เว็ปไซค์บริการฟรี มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สมดุล และเป็นธรรม : บทความลำดับที่ 257 ประจำเดือน เมษายน ๒๕๔๖

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน
แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ


โลกที่ได้รับการวางระเบียบโลกโดยมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา เราจะเผชิญหน้ากับภาวะที่ไร้ดุลยภาพนี้อย่างไร ???
เวทีสังคมโลก : วันที่ 27 มกราคม 2546, ปอร์โต อเลเกร บราซิล โดย อรุณธาติ รอย : แปลโดย ชนิดา จรรยาเพศ แบมฟอร์ด

การประจันหน้ากับจักรวรรดิ
โดย อรุณธาติ รอย
แปลโดย ชนิดา จรรยาเพศ แบมฟอร์ด
(ความยาวประมาณ 4.5 หน้ากระดาษ A4)

ข้าพเจ้าได้รับการขอร้องให้มาพูดว่า "เราจะประจันหน้ากับจักรวรรดิได้อย่างไร?" ซึ่งเป็นคำถามใหญ่ที่ข้าพเจ้าไม่มีคำตอบง่ายๆให้

เวลาเราพูดถึงการประจันหน้ากับจักรวรรดิ เราจำเป็นต้องระบุว่า"จักรวรรดิ"หมายถึงอะไร? เราหมายถึงรัฐบาลสหรัฐอเมริกา(และรัฐบาลบริวารในยุโรป) ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ องค์การการค้าโลก และบรรษัทข้ามชาติต่างๆ ใช่หรือไม่? หรือมันมีความหมายมากกว่านั้น

ในหลายประเทศ จักรวรรดิได้แตกหน่อออกไปอีกหลายสาขาต่างๆที่เป็นอันตราย เช่น ลัทธิชาตินิยม อคติทางศาสนา ลัทธิฟาสซิสต์ และที่แน่นอนคือลัทธิก่อการร้าย ทั้งหมดนี้เดินตบเท้าควงแขนไปกับโครงการบรรษัทโลกาภิวัตน์

ขอยกตัวอย่างว่าข้าพเจ้าหมายถึงอะไร?

อินเดียซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยขนาดใหญ่ที่สุด กำลังอยู่ในแนวหน้าของโครงการบรรษัทโลกาภิวัตน์. "ตลาด"ของอินเดียซึ่งมีประชากรถึงหนึ่งพันล้านคน กำลังถูกเจาะโดยองค์การการค้าโลก รัฐบาลและชนชั้นสูงของอินเดียกำลังอ้าแขนต้อนรับบรรษัทโลกาภิวัตน์ และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นธุรกิจเอกชน

ไม่ใช่เป็นความบังเอิญที่นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย, รัฐมนตรีกระทรวงการถอดถอนการลงทุน(Disinvestment Ministry), ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ชายทั้งหลายที่เซ็นสัญญากับบรรษัทเอ็นรอนในอินเดีย ที่ขายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้แก่บรรษัทข้ามชาติ ซึ่งต้องการจะแปรรูปน้ำ ไฟฟ้า น้ำมัน ถ่านหิน เหล็ก สาธารณสุข การศึกษา และการคมนาคม ทุกคนล้วนเป็นผู้ที่นิยมสมาคม RSS ซึ่งเป็นกลุ่มปีกขวาที่มีแนวคิดชาตินิยมสุดขั้วของชาวฮินดู ซึ่งประกาศยกย่องฮิตเลอร์ และวิธีการของฮิตเลอร์อย่างเปิดเผย

การรื้อถอนประชาธิปไตยกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับโครงการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ในขณะที่โครงการบรรษัทโลกภิวัตน์ทะลุทะลวงชีวิตของประชาชนในอินเดีย การแปรรูปเป็นธุรกิจเอกชน และ"การปฏิรูป"แรงงานต่างๆ ก็กำลังผลักดันประชาชนออกจากที่ดินของพวกเขา และออกจากงานที่ทำอยู่ เกษตรกรหลายร้อยคนกำลังฆ่าตัวตายด้วยการดื่มยาฆ่าแมลง นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าง ผู้คนกำลังอดตายมีมาจากทุกสารทิศ

ในขณะที่ชนชั้นสูงกำลังเดินทางไปสู่จุดหมายในจินตนาการของพวกเขา ซึ่งคงจะอยู่ที่ใดสักที่หนึ่ง ณ สุดยอดของโลก ผู้คนที่ถูกปลดเปลื้องทุกอย่างไปหมดนั้น กำลังไถลลิ่วลงสู่อาชญากรรมและความอลเวง ประวัติศาสตร์ได้บอกกับพวกเราว่า บรรยากาศของความไม่สมหวังและความรู้สึกว่าถูกหลอกของคนในชาติ เป็นแหล่งบ่มเพาะที่สมบูรณ์พร้อมให้แก่ลัทธิฟาสซิสต์

ปฏิบัติการสองปีกโอบของรัฐบาลอินเดียเป็นการหนีบที่แน่นแฟ้นมาก ปีกหนึ่งวุ่นกับการขายประเทศไปทีละชิ้น อีกปีกหนึ่งหันเหความสนใจด้วยการร้องประโคมความเป็นฮินดูชาตินิยม และเผด็จการทางศาสนาอย่างแซ่ซ้อง มีการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ และทำลายมัสยิด พร้อมกันนั้นก็ทำการตรวจตราเซ็นเซอร์ ลิดรอนเสรีภาพของพลเมืองและสิทธิมนุษยชน มีการตีความว่าใครเป็นพลเมือง ใครไม่ใช่พลเมือง โดยเฉพาะในหมู่ศาสนิกชนกลุ่มน้อย

เมื่อเดือนมีนาคมที่แล้วมา ชาวมุสลิม 2000 คนถูกฆ่าอย่างทารุณในรัฐกุจารัต ด้วยการสนับสนุนจากฝ่ายรัฐ ผู้หญิงมุสลิมตกเป็นเป้าโดยเฉพาะ พวกเธอถูกเปลื้องผ้า ถูกข่มขืนหมู่ ก่อนที่จะถูกเผาทั้งเป็น บ้านเรือน ร้านค้า โรงงานทอผ้า และมัสยิดถูกเผาและขโมยของ ชาวมุสลิมอีกหนึ่งแสนห้าหมื่นคนถูกขับออกจากบ้านเรือนของตน ฐานเศรษฐกิจของชุมชนมุสลิมถูกทำลายพินาศ…

ในขณะที่กุจารัตลุกไหม้ นายกรัฐมนตรีอินเดียอกกรายการ MTV ประชาสัมพันธ์บทกวี ใหม่ของเขา

เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ รัฐบาลที่ประสานการเข่นฆ่าได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาใหม่ด้วยเสียงส่วนใหญ่อย่างสบาย ไม่มีใครถูกจับมาลงโทษ นาเรนดร้า โมดี สถาปนิกของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ผู้ซึ่งเป็นสมาชิกของ RSS อย่างภาคภูมิ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ว่าการรัฐกุจารัตอีกครั้งหนึ่ง

ถ้าเขาเป็นซัดดัม ฮุสเซน ภาพการเข่นฆ่าทุกกรณีคงจะปรากฎในข่าว CNN แน่นอน แต่เนื่องจากว่าเขาไม่ใช่ซัดดัม และเนื่องจาก"ตลาด"ของอินเดียเปิดรับนักลงทุนระดับโลก การฆ่าหมู่ดังกล่าวจึงไม่ติดอันดับในแง่ใดๆทั้งสิ้น

ในอินเดียมีชาวมุสลิมอยู่กว่า100 ล้านคน ระเบิดเวลากำลังเดินติ๊กๆอยู่ในดินแดนอันเก่าแก่ของเรา… ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะบอกว่า ที่ว่าตลาดเสรีจะรื้อทำลายกำแพงที่ขวางกั้นชาตินั้น คือมายาคติ ตลาดเสรีไม่ได้คุกคามอธิปไตยของชาติ แต่มันบั่นทอนประชาธิปไตย

ในขณะที่ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนขยายกว้างขึ้น การต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรจะยิ่งเข้มข้นขึ้น การที่จะเจาะทะลวงทำความตกลงหวานชื่น ที่จะทำพืชที่เราปลูก น้ำที่เราดื่ม อากาศที่เราหายใจ และความใฝ่ฝันที่เราฝันถึง ให้เป็นธุริกจของบรรษัท บรรษัทโลกภิวัตน์จำเป็นต้องพึ่งสมาพันธ์นานาชาติของรัฐบาลประเทศที่ยากจนกว่า ที่ภักดี ฉ้อราษฎร์บังหลวง และมีแนวทางอำนาจนิยม ให้ผลักดันการปฏิรูปที่ประชาชนไม่นิยม และจัดการกับคนที่แข็งข้อ

บรรษัทโลกาภิวัตน์ หรือเราควรเรียกชื่อจริงของมันคือ"จักรวรรดินิยม" จำเป็นต้องมีสื่อมวลชนที่ทำทีว่าเป็นอิสระ จำเป็นต้องมีศาลที่ทำทีว่าหยิบยื่นความยุติธรรม

ในระหว่างนั้น ประเทศในซีกโลกเหนือต่างก็ตรึงพรมแดนของตนให้แน่นหนา เตรียมสะสมอาวุธร้ายแรงไว้ เพราะในที่สุดแล้วมันมีความจำเป็นที่จะต้องแน่ใจว่า เฉพาะเงินทอง สินค้า สิทธิบัตร และบริการของพวกเขาเท่านั้นที่จะแผ่ขยายทั่วโลกในโครงการโลกาภิวัตน์ ไม่ใช่การเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของประชาชน ไม่ใช่ความเคารพในสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่สนธิสัญญานานาชาติว่าด้วยการเลือกปฏิบัติทางสีผิว ไม่ใช่อาวุธเคมีและนิวเคลียร์ หรือก๊าสเรือนกระจก หรือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ หรือแน่นอนไม่ใช่ความยุติธรรม

ทั้งหมดนี้แหละคือ"จักรวรรดิ" ได้แก่สมาพันธ์ที่จงรักภักดีนี้ การสั่งสมอำนาจอย่างน่าเกลียดเช่นนี้ ระยะทางที่ห่างไกลเพิ่มขึ้นระหว่างกลุ่มคนที่ทำการตัดสินใจ กับผู้คนที่ต้องรับทุกข์จากการตัดสินใจต่างๆนี้แหละ… การต่อสู้ของเรา จุดมุ่งหมายของเรา วิสัยทัศน์ของเราที่มองเห็นอีกโลกหนึ่ง ย่อมต้องเป็นไปเพื่อกำจัดระยะทางดังกล่าวให้หมดไป

แล้วเราจะต้านทาน"จักรวรรดิ"ได้อย่างไรน่ะหรือ?

ข่าวดีคือ เรากำลังทำได้ไม่เลวทีเดียว เราได้ชัยชนะครั้งใหญ่ๆมาแล้ว ในละตินอเมริกาที่นี่เราก็ชนะหลายครั้ง ในโบลีเวียเรามีโคชาบัมบา ในเปรูเรามีการลุกฮือที่อาเรกิปา ในเวเนซูเอล่า ประธานาธิบดีชาเวชยังคงอยู่ ทั้งๆที่รัฐบาลสหรัฐฯพยายามอย่างเต็มที่ที่จะปลดเขาออก และประชาชนทั้งโลกกำลังจ้องมองประชาชนอเจนตินา ผู้ซึ่งกำลังก่อร่างประเทศขึ้นมาใหม่ จากกองขี้เถ้าของความหายนะจากน้ำมือของ IMF

ในอินเดีย กระบวนการต่อต้านบรรษัทโลกาภิวัตน์กำลังเดินเครื่องจนจะแรงพอแล้ว และกำลังจะเคลื่อนใหญ่เป็นพลังการเมืองที่แท้จริงที่จะตอบโต้ลัทธิเผด็จการทางศาสนา

สำหรับฑูตทั้งหลายของบรรษัทโลกาภิวัตน์ คือ เอ็นรอน เบ็คเทล เวิร์ลด์คอม อาเธอร์ แอนเดอร์สัน เมื่อปีที่แล้วพวกเขาอยู่ที่ไหน แล้วปีนี้อยู่ที่ไหน? และแน่นอนที่บราซิล เราต้องถามว่า ใครเป็นประธานาธิบดีเมื่อปีที่แล้ว แล้วเดี๋ยวนี้ใครเป็นประธานาธิบดี

แต่กระนั้น พวกเราหลายคนยังมีบางห้วงเวลาที่มืดมน สิ้นหวัง และหมดอาลัย เรารู้ว่าภายใต้เงามืดของสงครามต่อต้านการก่อการร้ายที่กำลังแผ่ขยาย เหล่าผู้ชายที่แต่งสูทกำลังทำงานหนัก

ในขณะที่ลูกระเบิดทะยอยหล่นใส่หัวพวกเรา และขีปนาวุธวิ่งข้ามท้องฟ้า เรารู้ว่ากำลังมีการลงนามในสัญญากัน สิทธิบัตรกำลังมีการจดทะเบียน ท่อน้ำมันกำลังถูกวาง ทรัพยากรธรรมชาติกำลังถูกปล้นสดมภ์ น้ำกำลังถูกแปรรูปเป็นสินค้า และจอร์จ บุช กำลังวางแผนจะทำสงครามกับอิรัค ถ้าเรามองว่าความขัดแย้งครั้งนี้เป็นการประจันหน้าอย่างตรงไปตรงมา ตาต่อตา ระหว่าง"จักรวรรดิ"กับพวกเราที่ต่อต้านมัน ก็อาจดูเหมือนว่าเรากำลังจะพ่ายแพ้

แต่ยังมองได้อีกด้านหนึ่ง เราทุกคนที่มาชุมนุมที่นี่ได้เคยปิดล้อม"จักรวรรดิ"มาแล้ว แม้ว่าจะยังไม่สามารถหยุดยั้งมันได้ แต่เราก็ปลดเปลื้องมันลงได้ เราทำให้หน้ากากมันหลุดออกไป เราได้ต้อนมันออกมาในที่โล่ง มันยืนอยู่ต่อหน้าเราบนเวทีโลก ในความเปล่าเปลือยที่โหดเหี้ยมและไร้ศีลธรรม

จักรวรรดิอาจจะเข้าทำสงคราม แต่ก็เป็นที่รู้กันโจ่งแจ้งแล้วบัดนี้ ว่ามันมีหน้าตาอัปลักษณ์เกินกว่าที่จะส่องกระจกดูเงาของตัวเองได้ อัปลักษณ์เกินกว่าที่จะชักจูงมวลชนของตนเองให้เข้าข้างได้ คงอีกไม่นานที่ประชาชนอเมริกันส่วนใหญ่จะเป็นพันธมิตรของเรา เมื่อไม่กี่วันมานี้นี่เอง คนเดินขบวนต่อต้านสงครามถึงเสี้ยวล้านคนในกรุงวอชิงตัน การประท้วงเร่งเครื่องขึ้นทุกเดือน

ก่อน 11 กันยายน 2544 อเมริกามีประวัติศาสตร์ลับ เป็นความลับโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประชาชนของตนเอง แต่เดี๋ยวนี้ความลับเหล่านั้นคือประวัติศาสตร์ เป็นความรู้สาธารณะ เป็นเรื่องที่พูดถึงกันบนท้องถนนแล้ว

ทุกวันนี้เรารู้ว่า ทุกข้อเสนอที่ใช้เป็นเหตุผลเพื่อจะก่อสงครามกับอิรัคเป็นเรื่องโกหกที่น่าขบขันที่สุด คือข้ออ้างว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มุ่งมั่นอย่างลึกซึ้งที่จะนำประชาธิปไตยมาให้อิรัค การเข่นฆ่าประชาชนเพื่อช่วยให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือเผด็จการและการทุจริตเชิงอุดมการณ์นั้น เป็นเกมเก่าของรัฐบาลสหรัฐฯที่ในละตินอเมริกานี่ ทุกคนรู้ดีกว่าใครๆทั้งหมด

ไม่มีใครกังขาว่าซัดดัม ฮุสเซนเป็นเผด็จการที่หาญโหด เป็นฆาตกร (ซึ่งการกระทำที่เกินเลยที่สุดได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร) ไม่ต้องสงสัยว่าชาวอิรัคจะมีชีวิตที่ดีขึ้น หากไม่มีซัดดัม แต่ถ้าเช่นนั้น โลกทั้งโลกก็น่าจะดีขึ้น หากไม่มีคนที่ชื่อบุชอีกคนหนึ่ง ที่จริงแล้วเขาเป็นคนที่อันตรายมากกว่าซัดดัม ฮุสเซนเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นเราควรจะถล่มด้วยระเบิดไล่บุชออกจากทำเนียบขาวกันดีไหม?

เป็นที่ประจักษ์ยิ่งกว่าชัดเจนอีกว่า บุชตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะทำสงครามกับอิรัค ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร (และไม่ว่าความเห็นของสาธารณชนนานาชาติจะเป็นอย่างไร) ในการระดมหาพันธมิตรเข้าข้างตน สหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะประดิษฐ์ข้อเท็จจริงขึ้นมา การเล่นไล่จับของผู้ตรวจสอบอาวุธเป็นเกมรุกของสหรัฐฯ เป็นการยินยอมปฏิบัติตามมาตรฐานมารยาทสากลในรูปแบบที่บิดเบือน มันเหมือนกับการเปิดช่อง"ประตูสำหรับสุนัข"ไว้ให้แก่"พันธมิตร"ในวินาทีสุดท้าย หรืออาจจะให้สหประชาชาติคลานผ่านไปได้

แต่ถ้าดูความตั้งใจและวัตถุประสงค์ทั้งปวงรวมกันหมดแล้ว สงครามใหม่กับอิรัคได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เราจะทำอะไรได้บ้าง?

เราสามารถลับความทรงจำของเราให้แหลมคมขึ้นได้ เราเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของเราได้ เราสามารถที่จะสร้างความเห็นสาธารณะให้ดังกึกก้อง เราสามารถแปลงสงครามให้เป็นตู้โชว์เพื่อแสดงความเกินเลยต่างๆของรัฐบาลสหรัฐฯ เราสามารถเปิดโปงให้ชาวโลกเห็นตัวตนที่แท้จริงของจอร์จ บุช และโทนี่ แบลร์ รวมทั้งพันธมิตรของเขาในฐานะฆาตกรขี้ขลาดที่ฆ่าเด็ก ผู้ที่ใส่ยาพิษลงในน้ำ และนักทิ้งระเบิดทางไกลที่ตาขาว เราสามารถสร้างการดื้อแพ่งได้เป็นล้านๆแบบ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เราสามารถที่จะคิดหาวิธีได้เป็นล้านๆวิธีที่จะปฏิบัติการร่วมกันก่อกวนจนไม่จบสิ้น

เมื่อจอร์จ บุช พูดว่า "ถ้าคุณไม่อยู่ข้างเรา คุณก็อยู่ข้างผู้ก่อการร้าย" เราสามารถจะบอกว่า "ไม่ล่ะ ขอบคุณ" เราสามารถจะบอกให้เขารู้ได้ว่า ประชาชนชาวโลกไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างมิคกี้ เมาส์ผู้ประสงค์ร้าย กับปราชญ์ชาวมุสลิมที่บ้าคลั่ง

ยุทธศาสตร์ของเราไม่ควรเป็นการประจันหน้ากับจักรวรรดิ แต่ควรจะปิดล้อมมัน เราควรทำให้พวกเขาขาดอ๊อกซิเจน ให้เขาละอายใจ ควรเยาะเย้ยพวกเขา ด้วยศิลปะของเรา ดนตรีของเรา และวรรณกรรมของเรา ความดื้อรั้นของเรา ความปิติปรีดาของเรา ความเยี่ยมยอดของเรา ความทรหดไม่ท้อถอยที่เรามี และความสามารถของเราในการเล่าเรื่องราวของเราเอง เรื่องราวที่แตกต่างจากการถูกล้างสมองให้เชื่อตาม

การปฏิวัติของบรรษัทจะล่มสลายลง ถ้าเราปฏิเสธไม่ซื้อในสิ่งที่พวกเขาขาย ซึ่งได้แก่ความคิดของพวกเขา ประวัติศาสตร์ฉบับที่เขาเขียน สงครามของเขา อาวุธของเขา แนวคิดของเขาเรื่องการหลีกเลี่ยงไม่ได้

โปรดจำไว้ว่า เรามีหลายคน เขามีน้อยคน เขาจำเป็นต้องมีเรามากกว่าเราจำเป็นต้องมีเขา

Arundhati Roy: Confronting Empire by Arundhati Roy Fri, Jan 31 2003, 10:09pm
Arundhati's speech on confronting Empire "It is a myth that the free market breaks down national barriers. The free market does not threaten national sovereignty, it undermines democracy... But remember this: We be many and they be few. They need us more than we need them." (Porto Alegre, Brazil, 28 January 2003)

 

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา I webboard I ประวัติ ม.เที่ยงคืน

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

สำหรับสมาชิกที่ต้องการ download ข้อมูล อาจใช้วิธีการง่ายๆดังต่อไปนี้

1. ให้ทำ hyper text ข้อมูลทั้งหมด
2. copy ข้อมูลด้วยคำสั่ง Ctrl + C
3. เปิด word ขึ้นมา (microsoft-word หรือ word pad)
4. Paste โดยใช้คำสั่ง Ctrl + V
จะได้ข้อมูลมา ซึ่งย่อหน้าเหมือนกับต้นฉบับทุกประการ
(กรณีตัวหนังสือสีจาง ให้เปลี่ยนสีเป็นสีเข้มในโปรแกรม Microsoft-word)

 

 

การแสดงปาฐกถาเรื่อง การประจันหน้ากับจักรวรรดิ เวทีสังคมโลก ปอร์โต อเลเกร บราซิล โดย นอม ชอมสกี้ (บทความลำดับที่ 250 - เผยแพร่บนเว็ปไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน) และ อรุณธาติ รอย (บทความลำดับที่ 257 - ซึ่งท่านจะได้อ่านต่อไปบนหน้าเว็ป
เพจนี้) เผยแพร่โดยคณะทำงานโลกาภิวัตน์, มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และ คณะทำงานวาระทางสังคม (070446)

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 257 เดือนเมษายน 2546
หัวเรื่อง "การเผชิญหน้ากับจักรวรรดิ" ปาฐกถาโดย อรุณธาติ รอย : แปลโดย ชนิดา จรรยาเพศ แบม ฟอร์ด, เผยแพร่บนเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
วันที่ 7 เมษายน 2546

(ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปใช้ประโยชน์ เฉพาะทางด้านวิชาการเท่านั้น)

R
release date
070446
ภาพสมาชิกสภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่าน กำลังดูภาพการโจมตีของสหรัฐที่มีต่ออิรัก (ภาพเดือน กันยายน 2002 ของสำนักข่าว AFP)
การประจันหน้ากับจักรวรรดิ : ขอให้พวกเราทั้งหลายจำไว้ว่า เรามีหลายคน เขามีน้อยคน เขาจำเป็นต้องมีเรา มากกว่าเราจำเป็นต้องมีเขา (จากปาฐกถา ของ อรุณธาติ รอย)

เมื่อจอร์จ บุช พูดว่า "ถ้าคุณไม่อยู่ข้างเรา คุณก็อยู่ข้างผู้ก่อการร้าย" เราสามารถจะบอกว่า "ไม่ล่ะ ขอบคุณ" เราสามารถจะบอกให้เขารู้ได้ว่า ประชาชนชาวโลกไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างมิคกี้ เมาส์ผู้ประสงค์ร้าย กับปราชญ์ชาวมุสลิมที่บ้าคลั่ง

ยุทธศาสตร์ของเราไม่ควรเป็นการประจันหน้ากับจักรวรรดิ แต่ควรจะปิดล้อมมัน เราควรทำให้พวกเขาขาดอ๊อกซิเจน ให้เขาละอายใจ ควรเยาะเย้ยพวกเขา ด้วยศิลปะของเรา ดนตรีของเรา และวรรณกรรมของเรา

ไม่มีใครกังขาว่าซัดดัม ฮุสเซนเป็นเผด็จการที่หาญโหด เป็นฆาตกร (ซึ่งการกระทำที่เกินเลยที่สุดได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร) ไม่ต้องสงสัยว่าชาวอิรัคจะมีชีวิตที่ดีขึ้น หากไม่มีซัดดัม แต่ถ้าเช่นนั้น โลกทั้งโลกก็น่าจะดีขึ้น หากไม่มีคนที่ชื่อบุชอีกคนหนึ่ง ที่จริงแล้วเขาเป็นคนที่อันตรายมากกว่าซัดดัม ฮุสเซนเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นเราควรจะถล่มด้วยระเบิดไล่บุชออกจากทำเนียบขาวกันดีไหม?

เป็นที่ประจักษ์ยิ่งกว่าชัดเจนอีกว่า บุชตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะทำสงครามกับอิรัค ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร (และไม่ว่าความเห็นของสาธารณชนนานาชาติจะเป็นอย่างไร) ในการระดมหาพันธมิตรเข้าข้างตน สหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะประดิษฐ์ข้อเท็จจริงขึ้นมา การเล่นไล่จับของผู้ตรวจสอบอาวุธเป็นเกมรุกของสหรัฐฯ เป็นการยินยอมปฏิบัติตามมาตรฐานมารยาทสากลในรูปแบบที่บิดเบือน มันเหมือนกับการเปิดช่อง"ประตูสำหรับสุนัข"ไว้ให้แก่"พันธมิตร"ในวินาทีสุดท้าย หรืออาจจะให้สหประชาชาติคลานผ่านไปได้

 

ในขณะที่ลูกระเบิดทะยอยหล่นใส่หัวพวกเรา และขีปนาวุธวิ่งข้ามท้องฟ้า เรารู้ว่ากำลังมีการลงนามในสัญญากัน สิทธิบัตรกำลังมีการจดทะเบียน ท่อน้ำมันกำลังถูกวาง ทรัพยากรธรรมชาติกำลังถูกปล้นสดมภ์ น้ำกำลังถูกแปรรูปเป็นสินค้า และจอร์จ บุช กำลังวางแผนจะทำสงครามกับอิรัค ถ้าเรามองว่าความขัดแย้งครั้งนี้เป็นการประจันหน้าอย่างตรงไปตรงมา ตาต่อตา ระหว่าง"จักรวรรดิ"กับพวกเราที่ต่อต้านมัน ก็อาจดูเหมือนว่าเรากำลังจะพ่ายแพ้

แต่ยังมองได้อีกด้านหนึ่ง เราทุกคนที่มาชุมนุมที่นี่ได้เคยปิดล้อม"จักรวรรดิ"มาแล้ว