ช่วงสัปดาห์ที่คุกรุ่นไปด้วยข่าวของการเตรียมทำสงคราม ระหว่าง สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และอิรัค ม.เที่ยงคืน ขอเสนอบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้
A republic in the Middle East; the ancient civilization of Mesopotamia was in the area now known as Iraq
Interview With Noam Chomsky about US Warplans by Noam Chomsky and Michael Albert /August 29, 2002 http://www.zmag.org/content/showarticle.
cfm?SectionID=15&ItemID=2422
หลากหลายคำถามที่กำลังแพร่กระจายอยู่ตอนนี้ในท่ามกลางผู้คนที่กังวลเกี่ยวกับสงคราม, วันที่ 29 สิงหาคม 2002, Michel Albert ได้ตั้งคำถามเหล่านี้กับ Noam Chomsky โดยทาง email. - ข้อความต่อไปนี้คือคำถามและคำตอบเกี่ยวกับกรณีของสงครามระหว่าง สหรัฐกับอีรัค-
(สมเกียรติ ตั้งนโม เรียบเรียง)

มันไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมากมายนักที่จะปลุกเร้าภาพลักษณ์ของซัดดัม ฮุสเซนขึ้นมา ในฐานะของปีศาจที่ทรงพลังอำนาจอย่างสุดๆที่จะสามารถทำลายโลกหรืออาจทำลายล้างจักรวาลได้. และด้วยการกอดรัดกันของประชาชนที่ตกอยู่ในความกลัวนี้ จึงเป็นโอกาสให้พลังความกล้าที่สง่างามดุจอัศวินของเรา จะเอาชนะศัตรูตัวร้ายที่น่าเกรงขามอย่างอัศจรรย์

บางทีพวกเขาไม่ต้องไปสนอกสนใจสิ่งที่กำลังกระทำกับศัตรูตัวร้ายเหล่านั้นด้วย และอาจร่วมร้องประสานเสียงไปพร้อมกับบทเพลงสรรเสริญที่เต็มไปด้วยภูมิปัญญาอันแจ่มจรัสต่อบรรดาผู้นำของพวกเรา.
(Noam Chomsky)

QUOTATION
R
relate
release date
170346

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 247 เดือนมีนาคม 2546 เรื่อง -สัมภาษณ์ นอม ชอมสกี้ เกี่ยวกับแผนการทำสงครามของสหรัฐอเมริกา

เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน วันที่ 17 มีนาคม 2546 (ความยาวประมาณ 15 หน้ากระดาษ A4 - font 16 p.)

ประธานาธิบดีซัดดัมกระทำอาชญากรรมที่แท้จริงของเขาเป็นครั้งแรก นั่นคือไม่เชื่อฟังคำสั่งของสหรัฐ (หรือบางทีอาจเป็นการตีความผิดๆเกี่ยวกับคำบัญชานั้น) โดยการบุกเข้าไปในคูเวท การกระทำดังกล่าวของซัดดัม ก่อให้เกิดการสับเปลี่ยนอย่างทันทีทันควัน จากความเป็นมิตรกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจที่ร้ายกาจของตะวันตก ดุจการฟื้นคืนชีพของ Attila the Hun (ตัดมาบางส่วนจากบทความ)

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน
แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ


Website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ

สนใจสมัครเป็นสมาชิก
กรุณาคลิก member page
ส่วนผู้ที่ต้องการดูหัวข้อบทความ
ทั้งหมด ที่มีบริการอยู่ขณะนี้
กรุณาคลิกที่ contents page
และผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็น
หรือประกาศข่าว
กรุณาคลิกที่ปุ่ม webboard
ข้างล่างของบทความชิ้นนี้

หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com
midnightuniv@yahoo.com

ความห่วงใหญ่มากๆอันหนึ่งสำหรับสมาชิกฝ่ายขวาของวอชิงตัน ภายหลังจากการที่อิรัคบุกคูเวทคือว่า ซัดดัมจะต้องถอนทัพออกมาทันที และมีการจัดตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้น ทุกๆคนในโลกอาหรับก็จะมีความสุข (พลเอก Colin Powell ในช่วงนั้นเป็นหัวหน้าสต๊าฟ). ประธานาธิบดี Bush ผู้พ่อเป็นห่วงว่าซาอุดีอาราเบียอาจจะ"ยุติการถอนตัวออกไปในนาทีสุดท้าย และยอมรับรัฐบาลหุ่น เว้นแต่สหรัฐจะเข้ามาขัดขวางการถอนตัวของอิรัค

กล่าวโดยสรุป ความห่วงกังวลก็คือว่า ซัดดัม ได้จำลองหรือลอกเลียนสิ่งที่สหรัฐเพิ่งกระทำในปานามา (เว้นแต่ว่าชาวลาตินอมริกันเป็นอะไรบางอย่างที่มีความสุขกว่า) นับจากช่วงแรก สหรัฐเองพยายามที่จะแสวงหาหนทางในการที่จะเบี่ยงเบนเหตุการณ์ที่เหมือนฝันร้ายอันนี้ มันเป็นเรื่องราวอันหนึ่งซึ่งควรที่จะได้รับการจับตาดูด้วยความห่วงใย

อาชญากรรมอันเลวร้ายสุดๆของซัดดัมมีอยู่มากมาย มันเกิดขึ้นภายในประเทศของเขาเอง รวมถึงการใช้อาวุธเคมีต่างๆที่กระทำกับชาวเคิร์ด และได้เข่นฆ่าชาวเคิร์ดให้ล้มตายลงเป็นจำนวนมากในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980s อันนี้ถือว่าเป็นความทุกข์ทรมานและป่าเถื่อนอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่น่าเกลียดกว่าอื่นใดทั้งหมดเท่าที่โลกสามารถจะจินตนาการได้

สิ่งเหล่านี้ ใช่เลย! คือสุดยอดของรายชื่ออาชญากรรมที่รุนแรง น่ากลัวและน่าสยดสยองยิ่ง ซึ่งนับเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซัดดัมยังคงถูกประณามอยู่ในการกระทำครั้งนั้น มันเป็นประโยชน์ในที่นี้ที่เราทั้งหลายจะถามถึง การตำหนิประณามอันรุนแรง และการแสดงออกที่มีคารมคมคายบ่อยๆเกี่ยวกับความเจ็บแค้น ซึ่งต้องไม่ลืมว่ามันจะต้องคลอไปด้วยกันกับคำสั้นๆที่จับใจคือ"ด้วยการช่วยเหลือของเรา"

การกระทำข้างต้นนั้น ถือเป็นอาชญากรรมต่างๆซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในช่วงหนึ่ง แต่ไม่ได้เป็นที่สนใจโดยเฉพาะต่อโลกตะวันตกมากนัก. ความจริงแล้ว ประธานาธิบดีซัดดัมได้รับการประณามในลักษณะที่ไม่รุนแรงนัก นั่นคือ การตำหนิจากรัฐสภาที่ออกมาในลักษณะห้าวๆ ซึ่งอันนี้ได้รับการพิจารณาว่าหนักเกินไปโดยบรรดาผู้เสนอความเห็นที่โดดเด่น

รัฐบาลของประธานาธิบดีเรแกน และ บูช 1 (หมายถึง Bush ผู้พ่อ) ยังคงเชื้อเชิญและต้อนรับสัตว์ประหลาดตนนี้ในฐานะหุ้นส่วนพันธมิตรทางการค้าและพันธมิตรอันทรงคุณค่า โดยทะลุทะลวงผ่านความดุร้ายต่างๆที่โหดสุดๆหรืออะไรที่ยิ่งกว่านั้น. บูชยินยอมให้มีการกู้ยืมโดยหลักใช้ประกันต่างๆ และขายเทคโนโลยีอันล้ำสมัยด้วยการร้องขอที่ชัดเจนเกี่ยวกับอาวุธทำลายล้างมวลชน(weapons of mass destruction)[WMD] ซึ่งได้ตั้งตระหง่านกระทั่งถึงวันที่คูเวทถูกรุกราน และบางครั้ง ความพยายามของรัฐสภาก็เป็นทนายให้กับเขา เพื่อปกป้องสิ่งที่เขากำลังทำอยู่. ในส่วนของสหราชอาณาจักร ยังคงอนุญาตให้มีการส่งออกเครื่องมือและยุทธปัจจัยทางด้านการทหาร และวัตถุกัมมันตรังสีไม่กี่วันหลังจากการรุกรานคูเวท

เมื่อนักข่าว ABC และปัจจุบันเป็นนักวิจารณ์ของ ZNet คือ Charles Glass ค้นพบสิ่งอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการผลิตอาวุธต่างๆทางชีวภาพ (โดยการใช้ดาวเทียมทางการพาณิชย์ และพยานหลักฐานจากผู้ลี้ภัยออกจากประเทศ) การเปิดเผยของเขาได้ถูกปฏิเสธโดยทันทีจากเพนตากอน และรายงานดังกล่าวก็มลายหายสูญไป

มันได้รับการรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีซัดดัมกระทำอาชญากรรมที่แท้จริงของเขาเป็นครั้งแรก นั่นคือไม่เชื่อฟังคำสั่งของสหรัฐ (หรือบางทีอาจเป็นการตีความผิดๆเกี่ยวกับคำบัญชานั้น) โดยการบุกเข้าไปในคูเวท การกระทำดังกล่าวของซัดดัม ก่อให้เกิดการสับเปลี่ยนอย่างทันทีทันควันจากความเป็นมิตรกลายเป็นศัตรูไปในทันทีสู่การฟื้นคืนชีพของ Attila the Hun [Attila (406-453) กษัตริย์ของชาวฮั่น ซึ่งได้เข้ามารุกรานถึงตอนกลางของยุโรป และได้มีการเรียกร้องเครื่องบรรณาการจากจักรวรรดิ์โรมันตะวันออก] ถัดจากนั้น ความแคล่วคล่องอย่างเดียวกัน ได้ถูกนำมาใช้เพื่อสาธิตหรือแสดงให้เห็นถึงธรรมชาติอันชั่วร้ายที่มีอยู่โดยสันดานของซัดดัม

เมื่อบูช 1 ได้ประกาศให้ของขวัญชิ้นใหม่ต่อเพื่อนของเขาในเดือนธันวาคม 1989 (อันนี้ยังเป็นของขวัญแก่อุตสาหกรรมและธุรกิจทางด้านเกษตรกรรมของเราด้วย) มันได้รับการพิจารณาว่าไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญหรือมีความหมายใดๆกระทั่งน่าจะบันทึกอยู่ในรายงาน แม้ว่าเราสามารถที่จะอ่านเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้ได้ใน Z magazine ณ ช่วงเวลานั้น ซึ่งบางทีจะไม่มีที่ไหนอีกเลย

สองสามเดือนต่อมา ช่วงสั้นๆก่อนที่เขาจะมีการบุกเข้าไปในคูเวท, คณะตัวแทนของวุฒิสภาระดับสูง ซึ่งนำโดย Bob Dole (ซึ่งต่อมาภายหลัง เป็นผู้สมัครเข้าแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรค Republican) ได้ไปเยี่ยมเยือนประธานาธิบดีซัดดัม พร้อมทั้งนำคำทักทายของประธานาธิบดี และคำรับรองที่ยืนยันและให้กำลังใจเกี่ยวกับการฆาตกรรมมวลชนอย่างโหดเหี้ยมว่า เขาควรที่จะมองข้าม หรืออย่าได้ให้ความเอาใจใส่ต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เขาได้ยินมาจากบรรดาผู้สื่อข่าวอิสระต่างๆ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีซัดดัมยังสามารถที่จะหลุดรอดจากการโจมตีด้วยเรือรบของสหรัฐ, the USS Stark, โดยการฆ่าลูกเรือไปหลายโหล นั่นคือเครื่องหมายอันหนึ่งของความเคารพนับถือที่แท้จริง

อีกประเทศหนึ่งซึ่งได้รับการยอมให้มีสิทธิพิเศษก็คือ"อิสราเอล"

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐได้สั่งห้ามการติดต่อทั้งหมดกับฝ่ายตรงข้ามประชาธิปไตยของอิรัค ซึ่งการประกาศห้ามอันนั้น ถือเป็นนโยบาย แม้กระทั่งภายหลังสงครามอ่าว. ขณะที่วอชิงตันอนุญาตหรือให้การรับรองประธานาธิบดีซัดดัมอย่างแท้จริง ที่จะบดขยี้การกบฎของฝ่ายมุสลิม Shi'ite (ชีอะ) ซึ่งอาจจะล้มล้างเขาได้ - เพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของตนให้มีเสถียรภาพ - เรื่องราวเหล่านี้ ได้ถูกอธิบายอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ โดยการผงกหัวรับอย่างชาญฉลาด

แน่นอน เขาเป็นอาชญากรคนสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นคือสิ่งที่ไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงโดยข้อเท็จจริงที่ว่า สหรัฐและอังกฤษ ครั้งหนึ่งได้พิจารณาความโหดร้ายต่างๆส่วนใหญ่ของเขา เป็นเรื่องที่ไม่สำคัญหรือเป็นเรื่องเล็กน้อยซึ่งเป็นไปตาม"เหตุผลต่างๆของรัฐ"ที่สูงกว่า ก่อนที่จะเกิดสงครามอ่าว และแม้กระทั่งหลังจากนั้น - ซึ่งข้อเท็จจริงต่างๆเหล่านี้ ถูกหลงลืมไปอย่างมากมายทีเดียว

2. มองไปในอนาคต ซัดดัม ฮุสเซน จะเป็นอันตรายอย่างที่สื่อกระแสหลักพูดไว้ใช่ไหม ?
โลกจะดีขึ้นกว่านี้ถ้าเผื่อว่าเขาไม่ได้อยู่ที่นั่น อันนี้ไม่ต้องสงสัยเลย แน่นอน ชาวอิรัคจะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้แน่ แต่เขาไม่สามารถที่จะเป็นอย่างอื่นไปได้เลย หรือไม่อาจที่จะไม่อันตรายอย่างที่เขาเป็น เมื่อสหรัฐอเมริกาและอังกฤษต่างให้การสนับสนุนเขา กระทั่งได้มีการจัดหาเทคโนโลยีให้กับเขาในสองลักษณะ ซึ่งสามารถที่จะนำไปใช้เพื่อพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธเคมีขึ้นมาได้ อย่างที่เขาอาจจะทำ

เมื่อ 10 ปีก่อน คณะกรรมการการเงินของวุฒิสภาได้รับรู้สิ่งที่ถูกเปิดเผยว่า คณะผู้บริหารของบูชกำลังออกใบอนุญาตสำหรับการใช้เทคโนโลยีและวัสดุต่างๆในสองลักษณะ ซึ่งต่อมาภายหลัง ได้รับการนำไปใช้ประโยชน์โดยรัฐบาลอิรัค เพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนาขีปนาวุธทางด้านนิวเคลียร์และเคมี ต่อมาก็ได้ยินรายงานเพิ่มเติมอีก และได้มีการตีพิมพ์เป็นรายงานออกมา ซึ่งได้กลายเป็นหัวข้อสิ่งตีพิมพ์ทางวิชาการกระแสหลักหัวข้อหนึ่ง (เช่นเดียวกับสิ่งตีพิมพ์ที่แสดงความไม่เห็นด้วย)

สงครามในช่วงปี ค.ศ.1991 เป็นการทำลายล้างที่รุนแรง และนับจากนั้นเป็นต้นมา อิรัคได้ถูกล้างผลาญจนย่อยยับโดยการแซงชั่นหรือลงโทษต่างๆต่อมาอีกหนึ่งทศวรรษ ซึ่งน่าจะทำให้ตัวซัดดัมมีความเข้มแข็งมากขึ้น (ทั้งนี้เพราะ การต่อต้านที่เป็นไปได้จากฝ่ายตรงข้ามของซัดดัม ได้ถูกทำให้อ่อนกำลังลงในสังคมที่แตกละเอียดและเสื่อมทรามลงนั่นเอง) แต่แน่นอน มันก็ได้ไปลดสมรรถนะของเขาอย่างมีนัยสำคัญมากเช่นกันสำหรับการจะก่อสงคราม หรือให้การสนับสนุนการก่อการร้ายอันน่าสยดสยอง

ยิ่งไปกว่านั้น นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991 รัฐบาลของเขาได้ถูกบังคับโดยกฎของ"เขตห้ามบิน"(no fly zone) ซึ่งเป็นการห้ามนำเครื่องบินขึ้นไปบนขอบฟ้าและทิ้งระเบิด สำหรับกฎนี้ได้มีการตรวจตราอย่างเข้มงวดมาก. เคราะห์กรรมที่ตามมาคือ เหตุการณ์วันที่ 11 กันยา ยังคงทำให้เขาอ่อนแอต่อไป และจะมากยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเผื่อว่ามันมีความเชื่อมโยงใดๆระหว่าง"ซัดดัม"กับ"กลุ่มอัลกออิดะ", ทั้งนี้เพราะ มันจะทำให้สหรัฐธำรงความยุ่งยากมากขึ้นแก่เขาเอาไว้ในปัจจุบัน เนื่องจากจะมีการตรวจตราและควบคุมที่เข้มข้นและแหลมคมขึ้น

อีกด้านหนึ่งนั้น ความเชื่อมโยงต่างๆดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย แม้ว่าจะมีการพยายามอย่างมาก ที่จะผูกเอาประธานาธิบดีซัดดัมกับการโจมตีต่างๆในวันที่ 11 กันยายนก็ตาม ปรากฎว่าไม่พบหลักฐานยืนยันใดๆ ซึ่งอันนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจเท่าใดนัก เนื่องจากว่าประธานาธิบดีซัดดัม และบิน ลาเดน เป็นศัตรูที่อาฆาตแค้นกัน และไม่มีเหตุผลเฉพาะใดๆเลยที่จะสันนิษฐานว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงต่างๆเกิดขึ้นในความสัมพันธ์นั้น

ข้อสรุปในเชิงเหตุผลก็คือว่า ประธานาธิบดีซัดดัม เป็นไปได้ที่จะมีอันตรายน้อยลงในปัจจุบันเมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ก่อนวันที่ 11 กันยา และไกลห่างจากการคุกคามใดๆ เพราะเขามีศักยภาพน้อยลงกว่าตอนที่เขากำลังสนุกจากการได้รับความสนับสนุนจากสหรัฐและอังกฤษอย่างจริงจัง(และประเทศอื่นๆอีกมาก). ซึ่งอันนี้ได้นำมาสู่คำถามสองสามข้อ เช่น ถ้าหากว่าซัดดัมคือการคุกคามต่อความอยู่รอดของอารยธรรมทุกวันนี้ ซึ่งได้บีบบังคับโลกต้องใช้มาตรการสงครามกับเขา ทำไมมันจึงไม่เกิดขึ้นไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา ? และยิ่งน่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้นถ้าจะถามย้อนไปว่า ทำไมมันไม่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 1990 ?

3. โลกในทุกวันนี้ ควรจะเกี่ยวข้องกับปัญหาการมีอยู่และการใช้อาวุธทำลายล้างมวลชนอย่างไร ?
พวกมันควรจะต้องถูกทำลายหรือกำจัดให้หมดสิ้นไป. สนธิสัญญาการไม่แพร่กระจายอาวุธ(non-proliferation treaty) ได้ผูกมัดให้ประเทศต่างๆปฏิบัติกับอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหลาย เพื่อก้าวไปสู่การขจัดพวกมันทิ้งไปในที่สุด เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับอาวุธเคมีและอาวุธชีวภาพก็มีเป้าหมายอย่างเดียวกันนี้ การแก้ปัญหาหลักๆของสภาความมั่นคงได้ให้ความเอาใจใส่และสนใจในอิรัค[มติที่ 687, 1991] ซึ่งเรียกร้องให้มีการกำจัดอาวุธทำลายล้างมวลชน และระบบขนส่งหรือลำเลียงต่างๆจากตะวันออกกลาง, และกำลังปลุกให้โลกมีการประกาศห้ามเกี่ยวกับอาวุธเคมีต่างๆด้วย ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นข้อเสนอที่ดี

อิรัคไม่ได้เข้าใกล้ หรือสนใจที่จะน้อมนำเรื่องนี้ไปสู่การพิจารณาเลย เราอาจระลึกถึงคำเตือนของนายพล Lee Butler, หัวหน้าฝ่ายบัญชาการทางด้านยุทธศาสตร์ของประธานาธิบดีคลินตันในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990s, นั่นคือ มันเป็นอันตรายร้ายแรงอย่างยิ่งที่ว่า "ในหม้อต้มขนาดใหญ่ของความเป็นปรปักษ์และความจงเกลียดจงชังกันที่พวกเราเรียกว่า"ตะวันออกกกลาง", ประเทศหนึ่งในนั้น ได้ติดอาวุธและเตรียมรบอย่างพร้อมสรรพให้กับตัวเอง อันนี้เป็นที่เปิดเผยแก่คนทั่วไป ด้วยคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์ต่างๆ ซึ่งบางทีอาจจะมีเป็นร้อยๆลูก และนั่นได้เป็นแรงดลใจและกระตุ้นเร้าประเทศอื่นๆกระทำในลักษณะเดียวกัน" แน่นอน สิ่งที่เขากำลังพูดถึง ได้แก่ "อิสราเอล"

อำนาจทางทหารของอิสราเอล อ้างว่า ตนมีกองทัพอากาศและยานเกราะขนาดใหญ่และก้าวหน้ามากกว่ากองกำลังของ NATO ของยุโรปใดๆ(Yitzhak ben Israel, Ha'aretz, 4-16-02, Hebrew). พวกเขายังประกาศด้วยว่า เครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องบินรบของพวกเขา 12% นั้นได้เตรียมพร้อมในสถานีรบอย่างถาวรในตุรกีตะวันออกด้วย พร้อมด้วยราชนาวีและเรือดำน้ำประมาณเดียวกันในฐานทัพตุรกี และยังมียานเกราะและรถถังเช่นกัน ในกรณีนี้ มันกลายเป็นความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการรุนแรงอย่างสุดๆอีกครั้งเพื่อทำให้ประชากรเคิร์ดดิชของตุรกีเชื่องลง อันนี้อยู่ในช่วงปีที่คลินตันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

กองทัพอากาศอิสราเอลที่มีฐานทัพอยู่ที่ตุรกีรายงานว่า เป็นการบินเพื่อตรวจตราหรือสำรวจแหล่งที่ตั้งของศัตรูไปตามชายแดนของอิหร่าน ซึ่งอันนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายทั่วไประหว่างสหรัฐ-อิสราเอล-และตุรกีเกี่ยวกับการคุกคามอิหร่านด้วยการโจมตี และบางทีเป็นการแบ่งแยกอำนาจ บรรดานักวิเคราะห์อิสราเอลยังรายงานด้วยว่า ปฏิบัติการทางอากาศซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง สหรัฐ-อิสราเอล-และตุรกีนั้น ยังมีเจตจำนงที่จะคุกคามและเตือนอิหร่านกลายๆ และแน่นอนเป็นการเตือนอิรัคด้วย (Robert Olson, Middle East Policy, June 2002)

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อิสราเอลกำลังใช้ประโยชน์กองกำลังทางอากาศขนาดใหญ่ที่มีฐานทัพอยู่ในตุรกีตะวันออก, ที่ซึ่งเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐ เป็นไปได้ที่จะสามารถติดอาวุธนิวเคลียร์ได้. โดยปัจจุบันนี้ อิสราเอล โดยแท้จริงแล้วก็คือฐานกำลังทางทหารของสหรัฐนอกชายฝั่งหรือนอกประเทศนั่นเอง และที่เหลือของพื้นที่ดังกล่าวก็ได้ถูกติดเขี้ยวเล็บด้วย

ถ้าเผื่อว่าอิรัคถูกปกครองโดยคนที่คล้ายๆบรรดาผู้นำที่มองกาลไกล, หากเป็นเช่นนั้นแล้วละก็ ปัจจุบันก็อาจจะกำลังมีการพัฒนาระบบอาวุธขึ้นมาเท่าที่สามารถทำได้ และเป็นไปได้ว่ามันจะดีกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้. นั่นเป็นไปได้ที่จะมีความต่อเนื่อง ซึ่งบางทีกระทั่งเร่งให้เกิดเหตุการณ์ ถ้าเผื่อว่าสหรัฐเข้าควบคุมอิรัค

อินเดียและปากีสถานต่างเป็นพันธมิตรของสหรัฐ แต่ก็กำลังเดินหน้าด้วยการพัฒนาเกี่ยวกับอาวุธทำลายล้างผู้คน(WMD) และได้เฉียดเข้าไปใกล้ที่จะมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์อย่างเจ็บปวดทุกข์ทรมานเข้าห่ำหั่นกัน. เรื่องราวอย่างเดียวกันนี้ เป็นจริงกับพันธมิตรและลูกค้ารายอื่นๆของสหรัฐด้วย เป็นไปได้ว่า เหตุการณ์เช่นนั้นจะยังคงดำเนินต่อไป เว้นแต่ว่าโดยทั่วไปจะมีการลดทอนเกี่ยวกับอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆลงในพื้นเหล่านี้

ประธานาธิบดีซัดดัมจะยอมรับเรื่องข้างต้นนี้ไหม ? จริงๆแล้ว เราไม่รู้เลย. ในช่วงต้นเดือนมกราคม 1991 อย่างที่ปรากฎ อิรัคเสนอที่จะถอนตัวออกจากคูเวทในบริบทของการเจรจาต่างๆระดับภูมิภาคบนข้อตกลงเกี่ยวกับการลดทอนกองกำลังติดอาวุธ มันเป็นข้อเสนอที่บรรดาเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐได้อธิบายอย่างจริงจังและมีการเจรจาตกลงกัน

แต่เราไม่รู้อะไรมากไปกว่านั้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะสหรัฐปฏิเสธมันโดยปราศจากการขานรับ และหนังสือพิมพ์ก็เกือบจะไม่ได้มีการรายงานถึงเรื่องราวเหล่านี้เลย. อย่างไรก็ตาม มันมีความน่าสนใจบางประการ ณ ช่วงเวลานั้น - ถูกต้อง ก่อนมีการทิ้งระเบิดถล่ม - โพลล์สำรวจได้เปิดเผยว่า 2 ต่อ 1 ของสาธารณชนอเมริกันสนับสนุนข้อเสนอที่ว่า ซัดดัมได้กระทำการอันรุนแรงอย่างเด่นชัด และโอนเอียงที่จะให้มีการทิ้งระเบิด

ผู้คนได้รับการยินยอมให้รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ คนส่วนใหญ่ แน่นอน ไกลห่างจากเรื่องนี้มาก การปิดบังอำพรางข้อเท็จจริงทั้งหลายเป็นปฏิบัติการที่สำคัญอันหนึ่งต่อมูลเหตุเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงของรัฐ. การเจรจาตกลงต่างๆไปถึงไหน ? เพียงการยึดมั่นในอุดมคติอย่างคลั่งไคล้ก็สามารถมั่นใจได้แล้วหรือ. ไอเดียต่างๆอันนั้นสามารถที่จะรื้อฟื้นขึ้นมาได้ไหม ? คำตอบเป็นอย่างเดียวกัน. หนทางเดียวที่จะค้นเอาข้อเท็จจริงออกมาก็คือ จะต้องพยายามต่อไป

4. ข้ออ้างเหตุผลบางอย่างที่ว่า มันมีหลักฐานเพียงพอสำหรับการปฏิบัติการกับอิรัค เนื่องจากอิรัคมีศักยภาพเกี่ยวกับอาวุธทำลายล้างผู้คนต่างๆ ซึ่งต่างไปจากประเทศอื่นๆเหล่านั้น เพราะภายใต้เทอมต่างๆของการแก้ปัญหาของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมติที่ 687 ซึ่งยอมรับโดยซัดดัม ฮุสเซน นั่นคือ อิรัคจะต้องปลดอาวุธ ในฐานะที่เป็นการลงโทษสำหรับการกระทำอันรุนแรงที่เด่นชัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศในการรุกรานเข้าไปในคูเวท
ชุมชนระหว่างประเทศได้แสดงความบริสุทธิ์ในการพยายามที่จะจำกัดอาวุธทำลายล้างมวลชนของอีรัคหรือไม่ ? ถ้าเผื่อว่าประเทศใดประเทศหนึ่งยอมรับข้อตกลงอันนี้ ดังที่เสนอ อะไรคือผลที่ตามมาอันสลับซับซ้อนของการกระทำดังกล่าวในระหว่างประเทศ ? มันเป็นเรื่องราวที่ต่างไปเกี่ยวกับข้อตกลงอันนี้ด้วยระเบียบวิธีและตรรกะที่ดีกว่าใช่ไหม และอะไรคือความเกี่ยวพันกันของมัน ?

ดังที่บันทึกไว้, มติที่ 687 ยังมีการเตรียมการอย่างอื่นๆอีก ซึ่งแน่นอนมันมีนัยสำคัญอันหนึ่ง การรุกรานคูเวท ถือว่าเป็นหนึ่งในอาชญากรรมต่างๆซึ่งอันที่จริงเล็กน้อยมากสำหรับซัดดัม. มันไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากหนึ่งในหมายเหตุข้างท้ายที่เป็นอาชญากรรมหลายหลากของสหรัฐภายในขอบเขตขนบประเพณีของตัวเอง นั่นคือ การรุกรานเข้าไปในปานามา ไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น, ซึ่งไม่มีข้ออ้างหรือคำแก้ตัวที่ฟังขึ้นหรือเชื่อถือได้ใดๆเลยสำหรับการกระทำอันนี้

ข้อแตกต่างที่สำคัญก็คือว่า สหรัฐสามารถที่จะวีโต้การตัดสินใจต่างๆของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับการประณามการรุกรานครั้งนี้ได้ โดยไม่นำพาต่อการตำหนิประณามอันเกรี้ยวกราดและรุนแรงจากฝ่ายประชาธิปไตยทั้งหลายของลาตินอเมริกัน(อันนี้ตามรายงานที่เปิดเผย) และโดยพื้นฐานแล้ว ก็กระทำในสิ่งที่ตนชอบเช่นนั้นเสมอ

ทั้งหมดได้ถูกโยกย้ายจากประวัติศาสตร์ ซึ่งถูกยอมรับกันมากขึ้นสำหรับเหตุผลต่างๆในอย่างเดียวกัน. ดังที่ผมได้กล่าว, วอชิงตันกลัวว่าประธานาธิบดีซัดดัมจะเอาอย่างหรือเลียนแบบการรุกรานเข้าไปในปานามา และต้องทำงานหนักเพื่อป้องกันมันเอาไว้

ในดินแดนตะวันออกกลาง การรุกรานคูเวท ซึ่งถือว่าเป็นอาชญากรรม ไม่อาจที่จะเปรียบเทียบกันได้กับการที่สหรัฐให้การหนุนหลังอิสราเอลรุกรานเลบานอน ซึ่งได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 2 หมื่นคน. และอย่างที่รู้สึกลำบากใจ มันง่ายที่จะคิดต่อเนื่องเชื่อมโยงกับกรณีที่เลวร้ายอื่นๆดังที่เราทั้งหลายต่างก็ทราบกันดีอยู่แล้ว

นอกจากนั้น ข้อถกเถียงเหล่านี้เป็นบางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่เกี่ยวกับประเด็นข้างต้น. คนเหล่านั้นที่เชื่อว่า การแก้ปัญหาของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อทศวรรษที่ผ่านมา(ซึ่งไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับการใช้วิธีการบีบบังคับ) ซึ่งได้ใช้อำนาจทางอ้อมในการรุกราน ถือเป็นวิธีที่ง่ายดายที่สุดเพื่อพิสูจน์ว่า พวกเขาเอาจริงเอาจังต่อข้ออ้างอันนั้น นั่นคือ พวกเขาสามารถที่จะกระตุ้นหรือผลักดันให้สหรัฐเข้าถึงการใช้อำนาจที่เรียกว่า Chapter VII ของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในการใช้กำลัง. เพื่อใช้จัดการกับสถานการณ์ดังกล่าว

การใช้พลังอำนาจ เป็นไปได้ที่จะได้รับการนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายและความสำเร็จ : การวีโต้เป็นสิ่งซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้. แต่สหรัฐอเมริกาไม่ได้ต้องการการใช้พลังอำนาจดังกล่าว อย่างน้อยที่สุดก็ในเวลานี้ เทียบกับการได้เคยปฏิเสธที่จะเลือกใช้วิธีการทิ้งระเบิดอัฟกานิสถาน แม้ว่าอำนาจดังกล่าว แน่นอน ได้รับการยินยอมให้ใช้ได้ก็ตาม. สำหรับเหตุผลเหล่านั้นเพียงลำพัง การสนทนาพวกนี้จึงไม่ตรงประเด็นเท่าใดนัก

กล่าวในด้าน"ชุมชนระหว่างประเทศ" ในทางปฏิบัติที่เป็นจริง มันหมายความว่าสหรัฐจะเข้ามาร่วมมือ. ยิ่งไปกว่านั้น โดยทั่วไป มันทำให้เกิดความรู้สึกที่ดี ที่จะพยายามทำให้การเจรจาตกลงที่ไม่ให้มีการแพร่ขยายอาวุธเคมีและอาวุธชีวภาพบรรลุผลขึ้นมาได้ และจะไปสอดคล้องกันกับข้อกำหนดของมติที่ 687. และเพื่อเป็นการปฏิบัติด้วยความเอาจริงเอาจังยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการปลดอาวุธโดยรวมทั้งหมด. แต่ขั้นตอนต่างๆดังกล่าวนั้นต้องเป็นไปโดยการยินยอมของสหรัฐ ซึ่งอันนี้เป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่ยังอยู่อีกไกลและไม่แน่นอน เว้นแต่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ณ ที่นี้

5. ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการตรวจสอบอาวุธก่อนหน้านี้ ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า บรรดาผู้ตรวจสอบทั้งหลายสามารถถูกหลอกลวง ถ่วงเวลา และอีกอย่างคือ การถูกขัดขวางจากการบรรลุถึงผลสำเร็จในภารกิจของพวกเขาที่แท้จริง ? มันมีวิธีการตรวจสอบที่ใช้การได้หรือนโยบายที่สัมพันธ์กันนั้นไหม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นสากล ?
แน่นอน พวกเขาสามารถที่จะถูกหลอกได้. แต่อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบต่างๆทางด้านอาวุธเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพกว้างขวางมากกว่าการทิ้งระเบิดเพื่อทำลายล้างสมรรถนะของกองกำลังของอิรัค และปรากฎว่ามันประสบผลสำเร็จมากทีเดียว

ก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นหนึ่ง, เมื่อได้มาถึงห้วงเวลาสุดท้าย การตรวจสอบอาวุธนานาชาติมันเป็นสิ่งที่มีความหมาย โดยเฉพาะการตรวจสอบอาวุธนิวเคลียร์และความสามารถต่างๆทางด้านอาวุธเคมีของประเทศอิสราเอล. หรือกระทั่งอาวุธเหล่านั้นของสหรัฐอเมริกาเองด้วย ? กฎเกณฑ์ต่างๆเกี่ยวกับการตรวจสอบควรจะได้รับการสถาปนาหรือสร้างขึ้นมา แต่อีกครั้ง มันต้องได้รับการยินยอมในทางปฏิบัติจากสหรัฐ

6. ช่วงระหว่างการรับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับอิรัคของทางรัฐสภา ผู้เป็นพยานที่เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งกล่าวว่า เพื่อให้การตรวจสอบต่างๆมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ปฏิกริยาที่รวดเร็วทางด้านการทหารเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง เพื่อว่าซัดดัม ฮุสเซน จะได้ไม่สามารถบิดพริ้วหรือขัดขวางบรรดาผู้ตรวจสอบอาวุธจากการไปเยี่ยมเยือนที่น่าประหลาดใจ ณ สถานที่บางแห่งได้ ที่ซึ่งกิจกรรมอันไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกต้องกำลังดำเนินอยู่. ผู้เป็นพยานคนดังกล่าวยังกล่าวเพิ่มเติมว่า อันนี้ไม่มีทางที่อิรัคจะเห็นด้วยได้ แต่โดยความต้องการหรือเรียกร้องพลังอำนาจข้างต้น สหรัฐอเมริกาจะเข้าครองพื้นฐานทางศีลธรรมอันจริงจังนี้ได้. พลังอำนาจอันนั้นเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นอันหนึ่งต่อกฎเกณฑ์การตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพใช่ไหม ? สหรัฐอเมริกามีพื้นฐานทางศีลธรรมที่จริงจังดังกล่าวใช่หรือไม่ ? อะไรคือข้อเรียกร้องต่างๆซึ่งกระทำกันทั้งสองฝ่ายอย่างมีเหตุผลสำหรับเรื่องนี้ ?

นั่นคือการโฆษณาชวนเชื่อ ("การยึดครองพื้นฐานทางศีลธรรมที่จริงจัง") ? หรือเป็นการลดทอนการคุกคามเกี่ยวกับอาวุธทำลายล้างมวลชน(WMD) ? ถ้าเป็นเมื่อก่อน เราอาจละเลยต่อเรื่องนี้ได้. แต่ต่อมา คำถามที่แจ่มชัดบางอย่างได้ผุดขึ้น การตรวจสอบด้านอาวุธปรากฎว่ามีประสิทธิภาพสูงมาก แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ก็ตาม

หลักฐานยืนยันของ Scott Ritter ต่อหัวข้อดังกล่าวกำลังใช้บังคับ และผมทราบว่าไม่มีการปฏิเสธหรือการโต้แย้งหักล้างที่จริงจังเกี่ยวกับมัน. ด้วยเหตุผลข้างต้น คนเหล่านั้นที่ต้องการลดการคุกคามเกี่ยวกับอาวุธทำลายล้างมวลชน พวกเขาจะพยายามที่จะสร้างเงื่อนไขต่างๆสำหรับการตรวจสอบที่มีความหมายขึ้นมา ดังที่ประจักษ์ในการแก้ปัญหาด้วยมติ 687 รวมถึงมติที่มีมาก่อนหน้านั้น และได้รับการสนับสนุนโดยชุมชนระหว่างประเทศตามที่ปรากฎ

สำหรับหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้แสวงหาหนทางทุกๆอย่างในการที่จะบล็อคหรือขัดขวางเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ต่างๆนาๆ การตรวจสอบหลายๆอย่างได้ถูกนำมาใช้ในฐานะที่เป็นการครอบคลุมอันหนึ่งสำหรับการสอดแนมต่ออิรัค ด้วยการเปิดเผยถึงวัตถุประสงค์หรือเจตนาเกี่ยวกับการโค่นล้มการปกครองและเป็นไปได้ที่จะลอบฆ่าผู้นำ นอกจากความรุนแรงเกี่ยวกับบรรทัดฐานเบื้องต้นแล้ว ปฏิบัติการต่างๆเหล่านี้ แน่นอน ยังขุดเซาะและทำลายกฎเกณฑ์ต่างๆเกี่ยวกับการตรวจตราด้วย และลดทอนความเป็นไปได้อย่างแหลมคม ซึ่งอิรัคจะยอมรับการตรวจสอบต่างๆ

คำถามก็คือว่า อิสราเอลจะยอมรับการตรวจสอบเกี่ยวกับสมรรถนะทางด้านการทหารโดยการตามสะกดรอยของขบวนการฮามาส(Hamas)เช่นเดียวกันนี้ไหม ?

ในปี ค.ศ.1998 ประธานาธิบดีคลินตันได้ถอนผู้ตรวจสอบออกมา เพื่อเตรียมการที่จะทิ้งระเบิดต่ออิรัค - การกระทำอันนั้นได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่โดยการโฆษณาชวนเชื่อ ในฐานะที่อิรัคได้มีการขับไล่บรรดาผู้ตรวจสอบออกไป

การทิ้งระเบิดของสหรัฐและอังกฤษได้มีการตั้งเวลาเอาไว้อย่างระมัดระวัง เพื่อให้เกิดความสอดรับกันกับการประชุมฉุกเฉินของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในเรื่องของการตรวจสอบอาวุธต่างๆ เนื่องจากเหตุนี้ จึงเท่ากับเป็นการแสดงให้เห็นถึงการสบประมาทอย่างถึงที่สุดเกี่ยวกับการบีบบังคับของสหประชาชาติ และการทิ้งระเบิดดังกล่าวถือว่าเป็นการโจมตีอีกครั้งเพื่อการเริ่มต้นใหม่เกี่ยวกับการตรวจสอบ. นับแต่นั้นเป็นต้นมา วอชิงตันก็ยืนยันว่า แม้ว่าอิรัคจะยอมรับการตรวจสอบที่มีการรุกล้ำมากที่สุดโดยการค้นหาของหน่วยสอดแนมต่างๆของอเมริกัน เพื่อเตรียมพื้นสำหรับการรุกราน แต่ก็จะไม่ทำให้เกิดความแตกต่างอะไรไปมากกว่านี้

ในเวอร์ชั่นของ Cheney, "การหวนกลับไปของบรรดาผู้ตรวจสอบ ได้แสดงให้เห็นว่า มันไม่ได้ให้การรับรองใดๆเกี่ยวกับการยินยอมของซัดดัมในการแก้ปัญหาของสหประชาชาติ" ท่าทีอันนี้มีค่าเท่ากับว่าอิรัคไม่ได้ยอมรับบรรดาผู้ตรวจสอบอาวุธทั้งหลายนั่นเอง และได้มีการรายงานทำนองว่า, ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้, เหตุผลหนึ่งที่ว่า ทำไมวอชิงตันจึงบีบบังคับผู้อำนวยการระดับสูงที่น่าเคารพขององค์การสหประชาชาติ Jose Bustani ให้ออกกฎข้อบังคับและข้อห้ามเกี่ยวกับอาวุธเคมีต่างๆ, บุคคลผู้นี้มีความสำคัญเพราะเขากำลังแสวงหาวิธีการจัดการเกี่ยวกับการตรวจสอบต่างๆทางด้านอาวุธเคมีในอิรัค ดังนั้น การแทรกแซงโดยความพยายามของวอชิงตันจึงเข้ามามีส่วนในการขัดขวางบรรดาผู้ตรวจสอบอาวุธทำลายล้างทั้งหลาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหลอกลวงดังกล่าวได้ทำให้เกิดความงงงวยขึ้น, และบรรดานักวิจารณ์กระแสหลักหลายคนต่างชี้ว่า คณะผู้บริหารของประธานาธิบดี Bush ได้ขุดเซาะทำลายการประชุมเกี่ยวกับอาวุธเคมีและอาวุธชีวภาพลงแล้ว โดยการปฏิเสธในนาทีสุดท้าย ที่จะให้สัตยาบันในการบังคับใช้สนธิสัญญาหรือข้อตกลงต่างๆ ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากความคิดตรงข้ามกันของสหรัฐกับข้อตกลงต่างๆทางด้านอาวุธนั่นเอง และอีกส่วนเป็นเพราะต้องการปกป้องความลับทางการค้าของบริษัทต่างๆของอเมริกันนั่นเอง และเป็นไปได้ที่ว่าอีกส่วนเนื่องมาจากอเมริกันต้องการจะคงการละเมิดหรือการฝ่าฝืนของตนเองเกี่ยวกับการประชุมต่างๆเอาไว้ ซึ่งอันนี้เราได้ทราบจากการเปิดเผยออกมาอย่างมากมาย(ดังที่การประชุมบางคราวได้รั่วไหลออกมาเรียบร้อยแล้ว)

ดังนั้น ให้ย้อนกลับไปยังคำถามแรก: มันเป็นเป้าประสงค์ในการบล็อคบรรดาผู้ตรวจสอบทั้งหลาย หรือเป็นการกระตุ้นเร่งเร้าพวกเขากันแน่ ? พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ ดังที่ยกมากล่าวว่า ตามหลักฐานแล้วเป็นการแสวงหาหนทางที่จะขัดขวางพวกเขาไว้ และด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องการที่จะเอาจริงเอาจังแต่ประการใด. ในทางตรงข้าม ถ้าเผื่อว่าวัตถุประสงค์ต้องการที่จะกระตุ้นเร่งเร้าบรรดาผู้ตรวจสอบ หากเป็นเช่นว่านี้ ก็จำเป็นต้องพูดกับรัฐบาลสหรัฐเช่นดังกับอิรัคด้วย

ดังที่เพิ่งสรุปก่อนหน้านี้ โปรแกรมเกี่ยวกับอาวุธทำลายล้างมวลชน ทำให้โลกเป็นสถานที่ที่มีอันตรายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบิดทำลายล้างของซัดดัม. และปัญหาดังกล่าวควรที่จะถูกนำมาพูดในหนทางที่ทำให้โลกของเรามีความปลอดภัยมากขึ้น

และวิธีการที่จะทำให้โลกของเราปลอดภัยมากขึ้นที่ดีที่สุดจะต้องเป็นระเบียบปฏิบัติทั้งโลก นั่นคือ สนธิสัญญาหรือข้อตกลงต่างๆจะต้องมีการเตรียมการอย่างมีความหมาย และมีการตรวจสอบที่เป็นสากลเพื่อพิสูจน์ถึงการยึดมั่นในหลักการของทุกฝ่าย. และวิธีการที่ดีที่สุดต่อมา เป็นอะไรบางอย่างที่คล้ายๆกับการตรวจสอบในระดับภูมิภาค. ทั้งสองวิธีนี้ต้องการการเห็นด้วยหรือยินยอมของสหรัฐ แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่ยังอีกยาวไกลและไม่แน่นอน อย่างน้อยที่สุดก็ในเวลานี้

คนที่มีสติและมีเหตุผลควรพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอันนั้น วิธีการที่ดีที่สุดถัดมาก็คือ ให้บรรดาผู้ตรวจสอบทั้งหลายกลับไปยังอิรัคอีกครั้งเพียงลำพัง. ความพยายามทุกอย่างควรจะถูกกระทำเพื่อบรรลุถึงผลลัพธ์ดังกล่าว - อย่างน้อยที่สุด โดยผู้คนเหล่านั้นที่วาดหวังเพื่อจะลดการคุกคามที่จริงจังลง ไม่ใช่เพียงแค่ค้นหาเพื่อจะเป็นข้ออ้างในการทำสงคราม

วิธีการที่เลวร้ายก็คือ หากว่าเป็นการพยายามที่จะขัดขวางบรรดาผู้ตรวจสอบไม่ให้หวนกลับไปในเส้นทางต่างๆที่เราเพิ่งสนทนากัน อันนั้นจะเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องของนโยบายอเมริกัน ในความพยายามอันหนึ่งที่จะตระเตรียมขั้นตอนเพื่อการรุกราน การรุกรานที่มีการวางแผนจะเป็นการทำร้ายหรือสร้างความหายนะให้กับโครงสร้างของกฎหมายระหว่างประเทศ และสนธิสัญญาต่างๆที่ได้รับการสร้างขึ้นมาอย่างลำบากยากเย็นเป็นเวลายาวนาน

ทั้งหมดนี้เป็นความพยายามที่จะลดการใช้ความรุนแรงบนโลกของเราใบนี้ ซึ่งหากไม่ทำเช่นนั้น มันก็จะนำเอาความหวาดหวั่นพรั่นพรึงตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้. นอกจากนั้น ผลที่ตามมาอย่างอื่นๆ การรุกรานเป็นไปได้ที่จะไปกระตุ้นสนับสนุนให้ประเทศอื่นๆพัฒนาอาวุธทำลายล้างมวลชนขึ้น รวมไปถึงผู้รับช่วงต่อของรัฐบาลอิรัคเองด้วย และนอกจากนี้ ยังเป็นการลดทอนอุปสรรคกีดขวางต่อการพึ่งพาการบีบบังคับโดยประเทศอื่นๆ เพื่อบรรลุเป้าประสงค์ต่างๆของพวกเขา รวมถึง รัสเซีย อินเดีย และจีน

7. บางครั้งมีการพูดกันว่า ซัดดัม ฮุสเซน อาจจะบ้าถึงขนาดที่จะยิงนิวเคลียร์ไปยังสหรัฐ หรือที่เป็นจริงมากกว่านั้นคือยิงไปยังอิสราเอล, ถ้าเผื่อทราบว่าผลที่ตามมาเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้. แต่โดยธรรมเนียมปฏิบัติ อาวุธนิวเคลียร์ของอิรัคจะไม่โจมตีรัฐเพื่อนบ้านต่างๆที่อ่อนแอกว่า อย่างที่ทราบกัน บรรดาเหยื่อทั้งหลายของเขาไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จในการขอความช่วยเหลือจากสหรัฐได้ ทั้งนี้เนื่องจากว่าวอชิงตันกลัวว่าระเบิดนิวเคลียร์จะโจมตีไปยังเทล อวีฟใช่ไหม?
ความเป็นไปได้ที่แปลกๆหรือพิกลพิการทั้งหมดสามารถจินตนาการได้ นั่นทำให้ผู้คนจำนวนมากใช้สอยผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายในการใช้ความคิดและขอคำปรึกษามาโดยตลอด นับตั้งแต่ระเบิดทำลายล้างกลายเป็นสิ่งที่ใช้การได้ อันนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าใดนัก เหตุผลหนึ่งก็คือ สถานการณ์ดังกล่าว เกือบจะไม่มีทางเกิดขึ้นมาได้เลย

พัฒนาการของเหตุการณ์ที่สมมุติกันขึ้นซึ่งบอกว่า ซัดดัมได้จัดเตรียมหลักฐานที่เชื่อถือได้ที่ว่า เขามีระเบิดทำลายล้างที่ใช้การได้ และมีความสามารถที่จะใช้มัน แต่อย่างไรก็ตาม อาวุธต่างๆเหล่านั้นไม่ได้เป็นการคุกคาม หรือเป็นอุปสรรคกีดขวางอะไรเลย แต่ถ้าเผื่อว่ามันมีการบ่งชี้ใดๆว่า เขามีสมรรถภาพในด้านอาวุธทำลายล้างอย่างมีนัยสำคัญ เขาก็จะถูกกำจัดทิ้งไปก่อนที่เขาจะสามารถคุกคามใครต่อใครได้โดยการรุกราน

แต่อย่างไรก็ตาม โดยอนุมานมันเป็นเพียงการเล่นเกม พวกเรามักยอมรับสมมุติฐานอันไร้สาระที่ว่า สหรัฐและอิสราเอลจะนั่งลงอย่างเงียบๆหรือนิ่งเฉย ขณะที่ซัดดัมกวัดแกว่งอาวุธทำลายล้างไปทั่ว ในฐานะที่เป็นสิ่งซึ่งสามารถโจมตีศัตรูได้อย่างรุนแรง และรุกรานประเทศอื่นๆ ความจริงแล้ว หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น สหรัฐและอิสราเอลจะขานรับหรือโต้ตอบทันทีต่อการรุกราน เพื่อขับไล่เขาออกไป(และเป็นไปได้ที่จะทำลายอิรัค) อาวุธทำลายล้างของเขาจะไม่อาจใช้ทำร้ายศัตรูได้เลย ไม่มีเหตุผลเพียงพอใดๆ ที่จะยอมให้การรุกรานของเขาประสบความสำเร็จ และจะปล่อยให้เขาธำรงฐานะของการคุกคามมากยิ่งๆขึ้นไป

แต่อย่างไรก็ตาม คนส่วนมากเชื่อกันว่า เขาจะไม่ใช้สมรรถนะของอาวุธทำลายล้างใดๆที่เขามี เพราะนั่นจะหมายความว่าเป็นการกระทำอัตวินิบาตกรรมโดยทันทีเช่นกัน และถ้าเผื่อว่าเขาตั้งใจที่จะฆ่าตัวตาย เขาน่าจะใช้อาวุธทำลายล้างของเขากับอิสราเอล(หรือใครก็ตาม)ก่อนการรุกรานประเทศหนึ่งประเทศใด

ฉากอนาคตที่ตามมาซึ่งมีความเป็นไปได้แม้จะไม่มากนักก็คือ มันแทบจะไม่มีค่าต่อการพิจารณาเลยในการเปรียบเทียบกับปัญหาต่างๆที่แท้จริง ซึ่งไม่ต้องได้รับการปลุกเร้าหรือกระตุ้นขึ้นมาโดยจินตนาการที่น่าตื่นเต้นใดๆ ถ้าใครคนหนึ่งต้องการที่จะเล่นเกมนั้น ทำไมจึงไม่สร้างฉากอนาคตที่เป็นไปได้บางอย่างมากกว่า เช่น สมมุติว่าสหรัฐได้เปลี่ยนแปลงนโยบายและเข้าร่วมมือกับฉันทามติระหว่างประเทศเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของสองประเทศ อิสราเอล-ปาเลสไตน์ ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าสหรัฐได้ให้การรับรองแผนการของซาอุดิอาราเบียเมื่อเร็วๆนี้ที่รับมาใช้โดยสันนิบาตอาหรับ

และสมมุติว่า อิสราเอลแสดงปฏิกริยาโต้ตอบโดยการย้ำเตือนสหรัฐว่า จะไม่คุกคามโดยการทิ้งระเบิดถล่ม แต่จะกระทำในหนทางอื่นๆ ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าอิสราเอลส่งฝูงบินทิ้งระเบิดขึ้นไปขู่เหนือน่านฟ้าพื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำมันต่างๆของซาอุดิอาราเบีย(บางทีอาจจะเป็นอาวุธนิวเคลียร์ แต่นั่นยังไม่จำเป็น), ซึ่งนั่นเป็นการบ่งชี้ว่า อะไรที่อิสราเอลสามารถทำได้กับโลกใบนี้ ถ้าหากว่าสหรัฐไม่ลงเรือลำเดียวกันอีก

มันอาจจะสายเกินไปต่อปฏิกริยาข้างต้น เพราะอิสราเอลจะดำเนินการโดยการย้ำเตือนจนถึงที่สุด. ฉากอนาคตอันนั้นมีความเป็นไปได้มากอันหนึ่ง เพราะปรากฎว่ามันได้เกิดขึ้นจริงเมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้ว เมื่อครั้งที่รัฐบาลซาอุดิอาราเบียได้มีการเสนอแผนการณ์ทำนองนี้ ซึ่งได้ถูกคัดค้านหรือต่อต้านอย่างรุนแรงจากฝ่ายอิสราเอล

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์อิสราเอล อิสราเอลได้แสดงปฏิกริยาโดยการส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดขึ้นไปเหนือพื้นที่แหล่งน้ำมัน ในฐานะที่เป็นการแจ้งเหตุต่อสหรัฐ แต่การกระทำเช่นนั้นไม่มีความจำเป็นใดๆ เพราะคณะผู้บริหารของเรแกนได้ร่วมมือกับอิสราเอลในการปฏิเสธข้อเสนอข้างต้น ในความเป็นไปได้เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานทางการเมือง ดังที่ได้กระทำไปแล้วอย่างสม่ำเสมอ

จริงทีเดียว อิสราเอลอาจกำลังเผชิญหน้ากับการทำลายล้าง แต่ใครบางคนอาจถกว่า ยุทธวิธีของอิสราเอลยินยอมต่อความเป็นไปได้อันนั้น ดังเช่นหากย้อนกลับไปในปีทศวรรษที่ 1950s บรรดาผู้นำซึ่งมีอำนาจอยู่พรรคแรงงานหลายคนในช่วงเวลาดังกล่าวแนะนำว่า อิสราเอลคงจะฟั่นเฟือนหรือเลอะเลือน หากว่าสหรัฐจะไม่ร่วมหัวจมท้ายกับความต้องการของอิสราเอล และ the Samson complex ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญอันหนึ่งของแผนการ - มันจริงจังมากน้อยแค่ไหน อันนี้พวกเราไม่ทราบ - ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

ถามว่า ผมเชื่อในสิ่งเหล่านี้ไหม ? แน่นอน คำตอบคือว่า "ไม่". มันเป็นเรื่องที่เหลวไหล. แต่อย่างไรก็ตาม ไม่อาจที่จะเปรียบเทียบกันได้กับความเลวร้ายของฉากอนาคตที่จะตามมาเกี่ยวกับอิรัค อันนี้ควรจะได้รับการเพิ่มเติมเข้าไปด้วยที่ว่า สถานการณ์ต่างๆภายใต้สิ่งซึ่งประธานาธิบดีซัดดัมต้องเผชิญ อาจทำให้เขาตัดสินใจใช้ระเบิดทำลายล้าง สมมุติว่าเขามีความสามารถที่จะทำเช่นนั้นได้

ถ้าหากว่าอิรัคถูกรุกรานโดยเจตนาที่กระจ่างชัด ซึ่งสหรัฐตั้งใจจะทำการจับกุม หรือเป็นไปได้มากกว่านั้นคือต้องการจะฆ่าประธานาธิบดีซัดดัม เขาก็จะมีแรงดลใจทุกๆอย่างที่จะเอาชนะ, ระเบิด, หรือทำลาย, เพราะเขาไม่มีอะไรที่จะสูญเสียอีกแล้ว แต่มันยากมากที่จะจินตนาการไปถึงสถานการณ์เหล่านั้น

8. ชาวอิรัคทั้งหลายจะมีปฏิกริยาอย่างไรต่อการโจมตีของสหรัฐที่มีต่ออิรัค ? อะไรคือสิ่งที่เป็นไปได้เกี่ยวกับผลที่ตามมาทางด้านมนุษยธรรมเกี่ยวกับสงครามครั้งนี้ ?
ไม่มีใครที่มีเงื่อนงำดังกล่าว. แม้แต่นาย Donald Rumsfeld, รวมถึงตัวผม ไม่มีใครรู้. ใครก็ตามสามารถที่จะจินตนาการถึงฉากอนาคตที่น่าปิติยินดีขึ้นมาได้ เช่น มีการทิ้งระเบิดเพียงไม่กี่ลูก, และพวกทหาร Republican Guards ก่อการกบฏโค่นล้มประธานาธิบดีซัดดัม, ฝูงชนต่างเชียร์ทหารสหรัฐที่เดินแถวขบวนเข้าไปในอิรัค พร้อมวงดุริยางค์บรรเลงเพลง "God Bless America," ผู้คนทั้งหลายของพื้นที่นั้นต่างให้การต้อนรับทักทายผู้ที่มาช่วยกู้อิสรภาพ ซึ่งได้ทำให้อิรัคเปลี่ยนไปสู่ภาพลักษณ์อันหนึ่งของประชาธิปไตยแบบอเมริกัน และกลายเป็นศูนย์กลางของความทันสมัยสำหรับดินแดนนั้นทั้งหมด - และอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีการผลิตน้ำมันเพียงพอที่จะรักษาราคาให้อยู่ภายใต้ขอบเขตที่สหรัฐชื่นชอบ และสามารถทำลายอำนาจการควบคุมราคาของ OPEC ได้ พร้อมทั้งซานตาครอสยิ้มระรื่นด้วยความเมตตามาจากล้อเลื่อนหิมะของเขา

ใครๆก็สามารถจินตนาการได้อย่างง่ายดาย มากกว่าผลลัพธ์อันน่ากลัวที่จะเกิดขึ้น นั่นคือของคู่กันตามปกติ หรือสิ่งที่จะมาพร้อมกันกับการตัดสินใจในการใช้มาตรการรุนแรงใดๆก็ตาม และนั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่มากมายหลายหลากที่ว่า ทำไมบรรดาคนเหล่านั้นที่ให้การสนับสนุนวิถีทางดังกล่าว จึงมีภาระอันหนักอึ้งเกี่ยวกับการพิสูจน์ถึงเรื่องที่ต้องแบกรับในอนาคตที่จะตามมา

ไม่ต้องพูดเลยว่า ทั้ง Rumsfeld และ Cheney หรือแม้แต่ปัญญาชนทั้งหลายที่หนุนเร้าให้เกิดสงครามกับอิรัค ซึ่งว่าไปแล้ว จะเริ่มต้นพานพบกับภาระอันหนักอึ้งนี้อย่างแน่นอนและยาวนานในอนาคต

9. อะไรคือทัศนะของคุณเกี่ยวกับแรงกระตุ้นที่แท้จริงซึ่งผลักดันให้สงครามมีความเป็นไปได้?
มันมีเหตุผลต่างๆที่อยู่เบื้องหลังมายาวนานทีเดียว ซึ่งต่างก็ทราบกันดี อิรัคเป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลก มันเป็นไปได้เสมอที่ว่าไม่ช้าก็เร็ว สหรัฐจะพยายามปฏิสังขรณ์เรื่องราคาน้ำมันครั้งใหญ่ให้อยู่ในการควบคุมของตะวันตก หมายความว่าตอนนี้สหรัฐกำลังคุมอยู่ ซึ่งปฏิเสธโอกาสที่จะเข้ามาด้วยวิธีการพิเศษต่างๆของผู้อื่น ซึ่งข้อพิจารณาต่างๆเหล่านั้นได้ยึดถือกันมาหลายปี

เหตุการณ์ 9-11 หรือวันที่ 11 กันยา ได้เปิดหนทางใหม่ๆที่จะน้อมนำไปสู่เป้าหมายต่างๆเหล่านี้ภายใต้ข้ออ้างเกี่ยวกับการทำสงครามกับการก่อการร้าย - ซึ่งเป็นข้ออ้างที่บอบบางหรือจืดชืดมาก แต่ก็มากพอสำหรับการโฆษณาชวนเชื่อถึงวัตถุประสงค์ข้างต้นต่างๆ สงครามที่มีการวางแผนสามารถรับใช้ความต้องการต่างๆภายในประเทศได้ทันทีด้วย

มันแทบจะไม่เป็นความลับเลยที่ว่า คณะผู้บริหารของ Bush กำลังดำเนินการข่มขืนจนสำเร็จกับประชาชนของเราโดยทั่วไปและคนในรุ่นต่อไป ในเรื่องผลประโยชน์เกี่ยวกับเซคเตอร์หรือส่วนที่แคบๆของเรื่องพลังอำนาจและความมั่งคั่ง ที่ผู้คนเหล่านั้นจะต้องมารับใช้ด้วยความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นการละเมิดกระทั่งต่อบรรทัดฐานตามปกติต่างๆของพวกเรา

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว แน่นอน มันเป็นการเสนอแนะความสนใจให้เบี่ยงเบนไปจากการดูแลด้านสุขภาพ ความปลอดภัยทางสังคม ความขาดแคลนต่างๆ การทำลายล้างสภาพแวดล้อม พัฒนาการเกี่ยวกับระบบอาวุธใหม่ๆที่อาจจะคุกคามการอยู่รอดที่แท้จริง และรายการหัวข้ออื่นๆอีกยืดยาวอันไม่เป็นที่น่ายินดีหรือต้อนรับ

ตามขนบจารีตและโดยหลักการในเชิงเหตุผลก็คือ ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดหวั่นขึ้น. นั่นคือ "จุดประสงค์ทั้งหมดเกี่ยวกับการเมืองที่เป็นจริงในภาคปฏิบัติ" ตามที่นักเหน็บแนมอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ H. L. Mencken เคยกล่าวเอาไว้มาแล้วครั้งหนึ่ง : "เป้าประสงค์ทั้งปวงของการเมืองที่เป็นจริงก็คือ ธำรงความหวาดกลัวต่อสาธารณชนเอาไว้(และผลที่ตามมาของความอลหม่าน จะนำไปสู่ความปลอดภัย) โดยการคุกคามผู้คนด้วยการหลอกล่อให้เกิดความหวาดหวั่นอย่างไม่รู้จบสิ้น ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นแค่จินตนาการ"("The whole aim of practical politics," the great American satirist H. L. Mencken once said, is "to keep the public alarmed (and hence clamorous to be led to safety) by menacing it with an endless series of hobgoblins, all of them imaginary.")

ในข้อเท็จจริง สิ่งที่คุกคามอันนั้นที่ปลุกเร้าขึ้นมาเป็นเพียง"จินตนาการ"ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่ว่ามันจะถูกขยายหรือทำให้พองโตขึ้นเหนือไปจากเหตุผลทั้งปวง. นั่นคือส่วนที่ดีอันหนึ่งของประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ"การเมืองที่เป็นจริงในภาคปฏิบัติ" ซึ่งแน่นอน ไม่เพียงปัจจุบันนี้เท่านั้น

มันไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมากมายนักที่จะปลุกเร้าภาพลักษณ์ของซัดดัม ฮุสเซน ขึ้นมา ในฐานะของปีศาจที่ทรงพลังอำนาจอย่างสุดๆที่จะสามารถทำลายโลกหรืออาจทำลายล้างจักรวาลลงได้. และด้วยการกอดรัดกันของประชาชนที่ตกอยู่ในความหวาดผวานี้ จึงเป็นโอกาสให้พลังความกล้าที่สง่างามดุจอัศวินของเราเอาชนะศัตรูตัวร้ายที่น่าเกรงขามอย่างอัศจรรย์ ซึ่งบางทีพวกเราในฐานะประชาชนทั้งหลายไม่ต้องไปสนอกสนใจสิ่งที่กำลังกระทำกับศัตรูตัวร้ายเหล่านั้นด้วย และอาจร่วมร้องประสานเสียงไปพร้อมกับบทเพลงสรรเสริญที่เต็มไปด้วยภูมิปัญญาอันแจ่มจรัสต่อบรรดาผู้นำของพวกเรา

ความเหนือกว่าในพลังอำนาจของสหรัฐเป็นสิ่งพิเศษอย่างยิ่ง ซึ่งมันค่อนข้างอุดมสมบูรณ์และได้รับการสั่งสมเอาไว้ เผื่อว่าสิ่งต่างๆที่ดูเหมือนว่ากำลังดำเนินไปอย่างผิดพลาดจะได้รับการแก้ไข. และถ้าเผื่อว่าพวกเราบังเอิญเกิดการตกหลุมตกร่อง ทั้งหมดนั้นจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะพวกเขาสามารถที่จะขุดหลุมดังกล่าวให้ลึกลงไปในโพลงแห่งความทรงจำของพวกเรา เพื่อตำหนิประณามใครบางคน หรือบางทีเพื่อเสริมทับในความศรัทธาที่ไร้เดียงสาของพวกเรา และทำให้เห็นว่าคนอื่นๆต่างก็เป็นคนที่เมตาปรานีเช่นเดียวกันกับเรา. มันง่ายดายจริง นั่นคือขุมทรัพย์หรือมรดกอันล้ำค่าอันหนึ่งของประสบการณ์ของเราที่ถูกดึงออกมาใช้

10. บางคนที่ให้การสนับสนุนเกี่ยวกับการทำสงคราม เสนอแนะว่า ถ้าการแซงค์ชั่นหรือการลงโทษทางเศรษฐกิจต่ออิรัคมันน่ากลัวดังที่พวกฝ่ายซ้ายอ้าง หากเป็นเช่นนั้น การทำสงครามที่ต้องทำให้พลเมืองราวหนึ่งแสนคนต้องเสียชีวิต ก็น่าจะเป็นพรอันประเสริฐหรือประโยชน์ทางด้านมนุษยธรรม เพราะเป็นไปได้ที่ว่า หลังจากที่สหรัฐประสบชัยชนะ มันก็จะไม่มีการลงโทษทางเศรษฐกิจอีกต่อไป. อยากจะทราบว่าคุณคิดอย่างไรต่อข้ออ้างเหตุผลเช่นนี้ ?

ผมเคยได้ยินข้อถกเถียงที่ฟังดูเปิ่นๆเช่นเดียวกันนี้ในอดีต แต่อันนี้มันกลับไปทำลายบันทึกหรือหมายเหตุใหม่ๆต่างๆ ผมสงสัยว่ามันจะเป็นคำพูดตลกหรืออะไรที่ไม่จริงจังนักมากกว่า หมายเหตุแรกคือ แนวคิดของ"พวกฝ่ายซ้าย". บรรดาผู้ประสานงานทางด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ(Denis Halliday, Hans van Sponeck) ผู้ซึ่งรู้เรื่องเกี่ยวกับประเทศนั้นเป็นอย่างดีกว่าใครๆ, มากกว่า UNICEF, และองค์กรอื่นๆ มันคล้ายกันเล็กน้อยกับการกล่าวว่า พวกฝ่ายซ้ายมีความเอาใจใส่เกี่ยวกับความเร่าร้อนของโลก - และบอกกับพวกเราถึงบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับผู้คนเหล่านั้น ที่ตั้งคำถามต่อข้อเรียกร้องโดยวางมันลงบนขั้วทางการเมือง

แต่อีกด้านหนึ่งนั้น ข้อถกเถียงข้างต้นมีความน่าดึงดูดใจ ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถให้ความช่วยเหลืออิหร่านในการเอาชนะอิสราเอล และดำเนินการอย่างเหมาะสมในการเปลี่ยนแปลงการปกครองจนประสบผลสำเร็จ เพื่อว่าการระเบิดพลีชีพจะได้ยุติลง

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นับตั้งแต่การสนับสนุนต่างๆให้มีการทำสงคราม ซึ่งพิจารณาว่าระเบิดพลีชีพเป็นความโหดร้าย พวกเขาควรที่จะเรียกร้องเพื่อสิ่งนั้น. หรือ พวกเราสามารถช่วยเหลือรัสเซียกดขี่หรือบดขยี้ชาว Chechnya ให้เป็นผุยผง เพื่อว่า Chechens จะได้ไม่มีโอกาสก่อความหวาดหวั่นและกระทำการอันโหดร้ายกับชาวรัสเซียอีก ความเป็นไปได้ต่างๆมันมีมากมายจนไม่สิ้นสุด

11. อะไรที่จะมาเกี่ยวข้องกับสงครามในตะวันออกกลาง และส่วนอื่นๆของโลก ? คุณคิดว่าชนชั้นหัวกะทิของสหรัฐกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม ?
แน่นอน บรรดาชนชั้นหัวกะทิสนใจแน่ แม้ว่าคนกลุ่มเล็กๆที่ถือบังเหียนทางอำนาจโดยทั่วไปอาจไม่สนใจมันมากนักก็ตาม. ตามหลักฐานแล้ว พวกเขาเชื่อว่า พวกเขามีพลังอำนาจที่เหนือกว่าที่อยู่ในการควบคุม ซึ่งนั่นไม่ใช่สาระที่แท้จริงดังที่คนอื่นๆคิด: ถ้าหากพวกเขาไม่ก้าวไปข้างหน้า พวกเขาก็จะถูกไล่ออก หรือถ้าหากว่าพวกเขาอยู่ในร่องทาง ก็จะถูกบดขยี้

ความคิดจากเบื้องสูงถูกทำให้เป็นที่ชัดเจนมาก เมื่อเจ้าชาย Abdullah แห่งซาอุดิอาราเบียได้มาเยี่ยมเยือนสหรัฐเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว เพื่อกระตุ้นให้คณะผู้บริหารให้ความสนใจต่อปฏิกริยาในโลกอาหรับ สำหรับการสนับสนุนอันเข้มแข็งของโลกอาหรับที่จะให้มีการยับยั้งความโหดร้ายของอิสราเอล. เขาได้บอกกับเราว่า ตามความเป็นจริง สหรัฐอเมริกานั้นไม่ได้ให้ความเอาใจใส่หรือเป็นกังวลในสิ่งที่เขาหรือชาวอาหรับอื่นๆคิดเลย

เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งของเราอธิบายว่า "ถ้าเขาคิดว่า พวกเราเข้มแข็งในสงคราม"พายุทะเลทราย"(DesertStorm), ในทุกวันนี้ เราเข้มแข็งกว่านั้นเป็นสิบเท่า. อันนี้ได้ให้ไอเดียกับเขาบางอย่างถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถาน ซึ่งได้สาธิตให้เห็นถึงสมรรถนะต่างๆของเรา"

ผู้อาวุโสซึ่งมีต่ำแหน่งสูงอีกท่านหนึ่ง ได้เห็นพ้องกับนักวิเคราะห์ที่กล่าวถ้อยคำที่แพรวพราวที่ว่า "คนอื่นๆจะเคารพเรา เพราะความบึกบึนหรือความเป็นนักเลงโตของเรา และจะไม่สร้างความยุ่งยากให้". จุดยืนอันนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องนำมากล่าวอีก แต่ในช่วงหลังจากเหตุการณ์โลกวันที่ 11 กันยา มันได้มาถึงอำนาจชนิดใหม่. มันชอบธรรมแล้วหรือ? อาจจะเป็นเช่นนั้น. หรือบางทีโลกจะระเบิดขึ้นมาต่อหน้าต่อตาพวกเขา, และบางครั้งหลังจาก"ช่วงระหว่างเวลาที่เหมาะสม" ดังที่มันถูกใช้กันในภาษาทางการฑูต

อีกครั้ง มาตรการหรือการพึ่งพาอาศัยความรุนแรงในสเกลขนาดใหญ่ เป็นสิ่งซึ่งไม่อาจคาดการณ์ได้สำหรับผลลัพธ์ที่จะตามมา ดังที่ประวัติศาสตร์ได้เผยหรือแสดงให้เราเห็น และสามัญสำนึกควรจะบอกอะไรกับเราได้ นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมคนที่มีสติสัมปชัญญะจึงหลีกเลี่ยงมันเสีย, ในความสัมพันธ์ต่างๆส่วนบุคคลหรือระหว่างประเทศ, เว้นแต่ในการถกเถียงที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจอย่างแท้จริงซึ่งต้องลงท้ายด้วย "การขัดขวางต่างๆที่โรยแรงต่อการใช้กำลังทหาร"(หยิบยืมมาจากวลีของ Norman Podhoretz ปัญญาชนสมัยเรแกน, ข้อความที่นำมาจาก Goebbels)

12. Christopher Hitchens ได้สรุปว่า ขณะที่ Saudi Arabia, Scowcroft, และ Kissinger คัดค้านการทำสงครามกับอิรัค เนื่องจากผลหรือศักยภาพของมันที่อาจก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพขึ้นในดินแดนแถบนั้น ฝ่ายซ้ายกลับไม่กังวลใจในเรื่องเกี่ยวกับเสถียรภาพของพวกปฏิกริยาหรือพวกฝ่ายขวา ระบบการปกครองของตะวันออกกลางที่ทุจริต. การโต้แย้งและการหักล้างอันนี้ มันเป็นข้อคัดค้านการทำสงครามที่ได้ยินกันอยู่บ่อยๆ คุณมีความคิดเห็นอย่างไร ?

มันเป็นการยากมากที่จะจินตนาการถึงประเด็นที่ถูกนำมาทึกทักหรืออนุมานกันขึ้นนี้. ฝ่ายซ้ายมักจะต่อต้านอย่างแข็งขัน สำหรับการที่สหรัฐให้การสนับสนุนเกี่ยวกับพวกปฏิกริยาและระบอบการปกครองอันทุจริตของตะวันออกลาง และแน่นอน ยินดีต้อนรับการทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพเพื่อหนุนเนื่องบางสิ่งบางอย่างที่ดีกว่า

ในอีกด้านหนึ่งนั้น ถ้าหากว่าการทำให้เกิดความไร้เถียรภาพมันนำมาสู่อำนาจบางอย่าง จนกระทั่งถึงอำนาจที่เลวร้าย - กล่าวคือ, สิ่งที่ Hitchens เรียกว่า "เผด็จการฟาสซิสม์อิสลามิค" - หากถึงขนาดนั้น พวกฝ่ายซ้ายก็จะต่อต้านมัน และผมสันนิษฐานว่าเขาคงจะคัดค้านมันด้วยเช่นกัน

ดังนั้นคำถามก็คือ อะไรคือประเด็นดังกล่าว ? ผมไม่เห็นว่าข้อพิจารณาต่างๆเหล่านี้เกี่ยวข้องกับ"การต่อต้านสงคราม"ใดๆ, อย่างที่เคยได้ยินกันบ่อยๆหรือไม่ก็ตาม, อย่างน้อยที่สุดจากพวกฝ่ายซ้าย. ผมคิดว่า สิ่งที่ Scowcroft และ Kissinger มีอยู่ในใจนั้น อาจเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

 

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา I webboard I ประวัติ ม.เที่ยงคืน

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

สำหรับสมาชิกที่ต้องการ download ข้อมูล อาจใช้วิธีการง่ายๆดังต่อไปนี้

1. ให้ทำ hyper text ข้อมูลทั้งหมด
2. copy ข้อมูลด้วยคำสั่ง Ctrl + C
3. เปิด word ขึ้นมา (microsoft-word หรือ word pad)
4. Paste โดยใช้คำสั่ง Ctrl + V
จะได้ข้อมูลมา ซึ่งย่อหน้าเหมือนกับต้นฉบับทุกประการ
(กรณีตัวหนังสือสีจาง ให้เปลี่ยนสีเป็นสีเข้มในโปรแกรม Microsoft-word)

 

Interview With Noam Chomsky about US Warplans by Noam Chomsky and Michael Albert

เหตุการณ์วันที่ 11 กันยา ยังคงทำซัดดัมอ่อนแอต่อไป... และจะร้ายยิ่งไปกว่า ถ้าเผื่อว่ามันมีความเชื่อมโยงใดๆระหว่าง"ซัดดัม"กับ"กลุ่มอัลกออิดะ", เพราะหากเป็นเช่นนั้น สหรัฐจะธำรงความยุ่งยากให้กับเขามากยิ่งขึ้น และคงไว้ถึงปัจจุบัน และจะมีการตรวจตราและควบคุมที่เข้มข้นและอย่างแหลมคมมากยิ่งขึ้น

 

อีกด้านหนึ่งนั้น ความเชื่อมโยงต่างๆดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย แม้ว่าจะมีการพยายามอย่างมาก ที่จะผูกเอาประธานาธิบดีซัดดัมกับการโจมตีต่างๆในวันที่ 11 กันยายนก็ตาม ปรากฎว่าไม่พบหลักฐานยืนยันใดๆ ซึ่งอันนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจเท่าใดนัก ทั้งนี้เพราะประธานาธิบดีซัดดัม และบิน ลาเดน เป็นศัตรูที่อาฆาตแค้นกัน และไม่มีเหตุผลเฉพาะใดๆเลยที่จะสันนิษฐานว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้นในความสัมพันธ์นั้น

Interview With Noam Chomsky about US Warplans
by Noam Chomsky and Michael Albert (August 29, 2002) http://www.zmag.org/content/showarticle.cfm?SectionID=15&ItemID=2422

สัมภาษณ์ นอม ชอมสกี้
เกี่ยวกับแผนการทำสงครามของสหรัฐอเมริกา

เรียบเรียงโดย สมเกียรติ ตั้งนโม
(ความยาวประมาณ 16 หน้ากระดาษ A4)

หลากหลายคำถามที่กำลังแพร่กระจายอยู่ตอนนี้ ในท่ามกลางผู้คนที่กังวลเกี่ยวกับสงครามระหว่างสหรัฐกับอิรัค. วันที่ 29 สิงหาคม 2002, Michel Albert ได้ตั้งคำถามเหล่านี้กับ Noam Chomsky, โดยทาง email - ข้อความต่อไปนี้คือคำถามและคำตอบ 12 ข้อ เกี่ยวกับกรณีของสงครามสหรัฐกับอิรัค

1. ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน เป็นปีศาจร้ายอย่างที่สื่อกระแสหลักพูดถึง ทั้งต่อภายในประเทศ และต่างประเทศใช่ไหม ? เขาเป็นปีศาจเท่าๆกับที่พวกเขาเป็น เปรียบเทียบกับซูฮาโต และปีศาจตนอื่นๆในยุคสมัยใหม่ แน่นอน ไม่มีใครที่ต้องการดำรงอยู่ในสถานะของเขา แต่โชคดี สถานะหรืออิทธิพลของเขามันไม่ได้แผ่ขยายออกไปกว้างไกลนัก

ในเรื่องระหว่างประเทศ ประธานาธิบดีซัดดัมเคยรุกรานอิหร่าน(โดยการสนับสนุนของตะวันตก) และสงครามครั้งนั้นมันเลวร้ายมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เป็นเพราะได้มีการใช้อาวุธเคมีเข้าประหัตประหารกันนั่นเอง(ซึ่งอันนี้เป็นการสนับสนุนของตะวันตกอีกเช่นกัน) ในส่วนของกรณีที่ซัดดัมได้รุกรานเข้าไปในคูเวท เขาได้ถูกขับออกจากคูเวทอย่างรวดเร็ว