โครงการก้าวสู่คริสตศตวรรษที่ ๒๑ ด้วยการทบทวนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา




Copyleft2007
บทความทุกชิ้นที่นำเสนอบนเว็บไซต์นี้ขอประกาศสละลิขสิทธิ์ให้กับสังคมเพื่อเป็นสมบัติสาธารณะ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเปิดรับบทความทุกประเภท ที่ผู้เขียนปรารถนาจะเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โดยบทความทุกชิ้นต้องยินดีสละลิขสิทธิ์ให้กับสังคม สนใจส่งบทความ สามารถส่งไปได้ที่ midnightuniv@gmail.com โดยกรุณาใช้วิธีการ attach file
H
บทความลำดับที่ ๑๔๓๖ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน วันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๐ (December, 16, 12, 2007) ไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์
R
power-sharing formulas, options for minority rights, and constitutional safeguards.

บรรณาธิการแถลง: บทความทุกชิ้นซึ่งได้รับการเผยแพร่บนเว็บไซต์แห่งนี้ มุ่งเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อวัตถุประสงค์ในการขยายพรมแดนแห่งความรู้ให้กับสังคมไทยอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังมุ่งทำหน้าที่เป็นยุ้งฉางเล็กๆ แห่งหนึ่งสำหรับเก็บสะสมความรู้ เพื่อให้ทุกคนสามารถหยิบฉวยไปใช้ได้ตามสะดวก ในฐานะที่เป็นสมบัติร่วมของชุมชน สังคม และสมบัติที่ต่างช่วยกันสร้างสรรค์และดูแลรักษามาโดยตลอด. สำหรับผู้สนใจร่วมนำเสนอบทความ หรือ แนะนำบทความที่น่าสนใจ(ในทุกๆสาขาวิชา) จากเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลก สามารถส่งบทความหรือแนะนำไปได้ที่ midnightuniv@gmail.com (กองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน: ๒๘ มกาคม ๒๕๕๐)

16-12-2550

Bangladesh Workers
Midnight University

 

H
R
ทุกท่านที่ประสงค์จะติดต่อมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กรุณาจดหมายไปยัง email address ใหม่ midnightuniv@gmail.com

 

 

Core Labor Standards - - -> Social Floor
จากมาตรฐานสิทธิแรงงานหลัก ถึงการประกันสิทธิทางสังคม
วรดุลย์ ตุลารักษ์ : แปลและเรียบเรียง
นักวิชาการอิสระ ผู้สนใจประเด็นขบวนการแรงงาน และโลกาภิวัตน์

บทความวิชาการต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสื่อเพื่อบริบทสิทธิมนุษยชน
ของเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ซึ่งเป็นโครงการไม่หวังผลกำไร
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาตัวอย่างและกรณีศึกษาเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน
จากประเทศชายขอบทั่วโลก มาเป็นตัวแบบในการวิเคราะห์และสังเคราะห์
เพื่อเผชิญกับปัญหาสิทธิมนุษยชน(สิทธิชุมชน)ในประเทศไทย

วัตถุประสงค์ของบทความนี้ คือพยายามตรวจตราการบังคับใช้มาตรฐานแรงงานสากล
ว่าทำให้กรรมกรในประเทศยากจนดีขึ้นจริงหรือไม่ ผู้เขียนตระหนักดีว่า ข้อถกเถียง
ในเรื่องมาตรฐานแรงงาน เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนเป็นอย่างสูง และเป็นเรื่องที่มีการแบ่งขั้วกัน
รวมทั้งมีข้อถกเถียงครอบคลุมหลายเรื่อง นับตั้งแต่ ข้อกล่าวหาเรื่องลัทธิปกป้องการผลิตภายในประเทศ,
การใช้วิธีการสองมาตรฐาน, และการขูดรีดแรงงาน ฯลฯ
นอกจากนี้บทความดังกล่าวยังได้สะท้อน
ให้เห็นมิติเกี่ยวกับปัญหาแรงงานในบังคลาเทศ ที่ต้องเผชิญกับความไม่เป็นธรรมของนายจ้าง
และทุนนิยมโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แรงงานหญิงที่อยู่ร่างสุดของความไม่เป็นธรรม
เกี่ยวกับกระบวนการจ้างงาน ขณะเดียวกันแรงงานหญิงก็ได้รับการปลดปล่อยจากครอบครัว
สำหรับทางออกต่อปัญหามากมายเหล่านี้ มีตัวอย่างของความพยายามแก้ปัญหาที่น่าสนใจ
ซึ่งแรงงานไทยอาจประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ของความเป็นธรรมมากขึ้น
midnightuniv@gmail.com

บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา
ข้อความที่ปรากฏบนเว็บเพจนี้ ได้รักษาเนื้อความตามต้นฉบับเดิมมากที่สุด
เพื่อนำเสนอเนื้อหาตามที่ผู้เขียนต้องการสื่อ กองบรรณาธิการเพียงตรวจสอบตัวสะกด
และปรับปรุงบางส่วนเพื่อความเหมาะสมสำหรับการเผยแพร่ รวมทั้งได้เว้นวรรค
ย่อหน้าใหม่ และจัดทำหัวข้อเพิ่มเติมสำหรับการค้นคว้าทางวิชาการ
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ ๑๔๓๖
ผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๐
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ ๒๑ หน้ากระดาษ A4)

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Core Labor Standards - - -> Social Floor
จากมาตรฐานสิทธิแรงงานหลัก ถึงการประกันสิทธิทางสังคม
วรดุลย์ ตุลารักษ์ : แปลและเรียบเรียง
นักวิชาการอิสระ ผู้สนใจประเด็นขบวนการแรงงาน และโลกาภิวัตน์

(บทความนี้ต่อเนื่องจากบทความลำดับที่ ๑๔๓๕)

ปัจจุบัน องค์กรสหภาพแรงงานระหว่างประเทศพยายามผลักดันให้มีการบังคับใช้มาตรฐานสิทธิแรงงานหลัก (core labor standards) กับแรงงานเหมาช่วงในโรงงาน (แตกต่างจากแรงงานนอกระบบ) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของการจ้างงานโดยไม่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายแรงงานภายในประเทศ โดยใช้กลไกที่เรียกว่า Global Framework Agreement เป็นข้อตกลงระหว่างบริษัทที่ลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา กับองค์กรสหภาพแรงงานสากล ซึ่งมีสมาชิกคือสหภาพแรงงานที่อยู่ในประเทศนั้น (ผู้แปล)

นอกจากนี้ การบังคับใช้มาตราฐานแรงงานสากลอาจเกิดผลด้านตรงกันข้าม กล่าวคือ ทำให้"การจ้างงานในระบบ" กับ "การจ้างงานนอกระบบ"ทวีความแตกต่างกันมากขึ้น และเพิ่มความแตกต่างระหว่างสภาพการจ้างงานแรงงานชายและแรงงานหญิง (Women Worker Worldwide, 1996)

เมื่อตลาดแรงงานเชื่อมโยงกันในระดับสากลมากขึ้น ผลที่เกิดขึ้นคือ มาตราฐานแรงงานระหว่างประเทศจะส่งผลต่อการจ้างงานในท้องถิ่น มาตรฐานแรงงานที่ต่ำกว่าในประเทศหนึ่งจะคุกคามมาตรฐานแรงงานประเทศอื่นด้วย นอกจากนี้ ตราบใดที่แรงงานนอกระบบยังดำรงอยู่ การต่อสู้เรียกร้องของคนงานในระบบ ในอุตสาหกรรมส่งออก ก็จะถูกทำให้อ่อนแอลงไปด้วย

การต่อสู้เรื่องมาตรฐานแรงงาน จำเป็นจะต้องขยายขอบเขตให้กว้างขวางขึ้น พร้อมทั้งรวมกลุ่มแรงงานที่ถูกกีดเข้าด้วยกัน เช่น การต่อสู้เพื่อ "การประกันสิทธิทางสังคม (social floor)" ในระดับสากล เพื่อให้คนงานทั้งมวล แรงงานในระบบและนอกระบบ, คนมีงานทำและไม่มีงานทำ, ผู้หญิงและผู้ชาย, คนในเมืองและในชนบท, สามารถรวมตัวต่อสู้เพื่อสิทธิต่างๆ ของตน โดยปราศจากความกลัวจะสูญเสียสิ่งที่พยุงให้ตนมีชีวิตอยู่รอด ทั้งนี้ "การประกันสิทธิทางสังคม" ต้องรับประกันการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ในฐานะ"พลเมือง" เพื่อช่วยคนยากจนต่อสู้ในขอบเขตที่กว้างขวางให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมทางสังคม

สำหรับผู้หญิงยากจน "การประกันสิทธิทางสังคม" จะเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้พวกเธอสามารถท้าทายกับการถูกทำให้เป็นเบี้ยล่างทั้งในครอบครัวและในที่ทำงาน เป็นเครื่องมือให้กับผู้หญิงในการท้าทายระบบชายเป็นใหญ่ในครอบครัว และระบบชายเป็นใหญ่ที่กีดกันแรงงานหญิงออกจากการจ้างงาน ตลอดจนมีทรัพยากรรองรับพวกเธอ หากพวกเธอต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าจ้างที่เป็นธรรมและสภาพการจ้างที่ดีขึ้น โดยต้องเสี่ยงกับการสูญเสีย "งาน" ไป

การเรียกร้อง "การประกันสิทธิทางสังคม" (social floor) ยังเป็นเงื่อนไขเบื้องต้น ในการสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มความสามารถในการต่อสู้ของขบวนการแรงงาน และควรเป็นการเคลื่อนไหวที่ก่อตัวขึ้นจากประเด็นที่แวดล้อมในเรื่องมาตรฐานแรงงาน มากกว่าการผลักดันให้ผูกมาตรฐานแรงงานไว้กับกับข้อตกลงทางการค้า นอกจากนี้ ยังช่วยให้การรวมกลุ่มเพื่อต่อรองของแรงงานในระดับท้องถิ่น มีความชอบธรรมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในระบบหรือแรงงานนอกระบบ แรงงานที่ผลิตเพื่อขายภายในประเทศ หรือผลิตเพื่อขายในตลาดโลก

สู่สมานฉันท์สากลในบริบทความของเหลื่อมล้ำในโลก

ข้อถกเถียงร่วมสมัยเรื่อง "ความมั่นคงทางสังคมของโลก" ปลุกแนวคิดสากลในการสร้างนโยบายทางสังคม ในยุคต้นของระบบทุนนิยมขึ้นมา (Gosta Esping Anderson, 1990) รัฐสวัสดิการของประเทศในยุโรป สร้างระบบการประกันประชาชนในการการเข้าถึงรายได้ที่แท้จริงขั้นต่ำ (real basic income) ในฐานะที่เป็น "สิทธิ" มากกว่าเป็นการให้ของขวัญ การกุศล หรือการให้สวัสดิการ นอกจากนี้ยังได้ช่วย กอบกู้แรงงานในฐานะที่เป็นสินค้า ซึ่งสามารถซื้อขายในตลาดแรงงาน ให้มาอยู่ในฐานะ"พลเมือง" ผู้ทรงสิทธิในการมีสิทธิด้านต่างๆ (right to have rights)

ในยุโรป มีการรณรงค์ "รายได้ขั้นต่ำของการเป็นพลเมือง - basic citizenship income" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดของ "การประกันสิทธิทางสังคม"(social floor) (*) กล่าวคือ พลเมืองผู้บรรลุนิติภาวะทุกคนในสหภาพยุโรป ต้องมีระดับของรายได้พอเพียงต่อการมีความมั่นคงในชีวิตโดยอัตโนมัติและไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้ รายได้ดังกล่าวอาจจะแบ่งเป็นระยะ โดยเริ่มต้นจากรายขั้นต่ำบางส่วน เพิ่มขึ้นเป็นรายได้ขั้นต่ำเต็มจำนวน หรืออาจเริ่มต้นจากผู้ที่มีความจำเป็นมากที่สุดก่อน แล้วขยายไปให้ครอบคลุมพลเมืองทุกคน
(*) ผู้สนใจอ่านเรื่องเกี่ยวกับ An ILO Approach to Establishing a Social Floor of the Global Economy ฉบับภาษาอังกฤษ คลิก

แม้ว่านโยบายการกระจายรายได้ข้างต้น อาจเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติสำหรับประเทศที่ยากจนกว่า แต่หลักการเบื้องต้นของ "การประกันสิทธิทางสังคม" เช่น ความจำเป็นขั้นต่ำด้านอาหาร สุขภาพ ที่อยู่อาศัย ฯลฯ สามารถสร้างขึ้นหรือปรับปรุงจากระบบประกันสังคมของประเทศต่างๆ เช่น แผนประกันการจ้างงาน โครงการอาหารเพื่อการทำงาน (food-for-work) โครงการกระจายอาหารให้ทั่วถึง การบริการการเงินหมู่บ้าน แผนการประกันสุขภาพราคาถูก เป็นต้น

สวัสดิการสังคมแบบถ้วนหน้า (universal service) ปรากฎอยู่ในประเทศยุโรปส่วนใหญ่ โดยเฉพาะด้านสุขภาพและการศึกษา แนวทางสวัสดิการสังคม มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายประเทศ หากประเทศเหล่านั้นไม่ถูกองค์กรการเงินระหว่างประเทศกดดันให้ยกเลิกแนวทางเหล่านี้ไป. ในขณะเดียวกัน องค์กรการเงินระหว่างประเทศ ก็อยู่ภายใต้การชี้นำจากประเทศร่ำรวย ซึ่งเป็นประเทศเดียวกับที่ต้องการให้ประเทศยากจน มีการบังคับใช้มาตรฐานสิทธิแรงงานสากล (Stephen Devereux, 2002)

ในวันนี้ หากสิทธิแรงงาน เป็นสิ่งที่เราต้องปกป้องและเรียกร้อง นโยบายทางสังคมจะต้องได้รับการปกป้องในฐานะที่เป็นหลักการสากลเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้ เผชิญกับกำแพงและอุปสรรคที่เกิดจากการกระจายทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมระหว่างประเทศ รวมทั้งภายในประเทศเอง ทั้งนี้ต้นทุนของการประกันมาตรฐานทางสังคมขั้นต่ำบางอย่าง ก็ควรมาจากการการจัดสรรทรัพยากรภายในประเทศนั้นเอง

R. Beattie (2000) ชี้ว่า ประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่ มีรายได้ไม่เพียงพอในการเข้าถึงหลักประกันทางสังคมด้วยตัวเอง รัฐต้องจัดสรรการประกันสังคมโดยใช้งบประมาณของรัฐ แต่ปรากฎว่า หลายประเทศมีสัดส่วนภาษีต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ต่ำมาก รวมทั้ง บังคลาเทศ สิ่งนี้สะท้อนถึงความล้มเหลวในการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม เพื่อเผชิญกับปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศตัวเอง

อย่างไรก็ดี ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติต่อหัว (GNP per capita) ของประเทศเหล่านี้อยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งบ่งบอกถึงข้อจำกัดของนโยบายการกระจายรายของประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ในปี 1999 ในประเทศบังคลาเทศมีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติต่อหัว เพียง 370 เหรียญสหรัฐฯ เปรียบเทียบกับสหรัฐฯ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติต่อหัวอยู่ที่ 32,000 เหรียญสหรัฐฯ

ในอีกด้านหนึ่ง งบประมาณของประเทศร่ำรวยในการช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในโลก บ่งบอกว่า ประเทศร่ำรวยไม่ให้ความสำคัญกับปัญหานี้ กล่าวคือ งบประมาณอยู่สัดส่วนต่ำมาก เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของประเทศเหล่านั้น ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ จัดสรรงบประมาณเพียง 0.1 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ เป็นงบการพัฒนาในประเทศยากจน เช่นเดียวกับประเทศมั่งคั่งของโลก (ประเทศกลุ่ม G7) ซึ่งบ่งบอกถึงความล้มเหลวของประเทศร่ำรวยในการให้ความสำคัญกับปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในโลก (Nancy Birdsall and David Roodman, 2003)

เมื่อประเทศต่างๆ เชื่อมโยงและพึ่งพิงกันมากขึ้นระบบเศรษฐกิจโลก แต่ความเหลื่อมล้ำกลับเพิ่มสูงขึ้น สิ่งสำคัญคือ การสมานฉันท์สากลต่อสู้เรียกร้องให้มีการกระจายรายได้และทรัพยากร (re-distribution) จากประเทศร่ำรวยสู่ประเทศยากจน จากทุนสู่แรงงาน และจากแรงงานที่มีอภิสิทธ์มากกว่าสู่แรงงานที่มีอภิสิทธิ์น้อยกว่า ที่สำคัญ การกระจายให้เกิดความเท่าเทียมนั้นต้องอยู่ในฐานะของ "สิทธิ" มากกว่าที่จะเป็นการให้ของขวัญ การกุศล หรือสวัสดิการ โดยต้องใช้มาตรการต่างๆ เป็นจริง

การเสนอให้มีการเก็บภาษีประเทศในโลก สร้างกองทุนประกันสังคมโลก

ในปลายทศวรรษที่ 1970 Brandt Commission (**) เสนอให้มีการเก็บภาษีประเทศในโลก โดยคำนวณตามรายได้ของประเทศนั้น เพื่อนำเงินเข้ากองทุนสังคมโลก อย่างไรก็ตาม รายงานของ Brandt Commission ถูกมองข้ามไป เนื่องจากขณะนั้น ปัญหาวิกฤติหนี้สินในประเทศกำลังพัฒนากำลังเป็นปัญหาใหญ่ ประกอบกับ การก่อตัวสูงขึ้นของอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่(Neo-Liberalism)ในประชาคมโลก และการให้พลังของตลาด เป็นทางออกในเรื่องนโยบายความจำเป็นทางสังคม
(**)Brandt Commission international committee (1977-83) set up to study global development issues. It produced two reports, stressing the interdependence of the countries of the wealthy, industrialized North and the poor South (or developing world), and made detailed recommendations for accelerating the development of poorer countries (involving the transfer of resources to the latter from the richer countries).

The commission, officially named the Independent Commission on International Development Issues, had 18 members acting independently of governments and was headed by West German chancellor Willy Brandt. It examined the problems of poorer countries with the aim of identifying corrective measures that would command international support. Its main report was published in 1980 under the title North-South: A Programme for Survival. Both reports noted that measures taken in the past had met with limited success; this was also the fate of the commission's recommendations. The commission was disbanded in 1983


ในปลายทศวรรษที่ 1990 เป็นที่ปรากฎชัดเจนว่า ตลาดที่ไร้กฎเกณฑ์ไม่สามารถนำมาซึ่งการจัดสรรความจำเป็นทางสังคมทั้งในประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนาได้ ข้อเสนอระบบการเก็บภาษีโลกถูกนำกลับมาพูดถึงกันอีกครั้ง เพื่อให้เป็นวาระนานาชาติ. ร่างเอกสารสำหรับการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการให้เงินเพื่อการพัฒนาในปี 2002 ที่เมือง Monterey เรียกร้องให้มี "องค์กรภาษีระหว่างประเทศ" เพื่อพัฒนาระบบการถ่ายเทความมั่งคั่งจากประเทศร่ำรวยไปสู่ประเทศยากจน ในลักษณะที่มีประสิทธิภาพและมีความต่อเนื่อง

แต่ข้อเสนอนี้ตกไป และไม่ได้รับการบรรจุในร่างข้อเสนอสุดท้ายของการประชุมดังกล่าว เนื่องจากรัฐบาลหลายประเทศไม่เห็นด้วย โดยสหรัฐฯ เป็นประเทศผู้นำการต่อต้านข้อเสนอที่เกี่ยวกับมาตรการการกระจายความมั่งคั่งทุกประเภท (Lourdes Beneria, 2003) โดยประเทศเหล่านั้น มุ่งเน้นการยกย่องคุณความดี(ประโยชน์)ของการค้าเสรี แทนที่จะสนับสนุนการช่วยเหลือประเทศที่ยากจน. กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อประเทศยากจนแสดงความต้องการให้มีการกระจายความมั่งคั่ง ประเทศมหาอำนาจจะสั่งสอนถึงคุณค่าของการค้าเสรี แต่ในทางปฏิบัติกลับใช้ลัทธิปกป้องทางการค้าในประเทศตนเอง เนื่องจากสยบยอมต่อกลุ่มผลประโยชน์ผู้ทรงอิทธิพลในการล็อบบี้ทางการเมือง

Julius Nyverere (***) ผู้ยืนหยัดการเป็นนักสังคมนิยมจนวาระสุดท้ายของอาฟริกา กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ว่า

"ภายใต้ความกดดันของโลกาภิวัตน์ โลกกลายมาเป็นตลาดเสรีขนาดใหญ่ นี่คือสิ่งที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องการ ที่สำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงกับความยุ่งยากอันเกิดมาจากปัญหาของคนงานในประเทศตน แต่ก็ต้องการอำนวยความสะดวกให้กระบวนการโลกาภิวัตน์ไปด้วย ประเทศเหล่านั้นจึงเรียกร้อง "เงื่อนไขทางสังคม" บนพื้นฐานซึ่งประเทศของตนสามารถปฏิบัติตามได้ ซึ่งหมายถึงข้อการผูกพันทางกฎหมายตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ โดยประเทศเหล่านั้น สามารถใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อประเทศไม่ปฏิบัติตาม. ในขณะเดียวกัน ความคิดที่ว่า ประเทศร่ำรวยต้องผูกพันทางกฎหมายในการช่วยประเทศยากจนให้อยู่ในระดับที่มีมาตรฐานทางสังคม กลับถูกปฏิเสธ ข้อเสนอการเก็บภาษีระหว่างประเทศไม่ว่าจะแบบใด ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องไร้สาระ จนตกเวทีไป

ในความเป็นจริง ประเทศยากจนทั้งหลาย อยู่ภายใต้ความกดดันในระดับที่มากอยู่แล้ว แม้แต่จะในการเก็บภาษีภายในประเทศ เพื่อการกระจายรายได้ และยิ่งในสภาวะของการแข่งขันของโลกในปัจจุบัน ยิ่งเพิ่มพูนความยากลำบากให้แก่ประเทศยากจน ในการเก็บภาษีคนรวยของประเทศตัวเอง เพื่อนำมาปรับปรุงมาตรฐานทางสังคมของคนจน" (Julius Nverere, 1998)

(***) Julius Kambarage Nyerere (April 13, 1922 - October 14, 1999) served as the first President of Tanzania and previously Tanganyika, from the country's founding in 1964 until his retirement in 1985. Born in Tanganyika to Nyerere Burito, Chief of the Zanaki,[1] Nyerere is known by the Swahili name Mwalimu or 'teacher', his profession prior to politics

Economic policies
When in power, Nyerere implemented a socialist economic program (announced in the Arusha Declaration), establishing close ties with China, and also introduced a policy of collectivization in the country's agricultural system, known as Ujamaa or "familyhood."

Although some of his policies can be characterized as socialist, Nyerere was first and foremost an African, and secondly a socialist. He was what is often called an African socialist. Nyerere had tremendous faith in rural African people and their traditional values and ways of life. He believed that life should be structured around the ujamaa, or extended family found in traditional Africa. He believed that in these traditional villages, the state of ujamaa had existed before the arrival of imperialists.

He believed that Africans were already, recently, socialists, all that they needed to do was return to their traditional mode of life and they would recapture it. This would be a true repudiation of capitalism, since his society would not rely on capitalism to exist. This ujamaa system failed to boost agricultural output and by 1976, the end of the forced collectivization program, Tanzania went from the largest exporter of agricultural products in Africa to the largest importer of agricultural products in Africa. Politically and socially the declaration was hugely unpopular. It was a failure and only plunged Tanzania into further debt, a crisis in its balance of payments deficits and worsened relations with international donors.

With the realization that the Tanzanian economy did not flourish and being unwilling to lead Tanzania using an economic model he did not believe, Nyerere willingly announced that he would retire after presidential elections in 1985, leaving the country to enter its free market era under the leadership of Ali Hassan Mwinyi. In an act of candor in his farewell speech while commenting on his economic policies he declared "I failed. Let's admit it."[5]

Nyerere was instrumental in putting both Ali Hassan Mwinyi and Benjamin Mkapa in power. He remained the chairman of Chama Cha Mapinduzi (ruling party) for five years following his presidency until 1990, and is still recognised as the Father of the Nation.

ในบริบทความเหลื่อมล้ำทางอำนาจของประเทศในโลก มาตรฐานแรงงานสากลบนหลักการแห่งความยุติธรรม ต้องพิจารณาอย่างเป็นองค์รวม เชื่อมโยงและบรรจบกับความจำเป็นขั้นพื้นฐาน มุ่งสนับสนุนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หญิง-ผู้ชาย ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใดของโลก. หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ ข้อกำหนด
"เงื่อนไขทางสังคม" (social clause) จะกลายเป็นอาวุธของประเทศมหาอำนาจ ใช้กำกับและชี้นำประเทศที่มีอำนาจน้อยกว่า

หมายเหตุ
แปลและเรียบเรียงจาก Kabeer, N. (2004) 'Globalisation, Labor Standards and Women's Rights: Dilemmas of Collective (In)action in an Interdependent World', Feminist Economics 10(1): 3-35.

เกี่ยวกับผู้เขียน
Naila Kabeer เป็นนักเศรษศาสตร์สตรีนิยมชาวบังคลาเทศ เธอใช้มุมมองของเพศสภาพวิเคราะห์กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศยากจน ปัจจุบันเป็นนักวิจัยของ Institute of Development Studies มหาวิทยาลัย Sussex ประเทศอังกฤษ
Kabeer, Naila. 2000 "The Power to Choose. Bangladeshi Women and Labour Market
Decisions" London and Dhaka Verso Press, London and New York.

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ภาคผนวก

An ILO Approach to Establishing a Social Floor of the Global Economy
A. V. Jose : International Institute for Labour Studies, Geneva
Paper prepared for a Conference on "Globalization, Decent Work and the ILO Declaration on
Fundamental Principles and Rights at Work" 24-25 February 2003, Kolkata, India


The author wishes to thank J. Krishnamurty and Zafar Shaheed for comments on an earlier draft.
Responsibility for the views expressed here rests with the author only.

An ILO Approach to Establishing a Social Floor of the Global Economy
Decent work: the ends and means of an ILO goal Far-reaching changes are under way in the world of work both among developed and developing countries. These changes have inspired the ILO to adopt a new mandate: the goal of 'decent work for all' in the global economy (1) The goal stands for secure income for all men and women from work under conditions of freedom, dignity and equal opportunity.
(1) The mandate is elaborated in a report of the Director General (ILO 1999) submitted to the International Labour Conference in 1999.

The concept of decent work has been developed in further work of the ILO. (2) The term itself is an idiom representing the mission, values and institutions of the ILO; but it implies a new approach to adapting the ILO and its institutions to the changing environment of the global economy. The Organization has outlined four main strategic objectives: Employment, Rights at Work, Social Protection and Social Dialogue as the means for attaining the goal. Together they form an integrated package of mutually reinforcing means that are feasible in all countries, irrespective of the level of development.
(2) There is a large and growing literature on this topic consisting studies by the ILO, notably by the International Institute for Labour Studies and the Policy Integration Department. For a succinct discussion of the concept of decent work and a review of the existing sources of literature on the concept see Ghai (2002).

I will focus attention on a specific instrument of the ILO, which embodies many elements of the strategic objectives. This is "The Declaration on Fundamental Principles and Rights at Work", adopted by the International Labour Conference in 1998. I intend to discuss the significance of the Declaration, spell out its components and highlight the role of social partners of the ILO in promoting the Declaration, particularly in South Asia.

With a view to highlighting the significance of the Declaration, I wish to start with a point made at the beginning: changes in the world of work and a paradigm shift for the ILO implied by these changes.

2. Changes in the world of work
Globalization is a major force to be reckoned with. It has led to intense competitive pressure in product markets, accelerated the mobility of capital and added to the vulnerability of labour. Some related factors that have contributed to the pace of change may be listed as follows:

(i) technological progress and the changing composition of the workforce;
(ii) increased supply of new entrants to labour market, particularly women;
(iii) adoption of liberal economic policies by governments; and
(iv) the practice of flexible labour market policies.

Technological progress has made it possible to reshape production through new forms of industrial organization and relocation of production platforms. A disintegration of large work places and the rise of smaller, geographically dispersed units of production are quite visible signs of change around us. They have set in motion a polarization of the workforce into two distinct categories. At one end are workers, who are better educated, career minded, and individualistic; at the other end are those with fewer skills, marginalized, scattered and prone to exploitation.

Demographic changes have led to increasing supply of workers, both in developed and developing countries. Many of the new entrants are migrants who cross the borders in search of work. Added to this is the influx of women into insecure and poorly paid jobs on the export platforms and production chains. Together they accentuate the inequalities in labour markets across the world.

Competitive pressure from globalization has adversely affected the capacity of nation states for resource mobilization. As a result there has been greater reliance on austerity measures and a retreat of the State from Keynesian type of employment and expansionary economic policies. The new emphasis is on downsizing enterprises and on liberal economic policies that encourage private capital into areas traditionally reserved for the public sector. Together with supply side pressures, they have resulted in the widespread adoption of flexible labour market policies. Practices such as subcontracting, outsourcing and hiring of temporary and part-time workers are becoming more common, especially at the lower end of labour markets.

The change in composition of the workforce and the adoption of flexible labour market policy have called into question the viability of several classical labour market institutions. Modelled after the industrial society, these institutions were originally shaped and promoted by the ILO. They embodied job security, wages and other benefits for a homogeneous workforce that conformed to the post-war construct of a "normal employment pattern", characterized by full-time jobs and stable career trajectories. They were incorporated into the institutions for
governance of labour markets in countries, both developed and developing.

These institutions are under threat from market forces. As the market economy gains ground in the course of globalisation, the governance structures have also displayed an inability to deal with the demands on labour markets. It is manifested in an erosion of dignity and a rise of abusive forms of labour utilization. The outcome is quite glaring among developing countries, where the regulatory regimes tend to be particularly weak.

3. A paradigm shift
The governance structures, which the ILO helped develop, are anchored on the assumption that the urban industrial society is an enduring model for job creation and that it will continue to draw workers into organized sectors of the economy. This assumption has received considerable empirical support from the developed countries, where urban-based manufacturing and service industries have provided their employees with secure jobs, higher wages and improved living standards. The industrial society has been widely commended as a mould for the modernization
of all developing countries.

As events unfolded, the model has failed to live up to the expectations placed on it. The inward-looking industrialization strategies associated with the model did not generate a sustained growth of income and employment among many developing countries. After decades of "lost development", some three-quarters of the workforce in these countries subsist on the informal economy. They live in overgrown urban settlements with miserable sanitary conditions, or in the countryside, where they pursue a variety of jobs - part-time, temporary or home based - and work as self-employed, wage employees or as both.

It is not, however, an entirely bleak picture. There are positive sides to globalization that deserve our attention. The shifts occurring in the global economy point to an alternative route for the development of labour markets, especially among developing countries.

In recent years, technological changes in the field of transport and communication have opened up new opportunities for connecting people, irrespective of their location of work or residence. The expansion of rapid transport and instant communication has effectively reduced the need for large-scale urban migration as a prerequisite for industrialization. This opens up the possibility of a significant reduction in the cost of industrialization. The labour markets of
developing economies are poised to grow beyond the borders of urban enclaves, creating new income-earning opportunities and adding value to the assets and endowments of workers.

There has been an expansion in the coverage of new and inexpensive means of connecting people with each other and with the markets. Besides, the media has emerged as a powerful instrument, raising awareness among the people of different countries concerning their avenues and opportunities for income generation. These developments have encouraged many customarily disadvantaged groups, in particular rural women, to enter the market for paid work. It looks as though that technology is beginning to facilitate a balanced distribution of the fruits of growth across rural-urban divides and gender categories.

Globalization has connected more people in the developing world to global markets. As a result, developing economies today are likely to undergo a transformation of their product and labour markets in a far shorter time, compared to their counterparts in the developed world. The experience of East Asian countries is a case in point. Among these countries, a significant increase of output, employment and skill levels, and a steep fall in mortality and fertility rates have come in less than a third of the time taken for a similar transition in the West (Oshima, 1994). The real challenge is to ensure that all people in the developing world gain access to global markets and derive benefits as quickly and cost-effectively as possible.

The fallout of globalization in terms of more opportunities and challenges brings us to the question of setting realistic goals for labour market institutions among developing countries. The institutions should aim at an inclusive approach to all workers, irrespective of their location, markets, industries, and skill levels. They should foster an enabling environment for decency in the world of work. The enabling environment, in turn should become a "social floor" of the
global economy. I will argue that the ILO Declaration is an important initiative for creating a social floor that has universal validity.

4. Components of the Declaration
The Declaration, as adopted by the International Labour Conference of 1998, affirmed that all member States have an obligation arising from their membership of the ILO to respect, to promote and to realize, in good faith and in accordance with the Constitution, the principles concerning fundamental rights which are:

(i) Freedom of association and the effective recognition of the right to collective bargaining;
(ii) Elimination of all forms of forced or compulsory labour;
(iii) Effective abolition of child labour; and
(iv) Elimination of discrimination in respect of employment and occupation.
All these elements emphasize the primacy of individual rights.

The first one concerning the right to organize and bargain collectively, advocated under Conventions 87 and 98 of the ILO, stand for the basic right of people to articulate their views on what constitutes justice in the world of work. The articulation is premised on the presence of civil liberties and associated immunities for all people who defend their rights to life, property and freedom of expression. Such rights and immunities have had established antecedents in the
customary law of all developing societies. They have enjoyed constitutional support in many developing countries of Asia, and notably in India.

The second and third elements, concerning the elimination of forced labour and child labour point to the need for overcoming the very absence of freedom. The prevalence of forced labour and child labour is plainly symptomatic of the non-existence of any right to exercise freedom. It is in the face of extreme adversity and expropriation that people trade away their basic rights. The Declaration takes cognisance of the fact that forced labour and child labour are manifestations of a degradation of life that can be remedied through collective action and social sanctions.

On the collective action front, the cure lies in creating an environment for people gaining access to their basic rights. It takes us directly to the question of tackling poverty and destitution, persistent in many developing countries. The whole thrust of collective action should be to help people overcome the barriers of poverty and deprivation through access to some basic amenities that enrich their lives. Amartya Sen (1999) has forcefully argued that the amenities - such as primary education, health care, clean drinking water and a sanitary environment - together can enhance the capabilities of people and make them more productive partners in the functioning of markets.

A point for emphasis is that rights and incomes are two sides of the same coin. There are synergistic links between them, and they need to be pursued simultaneously. We cannot go for rights alone without the wherewithal to enjoy those rights. Neither do we argue for an income without recourse to the rights that enable people to enjoy that income.(3) At the margin of subsistence, because of an overwhelming concern for survival, people are even compelled to trade away their dignity. The ultimate manifestation of such deprivation can be found in the worst forms of child labour prevalent in many developing countries. I will come back to this question later when we discuss the role of social partners in giving effect to the Declaration.
(3) The point that the rights consist of two components: negative immunities and positive entitlements and that these two components reinforce each other is argued by Berlin (1969).

The fourth component proscribing discriminatory practices at work is a persuasive argument in support of free and open labour markets under the watchful eye of the State. The practice of discrimination in work is often linked to primordial loyalties based on ethnicity, caste, language or religion. In effect, they perpetuate monopolistic structures, create artificial barriers to entry and mobility of workers, and forestall the development of free and open markets. Only
when the barriers of discrimination break down, can the real gain from globalization - a factor price equalization of labour - become accessible to workers in all regions within countries.

The components of the Declaration do not represent any material entitlements of workers. They embody some fundamental rights, which enable the workers to gain access to different entitlements with economic growth and prosperity. These entitlements do not and will not come in a vacuum devoid of the basic rights. These are the prerequisites for development and an antidote to any aggravation of inequalities in societies passing through modernization and development. The Declaration is a tacit recognition of the chain of causation leading to an
accretion of the rights and entitlements of workers in all countries. (4)
(4) This argument finds resonance in the writings of an earlier generation of leaders in the ILO. Wilfred Jenks, an eminent jurist and a former Director General, described the transformation of workers' interests into rights as a continuous process that goes hand in hand with economic growth. Interests of workers for material advancement mature into entitlements; they in turn gain legitimacy as rights though legal instruments and sanctions. He noted:

"only when the acquired interests of workers gain social recognition in the course of economic development, can their usage be legitimised through legal instruments" (Jenks, 1968).

5 Shift to a promotional approach
The strategy underlying the Declaration requires some explanation. It makes a significant departure from the conventional approach of the ILO, which all along has followed a juridical route to the adoption of international labour standards among member-States. The core conventions of the ILO are the best-known examples of international labour law. They deal with fundamental rights, freedom of association, collective bargaining, abolition of forced labour and child labour, and elimination of discrimination in employment. Once ratified, they create legally binding obligations on member-States, subject to international supervision. There is however a downside: compliance with the core conventions has been none too spectacular among the developing countries The Declaration is part of a conscious effort to strengthen compliance with the core conventions among the non-ratifying member-States. It relies on the use of an approach, which is 'strictly promotional' and not a substitute for the 'established supervisory mechanisms' (Hepple, 2002, p.239). The new approach places greater emphasis on advocacy and on the provision of technical assistance to countries in need of such assistance. It warrants a dynamic interaction between the State and the citizens, involving employers' and worker' organizations as well as broader social movements and political actors.

So far I have tried to argue that the main objective of Declaration is to create a social floor of rights in the global economy, and that in pursuit of this goal, the ILO has opted for a realistic approach that relies more on promoting the rights. A question arises as to how we can attain this goal among developing countries in the shortest possible time? As we address this question, we need to take on board the role of social partners. First, we take a look at the social partners and at what they can do to realize the principles and rights under discussion.

6 Who are the social partners?
The term "social partners" has very clear connotation in the ILO. It denotes organizations that give representation and voice to workers and to employers. Trade unions and employers' organizations have been the largest and the most organised groups in the world of work. They are directly involved with economic systems of production and distribution; they influence the content of employment and social policies; and they are representative and accountable. They have considerable experience in organising and assisting the vulnerable sections, and they have the know-how and standing required to access national legal systems and other facilities.

The partnership of these two groups has enabled the ILO to serve, since its inception, as a global legislature and to develop a normative framework for the governance of labour markets in industrializing societies. The normative framework has all along been based on a firm material and moral foundation. The partners together have nurtured a social cohesion by involving themselves in the design of institutions that guaranteed a secure income, minimized the income disparities and improved the living standards of all in the world of work. As pointed out by Andre Beteille (2002) in a recent study of the International Institute for Labour Studies, it was not necessarily the establishment of an industrial society, but the material well being of workers and of citizens in general that came in the course of industrialization, which provided a firm foundation to the new normative order.

The same partners need to play a leadership role in establishing the material and moral foundation of a normative order in developing countries as envisaged by the Declaration. To this end, they are in a better position to take on new responsibilities and to collaborate with other interest groups in society. All over the developing world there are people and organizations that share the values and concerns of the social partners. They are embedded in communities, religious organizations, ethnic groups and neighbourhood associations. The social partners are the only credible secular forces that can reach out to broader collectives, bring together all those who share common values, generate the right signals on social policy, and set in motion a political process leading to governance structures based on international labour standards.

What does it mean in practical terms? What can the partners do when they deal with reality on the ground? I will try to answer the question in the remaining part of this paper.

7 The social partners' role
With a seemingly simple observation, which has more than it meets the eye, Chau and Kanbur (2002) argue that the actual level of labour standards in countries that have ratified the ILO Conventions are higher than in those that have not. In other words, the ratification record could be an indicator of the level of domestic labour standards. This is not to suggest that ratification would automatically improve labour standards. The Declaration and its emphasis on a
promotional approach is recognition of the fact that a chain of causation is in the other direction; and that an improvement of national labour standards will result in greater compliance with the core conventions.

The above observation takes us to two important points that should figure in the strategies of social partners promoting core labour standards. First and foremost, the partners have a role in creating the necessary environment for development along with labour rights. Secondly, granting legitimacy to the rights of workers in any country means much more than acclamation or even ratification of a handful of international labour standards. It requires fleshing out the standards with legislative enactment, and implementing them with judicial sanctions. The role of the partners is to get this process going with the support of the State.

There are two sets of activities with which the social partners can come together and make a significant difference to the content of Declaration. They may be discussed under two headings: Affirmative action and Advocacy.

Affirmative action means support to and participation in action programmes that matter to the quality of life, for instance, employment generation and infrastructure development. Such programmes help build a strong material foundation for better living standards. Developing countries might have a surfeit of these programmes; but they are isolated and often languishing, because there is no attempt to coordinate or support them.

Advocacy means an engagement in dialogue with partners from the media, academia, parliaments, administration, and special interest groups on the policy and operational dimensions of the core labour standards. Such dialogue can strengthen the moral base for governance of markets through labour legislation. Advocacy requires a strong knowledge base concerning the problems, crisis situations, consequences and possible solutions in different countries. The ILO can contribute towards building this knowledge base.

If the social partners of the ILO were to assume a more active role with affirmative action and advocacy, they can help generate or transmit the appropriate signals for change both to the market in general and to the policy community in particular. This can bring about a tangible improvement upon the existing situation. I will try to discuss some illustrative examples of what could be done through affirmative action and advocacy as part of a strategy for the elimination of child labour. The problem of child labour has been given special attention, because it is the most conspicuous blind spot on the collective conscience of the sub-continent.

8 Some steps towards solving the problem of child labour
The largest share of working children is known to live in South Asia. The literati are reasonably familiar with the dimensions of the problem and its possible solutions. The use of child labour in agriculture, animal husbandry and craft-based occupations is an age-old practice that has survived in many agrarian societies, especially in India. The problem is more glaring in the slums and squatter settlements of urban areas. It points to the awesome prospect of a sizeable underclass of the disenfranchised growing into adulthood - a problem fraught with dangerous implications for social stability of the entire subcontinent. The partners have an important role, both in securing the material base and in arguing the moral case for defusing this time bomb.

As for the material base, we ought to start with structured schooling, which is probably the only long-run solution to the problem. There are as many instances of children staying home and then put to work, because there are no schooling facilities. Elementary education is a prerequisite for entry into labour markets and for mobility in a broad band of occupations. This in itself is a persuasive case for investing in primary education as a first step towards the elimination of child labour. Quite unfortunately, we gloss over the fact that the resources for investment are well within the means of any developing country.

The social partners are in a vantage position to take a more problem-solving approach to education, and to use schooling as a means of raising employability and responsible citizenship. They can mobilize the resources needed to establish "model schools" in areas and regions, marked by a high incidence of the problem. Some supplementary help by way of providing mid-day meals to the needy children can go a long way towards ensuring school attendance. Once the social partners set an illustrious example, the urban and village communities in the whole of South Asia will emulate it.

The second component: advocacy is all about signalling to the market to stop exploiting children, and to the policy community for imposing punitive sanctions on those who persist with the practice. Currently, the signals for adopting the refined codes of conduct come from a peer group of countries in the industrialized world, and are transmitted to the governments of developing countries. At best these are exhortations or even admonitions; but are rarely acceded to by the people who thrive on the exploitation of children.

The signalling, however, has had some positive results; many Asian countries have ratified the ILO Convention 182 prohibiting the worst forms of child labour. On the other hand, any complacency we might have on this ratification record is quite misplaced. The acceptance of international standards is a necessary, but not sufficient condition for the elimination of child labour. Ratification should be accompanied by the signals to markets for compliance with the
standards. In the Indian context, one cannot say with any confidence that the signals for change have been generated with involvement of the consumers who matter, or transmitted to the errant groups in the labour market..

Almost the entire product of child labour, not just the goods manufactured in urban centres like Sivakasi, Meerut or Moradabad, but services too, especially domestic service, is sold exclusively in the home market. This is a huge market catering to more than 300 million middle class consumers, most of them resident in urban areas. The signals for change in the practice of child labour ought to come from them. As yet, there is no visible evidence of this stratum of the Indian society either having taken note of the problem, or wanting to solve it.

Winning the hearts and minds of Indian consumers is a strategically important move in the battle against child labour. At the cost of sounding naive, let me point out that there is one constituency - a potentially important ally - we have not so far addressed. The school children of urban middle class households could become powerful agents influencing consumer decisions, and then sending signals against the exploitation of their own underprivileged compatriots. A national campaign against child labour launched in partnership with the school children of major metro cities in India, and the media, can break this disturbingly quiet, complacent and permissive attitude of the polity. The community of employers and trade unions has the capacity and the competence to lead this campaign and to secure lasting solutions.

Then there are numerous other avenues for collaboration between the social partners and the society at large. These ventures, especially in areas of employment generation and social protection can go a long way towards ensuring compliance with the core labour standards. For the time being, let us give priority to something doable: the elimination of child labour.

9. Summing up
"The Declaration on Fundamental Principles and Rights at Work" is an instrument that embodies several elements of the strategic objectives, set by the ILO, in pursuit of the goal of decent work. This paper highlights the significance of the Declaration, spells out its components, and examines the role of social partners in promoting the instrument.

It is argued that the Declaration entails a response of the ILO to a new set of challenges and opportunities, arising in the world of work on account of globalization. Its components embody some fundamental rights, which enable the workers to gain access to their entitlements that come in the course of development. The main objective of the Declaration is to create a "social floor" of rights and entitlements, accessible to all workers in the global economy. In
pursuit of this objective, the ILO has opted for a promotional approach to the adoption of core labour standards.

The paper highlights the historical importance of partnership between the two pillars of the ILO - trade unions and employers' organizations - towards evolving a normative framework for the governance of labour markets. The partnership has fostered social cohesion and contributed to establishing a firm foundation, material and moral, for the normative framework. Among the South Asian countries, the social partners are credible and influential secular forces,
with a capacity for bringing together all people who share common values, and for leading the political processes that can build a strong material and moral foundation for decent work. It is argued that there are two sets of activities: affirmative action and advocacy with which the social partners can come together and give effect to the Declaration. The former implies the support to, and participation in, action programmes that make a difference to the quality of life. Advocacy means an engagement in dialogue with the relevant partners in society on the policy and operational dimensions of the core labour standards.

These two roles of the social partners are spelt out with some illustrative examples of strategies for the elimination of child labour. Special attention has been given to the problem of child labour, because it is the most conspicuous blind spot on the collective conscience of the sub-continent. The paper lists practical steps that can be taken by the community of employers and trade unions for tackling the problem. It emphasizes that the partners have the capacity and competence to give leadership, and to secure lasting solutions.

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Bibliography

Berlin, Isaiah: "Two Concepts of Liberty" in Four Essays on Liberty, Oxford University Press, (Oxford, New York, 1969).

Beteille, Andre: Work Practices and Norms: A comparative and historical perspective, Discussion Paper Number 142, International Institute for Labour Studies (Geneva, 2002).

Chau, Nancy and Kanbur, Ravi: "The Adoption of International Labour Standards Conventions: Who, When and Why" paper prepared for the Brookings Trade Forum, (May 2001

Ghai, Dharam: Decent Work, Concepts, Models and Indicators, Discussion Paper Number 139, International Institute for Labour Studies (Geneva, 2002).

Hepple, Bob: (Ed) Social and labour rights in global context: International and comparative perspective, Introduction and the concluding chapter, Cambridge University Press, (London 2002).
ILO: Decent Work: Report of the Director General (Geneva, 1999).

Jenks, C. W: Work, "Leisure and Social Security as Human Rights in the World Community", Journal of the International Commission of Jurists, June vol.ix, no.1. (1968),

Oshima, Harry: The Impact of Technological Transformation on Historical Trends in Income Distribution of Asia and the West, The Journal of Developing Economies, vol.xxxii, 3, September (1994)

Sen, Amartya: Development and Freedom, Alfred A Knopf (New York, 1999)

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


คลิกไปที่ กระดานข่าวธนาคารนโยบายประชาชน


นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจบทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ก่อนหน้านี้ หรือถัดจากนี้สามารถคลิกไปอ่านได้โดยคลิกที่แบนเนอร์



สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4 I สารบัญเนื้อหา 5 I สารบัญเนื้อหา 6
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@gmail.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@hotmail.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 1300 เรื่อง หนากว่า 25000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@gmail.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com





1

 

 

 

 

2

 

 

 

 

3

 

 

 

 

4

 

 

 

 

5

 

 

 

 

6

 

 

 

 

7

 

 

 

 

8

 

 

 

 

9

 

 

 

 

10

 

 

 

 

11

 

 

 

 

12

 

 

 

 

13

 

 

 

 

14

 

 

 

 

15

 

 

 

 

16

 

 

 

 

17

 

 

 

 

18

 

 

 

 

19

 

 

 

 

20

 

 

 

 

21

 

 

 

 

22

 

 

 

 

23

 

 

 

 

24

 

 

 

 

25

 

 

 

 

26

 

 

 

 

27

 

 

 

 

28

 

 

 

 

29

 

 

 

 

30

 

 

 

 

31

 

 

 

 

32

 

 

 

 

33

 

 

 

 

34

 

 

 

 

35

 

 

 

 

36

 

 

 

 

37

 

 

 

 

38

 

 

 

 

39

 

 

 

 

40

 

 

 

 

41

 

 

 

 

42

 

 

 

 

43

 

 

 

 

44

 

 

 

 

45

 

 

 

 

46

 

 

 

 

47

 

 

 

 

48

 

 

 

 

49

 

 

 

 

50

 

 

 

 

51

 

 

 

 

52

 

 

 

 

53

 

 

 

 

54

 

 

 

 

55

 

 

 

 

56

 

 

 

 

57

 

 

 

 

58

 

 

 

 

59

 

 

 

 

60

 

 

 

 

61

 

 

 

 

62

 

 

 

 

63

 

 

 

 

64

 

 

 

 

65

 

 

 

 

66

 

 

 

 

67

 

 

 

 

68

 

 

 

 

69

 

 

 

 

70

 

 

 

 

71

 

 

 

 

72

 

 

 

 

73

 

 

 

 

74

 

 

 

 

75

 

 

 

 

76

 

 

 

 

77

 

 

 

 

78

 

 

 

 

79

 

 

 

 

80

 

 

 

 

81

 

 

 

 

82

 

 

 

 

83

 

 

 

 

84

 

 

 

 

85

 

 

 

 

86

 

 

 

 

87

 

 

 

 

88

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

คิดต่างในเชิงสร้างสรรค์เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ดีกว่าและเสรีภาพ
16 December 2007
Free Documentation License
Copyleft : 2007, 2008, 2009
Everyone is permitted to copy
สำหรับผู้หญิงโสดอายุน้อยผู้อพยพจากไร่นามาสู่โรงงาน มีบางแง่มุมที่แตกต่างออกไป แม้การทำงานในโรงงานจะเป็นการทำงานอย่างยาวนาน มีการควบคุมการทำงานอย่างเข้มข้น ชีวิตส่วนตัวมีอิสระน้อยมาก แต่เมื่ออยู่นอกโรงงาน กรรมกรมีเสรีภาพมากขึ้นโดยเปรียบเทียบ ชีวิตส่วนตัวเป็นอิสระขึ้นจากการที่มีตนเองได้รับค่าจ้างตอบแทนจากการทำงาน สำหรับพวกเธอ ในมุมหนึ่ง การจ้างงานเป็นการปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระ นอกจากนี้ โรงงานเป็นส่วนหนึ่งในหลายส่วนในชีวิต สำหรับคนงานหญิง ค่าจ้างแรงงานทำให้เธอมีสถานภาพอื่นในพื้นที่สาธารณะด้วย
โครงการสื่อเพื่อบริบทสิทธิมนุษยชน: จากชายขอบถึงศูนย์กลาง - Media Project: From periphery to mainstream