บทความวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนบนไซเบอร์สเปซทุกเรื่องไม่สงวนลิขสิทธิ์ไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการ









Free Documentation License
Copyleft : 2006, 2007, 2008
Everyone is permitted to copy and distribute verbatim
copies of this license
document,
but changing it is not allowed.
บทความลำดับที่ ๑๐๙๒ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ตั้งแต่วันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๙
06-12-2549

 

 

 

 

 

 

H
power-sharing formulas, options for minority rights, and constitutional safeguards.
R
กลางวันคือการเริ่มต้นเดินทางไปสู่ความมืด ส่วนกลางคืนคือจุดเริ่มต้นไปสู่ความสว่าง- เที่ยงวันคือจุดที่สว่างสุดแต่จะมืดลง เที่ยงคืนคือจุดที่มืดสุดแต่จะสว่างขึ้น



American Policy
The Midnight University

สำรวจนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ
Machiavellian: การเมืองและนโยบายปีศาจของสหรัฐฯ (1)
สมเกียรติ ตั้งนโม : เรียบเรียง
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

บทความบนหน้าเว็บเพจนี้ เรียบเรียงมาจากงานของ
Howard Zinn, 1991 from the Zinn Reader
Machiavellian Realism and U.S. Foreign Policy: Means and Ends
เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสำรวจนโยบายต่างประเทศของสหรัฐที่ผ่านมา ซึ่งเต็มไปด้วยวิธีการแบบแมคิอาเวลลี
โดยบรรดาที่ปรึกษาและคนวงในซึ่งใกล้ชิดกับอำนาจประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ในความเรียงชิ้นนี้จะมีการพูดถึงวิธีการและเป้าหมาย ตลอดรวมถึงตัวอย่างต่างๆ
ที่สหรัฐปฏิบัติกับ
ประเทศเพื่อนบ้านในอเมริกากลาง, ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ และในสงครามเวียดนาม
midnightuniv@gmail.com


บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา
ข้อความที่ปรากฏบนเว็บเพจนี้ ได้มีการแก้ไขและตัดแต่งไปจากต้นฉบับบางส่วน
เพื่อความเหมาะสมเป็นการเฉพาะสำหรับเว็บไซต์แห่งนี้

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 1092
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๔๙
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 9.5 หน้ากระดาษ A4)



Machiavellian: การเมืองและนโยบายปีศาจของสหรัฐฯ (1)
Machiavellian Realism and U.S. Foreign Policy: Means and Ends
by Howard Zinn, 1991 from the Zinn Reader

สมเกียรติ ตั้งนโม : เรียบเรียง - มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

สัจนิยมแมคิอาเวลเลียนและนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ: วิธีการและเป้าหมาย
ความนำ
ขณะที่ผมกำลังสอนวิชา"ทฤษฎีรัฐศาสตร์"อยู่ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน และกำลังตราตรึงอยู่กับภาพของ Machiavelli, ผมบังเอิญได้พบงานที่น่าทึ่งชิ้นหนึ่งของ Ralph Roeder เรื่อง The Man of the Renaissance, อันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนที่ฉลาดหลักแหลมอย่าง Savonarola ที่ไม่ค่อยลงรอยกับใครนัก รวมไปถึงไม่ลงรอยกับ Machiavelli ด้วย ซึ่งเป็นคนช่างประจบสอพลอ. ในเวลาเดียวกัน ผมก็ได้ทำบันทึกหมายเหตุเกี่ยวกับ Machiavalli ซึ่งได้ถูกศึกษาโดยผู้คนทุกๆ ส่วนในแวดวงของวิชารัฐศาสตร์

สงครามเวียดนามได้น้อมนำให้ผู้คนรวมถึงตัวผมเองด้วย ให้เข้าไปมองที่ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด และสำหรับผม, แนวความคิดของ Machiavelli ที่ค่อนข้างโดดเด่นแตกต่างได้ถูกนำมาใช้ตรวจตราประวัติศาสตร์เหล่านั้น. ความเรียงชิ้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือของผมเรื่อง Declarations of Independence (Harper Collins,1991)

ผลประโยชน์ต่างๆ: เจ้าชายและพลเมือง (Interests: The Prince and the Citizen)
ประมาณ 500 ปีมาแล้ว ที่ความคิดการเมืองสมัยใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น ผิวหน้าในลักษณะหลอกลวงของมันคือความคิดเกี่ยวกับ"ลัทธิสัจนิยม"(realism). ศูนย์กลางที่ไร้ความเมตตาปรานีของมันคือ ความคิดเกี่ยวกับความคุ้มค่า ซึ่งเรานำมาใช้เพื่อพิสูจน์วิธีการต่างๆ และโฆษกของมันก็คือ Machiavelli นั่นเอง

ในปี ค.ศ. 1498, Machiavelli ได้เป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับกิจการต่างประเทศและทางด้านการทหารของผู้ปกครองแห่งเมืองฟลอเรนส์ หนึ่งในเมืองขนาดใหญ่ของอิตาลีในช่วงเวลานั้น. หลังจาก 14 ปีของการรับใช้ผู้ปกครอง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ทำให้ Machiavelli ถูกเลิกจ้าง และเขาได้ใช้เวลาที่เหลือของชีวิตด้วยการเนรเทศตัวเองไปอยู่ในชนบทนอกเมืองฟลอเรนส์. ในช่วงเวลาดังกล่าว เขาได้เขียนหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งขึ้นชื่อว่า"The Prince" ซึ่งได้กลายเป็นหนังสือคู่มือที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกเล่มหนึ่ง เกี่ยวกับความฉลาดรอบรู้ทางการเมืองสำหรับรัฐบาลต่างๆ และบรรดาที่ปรึกษาของผู้ปกปกครองทั้งหลาย

สี่สัปดาห์ก่อนที่ Machiavelli เริ่มทำงาน มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นในเมืองฟลอเรนส์ที่ทำให้มีผลและความประทับใจต่อเขาอย่างลึกซึ้ง นั่นคือการแขวนคอผู้กระทำความผิดต่อหน้าฝูงชน. เหยื่อของการลงโทษนี้คือ พระนักปฏิรูปรูปหนึ่งที่มีชื่อว่า Savonarola (1) ซึ่งได้เทศนาสั่งสอนผู้คนว่า พวกเขาสามารถได้รับการนำทางโดย"เหตุผลที่เป็นธรรมชาติ"ของตนเอง. คำสอนอันนี้ได้ไปคุกคามและไปลดทอนอำนาจความสำคัญของศาสนาจักร ด้วยเหตุนี้ บรรดาคุณพ่อ/บาทหลวงจึงแสดงความสำคัญของพวกเขาโดยการจับ Savonarola ไปยังตะแลงแกง. มือทั้งสองข้างของ Savonaola ถูกมัดเอาไว้ข้างหลัง และเขาได้ถูกนำตัวไปยังท้องถนนต่างๆ ในยามค่ำคืน บรรดาฝูงชนทั้งหลายต่างแกว่งกระปุกตะเกียงเข้าไปใกล้ๆ ใบหน้าของเขา เพื่อเพ่งดูเครื่องหมายต่างๆ เกี่ยวกับความเป็นพิษเป็นภัยของเขา

Savonarola ได้ถูกซักไซ้ไล่เลียงและได้รับการทรมานอยู่ถึง 10 วัน เพื่อบีบคั้นให้เขารับสารภาพ แต่เขาดื้อรั้นไม่ยอมรับข้อกล่าวหาใดๆ, สันตปาปา ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทรมานนี้ถึงกับบ่นว่ามันไม่เป็นผลที่รวดเร็วเพียงพอในการสอบสวน ในท้ายที่สุดคำตัดสินก็ออกมา นั่นคือ Savonarola ได้ถูกลงโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ. ขณะที่ร่างของเขาแกว่งไกวอยู่กลางอากาศ บรรดาพวกเด็กๆ ที่อยู่รายรอบได้ใช้ก้อนหินขว้างปาร่างที่ไร้วิญญานของเขา ศพได้ถูกนำไปเผาทิ้ง และเมื่อไฟได้มอบดับลง เถ้าถ่านของเขาได้ถูกนำไปโปรยทิ้งยังแม่น้ำ Arno (2)

ในหนังสือ The Prince, Machiavelli ได้อ้างอิงถึง Savonarola และกล่าวว่า, "ด้วยเหตุดังนั้น จึงกลายเป็นว่าศาสดาพยากรณ์ที่มีอาวุธเป็นผู้ที่มีชัยชนะต่อผู้ไร้อาวุธ ซึ่งต้องประสบกับความพ่ายแพ้ในที่สุด"

ความคิดต่างๆ ทางการเมืองทั้งหลาย ล้วนมีแกนกลางอยู่ที่ประเด็นของเป้าหมายต่างๆ หรือผลลัพธ์ (เช่นคำถามที่ว่า สังคมประเภทใดเล่า ที่พวกเราต้องการ?) และวิธีการ (เราจะไปถึงสังคมนั้นได้อย่างไร หรือด้วยวิธีการอะไร?). ในการตัดสินลงโทษดังกล่าวกับคนที่ไร้อาวุธ, Machiavelli ได้กำหนดให้รัฐบาลหรือชนชั้นปกครองสมัยใหม่ ไปถึงเป้าหมายหรือผลลัพธ์ด้วยชัยชนะ(conquest)เสมอ. ส่วนวิธีการนั้น โดยวิธีการใช้กำลังหรือการบีบบังคับ(force)

Machiavelli ปฏิเสธที่จะฝันแบบยูโธเปียหรือความหวังที่โรแมนติค และโดยการตั้งคำถามต่างๆ เกี่ยวกับ"ความถูกผิด" หรือดีเลวต่างๆ. เขาคือบิดาแห่งสัจนิยมการเมืองสมัยใหม่ หรือสิ่งที่ได้รับการเรียกขานว่า"การเมืองที่แท้จริง" (realpolitik). Machiavelli กล่าวว่า "สำหรับข้าพเจ้าแล้ว มันเหมาะสมที่จะไปถึงความจริงที่เป็นรูปธรรม มากกว่าจินตนาการที่เป็นนามธรรมเกี่ยวกับมัน… สำหรับคำถามที่ว่า เราอาศัยอยู่อย่างไร เป็นเรื่องที่จริงแท้กว่าเราควรจะอาศัยอยู่อย่างไร, ซึ่งใครที่ละทิ้งสิ่งที่กระทำอยู่ไปสู่สิ่งที่ควรกระทำ จะเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับความพินาศของเขาเอง ยิ่งกว่าการปกปักรักษาเขาเอาไว้ได้"

มันเป็นหนึ่งในความคิดที่เย้ายวนใจในวันเวลาของพวกเรา เราต่างได้ยินมาจากทุกด้าน, เสียงร้องเกี่ยวกับความเป็นจริง… คุณกำลังอยู่ในโลกของความจริง, เสียงนี้มาจากเวทีต่างๆ ทางการเมือง, ในหน้าหนังสือพิมพ์และที่บ้าน. การยืนยันเกี่ยวกับการสร้างสมอาวุธนิวเคลียร์ต่างๆ มากขึ้น มาถึงตอนนี้เราครอบครองพวกมันมากเกินพอแล้วที่จะทำลายโลกใบนี้ ซึ่งความคิดนี้ถูกวางรากฐานอยู่บนลิทธิสัจนิยม

นิตยสาร Wall Street แสดงความเห็นด้วยกับเทศบัญญัติของกรุงวอชิงตัน ดีซี. ที่อนุญาตให้ตำรวจจับบุคคลใดก็ตามบนท้องถนน ซึ่งปฏิเสธที่จะเคลื่อนย้ายตัวออกไปเมื่อได้รับคำสั่ง, เทศบัญญัติของกรุงวอชิงตัน ดีซี. เกิดขึ้นมาจากการอยู่อาศัยในโลกของความเป็นจริง. และลองพิจารณาว่า บ่อยครั้งแค่ไหนที่พ่อแม่ (ซึ่งปรกติคือพ่อ) ได้พูดกับลูกๆว่า "มันดีที่จะมีวิสัยทัศน์ที่เป็นอุดมคติเกี่ยวกับโลกที่ดีกว่า แต่พวกเรากำลังอยู่ในโลกของความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้จึงกระทำสิ่งต่างๆ ไปตามนั่นไม่ดีกว่าหรือ…"

มากแค่ไหนที่มีความฝันต่างๆ ของคนหนุ่มสาว - ความปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้อื่น เพื่ออุทิศการดำรงอยู่ของพวกเขาให้กับคนป่วยหรือคนยากจน หรือให้กับบทกวี ดนตรี หรือการละคร - ซึ่งได้ถูกทำให้มันต่ำลงคล้ายดังเป็นเรื่องโรแมติคที่โง่เง่า, และทำไม่ได้ในโลกใบนี้ ที่เราต้องดำรงอยู่? อันที่จริง ระบบเศรษฐกิจมันได้ช่วยเพิ่มเติมเสริมส่งความคิดเดียวกันนี้ โดยการให้รางวัลกับคนเหล่านั้น ซึ่งใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาไปตามความจริงในเชิงปฏิบัติ ขณะเดียวกันก็ทำให้ชีวิตเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับศิลปิน, นักกวี, พยาบาล, ครู, และนักสังคมสงเคราะห์ต่างๆ

สัจนิยมเป็นเรื่องที่เย้ายวนใจ เพราะเมื่อคุณยอมรับความนึกคิดที่มีเหตุผลว่า คุณควรจะวางรากฐานการกระทำของคุณบนความเป็นจริง บ่อยมากแค่ไหนที่คุณยอมรับโดยปราศจากข้อสงสัยอะไรเลย ถึงเรื่องราวของคนบางคนเกี่ยวกับสิ่งที่ความจริงเป็น. มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากเกี่ยวกับความคิดที่เป็นอิสระ ที่จะสงสัยเกี่ยวกับคำอธิบายของคนบางคนในเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นจริง

เมื่อตอนที่ Machiavelli อ้างถึงการไปสู่ความจริงที่เป็นรูปธรรม เขากำลังอ้างถึงคนสำคัญ(อย่างเช่น นักเขียน, ผู้นำทางการเมือง) อยู่บ่อยๆ ซึ่งกดดันความคิดหรือไอเดียของพวกเขาลงบนคนอื่นๆ นั่นคือ เรื่องราวของพวกเขาคือ"ความจริง" ซึ่งพวกเขากำลังอยู่กับ"ความเป็นภววิสัย" แต่ความเป็นจริงของเขา(his reality)อาจไม่ใช่ความเป็นจริงของพวกเรา สัจธรรมของเขา(his truth)อาจไม่ใช่สัจธรรมอย่างเดียวกันกับของพวกเรา

โลกความจริงนั้นมันสลับซับซ้อนอย่างไร้ขอบเขต คำอธิบายใดๆ ก็ตามเกี่ยวกับมันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความจริงเท่านั้น ดังนั้นตัวเลือกหนึ่งจึงถูกสร้างขึ้นเกี่ยวกับสิ่งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริงที่อธิบาย และเบื้องหลังตัวเลือกนั้น บ่อยทีเดียวเป็นเรื่องของผลประโยชน์แน่ๆ ในความหมายของบางสิ่งบางอย่างที่เป็นประโยชน์สำหรับใครคนหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ

เบื้องหลังข้ออ้างของใครบางคน ที่ให้ภาพภววิสัยกับเราภาพหนึ่งเกี่ยวกับโลกที่เป็นจริง เป็นการสันนิษฐานที่ว่า เราทั้งหมดต่างมีผลประโยชน์อย่างเดียวกัน และด้วยเหตุนี้ เราสามารถที่จะวางใจใครคนๆหนึ่งได้ ซึ่งได้อรรถาธิบายถึงโลกสำหรับเรา เพราะบุคคลนั้นมีผลประโยชน์ของเราอยู่ในหัวใจ

มันเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะล่วงรู้ว่า ถ้าผลประโยชน์ของพวกเราเป็นอย่างเดียวกัน เพราะคำอธิบายหนึ่งๆ หากเป็นเช่นนั้นก็คงจะดีไม่น้อย, แต่อันที่จริงแล้วมันไม่เคยเป็นกลางอย่างง่ายๆ และไร้เดียงสาเช่นนั้นเลย. ไม่มีคำอธิบายใดที่เป็นอย่างนั้น บริสุทธิ์อย่างนั้น. ทุกๆ คำอธิบายมีการกำหนดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ถ้าหากว่าคุณอธิบายธรรมชาติมนุษย์ในแบบที่ Machiavelli ทำ, ซึ่งโดยพื้นฐานเป็นเรื่องผิดทำนองคลองธรรม มันเป็นการบอกว่านั่นคือความเป็นจริง ที่จริงแล้วในฐานะมนุษย์, คุณควรปฏิบัติตัวตามวิธีการนั้นด้วย

ความคิดที่ว่า "ผลประโยชน์ของพวกเราทั้งหมดเป็นอย่างเดียวกัน" (บรรดาผู้นำทางการเมืองและพลเมืองทั้งหลาย, เศรษฐีและคนไร้บ้าน)นั่นคือการหลอกลวงต้มตุ๋นเรา มันคือคำอธิบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนเหล่านั้น ซึ่งดำเนินชีวิตไปตามหนทางของสังคมสมัยใหม่ ที่ซึ่งการส่งเสริมประชาชนในแนวทางดังกล่าว เป็นเรื่องที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของเครื่องจักรที่เป็นไปอย่างราบรื่นในชีวิตประจำวัน และเป็นการทำให้การจัดการและการกำกับในปัจจุบันของของคนรวย และคนมีอำนาจ เป็นไปอย่างถาวรชั่วนิรันดร์

เมื่อบิดาทั้งหลายผู้ก่อตั้งสหรัฐอเมริกาได้เขียนอารัมภกถาของรัฐธรรมนูญ คำพูดแรกๆ ของท่านเหล่านั้นคือ "เราในฐานะผู้คนของสหรัฐฯ เพื่อที่จะสร้างสหพันธรัฐที่สมบูรณ์กว่า และสถาปนาความยุติธรรม…" ด้วยอารัมภบทของรัฐธรรมนูญดังกล่าว จึงดูราวกับว่า มันได้ถูกเขียนขึ้นสำหรับคนทุกคน ที่แสดงออกถึงผลประโยชน์ของพวกเราร่วมกัน

ในข้อเท็จจริง รัฐธรรมนูญได้รับการร่างขึ้นโดยคน 55 คน ทั้งหมดเป็นคนผิวขาวและเป็นคนที่ร่ำรวย ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มชนชั้นสูงกลุ่มหนึ่งในประเทศใหม่ ตามร่างดังกล่าวยอมรับการมีทาสในฐานะที่เป็นสิ่งซึ่งถูกต้องตามกฎหมาย และในช่วงเวลานั้น, ทุกๆ หนึ่งในห้าคนของประชากรคือทาสผิวดำ, ความขัดแย้งระหว่างคนรวยและคนจน, รวมถึงคนขาวและคนดำ. การจลาจลและการกบฎที่เกิดขึ้นหลายสิบครั้งในศตวรรษนั้นก่อนการปฏิวัติ และการลุกฮือขึ้นครั้งสำคัญใน Western Massachusetts ก่อนการรวมตัวกันร่างรัฐธรรมนูญ(Constitutional Convention - การรวมตัวกันของรัฐบุรุษซึ่งร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญสหรัฐในปี ค.ศ.1787) (Shays' Rebellion) ทั้งหมดถูกคลอบคลุมโดยวลีที่ว่า "เราในฐานะประชาชน"

Machiavelli ไม่ได้หลอกลวงเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ร่วม เขาพูดถึงว่า "อะไรคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับเจ้าชาย" เขาได้อุทิศหนังสือเรื่อง The Prince ให้กับคนรวยและมีอำนาจมากคือ Lorenzo di Medici ครอบครัวของเขาปกครองเมืองฟลอเรนส์ และรวมถึงบรรดาโป๊บและประมุขต่างๆ (สารานุกรมโคลัมเบียมีคำอธิบายอันน่าทึ่งเกี่ยวกับ the Medici: "ลำดับวงตระกูลของครอบครัวได้ถูกทำให้ซับซ้อน โดยทายาทนอกสมรส และโดยแนวโน้มเกี่ยวกับสมาชิกบางคนที่กำจัดกันเองด้วยการลอบสังหาร")

ในการเนรเทศตัวเองไปอยู่ในชนบทนอกเมืองฟลอเรนส์, งานเขียนคู่มือของเขา(The Prince)เกี่ยวกับคำแนะนำสำหรับ the Medici, Machiavelli มีความปรารถนาที่จะถูกเรียกตัวกลับมาในเมือง เพื่อดำรงตำแหน่งของเขาในฐานะคนวงใน เขาไม่ต้องการอะไรมากเกินไปกว่าการรับใช้เจ้าชาย

ในวันเวลาของพวกเรา เราได้พบกับความเจ้าเล่ห์เพทุบายที่ใหญ่กว่ามากของคนอย่าง Mechiavelli ในหมู่พวกเรา นั่นคือบรรดาที่ปรึกษาประธานาธิบดีทั้งหลาย, ผู้ช่วยต่างๆ เพื่อความมั่นคงของชาติ, และรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศซึ่งยืนยันว่า พวกเขารับใช้ผลประโยชน์ของประเทศ, ทำทุกอย่างเพื่อความมั่นคงของชาติ, และเป็นการปกปักรักษาผืนแผ่นดิน. วลีเหล่านี้ทำให้ทุกๆ คนในประเทศนี้อยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนใหญ่ ด้วยการพรางตาความแตกต่างระหว่างผลประโยชน์ของคนเหล่านั้นที่อยู่ในรัฐบาล และผลประโยชน์ของพลเมืองโดยทั่วไป

อย่างไรก็ตาม คำประกาศอิสรภาพของอเมริกัน เป็นที่เข้าใจอย่างชัดแจ้งถึงความแตกต่างของผลประโยชน์ระหว่างรัฐบาลและพลเมือง คำประกาศดังกล่าวแสดงถึงวัตถุประสงค์ของรัฐบาลคือ ปกป้องสิทธิบางอย่างของชีวิตพลเมืองให้ปลอดภัย, ให้มีเสรีภาพ, ความเสมอภาค, และมีจุดประสงค์เพื่อความสุข. แต่เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลทั้งหลายไม่ได้ทำให้วัตถุประสงค์เหล่านี้บรรลุผล และด้วยเหตุดังนั้น "เมื่อไรก็ตามที่รูปแบบใดๆ ของรัฐบาลกลายเป็นการทำลายเกี่ยวกับเป้าหมายเหล่านี้ มันก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของผู้คนทั้งหลายที่จะเปลี่ยนแปลงหรือล้มล้างมันได้ และเพื่อสถาปนารัฐบาลใหม่ขึ้นมา"

เป้าหมายดังกล่าวเกี่ยวกับหนังสือเรื่อง The Prince ของ Machiavelli แตกต่างอย่างชัดเจน มันไม่ใช่เรื่องของสวัสดิการของพลเรือนทั้งหลาย แต่เป็นเรื่องของอำนาจรัฐ, ชัยชนะ, และการควบคุม. ทั้งหมดนี้ถูกกระทำเพื่อธำรงรักษารัฐเอาไว้ให้มั่นคงเท่านั้น

ในสหรัฐอเมริกาทุกวันนี้ คำประกาศอิสรภาพ(the Declaration of Independence)ได้แขวนอยู่บนผนังห้องเรียน แต่นโยบายต่างประเทศกลับดำเนินการไปตามแนวคิดของ Machiavelli. ภาษาของเราเป็นไปในลักษณะหลอกลวงมากกว่าของเขาเสียอีก; วัตถุประสงค์ของนโยบายต่างประเทศตามที่บรรดาผู้นำของพวกเรากล่าว, คือต้องการที่จะรับใช้"ผลประโยชน์ของชาติ" และทำหน้าที่รับผิดชอบต่อโลกของเรา

ในปี ค.ศ.1986 นายพล William Westmoreland กล่าวว่า ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกา"ได้สืบทอดหน้าที่ของความเป็นผู้นำของโลกเสรี" และ"กลายเป็นผู้สนับสนุนนานาประเทศทางด้านเสรีภาพ". อันนี้คือคำพูดจากปากของชายที่เป็นผู้นำทางด้านการทหารในสงครามเวียดนาม ซึ่งได้ทำรบอย่างโหดเหี้ยมทารุณ อันยังผลให้พลเรือนชาวเวียดนามที่ไม่เกี่ยวกับสงครามต้องล้มตายลงนับจำนวนแสน

แต่บางครั้งก็เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา ดังเช่นคำพูดของประธานาธิบดี Lyndon Johnson ซึ่งพูดกับประชาชาติในช่วงระหว่างสงครามเวียดนาม คำกล่าวเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกาในฐานะที่เป็น"เบอร์หนึ่ง" หรืออย่างที่เขากล่าวว่า "ต้องไม่ทำอะไรที่ผิดพลาดเกี่ยวกับมัน เราจะต้องเหนือกว่าและมีชัยชนะ"

หรือที่ทื่อๆ กว่านั้นก็คือ บทความในปี ค.ศ.1980 ในเรื่องเกี่ยวกับอิทธิพลของกิจการต่างประเทศโดยนักรัฐศาสตร์ Robert W. Tucker จากมหาวิทยาลัย John Hopkins ในเรื่องเกี่ยวกับอเมริกากลาง(Central America) คือ, "โดยปรกติแล้ว เราเล่นบทบาทที่เป็นตัวกำหนดในการกระทำและไม่กระทำต่างๆ ของรัฐบาล และเราเป็นคนนิยามในสิ่งที่เราพิจารณาแล้วว่า เป็นพฤติกรรมที่ยอมรับได้ของรัฐบาล"

Tucker ได้ปลุกเร้าต่อไปว่า "นโยบายอันหนึ่งเกี่ยวกับการฟื้นคืนอเมริกาขึ้นมาใหม่ เพื่อปกป้องความมีอำนาจเหนือระบอบการปกครองที่สุดขั้วต่างๆ ในอเมริกากลาง" และตั้งคำถามว่า "เราจะหวนกลับไปสู่นโยบายอันหนึ่งเกี่ยวกับผลงานในอดีตในอเมริกากลางได้ไหม?"… นั่นไม่มีเหตุผลในการโน้มน้าวใจอะไรเลยสำหรับความเชื่อที่ว่า รัฐบาลฝ่ายขวาจะไม่ให้การสนับสนุนภายนอกอย่างแข็งขัน ถ้าหากว่ามีความจำเป็น โดยการส่งกองกำลังต่างๆ ของอเมริกาเข้าไปในอเมริกากลาง

ข้อเสนอแนะของ Tucker กลายเป็นนโยบายเกี่ยวกับอเมริกากลาง ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี Reagan หลังจากที่เข้ามาดำรงตำแหน่งในปี ค.ศ.1981. การส่งทหารเข้าไปของเขาถือเป็นก้าวย่างหนึ่งที่รุนแรงมากสำหรับสาธารณชนอเมริกัน ซึ่งต่อต้านสงครามเวียดนามอย่างชัดเจน (เว้นแต่กระทำในสัดส่วนที่เล็กกว่า อย่างกรณีการรุกรานเข้าไปใน Grenada ของ Reagan, และการรุกรานเข้าไปใน Panama ของ Bush). และสำหรับการดำเนินการมา 8 ปี, จุดประสงค์ต่างๆ ของสหรัฐฯก็ได้เป็นที่ประจักษ์ นั่นคือเพื่อโค่นล้มรัฐบาลฝ่ายซ้ายของ Nicaragua และปกปักรักษารัฐบาลฝ่ายขวาของ El Salvador

ชาวอเมริกัน 2 คนจากสมาคมทนายความของนิวยอร์คซิตี ซึ่งไปเยี่ยมเยือน El Salvador ในปี ค.ศ.1983 ได้อธิบายในนิตยสาร New York Time ถึงการฆาตกรรมหมู่ชาวนา 18 คนโดยทหารท้องถิ่นในจังหวัด Sonsonate: บรรดาที่ปรึกษาทางด้านการทหาร 10 คนได้ถูกจับกุมตัวและถูกนำไปยังกองทหารที่ Sonsonate… ฉากดังกล่าวบรรจุเรื่องราวทั้งหมดที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยไปจากโศกนาฏกรรมชาวพื้นเมือง Salvadoran

มันเป็นเรื่องของความรุนแรงทางการทหารที่มีต่อพลเรือนอย่างไร้การควบคุม ความสามารถอันเด่นชัดเกี่ยวกับการแสวงหาความมั่นคั่งร่ำรวย นำมาซึ่งดำเนินนโยบายที่เต็มไปด้วยความรุนแรงอย่างเป็นทางการ… และการมีอยู่ของที่ปรึกษาทางการทหารของสหรัฐฯ ซึ่งทำการกับกองกำลัง Salvadoran ต้องรับผิดชอบต่อปฏิบัติการอันน่าเกลียดน่ากลัวเหล่านี้… หลังจากการฆาตกรรมผู้คนไป 3 หมื่นคนโดยไม่ถูกลงโทษ ด้วยฝีมือของกองกำลังความมั่นคงและทหาร และการสูญหายของพลเรือนกว่าหมื่นคนที่อยู่ในอารักขา รากเหง้าอันเป็นสาเหตุของการฆ่ายังคงอยู่ที่เดิม และการฆ่ายังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ

วัตถุประสงค์เกี่ยวกับนโยบายในอเมริกากลาง รัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวว่า ก็คือการปกป้องประเทศของเราจากการคุกคามของโซเวียต: โซเวียตมีฐานที่มั่นอยู่ใน Nicaragua และเป็นไปได้ที่โซเวียตจะมีฐานที่มั่นอยู่ใน El Salvador ด้วย. อันนี้เป็นเรื่องที่ไม่อาจเชื่อถือได้เลย. สหภาพโซเวียตกำลังตระเตรียมที่จะปฏิบัติการรุกรานสหรัฐฯ จากอเมริกากลางกระนั้นหรือ?

สหภาพโซเวียต อย่างที่เรารู้กันคือประเทศหนึ่งซึ่งไม่อาจที่จะเอาชนะสงครามในเขตชายแดนต่างๆ ในประเทศของตนที่ติดกับอัฟกานิสถานได้ จะส่งกองกำลังข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกสู่นิคารากัวกระนั้นหรือ? แล้วอะไรต่อไปอีกล่ะ? จากนั้นกองทหารก็เดินแถวผ่าน Honduras เข้าสู่ Guatemala และถัดมาผ่านดินแดนทั้งหมดของเม็กซิโกเข้าสู่รัฐเท็กซัส และต่อจากนั้น…?

อันนี้เป็นเรื่องที่ไร้สาระเท่ากันกับทฤษฎีโดมิโนเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม ซึ่งทฤษฎีโดมิโนที่ล้มเหลวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะต้องว่ายน้ำข้ามแปซิฟิกเพื่อไป San Francisco. สำหรับสหภาพโซเวียต, ด้วยขีปนาวุธความเร็วสูงข้ามทวีป, ด้วยเรือดำน้ำนอกชายฝั่งของ Long Island, ยังต้องการอเมริกากลางเป็นฐานที่มั่นเพื่อโจมตีสหรัฐฯ อยู่อีกหรือ?

อย่างไรก็ตาม คณะทำงาน Kissinger ที่ตั้งขึ้นโดยประธานาธิบดี Reagan เพื่อให้คำปรึกษากับเขาเกี่ยวกับนโยบายอเมริกากลาง ได้เตือนในรายงานฉบับนี้ว่า "สีข้างด้านใต้"(Southern flank)ของเราได้ตกอยู่ในอันตราย - การอ้างอิงในเชิงชีววิทยาได้ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อทำให้พวกเราทุกคนตกอยู่ในอาการหวาดกลัวและประสาท

แม้แต่การมองไปที่ประวัติศาสตร์ช่วงสั้นๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ใครคนหนึ่งเกิดข้อสงสัย. เราสามารถที่จะอธิบายถึงการแทรกแซงก้าวก่ายของเราบ่อยๆ ในอเมริกาก่อนปี 1917, ก่อนการปฏิวัติบอลเชวิคกันอย่างไร? เราจะอธิบายการควบคุมคิวบาและเปอร์โตริโกในปี ค.ศ.1898; การยึดครอง Canal Zone (3) ที่ปานามาในปี 1903; การส่งกองกำลังนาวิกโยธินของเราไปยังฮอนดูรัส, นิคารากัว, ปานามา, และกัวเตมาลา ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900s; การทิ้งระเบิดของเราที่เมืองหนึ่งของเม็กซิกันในปี 1914; และการยึดครองด้วยกำลังทหารอย่างยาวนานของเราที่ไฮติ และสาธารณรัฐโดมินิกัน ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1915 และ 1916 เหตุการณ์เหล่านี้เราจะอธิบายกันอย่างไร? ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนมีสหภาพโซเวียตเสียอีก

ยังมีเหตุผลที่เป็นทางการอีกอันหนึ่ง ซึ่งให้ไว้กับการเข้าไปแทรกแซงของสหรัฐฯ ในอเมริกากลางในช่วงทศวรรษที่ 1980s นั่นคือ เพื่อเข้าไปฟื้นฟูประชาธิปไตย. อันนี้เป็นเรื่องที่แทบเชื่อถือไม่ได้เลยทีเดียว. นับจากช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา รัฐบาลของเราได้ให้การส่งเสริมรัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมาโดยตลอด อันที่จริงเป็นพวกเผด็จการทหารที่ชั่วร้ายด้วยซ้ำ เช่น Batista ในคิวบา, Somoza ในนิคารากัว, Armas ในกัวเตมาลา, Pinoche ในชิลี และ Duvalier ในไฮติ เช่นเดียวกับใน El Salvador และประเทศอื่นๆของลาตินอเมริกา

วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของนโยบายสหรัฐฯ ในอเมริกากลางได้รับการแสดงออกโดย Tucker ในเทอมของ Machiavelli ที่ค่อนข้างชัดเจน: "เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ควรจะเป็นการฟื้นฟูปฏิสังขรณ์เกี่ยวกับโลกการเมืองให้เป็นปรกติมากขึ้น โลกซึ่งรัฐต่างๆ เหล่านั้นครอบครองปัจจัยสำคัญของอำนาจอันยิ่งใหญ่อีกครั้ง และแสดงบทบาทอำนาจของพวกเขาในฐานะที่มีสิทธ์ที่จะแสดงบทบาทดังกล่าว"

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า บรรดาชาวอเมริกันต่างขานรับกับความคิดนี้อย่างชื่นชม นั่นคือสหรัฐฯ ควรจะเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในโลก, ควรจะครอบงำประเทศอื่น, ควรจะเป็นเบอร์หนึ่ง. บางทีสมมุติฐานอันนี้คือ การครอบงำหรือการมีอิทธิพลของเรากำลังแสดงความเมตตา และพลังอำนาจของเราได้ถูกใช้ไปเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ อันนั้นอย่างการุณ

ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรากับลาตินอเมริกาไม่ได้บอกเราแบบนั้น. มิหนำซ้ำ จริงๆ แล้ว มันสัมพันธ์กับอุดมการณ์อเมริกันเกี่ยวกับเรื่องของความเสมอภาคของผู้คนล่ะหรือ ที่ยืนยันว่า เราต่างมีสิทธิที่จะควบคุมกิจการต่างๆ ของประเทศอื่นๆ? เราเป็นเพียงประเทศเดียวที่มิสิทธิ์ออกแถลงการณ์ประกาศอิสรภาพเท่านั้นหรือ ?

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

คลิกไปอ่านต่อ Machiavellian: การเมืองและนโยบายปีศาจของสหรัฐฯ (2)

เชิงอรรถ
(1) Savonarola Girolamo 1452-1498 Ital. Reformer
(2) river 140 mi (225 km) cen Italy flowing W from the Apennines through Florence into Ligurian Sea
(3) A zone consisting of a strip of land across the Isthmus of Panama that contains the Panama Canal

 

 

คลิกไปที่ กระดานข่าวธนาคารนโยบายประชาชน

นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจบทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ก่อนหน้านี้ สามารถคลิกไปอ่านได้โดยคลิกที่แบนเนอร์




สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4 I สารบัญเนื้อหา 5
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม



มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 1000 เรื่อง หนากว่า 17000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com


สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

 

 


 

 

เมื่อบิดาทั้งหลายผู้ก่อตั้งสหรัฐอเมริกาได้เขียนอารัมภกถาของรัฐธรรมนูญ คำพูดแรกๆ ของท่านเหล่านั้นคือ "เราในฐานะผู้คนของสหรัฐฯ เพื่อที่จะสร้างสหพันธรัฐที่สมบูรณ์กว่า และสถาปนาความยุติธรรม…"ในข้อเท็จจริง รัฐธรรมนูญได้รับการร่างขึ้นโดยคน 55 คน ทั้งหมดเป็นคนผิวขาวและเป็นคนที่ร่ำรวย ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มชนชั้นสูงกลุ่มหนึ่งในประเทศใหม่ ตามร่างดังกล่าวยอมรับการมีทาสในฐานะที่เป็นสิ่งซึ่งถูกต้องตามกฎหมาย และในช่วงเวลานั้น, ทุกๆ หนึ่งในห้าคนของประชากรคือทาสผิวดำ, ความขัดแย้งระหว่างคนรวยและคนจน, รวมถึงคนขาวและคนดำ. การจลาจลและการกบฎที่เกิดขึ้นหลายสิบครั้งในศตวรรษนั้นก่อนการปฏิวัติ และการลุกฮือขึ้นครั้งสำคัญใน Western Massachusetts ก่อนการรวมตัวกันร่างรัฐธรรมนูญ(Constitutional Convention - การรวมตัวกันของรัฐบุรุษซึ่งร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญสหรัฐในปี ค.ศ.1787) (Shays' Rebellion) ทั้งหมดถูกคลอบคลุมโดยวลีที่ว่า "เราในฐานะประชาชน"