โครงการก้าวสู่คริสตศตวรรษที่ ๒๑ ด้วยการทบทวนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา




Update 16 July 2007
Copyleft2007
บทความทุกชิ้นที่นำเสนอบนเว็บไซต์นี้เป็นสมบัติสาธารณะ และขอประกาศสละลิขสิทธิ์ให้กับสังคม
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเปิดรับบทความทุกประเภท ที่ผู้เขียนปรารถนาจะเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โดยบทความทุกชิ้นต้องยินดีสละลิขสิทธิ์ให้กับสังคม สนใจส่งบทความ สามารถส่งไปได้ที่ midnightuniv@gmail.com โดยกรุณาใช้วิธีการ attach file
H
บทความลำดับที่ ๑๓๐๘ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ตั้งแต่วันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๐ (July, 16, 07,.2007) - ไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์
R
power-sharing formulas, options for minority rights, and constitutional safeguards.

บรรณาธิการแถลง: บทความทุกชิ้นซึ่งได้รับการเผยแพร่บนเว็บไซต์แห่งนี้ มุ่งเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อวัตถุประสงค์ในการขยายพรมแดนแห่งความรู้ให้กับสังคมไทยอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังมุ่งทำหน้าที่เป็นยุ้งฉางเล็กๆ แห่งหนึ่งสำหรับเก็บสะสมความรู้ เพื่อให้ทุกคนสามารถหยิบฉวยไปใช้ได้ตามสะดวก ในฐานะที่เป็นสมบัติร่วมของชุมชน สังคม และสมบัติที่ต่างช่วยกันสร้างสรรค์และดูแลรักษามาโดยตลอด. สำหรับผู้สนใจร่วมนำเสนอบทความ หรือ แนะนำบทความที่น่าสนใจ(ในทุกๆสาขาวิชา) จากเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลก สามารถส่งบทความหรือแนะนำไปได้ที่ midnightuniv@gmail.com (กองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน: ๒๘ มกาคม ๒๕๕๐)

หลักการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สำคัญของรัสเซียตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักพริมาคอฟ (Primakov) ซึ่งต่อต้านความเป็นหนึ่งทางการเมืองโลกของสหรัฐอเมริกา เน้นการสร้างสมดุลทางการเมืองระหว่างประเทศ และสถาปนาเขตอิทธิพลในดินแดนยูเรเซียเพื่อความยิ่งใหญ่เหมือนดังในอดีต ดังนั้นหลักนิยมและกรอบแนวคิดดังกล่าว ได้ส่งผลให้รัสเซียดำเนินนโยบายในกลุ่มประเทศแถบยูเรเซียค่อนข้างสวนทางกับสหรัฐ โดยรัสเซียมักจะประกาศอย่างชัดเจนว่า รัสเซียมีอิทธิพลในภูมิภาคดังกล่าวภายใต้ร่มเงาของกลุ่มพันธมิตรซีไอเอส
16-07-2550

Geostrategy & Geopolitics
Midnight University

 

H
R
ทุกท่านที่ประสงค์จะติดต่อมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กรุณาจดหมายไปยัง email address ใหม่ midnightuniv@gmail.com
-Free Documentation License-
Copyleft : 2007, 2008, 2009
Everyone is permitted to copy
and distribute verbatim copies
of this license
document, but
changing it is not allowed.

โลกยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจในคริสตศตวรรษที่ ๒๑
ยูเรเซียกับการขับเคี่ยวทางยุทธศาสตร์ระหว่าง
สหรัฐอเมริกาและรัสเซีย (ตอนที่ ๒)
ดุลยภาค ปรีชารัชช : เขียน
ศูนย์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทความวิชาการชิ้นนี้ กองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้รับมาจากผู้เขียน
เดิมชื่อ: เอเซียกลาง: ดินแดนหัวใจแห่งยูเรเซียกับการขับเคี่ยวทางยุทธศาสตร์
ระหว่างสหรัฐอเมริกา และ รัสเซีย ในศตวรรษที่ ๒๑

เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปิดล้อม และการขับเคี่ยวทางด้านยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ
ซึ่งในที่นี้ได้แยกนำเสนอเป็นสองตอน โดยในตอนที่สองประกอบด้วยสาระสำคัญดังนี้
5. นโยบายด้านยุทธศาสตร์และการขยายอิทธิพลของรัสเซียในเอเซียกลาง
6. ท่าทีและนโยบายของกลุ่มประเทศเอเซียกลางที่มีต่อสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย
6.1 ท่าทีและนโยบายต่างประเทศของคาซัคสถาน
6.2 ท่าทีและนโยบายต่างประเทศของอุซเบกิสถาน
6.3 ท่าทีและนโยบายต่างประเทศของเติร์กเมนิสถาน
6.4 ท่าทีและนโยบายต่างประเทศของคีร์กีซสถาน
6.5 ท่าทีและนโยบายต่างประเทศของทาจิกิสถาน
midnightuniv@gmail.com

บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา
ข้อความที่ปรากฏบนเว็บเพจนี้ ได้รักษาเนื้อความตามต้นฉบับเดิมมากที่สุด
เพื่อนำเสนอเนื้อหาตามที่ผู้เขียนต้องการสื่อ กองบรรณาธิการเพียงเว้นวรรค และย่อหน้าใหม่
เพื่อให้เหมาะสมกับการนำเสนอบนเว็บเพจ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเท่านั้น
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ ๑๓๐๘
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๐
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ ๑๔ หน้ากระดาษ A4)

++++++++++++++++++++++++++++++++

โลกยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจในคริสตศตวรรษที่ ๒๑
ยูเรเซียกับการขับเคี่ยวทางยุทธศาสตร์ระหว่าง
สหรัฐอเมริกาและรัสเซีย (ตอนที่ ๒)
ดุลยภาค ปรีชารัชช : เขียน
ศูนย์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

5. นโยบายด้านยุทธศาสตร์และการขยายอิทธิพลของรัสเซียในเอเซียกลาง
จากมิติทางประวัติศาสตร์ รัสเซียได้ให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเซียกลางตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงยุคหลังสงครามเย็น โดยผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของรัสเซีย มักมีแนวคิดที่ว่าเอเซียกลางส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงแห่งชาติ และรัสเซียต้องดำเนินนโยบายทุกวิถีทางเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในเอเซียกลาง. หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต สหพันธรัฐรัสเซียได้มีสถานภาพเป็นรัฐสืบสิทธิและได้พยายามกำหนดเอเซียกลางไว้ในปริมณฑลแห่งอำนาจ แต่เนื่องจากความตกต่ำทางเศรษฐกิจและการทหารของรัสเซีย ประกอบกับอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้รัสเซียต้องดำเนินยุทธศาสตร์ในลักษณะตั้งรับเพื่อประกันความมั่นคงและรักษาสถานภาพ (Status Quo) ของความเป็นมหาอำนาจในยูเรเซีย โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

ปัจจัยภายใน: การรับรู้ของผู้ปกครองรัสเซียเกี่ยวกับเอเซียกลางถูกขับเคลื่อนและครอบงำโดยมรดกทางประวัติศาสตร์และลัทธิชาตินิยม (Nationalism) ซึ่งรัสเซียมีความภาคภูมิใจเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่ในอดีต และไม่เคยละทิ้งเอเซียกลางออกจากกระบวนการกำหนดนโยบายต่างประเทศ การดำเนินนโยบายของมิคาอิล กอบอร์ชอฟ อันนำมาซึ่งการล่มสลายของสหภาพโซเวียตจัดเป็นการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด และผู้ปกครองรัสเซียในสมัยของบอริส เยลซิน และวลาดิเมียร์ ปูตินต่างมีแนวความคิดที่จะสถาปนาความยิ่งใหญ่ของรัสเซียในสมัยจักรวรรดิโบราณและสหภาพโซเวียต ให้หวนกลับคืนสู่สหพันธรัฐรัสเซียอีกครั้ง

ดังนั้น ดินแดนในแถบเทือกเขาคอเคซัส ทะเลสาบแคสเปียน และรัฐอิสลามเอเซียกลางจึงถูกกำหนดไว้ในปริมณฑลแห่งอำนาจของรัสเซีย ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติ โดยถึงแม้ว่ารัสเซียจะมีการปกครองแบบประชาธิปไตยหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็น แต่การเมืองภายในของรัสเซียมีแนวโน้มในการผูกขาดอำนาจทางการปกครองมากขึ้น โดยกุศโลบายทางการเมืองที่แยบยล และระบบสายลับของรัฐบาลปูตินส่งผลให้พรรค United Russia มีอิทธิพลเหนือพรรคคอมมิวนิสต์ และดึงดูดพรรคการเมืองต่างๆ เข้ามาเป็นแนวร่วมของรัฐบาล อันส่งผลให้ประธานาธิบดีปูตินมีอำนาจผูกขาดในสภาดูมา (Duma) และมีบทบาทสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัสเซีย

ในขณะเดียวกันการเคลื่อนกำลังพลเข้าปราบกบฎเชชเนียทางด้านใต้ ส่งผลให้รัสเซียมองกลุ่มรัฐแถบคอเคซัส เช่น จอร์เจียและอาเซอร์ไบจันในฐานะดินแดนลี้ภัยและแหล่งเครือข่ายของกบฎเชชเนีย และมองเอเซียกลางในฐานะเป็นแหล่งบ่มเพาะการก่อการร้ายที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงกับกลุ่มกบฎเชชเนีย ปรากฎการณ์ดังกล่าวจัดป็นปัจจัยผลักดันที่ส่งผลให้เอเซียกลางมีความสำคัญต่อการเมืองภายในของรัสเซีย และเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้รัสเซียยอมร่วมมือต่อต้านการก่อการร้ายกับสหรัฐอเมริกา

ถึงแม้ว่ารัสเซียจะถูกคุกคามจากกองกำลังสหรัฐฯ ในจอร์เจียเช่นเดียวกัน หลักการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัสเซียตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักพริมาคอฟ (Primakov) ซึ่งต่อต้านความเป็นหนึ่งทางการเมืองโลกของสหรัฐอเมริกา เน้นการสร้างสมดุลทางการเมืองระหว่างประเทศ และสถาปนาเขตอิทธิพลในดินแดนยูเรเซียเพื่อความยิ่งใหญ่เหมือนดังในอดีต ดังนั้นหลักนิยมและกรอบแนวคิดดังกล่าว ได้ส่งผลให้รัสเซียดำเนินนโยบายในกลุ่มประเทศแถบยูเรเซียค่อนข้างสวนทางกับสหรัฐ โดยรัสเซียมักจะประกาศอย่างชัดเจนว่า รัสเซียมีอิทธิพลในภูมิภาคดังกล่าวภายใต้ร่มเงาของกลุ่มพันธมิตรซีไอเอส และแสดงความไม่พอใจต่อนโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกาที่มักคุกคามความมั่นคงของรัสเซียในภูมิภาคดังกล่าว เช่น การแผ่อิทธิพลของสหรัฐในจอร์เจีย การปฏิวัติสีส้มในยูเครน และการปฏิวัติทิวลิปในคีร์กีซสถาน

แต่ในขณะเดียวกันรัสเซียก็มีแนวนโยบายในระดับกว้างที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับสหรัฐอเมริกา เช่น การต่อต้านการก่อการร้าย การดำเนินเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และการทำสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ดังนั้น ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของเอเซียกลางในมุมมองของผู้ปกครองรัสเซีย จึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเมืองภายใน ตลอดจนส่งผลต่อการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียในยุคหลังสงครามเย็น

ปัจจัยภายนอก: รัสเซียในยุคหลังสงครามเย็นมีสถานภาพที่ค่อนข้างกดดันในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากการถูกปิดล้อมและการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากมหาอำนาจรอบข้าง นโยบายการขยายอำนาจไปทางตะวันออกของสหภาพยุโรป ส่งผลให้รัสเซียสูญเสียอิทธิพลในรัฐสลาฟ ยุโรปตะวันออก และรัฐแถบทะเลบอลติก ซึ่งส่งผลให้รัสเซียถูกปิดล้อมและทอนกำลังทางพรมแดนด้านตะวันตกอย่างต่อเนื่อง ส่วนการปรากฎตัวของสหรัฐอเมริกาในตะวันออกกลางและอัฟกานิสถาน ส่งผลให้สหรัฐฯ ขยายอิทธิพลรุกคืบเข้าไปในคอเคซัสและรัฐอิสลามแถบเอเซีย กลาง โดยเฉพาะอุซเบกิสถาน และเติร์กเมนิสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยปิโตรเลียมและทรัพยากรพลังงาน ปรากฎการณ์ดังกล่าวได้คุกคามความมั่นคงและสถานภาพของรัสเซียจากพรมแดนด้านใต้

ในขณะเดียวกัน ถึงแม้ว่ารัสเซียจะสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับจีน แต่จีนก็พยายามแผ่อิทธิพลเข้าสู่กลุ่มรัฐในเอเซียกลางอย่างต่อเนื่อง เช่น คีร์กีซสถาน และทาจิกิสถาน ซึ่งมีลักษณะทางสังคมและชาติพันธุ์คล้ายคลึงกับมณฑลด้านตะวันตกของจีน ดังนั้น บทบาทของจีน เช่น การตีตลาดสินค้ารัสเซียในเอเซียกลางจึงบั่นทอนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในข้อตกลงชางไห่ และทำให้รัสเซียถูกกดดันจากพรมแดนด้านใต้และตะวันออก

แรงบีบคั้นทางยุทธศาสตร์ส่งผลให้รัสเซียต้องดำเนินนโยบายทุกวิถีทาง เพื่อคงอิทธิพลและถ่วงดุลกับมหาอำนาจรอบข้างในยูเรเซียภาคพื้นทวีป โดยรัสเซียมองว่าสหรัฐอเมริกาจัดเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด และสามารถคุกคามสถานภาพของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ยุทธศาสตร์ในการสถาปนาอำนาจบนเวทีมหาเกมที่ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 21 คือ การครอบครองเครือข่ายท่อก๊าซและการขนส่งน้ำมันในบริเวณทะเลสาบแคสเปียน ผสมผสานกับการวางกำลังทหารคู่ขนานกับเส้นทางลำเลียงพลังงาน ซึ่งรัสเซียยังคงมีอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ในบริบทดังกล่าว แต่การรุกคืบของสหรัฐอเมริกา และความอ่อนล้าทางเศรษฐกิจของรัสเซียส่งผลให้ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศรัสเซีย พยายามแทรกแซงทางการเมืองและให้การสนับสนุนด้านอาวุธแก่กลุ่มรัฐอิสลามในเอเซียกลาง ซึ่งรัสเซียยังคงมีอยู่เป็นจำนวนมากในสมัยจักรวรรดิโซเวียต เพื่อคงอิทธิพลและถ่วงดุลกับสหรัฐอเมริกา ดังนั้นสภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะแรงบีบคั้นทางยุทธศาสตร์ จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้รัสเซียต้องดำเนินนโยบายเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติในภูมิภาคเอเซียกลาง

5.1 ลักษณะการดำเนินนโยบายและการขยายอิทธิพล: รัสเซียดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ลุ่มลึกโดยเน้นยุทธศาสตร์เชิงรับ ซึ่งสอดคล้องกับศักยภาพของรัสเซียและบริบทระหว่างประเทศ โดยการสนับสนุนทางการเมือง การตั้งฐานทัพทางยุทธศาสตร์ และการครอบครองเครือข่ายพลังงาน จัดเป็นองค์ประกอบสำคัญของการคงอิทธิพลของรัสเซียในเอเซียกลาง สำหรับประเด็นการวิเคราะห์ลักษณะการดำเนินนโยบายของรัสเซียมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

ก. การผลักดันอิทธิพลของสหรัฐอเมริกากลับไปยังชายแดนอัฟกานิสถาน: สหภาพโซเวียตเคยแสดงพฤติกรรมคุกคามอัฟกานิสถาน โดยการเคลื่อนกำลังพลเข้ายึดกรุงคาบูลโดยมีเหตุผลทางยุทธศาสตร์เพื่อใช้อัฟกานิสถานเป็นฐานทัพ ในการขยายอิทธิพลในตะวันออกกลาง และการกระชับความสัมพันธ์กับอิหร่านเพื่อหาทางออกสู่อ่าวเปอร์เซีย เพื่อเป็นการชดเชยการสูญเสียอิทธิพลทางด้านทะเลดำให้กับสหรัฐอเมริกา แต่ความฝันของสหภาพโซเวียตต้องล้มเหลว เมื่อสหรัฐมีนโยบายติดอาวุธให้กับกลุ่มตาลิบันจนสามารถผลักดันกองกำลังโซเวียตออกจากพรมแดนอัฟกานิสถาน ดังนั้นรัสเซียจึงมองอัฟกานิสถานในฐานะดินแดนยุทธศาสตร์ของภูมิทัศน์ด้านความมั่นคงยูเรเซีย

เขตอิทธิพลและอำนาจของรัสเซียเริ่มเสื่อมถอยตามลำดับ เมื่อสหรัฐอเมริกาซึ่งเคยให้การสนับสนุนรัฐบาลตาลิบัน ได้เปลี่ยนนโยบายมาเป็นการใช้กำลังทหารถล่มอัฟกานิสถาน โดยในยุทธภูมิดังกล่าว รัฐอิสระในเอเซียกลางจัดว่ามีบทบาทสำคัญในการเผด็จศึกกับอัฟกานิสถาน เมื่อมีการเคลื่อนกำลังพลของกลุ่มพันธมิตรฝ่ายเหนือ (Northern Alliance) ซึ่งประกอบด้วยช่วยเผ่าอุซเบก เติร์ก และทาจิกในการปราบปรามรัฐบาลตาลิบัน หลังการสถาปนารัฐบาลหุ่นเชิดในอัฟกานิสถาน เขตอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาได้ทับซ้อนและเผชิญหน้าโดยตรงกับเขตอิทธิพลของรัสเซียในเอเซียกลาง ดังนั้น ภูมิทัศน์ด้านยุทธศาสตร์ดังกล่าวจึงส่งผลให้รัสเซียต้องดำเนินนโยบายหลากหลายมิติ เช่น การขยายฐานทัพในทาจิกิสถานและคีร์กิซสถาน เนื่องจากในปัจจุบันสหรัฐอเมริกาได้ขยายกองกำลังทหารจากอัฟกานิสถานเข้าไปในพรมแดนของทั้งสองประเทศ อันส่งผลให้รัสเซียต้องเร่งเพิ่มกำลังพลอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในทาจิกิสถาน เพื่อผลักดันอิทธิพลของอเมริกากลับไปยังอัฟกานิสถาน โดยปริมณฑลแห่งอำนาจของรัสเซียในยุคปัจจุบัน ได้ถูกกำหนดไว้ในภูมิภาคเอเซียกลางและสิ้นสุดลงที่ชายแดนอัฟกานิสถาน ซึ่งได้แปรสภาพเป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาแบบเต็มตัว

ข. การร่วมมือกับจีนและอิหร่านเพื่อขยายแนวร่วมทางยุทธศาสตร์: ถึงแม้ว่าจีนจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับรัสเซียในดินแดนเอเซียกลาง แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยศักยภาพและความเป็นมหาอำนาจของจีน ส่งผลให้จีนกลายเป็นพันธมิตรสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความอยู่รอดของรัสเซียในการถ่วงดุลกับสหรัฐอเมริกา การดำเนินนโยบายมองไปทางตะวันตกของจีนเพื่อใช้มณฑลซินเจียง อุยเกอร์ เป็นฐานในการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหาร ส่งผลให้ภาพความเคลื่อนไหวบนเส้นทางสายไหมของจีนในอดีตกลับมาปรากฎตัวอีกครั้ง โดยจีนได้พยายามทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อท่อก๊าซและแนวถนนสายเอเซียระหว่างยุโรป ผ่านดินแดนยูเรเซียตอนกลาง เข้าสู่เอเซียตะวันออก และมหาสมุทรแปซิฟิก ดังนั้น ผลประโยชน์ทางการค้าและยุทธศาสตร์จึงทำให้จีนมีแนวนโยบายที่จะร่วมมือกับรัสเซียอย่างจริงจังทั้งในด้านเครือข่ายพลังงาน ความมั่นคง และการถ่วงดุลกับสหรัฐอเมริกา ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจากจีนสู่รัสเซีย และการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการทหารจากรัสเซียสู่จีน ส่งผลให้ รัสเซียมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับจีน

ในขณะเดียวกัน อิหร่านจัดเป็นรัฐอันธพาลและเป็นแหล่งบ่มเพาะการก่อการร้ายในมุมมองของสหรัฐอเมริกา การสนับสนุนศัตรูของศัตรูคือหนึ่งในแนวยุทธศาสตร์ ที่รัสเซียมักนำมาประยุกต์ใช้ในการแข่งขันเชิงอำนาจกับศัตรูทางประวัติศาสตร์โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา อิหร่านจัดเป็นผู้ประกันความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซีย ตะวันออกกลางและเอเซียกลาง โดยการเข้าครอบครองเครือข่ายน้ำมันของรัสเซียในทะเลสาบแคสเปียนและการหาทางออกสู่ช่องแคบเฮอร์มุสในอ่าวเปอร์เซียจำเป็นต้องพึ่งอิหร่าน นอกจากนี้รัสเซียยังได้กระชับความร่วมมือกับจีนในการสนับสนุนอิหร่านด้านอาวุธนิวเคลียร์ และช่วยเหลืออิหร่านท่ามกลางการกดดันจากสหรัฐอเมริกา ดังนั้นทั้งจีนและอิหร่านจึงเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของรัสเซียในการถ่วงดุลกับสหรัฐอเมริกา

ค. การคงกองกำลังไว้ในเอเซียกลางและคอเคซัส: รัสเซียได้ทุ่มเทงบประมาณทางการทหารในการคงกำลังไว้ในคีร์กีซสถาน เพื่อคุกคามกองทัพอเมริกันซึ่งมีฐานทัพอยู่ในคีร์กีซสถานเช่นเดียวกัน ดังนั้น การเผชิญหน้าโดยตรงของกองกำลังทั้งสองฝ่าย จึงทำให้สาธาณรัฐอิสลามคีร์กีซสถานกลายเป็นจุดวาบไฟทางการเมืองระหว่างประเทศในเอเซียกลาง ส่วนทาจิกิสถานนั้นจัดเป็นรัฐกันชนที่รัสเซียใช้สกัดกั้นอิทธิพลของสหรัฐให้หยุดอยู่ที่ชายแดนอัฟกานิสถาน โดยถึงแม้ว่าสหรัฐจะสามารถเข้าไปวางกำลังบางส่วนในทาจิกิสถาน คีร์กีซสถาน อุซเบกิสถาน แต่ก็มีจำนวนน้อยและไม่คุกคามรัสเซียเท่ากับกองกำลังในอัฟกานิสถาน ซึ่งสามารถเคลื่อนกำลังพลเข้าไปในเติร์กเมนิสถาน เพื่อทำการปิดล้อมกองกำลังของรัสเซียที่เหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ความพยายามของรัสเซียในการคงกำลังพลและฐานทัพทางยุทธศาสตร์ไว้ในบางรัฐของเอเซียกลาง จึงเป็นสิ่งที่รัสเซียต้องทำเพื่อถ่วงดุลทางอำนาจกับสหรัฐฯ โดยรัสเซียมีข้อได้เปรียบตรงที่รัฐอิสลามบางรัฐมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่สอดคล้องกับรัสเซีย และยังไม่คุ้นเคยกับแนวคิดประชาธิปไตย กระบวนการเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนที่สหรัฐอเมริกาพยายามหยิบยื่นให้

ปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลให้รัสเซียมีเครือข่ายทางอำนาจ กับกลุ่มนักการเมืองอิสลามในเอเซียกลางบางประเทศ และสามารถใช้กุศโลบายทางการทูตเพื่อโน้มน้าวให้รัฐแถบเอเซียกลางหันมาร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับรัสเซีย นอกจากนี้ถึงแม้ว่าบางประเทศ เช่น คีร์กีซสถานและอุซเบกิสถาน จะพยายามปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจตามแบบตะวันตก แต่ด้วยความใกล้ชิงทางภูมิศาสตร์ มรดกทางการปกครอง และวัฒนธรรมทางการเมืองจากสหภาพโซเวียต ตลอดจนนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการทหารของรัสเซีย ย่อมส่งผลให้อิทธิพลของรัสเซียยังคงแทรกซึมและมีบทบาทสำคัญต่อโลกทัศน์และระบบความคิดของชนชั้นนำเอเซียกลาง โดยในปัจจุบัน รัฐบาลคีร์กีซสถานได้พยายามเรียกร้องให้สหรัฐถอนฐานทัพออกจากประเทศ แต่เรียกร้องให้รัสเซียยังคงกองกำลังเอาไว้ ในขณะที่รัฐบาลอุซเบกิสถานซึ่งเคยได้รับสนับสนุนจากสหรัฐฯ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในการเรียกร้องให้สหรัฐถอนทหารออกจากประเทศตน และหันมาส่งเสริมการคงอิทธิพลของทหารรัสเซียในเอเซียกลางเพื่อประกันเสถียรภาพให้กับภูมิภาค

ความสำเร็จของรัสเซียไม่ได้เกิดขึ้นจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ และความสอดคล้องของวัฒนธรรมทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะการเคลื่อนไหวของขบวนการอิสลามบางส่วนที่ต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกัน (American Imperialism) และการขยายตัวของทางหลวงสายเอเซีย ที่ทำให้รัสเซียจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และพลังงานกับกลุ่มประเทศดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนในภูมิภาคคอเคซัสนั้น รัสเซียมองว่ามีความสลับซับซ้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ และส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อความมั่นคงของรัสเซียและเอเซียกลาง

ปัญหาเชชเนียยังคงเป็นจุดวาบไฟที่รัสเซียต้องสถาปนาความมั่นคงเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และเผชิญหน้ากับอิทธิพลของอเมริกาในจอร์เจียกับอาร์เซอร์ไบจัน โดยการเดินเรือและการวางท่อก๊าซในทะเลสาบแคสเปียน เพื่อมุ่งสู่เติร์กเมนิสถานและอิหร่านของรัสเซียจำเป็นต้องผ่านเขตน่านน้ำของอาร์เซอไบจัน ดังนั้น การดำเนินนโยบายรักษาอิทธิพลในคอเคซัส จึงส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ของรัสเซียในเอเซียกลาง ซึ่งรัสเซียมองว่ามีความเชื่อมต่อทางภูมิศาสตร์และมีความสำคัญต่อการถ่วงดุลกับสหรัฐอเมริกา

6. ท่าทีและนโยบายของกลุ่มประเทศเอเซียกลางที่มีต่อสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย
การแข่งขันทางอำนาจและการขับเคี่ยวยื้อแย่งเขตอิทธิพลระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ได้ส่งผลกระทบต่อการกำหนดและดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐอิสลามเอเซียกลาง โดยถึงแม้ว่าในปัจจุบัน กลุ่มประเทศดังกล่าวได้พยายามหันมากระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการทหาร เพื่อถอยห่างจากอิทธิพลของมหาอำนาจรอบข้าง อาทิเช่น รัสเซีย สหรัฐอเมริกา จีน อิหร่าน และตุรกี แต่อย่างไรก็ตามด้วยความอ่อนล้าทางเศรษฐกิจ ความเปราะบางทางการเมือง และความขัดแย้งทางศาสนาและชาติพันธุ์ ได้ส่งผลให้กลุ่มประเทศอิสลามเอเซียกลาง ยังคงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลักษณะการดำเนินนโยบายต่างประเทศกับสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ซึ่งมีลักษณะขาดเอกภาพและแปรผันไปตามผลประโยชน์ของแต่ละชาติ โดยมีประเด็นการวิเคราะห์ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

6.1 ท่าทีและนโยบายต่างประเทศของคาซัคสถาน: สาธารณรัฐคาซัคสถานจัดเป็นประเทศสุดท้ายที่ได้รับเอกราชจากสหภาพโซเวียต และมีความเป็นชาตินิยมค่อนข้างสูง โดยเคยประกาศนโยบาย "Kazakhisation" เพื่อกีดกันอิทธิพลของชาวรัสเซีย และส่งเสริมความภาคภูมิใจทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมแห่งชาติ อาทิเช่น การโยกย้ายคนรัสเซียที่ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองออกไป แล้วบรรจุคนคาซัคให้ดำรงตำแหน่งแทน หรือ การส่งเสริมให้ประชาชนเรียนรู้วัฒนธรรมและหันมาใช้ภาษาคาซัคมากขี้น

แต่อย่างไรก็ตาม นโยบาย "Kazakhisation" ได้เริ่มผ่อนคลายลงหลังจากได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากรัฐบาลและสื่อของรัสเซีย นอกจากนี้ รัฐบาลคาซัคสถานในปัจจุบันได้หันมาดำเนินนโยบายเป็นมิตรและร่วมมือทางเศรษฐกิจกับรัสเซียมากขึ้น เนื่องจากจำเป็นต้องพึ่งรัสเซียในเรื่องท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จากทะเลสาบแคสเปียนไปยังยุโรปตะวันออกและตุรกี

ในขณะเดียวกันคาซัคสถานก็เริ่มสร้างปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐอเมริกา โดยเห็นได้จากโครงการความร่วมมือในกิจการกลั่นน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับคาซัคสถานต้องการลดอาวุธนิวเคลียร์ และกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาเพื่อถ่วงดุลกับรัสเซีย แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน การขาดความต่อเนื่องของกระบวนการประชาธิปไตย ตลอดจนความสัมพันธ์พิเศษกับรัสเซีย จีน และอิหร่าน ส่งผลให้ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-คาซัคสถานยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร

จากสภาวะแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ คาซัคสถานจึงยังไม่มีความสัมพันธ์ที่กลมเกลียวและแนบแน่นกับทั้งสหรัฐฯ และรัสเซีย โดยรัฐบาลคาซัคสถานไม่ต้องการให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาแทรกแซงการเมืองภายใน และไม่ต้องการให้เกิดภาพลักษณ์ในการเป็นบริวารของจักรวรรดิรัสเซีย ดังนั้น ท่าทีและแนวนโยบายต่างประเทศของคาซัคสถานจึงมีลักษณะการสร้างความสัมพันธ์แบบสมดุล ระหว่างสองมหาอำนาจ และเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับกลุ่มประเทศเอเซียกลาง ที่มีพื้นฐานทางศาสนาและวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน โดยเห็นได้จากการเป็นผู้นำในการจัดตั้งสหภาพเศรษฐกิจเอเซียกลาง (Central Asian Economic Union: CAEU) เพื่อลดอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาและรัสเซียในเอเซียกลาง

6.2 ท่าทีและนโยบายต่างประเทศของอุซเบกิสถาน: สาธารณรัฐอุซเบกิสถานในยุคหลังสงครามเย็น ได้ดำเนินนโยบายทางการเมืองระหว่างประเทศแบบชาตินิยม เพื่อผลักดันให้อุซเบกิสถานเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต จากแนวนโยบายดังกล่าว รัฐบาลอุซเบกิสถานได้พัฒนาอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหารเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนือรัฐอิสลามเอเซียกลาง โดยสังเกตได้จากความต้องการขยายอิทธิพลไปยังคาซัคสถาน คีร์กีสถานและเติร์กเมนิสถาน เนื่องจากมีประชาชนเชื้อสายอุซเบกตั้งถิ่นฐานอยู่ในกลุ่มประเทศดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ อุซเบกิสถานยังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง เนื่องจากเคยถูกสถาปนาให้เป็นเขตอุตสาหกรรมพิเศษเพื่อผลิตสินค้าทางด้านพลังงานให้กับสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะ ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และทองคำ ประกอบกับการเป็นชุมทางเส้นทางสายไหมในอดีต ส่งผลให้อุซเบกิสถานมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางของความมั่นคงพลังงาน ผ่านเครือข่ายทางหลวงสายเอเซีย และการเป็นชุมทางการคมนาคมขนส่งทางอากาศตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต โดยเหตุนี้จึงส่งผลให้อุซเบกิสถานมีศักยภาพทางเศรษฐกิจเหนือกลุ่มประเทศเอเซียกลาง แต่ในขณะเดียวกันนโยบายทางการเมืองแบบชาตินิยม ก็ส่งผลให้อุซเบกิสถานเป็นที่หวาดระแวงของประเทศเพื่อนบ้าน ปรากฎการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลให้รัฐบาลอุซเบกิสถานเริ่มแสวงหาความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย เพื่อคงความเป็นมหาอำนาจในเอเซียกลาง

สำหรับในมุมมองของสหรัฐอเมริกานั้น อุซเบกิสถานจัดว่ามีศักยภาพทางเศรษฐกิจเป็นอันดับหนึ่ง และมีพื้นฐานทางการเมืองที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพและเริ่มพัฒนาไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย เมื่อเทียบกับรัฐเพื่อนบ้านในเอเซียกลาง ในขณะเดียวกัน การมีกลุ่มผู้อพยพชาวยิวเป็นจำนวนมากในอุซเบกิสถาน ก็ส่งผลให้ทั้งสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลหันมาสถานปนาความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับรัฐบาลอุซเบกิสถาน เพื่อขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองในเอเซียกลาง

ในขณะเดียวกันถึงแม้ว่ารัฐบาลอุซเบกิสถานจะเรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนฐานทัพออกจากประเทศ แต่อุซเบกิสถานก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับสหรัฐฯ มากขึ้น เนื่องความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์จากสหรัฐอเมริกา ย่อมส่งผลดีต่อการแสดงบทบาทเป็นผู้นำของอุซเบกิสถานเหนือกลุ่มประเทศเอเซียกลาง ส่วนความสัมพันธ์กับรัสเซียนั้น ทั้งสองประเทศยังคงต้องพึ่งพากันในด้านเครือข่ายท่อก๊าซและการขนส่งภาคพื้นทวีป เนื่องจากอุซเบกิสถานจัดเป็นจุดยุทธศาสตร์ของเครือข่ายการค้าในยูเรเซีย

นอกจากนี้ในเชิงของการวางกำลังทางการทหาร อุซเบกิสถานมองว่ารัสเซียคือหลักประกันความมั่นคงแห่งเอเซียกลาง เนื่องจากหากพิจารณาตามหลักภูมิยุทธศาสตร์จะเห็นว่า อุซเบกิสถานถูกโอบล้อมโดยกองกำลังของสหรัฐอเมริกาในอัฟกานิสถานและทาจิกิสถาน ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับรัฐบาลโดยการเรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนทหารออกจากประเทศ แล้วส่งเสริมให้รัสเซียเข้ามาวางกำลังแทนที่สหรัฐฯ ก็จัดเป็นยุทธศาสตร์หลักของอุซเบกิสถานที่ดึงรัสเซียเข้ามาคานอำนาจกับสหรัฐอเมริกา เพื่อถ่วงดุลทางการเมืองระหว่างประเทศ ดังนั้นท่าทีและแนวนโยบายของอุซเบกิสถานจึงมีลักษณะแบบทวิลักษณ์ คือส่งเสริมบทบาทของรัสเซียทางการทหารและการค้าภาคพื้นทวีป และส่งเสริมบทบาทของสหรัฐอเมริกาเฉพาะในกรอบของความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการเมือง

6.3 ท่าทีและนโยบายต่างประเทศของเติร์กเมนิสถาน: การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเติร์กเมนิสถาน ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรักษาระดับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจในอัตราที่เท่าเทียมกัน โดยมีตัวแสดงหลักสี่ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ตุรกี และอิหร่าน. โดยสำหรับสหรัฐอเมริกาแล้ว เติร์กเมนิสถานมองว่า การคงความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ จะนำมาซึ่งเสถียรภาพและความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการขยายฐานการผลิตของสหรัฐฯ ในอาเซอร์ไบจันจะส่งให้เติร์กเมนิสถานมีรายได้จากการขายก๊าซธรรมชาติและการกระจายสินค้าให้กับสหรัฐฯ เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งของประเทศอยู่ใกล้กับทะเลสาบแคสเปียนและนครบาร์กูเมืองหลวงของอาเซอร์ไบจัน. ในขณะเดียวกัน การกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ยังส่งผลให้ข้อพิพาทระหว่างเติร์กเมนิสถานกับอาเซอร์ไบจันเกี่ยวกับสิทธิอาณาเขต และการเดินเรือในทะเลสาบแคสเปียนได้รับการแก้ไขมากขึ้น โดยอาศัยการไกล่เกลี่ยจากสหรัฐอเมริกา

สำหรับความสัมพันธ์กับรัสเซียนั้น รัฐบาลเติร์กเมนิสถานจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์กับรัฐบาลมอสโคร์ เนื่องจากเติร์กเมนิสถานเป็นหนี้รัสเซียถึง 107 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะเดียวกันอิทธิพลของรัสเซียในการขนส่งปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติไปยังชายฝั่งทะเลดำของตุรกี ก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เติร์กเมนิสถานต้องพึ่งพารัสเซียทางด้านเครือข่ายพลังงาน แต่อย่างไรก็ตาม ความขมขื่นทางประวัติศาสตร์และความพยายามที่จะปลดแอกจากอิทธิพลของรัสเซียยังคงมีอยู่สูงในหมู่ประชาชนชาวเติร์กเมน เนื่องจากในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 กองทหารรัสเซียได้ทำการผนวกดินแดนเติร์กเมนิสถาน และทำการสังหารชาวเติร์กเมนถึง 150,000 คนในสงคราม Gok Tepe. นอกจากนี้ ในปี ค.ศ. 1920 กองทัพแดงได้ทำการเข่นฆ่าชาวเติร์กเมน ยึดเมืองหลวง Ashgabad และผนวกดินแดนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโซเวียต ดังนั้นมรดกทางประวัติศาสตร์จึงยังคงส่งผลให้ภาพความน่ากลัวของกองทัพรัสเซียในอดีตยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวเติร์กเมนปัจจุบัน

สำหรับความสัมพันธ์กับตุรกีและอิหร่านนั้น ก็จัดว่ามีความสำคัญเพิ่มขึ้นเนื่องจากประชาชนชาวเติร์กเมนมีพื้นฐานทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมใกล้ชิดกับตุรกี ตลอดจนมีแนวโน้มในการนำเอาการปกครองแบบอิสลามสายกลางของตุรกีเข้ามาผสมผสาน และปรับใช้กับระบอบประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ รวมถึงการพึ่งพาตุรกีในการเชื่อมโยงแนวท่อก๊าซจากทะเลทำเข้าสู่ทะเลสาบแคสเปียน ในขณะที่อิหร่านก็จัดว่ามีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับเติร์กเมนิสถาน เนื่องจากดินแดนทางตอนใต้เคยถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเปอร์เซียยุคโบราณ ประกอบกับการดำเนินนโยบายสมานฉันท์ระหว่างประชาชนทางภาคเหนือที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ กับประชาชนภาคใต้ที่นับถือนิกายซีอะห์ จำเป็นต้องพึ่งอิหร่านในการลดความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมือง แต่อย่างไรก็ตามการดำเนินความสัมพันธ์กับอิหร่านทั้งด้านศาสนาและการเดินเรือรอบทะเลสาบแคสเปียน อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีนโยบายกดดันอิหร่านทางการเมืองระหว่างประเทศ ดังนั้น การดำเนินนโยบายกับอิหร่านของเติร์กเมนิสถาน จึงมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา

6.4 ท่าทีและนโยบายต่างประเทศของคีร์กีซสถาน: สาธารณรัฐคีร์กีซสถานจัดเป็นประเทศที่ยากจนและขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเซียกลาง ข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลให้คีร์กีซสถานขาดอำนาจต่อรองและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจ โดยสำหรับความสัมพันธ์กับรัสเซียนั้น การพึ่งพาทางเศรษฐกิจและความร่วมมือทางการค้าภาคพื้นทวีป จัดเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้คีร์กีซสถานตกอยู่ใต้อิทธิพลของรัสเซีย นอกจากนี้ชาวรัสเซียยังก้าวเข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจในคีร์กีซสถาน จนทำให้รัฐบาลต้องทำการประนีประนอมระหว่างชาวรัสเซียกับกลุ่มชาตินิยมคีร์กีซ เนื่องจากหากมีความขัดแย้งที่รุนแรงและชาวรัสเซียถูกลดบทบาทลง ภาวะเศรษฐกิจของประเทศอาจต้องหยุดชะงัก และประสบปัญหาอย่างรุนแรง ส่วนในมิติทางความมั่นคงและการทหาร รัฐบาลรัสเซียมีแนวนโยบายขยายกำลังทหารในคีร์กีซสถานเพื่อลดอิทธิพลของจีนซึ่งมีชายแดนประชิดคีร์กีซสถาน ตลอดจนแผ่แสนยานุภาพทางการทหารเพื่อประจันหน้ากับกองกำลังบางส่วนของสหรัฐอเมริกาในคีร์กีซสถานและทาจิกิสถาน

สำหรับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกานั้นจัดว่ามีความแนบแน่นมากขึ้นเนื่องจากประธานาธิบดี Akayev มีภาพลักษณ์เป็นผู้นิยมระบอบประชาธิปไตย โดยพร้อมจะดำเนินรอยตามสหรัฐฯ ในการปฏิรูปการเมืองและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ตลอดจนขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเมืองกับองค์กรระหว่างประเทศ นอกจากนี้ การกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกายังเป็นการถ่วงดุลอิทธิพลของรัสเซีย ทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร ตลอดจนยังเป็นการปิดล้อมจีนซึ่งเริ่มมีนโยบายขยายอำนาจมาทางคีร์กีซสถาน โดยมีมณฑลซินเจียง อุยเกอร์ เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการคุกคามคีร์กีซสถาน ซึ่งจีนสงสัยว่าเป็นที่ลี้ภัยของกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง ที่ปลุกระดมให้มณฑลตะวันตกของจีนเกิดความระส่ำระส่ายและทำการเรียกร้องเอกราช ดังนั้น คีร์กีซสถานในยุคหลังสงครามเย็น จึงเป็นเวทีของความสัมพันธ์สามเส้าระหว่างรัสเซีย สหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนให้กับดินแดนหัวใจแห่งยูเรเซีย

6.5 ท่าทีและนโยบายต่างประเทศของทาจิกิสถาน: สาธารณรัฐทาจิกิสถานจัดเป็นประเทศที่มีมาตรฐานความเป็นอยู่ต่ำที่สุด ในบรรดาประเทศที่แยกตัวออกจากสหภาพโซเวียต และเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุดในเอเซียกลาง แต่ทาจิกิสถานก็จัดเป็นดินแดนที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างจีนกับอัฟกานิสถาน ตลอดจนอยู่ไม่ไกลจากปากีสถานซึ่งเริ่มแผ่อิทธิพลเข้าสู่เอเซียกลาง โดยการขยายเส้นทางคมนาคมไปยังทาจิกิสถาน นอกจากนี้ทาจิกิสถานยังเป็นดินแดนที่รัสเซียใช้เป็นหัวหาด ในการหยุดอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาไว้ที่ชายแดนอัฟกานิสถาน ประกอบกับเป็นดินแดนที่สหรัฐอเมริกามองว่า เป็นแหล่งบ่มเพาะการก่อการร้ายและการส่งออกการปฏิวัติอิสลาม ที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับอิหร่านและกลุ่มตาลิบันในอัฟกานิสถาน ดังนั้นทาจิกิสถานจึงมีสถานภาพเป็นยุทธภูมิสำคัญที่มหาอำนาจเริ่มแผ่อิทธิพลเข้ายื้อแย่งดินแดนในเอเซียกลาง

เนื่องจากทาจิกิสถานจัดเป็นประเทศที่มีขนาดเล็ก ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจจึงทำให้ง่ายต่อการแทรกแซงและขยายอิทธิพล อย่างไรก็ตาม ในบริบททางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐบาลทาจิกิสถานได้ให้ความสำคัญกับรัสเซียมากที่สุด เนื่องจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือแก่ทาจิกิสถานทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร โดยในปัจจุบัน รัสเซียได้คงกองกำลังไว้ในทาจิกิสถานถึง 20,000 นาย เพื่อแผ่แสนยานุภาพเข้าสกัดอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาในอัฟกานิสถาน ตลอดจนช่วงชิงความได้เปรียบในการกระชับความสัมพันธ์กับเอเซียใต้ หากมีการขยายเครือข่ายถนนสายเอเซียจากอินเดีย ปากีสถาน เข้าสู่ทาจิกิสถาน

แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทาจิกิสถานก็เริ่มกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา เนื่องจากไม่อยากตกอยู่ใต้อิทธิพลของรัสเซียมากเกินไป ประกอบกับทาจิกิสถานยังมีปัญหากับอิหร่าน เนื่องจากความแตกต่างระหว่างศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่และซิอะห์ และความหวาดระแวงว่าอิหร่านอาจแผ่อิทธิพลผ่านพรมแดนด้านใต้ของเติร์กเมนิสถาน อุซเบกิสถาน และอาจให้การสนับสนุนกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงเพื่อต่อต้านและโค่นล้มรัฐบาลกลาง ดังนั้นการสร้างความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาจึงเป็นการลดอิทธิพลของอิหร่าน ในการแทรกแซงการเมืองภายในตลอดจนลดความเข้มข้นของอิทธิพลรัสเซียในทาจิกิสถาน

จากการวิเคราะห์ท่าทีและแนวนโยบายต่างประเทศของกลุ่มประเทศเอเซียกลาง ย่อมแสดงให้เห็นว่าทั้งสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ต่างมีอิทธิพลสำคัญต่อการกำหนดนโยบายของกลุ่มประเทศดังกล่าว โดยถึงแม้ว่ารัฐอิสลามส่วนใหญ่ในเอเซียกลางจะดำเนินนโยบายแบบถ่วงดุล ระหว่างสองมหาอำนาจ และระดับความเข้มข้นของอิทธิพลอเมริกันและรัสเซียจะมีความแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ระหว่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ความอ่อนล้าทางเศรษฐกิจ การขาดอำนาจต่อรองทางการเมือง และการขาดการบูรณาการภายในภูมิภาค ย่อมส่งผลให้รัฐต่างๆ ในเอเซียกลางเริ่มสูญเสียเอกลักษณ์ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ตลอดจนมหาอำนาจระดับภูมิภาคอื่นๆ เช่น จีน อิหร่าน และตุรกี ซึ่งเริ่มแผ่อำนาจเข้าครอบครองเครือข่ายพลังงาน และแทรกแซงเศรษฐกิจการเมืองของกลุ่มประเทศเอเซียกลางอย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญทางภูมิศาสตร์และยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ ผสมผสานกับความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ และความเปราะบางทางการเมืองและการทหารของรัฐอิสลามเอเซียกลาง ย่อมส่งผลให้ภูมิภาคดังกล่าวกลายเป็นจุดวาบไฟและเวทีปะลองกำลังของมหาอำนาจทางการเมืองโลกแห่งศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ดังนั้น ดินแดนหัวใจแห่งยูเรเซียในอนาคต จึงมีสภาพคล้ายคลึงกับสมรภูมิแห่งการขับเคี่ยวและการสร้างจักรวรรดินิยมที่เกรียงไกร โดยมีพญาอินทรีและพญาหมีขาวเป็นตัวแสดงสำคัญบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

บทสรุป
การศึกษานโยบายด้านยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย จัดเป็นประเด็นที่น่าสนใจและส่งผลกระทบโดยตรงต่อการวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศในศตวรรษที่ 21 ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยมหาเกมอันยิ่งใหญ่แห่งสมรภูมิยูเรเซีย โดยมีเอเซียกลางเป็นดินแดนหัวใจของภูมิทัศน์ด้านยุทธศาสตร์ ที่ส่งผลกระทบอย่างโตยตรงต่ออำนาจและผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย การแข่งขันทางอำนาจและการปะทะกำลังระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซีย นอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปรับตัวและการดำเนินนโยบายต่างประเทศของกลุ่มรัฐอิสลามเอเซียกลางแล้ว ยังส่งผลต่อท่าทีและการดำเนินนโยบายของจีน สหภาพยุโรป กลุ่มประเทศตะวันออกกลางโดยฉพาะอิหร่านกับตุรกี กลุ่มรัฐคอเคซัส เช่น จอร์เจีย อาเซอร์ไบจัน และกลุ่มประเทศในเอเซียใต้ เช่น อินเดีย ปากีสถาน ตลอดจนการดำเนินยุทธศาสตร์ของขบวนการก่อการร้าย และกลุ่มนักธุรกิจส่งออกน้ำมัน โดยในอนาตเอเซียกลางจะกลายเป็นจุดเปราะบางทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก โดยมีสหรัฐอเมริกาและรัสเซียเป็นตัวแสดงหลักที่ดำเนินนโยบายเพื่อสถาปนาเขตอิทธิพล และขับเคี่ยวยื้อแย่งดินแดนในยุทธภูมิยูเรเซียอย่างเข้มข้นและสืบเนื่อง

ประเด็นของการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคแห่งการแข่งขันและร่วมมือทางด้านพลังงาน การต่อต้านการก่อการร้าย และการปรากฎตัวครั้งใหม่ของเส้นทางสายไหมจึงพุ่งเป้าไปที่ความสัมพันธ์สหรัฐอเมริกา-รัสเซียในภูมิภาคเอเซียกลางซึ่งจัดเป็นดินแดนหัวใจแห่งยูเรเซียและจุดยุทธศาสตร์การเศรษฐกิจเมืองระหว่างประเทศ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เอกสารอ้างอิงภาษาอังกฤษ

Akiner, Shirin. The Caspian: Politics, Energy and Security. London: Routledge, 2004.

Allworth, Edward A. Central Asia: A Historical Overview. Durham: Duke University Press, 1994.

Aras, B?lent. The New Geopolitics of Eurasia and Turkey's Position. London: Routledge, 2002.

Buszynski, Leszek. Russian Foreign Policy After the Cold War. New York: Praeger, 1996.

Cohen, Ariel. Eurasia in Balance: The Us and the Regional Power Shift. Ashgate Publishing, Ltd., 2005.

Cummings, Sally N. Oil, Transition and Security in Central Asia. London: Routledge, 2003.

Gammer, Moshe. The Caspian Region. London: Routledge, 2004.

Glassner, Martin Ira. Political Geography. Missisauga: John Wiley & Sons Canada Ltd., 1993.

Grundy-Warr, Carl. Eurasia. London: Routledge, 1994.

Jackson, Nicole J. Russian Foreign Policy and the Cis: Theories, Debates and Actions. London: Routledge, 2003.

Kliot, Nurit and Newman, David. Geopolitics at the End of the Twentieth Century: The Changing World Political Map. London: Routledge, 2000.

Wegren, Stephen K. Russia's Policy Challenges: Security, Stability, and Development. New York: M.E. Sharpe, 2003.

Whitfield, Susan. The Silk Road: Trade, Travel, War and Faith. London: Serindia Publications, Inc., 2004.

Zimmerman, William. Beyond the Soviet Threat: Rethinking American Security Policy in a New Era. Michigan: University of Michigan Press, 1992.

สื่อออนไลท์ภาษาอังกฤษ

Blagov, Sergei. "WITH EYE ON US, RUSSIA BOLSTERS CENTRAL ASIA PRESENCE." Eurasianet on the Web, 22 June 2004. <http://www.eurasianet.org/departments/insight/articles/eav062204a.shtml> (16 July 2007).

Chossudovsky, Michel. "Russia and Central Asian Allies Conduct War Games in Response to US Threats." Global Research on the Web, 24 August 2006. <http://www.globalresearch.ca/index.php?context=viewArticle&code=CHO20060824&articleId=3056> (9 October 2006).

Cohen, Ariel. "CENTRAL ASIA TO PLAY PROMINENT ROLE IN US-RUSSIAN COOPERATION." Eurasianet on the Web, 14 September 2001. <http://www.eurasianet.org/departments/insight/articles/eav091401.shtml> (16 July 2007).

Hill, Fiona. "The United States and Russia in Central Asia: Uzbekistan, Tajikistan, Afghanistan, Pakistan, and Iran." The Brookings Institution on the Web, 15 August 2002. <http://www.brook.edu/views/speeches/hillf/20020815.htm> (15 April 2007).

Novosti, RIA. "RUSSIA, U.S. DESTINED TO COOPERATE IN CENTRAL ASIA." CDI on the Web, 30 May 2005. <http://www.cdi.org/russia/johnson/9164-25.cfm> (8 June 2007).

Payne, Laura. "U.S.-Russia Security Relations." Foreign Policy in Focus on the Web, 26 September, 1998. < http://www.fpif.org/briefs/vol3/v3n26fsu.html> (15 July 2007).

Radyuhin, Vladimir. "A New Big Game in Central Asia." CDI on the Web, 18 July 2003. <http://www.cdi.org/russia/268-12.cfm> (1 April 2007).

สื่อออนไลท์ภาษาไทย

กองวิจัยและพัฒนาการรบ. กรมยุทธการทหารอากาศ. "วิเคราะห์สงครามอิรัก." 13 มิถุนายน พ.ศ. 2546. <http://www.do.rtaf.mi.th/Library/Iraq/11.asp> (11 พฤษภาคม พ.ศ. 2549).

ชัยสิริ สมุทวาณิช. "การเมืองรัสเซีย." หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลท์, 10 มีนาคม พ.ศ. 2547. <http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=2000000051292> (10 กรกฎาคม พ.ศ. 2550).

ศูนย์เครือรัฐเอกราช และรัฐบอลข่าน. กระทรวงการต่างประเทศและมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. "ข้อมูลกลุ่มประเทศ CIS." <http://www.cbcutcc.com/contactus.htm> (25 มิถุนายน พ.ศ.2550).

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ประวัติผู้เขียน : ดุลยภาค ปรีชารัชช
สังกัดศูนย์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา (Southeast Asian Studies Centre) สำนักบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันได้รับทุนจากมูลนิธิ Rockefeller ในการทำวิจัยเกี่ยวกับการย้ายเมืองหลวงครั้งล่าสุดของพม่า


คลิกกลับไปทบทวน ตอนที่ ๑

 

คลิกไปที่ กระดานข่าวธนาคารนโยบายประชาชน

นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจบทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ก่อนหน้านี้ สามารถคลิกไปอ่านได้โดยคลิกที่แบนเนอร์



สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4 I สารบัญเนื้อหา 5 I สารบัญเนื้อหา 6
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@gmail.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 1200 เรื่อง หนากว่า 20000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com