โครงการก้าวสู่คริสตศตวรรษที่ ๒๑ ด้วยการทบทวนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา




Copyleft2007
บทความทุกชิ้นที่นำเสนอบนเว็บไซต์นี้ขอประกาศสละลิขสิทธิ์ให้กับสังคมเพื่อเป็นสมบัติสาธารณะ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเปิดรับบทความทุกประเภท ที่ผู้เขียนปรารถนาจะเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โดยบทความทุกชิ้นต้องยินดีสละลิขสิทธิ์ให้กับสังคม สนใจส่งบทความ สามารถส่งไปได้ที่ midnightuniv@gmail.com โดยกรุณาใช้วิธีการ attach file
H
บทความลำดับที่ ๑๔๑๘ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๐ (November, 23, 11, 2007) ไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์
R
power-sharing formulas, options for minority rights, and constitutional safeguards.

บรรณาธิการแถลง: บทความทุกชิ้นซึ่งได้รับการเผยแพร่บนเว็บไซต์แห่งนี้ มุ่งเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อวัตถุประสงค์ในการขยายพรมแดนแห่งความรู้ให้กับสังคมไทยอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังมุ่งทำหน้าที่เป็นยุ้งฉางเล็กๆ แห่งหนึ่งสำหรับเก็บสะสมความรู้ เพื่อให้ทุกคนสามารถหยิบฉวยไปใช้ได้ตามสะดวก ในฐานะที่เป็นสมบัติร่วมของชุมชน สังคม และสมบัติที่ต่างช่วยกันสร้างสรรค์และดูแลรักษามาโดยตลอด. สำหรับผู้สนใจร่วมนำเสนอบทความ หรือ แนะนำบทความที่น่าสนใจ(ในทุกๆสาขาวิชา) จากเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลก สามารถส่งบทความหรือแนะนำไปได้ที่ midnightuniv@gmail.com (กองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน: ๒๘ มกาคม ๒๕๕๐)

23-11-2550

Water resource
Midnight University

 

H
R
ทุกท่านที่ประสงค์จะติดต่อมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กรุณาจดหมายไปยัง email address ใหม่ midnightuniv@gmail.com

สาระและผลกระทบที่สำคัญจาก ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ
สิทธิชุมชน: ชุมชนไม่มีสิทธิ์ (กรณีร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ)
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน : บรรณาธิการ
ร่วมรณรงค์ให้มีการชะลอการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ

บทความต่อไปนี้ กองบรรณาธิการ ม.เที่ยงคืน ได้รับมาจากคุณ มนตรี จันทวงศ์
มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ (วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐)
ประกอบด้วย หัวข้อสำคัญ คือ ...
๑. จดหมายเรียกร้องให้ชะลอการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ
๒. เอกสารชี้แจงถึงสาระและผลกระทบที่สำคัญจาก ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ
๓. รายชื่อองค์กรแนบท้ายจดหมายให้ชะลอการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว

สำหรับนักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจอ่านร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ (ทั้งฉบับ)
ซึ่งประกอบด้วยสาระสำคัญแบ่งออกเป็น ๑๐ หมวด ๙๔ มาตรา
สามารถคลิกอ่านหรือ download ได้จากท้ายบทความบนหน้าเว็บเพจนี้
midnightuniv@gmail.com

บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา
ข้อความที่ปรากฏบนเว็บเพจนี้ ได้รักษาเนื้อความตามต้นฉบับเดิมมากที่สุด
เพื่อนำเสนอเนื้อหาตามที่ผู้เขียนต้องการสื่อ กองบรรณาธิการเพียงตรวจสอบตัวสะกด
และปรับปรุงบางส่วนเพื่อความเหมาะสมสำหรับการเผยแพร่ รวมทั้งได้เว้นวรรค
ย่อหน้าใหม่ และจัดทำหัวข้อเพิ่มเติมสำหรับการค้นคว้าทางวิชาการ
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ ๑๔๑๘
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๐
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ ๑๑.๕ หน้ากระดาษ A4)

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สาระและผลกระทบที่สำคัญจาก ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ
สิทธิชุมชน: ชุมชนไม่มีสิทธิ์ (กรณีร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ)
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน : บรรณาธิการ
ร่วมรณรงค์ให้มีการชะลอการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ

1. ขอเรียกร้องให้ชะลอการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ...

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช.เหนือ)
77/1 หมู่ 5 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200 โทรศัพท์/โทรสาร (053)810623-4
Email:ncod_cm@yahoo.com, ncod_cm@hotmail.com

ที่ กป.อพช. 045/2550
๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

เรื่อง ขอเรียกร้องให้ชะลอการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ...
กราบเรียน ฯพณฯ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ด้วยเหตุที่การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ ๖๐/๒๕๕๐ เมื่อวันพุธที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๐ ได้ผ่านการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. .... ในวาระที่ ๑ และในขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญทรัพยากรน้ำ นั้น

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ พร้อมด้วยองค์กรพัฒนาเอกชนและเครือข่ายองค์กรชุมชนที่มีรายชื่อแนบท้าย ที่ได้ติดตามกระบวนการร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำมาอย่างต่อเนื่อง มีความเห็นว่า หากสภานิติบัญญัติแห่งชาติผ่านร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. .... อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมติดตามมา เพราะกฎหมายฉบับนี้จะไม่ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรน้ำ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๖๖, ๖๗ และมาตรา ๘๗ ในทางตรงกันข้าม กฎหมายฉบับนี้จะยิ่งทำให้หน่วยงานรัฐมีอำนาจควบคุมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพิ่มมากขึ้น

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ พร้อมด้วยองค์กรพัฒนาเอกชนและเครือข่ายองค์กรชุมชนแนบท้าย จึงขอเรียกร้องให้ชะลอการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. .... ในขั้นกรรมาธิการวิสามัญทรัพยากรน้ำไว้ โดยมีเหตุผลในรายละเอียด ดังนี้

๑. ร่างกฎหมายฉบับนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดรายละเอียด ในส่วนที่ ๑๒ เรื่องสิทธิชุมชน ตามมาตรา ๓๐๓ (๑) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ควรเป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ ที่จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความเห็นและผลประโยชน์ของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

เหตุผลประกอบ

๑.๑ สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ ไม่ว่าจะเป็นร่างที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คือการเพิ่มอำนาจรัฐในการควบคุมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น (มาตรา ๖๖) และ การลดทอนสิทธิของบุคคลและชุมชนตาม มาตรา ๖๗ ถึงแม้ว่าในส่วนอารัมภบทของร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำฉบับที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี จะระบุเพียงว่า จะต้องจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ตามมาตรา ๒๙, ๓๓, ๔๑ และ มาตรา ๖๔ เท่านั้น และไม่ปรากฏในฉบับที่เสนอโดย โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

๑.๒ ถึงแม้ว่าร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำทั้ง ๒ ฉบับ จะถูกอ้างว่าได้รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนมาหลายครั้ง แต่ยังถือว่าการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา ยังอยู่ในขอบเขตที่จำกัดและขาดความโปร่งใสอยู่มาก โดยพิจารณาได้จากทั้งส่วนของรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่เคยจัดการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดยเสนอร่างฯ ฉบับสมบูรณ์ในการประชุมรับฟังความคิดเห็น ดังตัวอย่างเช่น

ร่างฯ ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี ในการรับฟังความคิดเห็นทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่เคยระบุอัตราค่าธรรมเนียมที่ชัดเจน เช่น อัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตใช้น้ำประเภทที่สอง และประเภทที่สาม หรืออัตราค่าธรรมเนียมการโอนใบอนุญาต ดังที่ปรากฏในร่างฯ ที่เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อัตราค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาตใช้น้ำและค่าใช้น้ำ (มาตรา ๒๐(๙) และมาตรา ๓๘(๓) ) เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่งต่อประชาชนในภาคการเกษตร กระบวนการจัดทำร่างกฎหมายได้ปิดบังเรื่องนี้มาตลอด และเพิ่งมาปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนเมื่อเป็นร่างฯ ที่เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้วเท่านั้น

ร่างฯ ที่เสนอโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นที่ดำเนินการในระยะเวลาที่จำกัดอย่างยิ่ง และเป็นไปในลักษณะของการรับฟังความเห็นต่อประเด็นเนื้อหาของการร่างกฎหมาย คณะผู้จัดทำร่างฯ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่เคยนำร่างฯ ฉบับสมบูรณ์ เข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง

๒. เจตนารมณ์ของการร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ เพื่อให้เกิดกฎหมายแม่บท ที่มีความเป็นเอกภาพในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทรัพยากรน้ำ และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หากเมื่อพิจารณาในสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำทั้งสองฉบับแล้ว ยังไม่ปรากฏอย่างชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยใดๆ ว่า จะสามารถสร้างเอกภาพ และประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมได้จริงหรือไม่ (ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๖, ๖๗ และมาตรา ๘๗)

เหตุผลประกอบ

๒.๑ ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำทั้งสองฉบับ ตามมาตรา ๓ มีสาระสำคัญตรงกันคือ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หากมีกฎหมายอื่นใดบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ก็ให้ดำเนินการไปตามกฎหมายฉบับนั้น การกำหนดไว้เช่นนี้ จะไม่สามารถทำให้เกิดการบริหารทรัพยากรน้ำอย่างเป็นเอกภาพในระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง นอกจากการทำให้กรมทรัพยากรน้ำกลายเป็นอีกหน่วยงานหนึ่ง ที่มีอำนาจบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเท่านั้น การดำเนินงานตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำอาจนำไปสู่การจัดทำแผนแม่บททรัพยากรน้ำได้ แต่ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการบูรณาการแผนงานให้เกิดเอกภาพได้จริง เพราะภายใต้โครงสร้างและระบบการบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หน่วยงานราชการต่างต้องยึดกฎหมายของหน่วยงานเป็นหลักในการทำงาน

๒.๒ การปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยผลของร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำทั้งสองฉบับนั้น จะเป็นการลบล้างสิทธิและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามจารีต ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นลงทั้งหมด และสร้างระบบสิทธิการใช้น้ำขึ้นมาใหม่ โดยไม่คำนึงถึงประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาของชุมชน เช่นระบบเหมืองฝายในภาคเหนือ ผ่านกระบวนการจัดตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำและการขออนุญาตใช้น้ำประเภทต่างๆ (มาตรา ๓๖ และ ๔๕ ตามร่างที่เสนอโดยรัฐบาล และ มาตรา ๑๒ และ ๓๔ ตามร่างที่เสนอโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ)

ในการจัดการน้ำระบบเหมืองฝายในภาคเหนือ องค์กรเหมืองฝายมีสิทธิในการพิจารณาการใช้น้ำของผู้ใช้น้ำรายใหม่ ว่าจะส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำของระบบเหมืองฝายดั้งเดิมหรือไม่ ทั้งนี้หมายรวมถึงการใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะ หากองค์กรเหมืองฝายเห็นว่าการใช้น้ำของผู้ใช้น้ำรายใหม่จะส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำที่เป็นอยู่เดิม ก็สามารถยับยั้งได้. กฎหมายทรัพยากรน้ำตามนัยของร่างฯ ทั้งสองฉบับอาจส่งผลให้สิทธิและการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการขององค์กรชุมชนท้องถิ่นที่มีอยู่แต่เดิมดังกล่าวหมดสิ้นไป ถึงแม้ในร่างฯ ที่เสนอโดยรัฐบาลจะมีโครงสร้างของคณะกรรมการลุ่มน้ำ และให้เข้ามามีอำนาจการจัดสรรน้ำแทน แต่ก็ถือว่าเป็นการสร้างโครงสร้างการบริหารจัดการใหม่ ที่ซ้อนทับโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำของชุมชนท้องถิ่น

๓. การจัดสรรน้ำโดยแบ่งประเภทการใช้น้ำเป็นสามประเภท และมีระบบการขออนุญาตใช้น้ำนั้น (มาตรา ๔๕ ตามร่างที่เสนอโดยรัฐบาล และ มาตรา ๓๔ ตามร่างที่เสนอโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ได้แก่

(๑) การใช้น้ำประเภทที่หนึ่ง ได้แก่ การใช้น้ำในแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อการดำรงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ การอุตสาหกรรมในครัวเรือนและการใช้น้ำในปริมาณเล็กน้อยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

(๒) การใช้น้ำประเภทที่สอง ได้แก่ การใช้น้ำในแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อการเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปา และกิจการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

(๓) การใช้น้ำประเภทที่สาม ได้แก่ การใช้น้ำในแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำหรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวางตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

การแบ่งประเภทการใช้น้ำข้างต้นนี้ จะเพิ่มความขัดแย้งและความไม่เป็นธรรมในสังคม เนื่องจากระบบการออกใบอนุญาตใช้น้ำ ทำให้ผู้ขอต้องมีภาระทั้งค่าใช้น้ำและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตใช้น้ำ จะเป็นการกีดกันประชาชนที่ใช้น้ำจำนวนหนึ่งออกไปจากระบบ เนื่องจากไม่สามารถรับภาระด้านการเงินได้ รวมทั้งไม่มีหลักประกันใดๆ ว่ากระบวนการจัดสรรน้ำจะเกิดความเป็นธรรมและทั่วถึงต่อผู้ใช้น้ำกลุ่มต่างๆ ในร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสรรน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะที่รัฐจัดสร้างขึ้น เช่น อ่างเก็บน้ำและระบบส่งน้ำ ตามร่างฯ ทั้งสองฉบับยังไม่มีหลักประกันใดๆ ว่า ในยามที่น้ำขาดแคลน การใช้น้ำประเภทที่ ๑ จะได้รับการประกันว่าจะได้รับสิทธิการจัดสรรเป็นอันดับแรก ตัวอย่างการจัดสรรน้ำในยามน้ำขาดแคลนที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การใช้น้ำประเภทที่ ๑ และการใช้น้ำประเภทที่ ๒ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรกรรมหรือการเลี้ยงสัตว์เชิงพาณิชย์จะถูกจัดสรรไว้ในลำดับท้ายสุด ซึ่งสร้างความขัดแย้งในเรื่องการจัดสรรน้ำมาโดยตลอด เป็นปัญหาทั้งทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง

การประสบภัยพิบัติเกี่ยวกับน้ำที่รุนแรงและบ่อยครั้งมากขึ้นในช่วงหลายปีมานี้ ถูกใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนการเร่งผลักดันกฎหมายทรัพยากรน้ำ แต่ทุกครั้งที่วิกฤติการเกิดขึ้น รัฐบาลก็สามารถสร้างมาตรการที่เหมาะสมและพัฒนากระบวนการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งระยะเฉพาะหน้าและระยะยาว เช่น ปัญหาการขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออกในปี ๒๕๔๘ รัฐบาลได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นผู้จัดทำแผนการประมาณการความต้องการน้ำ ศักยภาพน้ำต้นทุนลุ่มน้ำภาคตะวันออก เป็นที่เรียบร้อยแล้วในเดือนธันวาคม ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา หรือปัญหาพื้นที่เสี่ยงภัยจากดินโคลนถล่ม หน่วยงานราชการก็ได้เริ่มจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ เห็นได้ว่าในสภาวะที่แม้ไม่มีกฎหมายทรัพยากรน้ำ การแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ ก็ยังสามารถที่จะดำเนินการไปได้

ด้วยเหตุผลทุกประการที่กล่าวข้างต้น จึงใคร่ขอเรียกร้องให้ฯพณฯ โปรดดำเนินการให้มีการชะลอการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ....

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
(นายบุญยืน คงเพชรศักดิ์)
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ

รายชื่อองค์กรแนบท้ายจดหมายเรื่อง การชะลอการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ...
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน
มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ
ชุมชนคนรักป่า
โครงการสื่อสารแนวราบ
สหพันธ์กลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ
มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ
มูลนิธิเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน(ภาคเหนือ)
เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคเหนือ
เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน
โครงการส่งเสริมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรกรรมยั่งยืนจังหวัดน่าน
โครงการจัดการลุ่มน้ำปิงตอนบน
มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา
โครงการฟื้นฟูชีวิตและวัฒนธรรมแม่ฮ่องสอน
กลุ่มรักษ์เชียงของ
ภาคีคนฮักเจียงใหม่
สถาบันสิทธิชุมชนท้องถิ่น
มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา
โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อสิ่งแวดล้อม
เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดลำปาง
เครือข่ายผู้บริโภคจังหวัดลำปาง
เครือข่ายป้องกันยาเสพติดจังหวัดลำปาง
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดลำปาง
ประชาสังคมจังหวัดลำปาง
ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น
กลุ่มเพื่อนประชาชนบนพื้นที่สูง
สมาคมมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ
สถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน

รายนามองค์กรชุมชน แนบท้ายจดหมายเรื่องการชะลอการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ...
สมัชชาองค์กรเหมืองฝายลุ่มน้ำภาคเหนือ
เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ
เครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือ
เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคเหนือ
เครือข่ายลุ่มน้ำชี
เครือข่ายองค์กรชุมชนลุ่มน้ำมูล

2. สาระและผลกระทบที่สำคัญจาก ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ...
ประมวลโดย: มนตรี จันทวงศ์
มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ, ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

การยกร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำโดยกรมทรัพยากรน้ำ เสร็จสมบูรณ์และปรากฏบนเว็บไซด์ของกรมทรัพยากรน้ำมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2548 จากนั้นยังไม่มีความก้าวหน้าใดๆ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และได้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 60/2550 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2550 อย่างไรก็ตาม พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและคณะ ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ด้วยเช่นกัน สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้พิจารณาและรับหลักการในวาระที่ 1 ทั้งสองร่าง และแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญทรัพยากรน้ำ เพื่อดำเนินการแปรญัตติโดยใช้ร่างของรัฐบาลเป็นร่างหลัก

ร่าง พ.ร.บ.ฯน้ำ(ของรัฐบาล) แบ่งเป็น ๑๐ หมวด มี ๙๔ มาตรา ได้แก่

หมวด 1 แหล่งน้ำของรัฐ
หมวด 2 สิทธิในน้ำ
หมวด 3 องค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (ประกอบด้วย)

ส่วนที่ 1 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
ส่วนที่ 2 ลุ่มน้ำและคณะกรรมการลุ่มน้ำ และ
ส่วนที่ 3 องค์กรผู้ใช้น้ำ

หมวด 4 กองทุนทรัพยากรน้ำ
หมวด 5 การจัดสรรน้ำ
หมวด 6 การป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม
หมวด 7 การอนุรักษ์และการพัฒนาทรัพยากรน้ำของรัฐ
หมวด 8 การควบคุมและตรวจตราทรัพยากรน้ำ
หมวด 9 ความรับผิดทางแพ่ง ในกรณีที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำของรัฐ
หมวด 10 บทกำหนดโทษ
บทเฉพาะกาล

สาระสำคัญและผลกระทบของ ร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ

1. สถานะของ "น้ำ" สถานะของน้ำจะเปลี่ยนจาก เป็นสมบัติสาธารณะ ไปเป็นของรัฐในทันที ถึงแม้ว่าตามร่าง พ.ร.บ.ฯน้ำจะไม่ระบุตรงๆ ว่า ให้น้ำเป็นของรัฐดังเช่นร่าง พ.ร.บ.ฯน้ำ ที่ผ่านมา ตามที่กำหนดในมาตรา 6(1) และ 6(2) โดยไม่ต้องรอให้มีการประกาศกฎกระทรวงหรือประกาศเขตลุ่มน้ำเฉพาะลุ่มน้ำใดลุ่มน้ำหนึ่ง เห็นได้จากผู้ฝ่าฝืนการใช้น้ำตามมาตรา 45 จะมีความผิดตามมาตรา 82, 83, 84, แสดงให้เห็นว่า น้ำได้เปลี่ยนสถานะเป็นของรัฐโดยสมบูรณ์

2. ร่างพ.ร.บ.ฯน้ำจะทำลายการใช้น้ำในรูปแบบจารีต ประเพณีของท้องถิ่น และสร้างองค์กรผู้ใช้น้ำขึ้นมาใหม่ตามมาตรา 36. พ.ร.บ.ฯน้ำรับรองสิทธิการใช้น้ำเฉพาะของบุคคลเท่านั้น แต่สิทธิการใช้น้ำก็ถูกจำกัดโดยเงื่อนไขที่กำหนดในร่าง พ.ร.บ.ฯน้ำ ตามมาตรา 9. การก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำในมาตรา 36 ก็รับรองสิทธิของบุคคลเป็นหลัก ไม่รับรองสิทธิของชุมชนที่มีอยู่เดิม ซึ่งสิทธิชุชนดังกล่าวนี้ได้รับการรับรองในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 66. เฉพาะ "องค์กรผู้ใช้น้ำ" ที่จดทะเบียนตามมาตรา 36 เท่านั้น ที่จะได้รับการคัดเลือกไปเป็นตัวแทนใน คณะกรรมการลุ่มน้ำ. ผู้ใช้น้ำเดิมเช่น กลุ่มเหมืองฝาย ไม่มีสิทธิส่งผู้แทนเข้าร่วมในการคัดเลือกเป็นตัวแทนในคณะกรรมการลุ่มน้ำ แต่หากจะใช้น้ำ ต้องเข้าสู่ระบบการขอใบอนุญาตใช้น้ำ สิทธิการจัดการน้ำของกลุ่มเหมืองฝายถูกทำลายลงทั้งหมด

3. ร่าง พ.ร.บ.ฯน้ำ ทำให้รัฐมีอำนาจบริหารจัดการน้ำแบบเบ็ดเสร็จใน 3 รูปแบบ คือ รูปแบบการพัฒนาแหล่งน้ำ การผันน้ำ การทำลายสิ่งกีดขวางทางน้ำในยามน้ำท่วม, รูปแบบการบริหารจัดการหรือการใช้น้ำ และรูปแบบการกำหนดการใช้ที่ดิน ได้แก่

3.1 รัฐมีอำนาจพัฒนาแหล่งน้ำ(สร้างเขื่อน, อ่างเก็บน้ำ) การผันน้ำ การทำลายสิ่งกีดขวางทางน้ำในยามน้ำท่วม (มาตรา 7, 61, 62, 63) ซึ่งเป็นอำนาจเช่นเดียวกับกรมชลประทาน ดังนั้น พ.ร.บ.ฯน้ำ จะเพิ่มอำนาจให้กรมทรัพยากรน้ำมีเท่ากับหรือมากกว่ากรมชลประทานในบางกรณี

3.2 รัฐสามารถกำหนดรูปแบบการบริหารจัดการน้ำหรือการใช้น้ำ โดยจำแนกประเภทการใช้น้ำ และการขอใบอนุญาตใช้น้ำ รวมทั้งการกำหนดเงื่อนไขการใช้น้ำ (มาตรา 5, 20(5)(7), 32(2)(3)(4), 34(3), 45, 46, 47, 48, 49, 50, 51, 52, 53, 54) จะทำให้กรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งสามารถใช้อำนาจผ่านกรรมการทั้ง 2 ระดับและใช้อำนาจในนามพนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจควบคุมการใช้น้ำ การจัดสรรน้ำ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด

นอกจากนี้การพัฒนาตลาดซื้อ-ขายน้ำ มีความชัดเจนมากขึ้น (โดยดูได้จากอัตราค่าธรรมเนียม การโอนใบอนุญาต) จะส่งผลให้เกษตรกรต้องสูญเสียปัจจัยการผลิตเพิ่มมากขึ้น โดยตัวอย่างจากระบบตลาดซื้อ-ขายที่ดิน ส่งผลให้เกษตรกรต้องไร้ที่ดินทำกินเป็นจำนวนมาก หากรัฐสร้างกลไกตลาดซื้อ-ขายน้ำ ในที่สุดแล้วรัฐจะไม่สามารถควบคุมการซื้อ-ขายน้ำได้

3.3 รัฐสามารถประกาศเขตพื้นที่แหล่งต้นน้ำลำธารได้ รวมทั้งการกำหนดเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ติดกับแหล่งน้ำสาธารณะได้ (มาตรา 67, 68, 69, 71) ผู้ฝ่าฝืนมีบทกำหนดโทษ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งมีความรุนแรงมากกว่ากฎหมายอุทยานฯ หรือเขตรักษาพันธุ์ฯ เพราะกฎหมายป่าอนุรักษ์มีผลบังคับเฉพาะในเขตอนุรักษ์เท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจไปบังคับหรือออกกฎเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่ติดกับเขตอนุรักษ์ได้ เช่นที่กำหนดใน มาตรา 68, 69

4. ภาระทางการเงินของผู้ใช้น้ำ ได้ปรากฏอย่างชัดเจนในเรื่อง ค่าใบคำขอ, ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตใช้น้ำ, ค่าใช้น้ำ, ค่าปรับ, ค่าโอนใบอนุญาต (มาตรา 5, 20(9), 38(3), 50, 51, 52, 54) โดยเฉพาะอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตใช้น้ำสูงถึงฉบับละ 1-10,000 บาท และ 1-50,000 บาท และการต่อใบอนุญาตใช้น้ำต้องเสียค่าธรรมเนียมใหม่เป็นครั้งๆ ไป ประเด็นสำคัญคือภาระทางการเงินทั้งหมดนี้ ไม่เคยถูกเปิดเผยโดยกรมทรัพยากรน้ำที่ไปดำเนินการจัดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ฯน้ำ มาก่อนหน้านี้ทุกครั้ง

5. รัฐใช้อำนาจผ่านกลไกที่เรียกว่า คณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ(กนช.) และ คณะกรรมการลุ่มน้ำ และในระหว่างที่ยังไม่มี กนช. และกรรมการลุ่มน้ำ บทเฉพาะกาลมาตรา 92 และ 93 กำหนดให้ กนช.และกรรมการลุ่มน้ำที่แต่งตั้งตามระเบียบสำนักนายกฯ ดำเนินการไปพลางก่อน ภายใน 2 ปี องค์ประกอบของคณะกรรมการตามร่าง พ.ร.บ.ฯน้ำ ได้แก่

- คณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ(กนช.) มี 19 คน มีภาครัฐและราชการ 10 คน อีก 9 คนมาจากผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ 6 คน และผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกฯ แต่งตั้งอีก 3 คน สรุปมีตัวแทนจริงๆ จากระดับกรรมการลุ่มน้ำเพียง 2 คนเท่านั้น มีอำนาจหน้าที่ ตามมาตรา 20

- คณะกรรมการลุ่มน้ำ มี 25 คน แต่งตั้งโดย กนช. ตามาตรา 28 และมีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำตามมาตรา 27 แล้ว ซึ่งหากอิงตามบทเฉพาะกาล การแบ่งลุ่มน้ำย่อยจะเป็นไปในแบบที่แต่งตั้งไว้แล้วในปัจจุบัน คือจะมีกรรมการลุ่มน้ำจำนวน 25 ลุ่มน้ำหลักทั่วประเทศ

เพราะฉะนั้น โดยโครงสร้างของกฎหมายทั้งหมดแล้ว กรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นเลขานุการของกรรมการทั้งสองระดับ จะเป็นหน่วยงานระดับกรมที่มีอำนาจสูงสุด ในการกำหนดรูปแบบการใช้อำนาจรัฐ จัดการน้ำที่ปรากฏในข้อ 2

6. หน่วยงานอื่นๆ ที่มีกฎหมายเป็นของตนเอง ได้แก่ กรมชลประทาน, กรมทรัพยากรน้ำบาดาล, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ยังคงมีอำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานเช่นเดิม มีเพียงการจัดสรรน้ำในข้อ 2.2 เท่านั้นที่ต้องดำเนินการร่วมกัน ดังนั้น ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ จึงเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่กรมทรัพยากรน้ำเพิ่มขึ้นอีก 1 กรมเป็นหลัก และจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมได้

คำถามสำคัญบางประการ

1. พ.ร.บ.ฯน้ำ ฉบับที่เผยแพร่บนเว็บของกรมทรัพยากรน้ำ(พ.ศ.2548) ในส่วนอารัมภบท เขียนว่า "พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งตามมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๕ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๐ มาตรา ๕๖ มาตรา ๕๙ มาตรา ๖๙ มาตรา ๗๖ มาตรา ๗๙ และมาตรา ๒๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย" เท่ากับยอมรับว่า พ.ร.บ.ฯน้ำ จะจำกัดสิทธิชุมชนที่กำหนดในรัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 46

แต่ในร่าง พ.ร.บ.ฯน้ำ ที่เข้าสู่สภานิติบัญญัตินั้น ในส่วนอารัมภท เขียนว่า "พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๖๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย" โดยไม่ระบุว่าจะจำกัดสิทธิของชุมชนตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 66 (ซึ่งมีสาระเช่นเดียวกันกับ มาตรา 46 ของรัฐธรรมนูญปี 2540) ทั้งๆ ที่สาระหลักของร่าง พ.ร.บ.ฯน้ำ ทั้งสองฉบับเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของชุมชนในการจัดการน้ำไม่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงสะท้อนให้เห็นความไม่โปร่งใส ความจงใจหลีกเลี่ยงในการเขียนกฎหมาย เพื่อไม่ต้องเข้าสู่การตีความตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 303(1)...

คำถาม - ร่าง พ.ร.บ.ฯน้ำ ฉบับปัจจุบัน มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญอย่างไร กับร่าง พ.ร.บ.ฯน้ำ ฉบับกรมทรัพยากรน้ำ อันเป็นเหตุผลที่นำไปสู่การตัดบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในเรื่องสิทธิชุมชน ? (ม.46 ในรัฐธรรมนูญ 2540 และ ม.66 ในรัฐธรรมนูญ 2550)

2. ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์มากที่สุดจากระบบการแบ่งประเภทการใช้น้ำ ตามมาตรา 45 ?
การแบ่งประเภทการใช้น้ำ ติดตามมาด้วยกลไกการให้ใบอนุญาตและการจัดสรรน้ำ คือ กรรมการฯน้ำแห่งชาติ และ กรรมการลุ่มน้ำ, ภาระค่าใช้จ่ายในเรื่อง ค่าใบคำขอ, ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต(มาตรา 50,), ค่าใช้น้ำ(มาตรา 51) และเงื่อนไขอื่นๆ ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะกำหนด เช่น การติดตั้งมาตรวัดปริมาณน้ำ(มาตรา 54) สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกษตรกร "เข้าถึง" แหล่งน้ำสาธารณะได้ยากขึ้น เพราะส่วนใหญ่ของเกษตรกรเป็นการใช้น้ำในประเภทที่สอง (การเกษตรและปศุสัตว์เชิงพาณิชย์) เกษตรกรจะต้องแบกรับภาระต้นทุนเรื่อง "น้ำ" มากขึ้นโดยไม่สามารถถ่ายโอนต้นทุนเหล่านี้ไปยังราคาผลผลิตได้ แต่การใช้น้ำในกิจกรรมเชิงพาณิชยกรรม หรือการประปา ผู้ประกอบการสามารถผลักภาระต้นทุนค่าน้ำไปรวมไปในราคาของสินค้าหรือบริการได้

ตัวอย่างเช่น การประปานครหลวงผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองมาทำประปาฝั่งตะวันตก โดยจ่ายค่าน้ำให้กรมชลประทานลูกบาศก์เมตรละ 0.50 บาท ต้นทุนค่าน้ำนี้ กปน. สามารถผลักภาระไปยังผู้ใช้น้ำประปาได้ โดยบวกเพิ่มเป็นค่าน้ำดิบในบิลค่าน้ำประปา

นอกจากนี้หากเกษตรกรโอนใบอนุญาตใช้น้ำ(ซึ่งอาจจะเสียค่าธรรมเนียมในราคาที่ถูกกว่า) ไปให้ผู้ใช้น้ำที่เป็นภาคพาณิชยกรรม หรือกิจการใช้น้ำขนาดใหญ่อื่นๆ กลุ่มนี้จะได้ประโยชน์หลักในแง่ที่ได้ใช้น้ำ ในอัตราของการใช้ในภาคเกษตรกรรซึ่งมีราคาถูกกว่า

ในขณะเดียวกัน กลไกการจัดสรรน้ำทั้งในระดับชาติและระดับลุ่มน้ำ ซึ่งประกอบด้วยกรรมการที่มาจากภาคราชการเป็นหลัก และแทบไม่มีตัวแทนจากภาคองค์กรผู้ใช้น้ำของเกษตรกรจริงๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสม จึงไม่มีหลักประกันในเรื่องความเป็นธรรมในด้านการจัดสรรน้ำได้ โดยดูจากในระดับกรรมการลุ่มน้ำ มีตัวแทนจากองค์กรผู้ใช้น้ำเพียง 2 คนเท่านั้น คือ "องค์กรผู้ใช้น้ำ" ที่จดทะเบียนตามมาตรา 36 เท่านั้น ที่จะถูกคัดเลือกไปเป็นตัวแทนใน คณะกรรมการลุ่มน้ำ ซึ่งหมายถึงใครก็ได้มาจดทะเบียนเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำ นายทุนหรือผู้ประกอบการใช้น้ำขนาดใหญ่ ก็สามารถจดทะเบียนและส่งตัวแทนไปเป็นกรรมการในระดับลุ่มน้ำได้ ซึ่งมาตรา 36 นี้ได้ทำลายความเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำตามจารีตประเพณี ที่รับรองในรัฐธรรมนูญ ม.66

ในขณะที่ตัวแทนกรรมการลุ่มน้ำ ในกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติจำนวน 2 คน ยิ่งไม่มีหลักประกันว่าจะมีตัวแทนของภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนที่เหมาะสม สามารถถ่วงดุลได้อย่างเหมาะสม. ดังนั้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุด ทั้งในเรื่องการเข้าถึงน้ำ และมีเสถียรภาพการใช้น้ำคือ กลุ่มกิจการใช้น้ำขนาดใหญ่ต่างๆ ทั้งที่เป็นของเอกชนและที่เป็นของรัฐ(หรือรัฐวิสาหกิจ) ยิ่งเป็นการสร้างปัญหาความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้มากยิ่งขึ้น

3. พ.ร.บ.ฯน้ำ ยังรอได้หรือไม่ โดยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่ ตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ มาตรา 303(1)
การบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย ไม่ใช่จะอยู่สภาวะไร้ระบบโดยสิ้นเชิง หน่วยงานต่างๆ ต้องจัดทำแผนและเข้าสู่การบูรณาการแผนและงบประมาณ ซึ่งเป็นนโยบายของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติอยู่แล้ว การจัดสรรน้ำในระบบชลประทาน กรมชลประทานก็มีภาระหน้าที่ที่ชัดเจนในปัจจุบัน

ทุกครั้งที่เกิดประสบภัยพิบัติเกี่ยวกับน้ำ รัฐบาลก็สามารถสร้างมาตรการที่เหมาะสมและพัฒนากระบวนการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งระยะเฉพาะหน้าและระยะยาว เช่น ปัญหาการขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออกในปี 2548 รัฐบาลได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นผู้จัดทำแผนการประมาณการความต้องการน้ำ ศักยภาพน้ำต้นทุนลุ่มน้ำภาคตะวันออก เป็นที่เรียบร้อยแล้วในเดือนธันวาคม 2549 ที่ผ่านมา. หรือปัญหาพื้นที่เสี่ยงภัยจากดินโคลนถล่ม หน่วยงานราชการก็ได้เริ่มจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยรวมทั้งการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ เห็นได้ว่าในสภาวะที่แม้ไม่มีกฎหมายทรัพยากรน้ำ การแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ ก็ยังสามารถที่จะดำเนินการไปได้

ดังนั้น พ.ร.บ.ฯน้ำจึงไม่ใช่เป็นความเร่งด่วนของสังคม แต่อาจะเป็นความเร่งด่วนของกรมทรัพยากรน้ำเท่านั้น ที่ต้องการมีอำนาจตามกฎหมายให้เร็วที่สุด

ข้อเสนอ

1. สนช. ควรชะลอการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ฯน้ำ ไว้ในขั้นกรรมาธิการวิสามัญทรัพยากรน้ำเท่านั้น เพราะ พ.ร.บ.ฯน้ำ เกี่ยวข้องกับการกำหนดรายละเอียด ในส่วนที่ 12 เรื่องสิทธิชุมชน ตามมาตรา 303(1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ควรเป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ อย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงความเห็นและผลประโยชน์ของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

2. ในระหว่างนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญทรัพยากรน้ำ สมควรจะนำร่าง พ.ร.บ.ฯน้ำ ที่เข้าสู่ สนช.นี้ นำมาเปิดเผย และจัดกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนอย่างกว้างขวาง เพื่อเป็นการสรุปความเห็นของทุกฝ่ายในสังคมอีกครั้ง เพื่อให้รัฐบาลชุดต่อไปนำไปพิจารณา

3. ร่าง พ.ร.บ.ฯน้ำ ควรเป็นเครื่องมือในการกระจายอำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไปสู่ท่องถิ่นในระดับลุ่มน้ำ หากเปรียบเทียบกับการบริหารราชการซึ่งประกอบด้วย ส่วนกลาง - ส่วนภูมิภาค - ส่วนท้องถิ่น และในระดับท้องถิ่นก็มีการกระจายอำนาจในรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล, องค์การบริหารส่วนตำบล) ดังนั้น การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จึงควรล้อไปด้วยกันหรือมีความก้าวหน้ามากกว่า โดยให้ศูนย์กลางการบริหารจัดการน้ำอยู่กับลุ่มน้ำย่อย ซึ่งมีประมาณ 5,000 ลุ่มน้ำย่อยทั่วประเทศ และผู้ใช้น้ำในลุ่มน้ำย่อยนั้นๆ มีอำนาจในการกำหนดเงื่อนไขการใช้น้ำที่สอดคล้องกับสภาพลุ่มน้ำนั้นๆ โดยกรมทรัพยากรน้ำทำหน้าที่ประสานงานและสนับสนุนข้อมูลทางเทคนิคระหว่างลุ่มน้ำย่อย และมีองค์กรอิสระในระดับลุ่มน้ำหลักและระดับประเทศ ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพากและกำหนดกรอบการบริหารจัดการน้ำในบางระดับ

การกระจายอำนาจในลักษณะเช่นนี้ จะสนับสนุนองค์กรจัดการน้ำแบบเดิมและการจัดตั้งใหม่ นำไปสู่การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน, ลดปัญหาความขัดแย้งและกระจายผลประโยชน์การใช้น้ำได้ทั่วถึง

ประมวลโดย มนตรี จันทวงศ์ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ, 19 พฤศจิกายน 2550

สำหรับผู้สนใจร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ทั้งฉบับ สามารถคลิกอ่านได้จากที่นี่
สำหรับผู้สนใจร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ทั้งฉบับ สามารถคลิก download



 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


คลิกไปที่ กระดานข่าวธนาคารนโยบายประชาชน


นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจบทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ก่อนหน้านี้ หรือถัดจากนี้สามารถคลิกไปอ่านได้โดยคลิกที่แบนเนอร์



สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4 I สารบัญเนื้อหา 5 I สารบัญเนื้อหา 6
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@gmail.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@hotmail.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 1300 เรื่อง หนากว่า 25000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@gmail.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com





1

 

 

 

 

2

 

 

 

 

3

 

 

 

 

4

 

 

 

 

5

 

 

 

 

6

 

 

 

 

7

 

 

 

 

8

 

 

 

 

9

 

 

 

 

10

 

 

 

 

11

 

 

 

 

12

 

 

 

 

13

 

 

 

 

14

 

 

 

 

15

 

 

 

 

16

 

 

 

 

17

 

 

 

 

18

 

 

 

 

19

 

 

 

 

20

 

 

 

 

21

 

 

 

 

22

 

 

 

 

23

 

 

 

 

24

 

 

 

 

25

 

 

 

 

26

 

 

 

 

27

 

 

 

 

28

 

 

 

 

29

 

 

 

 

30

 

 

 

 

31

 

 

 

 

32

 

 

 

 

33

 

 

 

 

34

 

 

 

 

35

 

 

 

 

36

 

 

 

 

37

 

 

 

 

38

 

 

 

 

39

 

 

 

 

40

 

 

 

 

41

 

 

 

 

42

 

 

 

 

43

 

 

 

 

44

 

 

 

 

45

 

 

 

 

46

 

 

 

 

47

 

 

 

 

48

 

 

 

 

49

 

 

 

 

50

 

 

 

 

51

 

 

 

 

52

 

 

 

 

53

 

 

 

 

54

 

 

 

 

55

 

 

 

 

56

 

 

 

 

57

 

 

 

 

58

 

 

 

 

59

 

 

 

 

60

 

 

 

 

61

 

 

 

 

62

 

 

 

 

63

 

 

 

 

64

 

 

 

 

65

 

 

 

 

66

 

 

 

 

67

 

 

 

 

68

 

 

 

 

69

 

 

 

 

70

 

 

 

 

71

 

 

 

 

72

 

 

 

 

73

 

 

 

 

74

 

 

 

 

75

 

 

 

 

76

 

 

 

 

77

 

 

 

 

78

 

 

 

 

79

 

 

 

 

80

 

 

 

 

81

 

 

 

 

82

 

 

 

 

83

 

 

 

 

84

 

 

 

 

85

 

 

 

 

86

 

 

 

 

87

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

คิดต่างในเชิงสร้างสรรค์เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ดีกว่าและเสรีภาพ
23 November 2007
Free Documentation License
Copyleft : 2007, 2008, 2009
Everyone is permitted to copy
ในการจัดการน้ำระบบเหมืองฝายในภาคเหนือ องค์กรเหมืองฝายมีสิทธิในการพิจารณาการใช้น้ำของผู้ใช้น้ำรายใหม่ ว่าจะส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำของระบบเหมืองฝายดั้งเดิมหรือไม่ ทั้งนี้หมายรวมถึงการใช้น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะ หากองค์กรเหมืองฝายเห็นว่าการใช้น้ำของผู้ใช้น้ำรายใหม่จะส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำที่เป็นอยู่เดิม ก็สามารถยับยั้งได้. กฎหมายทรัพยากรน้ำตามนัยของร่างฯ ทั้งสองฉบับอาจส่งผลให้สิทธิและการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการขององค์กรชุมชนท้องถิ่นที่มีอยู่แต่เดิมดังกล่าวหมดสิ้นไป (ข้อความคัดลอกมาจากบทความ)