โครงการก้าวสู่คริสตศตวรรษที่ ๒๑ ด้วยการทบทวนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา




Copyleft2007
บทความทุกชิ้นที่นำเสนอบนเว็บไซต์นี้ขอประกาศสละลิขสิทธิ์ให้กับสังคมเพื่อเป็นสมบัติสาธารณะ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเปิดรับบทความทุกประเภท ที่ผู้เขียนปรารถนาจะเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โดยบทความทุกชิ้นต้องยินดีสละลิขสิทธิ์ให้กับสังคม สนใจส่งบทความ สามารถส่งไปได้ที่ midnightuniv@gmail.com โดยกรุณาใช้วิธีการ attach file
H
บทความลำดับที่ ๑๔๔๘ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๐ (December, 28, 12, 2007) ไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์
R
power-sharing formulas, options for minority rights, and constitutional safeguards.

บรรณาธิการแถลง: บทความทุกชิ้นซึ่งได้รับการเผยแพร่บนเว็บไซต์แห่งนี้ มุ่งเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อวัตถุประสงค์ในการขยายพรมแดนแห่งความรู้ให้กับสังคมไทยอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังมุ่งทำหน้าที่เป็นยุ้งฉางเล็กๆ แห่งหนึ่งสำหรับเก็บสะสมความรู้ เพื่อให้ทุกคนสามารถหยิบฉวยไปใช้ได้ตามสะดวก ในฐานะที่เป็นสมบัติร่วมของชุมชน สังคม และสมบัติที่ต่างช่วยกันสร้างสรรค์และดูแลรักษามาโดยตลอด. สำหรับผู้สนใจร่วมนำเสนอบทความ หรือ แนะนำบทความที่น่าสนใจ(ในทุกๆสาขาวิชา) จากเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลก สามารถส่งบทความหรือแนะนำไปได้ที่ midnightuniv@gmail.com (กองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน: ๒๘ มกาคม ๒๕๕๐)

28-12-2550

Enchanted World
Midnight University

 

H
R
ทุกท่านที่ประสงค์จะติดต่อมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กรุณาจดหมายไปยัง email address ใหม่ midnightuniv@gmail.com

 

 

On Love, Science and Awareness in an Enchanted World
โลกตายหรือโลกเป็น: อำนาจของฟิสิกส์กับความดิบงามของธรรมชาติ
พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ : แปล
นักวิชาการอิสระ โครงการสื่อเพื่อบริบทสิทธิมนุษยชน

บทความนี้ แปลจาก ผลงานเขียนเกี่ยวกับโลกธรรมชาติอันงดงาม ชวนพิศวงของ Jeremy W. Hayward
เรื่อง Letters to Vanessa: On Love, Science and Awareness in an Enchanted World
สาระสำคัญของงานเขียนนี้ พยายามชี้ให้เห็นถึงโลกธรรมชาติอันมีชีวิตชีวา ตายลงได้อย่างไร?
แน่นอนด้านหนึ่งคือคำอธิบายโลกฟิสิกส์วิทยาศาสตร์ แต่มันมีอย่างอื่นที่ซับซ้อนมากกว่านั้น
งานเขียนอันงดงามอธิบายโลกมีชีวิตนี้ ได้แสดงออกผ่านงานเขียนในรูปจดหมาย และใช้ภาษาที่เรียบง่าย
ทำให้เราหันกลับมาทบทวนกับความเชื่อ คำอธิบายที่เราได้รับจากโรงเรียน และกระบวนทัศน์แบบยุคสว่าง
สู่การภาวนา และตรวจดูจิตใจภายใน

การภาวนาที่ปราศจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง อาจเป็นเพียงมายา ดังที่ Hayward เขียนไว้
ตอนหนึ่งว่า "เมื่อเราปฏิบัติภาวนาโดยไม่ตระหนักถึงเงื่อนไขปัจจัยอันลึกซึ้งที่ทำให้เกิดโลกที่ตายแล้ว
การปฏิบัติและความเชื่อทางจิตวิญญาณก็อาจจะเป็นเพียงเสื้อคลุมที่สวยงาม หรือเป็นเพียงเสื้อสูท
หรือเป็นเพียงการดึงหน้าซึ่งอาจทำให้เรารู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ลึก ๆ แล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย"
midnightuniv@gmail.com

บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา
ข้อความที่ปรากฏบนเว็บเพจนี้ ได้รักษาเนื้อความตามต้นฉบับเดิมมากที่สุด
เพื่อนำเสนอเนื้อหาตามที่ผู้เขียนต้องการสื่อ กองบรรณาธิการเพียงตรวจสอบตัวสะกด
และปรับปรุงบางส่วนเพื่อความเหมาะสมสำหรับการเผยแพร่ รวมทั้งได้เว้นวรรค
ย่อหน้าใหม่ และจัดทำหัวข้อเพิ่มเติมสำหรับการค้นคว้าทางวิชาการ
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ ๑๔๔๘
ผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๐
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ ๑๕ หน้ากระดาษ A4)

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

On Love, Science and Awareness in an Enchanted World
โลกตายหรือโลกเป็น: อำนาจของฟิสิกส์กับความดิบงามของธรรมชาติ
พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ : แปล
นักวิชาการอิสระ โครงการสื่อเพื่อบริบทสิทธิมนุษยชน

Letters to Vanessa: On Love, Science and Awareness in an Enchanted World
by Jeremy W. Hayward

Book Description - เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้
The world we inhabit is enchanted-every tree, rock, and star, and even "empty" space itself, is teeming with living energy and awareness. And it's all nearer to us than our own breath. Why, then, can't we see it? Because, according to Jeremy Hayward, we are taught not to. And because our cultural conditioning keeps us in denial about the fact that a strictly scientific worldview provides only a partial, and unsatisfactory, view of reality. Letters to Vanessa is the guidebook for a generation caught in the crunch between the hard realities of science and the genuine yearning for an experience of the sacred. In a series of letters addressed to his teenage daughter, Dr. Hayward points the way past the limits of science and shows how we can connect with the magical, multidimensional universe of soul. Along the way he presents the most recent findings of neuroscience, cognitive psychology, new biology, and physics in a most engaging and understandable way. He also provides practical meditation instructions that will enable everyone to reconnect with the joyous reality of ordinary life.

คำนำ

โลกทั่วไปก็มีความพิศวง โลกพิศวงไม่ได้มีอยู่แค่ในจินตนาการ หรือเป็นเพียงความหวังต่ออนาคต หากมีอยู่จริงและมีอยู่เดี๋ยวนี้ สิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เราเห็นโลกพิศวงอย่างจริงแท้และเดี๋ยวนี้ คือเรื่องราวของโลกที่ตายแล้วซึ่งเราบอกกับตัวเองและบอกต่อกันและกัน เราซึมซับรับเอาเรื่องราวเหล่านี้ในยามที่เติบโตขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นเรื่องเล่าที่จากวิสัยทัศน์อันคับแคบและยากจน ที่บอกว่าโลกเกิดขึ้นจากวัตถุที่ไร้ชีวิต เรื่องราวเช่นนี้ได้ถูกสร้างขึ้นในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมาโดยวิทยาศาสตร์ และที่น่าตกใจก็คือวิสัยทัศน์เช่นนี้ยังมีอิทธิพลอย่างมาก และยังคงเป็นแรงขับสำคัญของวัฒนธรรมเรา

ในช่วง 30 ปีของการปฏิบัติและการสอนสมาธิภาวนา ผมพบว่าความเชื่อในจิตไร้สำนึกเกี่ยวกับเรื่องราวของโลกที่ตายแล้ว อาจเป็นอุปสรรคในระดับลึกซึ้งที่ขัดขวางการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติธรรมในแบบใดก็ตาม ทั้งยังอาจขัดขวางไม่ให้เราตระหนักว่า สมาธิภาวนามีประโยชน์ในทางปฏิบัติต่อชีวิตเรา. เมื่อ 10 ปีก่อน ผมได้เขียนหนังสือที่ค่อนข้างเป็นเรื่องทางเทคนิคและวิชาการ 2 เล่ม เพื่อแสดงให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์สามารถทำหน้าที่ยืนยันโลกพิศวงได้มากพอกับการปฏิเสธโลกเช่นนั้น เรื่องราวของโลกที่ตายแล้ว ได้ถูกบอกเล่าด้วยเหตุผลทางศาสนาและการเมืองที่ซับซ้อน ไม่ได้เกิดจากเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มิตรสหายโดยเฉพาะแคเรน ภรรยาของผม พยายามกระตุ้นให้ผมอธิบายถึงโลกทั้งสองใบด้วยภาษาง่าย ๆ ไม่มีศัพท์แสงยุ่งยาก ผมเองก็เห็นว่าสำคัญที่คนทั่วไปไม่เพียงจะเชื่อในโลกพิศวงในลักษณะที่งมงายหรือเพ้อฝันเท่านั้น หากต้องเข้าใจถึงเงื่อนไขปัจจัยที่ลึกซึ้งซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางการมองเห็นโลกเช่นนั้น และเราจะทำให้การมองของเราชัดเจนขึ้นได้อย่างไร ?

หลังจากปลุกปล้ำกับมันเป็นเวลาสองปี จากการทดลองเขียนในรูปแบบง่าย ๆ ผมได้ตัดสินใจเข้าเงียบภาวนา และใช้เวลาเขียนหนังสือเป็นเวลาสามสัปดาห์ ก่อนจะเข้าเงียบ ผมรู้สึกกังวลอย่างยิ่งกับการที่เรื่องราวของโลกที่ตายแล้วส่งผลกระทบต่อวาเนสสา บุตรสาวของผมและเพื่อน ๆ ของเธอ ผมยังรู้สึกกระทบใจจากการสนทนากับอดัม เพื่อนวัยเยาว์ซึ่งศึกษาอยู่ในชั้นปีที่หนึ่งในมหาวิทยาลัย เขาทำให้ผมตระหนักว่า เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขาเกิดความสิ้นหวังต่อโลกที่เป็นอยู่อย่างไร รวมทั้งความท้อแท้ที่พวกเขามีต่ออนาคต ในเช้าวันแรกของการเข้าเงียบ ผมจึงตัดสินใจเขียนจดหมายเหล่านี้หาวาเนสสา และเป็นเหตุให้เกิดหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาในที่สุด

เมื่อเราปฏิบัติภาวนาโดยไม่ตระหนักถึงเงื่อนไขปัจจัยอันลึกซึ้งที่ทำให้เกิดโลกที่ตายแล้ว การปฏิบัติและความเชื่อทางจิตวิญญาณก็อาจจะเป็นเพียงเสื้อคลุมที่สวยงาม หรือเป็นเพียงเสื้อสูท หรือเป็นเพียงการดึงหน้าซึ่งอาจทำให้เรารู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ลึก ๆ แล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เป้าหมายอย่างหนึ่งของหนังสือเล่มนี้คือ การช่วยให้ผู้ปฏิบัติสมาธิไม่ว่าจะตามแนวทางใด รู้ถึงวิธีการที่จะจัดการกับเงื่อนไขปัจจัยของโลกที่ตายแล้ว และฟื้นฟูความรู้สึกและความรู้ตัวทั่วพร้อมในระดับที่ลึกซึ้งให้กลับคืนมา

ในอีกด้านหนึ่ง คนจำนวนมากมีความโหยหาอย่างลึกซึ้งต่อโลกพิศวง แต่เมื่อพวกเขาได้ยินว่าสมาธิภาวนาอาจช่วยให้เขาเห็นโลกเช่นนั้นได้ เขากลับมองว่าความคิดนี้เหลวไหล เพราะวิทยาศาสตร์บอกกับพวกเขาเช่นนั้น ความคิดเช่นนี้เป็นเรื่องน่าเศร้าและไร้เหตุผล เหตุผลที่สองของการเขียนหนังสือเล่มนี้ก็คือการช่วยผู้ซึ่งยังนิยมชมชอบโลกแห่งวิทยาศาสตร์พร้อม ๆ กับต้องการเข้าใจโลกพิศวง ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในโลกทั้งสองใบราวกับเป็นโลกใบเดียวกันได้
ที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ คนหนุ่มสาวในวัยเดียวกับวาเนสสากำลังเติบโตขึ้นด้วยความรู้สึกเจ็บปวด หดหู่ และหลงทาง พวกเขาได้เห็นโลกที่ตายแล้ว ได้ยินแต่เรื่องของโลกที่ตายแล้วจากคนที่ควรรู้เรื่องนั้น แต่เวลาอยู่ตามร้านกาแฟ พวกเขากลับพูดเรื่องอื่น เพราะอันที่จริงพวกเขารู้ว่าเราไม่ได้มีแต่โลกที่ตายแล้วเท่านั้น แต่พวกเขาก็ไม่รู้หนทางที่จะไปให้พ้นจากโลกแบบนั้น เป็นเหตุให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากหันไปเสพยา หรือฆ่าตัวตาย เพื่อแสวงหาสิ่งอันมีคุณค่าความหมายแท้จริงยิ่งกว่า ซึ่งเป็นเหตุให้ผมเขียนจดหมายเหล่านี้ให้กับลูกสาว และคนรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอ เพื่อให้พวกเขาเห็นถึงหนทางที่จะก้าวเดินต่อไปและเฉลิมฉลองโลกพิศวง

แต่โลกที่ตายแล้วก็เป็นเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ ในเรื่องนี้ โลกของเรามีความพิศวงอยู่ในตัวแล้วอย่างจริงจัง ที่นี่และเดี๋ยวนี้! ต้นไม้ทุกต้น ก้อนหินทุกก้อน ดวงดาวทุกดวงและอากาศต่างมีการรับรู้และมีพลังชีวิต เรามีความสามารถจะสัมผัสกับสิ่งนี้ได้ และยังมีแบบแผนของพลังที่เราสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน แม้เรามักจะมองไม่เห็นแบบแผนเช่นนั้นก็ตาม เราอาจจะเรียกว่าพระเจ้า Daimon เทพยดา เทวดานางฟ้า ตราลา หรือความประจวบเหมาะอย่างมีความหมาย ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรก็ตาม และเรื่องราวของการรับรู้ที่ไม่ขาดสายเช่นนั้น ควรเป็นเรื่องราวที่เราได้เรียนรู้ในระหว่างเติบโตขึ้นมาพร้อม ๆ กับเรื่องราวเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ และคับแคบของโลกที่ตายแล้ว ซึ่งเราอาจได้รับฟังเรื่องราวเหล่านี้ผ่านทางวิทยาศาสตร์ นี่เป็นสาระสำคัญของหนังสือ

ขอให้มีความสุขในการอ่านจดหมายที่ผมเขียนหาลูกสาว อย่าจริงจังกับมันจนเกินไป ขอให้คุณมีความสุข!

Jeremy W. Hayward

คำขอบคุณ

ผมขอขอบคุณมิตรสหายทั้งหลายที่มีส่วนอ่านจดหมาย ให้ความเห็น วิจารณ์และเสนอแนะไม่ว่าจะเป็นเอมิลี ฮิลบอร์น เซลล์ (Emily Hlborn Sell) บรรณาธิการและเพื่อนสำหรับคำชี้แนะและความอดทน แคเรน ภรรยาของผมซึ่งกระตุ้นผมเป็นเวลาหลายปีมาแล้วเพื่อให้ผมเขียนเรื่องราวของโลกที่ตายแล้วและโลกพิศวง เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจในสิ่งนั้น เป็นผู้ที่คอยให้กำลังใจทั้งในช่วงทุกข์และสุข และในช่วงที่ทั้งไม่ทุกข์และสุข และสำหรับวาเนสสาและเพื่อนของเธอ ซึ่งหากปราศจากความต้องการอย่างจริงใจของพวกเขาแล้ว ผมคงไม่เขียนจดหมายเหล่านี้ขึ้นมา

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จดหมายฉบับที่ 1
จดหมายถึงวาเนสสา: โลกที่มีชีวิตที่เราสัมผัสได้ในวัยเยาว์

ในวัยเด็ก เราได้สัมผัสกับโลก โลกของเราราวกับว่ามันมีชีวิต มีความศักดิ์สิทธิ์ มหัศจรรย์ และมีชีวิตชีวา แต่เมื่อโตขึ้น เมื่อเราได้เข้าโรงเรียน ได้ดูโทรทัศน์ ฟังพวกผู้ใหญ่เขาพูดคุยกัน อ่านนิตยสารที่คนส่วนมากอ่านกัน และอื่น ๆ เราจะถูกทำให้ลืมความมหัศจรรย์ของโลกไปทีละน้อย จนกระทั่งลืมไปจนหมด หรือไม่ก็ปฏิเสธไม่เชื่อไปเลย เราได้รับการปลูกฝังในระดับจิตไร้สำนึกทีละน้อยว่า ความคิดที่เห็นว่าโลกมีความมหัศจรรย์นั้น เป็นความคิดแบบเด็กไร้เดียงสา และเมื่อโตขึ้นเราไม่ควรคิดแบบนั้นอีก

เหตุที่พ่อเขียนหนังสือรวมจดหมายเล่มนี้เพื่อลูก ก็เพื่อแสดงให้ลูกเห็นว่าโลกเรายังมีแง่มุมอันน่ามหัศจรรย์อยู่อีกมาก และความมหัศจรรย์เหล่านั้นเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่จริง เหมือนกับอาการคันบนแขนของลูก เมื่อลูกเอื้อมมือไปเกานั่นแหละ ความมหัศจรรย์เหล่านั้นเป็นสิ่งที่ตัวพ่อเองและลูกเคยสัมผัสมาในวัยเยาว์ แต่ในตอนนั้นเราไม่อาจบรรยายถึงสิ่งนั้นได้ พ่อจะช่วยให้ลูกเห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างโลกอันศักดิ์สิทธิ์และมหัศจรรย์ในวัยเยาว์ หรือโลกของเราในวัยผู้ใหญ่ เราสามารถอยู่ในโลกทั้งสองในเวลาเดียวกันได้ ทั้งนี้เพราะโลกทั้งสองเป็นหนึ่งเดียวกัน

พ่อเริ่มสังเกตเห็นถึงผลของการศึกษาที่ทำให้ลูกเชื่อว่าโลกตายแล้ว เมื่อตอนลูกอยู่ชั้นประถมสาม วันหนึ่งลูกกลับบ้านมาพร้อมกับตะโกนอย่างตื่นเต้นและจริงจังว่า "พ่อจ๋า วันนี้หนูรู้แล้วว่าสสารคืออะไร". ด้วยความวิตกเล็กน้อยเกี่ยวกับสิ่งที่จะได้ยิน พ่อได้ถามขึ้นว่า "จ้ะ แล้วหนูได้เรียนว่าสสารคืออะไรละจ้ะ"

หนูตอบพ่อว่า "สสารก็คือวัตถุที่ประกอบขึ้นเป็นโลกยังไงล่ะพ่อ"
สสารคือวัตถุ สสารไม่มีชีวิต ไม่มีความรู้สึก สสารไม่มีจิตใจ พวกเราต่างได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากโรงเรียน พ่อเลยรู้สึกเศร้าและโกรธที่ได้เห็นว่าอีกหน่อยลูกก็จะไม่มีโอกาสได้สัมผัสจิตใจของโลกอีกต่อไป โลกที่ตายแล้วและประกอบด้วยเพียงวัตถุต่างจากโลกที่หนูได้สัมผัสเมื่ออายุสามขวบอย่างมากมาย แม้ว่าในตอนนั้นเราจะไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ได้สัมผัสออกมาได้อย่างเห็นตรรกะเหตุผล แต่เราได้แสดงชีวิต อารมณ์และความรู้สึกของโลกออกมา เรามีความรู้สึกผูกพันกับโลกที่มีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยความรัก

ครั้งหนึ่งตอนที่เราขับรถเช็คเกอร์เก่าโค่โร่กลับบ้านในค่ำคืนที่พระจันทร์สาดแสง หนูนั่งอยู่บนเบาะตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่ ในตอนที่พระจันทร์ลอยเคลื่อนข้ามสายโทรศัพท์ไป หนูได้พูดขึ้นว่า "ดูสิคะ พระจันทร์กำลังตกลงมาแล้ว" เพราะตอนนั้นพระจันทร์เหมือนกับจะตกลงมาจากฟ้าจริง ๆ และพอเราถึงบ้าน หนูได้ถามขึ้นมาว่า "ดูสิคะ พระจันทร์ตามเรามาด้วย" หนูรู้สึกดีใจมากที่พระจันทร์เดินทางตามเรามาด้วย

หนูยังรักต้นโอ้กใหญ่ตรงบาทวิถีหน้าบ้านเราด้วย กิ่งก้านสาขาของมันแผ่เลยไปปกคลุมถนน หนูเคยเล่นกับตุ๊กตาอยู่ใต้ต้นโอ๊กเป็นเวลาตั้งหลายชั่วโมง หนูรู้สึกเหมือนกับมันเป็นเพื่อนและคอยปกป้องหนู วันหนึ่งตอนที่หนูยังอยู่ที่โรงเรียนอนุบาล เจ้าหน้าที่โยธาฯได้มาตัดเล็มต้นไม้จนกิ่งก้านทั้งหลายแทบจะหายไปจนหมด ทำให้ดูเหมือนเป็นต้นไม้ที่ตายแล้ว ตอนกลับมาถึงบ้าน หนูมองต้นไม้ด้วยความประหลาดใจ และเริ่มร้องไห้คร่ำครวญว่า "เขาทำร้ายเพื่อนของหนู"

เด็ก ๆ มักจะแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อบรรยายถึงสิ่งต่าง ๆ ตามที่พวกเขาเข้าใจ พระจันทร์ไม่ได้กำลังตกจากฟ้า ไม่เหมือนกับหินที่ตกเมื่อเราขว้างขึ้นไปในอากาศ และพระจันทร์ก็ไม่ได้ตามเรามา ไม่เหมือนกับเพื่อนที่อาจนั่งรถอีกคันหนึ่งเพื่อตามเรามาได้ ถึงอย่างนั้นความรู้สึกที่หนูแสดงออกมาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ในแง่หนึ่งพระจันทร์ติดตามเรามาจริง ๆ เพราะมองไปทีไรก็เห็นมันตามมาทุกที และความรู้สึกถึงการให้ความคุ้มครองและความเป็นมิตรของพระจันทร์และของโลกทั้งหมด เป็นสิ่งที่เราได้พยายามถ่ายทอดออกมา

ตอนพ่อเป็นเด็กพ่อก็ได้สัมผัสกับโลกอย่างเปี่ยมด้วยความรู้สึกและความหมายเช่นเดียวกับลูก โลกเคยเป็นสิ่งมหัศจรรย์ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงว่าพ่อเชื่อว่าซานตอคลอสมีอยู่จริง หรือเชื่อว่ามีคทากายาสิทธิ์ ที่สามารถเปลี่ยนห่านให้กลายเป็นนางฟ้าได้ แม่ของพ่อหรือคุณย่าเป็นชาวโปรเตสแตนท์ (Congregationalists) และพ่อของพ่อหรือคุณปู่เป็นวิศวกรโยธา ฯ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องคอนกรีต ทั้งสองท่านจึงไม่เห็นด้วยกับการที่เด็กจะเชื่อในการดำรงอยู่ของสิ่งที่มองไม่เห็นรอบกายเขา พ่อรู้สึกว่าโลกรอบตัวมหัศจรรย์เพราะเต็มไปด้วยความรู้สึก สิ่งดีงาม และชีวิต และพ่อรู้สึกทั้งชีวิตและความรู้สึกปรากฏอยู่ในโลกทั้งหมด ไม่เฉพาะในตัวเรา

เมื่อมองจากหน้าต่างห้องนอนของพ่อข้ามทุ่งข้าวสาลีไปในทิศตะวันตก พ่อจำได้ว่าคืนวันหนึ่งคุณย่าอุ้มพ่อวางลงบนเตียงในช่วงฤดูร้อน ตอนพ่ออายุได้สักหกขวบ พ่อมองออกไปข้างนอกในขณะที่พระอาทิตย์อัสดงกำลังทอแสงเรืองรอง และช่วยให้ทุ่งข้าวสาลีสุกออกรวง พ่อยังจำได้ถึงความรู้สึกปีติอย่างเงียบงันในใจในชั่วขณะนั้น ด้วยความรักที่มีต่อทุ่งข้าวสาลี เป็นความรู้สึกที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย และยังติดตรึงอยู่ในใจตราบจนทุกวันนี้เมื่อเวลาล่วงไปได้ห้าสิบปีแล้ว

ในตอนอายุระหว่างหกถึงสิบขวบ พ่อรู้สึกว่าโลกของพ่อเต็มไปด้วยชีวิตชีวา พ่อเคยชอบเดินเล่นในสวนขนาดใหญ่หลังบ้านของเราในประเทศอังกฤษ สวนแห่งนั้นมีความงดงามยิ่ง ประกอบด้วยแปลงกุหลาบ และแปลงดอกไม้ยืนต้นอื่น ๆ ในพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของสวนยังรกครึ้ม ไม่มีการทำเกษตร ส่วนอื่น ๆ ของสวนมีต้นมันและมะเขือเทศขึ้นอยู่ และพ่อรู้สึกเป็นพื้นที่ของการลงมือทำงาน ความรู้สึกของพ่อต่อพื้นที่ส่วนนั้นเหมือนกับความรู้สึกที่มีต่อเช้าวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันที่แม่และคุณย่าของพ่อจะใช้เวลาเป็นครึ่งค่อนวัน เพื่อซักเสื้อผ้าในอ่างน้ำเก่าคร่ำคร่า ที่ส่งเสียงดังก๋องแก๋งเวลาหมุนไปมา

พ่อยังจำได้ดีถึงความรู้สึกต่อทุก ๆ ส่วนของสวนแห่งนั้น ราวกับพ่อกำลังเดินท่องสวนแห่งนั้นอยู่ในจินตนาการในตอนนี้ ความรู้สึกมีชีวิตชีวาต่อทุกตารางนิ้วของสวนแห่งนั้นไม่เพียงสถิตในความทรงจำของพ่อ แต่แผ่ซ่านอยู่ทั่วสรรพางค์กาย ทั้งในร่างกายและจิตใจ พ่อรู้สึกได้ถึงความเปียกเย็นในมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ที่ล้อมด้วยรั้วและได้รับร่มเงาจากหลังคาบ้านของเรา พุ่มโรโดเดนรอนขึ้นตรงนั้น และให้ความรู้สึกอันโดดเดี่ยวและลึกลับเล็กน้อย พ่อรู้สึกเหมือนกับแสงอาทิตย์ได้ขยายขอบเขตของสวนออกไปทางใต้ จนถึงแปลงกุหลาบและเก้าอี้ผ้าใบที่วางอยู่ในที่ที่ถางจนเตียน ถัดอออกไปอีกเป็นแปลงดอกไม้ยืนต้นที่เต็มไปด้วยสีสัน ความสว่างไสวและความรู้สึกเป็นสุข ถัดจากนั้นก็เป็นแปลงผักที่ล้อมรอบด้วยพุ่มของต้นแบล็คเคอเรนต์ และกูสเบอร์รี ที่ให้ความรู้สึกมีเสน่ห์และรุ่มรวยในฤดูร้อน แต่แห้งแล้งและเปล่าเปลี่ยวในช่วงฤดูหนาว ความรู้สึกของพ่อท่องไปตามส่วนต่าง ๆ ของสวนต่อไปอีก

ลูกจ๊ะ เวลาที่พ่อโตขึ้นมา พ่อก็ได้เรียนรู้เหมือนกันว่าโลกประกอบด้วยสสารที่ปราศจากชีวิต เป็นวัตถุที่ปราศจากจิตใจ และพ่อก็ได้ลืมเลือนความรู้สึกผูกพันอย่างมีชีวิตชีวากับโลกภายนอกไปเสียหมด พ่อได้รับการปลูกฝังว่าการแข่งขันและความก้าวร้าวเป็นหนทางเดียวที่ชีวิตจะอยู่รอดได้ เพราะ "โลกนั้นเปรียบได้กับป่าดงดิบ ที่แฝงด้วยเขี้ยวเล็บและภยันตรายไปทุกส่วน" พ่อลืมนึกถึงไปว่าเรามีร่างกายอยู่ พอเวลามีใครมาถามพ่อว่า "เธอมีร่างกายอยู่หรือเปล่า" พ่อก็คงต้องตอบว่า "อย่าโง่ไปหน่อยเลย นี่ไงล่ะ ร่างกายฉัน เธอเห็นไหม" แต่พ่อคิดโดยใช้หัวมากจนเกินไป จนถึงลืมที่จะทำความรู้สึกกับร่างกาย ลืมที่จะเข้าไปสัมผัสกับร่างกาย

เมื่อตอนเราอายุหกหรือแปดขวบ เราทำความรู้สึกกับร่างกายของเราตลอดเวลา และเรารับรู้โลกโดยผ่านส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เราอาจไม่ตระหนักถึงสิ่งนี้ก็ได้ ตราบจนเมื่อเราสูญเสียความรู้สึกเช่นนั้นไป และเราสามารถบ่มเพาะมันกลับคืนมาใหม่ได้ และเมื่อเราได้ความรู้สึกนั้นกลับคืนมา ความทรงจำต่าง ๆ ก็จะย้อนกลับมาด้วย และเราสามารถรู้สึกว่าโลกมีชีวิตได้อีกครั้งหนึ่ง

เมื่ออายุได้ 17 ปี พ่อเกิดหลงรักวิชาฟิสิกส์มากหลังจากได้อ่านหนังสือเรื่อง จักรวาลอันลึกลับ (The Mysterious Universe) ซึ่งแต่งโดยเจมส์ จีนส์ (James Jeans) นักฟิสิกส์คนสำคัญในยุคทศวรรษ 1930 จีนส์กล่าวไว้ว่า นักวิทยาศาสตร์ในยุคศตวรรษที่ 20 ไม่เพียงได้ค้นพบสสารที่ปราศจากชีวิตเท่านั้น หากกำลังพยายามทำความเข้าใจกับจิตใจของจักรวาลอีกด้วย จีนส์เสนอว่า "สสาร"ของจักรวาลนั้นเป็นเหมือนกลุ่มความคิดอันหนาแน่นมากกว่าวัตถุที่ไร้ชีวิต ในชั่วขณะที่ได้อ่านและครุ่นคิดเกี่ยวกับหนังสือฟิสิกส์ของจีนส์นั่นเอง พ่อเกิดความรู้สึกอัศจรรย์ใจและเป็นสุขใจกับโลกในวัยเยาว์ ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและความรักขึ้นมาอีกครั้ง

พ่อยังจำได้ดีถึงตอนที่ได้อ่านทฤษฎีควอนตัม ตอนนั้นพ่ออ่านหนังสืออยู่ใต้ต้นแอปเปิลในสวนที่พ่อรักมาก ตอนนั้นเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูร้อนและดอกของต้นแอปเปิลบานสะพรั่งไปทั่ว พ่อมองผ่านกิ่งก้านของแอปเปิลขึ้นไปยังท้องฟ้าสีคราม และเกิดความรู้สึกว่าได้สัมผัสกับโลกอันมีชีวิตและมีความรู้สึกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และหลังจากนั้นพ่อจึงตัดสินใจเลือกเรียนวิชาฟิสิกส์ในมหาวิทยาลัย พ่อเดินไปรอบ ๆ และเอาแต่พึมพำกับตัวเองว่า "ทฤษฎีควอนตัว ทฤษฎีควอนตัม" ซึ่งไม่ทำให้พ่อเป็นที่พิสมัยสำหรับสตรีแต่อย่างใด

พ่อรักวิชาควอนตัมฟิสิกส์เพราะความรักที่มีต่อโลก และความปรารถนาที่จะได้สัมผัสกับโลกอันมีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง แต่เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว พ่อก็ต้องผิดหวัง เสียขวัญและรู้สึกหลงทาง พ่อเริ่มตระหนักกับตนเองว่านักฟิสิกส์ในตอนนั้นเชื่อว่า วิชาฟิสิกส์เป็นความรู้ที่ใช้พิสูจน์ว่าจักรวาลนั้นไม่มีจิตใจและไม่มีความรู้สึกใด ๆ พ่อไม่ได้พบความมีชีวิตชีวาในวิชาฟิสิกส์เหมือนกับที่จีนส์พูดแต่อย่างใด

ด้วยความพยายามที่แสวงหาโลกอันมีชีวิตชีวา พ่อได้ศึกษาต่อเรื่องชีววิทยาโมเลกุล ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง ตอนนั้นมันกลายเป็นเหมือนศรัทธาอย่างแรงกล้าว่า มนุษย์ได้ค้นพบ "ปริศนาแห่งชีวิต" แล้วว่าไม่มีอะไรอื่นนอกจากเป็นองค์ประกอบด้านเคมี พ่อใช้เวลาอีกสี่ปีเพื่อค้นหาชีวิตจากวิชาชีววิทยาโมเลกุล แต่ดูเหมือนว่าพลังแห่งความรักและความความรู้สึกอันมีชีวิตชีวา ได้ถูกกันออกไป แม้จากวิชาที่มุ่งศึกษาเรื่องชีวิตก็ตาม

ตอนนั้นพ่อเริ่มตั้งคำถามขึ้นมาว่า "วิญญาณคืออะไร" และพ่อได้อ่านหนังสือว่าด้วยจิตวิญญาณจำนวนมากมาย ทั้งหนังสือของท่านรามณะ มหาศรี ท่านกฤษณะมูรติและอื่น ๆ ในขณะเดียวกัน แม้ว่าหนังสือเหล่านี้จะให้ความหวังใหม่ ๆ มากขึ้น แต่ก็ทำให้พ่อรู้สึกโกรธและสิ้นหวังยิ่งขึ้น ความคิดเหล่านั้นดูเหมือนจะตายไปจากโลกที่พ่ออยู่ เมื่อมองย้อนหลังไปก็เหมือนกับอยู่ในภาวะเกลียดตัวเองและเกลียดโลก พ่อเชื่อว่าเพื่อนของลูกหลายคนก็มีสภาพจิตใจแบบเดียวกันนั้น วาเนสสา โปรดบอกพวกเขาว่า "อย่าเพิ่งยอมแพ้!"

แต่แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น พ่อได้พบแนวทางด้านจิตวิญญาณที่มีชีวิตอย่างแท้จริงจากคำสอนของท่านเจอร์ดิเยฟ (G.I.Gurdjieff) ซึ่งเกิดที่รัสเซียเมื่อราวปี ค.ศ.1877 ช่วงที่เป็นหนุ่ม ท่านได้สาบสูญและท่องเที่ยวไปในอินเดีย ทิเบต และตะวันออกกกลาง ท่านเดินทาง "เพื่อแสวงหาความมหัศจรรย์" หมายถึงบางอย่างที่ช่วยบ่มเพาะศักยภาพทั้งหมดของชีวิตมนุษย์ ท่านปรากฏตัวอีกครั้งที่กรุงมอสโควในปี 1912 และอีก 36 ปีต่อมาท่านเริ่มเผยแพร่คำสอน เริ่มจากในรัสเซีย ไปที่ฝรั่งเศสและอเมริกา ท่านเรียกคำสอนของตนเองว่า "ทางที่สี่" หรือทางแห่งคฤหัสถ์ เพื่อให้แนวปฏิบัติด้านจิตวิญญาณเช่นนี้ต่างจากแนวศาสนาดั้งเดิม

การได้สัมผัสกับโลกของท่านเจอร์ดิเยฟ ในปี 1966 เป็นเหตุการณ์ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของพ่อมาก หลังจากเข้าร่วมกับกลุ่มได้ประมาณหนึ่งปี พ่อมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มในห้องนั่งเล่นในบ้านของสมาชิกคนหนึ่ง เป็นห้องนั่งเล่นทั่วไปของคนชั้นกลาง ผู้นำกลุ่มเริ่มพูดและพ่อมองไปที่เขา ทันใดนั้นห้องเปลี่ยนไป พื้นที่มีความเต็มบริบูรณ์และมีชีวิตชีวา ใบหน้าของผู้พูดร่ายระบำและแผ่รัศมีออกมาในพื้นที่อันมีชีวิตนั้น พ่ออยู่ในพื้นที่นั้น และพื้นที่นั้นก็แทรกซึมผ่านตัวพ่อทำให้เกิดความรู้สึกปีติและความมีชีวิตชีวาอย่างเต็มเปี่ยม เป็นครั้งแรกนับแต่ตอนที่เป็นเด็กที่พ่อรู้สึกอย่างชัดเจนถึงมิติอันเรียบง่ายของชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยพลังและลึกซึ้ง เมื่อเราโตขึ้น เราได้รับการสั่งสอนให้ปฏิเสธความจริง และเพิกเฉยต่อความมีชีวิตเหล่านั้น การค้นพบครั้งนั้นไม่เพียงทำให้เกิดความคิดและความเชื่อใหม่ หากยังทำให้พ่อรู้สึกอย่างลึกซึ้งเข้าไปถึงในร่างกายและจิตใจของตนเอง

ในปี 1970 พ่อได้พบกับท่านเชอเกียม ตรุงปะ รินโปเจ ซึ่งเป็นอาจารย์หนุ่มด้านพุทธศาสนาสายทิเบต ท่านตรุงปะ รินโปเจ ได้ลี้ภัยจากทิเบตเมื่อปลายทศวรรษ 1950 เพื่อไปยังประเทศอังกฤษและศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด ท่านสามารถศึกษาจนพูดภาษาอังกฤษได้แตกฉานและเริ่มเผยแพร่พุทธธรรมต่อศรัทธาในประเทศอังกฤษ ไม่กี่ปีหลังจากนั้น ท่านพบว่าผ้าจีวรที่นุ่งห่มเป็นสัญลักษณ์ที่สร้างความประหลาดใจและเบี่ยงเบนความสนในของผู้ฟังจากหลักธรรมอันเรียบง่ายของพุทธศาสนา ท่านจึงเปลี่ยนจากการนุ่งห่มจีวรเป็นเสื้อผ้าแบบทั่วไปของชาวตะวันตกและได้แต่งงานกับสตรีชาวอังกฤษ ตอนที่พ่อได้พบกับท่านรินโปเจ ท่านเพิ่งเดินทางมาถึงอเมริกาพร้อมกับภรรยาคนใหม่ ตอนนั้นท่านเปิดอบรมช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ในหัวข้อ "งาน เซ็กส์ และเงิน" จากแง่มุมของการภาวนา

ตอนที่พบท่านเป็นครั้งแรก พ่อรู้สึกได้ทันทีว่าท่านดำรงอยู่ในมิติอันลึกซึ้งที่พ่อได้ค้นพบจากงานของท่านเจอร์ดิเยฟ ในขณะเดียวกัน ท่านก็มีชีวิตอยู่เยี่ยงสามัญชนธรรมดาเช่นเดียวกับพ่อและเพื่อน ๆ (ซึ่งหลายคนเป็นพวก "ฮิปปี้") เป็นผู้มีอารมณ์ขันและเห็นความไร้สาระของชีวิต พ่อรู้ได้ทันทีว่ามิติอันมหัศจรรย์แห่งชีวิตเป็นความจริงและปฏิบัติได้ คำสอนทางพุทธศาสนาสายทิเบตช่วยชี้ทางให้กลับไปเชื่อมกับความศักดิ์สิทธิ์ที่พ่อเสาะแสวงหาด้วยการเพ่งพิจารณาไปที่จิต และประสบการณ์โดยตรงอย่างซื่อสัตย์

สังคมสมัยใหม่ขาดการเชื่อมโยงกับความศักดิ์สิทธิ์ ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่มีประสบการณ์ต่อโลกเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิต อย่างเช่น แคเธอลีน เรน (Kathleen Raine) กวีผู้นิพนธ์ไว้ว่า

"หลายครั้ง หรืออาจจะบอกได้ว่าเป็นครั้งหนึ่งที่ไม่อาจลืมเลือน ซึ่งข้าพเจ้าเห็นโลกเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิต มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเรียบง่าย เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวันสำหรับทุกคน ข้าพเจ้านั่งอยู่คนเดียวในห้อง กำลังเขียนหนังสือบนโต๊ะที่มีดอกผักตบชวาที่เพาะอยู่ในแก้ว ตอนนั้นข้าพเจ้าไม่ได้คิดถึงสิ่งใด...ก่อนที่โลกจะเปลี่ยนไปต่อหน้าข้าพเจ้า ต้นผักตบชวามลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสแห่งแสงชีวิต ที่เชื่อมโยงชีวิตของข้าพเจ้าเข้าเป็นส่วนหนึ่งอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ ภายในและภายนอกไม่อาจแยกจากกัน ในขณะเดียวกันข้าพเจ้าตระหนักว่า ข้าพเจ้าได้เห็นถึงสิ่งที่เป็นจริงอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ข้าพเจ้าจำประสบการณ์นั้นได้เสมอ แม้ว่ามันจะไม่เคยเกิดขึ้นเช่นนั้นอีก แม้เพียงครั้งเดียวก็เป็นสิ่งที่ติดตรึงใจตลอดกาล"

ในโลกสมัยใหม่เราเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ที่คับแคบและเบี่ยงเบน และใช้ความเชื่อนั้นเพื่ออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับโลก เราพยายามค้นหา "สัจธรรม" จากความรู้เทียม ๆ เหล่านี้ และใช้วิทยาศาสตร์เพื่อจำแนกสิ่งที่เป็นจริงและสิ่งที่ไม่เป็นจริง สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พูดมีประโยชน์และสอดคล้องกับความจริงอย่างมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าโลกที่พวกเขาอธิบายเป็นความเข้าใจผิดทั้งหมดหรือไม่มีอยู่เลย เพียงแต่ว่าคำอธิบายในสมัยใหม่มองข้ามสาระสำคัญจำนวนมาก มองข้ามความศักดิ์สิทธิ์ ความมีชีวิตและจิตวิญญาณแห่งโลก และที่มักเป็นปัญหาก็คือนักวิทยาศาสตร์บางคนมักใช้น้ำเสียงของผู้มีอำนาจ เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่พวกเขามองข้ามไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง

ความรู้สึกและประสบการณ์ที่เรามีต่อโลกได้รับอิทธิพลอย่างมากจากความเชื่อ จากเรื่องราวที่เราบอกกับตัวเอง นักวิทยาศาสตร์เล่าเรื่องการเกิดขึ้นของโลกซึ่งเป็น "โลกสมัยใหม่" ความเข้าใจผิดและการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในทางที่ผิดในหลายชั่วคนที่ผ่านมา ล้างสมองพวกเรา ทำให้เมื่อเรามีอายุได้ 17 ปี พวกเราส่วนใหญ่จะไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่มีหัวใจ ซึ่งพลิ้วไหวและมีชีวิตอีกต่อไป เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโลกเช่นนั้นมีอยู่จริง เราอาจไม่ต้องการยอมรับความจริงเช่นนั้น แต่พวกเราส่วนใหญ่มักเห็นว่าจักรวาลเช่นนั้นตายแล้วและไม่มีความหวัง โดยไม่สนใจที่อยากจะสัมผัสกับจักรวาลเช่นนั้นหรือแม้เพียงเศษเสี้ยวของจักรวาล

ตั้งแต่เริ่มต้นพ่อต้องเน้นว่าจดหมายเหล่านี้ไม่ได้มุ่งหมายที่จะต่อต้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ได้ถูกใช้เป็นเสียงของผู้มีอำนาจเพื่อกดขี่โลกอันอัศจรรย์ แต่วิทยาศาสตร์ก็สามารถมีบทบาทพูดเพื่อสนับสนุนโลกเช่นนั้นได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความรู้ของวิทยาศาสตร์ แต่อยู่ที่วิธีบอกเล่าเรื่องราวของโลกที่ตายแล้วในภาษาของวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของความเชื่ออื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อทางศาสนา พาณิชย์ การเมืองและอื่น ๆ หลายคนอาจบอกว่า "ผมไม่ได้เรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนนี่" หรือ "ตอนที่เรียนฟิสิกส์ในชั้นมัธยม ดิฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหล ดิฉันจึงไม่ได้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของวิทยาศาสตร์"

แต่อันที่จริงการปรุงแต่งความคิดของเรามีความลึกซึ้งมากยิ่งกว่าประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นครั้งแรกที่เราระลึกได้ เป็นการปรุงแต่งที่เกิดขึ้นกับทุกสิ่งที่เราเห็นและสัมผัสนับแต่ชั่วขณะที่เราจุติมาสู่โลก ทุกสิ่งที่เราได้ยิน นับแต่ชั่วขณะที่เราเริ่มพูด ทุกสิ่งที่เราได้อ่าน โลกที่ตายแล้วปรากฏอยู่ในตัวเราทุกคน เราทุกคนเรียนรู้ที่จะมองโลกโดยผ่านเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ว่าเราจะตระหนักรู้ถึงสิ่งนี้หรือไม่ก็ตาม ถ้าเราไม่ตระหนักรู้ถึงสิ่งนี้และไม่ตระหนักถึงความคิดทางวิทยาศาสตร์ที่แฝงฝังอย่างลึกซึ้งในจิตใจ จะทำให้เรามองว่าสัจธรรมของวิทยาศาสตร์เป็นความจริงแท้ และมีชีวิตอยู่ร่วมกับความคิดเช่นนั้น ซึ่งเป็นแนวทางที่อันตรายยิ่งกว่า

คนในสังคมอื่นสามารถเล่าเรื่องราวของโลกแตกต่างจากเรื่องราวที่เราเล่ามาก และดูเหมือนพวกเขาจะมีประสบการณ์ต่อโลกแตกต่างไป เช่นเดียวกับเรื่องราวที่พวกเขาบอกเล่า. เรื่องราวที่แตกต่างกันของกลุ่มคนอันหลากหลาย ทำให้สังคมแต่ละสังคมแตกต่างกันอย่างมาก อะไรทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างชาวญี่ปุ่นซึ่งเกิดและเติบโตในญี่ปุ่นกับชาวญี่ปุ่นที่เกิดและเติบโตในอเมริกา? ยังมีปัจจัยอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เรื่องราวที่พวกเขาได้รับฟังหรือซึมซับผ่านประสบการณ์รอบตัวอย่างไม่รู้ตัวในขณะที่เติบใหญ่ขึ้นมา มีบทบาทสำคัญต่อความคิดของพวกเขา. สตรีชาวเผ่าเนวาโจซึ่งเติบโตขึ้นท่ามกลางพี่น้องชาวเนวาโจ ย่อมแตกต่างอย่างยิ่งกับสตรีชาวเนวาโจซึ่งเจริญเติบโตขึ้นในเมือง ทั้งนี้เพราะพวกเขาได้รับฟังเรื่องราวที่แตกต่างกันในช่วงที่โตขึ้นมา

เรื่องราวที่เรารับฟังตั้งแต่เด็กเป็นแนวทางช่วยให้เราแยกแยะสิ่งที่เป็นความจริงในโลก เรามักคิดว่าสิ่งที่น่าจะเป็นจริงอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่เราสามารถเห็นและได้ยิน แต่นั่นเป็นเสี้ยวเดียวของความจริง และเราอาจกล่าวในทางตรงข้ามได้ว่า สิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นจริงเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เราเห็นและได้ยินในโลก, พ่อจะยกตัวอย่างเพื่ออธิบายในเรื่องนี้

ชาร์ล ดาร์วิน (Charles Darwin) ซึ่งเป็นผู้คิดค้นทฤษฎีวิวัฒนาการเดินทางรอบโลกโดยเรือลำใหญ่ที่ชื่อบีเกิล (Beagle) ในระหว่างการเดินทางเขาได้บันทึกข้อสังเกตต่าง ๆ อย่างละเอียด อย่างเช่น การจดบันทึกลักษณะเสียงของนกขนาดเล็กที่แตกต่างกันในหมู่เกาะกาลาปากอส เขาเป็นนักสังเกตที่ละเอียดและแม่นยำ เขาต้องประหลาดใจที่พบว่า เมื่อเขาทอดสมอเรือบีเกิลตามแนวเส้นขอบฟ้าใกล้กับเกาะแห่งหนึ่ง ชาวพื้นเมืองบนเกาะกลับไม่สามารถ "เห็น" เรือลำนั้นได้ แม้มีคนพยายามชี้ให้พวกเขาดูก็ตาม แต่พวกเขากลับสามารถเห็นเรือแจวลำเล็กที่พายนำลูกเรือจากเรือบีเกิลเข้าสู่ฝั่ง ซึ่งเรือแจวเหล่านี้มีขนาดใกล้เคียงกับเรือแคนูที่พวกเขาใช้ แต่พวกเขากลับไม่สามารถมองเห็นอะไรเลยตรงเส้นขอบฟ้าที่น่าจะเป็นเรือเดินสมุทร ทั้งนี้เพราะพวกเขาไม่เชื่อว่าเรือจะมีขนาดใหญ่เช่นนั้นได้ ทำให้พวกเขามองไม่เห็นเรือ

อีกตัวอย่างหนึ่งเป็นเรื่องราวของผู้ที่ไม่สามารถเห็นในสิ่งต่าง ๆ ที่พวกเขาไม่มีความเชื่อได้ เมื่อหลายปีก่อนเจโรม บรูนเนอร์ (Jerome Bruner) นักจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดทำการทดลองด้านการรับรู้ ในการทดลองครั้งหนึ่ง บรูนเนอร์บอกให้นักศึกษามองลอดท่อซึ่งปลายอีกด้านหนึ่งเขาสลับไพ่สองสำรับอย่างรวดเร็ว (เครื่องมือในการทดลองชิ้นนี้เรียกว่า tachistoscope) ไพ่สำรับแรกเป็นไพ่แบบปรกติทั่วไป แต่อีกสำรับหนึ่งจะมีสีในทางตรงข้าม อย่างเช่น แทนที่หัวใจและข้าวหลามตัดจะเป็นสีแดงก็เปลี่ยนเป็นสีดำ ส่วนโพธิ์ดำและดอกจิกก็เป็นสีแดงแทน นักศึกษาจำแนกไพ่ที่มีสีตรงข้ามได้ยากและมีแนวโน้มที่จะให้คำอธิบายใหม่ และ "กำหนดมาตรฐาน" ของสิ่งที่เห็น นักศึกษาคนหนึ่งระบุว่าไพ่หมายเลขหกที่เป็นดอกจิกและมีสีแดง อันที่จริงแล้วเป็นไพ่หมายเลขหกดอกจิกที่มีสีดำเพียงแต่ว่าไพ่สะท้อนแสงในท่อซึ่งมีสีชมพู

การทดลองอีกหลายครั้งสะท้อนให้เห็นความจริงขั้นพื้นฐานที่เหมือนกัน คนเรามักไม่เห็นในสิ่งที่ตนไม่เชื่อ หรือไม่คาดว่าจะได้เห็น และสิ่งที่เราเชื่อก็มีอิทธิพลต่อวิธีการมอง (หรือได้ยิน หรือได้กลิ่น หรือได้ลิ้มรส หรือได้สัมผัส) ต่อโลกของเรา. ยกตัวอย่างเช่น ภาพวาดเปรียบเทียบ ภาพด้านล่างเป็นการเขียนเส้นตามภาพวาดห้องนอนของฟาน โกะ (van Gogh)(*) ซึ่งอยู่ที่เมืองอารัลส์ ในฝรั่งเศส ภาพด้านบนเป็นภาพลายเส้นของห้องเดียวกันโดยเป็นการวาดเส้นตามสัดส่วน "ที่ถูกต้อง" ถ้าพ่อถามลูกว่าภาพไหนที่ลูกคิดว่าเป็นภาพที่เหมือนกับห้องอย่างแท้จริง ลูกอาจจะตอบทันทีว่า "ภาพบน" แต่อันที่จริงภาพด้านล่างต่างหากที่สะท้อนภาพของห้องตามที่ฟาน โกะเห็น

ถ้าลูกมองไปในห้องที่ตัวเองนั่งอยู่ในตอนนี้ ลูกคงเห็นห้องของตัวเองตามเส้นทัศนมิติ (perspective - ทัศนียวิทยา)เช่นเดียวกับภาพบน แต่ถ้าลูกพยายามมองให้เห็นเหมือนกับภาพด้านล่าง ด้วยการมองอย่างผ่อนคลายและใช้จินตนาการลูกก็อาจเห็นภาพเหมือนภาพล่างได้ ตอนนั้นคนมองว่า ฟาน โกะเป็นคนบ้า แต่เดี๋ยวนี้เราตระหนักแล้วว่าเขาอาจมองเห็นโลกโดยปราศจากม่านกรองที่มักบดบังสายตาของเราอย่างเช่น ม่านกรองของเส้นทัศนมิติ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายว่าเหตุใดภาพวาดของเขาจึงมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก สีที่เขาใช้สว่างเจิดจ้า ลายเส้นที่เปี่ยมพลัง โค้งเว้าตวัดราวกับโลกที่เขาเห็นเต็มไปด้วยพลังและชีวิต และนั่นเป็นวิธีอธิบายโลกที่เขาเห็น

ฟาน โกะสามารถสัมผัสโลกอย่างลึกซึ้ง เขาบอกว่า "ธรรมชาติที่เราเห็นและธรรมชาติที่เรารู้สึก ธรรมชาติที่อยู่ด้านนอกและด้านในต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน และมีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน" แต่เมื่อเรามองโลกโดยผ่านเส้นทัศนมิติ เราจะสัมผัสกับโลกที่แบนราบและตายด้าน. ประสบการณ์นี้ทำให้พ่อคิดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับปิกัสโซ (Picasso)(**) ครั้งหนึ่งมีคนถามเขาว่า "ทำไมคุณไม่วาดคนเหมือนกับภาพที่เขาเป็นจริง ๆ ล่ะ?" ปิกัสโซบอกว่า "แล้วภาพจริง ๆ ของเขาเป็นอย่างไรล่ะ?"

ชายคนดังกล่าวหยิบรูปถ่ายของภรรยาออกมาแล้วบอกว่า "แบบนี้ไง"
ปิกัสโซบอกว่า "ในรูปนี้เธอช่างแบนราบและเล็กอย่างน่าเกลียดเหลือเกินจริงไหมล่ะ?"

คนในโลกตะวันตกอาจไม่มองเห็นโลกผ่านเส้นทัศนมิติแบบตรงอย่างที่เราเห็นกัน การมองเห็นที่แตกต่างไปเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 15 โดยเป็นการคิดค้นของฟิลิปโป บรูเนลเลสชี (Filippo Brunelleschi)(***) นักสถาปัตย์ชาวอิตาลี ภาพวาดที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้จะไม่มีมิติ ภาพคนจะถูกเขียนอย่างแบนราบเหมือนติดอยู่กับผนัง ลูกอาจเคยเห็นภาพเขียนทางศาสนาในยุคกลางแบบนี้มาก่อน บรูเนลเลสชี พบว่า เขาสามารถวาดภาพที่เหมือนมนุษย์จริงได้มากกว่า เขาจึงนำระบบตารางของเส้นทัศนมิติมาใช้เพื่อให้เกิดมิติระหว่างตัวเขากับภาพ จากนั้นเขาก็เริ่มวาดลายเส้นบนกระดาษโดยการจัดผู้คนและวัตถุเข้าไปตามตารางที่เขากำหนดขึ้นนั้น

การมองโลกโดยผ่านเส้นตารางแบบนี้กลายเป็นที่นิยมขึ้นมา ศิลปินทุกคนเริ่มวาดภาพในแนวทางนี้ ภาพอาคารก็วาดด้วยเส้นตรง และในตอนนั้นถนนในหมู่บ้านถูกสร้างขึ้นมาให้มีความโค้งเพื่อป้องกันลม แต่ต่อมาถนนก็ถูกแทนด้วยเส้นตรงไป ในปัจจุบันเราคุ้นเคยกับการมองเห็นในลักษณะนี้จนรู้สึกเหมือนกับมันเป็น "ธรรมชาติ" แต่ในธรรมชาติที่แท้จริงเราแทบจะไม่เห็นเส้นตรงเลย ลูกเคยสังเกตตอนที่เซินยี่ลูกสุนัข และปีเตอร์ลูกแมวเดินในสนามหน้าบ้านหรือเปล่า? พวกมันเดินจนเป็นเส้นทางเล็ก ๆ ระหว่างบันไดกับทะเลสาบ และเส้นทางเดินของพวกมันช่างคดเคี้ยวเหลือเกิน

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เราเชื่อมีอิทธิพลต่อสิ่งที่เรารับรู้หรือจินตนาการอยู่ในรูปของปริศนา เรื่องมีอยู่ว่า ชายกลางคนๆ หนึ่งกับลูกชายขับรถไปจนถึงสนามฟุตบอล พวกเขากำลังจะข้ามทางรถไฟ แต่ในตอนที่ข้ามไปได้ครึ่งเดียวรถก็หยุดลง เมื่อได้ยินเสียงรถไฟมาแต่ไกล ชายคนนั้นก็พยายามจะติดเครื่อง แต่ไม่สำเร็จ รถไฟชนเข้ากับรถยนต์และชายคนดังกล่าวตายทันที ลูกชายรอดชีวิตและถูกนำตัวไปส่งยังโรงพยาบาลใกล้ ๆ เพื่อผ่าตัดสมอง. แพทย์ซึ่งเข้ามาในห้องผ่าตัดหน้าซีดเผือดลงและบอกว่า "ฉันไม่สามารถผ่าตัดเด็กผู้ชายคนนี้ได้ เขาเป็นลูกชายฉัน"

ปริศนาก็คือว่าเด็กผู้ชายกับแพทย์ท่านนี้เป็นอะไรกัน? ลองใช้เวลาสักครู่เพื่อคลี่คลายปริศนานี้พ่อจะเขียนคำตอบแบบย้อนหลัง คำตอบก็คือ"แพทย์ท่านนั้นคือแม่ของเด็ก" คนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงมักไม่เข้าใจเรื่องนี้ ลองจินตนาการดูสิว่าภาพของแพทย์ท่านนี้ที่ลูกคิดว่าน่าจะเป็น มีอิทธิพลต่อจินตนาการเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง? ภาพที่คาดหวังล่วงหน้าเหล่านี้มีส่วนสร้างโลกที่เราสัมผัสตลอดเวลา และพ่อจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกมากในจดหมายฉบับหลัง นี่เป็นหลักการสำคัญ สิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับโลก เรื่องราวที่เราได้รับฟังมาและแฝงฝังอยู่ในจิตใจและร่างกายของเรา มีอิทธิพลต่อการรู้สึกและประสบการณ์ รวมทั้งการอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ในจดหมายฉบับหน้า พ่อจะเล่าตัวอย่างเกี่ยวกับคนที่บอกเล่าเรื่องราวของโลกอีกแบบหนึ่งที่พวกเขาอาศัยอยู่

++++++++++++++++++++++++++++++++++++ (คลิกไปอ่านต่อจดหมายฉบับที่ ๒)

เชิงอรรถ

(*) Vincent Willem van Gogh (30 March 1853 - 29 July 1890) was a Dutch Post-Impressionist artist. His paintings and drawings include some of the world's best known, most popular and most expensive pieces.

Van Gogh spent his early adult life working for a firm of art dealers. After a brief spell as a teacher, he became a missionary worker in a very poor mining region. He did not embark upon a career as an artist until 1880. Initially, van Gogh worked only with sombre colours, until he encountered Impressionism and Neo-Impressionism in Paris. He incorporated their brighter colours and style of painting into a uniquely recognizable style, which was fully developed during the time he spent at Arles, France. He produced more than 2,000 works, including around 900 paintings and 1,100 drawings and sketches, during the last ten years of his life. Most of his best-known works were produced in the final two years of his life, during which time he cut off part of his left ear following a breakdown in his friendship with Paul Gauguin. After this he suffered recurrent bouts of mental illness, which led to his suicide.
(ผู้สนใจประวัติและภาพเขียนของฟานโกะ คลิกไปที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Van_Gogh)

(**)Pablo Ruiz Picasso (October 25, 1881 - April 8, 1973), often referred to simply as Picasso, was a Spanish painter and sculptor. His full name is Pablo Diego Jos? Francisco de Paula Juan Nepomuceno Mar?a de los Remedios Cipriano de la Sant?sima Trinidad Clito Ruiz y Picasso. One of the most recognized figures in 20th century art, he is best known as the co-founder, along with Georges Braque, of cubism.

Pablo Picasso was born in M?laga, Spain, the first child of Jos? Ruiz y Blasco and Mar?a Picasso y L?pez. He was christened with the names Pablo, Diego, Jos?, Francisco de Paula, Juan Nepomuceno, Maria de los Remedios, and Cipriano de la Sant?sima Trinidad. Picasso's father was a painter whose specialty was the naturalistic depiction of birds and who for most of his life was also a professor of art at the School of Crafts and a curator of a local museum.

The young Picasso showed a passion and a skill for drawing from an early age; according to his mother, his first word was "piz," a shortening of lapiz, the Spanish word for pencil. It was from his father that Picasso had his first formal academic art training, such as figure drawing and painting in oil. Although Picasso attended art schools throughout his childhood, often those where his father taught, he never finished his college-level course of study at the Academy of Arts (Academia de San Fernando) in Madrid, leaving after less than a year.
(ผู้สนใจประวัติและภาพเขียนของ Picasso คลิกไปที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Picasso)

(***)Filippo Brunelleschi (1377 - April 15, 1446) was one of the foremost architects of the Italian Renaissance. All of his principal works are in Florence, Italy. As explained by Antonio Manetti, who knew Brunelleschi and who wrote his biography, Brunelleschi "was granted such honors as to be buried in Santa Maria del Fiore, and with a marble bust, which they say was carved from life, and placed there in perpetual memory with such a splendid epitaph."

Invention of linear perspective
The first known perspective picture was made by Brunelleschi in about 1415. His biographer, Antonio Manetti, described this famous experiment, in which Brunelleschi painted the Baptistery in Florence from the front gate of the unfinished cathedral. The painted panel was constructed with a hole at the vanishing point. It was observed from the unpainted side and the reflection of the image was viewed in a mirror through the hole, giving the illusion of depth. Unfortunately, the painted panel has since been lost. Soon after, many Italian artists used linear perspective in their paintings.
(ผู้สนใจประวัติของ Brunelleschi คลิกไปที่
http://en.wikipedia.org/wiki/Brunelleschi#Invention_of_linear_perspective)

 


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


คลิกไปที่ กระดานข่าวธนาคารนโยบายประชาชน


นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจบทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ก่อนหน้านี้ หรือถัดจากนี้สามารถคลิกไปอ่านได้โดยคลิกที่แบนเนอร์



สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4 I สารบัญเนื้อหา 5 I สารบัญเนื้อหา 6
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@gmail.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@hotmail.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 1300 เรื่อง หนากว่า 25000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@gmail.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com





1

 

 

 

 

2

 

 

 

 

3

 

 

 

 

4

 

 

 

 

5

 

 

 

 

6

 

 

 

 

7

 

 

 

 

8

 

 

 

 

9

 

 

 

 

10

 

 

 

 

11

 

 

 

 

12

 

 

 

 

13

 

 

 

 

14

 

 

 

 

15

 

 

 

 

16

 

 

 

 

17

 

 

 

 

18

 

 

 

 

19

 

 

 

 

20

 

 

 

 

21

 

 

 

 

22

 

 

 

 

23

 

 

 

 

24

 

 

 

 

25

 

 

 

 

26

 

 

 

 

27

 

 

 

 

28

 

 

 

 

29

 

 

 

 

30

 

 

 

 

31

 

 

 

 

32

 

 

 

 

33

 

 

 

 

34

 

 

 

 

35

 

 

 

 

36

 

 

 

 

37

 

 

 

 

38

 

 

 

 

39

 

 

 

 

40

 

 

 

 

41

 

 

 

 

42

 

 

 

 

43

 

 

 

 

44

 

 

 

 

45

 

 

 

 

46

 

 

 

 

47

 

 

 

 

48

 

 

 

 

49

 

 

 

 

50

 

 

 

 

51

 

 

 

 

52

 

 

 

 

53

 

 

 

 

54

 

 

 

 

55

 

 

 

 

56

 

 

 

 

57

 

 

 

 

58

 

 

 

 

59

 

 

 

 

60

 

 

 

 

61

 

 

 

 

62

 

 

 

 

63

 

 

 

 

64

 

 

 

 

65

 

 

 

 

66

 

 

 

 

67

 

 

 

 

68

 

 

 

 

69

 

 

 

 

70

 

 

 

 

71

 

 

 

 

72

 

 

 

 

73

 

 

 

 

74

 

 

 

 

75

 

 

 

 

76

 

 

 

 

77

 

 

 

 

78

 

 

 

 

79

 

 

 

 

80

 

 

 

 

81

 

 

 

 

82

 

 

 

 

83

 

 

 

 

84

 

 

 

 

85

 

 

 

 

86

 

 

 

 

87

 

 

 

 

88

 

 

 

 

89

 

 

 

 

90

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

คิดต่างในเชิงสร้างสรรค์เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ดีกว่าและเสรีภาพ
28 December 2007
Free Documentation License
Copyleft : 2007, 2008, 2009
Everyone is permitted to copy
วิทยาศาสตร์อธิบายเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับโลก เราพยายามค้นหาสัจธรรมจากความรู้เทียม เหล่านี้ และใช้วิทยาศาสตร์เพื่อจำแนกสิ่งที่เป็นจริงและไม่เป็นจริง สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พูดมีประโยชน์และสอดคล้องกับความจริงอย่างมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าโลกที่พวกเขาอธิบายเป็นความเข้าใจผิดทั้งหมดหรือไม่มีอยู่เลย เพียงแต่ว่าคำอธิบายในสมัยใหม่มองข้ามสาระสำคัญจำนวนมาก มองข้ามความศักดิ์สิทธิ์ ความมีชีวิตและจิตวิญญาณแห่งโลก และที่มักเป็นปัญหาก็คือนักวิทยาศาสตร์บางคนมักใช้น้ำเสียงของผู้มีอำนาจ เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่พวกเขามองข้ามไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง
โครงการสื่อเพื่อบริบทสิทธิมนุษยชน: จากชายขอบถึงศูนย์กลาง - Media Project: From periphery to mainstream