern Condition & Grand narratives
ท่ามกลาง"การทำให้ง่ายลงอย่างมาก"ของ The Postmodern Condition ที่เสนอออกมา, มีสิ่งหนึ่งซึ่งบางทีมันจะเป็นผลกระทบที่สำคัญยิ่งกับสถานะดังกล่าว และ Lyotard เรียกมันว่า"meta narrative"หรือ"grand narratives"(วาทกรรมหลัก)

ในขณะที่วาทกรรมหลักในยุคสมัยใหม่ อย่างเช่น วาทกรรม the Enlightenment เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ"ความก้าวหน้าอันไม่มีสิ้นสุดของความรู้" และ"เสรีภาพ", หรือวาทกรรมของ Marxist เกี่ยวกับ"ความรุดหน้าในการปลดปล่อยมนุษย์ผู้ใช้แรงงาน ให้เป็นอิสระจากโซ่ตรวนที่มายัดเยียดให้กับพวกเขาโดยทุนนิยมอุตสาหกรรม" วาทกรรมเหล่านี้ได้แสดงบทบาทเด่นชัด เสมือนเป็น"สมอหลัก"ของความรู้และทางการเมืองในยุคสมัยใหม่

แต่อย่างไรก็ตาม ยุคหลังสมัยใหม่กลับปรากฎว่า เป็นยุคที่ได้รับผลสืบเนื่องมาจากวิกฤตของความมั่นใจในสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างมาก

เหตุผลอันหนึ่งสำหรับวิกฤตการณ์อันนี้คือ การเกิดขึ้นมาของ"ปรัชญาเชิงวิพากษ์" ซึ่งเริ่มต้นด้วยการวิพากษ์เกี่ยวกับ "Enlightenment" หรือ"ยุคสว่าง" อันเป็นไปในลักษณะเหน็บแนมประชดประชัน

ขณะที่ Kant ซึ่งเป็นคนริเริ่ม"ปรัชญาเชิงวิพากษ์"ในช่วงสิ้นสุดของคริสตศตวรรษที่ 18 โดยมีเจตนาที่จะเพิ่มเติมเหตุผลให้กับมนุษย์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการปกครองดูแลตนเอง, มากกว่าที่จะให้มนุษย์นำความเชื่อของพวกเขาหรือปรากฎการณ์อันไม่เป็นที่รู้จัก ไปวางเอาไว้กับห้วงหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้าต่างๆเป็นผู้ตัดสิน. Kant เสนอให้"เหตุผล"คอยทำหน้าที่ควบคุมตัวของมันเองด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อที่จะรู้และเข้าใจข้อจำกัดต่างๆของตัวมัน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสิ้นสุดคริสตศตวรรษที่ 19 การวิพากษ์ได้มุ่งตรงไปสู่ชัยชนะที่ได้มาด้วยความยากลำบากของยุค Enlightenment โดยตรง, ด้วยการที่ Nietzsche ได้ประกาศออกมาอย่างชัดแจ้งว่า "พระเจ้าตายแล้ว"(God is dead), และเขายังได้กล่าวต่อไปว่า "ความจริง, ศีลธรรม, และความรู้, ตัวของมันเองเป็นเพียงมายาการเท่านั้น"

Marx ด้วยเช่นกันที่ได้เคลื่อนคล้อยและถอนตัวจากคฤหาสน์ Enlightenment เขาให้เหตุผลว่า "การเมืองของยุคสว่างได้เพ่งความเอาใจใส่ในอุดมคติเกี่ยวกับความก้าวหน้า โดยการต้องยินยอมจ่ายอิสรภาพของมนุษย์ไป เพื่อแลกเปลี่ยนกับความก้าวหน้าในทางวัตถุที่ได้มา และนั่นคือลัทธิอุดมการณ์ของยุคนี้ ซึ่งค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่ผิดพลาดอันหนึ่ง, มันเป็นภาพสะท้อนที่สลับซับซ้อนเกี่ยวกับอุดมคติต่างๆของชนชั้นปกครอง"

อย่างไรก็ตาม ในช่วงระหว่างปลายคริสตศตวรรษที่ 20, ลัทธิมาร์กซ์เองไม่เพียงไม่นำมาซึ่งอิสรภาพดังที่มันให้คำมั่นสัญญาเท่านั้น แต่มันกลับผลิตความวิปริตผิดปกติขึ้นมาชุดหนึ่ง อย่างเช่น การบดขยี้ประชาชนที่ประท้วงต่อต้านการปกครองของโซเวียดใน Budapest ในปี ค.ศ.1956 และความน่าสยดสยองนองเลือดของคุกต่างๆในค่ายกักกันนักโทษทางการเมืองสมัยสตาลิน(Stalin's gulags)

ความขัดแย้งและความเห็นต่างได้ดำเนินต่อไประหว่างวาทกรรมทั้งหลาย ดังนั้น จึงทำให้มันทั้งหมดอ่อนแอลง และโดยเหตุนี้ พอมาถึงช่วงสิ้นสุดของคริสตศตวรรษที่ 20 ดูเหมือนว่าจะไม่มีการเสนอตัวของวาทกรรมใดๆที่เข้ามารับหน้าที่ต่อจากพวกมัน ในการเข้ามาผูกความรู้และการกระทำของเราทั้งหมดเอาไว้ด้วยกันให้เป็นแบบแผนเชิงประวัติศาสตร์ ที่มีความสอดรับหรือประสานกันบางอย่าง. ดังนั้น ทั้งหมดที่เหลืออยู่ต่อมาก็คือ ขอบเขตอันหนึ่งซึ่งชิ้นส่วนต่างๆทางความคิดได้ถูกทิ้งไว้ให้แข่งขันกันเอง และแข่งขันกับคู่แข่งใหม่ๆ

สังคมหลังอุตสาหกรรม ลัทธิทุนนิยมบวกเทคโนโลยี
แต่อย่างไรก็ตาม ขอบเขตต่างๆข้างต้นได้ถูกควบคุมโดยพันธมิตรใหม่อันหนึ่ง ระหว่าง"เทคโนโลยี"และ"ลัทธิทุนนิยม", ซึ่งได้สถาปนาสิ่งที่นักทฤษฎีบางคนได้ให้ฉายาว่า"สังคมหลังอุตสาหกรรม"(post-industrial society) แต่อะไรคือเรื่องราวที่สำคัญ ที่ลัทธิทุนนิยมได้แถลงเอาไว้ ?

ในทางตรงข้ามกับข้อเท็จจริงกับสิ่งที่มันเคยพูดถึงและเล่าลือในยุคสว่าง(Enlightenment)เกี่ยวกับ"เสรีภาพที่เพิ่มขึ้น" พอมาถึงยุคหลังอุตสาหกรรม "เสรีภาพที่เพิ่มขึ้น"ซึ่งได้ให้หลักประกันหรือคำรับรองที่เยี่ยมยอดที่สุดในยุคสว่าง ได้กลับกลายเป็น"ตลาดเสรี"โดยลัทธิทุนนิยม ซึ่งทางเลือกสูงสุดและต่ำสุดได้เข้ามาแทรกแซงในความเป็นอยู่และอาชีพของปัจเจกบุคคล ภายใต้การเป็นพันธมิตรกับเทคโนโลยี

ยกตัวอย่างเช่น ประสิทธิภาพที่บรรลุถึงของปฏิบัติการทางด้านคอมพิวเตอร์ได้เห็นพ้องต้องกันกับการขับเคลื่อนเรื่องผลกำไร ดังนั้น เรื่องของรายได้จำนวนมากที่เข้ามา รายจ่ายจำนวนน้อยที่ออกไป จึงกลายเป็นกฎเพียงประการเดียวที่มาควบคุมตลาดการค้า และควบคุมความเกี่ยวพันทางสังคมและการเมืองเช่นเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะที่เป็นกฎอันหนึ่ง มันจึงเป็นเหตุเป็นผลในตัวของมันเอง: กล่าวคือ เมื่อกำไรได้ถูกสร้างขึ้นมา มันหมายถึงการบรรลุถึงประสิทธิภาพ, กฎดังกล่าวถือว่า"มีเหตุผล". มีการตัดความดึงดูดใจของคำบรรยายหรือวาทกรรมหลักให้สั้นลงจนเหลือเพียง"ความถูกต้อง"เท่านั้น

อันที่จริงอีกด้านหนึ่งของเหรียญอันนี้ก็คือ รัฐบาลและคณะกรรมการที่วางกฎระเบียบต่างๆได้ถูกทำให้เข้าใจผิดคิดว่า พวกเขาสามารถควบคุมขบวนการอิสระต่างๆของทุนข้ามชาติและทุนไร้พรมแดนได้ โดยการกำหนดบทลงโทษขึ้นมา. รัฐบาลต่างๆและนโยบายทางเศรษฐกิจของหลายๆประเทศ ไม่ได้ให้ข้อมูลหรือบอกกับเรา(ซึ่งอันที่จริงพวกเขาอาจไม่รู้ก็ได้)ถึงผลกระทบที่เป็นกระบวนการเคลื่อนไหวของเงินตราที่กำลังเป็นอยู่จริง: ขอให้ลองมาพิจารณากันถึงเสียงร้องคร่ำครวญที่ออกจะดูเขลาๆของรัฐบาลอังกฤษในช่วงระหว่าง"วันพุธทมิฬ"(Black Wednesday) และการพันตูกันเมื่อเร็วๆนี้ในทีอื่นๆเกี่ยวกับการเก็งกำไรค่าเงินระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกันคำว่า"ลัทธิทุนนิยมตอนปลาย"(late capitalism) [คำนี้เป็นวลีของนักทฤษฎีการเมือง Ernest Mandel ที่ได้นำมาใช้ และถูกทำให้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายโดย Fredric Jameson ซึ่งถือว่าเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งของสังคมหลังสมัยใหม่ และสังคมยุคหลังอุตสาหกรรม ดังที่ได้รับการบันทึกเอาไว้โดยนักวิจารณ์และนักทฤษฎีจำนวนมาก], คำนี้ก็ได้มีการเสนออยู่ในงานเขียนของ Lyotard ด้วยเช่นกัน แต่บ่อยครั้งมันได้ถูกมองข้ามไป

ดังที่เราจะได้เห็นกันต่อไปในบทความชิ้นนี้ ซึ่งจะได้ชี้ให้เห็นถึงเส้นทางวิวัฒนาการที่ต่างไปสำหรับลัทธิหลังสมัยใหม่ มากยิ่งกว่าที่มันได้รับการทึกทักอยู่บ่อยๆโดยผู้ที่สรรเสริญเกี่ยวกับ"ความแตกต่างหลังสมัยใหม่": นั่นคือ เงื่อนไขหรือสภาพการณ์หลังสมัยใหม่เป็นเรื่องเล่าเชิงประวัติศาสตร์อันหนึ่งเกี่ยวกับการอยู่รอดของวาทกรรมหรือคำบรรยายที่เหมาะสมที่สุด(the survial of the fittest-narrative)

เมื่อย้อนกลับไปสู่สาระของวาทกรรมจะเห็นว่า, ในความขัดแย้งของวาทกรรมเหล่านั้น, ไม่มีวาทกรรมใดโดดๆที่มีอิทธิพลมากพอที่จะมารัดดึงคำบรรยาย(วาทกรรม)ต่างๆเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกัน (แต่ในท้ายที่สุด ดูเหมือนว่าลัทธิทุนนิยมจะเป็นผู้มีชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด) และวาทกรรมหรือคำบรรยายเหล่านี้ได้รับการเล่าขานกันต่อๆมาโดยกลุ่มคนต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีวัฒนธรรมใด, ประวัติศาสตร์, ปรัชญา, หรือการเมืองใดที่มีลักษณะโดดเด่นเหนือกว่าเรื่องอื่นๆ

อะไรคือเอกภาพของการเมืองหลังสมัยใหม่ ?
ในขอบเขตนี้โดยความเห็นชอบร่วมกัน การเมืองหลังสมัยใหม่ได้ค้นพบตัวของมันเอง กล่าวคือที่ที่มันมีความเป็นเอกภาพ, จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันดังที่เรื่องราวของมันเป็นไป มันเป็นเพียงเรื่องของ"ความแตกต่าง"(difference)เท่านั้น

กับการที่ครั้งหนึ่งเจตจำนงทางการเมืองของผู้คน, ชาติหรือวัฒนธรรมหนึ่งวัฒนธรรมใดซึ่งเคยได้รับการควบคุมเพื่อเป้าหมายทั่วไปในระยะยาว แต่มาถึงตอนนี้ กลุ่มก้อนต่างๆก็ได้แตกออกจากกันเป็นส่วนๆ ซึ่งได้เข้าไปพัวพันอยู่กับการต่อสู้ดิ้นรนในชั่วระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา

การแผ่ขยายของการเมืองเรื่องเอกลักษณ์ที่มีอยู่ทั่วไปในช่วงยี่สิบปีหลังมานี้ เป็นพยานหลักฐานต่อเรื่องข้างต้นได้เป็นอย่างดี ด้วยการเน้นย้ำของมันในเรื่องความเป็นชนกลุ่มน้อย, ชนชั้น, เพศ, และความเชื่อทางการเมืองที่เป็นตัวแทนลักษณะทางเพศ

บรรดาผู้ให้การสนับสนุนเรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้ต่างยอมรับ และให้การยกย่องสรรเสริญเกี่ยวกับ"ความแตกต่าง" ระหว่างกลุ่มก้อนที่หลากหลายและเอกลักษณ์ และยังยินยอมให้กับการเมืองรูปแบบใหม่อันหนึ่งได้พัฒนาสิ่งซึ่งครั้งหนึ่งไม่เป็นที่ต้องการขึ้นมา, มันเป็นเรื่องของอุดมคติต่างๆเกี่ยวกับ"เจตจำนงทั่วไป"ของผู้คน, หรืออุดมคติทางการเมืองเกี่ยวกับการปฏิวัติวัฒนธรรม, และเป็นการเอาชนะหรือพิชิตผลประโยชน์ต่างๆที่มีอยู่ของสมาชิกของมัน ที่นำไปสู่ความเชื่อหรือหลักปฏิบัติที่เป็นมาแต่เดิม(orthodoxy)อันหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ พันธมิตรทางการเมืองกลุ่มเล็กๆจึงได้ปรากฎตัวขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งยังคงสนใจต่อความแตกต่างระหว่างกลุ่มต่างๆที่มาประกอบกันของพวกเขา. ดังนั้น บรรดาผู้นิยม Marxists, ผู้นิยม feminists, พวก Green, และบรรดา gay ทั้งหลาย อาจค้นพบตัวของพวกเขาเองว่ากำลังให้ความเอาใจใส่หรือเป็นห่วงต่อประเด็นปัญหาอันใดอันหนึ่ง ที่กลุ่มต่างๆได้มาร่วมมือกันอย่างหลวมๆ

แต่ในเวลาเดียวกันและเป็นความเป็นจริงก็คือ พวกเขาอาจค้นพบว่า กลุ่มของพวกเขาเองนั้น ยังมีความต่างไปจากคนกลุ่มอื่นๆ. ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิวัติยังได้แยกวาระหรือแผนการณ์(agenda)ออกไปสำหรับอนาคตข้างหน้า นั่นคือ การกระทำโดยตรงและการเมืองที่มีพื้นฐานอยู่บนประเด็นปัญหาของตัวเอง จะแสดงความเร่าร้อนรีบเร่งมากกว่า และมันมีนัยสำคัญที่แท้จริง

แต่อย่างไรก็ตาม พวกที่ชอบดูหมิ่นถิ่นแคนหรือชอบกล่าวร้ายทั้งหลายได้ชี้ถึงข้อบกพร่องหลักๆสองประการ ในมุมมองอันนี้เกี่ยวกับเงื่อนไขทางการเมืองหลังสมัยใหม่

ขอบกพร่องอันแรกคือ, วัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งจะสามารถรวมตัวของมันเองขึ้นมารายรอบแนวคิดพหุนิยมเสรีอันนี้ได้อย่างไร, อุดมคติที่ปล่อยให้"ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไป"โดยปราศจากกล้ามเนื้อทางการเมืองที่มารัดดึง, มาคอยค้ำจุนหรือสนับสนุนต่อผู้คนเหล่านั้น, ซึ่งแตกต่างกันมากมายเหลือเกินจากพวกเราเอง และผู้คนที่มองว่าลัทธิเสรีนิยมตะวันตกโดยทั่วไป โดยเฉพาะชุมชนคนชั้นกลางแอตแลนติคเหนือ ล้วนเป็นคนที่อ่อนแอด้วยพยาธิวิทยาและมีความเข้าใจผิดในเรื่องเหล่านี้

ยกตัวอย่างเช่น ลองมาพิจารณากันถึงลัทธิมูลราก(fundamentalism)อันหลากหลายที่ยังคงปฏิบัติการอยู่ในโลกร่วมสมัย. ชุมชนคนชั้นกลางแอตแลนติคเหนือจะขานรับหรือโต้ตอบอย่างไร ถ้าเผื่อว่าสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆของพวกเขาถูกละเมิด

ดังเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นมาไม่นานนี้ เมื่ออญาตอล่าห์(ayatollah - ตำแหน่งผู้นำทางศาสนาชั้นสูงของอิหร่าน)คนหนึ่ง ได้ออก fatwah (ความเห็นทางกฎหมายหรือคำพิพากษาที่ตัดสินโดยผู้นำทางศานา) ต่อนักเขียนคนหนึ่งสำหรับการดูหมิ่นศาสนา และลงโทษโดยการประกาศให้ประหารชีวิตนักเขียนคนนั้น

ถ้าหากว่าชุมชนนั้นดำเนินรอยตามหลักการเสรีประชาธิปไตยของมันต่างๆ และยังคงยกย่อง"ความแตกต่าง", ชุมชนดังกล่าวจะสามารถคัดค้านการตัดสินประหารข้างต้นที่ประกาศออกมาได้อย่างไร ? พัฒนาการหรือฉากต่อไปของเหตุการณ์ดังกล่าว เรียกร้องต้องการข้อผูกพันขั้นพื้นฐานอันหนึ่งที่จะใช้บังคับกับกฎหมายบางอย่าง และสิทธิที่จะต่อสู้หรือทวนกระแสผู้คนเหล่านั้น ซึ่งค่อนข้างจะแตกต่าง เพื่อปฏิเสธคุณค่าของความแตกต่าง

ข้อบกพร่องประการที่สอง, โดยการเพ่งความเอาใจใส่และความสนใจของมันทั้งหมดลงไปบนประเด็นทางการเมืองระดับไมโคร(เล็ก), หรือบนเทอมสั้นๆ, และการเมืองที่เป็นประเด็นโดดๆ, ความสนใจเช่นนี้ทำให้โครงสร้างทางการเมืองขนาดใหญ่จริงๆ ที่ควบคุมความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของเรากลับได้รับการมองข้ามหรือไม่ได้รับความเอาใจใส่ และถูกทอดทิ้งโดยไม่ได้มีการต่อสู้กับศัตรู ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ มันจะแปรไปสู่การสนับสนุนที่ซ่อนเร้นหรือเป็นการสมคบกันกับสภาพความเป็นจริงเกี่ยวกับปรากฎการณ์ที่เป็นอยู่

ในระหว่างช่วงเวลานั้น, แน่นอน, ผู้ที่ให้การสนับสนุนเรื่องของ"ความแตกต่าง"สามารถชี้ให้เห็นถึงการฉีกขาดที่เป็นมาในอดีตได้ โดยการขาดความอดทนอดกลั้น และการปราบปรามคนส่วนใหญ่ของประชากรโลกโดยคนกลุ่มน้อยเพียงกระจิดริดที่เป็นพวกคนขาว, ผู้ชาย, ชาวแอตแลนติคเหนือ, ผู้ได้รับการศึกษาที่ดี, และปัจเจกชนที่มีพลังทางเศรษฐกิจ

คนกลุ่มน้อยที่กล่าวมานี้ ค่อนข้างจะไม่ให้การยกย่องความแตกต่าง, และกลับสร้างระบอบการปกครองที่ได้ประกาศใช้โปรแกรมขนาดใหญ่เกี่ยวกับการทำให้เป็นอาณานิคมขึ้น, นอกจากนี้ยังมีการถอดถอนสิทธิในการเลือกตั้งทางการเมือง และมีการปราบปรามคนส่วนใหญ่อย่างเต็มที่

โลกหลังสมัยใหม่เกี่ยวกับ"ความแตกต่าง"และ"เอกลักษณ์"
โลกหลังสมัยใหม่เกี่ยวกับ"ความแตกต่าง"ได้เปิดให้กับความเป็นไปได้สำหรับคนที่ถูกกดขี่ เพื่อจะค้นพบที่ทางหรือเสียงๆหนึ่งซึ่งจะต่อสู้กับการกดขี่ที่มีต่อพวกเขาตลอดมาในอดีต ซึ่งในที่นี้ถือว่าเป็นอีกแง่มุมหนึ่งของลัทธิหลังสมัยใหม่ได้ก้าวมาอยู่ข้างหน้า - เทียบกันกับชาติ, ผู้คนและพรรคต่างๆ ที่ถูกประณามสำหรับความปรารถนาในการรวบอำนาจ, ซึ่งค่อนข้างเป็นอุดมคติมากเกินไปเกี่ยวกับตัวตนที่ประสานสอดคล้องและรวมตัวกัน, ดังเช่นที่ถูกให้คำมั่นสัญญาโดยทฤษฎีจิตวิเคราะห์, ซึ่งเป็นที่น่ากังขาและยังน่าสงสัย

อีกคำรบหนึ่ง, อันนี้คือปัญหาหนึ่งที่ริเริ่มเปิดประเด็นขึ้นมาโดย Kant, ผู้ซึ่งนำเสนออ่าวลึกหรือช่องว่างที่ปราศทางเชื่อมระหว่างตัวตนที่สามารถที่จะรู้(knowable self) กับตัวตนของการรู้(knowing self), ช่องว่างหรือเหวลึกอันนี้ มันจะสามารถผนึกรวมตัวกันได้ก็แต่เพียงโดยการพึ่งพาอาศัยความสามารถของเราที่จะใช้คำว่า"ฉัน"เท่านั้น

Nietzsche, ได้จับเอาแกนหลักทางไวยากรณ์อันนี้ของ Kantian subject (ตัวตนแบบค้านท์)มาโจมตี ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อในเรื่องตัวตนที่ประสานสอดคล้องและรวมตัวกัน ในฐานะที่เป็นผลิตผลของศรัทธาที่ผิดที่ผิดทางในเชิงไวยากรณ์

ส่วน Freud ได้จ่ายความสนใจต่อความคิดหรือไอเดียอันนี้ โดยได้วาดภาพความขัดแย้งต่างๆระหว่างแง่มุมอันหลากหลายของตัวตน, และหาที่ตั้งส่วนต่างๆอันหลายหลากของบุคลิกภาพทางจิตวิทยาของพวกเรา, เขาได้เสนอถึงส่วนของจิตไร้สำนึกซึ่งยังคงเข้าไปไม่ถึงอยู่ตลอดมาของเรา

ในท้ายที่สุด การยกย่องในลัทธิหลังสมัยใหม่ ในฐานะที่เป็น"ตัวตนอันหลากหลาย"หรือ"ตัวตนแตกแยก", "ความแตกต่าง"หลังสมัยใหม่ ดูเหมือนว่าในด้านหนึ่งได้ให้ความศรัทธาใน"ความเป็นคนอื่น": นั่นคือ สำหรับความแตกต่างที่เสนอศักยภาพที่จะมีการปลดปล่อยออกมาให้เป็นอิสระ, และกระบวนการใดก็ตามที่กัดกร่อนเกี่ยวกับ"ตัวตน"จะต้องสิ้นสุดลง เพื่อว่าเอกลักษณ์บางอย่างมันจะได้สามารถมารับใช้พื้นฐานเกี่ยวกับ"การเมืองเรื่องเอกลักษณ์"นี้ได้

สภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนั้นถูกรู้สึกอย่างรุนแรง และถกเถียงกันอย่างเร่าร้อนในหลายๆขอบเขต, ซึ่งที่โดดเด่นมากก็คือในลัทธิสตรีนิยม(feminism). ในด้านหนึ่งนั้น บรรดานักสตรีนิยมหลังสมัยใหม่ อย่าง Judith Butler ได้ให้เหตุผลว่า มันไม่มีแก่นแกนของเอกลักษณ์, ไม่มีตัวตนที่เป็นแก่นสาร, และไม่มีปริมณฑลอันเป็นสารัตถะของคำว่า"ผู้หญิง" ที่จะมาใช้เพื่อทำให้เกิดเอกภาพในเป้าประสงค์ต่างๆเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองของมวลชน. ตัวตนและเพศได้รับการสำนึกหรือทำให้เป็นจริงได้เพียงในฐานะที่เป็นการกระทำเท่านั้นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม คนอื่นๆได้ให้เหตุผลสำหรับการธำรงไว้ซึ่งปริมณฑลอันเป็นสารัตถะของ"ผู้หญิง", เพราะเมื่อปราศจากมันแล้ว, ลัทธิสตรีนิยมจะไปรับใช้วัตถุประสงค์ที่เป็นไปได้อะไรกันเล่า ? ถ้าเราปล่อยให้ความจริงแท้ของการกดขี่ผู้หญิงดำเนินต่อไป, ในเวลาเดียวกันเราก็จะเป็นคนที่ทอดทิ้งความรับผิดชอบของเราที่มีต่อผู้หญิงจริงๆไปพร้อมกัน, ซึ่งจะทำให้ลัทธิสตรีนิยมเป็นเพียงการเล่นสนุกในทางวิชาการอันหนึ่งเท่านั้น

ลำดับการเกี่ยวกับการถกเถียงกันในเรื่องการเมืองหลังสมัยใหม่
นอกจากความสัมพันธ์ทางด้านปัญหาของลัทธิสตรีนิยมกับทฤษฎีหลังสมัยใหม่แล้ว, ตัวชูโรงหลักในการถกเถียงเกี่ยวกับการเมืองหลังสมัยใหม่ที่เรียงลำดับมา มันเป็นอย่างไร ? เพื่อพัฒนาไปอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับเงื่อนไขหรือสภาพการณ์หลังสมัยใหม่, บทความชิ้นนี้จะโฟกัสอย่างต่อเนื่องลงไปที่ฐานะตำแหน่งต่างๆ ที่ผูกพันกับเรื่องราวลัทธิหลังสมัยใหม่ของ Lyotard เนื่องจากมันเป็นงานชิ้นหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลมากที่สุด และแน่นอน เนื่องจากมีเรื่องราวต่างๆหลายอย่างมากที่ได้ถูกพูดถึงเกี่ยวกับเขียนชิ้นดังกล่าว- ซึ่งมากยิ่งกว่าจะสามารถสาธยายได้ภายในบทความชิ้นนี้

ดังที่บันทึกไปก่อนหน้านี้แล้ว ลัทธิหลังสมัยใหม่ได้มาถึงซึ่งยุคของสติปัญญาในโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษในช่วงต้นทศวรรษ 1980s. ผลงานรวมเล่มของ Hal Foster เรื่อง Postmodern Culture(1983) เป็นเครื่องหมายของการเปลี่ยนผ่านอันนี้ได้เป็นอย่างดี. ชื่อเรื่องเดิม The Anti-Aesthetic, และมีการตั้งชื่อใหม่ในปี ค.ศ.1985 ของงานรวมเล่มเกี่ยวกับบทความต่างๆโดยนักวิชาการรุ่นเฮฟวีเวทต่างๆ อย่างเช่น Jurgen Habermas, Edward Said, Fredric Jameson และ Jean Baudrillard, เป็นสัญญานที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงของลัทธิหลังสมัยใหม่ไปจากโลกศิลปะเพื่อไปสู่ประเด็นต่างๆที่กว้างมากขึ้น

นักเขียนสองคนโดยเฉพาะในหนังสือเล่มนี้ ได้โจมตีอย่างทันควันมาแต่ต้นต่อดินแดนใหม่ของหลังสมัยใหม่ ซึ่งยังคงโฟกัสลงไปที่ข้อถกเถียงต่างๆเดิมๆ นับจากนั้นมาจนกระทั่งบัดนี้อย่างต่อเนื่อง

Jurgen Habermas
นักเขียนคนหนึ่งที่โจมตีเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับหลังสมัยใหม่อย่างชัดเจนก็คือ Jurgen Habermas ความเรียงของเขาเรื่อง "Modernity: an Unfinished Project" เป็นการส่งสัญญานถึงการปฏิเสธของปรัชญาเมธีผู้นี้เกี่ยวกับลัทธิหลังสมัยใหม่

ถ้าหากว่า, ตามความคิดของ Lyotard และบรรดานักปรัชญาฝรั่งเศสอื่นๆเมื่อไม่นานมานี้, (ซึ่ง Habermas ในเวลาต่อมา ได้เรียกกลุ่มนักปรัชญาเหล่านี้ว่า"นักอนุรักษ์นิยมรุ่นเยาว์"(young conservatives), ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับวาทกรรมหรือคำบรรยายต่างๆของยุคโมเดิร์น ที่ว่าถึงการปลดปล่อยให้เป็นอิสระและความก้าวหน้า(emancipation and progress)ที่ผลิดอกออกผลให้เห็น, อันนี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่กระทำเช่นนั้น, แต่เป็นไปได้ที่ว่า พวกเขายังไม่สุกงอมเพียงพอหรือยังไม่พัฒนาอย่างเต็มที่มากกว่า

การวินิจฉัยถึงปัญหาที่เผชิญในช่วงปลายของยุคโมเดิร์นเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า"การแตกออกเป็นชิ้นๆของโลกชีวิต"โดยวิวัฒนาการ ในช่วงระหว่างยุคสมัยใหม่ของความเป็นนามธรรมที่เพิ่มขึ้นอันหนึ่ง และการทำให้เป็นเรื่องความเชี่ยวชาญในขอบเขตพื้นที่ต่างๆของความรู้(วิทยาศาสตร์) ชีวิตในเชิงปฏิบัติ(การเมือง) และปฏิบัติการทางศิลปะ

Habermas เสนอให้มีการเพิ่มพลังหรือเสริมความเข้มแข็งขึ้นมาใหม่เกี่ยวกับโครงการของยุคสว่าง(the Enlightenment project)ซึ่งกำกับความก้าวหน้าทั้งหมดไปสู่ผลประโยชน์ในเชิงอุดมคติเกี่ยวกับชาติพันธุ์มนุษย์ในฐานะทั้งหมด. ด้วยเหตุนี้ บรรดาตัวแทนที่ทำหน้าที่อธิบายเกี่ยวกับปฏิบัติการอันสูงส่งเหล่านี้ ควรที่จะให้เหตุผลถึงความเป็นนามธรรมต่างๆของพวกเขาต่อโลกชีวิตดังกล่าว

ที่ตั้งใจจะให้มันมีความหมายซึ่ง Habermas เผชิญหน้าอยู่กับสิ่งที่บังเกิดขึ้นนี้ ได้ถูกค้นพบในหลักการต่างๆที่ควบคุมการปฏิบัติการเกี่ยวกับการสื่อสาร: นั่นคือ ในขอบเขตที่"ฉันได้พูดกับคุณ, และฉันจะยอมเงียบต่อคำพูดสวนกลับมาของคุณที่มีมาถึงฉัน" (หมายถึงว่าเป็นการสื่อสารทางเดียวของระบบสื่อสารปัจจุบัน)

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคำพูดเข้ามาแทนที่และปรับปรุงการกระทำโดยตรง (ฉันจะไม่เพียงดำเนินต่อไปข้างหน้าเท่านั้น แต่จะเปลี่ยนแปลงโลกโดยไม่มีการถามด้วย), ฉันยังเห็นด้วยอย่างชัดแจ้งและยืนยันที่จะแสวงหาความเห็นพ้องกับคุณ มากกว่าที่จะหักหาญหรือข่มขี่ทัศนะต่างๆของคุณ

ในอีกด้านหนึ่ง เป้าหมายของการสื่อสารที่เป็นเหตุเป็นผลทั้งหมดต้องการที่จะบรรลุถึงความเห็นพ้องต้องกันในสิ่งที่ควรจะถูกกระทำ. โดยไม่ได้ตรวจสอบถึงกฎเกณฑ์ต่างๆที่แน่นอนเด็ดขาดในการปฏิบัติการเกี่ยวกับการสื่อสารทั้งหมด, นั่นคือ "ฉันจะริบสิทธิ์ในการสนทนากัน".

ลัทธิหลังสมัยใหม่, โดยการยืนยันว่าโครงการนี้เป็นจุดหมายปลายทางอันหนึ่ง, ซึ่งไม่ใช่เป็นการเล่นเกม. วาทกรรมหรือคำบรรยายต่างๆนั้นได้ถูกทำให้ไม่น่าเชื่อถือและแตกออกเป็นชิ้นๆ ซึ่งไม่มีเหตุผลใดๆที่จะทึกทักว่า พวกเขาต้องการให้เป็นเช่นนั้นเสมอไป. อันนี้เพียงทำให้เรางงงวยกับปัญหา ซึ่งเราต้องควบคุมความพยายามของเราให้น้อมนำไปสู่หนทางการปรับปรุงแก้ไข

ยิ่งไปกว่านั้น, หนังสือของ Lyotard เรื่อง The Postmodern Condition ปรากฎขึ้นมาในปี ค.ศ.1979 (ความเรียงของ Habermas ได้คลอดออกมาครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1981), ในความสัมพันธ์กับวาทกรรมหลัก(grand narrative) และเกี่ยวกับการสิ้นสุดของวาทกรรมหลัก หนังสือเรื่องดังกล่าวของ Lyotard ได้เผยให้เห็นถึงแกนกลางความขัดแย้งกันอันหนึ่งในเรื่องและคำอธิบายของเขาเกี่ยวกับลัทธิหลังสมัยใหม่ กล่าวคือ

ถ้ามันไม่มีความน่าไว้เนื้อเชื่อใจใดๆเกี่ยวกับวาทกรรมหลักอีกต่อไปแล้ว, หากเป็นเช่นนั้นจริง รากฐานอันใดล่ะที่น่าจะเป็นที่ยอมรับสำหรับเรื่องราวหรือคำอธิบายของตัว Lyotard เอง ? ถ้าเผื่อว่าเรายอมรับคำอธิบายนี้ ก็เป็นอันว่ามันเป็นความขัดแย้งกับความรู้สึกทั่วไป(paradox), ซึ่งอันนี้แสดงให้เห็นว่าน่าจะต้องมีอะไรผิดพลาดแน่เกี่ยวกับสถานภาพของวาทกรรมหลัก

มากยิ่งไปกว่านั้น, ในการนำเสนอ, Lyotard ตัวเขาเองจะต้องเชื่อว่า มันจะต้องมีอะไรบางอย่างที่สามารถเชื่อถือได้, ดังนั้น แม้แต่ตัวของ Lyotard เองก็ต้องเชื่อว่า คำอธิบายของเขาเป็นสิ่งที่มีข้อผิดพลาด

แน่นอน ในการวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ Habermas ได้ทำลายความน่าเชื่อถืออย่างมีประสิทธิภาพต่อการวิเคราะห์ที่ขยายความโดย Lyotard เกี่ยวกับว่า มันเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ซึ่งสถานการณ์อันนี้ อันที่จริงได้บังเกิดขึ้น. [เราจะหวนกลับมาพูดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง เกี่ยวกับรากเหง้าต่างๆของการวินิจฉัยของ Lyotard ในเรื่องเงื่อนไขเกี่ยวกับวาทกรรมหรือคำบรรยายภายใต้ลัทธิทุนนิยมแบบวิคตอเรีย(the condition of narrative under victorious capitalism)]. ถ้าเผื่อว่า Lyotard ไม่เชื่อในความล่มสลายของวาทกรรมหลัก, หากเป็นเช่นนั้นแล้วละก็ อย่างชัดเจน Habermas ก็คงจะทำเช่นนั้นอยู่ดี - แน่นอนที่ว่า มันจะเป็นอย่างเดียวกับที่ Lyotard พิจารณาเกี่ยวกับวาทกรรม

หลังสมัยใหม่, Habermas มีความรู้สึกที่เป็นอุดมคติเอามากๆอันหนึ่ง เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในการสื่อสาร: อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ความสนใจในการกำหนดวาระต่างๆขึ้นมา เพื่อว่าความเห็นพ้องต้องกันจะต้องเป็นฝ่ายชนะ แม้จะด้วยการใช้วิธีการคุกคามหรือการบีบบังคับ, นั่นคือ, โดยปฏิบัติการด้วยอำนาจก็ตาม

ข้อเสนอแนะส่วนตัวของ Habermas สำหรับการเยียวยาการแบ่งแยกอันนี้ในชีวิตโลกที่เป็นอยู่ทุกวัน ซึ่งเราต่างดำรงชีวิตและปฏิบัติการอยู่ในท่ามกลางสิ่งที่ถูกแยกแบ่งโดยผลของพลังอำนาจ ซึ่งพวกเขายังคงซ่อนเร้นและเก็บงำอยู่: นั่นคือ จะ"ยอมรับ"มันหรือ"ยุติ"มันเสีย

หลังสมัยใหม่ อันนี้เป็นเพียงการเน้นถึงการผิดกฎของมติมหาชน ในฐานะที่เป็นผลลัพธ์เชิงอุดมคติอันหนึ่ง นับจากที่มันได้มีชัยชนะต่อการถูกสกัดกั้นทางความคิดที่เห็นต่างมาเป็นเวลานานพอสมควร. ทางออกต่อปัญหานี้ที่นำเสนอโดย Lyotard คือจะต้องไม่ใช่สกัดกั้น แต่จะต้อง"เน้น"และกระทั่ง"ทดลอง"ให้มีความเห็นต่างมากยิ่งขึ้น. มากกว่ายอมรับบรรทัดฐานหรือกฎเกณฑ์ต่างๆที่ถูกยัดเยียดจากข้างบนลงล่างโดยสถานการณ์หรือโครงการต่างๆ

การเปิดให้มีการทดลองมันจะเป็นการสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ๆจากข้างล่างขึ้นไปสู่ข้างบนแทน. อันนี้หากเรากวาดตาดูรอบๆ จะพบเสียงประสานที่มาสอดรับกับเรื่องนี้ โดยที่วิธีการทางด้านวิทยาศาสตร์ได้ใช้ภาษาเกี่ยวกับการทดลองเป็นเครื่องมือในการค้นหาและค้นพบสิ่งใหม่ๆ ซึ่งอันนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจแง่มุมต่างๆของลัทธิหลังสมัยใหม่ แต่บ่อยครั้งเรามักจะมองข้ามเรื่องพวกนี้ไป

ขณะที่ Habermas, กำลังเดินตามรอยเท้าของแฟรงค์เฟริทสคูลและได้นั่งในตำแหน่งศาสตราจารย์ของสถาบันวิจัยสังคมอยู่นั้น, ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวได้สงวนเอาไว้ให้กับการผูกมัดกับโครงการมาร์กซิสท์ของบรรพบุรุษ พร้อมด้วยเรื่องราวของเกี่ยวกับประชาธิปไตยที่โชติช่วงของ Kant, มันมีผู้ที่ยังตกค้างอยู่เป็นจำนวนมากเกี่ยวกับปฏิกริยาแบบมาร์กซิสท์ซึ่งส่งมาถึงลัทธิหลังสมัยใหม่

อันนี้สามารถที่จะลำดับได้จากนีโอคอมมิวนิสท์อย่าง Felix Guattari ที่บอกเลิกหรือไม่เห็นด้วยอย่างตรงไปตรงมากับลัทธิหลังสมัยใหม่ ในฐานะที่มันไม่มีปรัชญาอะไรเลย..., อันที่จริงมันคล้ายคลึงกับบางสิ่งบางอย่างที่ล่องลอยอยู่ในอากาศซึ่งมีกลิ่นหอม หรือไวรัสไข้หวัดใหญ่, จนไล่เรียงไปถึง Chantal Mouffe และ Ernesto Laclau ซึ่งเป็นการผสมผสานของลัทธิมาร์กซ์กับลัทธิหลังสมัยใหม่ที่เรียกกันว่า Post-Marxist

บางที ชาวมาร์กซิสท์จะเป็นพวกที่สูญเสียมากที่สุดเกี่ยวกับการสิ้นสุดลงของวาทกรรมหลักในเรื่องเกี่ยวกับแรงงานมนุษย์ที่จะได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ และหลังสมัยใหม่ก็ไม่ให้ความเอาใจใส่หรือมองข้ามปรากฏการณ์ทางการเมืองต่างๆไปมาก อย่างเช่น เรื่องทางเศรษฐกิจหรือการปฏิวัติ

Fredric Jameson
อย่างน้อยที่สุด มันเป็นสิ่งที่น่าสนใจ สำหรับการที่นักวิจารณ์และนักทฤษฎีมาร์กซิสท์ที่มีชื่อเสียงอย่าง Fredric Jameson ดูเหมือนว่ารู้สึกในเชิงบวกเกี่ยวกับมัน. ยิ่งไปกว่านั้นในเชิงที่ขัดแย้งกับทัศนคติของคนทั่วไป, เขาได้ให้การสนับสนุนต่อการรวบรวมงานของ Foster [Hal Foster เรื่อง Postmodern Culture(1983)] ซึ่งผลงานรวบรวมของ Foster นั้น เป็นงานที่ถือว่าได้ขยับให้ลัทธิหลังสมัยใหม่ได้เคลื่อนตัวจาก"สุนทรียศาสตร์"ไปสู่เรื่องของ"ปรัชญาและการเมือง", ภายใต้ขอบเขตที่พวกเขายังคงอยู่ในดินแดนของสุนทรียภาพอย่างเต็มที่

นอกจากนี้แล้วเรื่อง Postmodernism ของ Jameson, หรือ the Cultural Logic of Late Capitalism (ตรรกะทางวัฒนธรรมของลัทธิทุนนิยมตอนปลาย)(1991) ยังถือว่าเป็นหนึ่งในหนังสือขนาดใหญ่เกี่ยวกับลัทธิหลังสมัยใหม่ที่ได้มีการเขียนขึ้นมาในปริมณฑลนี้, พร้อมๆกันกับ Laclau และ Mouffe ที่เขียนเรื่อง Hegemony and Socialist Strategy (อิทธิพลครอบงำและยุทธศาสตร์นักสังคมนิยม)(1985), ซึ่งถือว่าเป็นงานทางด้านมาร์กซิสท์ที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดที่กล่าวถึงลัทธิหลังสมัยใหม่

ชื่อเรื่องหนังสือ the Cultural Logic of Late Capitalism ของ Jameson ซึ่งอ้างถึงลัทธิหลังสมัยใหม่ในฐานะที่เป็นตรรกะทางวัฒนธรรมของลัทธิทุนนิยมตอนปลาย, มันเป็นการกล่าวซ้ำถึงความแตกต่างของแนวคิดมาร์กซ์ออร์ธอด็อกซ์ ระหว่าง"พื้นฐานทางเศรษฐกิจของสังคม" กับ "โครงสร้างส่วนบนทางวัฒนธรรม"(cultural superstructure) ที่สะท้อนถ่ายถึงเงื่อนไขต่างๆเกี่ยวกับพื้นฐานอันนี้

ศิลปะและปรัชญาดำรงอยู่ในท่ามกลางปรากฎการณ์ของโครงสร้างส่วนบนของสังคมหนึ่ง, ดังที่มาร์กซ์ได้วางมันในฐานะที่เกี่ยวเนื่องกับปรัชญา, "ไอเดียหรือความคิดต่างๆที่เป็นกฎเกณฑ์ในสังคมหนึ่ง แน่นอนมันก็คือไอเดียหรือความคิดของชนชั้นปกครองนั่นเอง". โดยการยืนยันดังกล่าว ลัทธิหลังสมัยใหม่มีรากเหง้าของมันอยู่ในปรากฎการณ์ทางวัฒนธรรม, หรือ กล่าวอีกอย่างหนึ่ง มันได้ถูกติดตั้งอยู่ภายในขอบเขตโครงสร้างส่วนบนอันนี้

หนังสือของ Jameson เป็นการสนับสนุนต่อการถกเถียงที่มีมายาวนานเกี่ยวกับขอบเขตซึ่ง ศิลปะและปรัชญาต่างเป็นสิ่งซึ่งได้รับการพิจารณาในฐานะที่เป็นการแสดงออก หรือภาพที่ปรากฎเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโดยเบื้องต้นบนพื้นฐานของสังคม

โดยเหตุนี้ "การเมืองหลังสมัยใหม่"จึงกลายเป็นการเรียกกันผิดๆ, อันที่จริงน่าจะเรียกว่าการเมืองเกี่ยวกับวัฒนธรรมหลังสมัยใหม่(the politics of postmodern culture) และการเมืองเกี่ยวกับวัฒนธรรมหลังสมัยใหม่สามารถที่จะถูกเปิดเผยออกมาโดยผ่านการวิเคราะห์ในเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับหลังสมัยใหม่, กล่าวคือ มันเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางด้านปรัชญาและวัฒนธรรม

มากกว่าจะเป็นการรับเอามาอย่างง่ายๆจากยุทธวิธีที่ใช้การได้ดีเกี่ยวกับการวิจารณ์การเมือง, Jameson ตกลงใจที่จะเสี่ยงโดยวิเคราะห์ว่า, ลัทธิหลังสมัยใหม่อาจจะเป็นสิ่งที่อ่อนไหวง่ายต่อการปฏิบัติการโดยทฤษฎีมาร์กซิสท์ และค้นหาที่ทางอันหนึ่งภายในความต่อเนื่องของหลักวิภาษวิธีมาร์กซิสท์

สวนกันกับ Lyotard, ต่อจากนั้น, Jameson ได้ให้เหตุผลว่า การตั้งข้อกังขาและไม่เชื่อถือในวาทกรรมหลัก(grand narrative) ซึ่งอันนี้ไม่ใช่ตำแหน่งสุดท้ายในลัทธิหลังสมัยใหม่ แต่มันค่อนข้างจะเป็นว่า ข้อกังขาหรือไม่เชื่อถือดังกล่าว "มันมีรากเหง้าอยู่ภายในปรากฎการณ์ทางเศรษฐกิจ"

หนึ่งในใจความสำคัญต่างๆซึ่ง Jameson มักจะหวนกลับไปเสมอก็คือ การหวนระลึกถึงอดีตที่แผ่ไปทั่วสำหรับความเชื่อมั่นในความอุดมสมบูรณ์ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสังคมอเมริกันเหนือ(North American society)ในช่วงทศวรรษที่ 1950s ที่มีหลักฐานอยู่ในภาพยนตร์และวรรณกรรมร่วมสมัยในช่วงนั้นเป็นจำนวนมาก

มันเป็นการล่มสลายของยูโธเปียทางเศรษฐกิจภายใต้การบริหารจัดการหรือกฎเกณฑ์ของลัทธิทุนนิยมตอนปลาย ซึ่งนอนเนื่องอยู่ในรากฐานของความไม่ไว้วางใจเกี่ยวกับวาทกรรมและการเร่งเร้าทางการเมืองส่วนใหญ่ และปลุกเร้าสิ่งที่ Danial Bell เรียกในปี 1960 ว่า "การสิ้นสุดของอุดมคติ"(the end of ideology)ขึ้นมา, ซึ่งอันนี้สามารถค้นพบได้จากการแสดงออกในทางปรัชญาและทฤษฎีร่วมสมัยเป็นจำนวนมาก

ดังนั้น หลังสมัยใหม่ที่คุยโตเกี่ยวกับทฤษฎีต่างๆซึ่งแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จึงปรากฎผลออกมาเป็นการแสดงออกเกี่ยวกับสิ่งนี้, หรือการวิเคราะห์ต่างๆเกี่ยวกับการแสดงออกเหล่านี้นั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม Jameson ไม่คิดว่าลัทธิมาร์กซ์สามารถที่จะอยู่รอดได้ ภายใต้การเปลี่ยนผ่านทางด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจข้างต้น โดยไม่มีการปรับปรุงทฤษฎีของตัวเองเพื่อไปสู่โครงสร้างใหม่เกี่ยวกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไป โดยสิ่งที่บรรดานักสังคมนิยมทั้งหลาย อย่างเช่น Alain Tourraine ได้อ้างถึงในฐานะที่เป็นสังคมยุคหลังอุตสาหกรรม

ด้วยเหตุนี้ การวิเคราะห์เกี่ยวกับวัฒนธรรมหลังสมัยใหม่ จึงเป็นบทเรียนสำหรับลัทธิมาร์กซ์ เช่นเดียวกับการทำให้เป็นทฤษฎีการเมืองหลังสมัยใหม่. สำหรับสิ่งหนึ่ง การแบ่งแยกที่แน่นอนเกี่ยวกับ"พื้นฐาน"และ"โครงสร้างส่วนบน" จะต้องได้รับการดัดแปรงแก้ไขโดยคำนึงถึงเกี่ยวกับผลทางด้านวิภาษวิธีบนพื้นฐานของปรากฎการณ์ทางวัฒนธรรม

ท้ายที่สุด ไอเดียหรือความคิดที่เราสามารถบรรลุได้โดยตรงและไม่อาจเข้าไปไกล่เกลี่ยได้เลยเกี่ยวกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ โดยการเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงทฤษฎีและปรัชญาทั้งหมดโดยเหตุใดเหตุหนึ่ง ดูเหมือนว่ามันจะไม่อาจเป็นเช่นนั้นได้ ซึ่งอันนี้มันเป็นความจริงเท่าๆกันกับความเลวร้ายที่สุดของข้อเท็จจริงอันหนึ่งที่เราไม่อาจไม่พูดคำว่า"มาดาม"ในวงวิทยาศาสตร์ได้เช่นกัน

หนึ่งในจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องต่างๆในหนังสือของ Jameson ซึ่งเขาได้บันทึกเอาไว้อย่างเปิดเผยและรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง, ก็คือ การขาดหายไปของการสนทนาต่างๆเกี่ยวกับนวนิยายไซเบอร์พั๊งค์(cyberpunk) ดังที่นักเขียนนวนิยายไซเบอร์พั๊งค์ Bruce Sterling บันทึกเอาไว้, การเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ในโลกที่มีความชำนาญการทางด้านเทคโนโลยีทุกวันนี้ ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ

กล่าวคือ เนื่องจากอัตราการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นกว่าที่เคย,บรรดาผู้อ่านผลงานเหล่านั้น ตัวของพวกเขาเอง เติบโตขึ้นมาภายใต้โลกของนวนิยายวิทยาศาสตร์. มาถึงตอนนี้, การมองข้ามหรือไม่ให้ความเอาใจใส่สำหรับช่วงเวลาดังกล่าว นั่นคือปัญหาอันนี้ที่มีอยู่ต่อบรรดานักเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์และผู้อ่าน. อย่างไรก็ตาม นวนิยายไซเบอร์พั๊งค์ได้เผยให้เห็นความเกี่ยวพันกันอันหนึ่งกับปรากฎการณ์ที่แปลกประหลาดเฉพาะตัว เกี่ยวกับการวิ่งหนีพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี

แต่อย่างไรก็ตาม อันนี้คือหนึ่งในความเอาใจใส่ต่างๆที่ทำให้รายงานของ Lyotard มีชีวิตชีวาหรือเลื่อนไหลบนสภาพการณ์หลังสมัยใหม่. มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะหมายเหตุหรือบันทึกลงไปว่า ขอบเขตที่เรื่องราวของ Lyotard นำเสนอ เป็นการยืดขยายเกี่ยวกับความคิดมาร์กซิสท์ที่เน้นในเรื่องของเครื่องมือการผลิต ไปสู่การวิเคราะห์ถึงความเปลี่ยนแปลงในสภาวะหรือสิ่งแวดล้อมอันนี้ ภายในสังคมหลังยุคอุตสาหกรรม หรือสังคมที่ทำให้เป็นคอมพิวเตอร์(computerized society)

เทคโนโลยีอันนั้น ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้แสดงภาพให้เห็นในงานเขียนของ Jameson ซึ่งสาธิตให้ดูถึงความเป็นไปได้ที่ว่า การจำกัดเกี่ยวกับลัทธิหลังสมัยใหม่ให้เข้าไปสู่ขอบเขตทางด้านวัฒนธรรมและสุนทรียศาสตร์เป็นเรื่องที่โคลงเคลง, มันเป็นความไม่มั่นคงที่ได้รับการก่อตัวขึ้นมาโดยการยืนยันของเขา ซึ่ง"ลัทธิการทดลอง"ของ Lyotard เป็นการให้การสนับสนุนโดดๆเกี่ยวกับปฏิบัติการที่ก้าวหน้า หรือ avant-garde ซึ่งได้ถูกวางไว้บนหิ้งบูชาในสุนทรียภาพของลัทธิสมัยใหม่

อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด เพื่อพัฒนาประเด็นดังกล่าว มันจำเป็นต้องหวนกลับไปถึงสิ่งที่ความเรียงชิ้นนี้ได้สัญญาเอาไว้มาตั้งแต่ต้น: นั่นคือ รากเหง้าต่างๆทางการเมืองเกี่ยวกับลัทธิหลังสมัยใหม่ของ Lyotard

Jean Francois Lyotard
บรรดานักปรัชญาฝรั่งเศสที่ได้ถูกนำเข้ามาสู่โลกที่ใช้ภาษาอังกฤษได้สร้างรูปที่ว่า สิ่งสร้างที่มีลักษณะผสมผสาน, ทฤษฎีหลังสมัยใหม่, ทั้งหมดได้รับการก่อรูปก่อร่างขึ้นมา(ระดับที่มากบ้างน้อยบ้าง) โดยประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ต่างๆทางการเมืองในทำนองเดียวกันเหล่านี้

เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมเป็นเช่นนั้น มันมีความจำเป็นที่จะต้องจำใส่ใจถึงบรรยากาศหรือแนวโน้มทางสังคมในด้านสติปัญญาเกี่ยวกับยุคหลังสงครามโลกในฝรั่งเศส. นั่นคือ ในช่วงระหว่างสงครามโลกสองครั้ง, ชื่อในหน้าสารบัญหนังสือของทุกๆคนอ่าน ถูกครอบงำโดยบุคคลที่อักษร H สามคน นั่นคือ Hegel, Husserl, และ Heidegger.

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง, Sartre, นักปรัชญาอัตถิภาวะนิยม(existentialist) คือการแสดงออกที่บรรลุถึงจุดสุดยอดของฝรั่งเศสเกี่ยวกับไตรบุคคลอันศักดิ์สิทธิ์นี้, และได้มีการเริ่มพยายามที่จะเคลื่อนไปสู่การปรับตัวหรือปรองดองกับลัทธิมาร์กซิสม์, ในท้ายที่สุดก็ได้ประกาศออกมาภายหลังว่า มันเป็นเส้นขอบฟ้าที่ไม่อาจหนีรอดไปได้ของความคิดทั้งหมดในคริสตศตวรรษที่ 20

อันนี้ได้สะท้อนถึงการก่อกำเนิดขึ้นของความโดดเด่นทางด้านสติปัญญาเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า"ปรมาจารย์แห่งความสงสัย"(masters of suspicion): มาร์กซ์, นิทเช่, และ ฟรอยด์.

เหตุผลหนึ่งสำหรับอันนี้ เป็นเรื่องการแสวงหาเกี่ยวกับจิตวิญญานทางวัฒนธรรม ซึ่งดำเนินรอยตามภาพที่น่ากลัวเกี่ยวกับการสมรู้ร่วมคิดกันของฝรั่งเศสกับนาซี ภายใต้ระบอบที่เรียกว่า the reviled Vichy regime, อันนี้เป็นการบรรยายที่ปารีสของ Alexandre Kojeve ในเรื่องปรัชญาของ Hegel

คำบรรยายของ Kojeve ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทำให้ชาวมาร์กซิสท์แฉลบไปสู่การอ่านเกี่ยวกับงานของ Hegel ซึ่งมีอิทธิพลที่ชัดเจนต่อบรรดานักคิดรุ่นดังกล่าวทั้งหมด ที่ได้กระตุ้นให้เกิดความวิงเวียนอย่างมากเกี่ยวกับการประกาศยกย่องในฐานะที่เป็นหลังสมัยใหม่. เพราะฉะนั้น ลัทธิมาร์กซ์จึงกลายเป็นวาทกรรมหรือคำบรรยายที่สวนทางกับความถูกต้องของคนอื่นทั้งหมดที่จะต้องถูกวัดหรือประเมิน

ผลที่ตามมา มันเป็นการล่มสลายของวาทกรรมนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซึ่งเราจะต้องอธิบายเพื่อที่จะทำความเข้าใจในเนื้อหาใจความจากปารีส ที่ชุ่มโชกไปด้วยลัทธิมาร์กซ์ถึงการล่มสลายของมันในลัทธิหลังสมัยใหม่

เหตุการณ์เดือนพฤษภาคมในกรุงปารีสปี 1968 (The evenements (คำนี้เป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า event) เราได้พบเห็นว่าบรรดานักศึกษาและคนงานได้สร้างสิ่งกีดขวางบนท้องถนนต่างๆของยุคสมัยใหม่, พลังเศรษฐกิจของโลกที่หนึ่ง ในช่วงของวันเวลาดังกล่าวได้มาถึงขอบเขตอันหนึ่งที่รัฐบาลกำลังอยู่บนปากเหวหรือความจวนเจที่จะล้มคว่ำลง. เมื่อสหภาพ, พรรคการเมือง, ปัญญาชนทั้งหลาย และคนดีของฝ่ายซ้ายต่างๆได้พากับประณามการก่อจลาจลของประชาชนบนท้องถนนของกรุงปารีส เดือนพฤษภาคม ปี 1968

คำมั่นสัญญาของลัทธิมาร์กซ์เกี่ยวกับอนาคตของการปฏิวัติ ซึ่งจะมาชดเชยการตักตวกผลประโยชน์ของทุนนิยม และผลที่ตามมาด้วยเหตุผลข้างต้น ทำให้ความชอบธรรมของมันในท่ามกลางปัญญาชนฝ่ายซ้ายโดยทั่วไปมลายหายสูญไป

ยกตัวอย่างเช่น Lyotard ได้ถูกนินทาว่าร้ายและชิงชังโดยการประณามของพรรคคอมมิวนิสท์ฝรั่งเศส เกี่ยวกับการเข้าไปครองตำแหน่งที่ Nanterre campus ของ the University of Paris โดยกลุ่มของนักศึกษาหัวรุนแรงที่นำโดย Daniel Cohn-Bendit, ขบวนการ 22 มีนา (หมายเหตุ : ขบวนการ 22 มีนา เป็นขบวนการที่ก่อตัวขึ้นมาเพื่อเป็นการระลึกถึงการจับกุมบรรดาผู้นำนักศึกษาเกี่ยวกับองค์กรประท้วงการต่อต้านเวียดนาม)

Lyotard ได้ให้การสนับสนุนพวกเขาทำการต่อต้านพรรค, สหภาพ, และหนังสือพิมพ์, อำนาจของมหาวิทยาลัย, รัฐบาล และท้ายสุด ต่อต้านต่อการระงับความรุนแรงเกี่ยวกับการยึดครองของพวกเขา และ Nanterre ได้ถูกโหมกระหน่ำและระดมยิงโดยตำรวจปราบจลาจลฝรั่งเศสในช่วงต้นของเดือนพฤษภา 1968

บรรดานักศึกษาทั้งหลายได้โต้ตอบโดยลงไปบนท้องถนนหลายสาย ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทต่างๆซึ่งมีบรรดาคนงานทั้งหลายที่ไม่พอใจและปฏิเสธต่อนโยบายของรัฐบาล, เมื่อเป็นเช่นนี้ กาลก็ถึงแก่การสไตรค์หรือประท้วงที่สมบูรณ์ขึ้นมาของมวลชนโดยทั่วไป

ความล้มเหลวของพรรคและสหภาพที่จะสนับสนุนการปฏิวัติ, การสบคบคิดกันของพวกเขากับรัฐในการช่วยกันระงับปราบปรามในนามของการหวนคืนกลับไปสู่รัฐบาลของประชาชน ได้เป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการทรยศของฝ่ายซ้าย เกี่ยวกับคำมั่นสัญญาของการปฏิวัติ และบทบาทหน้าที่ของมันในฐานะที่เป็นอวัยวะอันหนึ่งของการควบคุมนักสถิติทางด้านเศรษฐกิจและสังคม

มันเป็นด้วยเหตุผลอันนี้ที่ Lyotard ยังคงถือว่าเหตุการณ์เดือนพฤษภา 1968 เป็นขอบคมของใบมีดโกน ที่ตัดแยกอภิวาทกรรมหรือคำบรรยายอันยิ่งใหญ่ของมาร์กซิสท์ หรือที่เรียกว่าMarxist metanarrative ที่ฝ่อลีบห่อเหี่ยวนั้นออกจากความเป็นหลังสมัยใหม่(postmodernity)มาจนกระทั่งถึงทศวรรษที่ 1980s

นับจากนั้นมา หนึ่งในสโลแกนที่แต่งแต้มบนกำแพงผนังต่างๆของกรุงปารีสในช่วงระหว่าง the evenements (event) ก็คือ - สหาย, มนุษยชาติจะไม่มีความสุขเลย จนกว่านายทุนคนสุดท้ายจะถูกแขวนอยู่กับไส้พุงต่างๆของขุนนางคนท้ายสุด -

สถานการณ์นิยม (Situationism)
ทัศนะดังกล่าวได้รับการสนับสนุนอย่างกระฉับกระเฉงโดยกลุ่มที่เรียกว่า"สถานการณ์นิยมระหว่างประเทศ"(the Situationist International), ซึ่งหนังสือเล่มเล็กๆของกลุ่มที่ชื่อว่า "On the poverty of Student life"(บนความขัดสนของชีวิตนักศึกษา) ได้รับการเขียนขึ้นมาโดยความร่วมมือกับบรรดานักกิจกรรม Strasbourg ซึ่งเป็นนักศึกษาที่โกรธแค้นในบทบาทของมหาวิทยาลัย ในฐานะที่ทำหน้าที่ฝึกฝนและสร้างงผู้บริหารประเภทที่ชอบเรียกร้องความสนใจต่อสาธารณชน(spectacle)ขึ้นมา, และคนเหล่านี้ได้บีบบังคับรัฐให้ทำการจับกุม พยายามและตำหนิประณามบรรดานักศึกษาทั้งหลาย - และยอมรับการคุกคามต่อท่าทีความซ้ำซากของชีวิตประจำวันภายใต้แนวคิดลัทธิทุนนิยมโดย The SI. (French. Systeme International [d'Unites] - International System of Unite)

บรรดานักสถานการณ์นิยมทั้งหลาย ตัวของพวกเขาเองนั้น ได้มีบทบาทอย่างมากต่อเหตุการณ์ the evenements (event), ซึ่งได้วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นว่า ยุทธวิธีต่างๆของพวกเขาได้ถูกทำให้เป็นผลราวกับว่าหยิบเอามาจากตำรา; กระทั่งการลงไปบนท้องถนน ก็เป็นยุทธวิธีอันหนึ่งที่บรรดานักสถานการณ์นิยมเรียกว่า"drifting" ซึ่งในความหมายหนึ่ง หมายถึง "การกระทำการใหม่กับสภาพแวดล้อมในเมืองเพื่อสร้างจินตนาการ: บนหินที่ปูลาด, หรือชายหาด!"

ไม่เพียงเป็นเรื่องของแก่นสารเกี่ยวกับคำศัพท์ต่างๆของสถานการณ์นิยม และการวิเคราะห์เพื่อค้นหาวิธีการของพวกเขา ที่นำไปสู่ตำรับตำราต่างๆของ Lyotard เท่านั้น นับจากช่วงปลายทศวรรษที่ 1960s และช่วงต้นของทศวรรษที่ 1970s แต่มันยังเป็นการเริ่มต้นจากพื้นฐานอันนี้ด้วย

ซึ่งบทสรุปต่างๆเกี่ยวกับสังคมหนึ่งของ Baudrillard ได้พูดถึงความปรารถนาที่ลอกเลียนกันมาได้ปรากฎตัวขึ้น มันเป็นการจับตาดู The Society of the Spectacle (สังคมเกี่ยวกับความน่าตื่นเต้น)ของ Guy Debord ด้วยข้อสรุปต่างๆของมันที่ผูกกับการจัดการและการผลิตความปรารถนาขึ้นมา โดยผ่านสิ่งที่ยังคงเป็นสื่อที่ดำเนินการโดยรัฐ

แต่อย่างไรก็ตาม ในทางตรงข้ามหรือในเชิงเปรียบเทียบ ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการวิเคราะห์ของ Debord ก็คือว่า, ภายใต้สังคมที่มีปรากฎการณ์ความน่าตื่นเต้น พวกเราทั้งหลายต่างยอมรับหรือนิ่งเฉยในฐานะผู้บริโภคที่ยอมจำนนต่อความน่าตื่นเต้นของตัวเราเอง เราทั้งหลายล้วนถูกแปลกแยกจากความเป็นอยู่

ถ้าหากว่าเราพวกเราต้องการหลุดรอดจากสิ่งเหล่านี้ เราทั้งหลายจะต้องล้มล้างความน่าตื่นเต้นและเครื่องไม้เครื่องมืออันนั้นทิ้งไปเสีย พวกเราจะต้องเป็นผู้ผลิตที่กระฉับกระเฉง เป็นฝ่ายกระทำ(active)เกี่ยวกับการปฏิวัติ

สำหรับ Baudrillard, มันเป็นการปฏิวัติอันหนึ่งต่อความน่าตื่นเต้นที่สามารถกระทำได้เพียงโดยการหยิบเอารูปแบบอีกอันหนึ่งของความน่าตื่นเต้นขึ้นมา, ซึ่งถ้าหากไม่ทำเช่นนั้น, มันก็ไม่อาจที่จะเกิดการปฏิวัติขึ้นมาได้ และจะไม่เป็นที่บันทึกจดจำของสังคมที่ชอบความน่าตื่นเต้นไปแล้ว

ความการปฏิวัติอย่างฉับพลัน ซึ่งบรรดานักสถานการณ์นิยมได้ก่อให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นนี้, อันที่จริง ขณะเดียวกันนั้นมันได้พบกับการแสดงออกที่เสมอภาคกันในทันทีบนท้องถนนของกรุงปารีส ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้ทำให้เกิดการปะทะกันโดยตรง ทั้งกับ"อุดมคติของมาร์กเซียนเกี่ยวกับการปฏิวัติ" ในฐานะที่เป็นพัฒนาการทางด้านองค์กรจากตัวของทุนนิยมเอง, และปะทะกับ"ลักษณะที่ผันแปรไปของ Trotskyite" (โดยหลักการเดิมของแนวคิดนี้ในเชิงทฤษฎี เห็นว่า สังคมนิยมควรจะมีการสถาปนาขึ้นทั่วโลก โดยการปฏิวัติอย่างต่อเนื่อง), ซึ่งบรรดาคนงานและกรรมกรทั้งหลายจะต้องได้รับการช่วยเหลือ เพื่อให้เห็นถึงความอับโชคและความทุกข์ยากที่พวกเขาต่างประสบ โดยบรรดาปัญญาชนและแนวหน้าทางการเมือง

ไม่ใช่ทั้งสงครามและการกดขี่ทางเศรษฐกิจที่ได้สร้างการปฏิวัติอันนี้ขึ้นมา แต่ความซ้ำซากจำเจของการถูกอุดปากอุดจมูกของสังคมที่มั่งคั่งร่ำรวยต่างหากที่ทำให้เกิดการปฏิวัติ

ความล้มเหลวต่างๆของโปรแกรมเหล่านี้ที่จะส่งผลต่อให้เกิดการปฏิวัติ, และการขยายตัวเพิ่มขึ้นของความเป็นขุนนางของลัทธิมาร์กซิสม์นานาชาติ, เช่นดั่งหลักฐาน the Fourth International, ก็เป็นการกระตุ้นเพียงพอแล้วให้มีการประเมินผลกันใหม่อีกครั้ง ในภาพกว้างเกี่ยวกับลัทธิมาร์กซ์โดยกลุ่มต่างๆ อย่างเช่น Socialisme ou Barbarie (Socialism or Barbarism), ที่ซึ่งทั้ง Debord และ Lyotard เป็นส่วนหนึ่ง

ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1956-1964, Lyotard ซึ่งเป็นครูสอนพิเศษในอัลจีเรียในช่วงนั้น ได้เสนองานวิเคราะห์เกี่ยวกับการต่อสู้ของประชาชนเพื่อการปลดปล่อยอัลจีเรียให้เป็นอิสระ และนอกจากนี้ งานชิ้นดังกล่าวยังได้บรรจุบทเรียนสำหรับลัทธิมาร์กซ์เอาไว้ด้วย. ข้อสรุปอันเป็นพื้นฐานของกลุ่มก็คือว่า ความเป็นขุนนางราชการของลัทธิคอมมิวนิสต์สากลได้เผยให้เห็นถึงขอบเขตอันนั้น ซึ่งมันได้กลับกลายเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของลัทธิทุนนิยมขุนนาง(bureaucratic capitalism)ไปแล้ว

ภายหลังจากที่กลุ่มดังกล่าวดำรงอยู่ต่อมา ตัวของมันเองเริ่มที่จะแข็งตัวขึ้นและดันทุรังมากขึ้น, Lyotard จึงได้ทิ้งกลุ่ม เพื่อไปร่วมมือกับกลุ่มใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มพลังของคนงาน(Workers' Power), ซึ่งที่นั่นเขาได้ร่วมงานอยู่มาจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1966 และจุดประสงค์หลักของเขาก็คือ ต้องการที่จะขจัดสิ่งลวงตาหรือความเข้าใจผิดออกไป เขากลายเป็นคนที่กระฉับกระเฉงและเป็นพวกที่อยู่ฝ่ายกระทำในกลุ่มการเมืองของนักศึกษาที่ปรากฎตัวขึ้นมา และในท้ายที่สุด เขาได้เข้าร่วมกับขบวนการ 22 มีนา

แม้ว่าบ่อยครั้งมากพอที่จะเกิดมีความไม่ลงรอยกันเกิดขึ้นต่อกันและกัน, ระหว่างบรรดา Situationists(นักสถานการณ์นิยม), Socialisme ou Barbarie, และบรรดานักศึกษาที่โกรธแค้น ทั้งหมดมีขึ้นในส่วนที่เกี่ยวกับความเชื่อมั่นที่ว่า ลัทธิมาร์กซ์ไม่ได้เป็นพิมพ์เขียวต่อการปฏิวัติอีกต่อไป. กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ, ลัทธิมาร์กซ์ได้กลายเป็นสิ่งหนึ่งของอดีตไปเรียบร้อยแล้วนั่นเอง

สำหรับ Lyotard, ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ the evenements. อะไรคือเหตุที่กระตุ้นสนับสนุนเขาเรียกร้องตำแหน่งที่ชี้ขาดอันหนึ่งขึ้นมา, Vis-a-vis Marxism, (เผชิญหน้ากับลัทธิมาร์กซ์), สำหรับเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ ? แน่นอน ลัทธิมาร์กซ์ ได้มาถึงจุดจบแล้วใช่ไหม ? คำตอบก็คือ"ไม่"

ขณะที่การปฏิวัติได้เกิดขึ้นมาในเดือนพฤษภาคมปี 1968 มันได้แสดงให้เห็นถึงการไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ของลัทธิมาร์กซ์ ในฐานะโปรแกรมทางการเมืองอันหนึ่ง. การล่มสลายเกี่ยวกับวาทกรรมหลักของมาร์กซิสท์ ทำให้มีการสังเคราะห์ในขั้นสุดท้ายครั้งใหญ่ นั่นคือ การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพได้ถือกำเนิดขึ้นมาภายนอกของตัวลัทธิทุนนิยมเอง

อย่างไรก็ตาม อันนี้ไม่ได้นำมาซึ่งการปฏิเสธเกี่ยวกับการวิเคราะห์ของมาร์กซิสท์, แต่เป็นเพียงการปรับปรุงใหม่อีกครั้งในส่วนของคำถามต่างๆ และการประเมินผลกันใหม่อีกรอบเกี่ยวกับเป้าหมายต่างๆของมัน

อย่างเช่นที่ Lyotard ได้เข้าไปพัวพันแล้วนับจากปี 1956 เป็นต้นมา. ด้วยเหตุนี้ ถ้าหากว่าพวกเรามาดูกันที่คำถามแกนหลักที่ถามในหนังสือเรื่อง The Postmodern Condition ที่ว่า

- ทุนนิยมที่อยู่ในสังคมหลังสมัยใหม่ มันมีรูปแบบอะไร ?
- วิธีการผลิตต่างๆในยุคลัทธิหลังสมัยใหม่มันแตกต่างไปจากการก่อตัวทางสังคมก่อนหน้านั้นอย่างไร ?
- การเมืองรูปแบบใดที่สามารถจะโต้ตอบต่อสถานการณ์ที่เป็นไปนี้ได้ ?

ดูเหมือนว่าความต่อเนื่องค่อนข้างมากอันนี้ได้รับการเผยหรือแสดงตัวออกมา ระหว่างการปรับพื้นฐานทางการเมืองเกี่ยวกับแนวคิดของ Lyotard บนอีกด้านหนึ่งของขอบใบมีดโกนของเหตุการณ์พฤษภา ปี 1968

ถ้าเป็นเช่นนั้น รูปแบบอะไรเล่า ที่ลัทธิทุนนิยมหลังสมัยใหม่ครอบครองอยู่ ?

วิวัฒนาการของลัทธิทุนนิยม"ทุนเทคโน"(techno-capital) และ การสิ้นสุดลงของวาทกรรมหลักของลัทธิมาร์กซ์
ดังที่บันทึกเอาไว้ตั้งแต่ต้น ปัจจุบัน แก่นสารสำคัญของสังคมต่างๆหลังสมัยใหม่ก็คือ พันธมิตรใหม่อันหนึ่งซึ่งเป็นการหลอมรวมระหว่าง"ลัทธิทุนนิยม"กับ"เทคโนโลยี". อันนี้นี่เองที่ได้ตระเตรียมเนื้อหาพื้นฐานให้กับข้ออ้างเหตุผลของ Lyotard ที่ว่า ลัทธิทุนนิยมได้ปรากฎตัวขึ้นในลักษณะที่มีชัยชนะต่อความขัดแย้งเกี่ยวกับวาทกรรมหรือคำบรรยายต่างๆ

กำไรไม่ได้ต้องการที่จะได้รับการยืนยันในเรื่องความถูกต้องชอบธรรม หรือการอ้างอิงถึงวาทกรรมหรือคำบรรยายหลักอีกต่อไปแล้ว เกี่ยวกับเรื่องการทำให้เกิดความก้าวหน้าในเรื่องเสรีภาพของปัจเจก เพราะสิ่งเหล่านี้ มันเป็นจริงขึ้นมาได้โดยผ่าน"ตลาด" นับแต่ที่มันได้รับการพิสูจน์ในทันทีโดยการมีส่วนร่วมในบรรทัดฐานแห่งความสำเร็จเพียงลำพังของมันกับเทคโนโลยี ซึ่งได้กลายมาเป็นวิถีเกี่ยวกับการผลิตความรู้, ข้อมูล, ข่าวสาร, และอำนาจ.

ด้วยเหตุนี้ วิธีการผลิตที่ได้ให้ความมั่นคงเกี่ยวกับอำนาจในสังคมหลังสมัยใหม่ต่างๆก็คือ"ข้อมูลข่าวสาร" มากกว่า "อุตสาหกรรม"

ทุกๆครั้งที่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ถ่ายเทข้อมูลจำนวนมหาศาลออกมาจากข้อมูลที่ใส่เข้าไปเพียงเล็กน้อย ทุกๆโอกาสที่เวลาและแรงงานได้ถูกประหยัด โดยเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆของเทคโนโลยี ลัทธิทุนนิยมก็จะชนะขึ้นมาทันทีอีกครั้ง

เราไม่สามารถถกเถียงกับลัทธิทุนนิยมได้ นับจากการที่ภายในของตัวมันนั้น มันมิได้ต้องการบทบาทอะไรที่เหลือทิ้งไว้สำหรับปฏิบัติการทางวาทกรรม. และลัทธิทุนนิยมก็ไม่ได้ต้องการการโฆษณาชวนเชื่อใดๆ: การกระทำของทุนปราศจากซึ่งความซื่อสัตย์หรือความจงรักภักดีใดๆ, ซึ่งอันนี้เกี่ยวพันกับกับกฎข้อหนึ่งของมันในเรื่องประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเอง(meximizing efficiency)

แน่ทีเดียว เงื่อนไขหรือสภาพการณ์หลังสมัยใหม่ เป็นผลลัพธ์อันเนื่องมาจากโครงสร้างสังคมใหม่ๆเหล่านี้. ดังนั้น รูปแบบอะไรเล่า ที่การเมืองหลังสมัยใหม่ควรจะครอบครองเอาไว้ ?

สำหรับการสนับสนุนของ Lyotard เกี่ยวกับ"การทดลอง" ที่กล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้ จะต้องถูกนำไปประยุกต์ใช้กับบริบทขององค์กรของสังคมต่างๆหลังสมัยใหม่ที่สำคัญๆ. สถานการณ์ดังกล่าวเรียกร้องต้องการการทดลองไม่เพียงระดับของสุนทรียภาพเท่านั้น, แต่มันยังเรียกร้องต้องการว่า สื่อของทุนเทคโน(techno-capital) ที่ซึ่งความรู้, อำนาจ และข้อมูล จะต้องได้รับการกักตุนเอาไว้ด้วย, ซึ่งมันเป็นเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ในตัวมันเองของการทดลองอย่างถึงราก

เพราะฉะนั้น อันนี้คือประวัติศาสตร์ของเงื่อนไขหรือสภาพการณ์ของหลังสมัยใหม่: ซึ่งในด้านหนึ่งนั้น มันคือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวิวัฒนาการของลัทธิทุนนิยมที่เคลื่อนไปสู่"ทุนเทคโน"(techno-capital), ส่วนในอีกด้านหนึ่งนั้น มันคือประวัติศาสตร์ของการสิ้นสุดลงของวาทกรรมหลักของลัทธิมาร์กซ์ และการขานรับของฝ่ายซ้ายอันว่างเปล่า โดยการบรรลุผลอันสมบูรณ์มากที่สุดของคลังความรู้ต่างๆที่สำคัญ

สรุป

การค้าเสรีในอัตลักษณ์เชิงทฤษฎีของลัทธิหลังสมัยใหม่ในโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษ กล่าวโดยทั่วไปแล้ว ได้บูชายัญหรือทำการสังเวยประวัติศาสตร์ทางการเมืองของปรัชญาฝรั่งเศสเกี่ยวกับลัทธิหลังสมัยใหม่ ให้กับความสะดวกง่ายดายในลักษณะที่ขัดๆเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆชนิดหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว สืบทอดมาจากข้อสรุปต่างๆที่เสนอออกมาในงานต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ความเร่งรีบสำหรับความใหม่ โดยการจ่ายหรือสูญเสียความตราตรึงทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงบางสิ่งเกี่ยวกับการทดลองอันหนึ่งในรูปแบบต่างๆของความรู้และการกระทำทางการเมืองไป, และการรุกล้ำต่างๆที่สร้างขึ้นมาโดยลัทธิหลังสมัยใหม่เข้าสู่ขอบเขตพื้นที่ต่างๆ อย่างเช่น กฎหมาย, ทฤษฎีทางการเมือง, และลัทธิสตรีนิยม, แน่นอน มันเป็นการแสดงให้เห็นถึงเสาหลักต่างๆของการทดลองอันนี้

นั่นคือ ถ้าหากว่าทฤษฎีถูกถือว่าเป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่ได้รับการรวบรวมขึ้นมาอันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับความหมายทางวิชาการบางอย่างในเชิงประวัติศาสตร์ของมัน แต่เป็นไปตามความต้องการเกี่ยวกับภารกิจแค่เอื้อม หากเป็นเช่นนั้นแล้วละก็ การถอดถอนมันจากห้องใต้ดินที่ปราศจากเชื้อของการถกเถียงกันทางวิชาการ ก็อาจจะยังประโยชน์ในเชิงปฏิบัติที่เป็นจริง

แน่นอน การเมินเฉยต่อประวัติศาสตร์ ดังที่บ่อยครั้งมันได้รับการตั้งข้อสังเกต, และถูกประณามในเรื่องการละเลยที่จะกระทำซ้ำๆ, แต่ในธรรมชาติของการทดลองนั้น มันเป็นเรื่องที่ไม่อาจรู้ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นมา. นอกจากนี้ ถ้าเผื่อว่าเครื่องมือต่างๆของอดีต - ลัทธิมาร์กซ์, โครงการของยุคสว่าง(the Enlightenment project), แนวคิดตลาดเสรี และอื่นๆ - ได้รับการพยายามและพานพบกับความต้องการ, หากเป็นเช่นนั้นละก็ การทดลองก็จะเป็นที่เรียกร้องต้องการ

ดังที่ Lyotard กล่าว, "หลัง"ของ"ลัทธิหลังสมัยใหม่"ไม่ต้องการสัญญานที่ว่ามันได้มาถึง ณ จุดจบ, แต่มันเป็นการได้มา ณ จุดเริ่มต้นของความเป็นสมัยใหม่. แล้วอะไรคือความเป็นสมัยใหม่อันใหม่ ที่เริ่มปรากฎตัวขึ้นมาจากการเมืองหลังสมัยใหม่อันนี้ ???

 

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา I webboard I ประวัติ ม.เที่ยงคืน

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

สำหรับสมาชิกที่ต้องการ download ข้อมูล อาจใช้วิธีการง่ายๆดังต่อไปนี้

1. ให้ทำ hyper text ข้อมูลทั้งหมด
2. copy ข้อมูลด้วยคำสั่ง Ctrl + C
3. เปิด word ขึ้นมา (microsoft-word หรือ word pad)
4. Paste โดยใช้คำสั่ง Ctrl + V
จะได้ข้อมูลมา ซึ่งย่อหน้าเหมือนกับต้นฉบับทุกประการ
(กรณีตัวหนังสือสีจาง ให้เปลี่ยนสีเป็นสีเข้มในโปรแกรม Microsoft-word)

 

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 243 หัวเรื่อง การเมืองในยุคหลังสมัยใหม่ - บทความแปลและเรียบเรียงสำหรับสมาชิกและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

แน่นอน ความหวังต่างๆเกี่ยวกับการจัดการเรื่องราวที่มีอยู่อย่างมากมายในยุคสมัยของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ"ลัทธิเผ่าพันธุ์แต่ละท้องถิ่น"(racism), ความน่าหวาดหวั่นเกี่ยวกับความสลับซับซ้อน ซึ่งมากับอุตสาหกรรมบันเทิงที่รุนแรงแบบทหาร, แรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจที่เด่นชัด, คอนโซลคาวบอย(console-cowboy)ที่ใช้ในการขจัดเป้าหมาย ด้วยอาวุธทำร้ายล้างอันรุนแรงและเกินความจำเป็นของสงครามอ่าวเปอร์เชีย(Gulf War), ทั้งหมดที่ผ่านมาดูเหมือนว่า มันไม่ได้มีการนำเสนอทางเลือกใหม่ใดๆขึ้นมาเลย" (บางส่วนจากบทความ)

เพราะฉะนั้น อันนี้คือประวัติศาสตร์ของเงื่อนไขหรือสภาพการณ์ของหลังสมัยใหม่: ซึ่งในด้านหนึ่งนั้น มันคือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวิวัฒนาการของลัทธิทุนนิยมที่เคลื่อนไปสู่"ทุนเทคโน"
(techno-capital), ส่วนในอีกด้านหนึ่งนั้น มันคือประวัติศาสตร์ของการสิ้นสุดลงของวาทกรรมหลักของลัทธิมาร์กซ์

QUOTATION

การเปิดให้มีการทดลองมันจะเป็นการสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ๆจากข้างล่างขึ้นไปสู่ข้างบนแทน. อันนี้หากเรากวาดตาดูรอบๆ จะพบเสียงประสานที่มาสอดรับกับเรื่องนี้ โดยที่วิธีการทางด้านวิทยาศาสตร์ได้ใช้ภาษาเกี่ยวกับการทดลองเป็นเครื่องมือในการค้นหาและค้นพบสิ่งใหม่ๆ ซึ่งอันนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจแง่มุมต่างๆของลัทธิหลังสมัยใหม่ แต่บ่อยครั้งเรามักจะมองข้ามเรื่องพวกนี้ไป

ดังที่ Lyotard กล่าว, "หลัง"ของ"ลัทธิหลังสมัยใหม่"ไม่ต้องการสัญญานที่ว่ามันได้มาถึง ณ จุดจบ, แต่มันเป็นการได้มา ณ จุดเริ่มต้นของความเป็นสมัยใหม่. แล้วอะไรคือความเป็นสมัยใหม่อันใหม่ ที่เริ่มปรากฎตัวขึ้นมาจากการเมืองหลังสมัยใหม่อันนี้ ???
(บางส่วนจากบทความ)

H