โครงการก้าวสู่คริสตศตวรรษที่ ๒๑ ด้วยการทบทวนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา




Update: 13 April 2007
Copyleft2007
บทความทุกชิ้นที่นำเสนอบนเว็บไซต์นี้เป็นสมบัติสาธารณะ และขอประกาศสละลิขสิทธิ์ให้กับสังคม
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเปิดรับบทความทุกประเภท ที่ผู้เขียนปรารถนาจะเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โดยบทความทุกชิ้นต้องยินดีสละลิขสิทธิ์ให้กับสังคม สนใจส่งบทความ สามารถส่งไปได้ที่ midnightuniv@gmail.com โดยกรุณาใช้วิธีการ attach file
H
บทความลำดับที่ ๑๒๑๓ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ตั้งแต่วันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๐ (April, 13, 04,.2007)
R

บทวิจารณ์งานเขียนประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรมลายูปตานี
ทัศนวิจารณ์ : สี่กษัตริยาแห่งปัตตานี มีแต่ การเมือง เลือด อำนาจ
ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง : วิจารณ์
นักวิชาการอิสระ และนักข่าว-นักเขียนประชาไท

บทวิจารณ์ชิ้นนี้ เคยเผยแพร่แล้วบนเว็บไซต์ประชาไทออนไลน์ ชื่อเดิม
ทัศนวิจารณ์ : ไม่มีตำนานรักเพื่อแผ่นดิน ในบทความ ๔ กษัตริยาแห่งปัตตานี มีแต่ การเมือง เลือด อำนาจ
งานวิจารณ์ชิ้นนี้ได้ชี้ให้เห็นกุศโลบายและวิเทโศบายของชนชั้นปกครองที่มีอำนาจ
ไม่ว่าบุรุษหรือสตรีเพศ ต่างมีวิธีการและเล่ห์กลทางการเมืองไม่แตกต่างกัน
ผู้หญิงยังคงถูกใช้เป็นเครื่องบรรณาการ เพื่อสร้างดุลยภาพทางการเมือง
ดังนั้น เธอจึงไม่ต่างไปจากลูกตุ้มเหล็ก บนตาชั่งการเมืองของการคานอำนาจ
(midnightuniv@gmail.com)

บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา
ข้อความที่ปรากฏบนเว็บเพจนี้ ได้มีการแก้ไขและตัดแต่งไปจากต้นฉบับบางส่วน
เพื่อความเหมาะสมเป็นการเฉพาะสำหรับเว็บไซต์แห่งนี้

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ ๑๒๑๓
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๐
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ ๖.๕ หน้ากระดาษ A4)

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

ทัศนวิจารณ์ : สี่กษัตริยาแห่งปัตตานี มีแต่ การเมือง เลือด อำนาจ
ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง : วิจารณ์

มีไม่บ่อยนักที่สังคมสยามจะพูดถึงประวัติศาสตร์จากมุมมองของสังคมอื่นๆ ที่ประกอบกันเป็น 'ไทย' ปัจจุบัน แทบทุกครั้งเมื่อเอื้อนเอ่ยถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ก็หนีไม่พ้นการพูดแค่ 'ประวัติศาสตร์ของชนชั้นปกครองสยาม' ซึ่งเรื่องราวเล่าขานเหล่านี้มักมาจากหลักฐานจากพงศาวดารที่เขียนขึ้นตามความประสงค์ของชนชั้นปกครองเอง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการชี้นำสังคมจากระดับความรู้สึกร่วม ต่อมาจึงบังคับถ่ายทอดส่งต่อกันมาจนกลายเป็นวาทกรรม 'ชาติ' และ 'วีรบุรุษ' หรือ 'วีรสตรี' สยาม ที่แทบมองไม่เห็นคนหรือชาติพันธุ์อื่นๆ อีกมากมายในเรื่องเล่าเหล่านี้เลย

แต่ไม่นานมานี้ บทความ '๔ กษัตริยาปัตตานี ผู้หญิง บัลลังก์เลือด และตำนนานรักเพื่อแผ่นดิน' ได้ปรากฏขึ้นอย่างแหวกกระแส 'สุริโยไทนิยม' หรือ 'สุพรรณกัลยานิยม' และอื่นๆ (จะรวมมณีจันทร์นิยมและเลอขิ่นนิยมด้วยก็ได้) ผ่านการตีพิมพ์โดย 'ศิลปวัฒนธรรม' ปีที่ ๒๘ ฉบับที่ ๕ ประจำเดือนมีนาคม ๒๕๕๐ ค่ายมติชน

บทความนี้อาจนับได้ว่าเป็นงานประวัติศาสตร์ชั้นดีอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งแผ้วถางทางประวัติศาสตร์ให้ใหม่และกว้างขึ้นผ่านหลักฐานอื่นๆ ที่มองว่า สยามไม่ใช่พระเอกหรือนางเอกเสมอไป เพราะบางครั้งก็เป็นผู้รุกรานคนอื่นเขาเหมือนกัน การนำเสนอผ่านหลักฐานแบบนี้ จะช่วยให้สังคมไทยได้คิดมอง 'ความแตกต่างแบบอื่นๆ' ได้อย่างเข้าใจขึ้น

๔ กษัตริยาปัตตานีฯ เขียนโดย "สุภัตรา ภูมิประภาส" เนื้อหากล่าวถึงเรื่องราวตอนหนึ่งของประวัติศาสตร์ 'นครปตานี' หรือปัตานี ศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของคาบสมุทรมลายูในช่วงศตวรรษที่ 17 ความน่าสนใจที่ยิ่งยวดคือ ประเด็นทางเพศ เนื่องจากผู้ปกครองนครปตานีเวลานั้นล้วนเป็น 'สตรี' ที่สามารถบริหารรัฐและสืบต่อราชสมบัติส่งต่อกันมาได้ถึง ๔ พระนาง ภายใต้การบริหารของ ๔ กษัตริยายังคงสถานะที่ค่อนข้างรุ่งเรืองและมีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ขุนนางหรือเสนาบดีที่รายล้อม รวมทั้งเจ้าผู้ครองนครรอบด้านหรือแม้แต่กรุงศรีอยุธยาแห่งสยามประเทศ ผู้มีอิทธิพลในภูมิภาคอุษาคเนย์เวลานั้นล้วนปกครองด้วยบุรุษ และจ้องท้าทายตลอดเวลา

เรื่องราวนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2127 ราชาหรือราตู 'ฮิเจา' แห่งราชวงศ์ศรีวังสา ก้าวขึ้นครองบัลลังก์แห่งราชอาณาจักรมลายู ทรงเป็นกษัตริยาพระองค์แรก หลังสุลต่าน มันซูร์ ซาฮ์ เจ้าผู้ครองนครปตานี สิ้นพระชนม์ได้ 12 ปี ช่องว่างระหว่าง 12 ปีมานี้เป็นช่วงของการแก่งแย่งของบรรดาประยูรญาติฝ่ายชายและเสนาบดี ที่ผลสุดท้ายทั้งพระเชษฐาและพระอนุชาต่างชนนีก็สิ้นพระชนม์หมด กรณีนี้เองทำให้นครปตานีสิ้นรัชทายาทชายที่จะขึ้นครองบัลลังก์

หลังราตูฮิเจาสิ้นพระชนม์ พระน้องนางเธอ 'บีรู' และ 'อุงงู' จึงขึ้นมาเป็นกษัตริยาองค์ที่ 2 และ 3 ตามลำดับ ต่อด้วยช่วงเวลาของพระเจ้าหลานเธอ 'กูนิง' กษัตริยาพระองค์สุดท้าย สิ้นพระชนม์ที่ 'กัมปุง ปันจอร์' พ.ศ.2231 เป็นการสิ้นสุดช่วงสมัยการปกครองโดยกษัตริยาอย่างสมบูรณ์

ทั้งนี้หากมองประวัติศาสตร์เชิงเปรียบเทียบกับสยามเป็นเกณฑ์แล้ว ไม่ว่าจะช่วงเวลาเดียวกัน ก่อนหน้านั้นหรือหลังจากนั้น สยามเองเสียอีกที่ไม่เคยมีกษัตริยาปรากฏขึ้นเลย ทั้งตลอด 417 ปีแห่งการเป็นราชธานีของกรุงศรีอยุธยา หรือกว่า 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หรือหากจะกล่าวว่ามีนามสตรีลือเลื่องขึ้นมาบ้างอย่าง 'สุริโยไท' 'สุพรรณกัลยา' 'ศรีสุดาจันทร์' และพระนางอื่นๆ บทบาทของพระนางเหล่านี้ก็ทำได้เพียงจำกัดอยู่ในฐานะผู้รองรับ 'องค์พระมหากษัตริย์' อันเป็นบุรุษอีกชั้นหนึ่งทั้งสิ้น

ดังนั้น หากจะหันมามองประวัติศาสตร์สยามและอุษาคเนย์อย่างรอบด้านแล้ว '๔ กษัตริยาแห่งปตานี' นับว่ามีความโดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์สตรีภูมิภาคนี้เลยทีเดียว จึงทั้งน่าสนใจศึกษาและกล่าวถึงอย่างยิ่งไม่ว่าจะด้านบทบาทในฐานะผู้ใช้อำนาจสูงสุดเหนือบุรุษได้เป็นเวลายาวนาน การแหวกขนบดั้งเดิมทิ้งอย่างสวยงามนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ประวัติศาสตร์ช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างการทำลายฐานรากมายาคติทางการปกครอง ด้วยวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่ได้อย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ยังมีด้านการเมืองระหว่างรัฐที่สามารถใช้ทั้งการทูตและการสงครามได้อย่างชาญฉลาด จนเคยเอาชัยชนะในสงครามประกาศเอกราชต่อสยามเจ้าอาณานิคมใหญ่ได้

ถึงกระนั้นก็ไม่รู้ว่าด้วยภาวะอคติอันใด ชื่อชั้นของพระนางทั้ง ๔ พระองค์ที่มีบทบาทสูงต่อภูมิภาคถึงขนาดนี้ จึงมิได้รับเกียรติในการเรียนการสอนหรือการกล่าวขานถึงเลย ในขณะที่ประวัติศาสตร์ของพระนางสยามอื่นๆ กลับถูกผลิตซ้ำด้วยการเล่าแบบเดิมๆ อยู่ตลอดเวลา

การปรากฎขึ้นของบทความนี้จึงถือว่ามีคุณค่าอย่างยิ่ง ณ เวลาที่ประวัติศาสตร์มีศักดานุภาพร้ายแรงยิ่งกว่าศาสตราวุธใด ในการสังหารผู้คนที่อาจมีขึ้นได้ในเวลาอันใกล้นี้ ส่วนคุณูปการที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของบทความด้านการแผ้วถางทางประวัติศาสตร์ใหม่นั้นก็จะนำมาสู่การคิดต่อ และชวนให้แผ้วถางทางเสริมเพิ่มเติมให้ประวัติศาสตร์หรือวิธีคิดอื่นๆ มีที่เดินกันมากขึ้น ซึ่งจะขออนุญาตทำหน้าที่นี้ต่อเนื่องโดยพลัน

ประเด็น ๔ กษัตริยาแห่งปตานี หากเบี่ยงไปมองในบริบทเรื่องอำนาจและการเมือง จะเห็นเส้นทางการมองประวัติศาสตร์คู่ขนานอีกเส้นหนึ่ง ซึ่งหากเดินไปตามทางนั้นแล้วก็ขอเสนอต่อไปว่า บทความ ๔ กษัตริยาแห่งปัตตานีฯ กำลังอยู่ในวังวนการสร้างวาทกรรมรัฐชาติอีกชุดหนึ่งโดย 'ชนชั้นปกครอง' อีกกลุ่มหนึ่งสร้างขึ้นมาคัดง้างหรือปะทะกับวาทกรรมรัฐชาติชุดเดิมของสยาม

โดยเฉพาะการเล่าเรื่องในลักษณะการสร้างความโรแมนติกทางประวัติศาสตร์ผ่าน 'ตำนานรักเพื่อแผ่นดิน'ของหญิงสาวที่กดดันขมขื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า สลับกับภาพความเป็นสตรีที่เก่งกาจจนสร้างเป็น 'วีรสตรีใหม่' มาชนกับประวัติศาสตร์ชุดที่สร้างโดยชนชั้นนำสยาม. การชนกันด้วยวาทกรรมแบบนี้นั้น อาจจะได้ผลเชิงสัญลักษณ์จริง แต่ล้วนเป็นกระบวนวิธีที่ชนชั้นปกครองใช้ในการสร้างฐานอำนาจตัวเองผ่านการจัดการความทรงจำ ผลผลิตของการเล่าประวัติศาสตร์เชิงโรแมนติกนี้ จึงอาจตามมาด้วยการหักหาญด้วยความรุนแรงที่มากขึ้นได้

ดังนั้น สิ่งที่จะชวนคิดต่อจากบทความในมุมอำนาจและการเมือง คือการมองชั้นปกครองไม่ว่าจะสยามหรือ ปตานีที่เป็นบุรุษหรือสตรี เมื่อมีอำนาจสูงสุดเหนือรัฐแล้วจะมีกระบวนการจัดการ 'อำนาจ' และ 'การเมือง' ทั้งภายในและภายนอกอย่างไร? การตั้งประเด็นแบบนี้ก็เพื่อให้การวิจารณ์นั้น ขยายประเด็นไปจากประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ ที่อาจจะกลายเป็นวาทกรรมที่จะเพาะสร้างอคติทางชาติพันธุ์ให้มากขึ้นได้ เป็นการมองภาพรวมของกระบวนการการใช้อำนาจที่ไม่ว่ากลุ่มไหนก็มีลักษณะที่ดู 'เลวร้าย' ไม่ต่างกัน และแน่นอน เรื่องเหล่านี้ล้วนไม่โรแมนติกโดยสิ้นเชิง

การที่ภาพรวมของบทความพยายามย้ำไปที่คำว่า 'ตำนานรักเพื่อแผ่นดิน' (ที่ดูจะล้วนขมไปหมด) ควรต้องพูดไปถึงบริบททางวัฒนธรรมของช่วงเวลาด้วย เพราะหากมองข้ามการเน้นเรื่องความเป็นสตรีที่ผูกพันไปกับอารมณ์ ความรัก ความขมขื่นต่างๆ แล้วไปมองบริบทฐานะ 'ผู้ใช้อำนาจ' แล้ว การที่ 'ราตูฮิเจา' กษัตริยาพระองค์แรก พระราชทาน 'เจ้าหญิงอุงงู' ให้เสกสมรสแก่เจ้านครปะหัง เพื่อคานอำนาจการเป็นคู่แข่งทางการค้าของนครยะโฮร์ตามที่บทความนำเสนอนั้น เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า

ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรีเมื่อนั่งในอำนาจแล้ว ก็ล้วนมีวิธีการจัดการเพื่อคงอำนาจไว้ด้วยกลวิธีที่ไม่แตกต่างกัน วิธีการนั้นก็คือ 'การใช้สตรีเป็นเครื่องมือ' นั่นเอง และอาจฟังดูโหดร้ายกว่ามาก เมื่อสตรีต้องใช้วิธีการนี้กับสตรีด้วยกันเอง โดยเฉพาะสตรีที่เป็นน้องเสียด้วย

เข้าใจกันง่ายๆ ก็คือ การยกเครือญาติที่เป็นสตรีให้นครอื่น ถือเป็นการเมืองแบบหนึ่งที่ใช้เพื่อรักษาสมดุลอำนาจของผู้ปกครองนคร ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับความรักอันใดเลยก็ได้ เพียงแต่การสร้างเรื่องเล่าแบบ 'ตำนานการเสียสละ' เป็นวิธีการที่ง่ายเพื่อสร้างผลทางจิตวิทยาสำหรับผู้คนที่ได้รับรู้

วิธีการนี้ทางกรุงศรีอยุธยาเองก็ใช้ เช่น กรณีสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ตัวแทนของอำนาจฝ่ายสุพรรณภูมิ ทรงยกพระวิสุทธิกษัตริย์ให้เสกสมรสกับสมเด็จพระมหาธรรมราชาตัวแทนอำนาจฝ่ายสุโขทัย ซึ่งมีกำลังขึ้นมากหลังร่วมมือกันกำจัดขั้วอำนาจฝ่ายอู่ทอง (ขุนวรวงษาและท้าวศรีสุดาจันทร์) อีกขุมอำนาจหนึ่งในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นต้น. ต่อมาเรื่องเหล่านี้ถูกผูกเป็นตำนานหรือเรื่องเล่าผ่านละคร ภาพยนตร์ ที่มีผลทางจิตวิทยาในการสร้างอุดมการณ์ 'ชาติไทย' มาถึงคนรุ่นปัจจุบัน

ส่วนเรื่องความขมขื่นของการการตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองแบบนี้มีหรือไม่นั้น คงมิอาจทราบได้ อย่างไรก็ตาม สถานภาพของเครื่องมือทางการเมืองที่เป็นสตรีอาจขึ้นกับความเข้มแข็งหรือความสัมพันธ์กับนครเจ้าของสตรีที่เป็นเครื่องมือนางนั้น

ในบทความของคุณสุภัตราก็กล่าวถึงให้พอเห็นเค้าลางได้ เช่น กรณีรัฐปะหังเริ่มท้าทายอำนาจของนครปตานีในช่วงปลายสมัยราตูฮิเจา (คงคิดว่าเริ่มชราจนไม่มีแรงสั่งการแล้วกระมัง) โดยเริ่มไม่ทำตามคำร้องขอของปตานีเหมือนกาลก่อน. ราตูฮิเจาจึงแสดงแสนยานุภาพข่มเสียด้วยกองกำลังทหาร ซึ่งหากไม่ทำดังนี้ สิ่งที่ตามมาอาจเป็นเรื่องราวร้ายๆ ต่อมเหสีอุงงู เพื่อแสดงอาการแข็งข้อที่ชัดเจนขึ้นของรัฐปะหัง

หรืออีกกรณีหนึ่งในช่วงสมัย 'ราตูบีรู' กษัตริยาองค์ที่ ๒ แห่งปตานีที่ต้องยกหลานหรือ 'เจ้าหญิงกูนิง' ให้เสกสมรสกับออกญาเดโช บุตรชายเจ้าเมืองลิกอร์ (นครศรีธรรมราช) หัวเมืองประเทศราชหนึ่งที่ขึ้นแก่กรุงศรีอยุธยา การเสกสมรสแบบนี้ก็เป็นอีกสัญลักษณ์ทางการเมืองที่สตรีถูกหยิบยกมาใช้ เพราะเวลานั้นกรุงศรีอยุธยาคงเริ่มมองปตานีที่รุ่งเรื่องมากขึ้น จากการเป็นเมืองท่าค้าขายอย่างหิวกระหายจนทำให้สาวเจ้ารู้สึกตัวได้ก่อน เพียงแต่การดำเนินนโยบายทางการเมืองกับผู้เข้มแข็งอย่างสยาม ต้องทำอย่างชาญฉลาดที่สุด

สิ่งที่บทความของคุณสุพัตรานำเสนอ และเป็นอีกจุดที่น่าสนใจคือ การเดินนโยบาย 2 ทาง นอกจากการเชื่อมสัมพันธ์ด้วยสตรีและการส่งบุหงามาศสานไมตรีต่อเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นนโยบายละมุนละม่อมแล้ว อีกทางหนึ่งกลับเป็นการเตรียมการแข็งขืนอยู่ในทีด้วยการที่ ราตูบีรู ไปเจรจาต่อสุลต่านกลันตันเรื่องการรวมตัวเป็นสหพันธรัฐปตานีเพื่อต่อต้านอิทธิพลกรุงศรีอยุธยา โดยมีเงื่อนไขว่า กลันตันมีอำนาจในการปกครองตัวเองและไม่ส่งบรรณาการรวมทั้งภาษีต่อนครปตานี นอกจากนี้ยังเตรียมการป้องกันเมืองด้วยการสร้างกำแพงอย่างแข็งแรงที่ชาวบ้านเรียกกันว่า 'กำแพงบีรู' รวมทั้งหล่อปืนใหญ่ 3 กระบอก นาม 'ศรีนครา', 'ศรีปตานี', และ 'มหาเลลา' ด้วย

จนเมื่อเข้าสู่ยุคของ 'ราตูอุงงู' กษัตริยาพระองค์ที่ ๓ สถานการณ์ในกรุงศรีอยุธยาเองเกิดพลิกผัน เมื่อเกิด 'รัฐประหาร' ขึ้น โดยมีหัวหน้าคณะคือเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ แล้วปราบดาภิเษกเป็นสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนแค่ตัวผู้นำสยามเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนฐานอำนาจด้วยการเปลี่ยนราชวงศ์เลยทีเดียว ในการผันผวนแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิด 'การตีตัวออกห่าง' เพราะมีสถานการณ์ที่ลงตัวต่อการปกครองตนเอง ราตูอุงงูจึงระงับการส่งบุหงามาศ และยกทัพไปตีลิกอร์กับพัทลุง ส่วนสตรีเองก็ไม่พ้นเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการหักหาญนั้นด้วย

ผลกระทบของสถานการณ์ทำให้ 'เจ้าหญิงกูนิง' ภรรยาของออกญาเดโช ถูกดึงไปสมรสกับเจ้านครยะโฮร์แทน (หากจำได้ เดิมทีนครยะโฮร์เคยถูกมองเป็นศัตรูสำคัญมาก่อน และเป็นสาเหตุที่ทำให้ราตูอุงงูต้องไปสมรสกับเจ้านครปะหังเพื่อผูกมิตร) สิ่งที่ราตูอุงงูเคยถูกกระทำในฐานะเครื่องมือทางการเมืองก็ถูกส่งไม้ต่อไปยัง 'เจ้าหญิงกูนิง'อย่างซ้ำซากวนเวียน

เรื่องความวุ่นวายภายในรัฐใหญ่ที่นำมาสู่การตีตัวออกห่างคงไม่ใช่เรื่องการทรยศแต่อย่างใด ในบริบทเดียวกันสยามก็เคยกระทำแบบนี้ ดังกรณี หลังพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ หัวเมืองต่างๆ ก็เริ่มลองของต่อพระเจ้านันทบุเรงกษัตริย์พระองค์ใหม่ (เมืองคังของเลอขิ่นนำมาแรกๆ โดยไม่ยอมเข้าร่วมถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา) ดังนั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่สมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา และพระนเรศวรเจ้าฟ้าเมืองสองแควก็รอดูท่าทีและพร้อมที่จะแข็งเมืองอยู่แล้วดังที่พระเจ้านันทบุเรงเกรงมาตั้งแต่ต้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น การแข็งเมืองแม้จะเป็นช่วงที่อาณาจักรใหญ่วุ่นวายก็ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่พร้อมในระดับหนึ่ง การเตรียมการมาตั้งแต่ยุค 'ราตูบีรู' ทั้งการสร้างกำแพง สร้างอาวุธ การรวมสหพันธ์ปตานี และการดึงนครยะโฮร์มาเป็นมิตร คงเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาสู่การตัดสินใจแข็งเมืองในครั้งนี้

เป็นจริงดังคาด เมื่อกรุงศรีอยุธยาจัดการภายในลงตัวและต้องการอำนาจเหนือปตานีอีกครั้ง ก็ได้ส่งกำลังมาหนุนออกญาเดโชทำศึกกับนครปตานี แต่ก็ต้องแพ้พ่ายกลับไปอาจด้วยปัจจัยหลายด้าน เช่น การขาดประสบการณ์การรบทางทะเล การเดินทัพมาจากระยะไกล และการเตรียมการตั้งรับที่ดีมาตั้งแต่ต้นของ ปตานีดังที่กล่าวมาแล้ว

หลังผ่านสถานการณ์ล่อแหลมกับสยามมาได้ ก็มาสู่รัชสมัยของ 'ราตูกูนิง' การแต่งงานของสุลต่านยะโฮร์และยอมช่วยรบในสงครามสยามในสมัยราตูอุงงู อาจมองได้ว่าเป็นการวางนโยบายทางการเมืองของนครยะโฮร์ไว้เช่นกัน หลังพระราชพิธีฝังพระศพราตูอุงงู สุลต่านยะโฮร์กลับทิ้งอนุชาและกองกำลังจำนวนหนึ่งไว้ ด้วยข้ออ้างว่า เพื่อถวายคำปรึกษาแก่ราชินี. ต่อมามีการข่มเหงพระนางโดยอนุชาสุลต่านเมืองยะโฮร์และอนุชาพลันเปลี่ยนไปมีสัมพันธ์สวาทกับนางดัง สีรัต นักร้องหน้าตาอัปลักษณ์แต่เสียงไพเราะแทน

กระบวนวิธีแบบนี้เป็นไปได้หรือไม่ที่เป็นการพยายามค่อยๆ ลดทอนอำนาจแห่งราตูเหนือปตานีลง ส่วนเสนาบดีต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจเก่าอาจไม่พอใจกลุ่มอำนาจใหม่อย่างอนุชาสุลตานยะโฮร์ และอาจต้องการอำนาจคืน จึงเสนอราชินีกูนิงให้มีพระราชวินิจฉัยกรณีสัมพันธ์สวาทกับนางดัง สีรัต ซึ่งราตูกูนิงมอบหมายให้เป็นภารกิจเสนาบดี โดยขอชีวิตเจ้าชายเมืองยะโฮร์เอาไว้

เหตุการณ์ครั้งนั้นเจ้าชายเมืองยะโอร์แทบเอาตัวไม่รอด แต่ราตูกูนิงได้เตรียมเรือไว้ให้หนี เหตุการณ์นี้มองได้หลายทาง ทางหนึ่งคือความรัก แต่อีกทางหนึ่งอาจเป็นนโยบายทางการเมืองที่ใช้การผูกบุญคุณ อาจเพื่อไว้ใช้คานอำนาจเสนาบดีต่างๆ ภายในปตานี และอาจป้องกันไม่ให้นครยะโฮร์ยกมาเป็นข้ออ้างในการทำสงครามกับปตานี การไว้ชีวิตนอกจากเป็นการรักษาสัมพันธ์ทางการเมืองแบบหนึ่งแล้ว จึงเป็นการสร้างสมดุลย์ทางอำนาจด้วย

ส่วนสยามเองกลับจับพลัดจับผลูมาได้ประโยชน์หลังปตานีวุ่นวายภายในครั้งนี้เช่นกัน เพราะจากนั้นมา ราตูกูนิงก็กลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์ใหม่ผ่านบุหงามาศอีกครั้ง (ไม่ทราบว่าลืมแผลใจกับออกญาเดโชสามีเก่าไปแล้วหรือไม่ เพราะตัวราตูกูนิงเองก็เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของสงครามกับสยาม)

กรณีที่กล่าวมาทั้งหมดทั้งปวงนี้คงพอเป็นเค้าได้ว่า 'ความรัก' ล้วนไม่เป็น 'ตำนาน' เพราะล้วนสามารถเปลี่ยนไปตาม 'สถานการณ์' 'อำนาจ' และ 'การเมือง' ได้ โดยมีผู้กุมอำนาจปกครองสูงสุดเป็นผู้กำหนดบทบาทให้ความรักนั้นทั้งสิ้น

สำหรับบทสรุปในช่วงท้าย ใน พ.ศ. 2184 ราตูกูนิงได้เสด็จเยือนกรุงศรีอยุธยาด้วยพระองค์เอง เพื่อตอกย้ำสัมพันธไมตรี สงครามสยามกับปตานีจึงสิ้นไปในสมัยของพระนาง และเป็นช่วงเวลาที่การค้ารุ่งเรืองที่สุด
ถึงกระนั้น ยุคสมัยของพระนางกลับจบลงด้วยความเศร้าด้วยอำนาจแห่งสงครามกับอีกรัฐกลันหนึ่ง(กลันตัน) ที่มาแทนที่

++++++++++++++++++++++++++++++++

คลิกไปอ่านต้นฉบับเรื่องที่นำมาวิจารณ์

 


คลิกไปที่ กระดานข่าวธนาคารนโยบายประชาชน

นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจบทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ก่อนหน้านี้ สามารถคลิกไปอ่านได้โดยคลิกที่แบนเนอร์




สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4 I สารบัญเนื้อหา 5 I สารบัญเนื้อหา 6
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@gmail.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 1200 เรื่อง หนากว่า 20000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

 

 

power-sharing formulas, options for minority rights, and constitutional safeguards.

บรรณาธิการแถลง: บทความทุกชิ้นซึ่งได้รับการเผยแพร่บนเว็บไซต์แห่งนี้ มุ่งเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อวัตถุประสงค์ในการขยายพรมแดนแห่งความรู้ให้กับสังคมไทยอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังมุ่งทำหน้าที่เป็นยุ้งฉางเล็กๆ แห่งหนึ่งสำหรับเก็บสะสมความรู้ เพื่อให้ทุกคนสามารถหยิบฉวยไปใช้ได้ตามสะดวก ในฐานะที่เป็นสมบัติร่วมของชุมชน สังคม และสมบัติที่ต่างช่วยกันสร้างสรรค์และดูแลรักษามาโดยตลอด. สำหรับผู้สนใจร่วมนำเสนอบทความ หรือ แนะนำบทความที่น่าสนใจ(ในทุกๆสาขาวิชา) จากเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลก สามารถส่งบทความหรือแนะนำไปได้ที่ midnightuniv@gmail.com (กองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน: ๒๘ มกาคม ๒๕๕๐)

เรื่องความวุ่นวายภายในรัฐใหญ่ที่นำมาสู่การตีตัวออกห่างคงไม่ใช่เรื่องการทรยศแต่อย่างใด ในบริบทเดียวกันสยามก็เคยกระทำแบบนี้ ดังกรณี หลังพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ หัวเมืองต่างๆ ก็เริ่มลองของต่อพระเจ้านันทบุเรงกษัตริย์พระองค์ใหม่ (เมืองคังของเลอขิ่นนำมาแรกๆ โดยไม่ยอมเข้าร่วมถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา) ดังนั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่สมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา และพระนเรศวรเจ้าฟ้าเมืองสองแควก็รอดูท่าทีและพร้อมที่จะแข็งเมืองอยู่แล้วดังที่พระเจ้านันทบุเรงเกรงมาตั้งแต่ต้น (คัดมาบางส่วนจากบทความ)

13-04-2550

Sejarah Kerajaan
Melayu Patani

Midnight University

 

H
R
ทุกท่านที่ประสงค์จะติดต่อมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กรุณาจดหมายไปยัง email address ใหม่ midnightuniv@gmail.com
-Free Documentation License-
Copyleft : 2007, 2008, 2009
Everyone is permitted to copy
and distribute verbatim copies
of this license
document, but
changing it is not allowed.