บทความวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนบนไซเบอร์สเปซทุกเรื่องไม่สงวนลิขสิทธิ์ไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการ









Free Documentation License
Copyleft : 2006, 2007, 2008
Everyone is permitted to copy and distribute verbatim
copies of this license
document,
but changing it is not allowed.
บทความลำดับที่ ๑๑๑๕ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ตั้งแต่วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๙
28-12-2549

 

 

 

 

 

 

H
power-sharing formulas, options for minority rights, and constitutional safeguards.
R
กลางวันคือการเริ่มต้นเดินทางไปสู่ความมืด ส่วนกลางคืนคือจุดเริ่มต้นไปสู่ความสว่าง- เที่ยงวันคือจุดที่สว่างสุดแต่จะมืดลง เที่ยงคืนคือจุดที่มืดสุดแต่จะสว่างขึ้น



Mass culture & Popular culture
The Midnight University

วิพากษ์วัฒนธรรมมวลชนและวัฒนธรรมประชานิยม
ถอดหน้ากากวัฒนธรรมมวลชน เปลือยอุตสาหกรรมวัฒนธรรม
สมเกียรติ ตั้งนโม : เรียบเรียง

คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บทความวิชาการชิ้นนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการวิพากษ์วัฒนธรรมมวลชน และวัฒนธรรมประชานิยม
โดยการกลับไปสำรวจถึงข้อเท็จจริงของป้ายฉลากวัฒนธรรมเหล่านี้ที่อ้างอิงมวลชน
อันที่จริงวัฒนธรรมดังกล่าวได้รับการสร้างโดยนักเทคนิค ผู้เชี่ยวชาญ คนที่ครอบงำวัฒนธรรม
และมันได้ไปทำลายวัฒนธรรมอื่นเช่น วัฒนธรรมพื้นบ้าน รวมถึงผลงานทางศิลปะ
เหล่านี้คืออุตสาหกรรมวัฒนธรรม โดยอาศัยการผลิตแบบมวลรวมและสูตรสำเร็จ
ซึ่งไป เบียดขับทางเลือกอื่นๆ ที่เป็นไปได้ในเชิงศิลปวัฒนธรรมให้หมดพื้นที่ลง
midnightuniv@gmail.com

บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา
ข้อความที่ปรากฏบนเว็บเพจนี้ ได้มีการแก้ไขและตัดแต่งไปจากต้นฉบับบางส่วน
เพื่อความเหมาะสมเป็นการเฉพาะสำหรับเว็บไซต์แห่งนี้

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ ๑๑๑๕
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๙
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ ๑๖ หน้ากระดาษ A4)



ถอดหน้ากากวัฒนธรรมมวลชน เปลือยอุตสาหกรรมวัฒนธรรม
สมเกียรติ ตั้งนโม : คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Mass culture and popular culture
วัฒนธรรมมวลชน และวัฒนธรรมประชานิยม

Mass culture and mass society
The mass culture debates
Mass culture and Americanization
Americanization and Critique of Mass culture theory
A critique of mass culture theory


นัยสำคัญทางสังคม
เรื่องของวัฒนธรรมสมัยนิยม/ประชานิยม(popular culture)ในยุคใหม่ สามารถที่จะได้รับการทำแผนภูมิโดยวิธีการแยกแยะมันออกมาจากความคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมมวลชน(mass culture)ได้ การปรากฏตัวขึ้นมาของสื่อสารมวลชนและการทำให้สื่อต่างๆ เป็นเรื่องเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นของวัฒนธรรม ก่อให้เกิดประเด็นปัญหาต่างๆ ซึ่งมีทั้งความน่าสนใจและก่อให้เกิดข้อถกเถียงขึ้นมากมาย ซึ่งยังคงอยู่กับเราจนกระทั่งทุกวันนี้

ความเจริญเติบโตของความคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมมวลชน(mass culture) มีหลักฐานที่ชัดเจนนับจากทศวรรษ 1920s และ 1930s เป็นต้นมา มันสามารถถูกมองได้ว่าเป็นหนึ่งในต้นตอทางประวัติศาสตร์ของแนวเรื่องและทัศนียภาพต่างๆ ของวัฒนธรรมประชานิยม(popular culture) ซึ่งบทความชิ้นนี้จะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ข้อสังเกตประการแรกของบทความนี้ ไม่ได้ต้องการที่จะโต้แย้งในเรื่องวัฒนธรรมมวลชน(mass culture)ว่าเป็นตัวแทนบางสิ่งบางอย่างที่ใหม่ ยกตัวอย่างเช่น Lowenthal ได้ตามรอยข้อถกเถียงต่างๆ ของเรื่องดังกล่าว ย้อนกลับไปถึงงานเขียนหลายชิ้นของ Pascal และ Montaigne ในคริสตศตวรรษที่ 16-17, และเชื่อมโยงการปรากฏตัวขึ้นมาของมัน จนกระทั่งการถือกำเนิดขึ้นของเศรษฐกิจแบบการตลาด ส่วนคนอื่นๆ ได้ให้เหตุผลว่า วัฒนธรรมมวลชนมักจะอยู่กับเราเสมอ โดยชี้ไปถึงบทบาทหน้าที่ของขนมปังและสนามกีฬารูปวงกลม(bread and circuses)(การบริโภคและความบันเทิง)ของ popular culture ในจักรวรรดิโรมัน

ความมั่นใจมากไปกว่านั้น, Burke ได้เสนอว่า ความคิดสมัยใหม่ของวัฒนธรรมประชานิยม(popular culture) ได้ถูกทำให้สัมพันธ์กับรูปแบบต่างๆ ที่เบ่งบานเกี่ยวกับสำนึกของความเป็นชาติในปลายคริสตศตวรรษที่ 18, และดำรงอยู่อย่างถาวรในความพยายามโดยผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย, ยกตัวอย่างเช่น บรรดานักกวี, ที่ได้สร้าง popular culture ขึ้นมาในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมชาติ. แต่อย่างไรก็ตาม ระหว่าง popular culture และ high or learned culture (วัฒนธรรมประชานิยมและวัฒนธรรมชั้นสูงหรือวัฒนธรรมของผู้มีความรู้) นั้น มีความแตกต่างกัน ซึ่งจะกล่าวต่อไปข้างหน้า

ส่วนนัยยะที่ขัดแย้ง ซึ่งสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ความคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมประชานิยม(popular culture) ได้ถูกบันทึกอย่างชัดแจ้งโดย Williams. เป็นการอ้างอิงถึง "การเปลี่ยนแปลงในทัศนียภาพ" ระหว่างช่วงคริสตศตวรรษที่ 18-19, ซึ่งเขาได้เขียนเอาไว้ว่า:

Popular (ประชานิยม-สมัยนิยม) ได้รับการมองมาจากแง่คิดหรือทัศนะของประชาชนมากกว่าที่จะมาจากผู้คนเหล่านั้นที่แสวงหาความชื่นชอบหรือพลังของมัน กระนั้นก็ตาม ความรู้สึกดังกล่าวในช่วงต้นๆ มันยังไม่ตาย อันที่จริงความเป็นวัฒนธรรมประชานิยม(popular culture) ไม่ได้ถูกแยกแยะโดยประชาชน และมันยังคงหอบหิ้วเอาความรู้สึกเก่าๆ 2 ประการมาด้วย: นั่นคือ

- Popular culture เป็นงานประเภทที่ด้อยกว่าหรือต่ำกว่า High culture (วัฒนธรรมประชานิยม ได้แก่ วรรณกรรมสมัยนิยม(popular literature), สิ่งพิมพ์ประชานิยม(popular press), อันเป็นงานวรรณกรรมและสิ่งพิมพ์ซึ่งเป็นที่นิยมของประชาชนซึ่งแตกต่างไปจาก quality press หรือวรรณกรรมคุณภาพ)

- แต่อย่างไรก็ตาม popular culture ก็เป็นผลงานที่ได้ประกาศถึงชัยชนะในความนิยม (popular journalism - วารสารแนวป๊อปที่นิยมกันแพร่หลาย หรือ popular entertainment ความบันเทิงแนวป๊อป) เช่นเดียวกับความรู้สึกสมัยใหม่กว่าอันหนึ่งเกี่ยวกับการเป็นที่ชื่นชอบกันมากในหมู่ประชาชนทั้งหลาย ซึ่งแน่นอนว่าในหลายต่อหลายกรณี ความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้มันทับซ้อนกันอยู่

ความรู้สึกเมื่อไม่นานมานี้เกี่ยวกับวัฒนธรรมประชานิยม(popular culture) ได้กลายเป็นเป็นวัฒนธรรมที่แท้จริง ซึ่งมันได้รับการสร้างขึ้นมาโดยประชาชนเพื่อตัวของพวกเขาเอง และ บ่อยครั้งมันได้เข้าแทนที่วัฒนธรรมในอดีต อย่างเช่น วัฒนธรรมพื้นบ้าน(folk culture) และมันยังเป็นการเน้นที่สำคัญของสมัยใหม่อันหนึ่งด้วย
(Willainms: 1976; p.199)

พัฒนาการทางความคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมประชานิยม(popular culture) ได้ถูกนำไปผูกติดกับการต่อสู้แข่งขันเพื่อช่วงชิงความหมายและการตีความซึ่งมีมาก่อนแล้ว และได้กลายเป็นหลักฐานสำคัญในการโต้แย้งกันต่างๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมมวลชน(mass culture). โดยเฉพาะ, เรื่องราวหรือข้อถกเถียงที่สัมพันธ์กัน 3 ประการ ที่สามารถค้นพบได้ในผลงานที่อ้างถึงข้างต้น, ซึ่งเป็นศูนย์กลางของทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมประชานิยม(popular culture) ในคริสตศตวรรษที่ 20

ประการแรก เกี่ยวโยงกับเรื่องที่ว่าใคร หรืออะไรที่มาเป็นตัวกำหนดตัดสิน popular culture. popular culture มาจากไหน ? มันเกิดขึ้นมาจากตัวของประชาชนเองในฐานะที่เป็นการแสดงออกโดยอัตโนมัติเกี่ยวกับความสนใจ และคุณลักษณะของพวกเขาเองใช่หรือไม่? หรือว่ามันได้ถูกยัดเยียดจากข้างบนลงล่าง โดยตำแหน่งต่างๆ ที่มีอำนาจเหนือกว่าในฐานะที่เป็นแบบฉบับของการควบคุมทางสังคมและวัฒนธรรมใช่ไหม? คำถามต่อมาคือ, popular culture เกิดขึ้นมาจากผู้คนในระดับล่าง, หรือว่ามันมาจากชนชั้นหัวกระทิที่อยู่สูงกว่า?

ประการที่สอง เกี่ยวพันกับเรื่องของอิทธิพลในเชิงพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมที่มีต่อวัฒนธรรมประชานิยม(popular culture). การปรากฏตัวขึ้นมาของวัฒนธรรมในในรูปแบบของสินค้าต่างๆ นำมาซึ่งบรรทัดฐานเกี่ยวกับการทำกำไร และการนำออกวางตลาด ที่มาก่อนเรื่องคุณภาพและศิลปะ, ซึ่งหมายถึงความสมบูรณ์แบบและความท้าทายชวนชมใช่หรือไม่? หรือการขยายตัวของตลาดสากลสำหรับ popular culture ได้ทำให้เกิดความมั่นใจว่า จริงๆแล้ว มัน popular ก็เพราะมันทำให้เกิดสินค้าต่างๆ ขึ้นมา ที่ประชาชนต้องการอย่างแท้จริงใช่ไหม? อะไรคือชัยชนะเมื่อ popular culture ได้รับการผลิตขึ้นมาในเชิงอุตสาหกรรม และถูกนำออกวางจำหน่ายตามบรรทัดฐานของความเป็นไปของตลาด และผลกำไร - ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า มันเป็นเรื่องเชิงพาณิชย์หรือเรื่องเชิงคุณภาพกันแน่ ?

ประการที่สาม เกี่ยวโยงกับบทบาทอันเป็นอุดมคติของ popular culture. Popular culture หรือวัฒนธรรมประชานิยมนั้น ต้องการที่จะปลูกฝังความเชื่อให้กับผู้คน เพื่อให้เกิดการยอมรับมันและยึดมั่นในความคิดและคุณค่าต่างๆ โดยมีความมั่นใจว่ามันจะมีอิทธิพลครอบงำผู้คนทั้งหลายต่อไปในตำแหน่งที่ได้เปรียบกว่า และใครเล่าซึ่งเป็นเป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือมัน? หรือมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกบฎและความขัดแย้งต่อระเบียบกฎเกณฑ์ที่แพร่หลายอยู่ในสังคม? มันได้แสดงออกถึง, แม้ว่าจะเพียงเล็กน้อย, ในความละเอียดอ่อนและเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นใช่ไหม ซึ่งมันยังห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบ. วัฒนธรรมประชานิยมเป็นการต่อต้านผู้คนทั้งหลายที่อยู่ในอำนาจ, และพยายามที่จะโค่นล้มความเด่นตระหง่านทางความคิดและการกระทำเหล่านั้นใช่หรือไม่ ?

ประเด็นข้อถกเถียงกันต่างๆ เหล่านี้ ยังคงเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่มากในการศึกษาเกี่ยวกับ popular culture หรือวัฒนธรรมประชานิยมในทุกวันนี้ แต่พวกมันก็เช่นเดียวกับสิ่งอื่นๆ คือ ได้รับความสนใจในเชิงระบบและในเชิงแก่นสารเพิ่มขึ้น ในการถกเถียงกันต่างๆ ท่ามกลางเรื่องของวัฒนธรรมมวลชน(mass culture) ซึ่งเริ่มก้าวมารวมตัวกันนับจากทศวรรษที่ 1920s เป็นต้นมา

ในทศวรรษ 1920s และ 1930s เป็นช่วงที่สำคัญซึ่งได้มีการหวนกลับไปสู่การศึกษาและประเมินคุณค่าเกี่ยวกับวัฒนธรรมประชานิยม(popular culture). การมาถึงของภาพยนตร์ และวิทยุ, ผลิตภัณฑ์มวลรวมซึ่งผลิตขึ้นทีละมากๆ(mass production), และการบริโภคทางวัฒนธรรม, การก่อเกิดเกี่ยวกับลัทธิ fascism (ลัทธิชาตินิยมของรัฐบาลเผด็จการ) และความสุกงอมของเสรีประชาธิปไตยในบางสังคมของโลกตะวันตก ได้มีบทบาทอย่างสำคัญในการก่อตัวขึ้นของข้อโต้แย้งต่างๆ ในเรื่องวัฒนธรรมมวลชน(mass culture)

ข้อเท็จจริงคือ วัฒนธรรมได้กลายมาเป็นสิ่งที่จำลอง คัดลอก จนเกือบไม่มีขอบเขต เนื่องจากพัฒนาการเกี่ยวกับเทคนิคของการผลิตทางด้านอุตสาหกรรม ซึ่งได้กำหนดหรือวางปัญหาต่างๆ ที่น่าพิจารณาเกี่ยวกับความคิดในแบบขนบประเพณี ที่สัมพันธ์กับบทบาทของวัฒนธรรมและศิลปะในสังคมขึ้นมา(Benjamin: 1973). ผลิตผลทางวัฒนธรรม อย่างเช่น ภาพยนตร์, แน่นอนในช่วงแรกๆ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นทีละจำนวนมากๆ เหมือนกับการผลิตรถยนต์ ทั้งนี้เพราะภาพยนตร์แต่ละเรื่อง มีการทำสำเนาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับการที่จะกระจายไปให้ทั่วถึงในหมู่ผู้ชมทั้งหลาย

แต่อย่างไรก็ตาม ผลิตผลต่างๆ ทางด้านอุตสาหกรรมวัฒนธรรม อย่างเช่นภาพยนตร์, ไม่อาจเป็นศิลปะขึ้นมาได้ หากมองในทัศนะของ Walter Benjamin เพราะ มันไม่ได้ครอบครองสิ่งที่เรียกว่า the aura of authentic หรือรัศมีแห่งความเป็นของจริง (authentic - จะต้องมีความคิดริเริ่ม อันเป็นต้นตอของคุณค่า) และผลงานทางศิลปะที่เป็นของแท้; และมันก็ไม่เป็นวัฒนธรรมพื้นบ้าน(folk culture)ด้วย ทั้งนี้เพราะมันไม่ได้มาจากประชาชน, และด้วยเหตุนี้จึงไม่อาจที่จะสะท้อนหรือให้ความพึงพอใจ หรือมาทดแทนประสบการณ์และความสนใจต่างๆ ของพวกเขาได้

นอกจากสิ่งพิมพ์ popular แล้ว, ภาพยนตร์และวิทยุในยุคนั้น ต่างก็เป็นสื่อสารมวลชนยุคใหม่อันเป็นแม่แบบหรือรากเดิมที่ปรากฏตัวขึ้นมา ซึ่งในขณะเดียวกัน พวกมันก็กระตุ้นความกลัวในหมู่ผู้คนทั้งหลายที่มีวิจารณญานเกี่ยวกับการทำให้เป็นเรื่องเชิงพาณิชย์ของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม, ในเชิงที่เท่าๆ กัน พวกมันยังมีศูนย์กลางที่เกี่ยวโยงกับศักยภาพหรือความเป็นไปได้ที่จะพยายามจะไปให้ถึงระบบการปกครองต่างๆ ทางการเมือง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปกครองแบบเผด็จการอย่างใดอย่างหนึ่ง) สำหรับการรับใช้การโฆษณาชวนเชื่อมวลชน(mass propaganda)

การมีประสิทธิภาพสูงในการเข้าถึงประชาชนเป็นจำนวนมาก ในสังคมที่มีระบบการเมืองต่างๆ ที่รวมศูนย์, ระบบการเมืองแบบเผด็จการ, ได้รับการมองโดยผู้คนจำนวนมากในฐานะที่เป็นอีกวิธีการหนึ่งในเชิงบีบบังคับ และการเกลี้ยกล่อม, ซึ่งมันรุกล้ำต่อระบบต่างๆ และทางเลือกอื่นๆ ในลักษณะที่เป็นการทำลายประชาธิปไตย

สื่อสารมวลชนก็คล้ายๆ กับวิทยุและภาพยนตร์ กล่าวคือ ได้ส่งผ่านและพร่ำสอนอุดมคติหรือวาทกรรมที่เป็นทางการของชนชั้นปกครอง ทั้งนี้เพราะพวกมันสามารถที่จะถูกควบคุมได้จากศูนย์กลาง และแพร่กระจาย(ด้านเดียว)ไปสู่ประชาชนจำนวนมาก. การไม่ปรากฏตัวขององค์กรต่างๆ ที่มีพลังอำนาจทางการเมืองในเชิงต่อต้านหรือคัดค้านในสังคมแบบเผด็จการ ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเกี่ยวกับดุลยภาพดังต่อไปนี้คือ:

- "สื่อสารมวลชน"(mass media) เท่ากับ "การโฆษณาชวนเชื่อมวลชน"(mass propaganda) และ
- "สื่อมวลชน" เท่ากับ "การควบคุมมวลชน"(mass repression).

ศักยภาพอันนี้ยังได้รับการสังเกตด้วยว่า ในทางการเมือง ได้มีความพยายามอย่างมีสำนึกและสุขุมรอบคอบโดยพรรคนาซีในเยอรมนี ในช่วงทศวรรษ 1930s เพื่อสถาปนาอุดมการณ์ที่เป็นทางการของพรรคนาซีขึ้นมา ในพื้นที่หรือขอบเขตทั้งหมดของวัฒนธรรมและศิลปะ, และได้มีการกำจัดและทำลายอุดมคติทางการเมืองและสุนทรียภาพที่เป็นทางเลือกอื่นๆ ทิ้งไป. ทั้งนี้มันได้ขอความร่วมมือจากปัญญาชน, นักเขียน, นักแต่งนวนิยาย, กวี, จิตรกร, ประติมากร, นักดนตรี, นักวิชาการ, สถาปนิก, และผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ มาช่วยเหลือ, เพื่อที่จะทำให้มั่นใจว่าอุดมการณ์ของพรรคนาซีนั้น จะแพร่หลายในฐานะที่เป็นสุนทรียศาสตร์แบบนาซี(Nazi aesthetics)

บรรดาสังคมแบบเผด็จการและสังคมเสรีประชาธิปไตยทั้งหลาย ได้รับการมองว่าเป็นแบบฉบับต่างๆ ของสังคมมวลชน(mass society). แนวความคิดเกี่ยวกับสังคมมวลชน ได้มีการสร้างทัศนียภาพและความหวังที่สำคัญอันหนึ่งขึ้นมาบนบทบาทของสื่อสารมวลชน และวัฒนธรรมมวลชนในบรรดาสังคมทุนนิยมสมัยใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม มันกลับเป็นความกลัวและความกระวนกระวายใจต่างๆ ของปัญญาชนทั้งหลาย ในหลายๆ สังคมอย่างเช่น อังกฤษและอเมริกัน, บนการเกิดขึ้นมาของสิ่งที่พวกเขาได้เห็น ในฐานะที่เป็น mass society(สังคมมวลชน)อันหนึ่ง และ mass culture (วัฒนธรรมมวลชน) และได้มีการรวบรวมและให้ข้อมูลโต้แย้งต่างๆ บนการพัฒนาเหล่านี้

Mass culture and mass society
วัฒนธรรมมวลชน และสังคมมวลชน

แม้ว่าสิ่งที่ตามมาอาจมองดูแล้วเป็นบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายกับภาพที่เรียกว่า identikit picture (เป็นภาพของส่วนประกอบของใบหน้าที่ตำรวจนำมาประกอบกัน เพื่อสร้างภาพใบหน้าของคนร้ายตามคำบอกเล่าของพยาน คำนี้เปรียบเทียบได้กับ photofit) ซึ่งไม่มีใครสามารถถูกแยกแยะได้, ในที่นี้ต้องการที่จะเลือกจุดสำคัญหลักๆ ที่ได้รับการเสนอโดยทฤษฎีสังคมมวลชนต่างๆ เพื่อที่จะแสดงภาพประกอบที่สอดคล้องกันของมันขึ้นมา เพื่อถกเถียงถึงธรรมชาติของวัฒนธรรมประชานิยม(popular culture) ในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมมวลชน(mass culture)

คำยืนยันหลักของทฤษฎีสังคมมวลชน(mass society theory) อ้างถึงผลลัพธ์ที่ตามมา เกี่ยวกับการแตกตัวเป็นชิ้นๆ ของกระบวนการเกี่ยวกับ"การทำให้เป็นอุตสาหกรรม"และ"การทำให้เป็นเมือง"(industrialization and urbanization)ต่างๆ ปริวรรตหรือความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงอย่างถึงรากซึ่งสัมพันธ์กับการกำเนิดขึ้นของสเกลขนาดมหึมา และแบบฉบับต่างๆ ในเชิงกลไกของผลิตผลทางด้านอุตสาหกรรม รวมถึงการเจริญเติบโตขึ้นของเมืองที่มีประชากรอยู่รวมตัวกันอยู่อย่างหนาแน่นและเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ ในฐานะที่เป็นรูปแบบที่ผู้คนมาทำงานและมาอาศัยอยู่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งได้ถูกนำมาให้เหตุผลเพื่อล้มล้างและกัดกร่อนโครงสร้างทางสังคม และคุณค่าก่อนหน้านั้นซึ่งทำให้ผู้คนผนึกตัวเข้าด้วยกัน

การถอนรากถอนโคนเกี่ยวกับงานพื้นฐานทางด้านเกษตรกรรมที่ผูกพันอยู่กับที่ดิน, การทำลายชุมชนหมู่บ้านที่เหนียวแน่น, ความเสื่อมทรามลงของศาสนา, และการทำให้เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา(secularity) กลายมาเป็นเรื่องทางโลกของสังคมต่างๆ สัมพันธ์กับการเจริญเติบโตขึ้นมาของความรู้แบบวิทยาศาสตร์, การแผ่ขยายของเครื่องจักรกล, งานโรงงานที่แปลกแยกน่าเบื่อและซ้ำซาก, การสถาปนาขึ้นมาเกี่ยวกับแบบแผนของความเป็นอยู่ในเมืองใหญ่ต่างๆ ที่ผิดปกติ(large anomic cities)ที่พำนักพักพิงอยู่โดยฝูงชนที่ไม่รู้จักกัน, การที่ค่อนข้างจะไม่มีการรวมตัวหรือประสานกันทางศีลธรรม (บางสิ่งบางอย่างที่ตกทอดสู่ทฤษฎีสังคมมวลชน โดยกระบวนการเกี่ยวกับการทำให้เป็นอุตสาหกรรมและเป็นเมือง) นอนเนื่องอยู่เบื้องหลังการปรากฏตัวขึ้นมาของสังคมมวลชน(mass society) และวัฒนธรรมมวลชน(mass culture)

การนิยามอย่างถูกต้องว่า อะไรที่ได้รับการหมายถึงโดย"แนวความคิดเกี่ยวกับสังคมมวลชน", ทางด้านทฤษฎีได้ให้เหตุผลว่า การทำให้เป็นอุตสาหกรรมและการทำให้เป็นเมืองมารับใช้เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ได้รับการเรียกขานว่า atomization (การทำให้เป็นอนุภาคหรืออะตอม). จริงๆแล้วอันนี้หมายความว่า สังคมมวลชนประกอบด้วยผู้คนซึ่งสามารถที่จะสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ได้ เพียงแต่ว่ามันดูคล้ายๆ กับอะตอมต่างๆ ในเชิงฟิสิกส์หรือสารประกอบทางเคมีเท่านั้น

สังคมมวลชนประกอบขึ้นมาด้วยผู้คนที่มีลักษณะลดทอนลงเหมือนกับอะตอม, ผู้คนซึ่งขาดเสียซึ่งความหมายใดๆ หรือความสัมพันธ์ที่สอดคล้องในทางศีลธรรมกับคนอื่นๆ แต่ละคน. ผู้คนเหล่านี้ แน่นอน ไม่ได้มีความนึกคิดที่บริสุทธิ์และธรรมดาง่ายๆ ดังกับอะตอมที่แยกตัวอยู่ต่างๆ แต่ความเชื่อมโยงระหว่างพวกเขาได้รับการกล่าวว่า เป็นการเชื่อมโยงกันตามสัญญา(ข้อตกลงที่เป็นทางการ)อันบริสุทธิ์, มีความเหินห่าง, และเป็นครั้งคราว ค่อนข้างมากกว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของระบบชุมชนซึ่งมีการรวมตัวกันเป็นอย่างดี

ลักษณะปัจเจกในสังคมมวลชนดังกล่าว ได้ละทิ้งกลไกความสามารถของเขาและเธอมากขึ้นเรื่อยๆ, ชุมชนหรือสถาบันต่างๆ ที่ซึ่งอยากจะค้นหาเอกลักษณ์หรือคุณค่าต่างๆ เกี่ยวกับการดำรงอยู่ ดูเหมือนว่าจะน้อยลงทุกที และมีความคิดเกี่ยวกับเรื่องความเหมาะสมทางศีลธรรมลดลงมากขึ้นตามลำดับในการดำรงชีวิต ทั้งนี้เพราะสังคมมวลชน เนื่องจากกระบวนการต่างๆ ที่ให้กำเนิดมันขึ้นมา ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและพอเพียงต่อปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้นั่นเอง

ศูนย์กลางกระบวนการนี้ ของ "การทำให้เป็นอนุภาคหรืออะตอม"(atomization) คือความเสื่อมถอยขององค์กรต่างๆ ในเชิงประนีประนอมทางสังคม ซึ่งเป็นผลอันเนื่องมาจากการทำให้เป็นอุตสาหกรรมและเป็นเมืองขึ้นมานั่นเอง. ศูนย์กลางเหล่านี้คือองค์กรต่างๆ, คล้ายๆ กับหมู่บ้าน, ครอบครัว, และโบสถ์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยให้ความรู้สึกเกี่ยวกับความมีเอกลักษณ์ในทางจิตวิทยา, และมีการชักนำทางสังคมและภาวะที่แน่นอนทางศีลธรรมสำหรับปัจเจกชน. แต่ในเชิงตรงข้าม การทำให้เป็นอุตสาหกรรมและเป็นเมือง สิ่งที่เป็นคู่สำเนาของศูนย์กลางแบบเก่า ในโลกสมัยใหม่ของพวกเขา เช่น เมือง, ศูนย์การค้า, หรือสถาบันทางวิทยาศาสตร์ มิได้ทำงานในหนทางเดียวกันนี้ กล่าวคือ พวกมันไม่สามารถที่จะสนับสนุนให้เกิดเอกลักษณ์อย่างหนึ่งอย่างใดได้ และไม่อาจจะนิยามความประพฤติและความมีศีลธรรมต่างๆ ขึ้นมาได้

ตามทฤษฎี, ผู้คนในสังคมมวลชนได้ถูกทำให้เป็นอะตอมทั้งทางด้านสังคมและศีลธรรม. ไม่เพียงการติดต่อระหว่างผู้คนที่เป็นทางการอย่างเดียว และเป็นการการผูกพันกันในรูปของสัญญาเท่านั้น แต่พวกเขายังขาดเสียซึ่งความรู้สึกอันลึกล้ำเกี่ยวกับการยึดมั่นในคุณธรรมหรือศีลธรรมด้วย นับแต่กฎเกณฑ์ทางศีลธรรมได้เสื่อมทรามลงไปในสังคมแบบมวลชน

จุดสำคัญในที่นี้คือ ถ้าหากไม่มีกรอบหรือเค้าโครงที่เหมาะสมเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมที่กำลังจะมีมา, ถ้าหากว่าผู้คนไม่มีความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยเกี่ยวกับคุณค่าทางจริยธรรม, แน่นอนว่า กฎเกณฑ์ปลอมๆ และไม่เป็นที่พอใจหรือไร้ประสิทธิผลจะปรากฏตัวขึ้นมาแทน และผู้คนก็จะหันไปสู่สิ่งที่ทดแทนอันนั้นซึ่งเป็นศีลธรรมจอมปลอม(หรือจริยธรรมจำแลง). ด้วยเหตุนี้ มันจึงรุนแรงและหนักข้อขึ้นมาก ยิ่งกว่าจะแยกสลายหรือละลายวิกฤติกาลทางศีลธรรมของสังคมมวลชน

วัฒนธรรมมวลชน(mass culture) ได้แสดงบทบาทอันหนึ่งในที่นี้ กล่าวคือ มันได้รับการมองว่าเป็นหนึ่งในแหล่งต้นตอหลักต่างๆ ของตัวแทนอันหนึ่ง และเป็นศีลธรรมอันไร้ประสิทธิภาพ. ปราศจากองค์กรต่างๆ ที่เหมาะสมในการไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอม, ปัจเจกบุคคลทั้งหลายจึงเปราะบางและอ่อนแอที่จะถูกปฏิบัติและจัดการ นอกจากนี้พวกเขายังถูกใช้เพื่อหาประโยชน์โดยสถาบันต่างๆ ที่เป็นแกนหลัก อย่างเช่น สื่อสารมวลชนและวัฒนธรรมประชานิยม(popular culture) มันไม่มีกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมที่ปกป้องการบังเกิดขึ้นอันนี้

ความแน่นอนเกี่ยวกับศาสนา และหลักการที่เป็นจริงเกี่ยวกับชุมชนที่เสื่อมถอย ยินยอมให้กับความใกล้ชิดอันไร้ศีลธรรมของลัทธิปัจเจกนิยมเชิงเหตุผล(rational individualism) และภาวะผิดปกติของเรื่องทางโลก(secular anomie)แทรกตัวเข้ามา ซึ่งสัมพันธ์กับการกำเนิดขึ้นมาของลัทธิบริโภคนิยมหรือการบริโภคมวลชน(mass consumption) และวัฒนธรรมมวลชน(mass culture), ซึ่งมันเป็นยาหลอกทางศีลธรรม(moral placebos)ของสังคมอย่างหนึ่งนั่นเอง

แม้ว่าเรื่องราวเกี่ยวกับทฤษฎีทั้งหมดมันจะไม่สมบูรณ์ถ้วนทั่ว แต่มันเป็นที่ชัดเจนว่า ทฤษฎีวัฒนธรรมมวลชน(mass culture) สามารถที่จะโอนอ่อนผ่อนตามความคิดที่ว่า "ประชาธิปไตย"และ"การศึกษา"เป็นการพัฒนาต่างๆ ที่อันตราย ทั้งนี้เพราะมันได้ให้การสนับสนุนต่อการก่อตัวขึ้นมาเกี่ยวกับความผิดปกติของสังคมมวลชนอันหนึ่งนั่นเอง. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จุดนี้เป็นสิ่งซึ่งสอดคล้องกับข้อโต้แย้งที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันเกี่ยวกับการทำให้เป็นอเมริกัน (Americanization) ซึ่งจะพูดถึงต่อไป

ข้อเท็จจริงของความกลัวที่แท้นั้น เกี่ยวกับการทำให้เป็นอเมริกันในคริสตศตวรรษที่ 20 เกี่ยวพันกับผลกระทบที่มาจากระบอบประชาธิปไตย ในการเลิกล้มการแบ่งชนชั้นและรสนิยมตามลำดับสูงต่ำแบบขนบประเพณี, มีการยินยอมให้"มวลชน"(mass)หรือ"ฝูงชนอลหม่าน"(mob)กำหนดการตัดสินใจต่างๆ ทางการเมืองได้, ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในระบบการปกครองและวัฒนธรรม ที่มีความสำนึกที่เชื่อกันโดยทั่วไปในการปกครอง"แบบกดขี่ของผู้คนส่วนใหญ่" ซึ่งไม่สนใจใยดีต่อการบ่มเพาะเกี่ยวกับรสนิยมของคนส่วนน้อย, และมีความมั่นใจในการลดทอนเกี่ยวกับคำถามทั้งหมดของช่วงขณะนั้น ลงสู่สิ่งที่มีลักษณะร่วมกันในระดับต่ำสุด, ซึ่งเสนอว่า "ประชาธิปไตย"และ"การศึกษา"คือ ภาพประกอบที่น่าสนใจเป็นการเฉพาะอันหนึ่งเกี่ยวกับจุดสำคัญอันนี้

จากความคิดเห็นดังกล่าว, ประชาธิปไตยหมายความว่า ไม่เพียงเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนขนานนามต่อความเป็นพลเมืองอย่างบริบูรณ์ทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความชื่นชอบทั่วๆ ไปทางวัฒนธรรมของทุกผู้ทุกคนซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และควรค่าต่อการได้รับความเคารพและบรรลุถึง เช่นเดียวกับสิ่งเหล่านั้นอันเป็นขนบประเพณีของพวกหัวกระทิต่างๆ ด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น "การศึกษา" ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการทำให้เป็นประชาธิปไตย(democratization), หมายความว่า ความสามารถหรือสมรรถนะดังกล่าวสามารถผูกพันอย่างเต็มที่ในกิจกรรมต่างๆ ทางวัฒนธรรม - ความสามารถต่างๆ ที่จะอ่าน, เขียน, วินิจฉัย, เรียกร้อง, รู้, และเข้าใจ - กลายเป็นเรื่องที่หามาได้มากยิ่งขึ้น อย่างน้อยที่สุด ต่อประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ

เทียบกับมวลชนหรือประชาชนส่วนใหญ่ ที่เริ่มถูกพบเห็นว่าเป็นปัจจัยสำคัญของระบบการปกครองและการตัดสินใจต่างๆ ซึ่งมันมาถึงในฐานะที่เป็นผลลัพธ์อันหนึ่งของการแผ่ขยายเกี่ยวกับสิทธิต่างๆ ของความเป็นพลเมืองในทางการเมือง, ดังนั้น การแสดงออกต่อมาเกี่ยวกับแนวโน้มอันนี้ในปริมณฑลของวัฒนธรรม, รวมกับผลกระทบต่างๆ ของการศึกษาที่เป็นสากลขั้นพื้นฐาน จึงได้รับการกล่าวว่า เป็นผลอันเนื่องมาจากการกำหนดตัดสินใจของประชาชนเกี่ยวกับวัฒนธรรมของสังคมมวลชนต่างๆ นั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม อันนี้ต้องไม่ถูกประเมินคุณค่าในลักษณะที่เป็นไปในเชิงบวก. แน่นอนทีเดียว วัฒนธรรมในปัจจุบันนี้ได้รับการพิจารณาในฐานะที่เป็นสิ่งที่เปิดกว้าง แต่ก็กำลังตกต่ำและถูกทำให้เป็นเรื่องหยุมหยิม ทั้งนี้เพราะมวลชนทั้งหลายขาดเสียซึ่งรสนิยมและการแยกแยะอย่างฉลาดนั่นเอง. ถ้าหากว่ารสนิยมของพวกเขาต่างได้รับความพึงพอใจ, ทุกๆ สิ่งจะต้องถูกลดทอนลงสู่ลักษณะที่ร่วมกันในระดับต่ำสุดของผู้คนโดยเฉลี่ย

ผู้คนจะต้องมีวัฒนธรรมอันหนึ่งเกี่ยวกับพวกเขาเอง ซึ่งสะท้อนสถานภาพและรสนิยมของพวกเขาในฐานะที่เป็นมวลชนหนึ่ง. อย่างน้อยที่สุดจริงๆ, "ประชาธิปไตย"และ"การศึกษา"ในปัจจุบัน นำมาซึ่งความล้มเหลวเกี่ยวกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่าง"ศิลปะ" กับ "วัฒนธรรมท้องถิ่น"ในแง่หนึ่ง, และ"วัฒนธรรมมวลชน"(mass culture) ในอีกแง่หนึ่ง, ซึ่งเทียบแล้ว คล้ายกันมากกับ"การทำให้เป็นอุตสาหกรรม" กับ "การทำให้เป็นเมือง" ที่นำมาซึ่ง "ความล้มเหลวหรือการแตกสลายของขนบประเพณีของชุมชน" และ "ความมีศีลธรรม". ความกลัวต่างๆ เหล่านี้ยังคงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดคริสตศตวรรษที่ 20, และอันที่จริงยังได้รับการถกเถียงมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ในรูปแบบที่แตกต่างอย่างชัดแจ้ง ในประเด็นที่ตามมาของการเปลี่ยนแปลงหลักๆ ทางวัฒนธรรม

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรที่จะคิดว่า ทฤษฎีสังคมมวลชนนั้นยึดถือทฤษฎี populist หรือปรัชญาทางการเมืองที่สนับสนุนสิทธิและอำนาจของประชาชน ในการต่อสู้ของพวกเขาต่ออภิสิทธิ์ชน-กลุ่มอิทธิพล, หรือทฤษฎีประชาธิปไตย. ตามข้อเท็จจริง มันมีแนวโน้มที่จะให้เหตุผลว่า ผลที่ตามมาเกี่ยวกับกระบวนการต่างๆ ที่มันอธิบาย จะต้องมีการลงทุนในเรื่องอำนาจในสถาบันต่างๆ ที่เป็นศูนย์กลางของสังคม, อย่างเช่น อุตสาหกรรมต่างๆ ในเชิงพาณิชย์, รัฐ, และสื่อสารมวลชน

วิพากษ์ทฤษฎีสังคมมวลชน และวัฒนธรรมมวลชน
"ทฤษฎีสังคมมวลชน" เป็นทฤษฎีหนึ่งที่พยายามจะชี้แนะถึงศักยภาพที่เปิดสำหรับการโฆษณาชวนเชื่อต่อมวลชน, ศักยภาพสำหรับชนชั้นหัวกระทิที่จะใช้สื่อสารมวลชนเพื่อหลอกลวง, ชักชวน, จัดการควบคุมช่องทางต่างๆ มากกว่าที่เคยเป็นไปได้มาก่อนหน้านี้. สิ่งที่บังเกิดขึ้นก็คือว่า ผู้คนเหล่านั้นผู้ซึ่งควบคุมสถาบันเชิงอำนาจต่างๆ ที่ชักนำรสนิยมทั้งหลายของมวลชนไปในทางที่เสื่อมเพื่อที่จะควบคุมพวกเขา

ถ้าหากว่ากรอบทางศีลธรรมและกรอบของชุมชนแบบขนบประเพณี ยินยอมอนุโลมในลักษณะที่เห็นชอบร่วมกันต่อลำดับชั้นสูงต่ำของชนชั้น และสถานภาพที่กำลังล่มสลายลง, และมันไม่มีสถาบันใดที่ถูกทิ้งเอาไว้เพื่อไกล่เกลี่ยความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นปัจเจกที่ลดทอนลงเป็นอะตอม และอำนาจต่างๆ จากศูนย์กลางของสังคมมวลชน, ปัจเจกบุคคลจะเปิดไปสู่สิ่งล่อใจ, โดยสิ่งที่มาจัดการควบคุมและพลังอำนาจของการบีบบังคับและการเกลี้ยกล่อม ซึ่งปฏิบัติการโดยการเชื่อมต่อกับอำนาจของลัทธิทุนนิยม, รัฐ, และสื่อสารมวลชน

อีกด้านหนึ่งนั้น ถ้าหากว่าความผันแปรที่มีลักษณะเฉพาะของทฤษฎีนี้ คร่ำครวญถึงการกำเนิดขึ้นมาของประชาธิปไตยทางการเมืองและวัฒนธรรม เพราะพวกมันกำลังทำงานอยู่, และวิพากษ์วิจารณ์บรรทัดฐานต่างๆ ของชนชั้นหัวกระทิเกี่ยวกับรสนิยมและการแยกแยะ, ว่า นั่นมันเป็นพลังอำนาจของมวลชน, ไม่ใช่การไร้ซึ่งอำนาจ, และควรได้รับการเน้นย้ำ, ซึ่งอันที่จริงแล้วในที่นี้ มันไม่ได้รับการต้อนรับหรือยกย่องสรรเสริญเลย

ก่อนที่จะก้าวไปสู่การมองตรงไปยังทฤษฎีวัฒนธรรมมวลชน(mass culture) ที่เป็นจุดสำคัญเกี่ยวกับการนิยาม เราจะต้องชัดเจนเสียก่อนในเรื่องเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง"วัฒนธรรมของชนชั้นหัวกระทิหรือศิลปะ" (elite culture or art), กับ"วัฒนธรรมประชานิยม"(popular culture) หรือ"วัฒนธรรมพื้นบ้าน"(folk culture), และ"วัฒนธรรมมวลชน"(mass culture)

อันนี้เกิดขึ้นจากวิธีที่ทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับ"สังคมมวลชน"(mass society) และ"วัฒนธรรมมวลชน"(mass culture) ซึ่งปรกติแล้ว นอนสงบอย่างปลอดภัยอยู่บนการแบ่งแยกที่ชัดเจนระหว่าง"อดีต"และ"ปัจจุบัน". ปรกติแล้ว การแบ่งแยกได้อ้างถึงกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมซึ่งถูกคิดว่า เป็นการส่งผ่านอันหนึ่ง"จากอดีตที่ดีกว่าหรือเป็นที่ชื่นชอบมากกว่า" สู่ "ปัจจุบันและอนาคตซึ่งไม่เป็นที่ต้อนรับและเสื่อมทราม"

สังคมก่อนสังคมมวลชน ได้รับการมองว่าเป็นทั้งหมดของระบบชุมชนอันหนึ่ง ซึ่งผู้คนต่างยอมรับและปฏิบัติตามโดยการมีส่วนร่วมและเห็นพ้องต้องกันกับคุณค่าชุดหนึ่ง ที่คอยดูแลการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนอย่างมีประสิทธิภาพของคนในชุมชน, และมีการยอมรับในความแตกต่างและลำดับชั้นสูงต่ำ. มันเป็นที่ทางอันหนึ่งสำหรับศิลปะ, วัฒนธรรมของชนชั้นหัวกระทิ, และที่ทางอันหนึ่งสำหรับวัฒนธรรมพื้นบ้านของประชาชนอย่างแท้จริง ที่เกิดขึ้นมาจากรากหญ้าเลยทีเดียว, มันเป็นการสร้างสรรค์ส่วนตัว(self-created) และเป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งสะท้อนถ่ายความเป็นอยู่และประสบการณ์ของผู้คนโดยตรง. วัฒนธรรมพื้นบ้าน(folk culture)ของประชาชนที่แท้จริง มันเป็นตัวของมันเองและไม่เคยทะเยอทะยานสู่ความเป็นศิลปะ, และในความแตกต่างของมันนั้น ได้รับการยอมรับและได้รับการเคารพเสมอ

ด้วยการทำให้เป็นอุตสาหกรรมและการทำให้เป็นเมือง สถานการณ์เช่นนี้ได้เปลี่ยนแปลงไป. ชุมชนและศีลธรรมได้ล่มสลายลง, ปัจเจกชนทั้งหลายกลายเป็นคนที่แยกตัวหรือปลีกตัวออกไปต่างหาก, แปลกแยกและผิดปกติ, ความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวที่เปิดสู่พวกเขาคือสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องการเงิน, และความผูกพันกันด้วยสัญญา

พวกเขาได้ถูกดูดกลืนสู่ความเป็นมวลชนที่ไม่มีใครรู้จักชื่อเสียงเรียงนามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ, และได้ถูกจัดการควบคุมโดยตัวแทนชุมชนและศีลธรรมอันหนึ่งเท่าที่จะหาได้สำหรับพวกเขา, นั่นคือ "สื่อสารมวลชน"นั่นเอง. ในโลกใบนี้, วัฒนธรรมมวลชน(mass culture) ได้แผ่กระจายคล้ายกับอีเทอร์หรืออากาศธาตุที่ตายแล้ว ซึ่งได้ทำให้วัฒนธรรมพื้นบ้าน(folk culture)หายใจไม่ออก และกำลังคุกคามบีบคอบีบจมูกต่อความสมบูรณ์ของศิลปะให้หายใจไม่ออกเช่นเดียวกัน

เพื่อชี้ถึงความสอดคล้องต้องกันดังกล่าวต่อแนวเรื่องข้างต้น บางที มันจะมีคุณค่าที่จะยกเอาข้อความซึ่งเป็นของนักทฤษฎีชั้นนำคนหนึ่งของวัฒนธรรมมวลชน(mass culture) ขึ้นมาในสาระของย่อหน้านี้:

ศิลปะพื้นบ้าน(folk art)เติบโตขึ้นมาจากข้างล่าง มันเป็นไปเองโดยธรรมชาติ เป็นการแสดงออกที่มาจากแหล่งกำเนิดท้องถิ่นของผู้คน ถูกก่อรูปขึ้นมาโดยพวกเขากันเอง สวยงามมากโดยปราศจากความสนใจในวัฒนธรรมชั้นสูง(high culture), มันเหมาะสมกับความต้องการของพวกเขาเอง

วัฒนธรรมมวลชน(mass culture)ได้ถูกยัดเยียดหรือโยนลงมาจากเบื้องบน มันได้รับการประดิษฐ์คิดค้นโดยบรรดานักเทคนิค ที่ว่าจ้างโดยนายทุนและบรรดานักธุรกิจ ผู้ดูผู้ชมของมันต่างก็เป็นนักบริโภคที่ยอมจำนน การมีส่วนร่วมของพวกเขาจำกัดอยู่แค่การเลือกระหว่าง "การซื้อ" และ "การไม่ซื้อ" เท่านั้น...

ศิลปะพื้นบ้านเป็นสถาบันของประชาชนเอง มันเป็นสวนเล็กๆ ส่วนตัวที่กั้นกำแพงแยกขาดจากสวนสาธารณะที่เป็นทางการขนาดใหญ่ของวัฒนธรรมชั้นสูงของผู้เชี่ยวชาญ. แต่วัฒนธรรมมวลชน (mass culture)ได้ทำลายกำแพงดังกล่าวลง ทำการรวมเอามวลชนทั้งหลายสู่รูปแบบที่เสื่อมทรามอันหนึ่งของวัฒนธรรมชั้นสูง และด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นเครื่องมืออันหนึ่งของการครอบงำทางการเมือง
(MacDonald: 1957; p.60)

ข้อความข้างต้นได้ให้ข้อสรุปที่สั้นกระทัดรัด เกี่ยวกับทัศนียภาพดังกล่าว ในการมองความแตกต่างระหว่าง"วัฒนธรรมของชนชั้นหัวกระทิ", "วัฒนธรรมพื้นบ้าน"(folk culture) และ"วัฒนธรรมมวลชน"(mass culture) อย่างไรก็ตาม มาถึงตรงนี้ เราจะต้องพิจารณากันถึงความเกี่ยวพันกันต่างๆของความแตกต่างเหล่านี้ให้สมบูรณ์มากขึ้น รวมไปถึงความหมายเกี่ยวกับความคิดวัฒนธรรมมวลชน(mass culture)

The mass culture debate
ข้อโต้เถียงกันเกี่ยวกับวัฒนธรรมมวลชน

เพื่อที่จะทำให้มันง่ายเท่าที่เราสามารถทำได้, เราอาจจะกล่าวว่า วัฒนธรรมมวลชน(mass culture) เป็นวัฒนธรรมประชานิยม(popular culture) ซึ่งได้ถูกผลิตขึ้นมาโดยเทคนิคทางด้านอุตสาหกรรมที่สร้างผลผลิตขึ้นมาทีละมากๆ (mass production industrial techniques) และได้ถูกนำออกสู่ตลาด สู่สาธารณชนทั้งหลายซึ่งเป็นผู้บริโภค เพื่อสร้างผลกำไร. มันเป็นวัฒนธรรมในเชิงพาณิชย์, ผลผลิตมวลชนเพื่อตลาดมวลชน(mass producted for mass market) การเจริญเติบโตของมัน หมายความว่ามันเหลือที่ว่างน้อยมากสำหรับวัฒนธรรมอื่นๆ ซึ่งจะเบียดแทรกเข้ามาได้ หรือสร้างเงินตรา, อย่างเช่น ศิลปะ, และวัฒนธรรมพื้นบ้าน

แม้ว่าจะเป็นการกล่าวที่ค่อนข้างหยาบอยู่สักหน่อย แต่ภาพข้างต้นนี้ก็น่าที่จะเป็นตัวแทนที่เที่ยงตรงภาพหนึ่ง ถ้าหากว่ามันจะเป็นการย่นย่อจนเกินไปในการอธิบายเกี่ยวกับข้ออ้างต่างๆ ที่ครอบคลุมในบทความนี้ ยิ่งไปกว่านั้น มันได้ชี้แนะว่าทฤษฎีวัฒนธรรมมวลชน(mass culture) เป็นการขานรับต่อการทำให้เป็นอุตสาหกรรม และการทำให้เป็นไปเรื่องเชิงพาณิชย์ของวัฒนธรรมประชานิยม(popular culture)

ในสเกลหรือสัดส่วนขนาดใหญ่ เราจะเห็นถึงกระบวนการอันหนึ่งซึ่งเริ่มรวบรวมแรงกระตุ้นเข้าด้วยกันในช่วงทศวรรษที่ 1920s และ 1930s. อันนี้เกี่ยวข้องกับทฤษฎีและความเกี่ยวพันต่างๆ ของมัน ซึ่งต้องการที่จะถูกสร้างขึ้นมาให้ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้นก่อนที่จะดำเนินต่อไป เพื่อพยายามแสดงให้เห็นว่า มันได้ถูกนำเข้าไปมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการทำให้เป็นอเมริกันอย่างไร อันนี้จะนำไปสู่การตรวจสอบที่สำคัญอย่างยิ่งอันหนึ่ง เกี่ยวกับข้ออ้างหรือคำยืนยันต่างๆ

ก่อนอื่นใดทั้งหมด เราสามารถจะบันทึกลงไปได้ว่า การทำให้เป็นอุตสาหกรรมและเป็นเมืองนั้น ได้ให้กำเนิดมวลชนแบบอะตอมและมวลชนที่ไม่ระบุชื่อ(anonymous mass)ขึ้นมา ซึ่งเป็นสิ่งที่สุกงอมและพร้อมสำหรับการถูกจัดการควบคุม, ตลาดมวลชนสำหรับสื่อสารมวลชนที่สามารถ จะได้รับการจัดการบริการหรือให้ความบันเทิงได้โดยรูปแบบต่างๆ ของวัฒนธรรมมวลชน(mass culture). กระบวนการต่างๆ เหล่านี้ ได้นำมาซึ่งอุตสาหกรรมการผลิตแบบทีละมากๆ และตลาดมวลชน ซึ่งทั้งคู่ต่างส่งเสริมให้เกิดการแผ่ขยายของวัฒนธรรมมวลชน(mass culture)

สำหรับวิธีการอันนี้ ปัจจัยหรือตัวกำหนดหลักของวัฒนธรรมมวลชน(mass culture) ก็คือ "ผลกำไรจากผลผลิต"และ"การตลาด" ซึ่งสามารถสร้างขึ้นมาได้จากศักยภาพหรือความเป็นไปได้ของตลาดมวลชนที่ปราศจากวิจารณญนั่นเอง. ถ้าหากว่ามันไม่สามารถทำเงินได้ มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับการผลิตขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

การใช้เทคนิคต่างๆ ในการผลิตทีละมากๆ ได้ถูกมองว่ามีอันตรายและเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเสื่อมทรามลง ซึ่งมีอิทธิพลอันหนึ่งต่อวัฒนธรรมที่สร้างขึ้นในสังคมมวลชนที่ทำให้เป็นอุตสาหกรรม เท่าๆ กันกับความจำเป็นเชิงบังคับของผลกำไรในเชิงพาณิชย์. มันได้รับการถกว่า แง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับการผลิตทีละจำนวนมากๆ อย่างเช่น การผลิตแบบสายพานที่ประกอบสินค้าขึ้น, การแบ่งแยกความเชี่ยวชาญระดับสูงของแรงงาน, การทำให้แยกส่วนและความเข้มงวดของขั้นตอนในแต่ละขั้นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการผลิต, ปริมาณมหาศาลซึ่งสามารถได้รับการผลิตและอื่นๆ (ซึ่งอาจได้รับการกล่าวว่ามันปรากฏชัดขึ้นมาในระบบสตูดิโอของฮอล์ลีวูด ระหว่างการมาถึงของเสียง(ประกอบภาพยนตร์) ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1920s กับการคลายตัวของการผลิต, การแพร่กระจายและการแสดงออก ตามด้วยความตกต่ำของผู้ดูในปลายทศวรรษ 1940s และ 1950s) ได้ประทับตราวัฒนธรรมมวลชน(mass culture) ด้วยคุณลักษณ์ต่างๆ ซึ่งถูกทำให้สัมพันธ์กับผลผลิตต่างๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการผลิตทีละจำนวนมากๆ

จากทัศนะหรือความคิดเห็นอันนี้ จึงไม่มีความแตกต่างอย่างแท้จริงระหว่างผลิตผลทางวัตถุและวัฒนธรรม, ระหว่างการผลิตรถยนต์ และการผลิตภาพยนตร์ต่างๆ. ผลิตผลที่ทำให้ได้มาตรฐาน, ทำไปตามสูตรและทำซ้ำๆ ของวัฒนธรรมมวลชน(mass culture) เป็นผลลัพธ์อันเนื่องมาจากการผลิตเกี่ยวกับสินค้าต่างๆ ทางวัฒนธรรม โดยอิงอาศัยวิธีการหรือระเบียบที่ทำเป็นประจำ, ความเชี่ยวชาญ, การแยกออกเป็นชิ้นๆ, การรวมเข้าด้วยกันในรูปลักษณ์ของสายพานการผลิต

ยกตัวตัวอย่าง ศิลปะ, ไม่สามารถที่จะผลิตขึ้นมาได้ในวิธีการอันนี้. ความสลับซับซ้อนของสุนทรียภาพในงานศิลปะที่แท้, ความคิดสร้างสรรค์ของมัน, ประสบการณ์ต่างๆ, ความท้าทายทางสติปัญญา, สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถที่จะบรรลุถึงได้ โดยเทคนิคต่างๆ ซึ่งเป็นการผลิตในเชิงอุตสาหกรรม หรือลักษณะวัฒนธรรมมวลชน(mass culture). มันค่อนข้างต้องพึ่งพาสิ่งที่ตรงกันข้ามกันเลยทีเดียวกับการผลิตแบบทีละจำนวนมากๆ หรือวิธีการแบบ mass production,

อัจฉริยภาพที่มีแรงดลใจของปัจเจกศิลปิน ทำงานนอกเหนือไปจากข้อจำกัดเกี่ยวกับตลาดในเชิงพาณิชย์, และสูตรสำเร็จต่างๆ ที่เชื่อถือได้และรสนิยม รวมทั้งเทคนิคต่างๆ ซึ่งได้มาตรฐานของการประกอบกันขึ้นมา. ในเชิงที่เท่าๆ กัน วัฒนธรรมพื้นบ้าน(folk culture) จะได้รับการสร้างขึ้นมาโดยชุมชนที่รวมตัวประสานกัน ซึ่งรู้ถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่, มีความเชี่ยวชาญในเรื่องเทคนิคต่างๆ ของการผลิต, และสามารถที่จะประกันถึงความเป็นของแท้ ที่มีความคิดริเริ่มและคุณค่าเกี่ยวกับผลผลิตของชิ้นงาน

สิ่งซึ่งสัมพันธ์กับข้อถกเถียงและการให้เหตุผลข้างต้นก็คือ แนวความคิดที่จำเพาะเจาะจงอันหนึ่งเกี่ยวกับผู้ดูผู้ชมวัฒนธรรมมวลชน(mass culture), มวลชนหรือสาธารณชนซึ่งบริโภคผลผลิตที่ผลิตขึ้นมาครั้งละมากๆ และบริโภคผลผลิตต่างๆ ทางวัฒนธรรม ผู้ดูผู้ชมได้รับการเข้าใจว่า เป็นมวลชนหรือผู้บริโภคที่มีลักษณะยอมจำนน(passive consumers), มีแนวโน้มหรือความเอนเอียงต่อการชักจูงที่มาควบคุมของสื่อสารมวลชน, ยอมจำนนต่อความดึงดูดใจและยอมซื้อสินค้าอันเป็นผลผลิตดังกล่าวที่ได้รับการสร้างขึ้นมาโดยวัฒนธรรมมวลชน(mass culture), เฉื่อยชาต่อความพึงพอใจอย่างผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคดังกล่าว, และเปิดรับการตักตวงผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ซึ่งกระตุ้นวัฒนธรรมมวลชน(mass culture). ภาพที่เกี่ยวกับมวลชนซึ่งเกือบจะปราศจากความคิด, ปราศจากการสะท้อนกลับ, ไม่มีวิจารณญาน, ละทิ้งความหวังที่สำคัญทั้งหมด, กลายเป็นหุ้นส่วนของวัฒนธรรมมวลชน(mass culture) และการบริโภคแบบมวลชน(mass consumption)

สรุป
เนื่องมาจากการปรากฏตัวขึ้นของสังคมมวลชน(mass society) และวัฒนธรรมมวลชน(mass culture) จึงทำให้ขาดเสียซึ่งทรัพยากรทางด้านสติปัญญาและศีลธรรมที่จะทำอีกอย่างหนึ่ง. มันไม่สามารถที่จะคิดถึงทางเลือก"อีกทางเลือกหนึ่ง"ได้

ความเป็นสากลทางวัฒนธรรม(cultural universe) คุณค่าต่างๆ ได้ถูกลดทอนลงสู่มวลชนที่ร่วมกันอันหนึ่ง. ศิลปะอยู่พ้นไปจากความทะเยอทะยานของมัน, ผู้คนในระดับรากหญ้าได้สูญเสียวัฒนธรรมพื้นบ้านพวกเขาเองไปเรียบร้อยแล้ว. วัฒนธรรมกลายเป็นผลผลิตที่ถูกผลิตขึ้นมาทีละมากๆ สำหรับผู้ดูและผู้ชมเหล่านี้เพื่อที่จะได้มาซึ่งผลกำไร

เพื่อจะขายสินค้าบริโภคมวลชนอันนี้แก่สาธารณชน ยี่ห้อหรือตรา, และสูตรมาตรฐานของวัฒนธรรมมวลชน(mass culture)ได้ถูกพัฒนาขึ้น ทั้งนี้เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถได้รับการสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นที่ดึงดูดใจมวลชนได้ทุกๆ เมื่อ

+++++++++++++++++++++++++++

เรียบเรียงจากหนังสือเรื่อง High Culture, Popular culture ในหัวเรื่อง
Mass culture and Popular culture เขียนโดย Peter Goodall

 

 

คลิกไปที่ กระดานข่าวธนาคารนโยบายประชาชน

นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจบทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ก่อนหน้านี้ สามารถคลิกไปอ่านได้โดยคลิกที่แบนเนอร์




สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4 I สารบัญเนื้อหา 5
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@gmail.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม



มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 1100 เรื่อง หนากว่า 18000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com


สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

 

 


 

 

การทำให้เป็นอุตสาหกรรมและการทำให้เป็นเมืองมารับใช้เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ได้รับการเรียกขานว่า atomization (การทำให้เป็นอนุภาคหรืออะตอม). จริงๆแล้วอันนี้หมายความว่า สังคมมวลชนประกอบด้วยผู้คนซึ่งสามารถที่จะสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ได้ เพียงแต่ว่ามันดูคล้ายๆ กับอะตอมต่างๆ ในเชิงฟิสิกส์หรือสารประกอบทางเคมีเท่านั้น สังคมมวลชนประกอบขึ้นมาด้วยผู้คนที่มีลักษณะลดทอนลงเหมือนกับอะตอม, ผู้คนซึ่งขาดเสียซึ่งความหมายใดๆ หรือความสัมพันธ์ที่สอดคล้องในทางศีลธรรมกับคนอื่นๆ แต่ละคน. ผู้คนเหล่านี้ แน่นอน ไม่ได้มีความนึกคิดที่บริสุทธิ์และธรรมดาง่ายๆ ดังกับอะตอมที่แยกตัวอยู่ต่างๆ แต่ความเชื่อมโยงระหว่างพวกเขาได้รับการกล่าวว่า เป็นการเชื่อมโยงกันตามสัญญา(ข้อตกลงที่เป็นทางการ)อันบริสุทธิ์, มีความเหินห่าง, และเป็นครั้งคราว ค่อนข้างมากกว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของระบบชุมชนซึ่งมีการรวมตัวกันเป็นอย่างดี