Free Documentation License
Copyleft : 2006, 2007, 2008
Everyone is permitted to copy and distribute verbatim copies of this license
document, but changing it is not allowed.

หากนักศึกษา และสมาชิกประสงค์ติดต่อ
หรือส่งบทความเผยแพร่บนเว็บไซต์
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กรุณาส่ง email ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com
midnightuniv@yahoo.com
midarticle@yahoo.com

กลางวันคือการเริ่มต้นเดินทางไปสู่ความมืด ส่วนกลางคืนคือจุดเริ่มต้นไปสู่ความสว่าง เที่ยงวันคือจุดที่สว่างสุดแต่จะมืดลง
ภารกิจของมหาวิทยาลัยคือการค้นหาความจริง อธิบายความจริง ตีความความจริง และสืบค้นสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความจริง
บทความวิชาการทุกชิ้นของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างถาวรเพื่อใช้ประโยชน์ในการอ้างอิงทางวิชาการ
ภาพประกอบดัดแปลงเพื่อใช้ประกอบบทความทางวิชาการ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการ
ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังเปิดรับงานแปลทุกสาขาวิชาความรู้ ในโครงการแปลตามอำเภอใจ และยังเปิดรับงานวิจัยทุกสาขาด้วยเช่นกัน ในโครงการจักรวาลงานวิจัยบนไซเบอร์สเปซ เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน สนใจส่งผลงานแปลและงานวิจัยไปที่ midnightuniv@yahoo.com

The Midnight University


ทัศนะของนักประวัติศาสตร์เกี่ยวกับศิลปะ
Howard Zinn : บทสนทนา ความจริงในมือของศิลปิน

สมเกียรติ ตั้งนโม : เรียบเรียง
สาขาจิตรกรรม คณะวิจิตรศิลป์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บทความชิ้นนี้เป็นการเรียบเรียงบทสนทนาระหว่าง Howard Zinn กับ Thom Yorke
เกี่ยวกับบทบาทของศิลปิน กวี นักประพันธ์ นักเขียนบทละคร จิตรกร และนักดนตรี
ืที่มีต่อสังคมและการเมืองนับแต่อดีตเป็นต้นมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
ในฐานะที่เป็นพันธกิจที่สำคัญของศิลปะในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
midnightuniv@yahoo.com

(บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา)
หมายเหตุ : ข้อความที่ปรากฏบนเว็บเพจนี้ ได้มีการแก้ไขและตัดแต่งไปจากต้นฉบับบางส่วน
เพื่อความเหมาะสมเป็นการเฉพาะสำหรับเว็บไซต์แห่งนี้
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 1038
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๙
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 12.5 หน้ากระดาษ A4)





ความจริงในมือของศิลปิน (Truth in the Hands of Artists)
สมเกียรติ ตั้งนโม - เรียบเรียง : สาขาจิตรกรรม คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ความนำ
ศิลปินทั้งหลายในช่วงเวลาต่างๆของสงคราม (Artists in times of war)
Thom Yokes ซึ่งเปรียบประหนึ่งรูปบูชาของวงดนตรี Radiohead และ Howard Zinn ผู้เขียนหนังสือเรื่อง 'A People's History of the United States,' ได้ถกกันถึงบทบาทของศิลปินในการสร้างโลกให้เป็นสถานที่ที่ดีกว่า.
Howard Zinn และ Thom Yorke ทั้งคู่ไม่เคยกินข้าวกลางวันด้วยกัน หรือแม้กระทั่งเคยพูดคุยกันมาก่อน แต่ละคนต่างล่องลอยไปตามแรงกระเพื่อมของผืนพรมสีแดง และถ้าเผื่อคนทั้งคู่มาเจอกัน พวกเขามาพบกันเรื่องอะไร?

เราหยิบเอาหนังสือใหม่ที่เพิ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้ของ Howard Zinn ขึ้นมา เรื่อง Artists in Times of War (Seven Stories Press/ Open Media Series) ในฐานะที่เป็นโอกาสหนึ่งซึ่งจะค้นดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น ถ้าหากว่าทั้งสองคนซึ่งค่อนข้างมีแนวทางแตกต่างกันมากได้มาพบกัน เพื่อจะฟังความคิดเห็นตรงๆ ถึงบทบาทของบรรดาศิลปินทั้งหลายในเรื่องที่เกี่ยวกับการเมือง

หลังจากบรรยากาศการถกเถียงกันอย่างฝุ่นตลบสิ้นสุดลง ภายใต้หัวข้อเกี่ยวกับอัลบัมเพลงล่าสุดของ Thom Yokes ในชุด "Hail ถึง the Thief", ดูเหมือนว่าจะเป็นการไปคุ้ยเขี่ยเรื่องประธานาธิบดี Bush ของเรา, Yorke ยังคงยืนยันว่าวง Radiohead ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองโดยเจตนาใดๆ ถูกเผงเลย ด้วยเหตุนี้สิ่งที่เราทำทั้งหมดคือการจับคู่เขากับ Zinn ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ที่ค่อนข้างโดดเด่น เป็นนักประวัติศาสตร์ นักเขียนบทละคร และผู้เขียนหนังสือที่มีชื่อเสียงเรื่อง A People's History of the United States. Zinn และ Yorks แต่ละคนต่างพูดถึงเรื่องของศิลปะและการเมืองเอาไว้อย่างมากมาย ซึ่งครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างนับจาก Marx และ Picasso จนกระทั่งถึง Donna Summer และ Public Enemy.

พิธีกร: ครั้งหนึ่ง Pablo Picasso เคยกล่าวว่า: "ศิลปะคือการโกหก ซึ่งทำให้เราเข้าใจความจริง". คุณมีปฏิกริยาอย่างไรต่อคำพูดที่ยกขึ้นมานี้ ในฐานะที่เป็นการอธิบายถึงบทบาทหน้าที่ของบรรดาศิลปินทั้งหลายที่ให้แรงบันดาลใจต่อการเปลี่ยนแปลง และแสดงให้เราเห็นว่าโลกของเราใบนี้ควรจะเป็นอย่างไร?

Zinn: ในความหมายนั้น เมื่อคุณอธิบายว่าโลกของเราควรเป็นอย่างไร? คุณกำลังไม่ได้บอกความจริง.
คุณไม่ได้กำลังอธิบายถึงความเป็นจริง มันเป็นแต่เพียงความเพ้อฝันเท่านั้น. คุณกำลังอธิบายถึงอนาคต บางสิ่งที่มันเป็นยูโธเปีย และบางอย่างที่มันอยู่ในจินตนาการ ด้วยเหตุนี้ในความหมายดังกล่าว มันจึงเป็นเรื่องโกหกหรือไม่จริง ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเปิดเผยความจริง

เรื่องดังกล่าวไม่ใช่สาระของศิลปินเท่านั้นในการพูดถึงอนาคต หรือเรื่องที่ว่าชีวิตสามารถที่จะเป็นเหมือนกับอะไรหรืออย่างไรในอนาคต ซึ่งได้สร้างการโกหกขึ้นมา. นวนิยายหรือเรื่องที่แต่งขึ้นมาทั้งหมดก็เป็นชนิดหนึ่งของการโกหกหรือเรื่องไม่จริงเช่นกัน; คุณกำลังพูดถึงเรื่องเล่าต่างๆ ที่ไม่เป็นจริง แต่ด้วยเหตุผลบางประการ พวกเขาได้ไปเพิ่มเติมเสริมส่งความจริงให้มีความสำคัญขึ้นมาเอามากๆ

Yorke: Fox News เป็นการโกหก... บางคนต้องการที่จะพูดความจริง แต่นั่นมันไม่ควรจะเป็นงานของเรา ดังนั้น ผมเดาว่าผมอยู่ข้างคำโกหก. ผมคิดว่าไม่มีศิลปินคนใดสามารถจะอ้างได้ว่าได้เข้าไปสู่ความจริง หรือเรื่องจริงอันหนึ่งของเหตุการณ์. แต่แน่นอน พวกเขามีช่องทางที่ดีกว่าเล็กน้อยในอำนาจการจัดการของพวกเขา เพราะพวกเขามีศิลปะอยู่ในมือที่จะกระตุ้นพลังต่างๆ ในสิ่งซึ่งพวกเขากำลังพยายามสร้างสรรค์มันอยู่ ไม่ว่าจะการเขียนหนังสือหรือการวาดภาพ. พวกเขามีดนตรี…

Zinn: ถูกต้องทีเดียว และคุณก็รู้ว่าความจริงในมือของศิลปินทั้งหลาย แม้กระทั่งเมื่อพวกเขากำลังเล่าเรื่องที่แต่งขึ้นมาเอง หรือกระทั่งพวกเขากำลังประดิษฐ์ประดอยบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา มันกลับกลายเป็นสิ่งที่มีพลังมาก เพราะสิ่งที่บรรดาศิลปินทั้งหลายกระทำ ได้ถูกหยิบมาจากอารมณ์ความรู้สึกและกิเลสตัณหา - พวกเขาหยิบยืมรากฐานอันหนึ่งทางจิตวิญญาณเพื่อนำไปสู่ความจริง ซึ่งได้ไปช่วยขยายและยกระดับความจริงขึ้น อันนี้ทำให้มันมีความเข้มข้นรุนแรง ซึ่งเนื้อหาสาระธรรมดาของข้อเท็จจริงจะไม่อาจบรรลุถึงผลสัมฤทธิ์เช่นนั้นได้

Yorke: อันนี้คือการย้อนกลับไปสู่สิ่งที่ควรเป็นเหตุให้เราเกิดอาการตกอกตกใจเอามากๆ ถ้าหากว่ารายการเกี่ยวกับการเมืองทางทีวี ได้นำเอาศิลปินมาถกเถียงกันทางการเมืองจริงๆ ซึ่งนั่นได้บอกกับคุณถึงบางสิ่งที่น่าตกใจ เกี่ยวกับระดับของการถกเถียงกันทางการเมืองที่เกิดขึ้นบนโทรทัศน์กระแสหลักหลายๆ ช่อง

หนึ่งในสิ่งต่างๆ ที่น่าสนใจสำหรับที่นี้ก็คือ คนซึ่งควรจะมีส่วนในการก่อรูปก่อร่างอนาคตขึ้นมาคือบรรดานักการเมืองทั้งหลาย แต่กรอบหรือโครงร่างในทางการเมืองในตัวของมันเองค่อนข้างตายซาก ไม่น่าสนใจ ทีนี้ลองหันไปยังแหล่งต้นตออื่นๆ อย่างเช่นศิลปินทั้งหลายดูซิ จะเห็นว่าศิลปะและดนตรียินยอมให้มนุษย์มีเสรีภาพที่แท้จริงอันหนึ่ง แน่นอน หน้าที่ของบรรดาศิลปินทั้งหลายอยู่ที่นั่น แต่มันออกจะเป็นการกล่าวหามากเกินไปต่อระบบการเมือง

ใครบางคนมองศิลปินทั้งหลายในฐานะที่เป็นผู้ดู เป็นเรื่องอุดมคติ อันที่จริงแล้วผู้คนทั้งหลายต่างต้องรับผิดชอบต่อการกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่า…ใช่เลย…เยี่ยมยอดมาก คนที่มีเหตุผลก็คิดอย่างนั้น แต่มันไม่มีปัจจัยอื่นๆ ที่เปิดให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองอยู่ที่ไหนเลย

Zinn: จริง, พลังอำนาจทางการเมืองได้ถูกควบคุมโดยพวกหัวกระทิและชนชั้นสูงของบริษัท และศิลปกรรมทั้งหลายคือที่เกิดเหตุ(locale)ของสงครามก่อการร้ายหรือกองโจรชนิดหนึ่ง ในความหมายที่ว่า บรรดากองโจรทั้งหลายในสถานการณ์การปกครองแบบเผด็จการ ต่างมองหาช่องทางและโอกาสทั้งหลายที่เปิด ซึ่งพวกเขาสามารถที่จะกระทำการได้อย่างมีประสิทธิผล

เมื่อการปกครองแบบทรราชถูกโค่นล้มลง - ยกตัวอย่างเช่น ฟาสซิสต์ในสเปนหรือในสหภาพโซเวียต - มันเริ่มต้นขึ้นในพื้นที่วัฒนธรรม ซึ่งนั่นเป็นเพียงพื้นที่เดียวที่ผู้คนสามารถมีอิสรภาพบางอย่างได้. มันเริ่มต้นจากวรรณกรรม บทกวี และดนตรี เพราะสิ่งเหล่านั้นมิได้เป็นตัวแทนของการคุกคามต่างๆ โดยตรงแต่อย่างใดต่อสถาบันที่ตั้งมั่นแล้ว. พวกเขาเฉียบแหลมและไม่ได้ทำอะไรตรงไปตรงมา ด้วยเหตุดังนั้น สถาบันหลักต่างๆ ที่ตั้งมั่นแล้วจึงสุ่มเสี่ยงกับการที่พวกเขาคิดว่า ศิลปะจะไม่น้อมนำไปสู่การคุกคามหรือผลร้ายใดๆ แต่บ่อยครั้งพวกเขาจะเสียพนันนั้น

ผมจำได้ว่าตอนที่อยู่ในแอฟริกาใต้ในช่วงปี 1982 ระหว่างที่มีปัญหาการแบ่งผิวค่อนข้างรุนแรง มันเริ่มต้นจากพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่ดูเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับการไม่เห็นด้วยที่อาจเกิดขึ้น - คล้ายๆ กับโรงละครตลาดทั่วๆ ไปที่ Johannesburg ซึ่งเรื่องราวของคนผิวขาว/ผิวดำถูกนำเสนอ อย่างน่าประหลาด นั่นเกิดขึ้นในท่ามกลางหรือแกนกลางของการแบ่งแยกผิวเลยทีเดียว. มันเป็นไปไม่ได้ที่จะประเมินถึงผลที่ตามมาเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เหล่านั้น เพราะพวกเขาทำมันอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปในช่วงเวลาหนึ่ง คล้ายดั่งลมและฝนกระทบหินผา. ผมไม่ได้หมายถึงการเพิ่มเติมเสริมขยาย(exaggerate)พลังอำนาจของบรรดาศิลปิน แต่หมายถึงว่ามันเป็นพลังอำนาจพิเศษหนึ่งที่ไปสัมผัสกับผู้คนภายนอกขอบเขตของอำนาจการเมือง

พิธีกร: เมื่อแรกที่ Radiohead กลายเป็นที่รู้จัก มันเกิดความรู้สึกกับคุณว่า คุณได้ครอบครองความสามารถที่จะให้แรงดลใจหรือกระตุ้นเร้าเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงไหม?

Yorke: โดยส่วนตัว ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องยากมากที่จะให้เหตุผลว่าเราไปกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คิดว่ามันอาจเป็นไปได้ นับจากการที่การเข้าถึงสื่อกระแสหลักไม่ได้เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายหรือมากมายอะไรนัก และผู้คนไม่เข้าใจภาษาของสื่อกระแสหลักสักเท่าใด ถ้าคุณนำเสนอเสียงดนตรีกับบทกวีที่บรรยายความรู้สึกเกี่ยวกับการเมืองอย่างง่ายๆ ซึ่งผู้คนสามารถดูดซับบางอย่างจากมันได้ พร้อมทั้งบ้วนมันออกมา กระบวนการดังกล่าวค่อนข้างทำให้เกิดมีพลังใหม่ๆ ขึ้นมา

กล่าวโดยทั่วไป ถ้าหากว่าผู้คนทั้งหลายได้รับการตระเตรียมให้ประคับประคองหัวของพวกเขาให้อยู่เหนือหลุมพรางของอำนาจไว้ได้, อย่างที่ Zinn ว่า, และดูดซับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรายรอบตัว มันจะทำให้พวกเขาคิดได้. ผมไม่เห็นว่ามันอยู่ในช่วงที่สิ่งต่างๆ กำลังเปลี่ยนแปลง แต่ค่อนข้างจะเป็นการใช้ภาษาและดนตรีในฐานะที่เป็นอาวุธเพื่อการต่อสู้กับสื่อกระแสหลัก ซึ่งเป็นพวกฝ่ายขวาที่มีความเหนือกว่าในทุกๆ ด้าน คนพวกนี้ซื่อสัตย์กับโครงร่างทางการเมืองและผลประโยชน์ทั้งหลายของบริษัท. เพียงเพราะเรายังคงขายแผ่น… ศิลปะ และเนื้อหาส่วนหนึ่งของมันจึงได้ถูกหยิบยกขึ้นพูดคุย เพราะเราขายแผ่นและดนตรีซึ่งมันมีพลัง. ในทำนองเดียวกัน ถ้าหากว่า Picasso ไม่ได้เป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ เขาก็จะไม่อาจมีอิทธิพลแบบนั้นได้ เมื่อเขาเขียนงานจิตรกรรมที่มีชื่อว่า "Guernica." (ดูภาพประกอบ)

อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดมันเป็นเรื่องอุดมคติที่คิดว่า บรรดาศิลปินทั้งหลายสามารถที่จะก้าวพ้นไปจากพลังอำนาจของสื่อ และวิธีการที่มันควบคุมและครอบงำและกระทำในสิ่งที่เป็นตัวของพวกเขาเอง. อีกครั้งที่ขอบอกว่า เราเพียงมีใบอนุญาตที่กระทำเช่นนั้น เพราะเราขายแผ่น และพวกเขาก็ต้องการเงิน

Zinn: ใช่, ในเชิงตรงข้ามที่ออกจะดูเสียดสีคือ สื่อกระแสหลักเป็นสิ่งที่เปราะบาง โจมตีได้ง่าย เนื่องมาจากแรงกระตุ้นเกี่ยวกับผลกำไร สำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ Harper-Collins พิมพ์งานของ Michael Moore เพราะเขาจะทำให้มันเป็นเงิน. พวกเขาก็พิมพ์หนังสือ "People's History" ของผมด้วย, อันเป็นงานที่มองอย่างสุดขั้วไปที่สังคมอเมริกัน ก็เพราะมันทำเงินให้กับพวกเขานั่นเอง. ตราบเท่าที่ the Dixie Chicks และ Pearl Jam และ Bruce Springsteen ทำเงิน ระบบทุนนิยมจะพบว่ามันยากมากแค่ไหนที่จะระงับมัน

เมื่อตอนที่ Dalton Trumbo เขียนนวนิยายของเขาเรื่อง "Johnny Got His Gun," มันเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น. ตัวละครในเรื่อง อย่างที่เรารู้ๆ กันว่ามันไม่มีอยู่ในชีวิตจริง ทหารคนหนึ่งที่ถูกพบในสนามรบช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่ปราศจากแขนขา ลูกตา และจมูก ไม่มีอะไรเลยนอกจากร่างกายและสมองพร้อมหัวใจที่ยังเต้นอยู่เท่านั้น. นั่นมันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น มันเป็นเรื่องโกหก แต่นวนิยายของเขาได้อรรถาธิบายถึงความคิดของคนๆ นั้น ที่บอกกับเราถึงความจริงเกี่ยวกับสงคราม. นั่นคือสิ่งที่ศิลปะทำ - มันหยิบเอาบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดเลยขึ้นมา มันเป็นการประดิษฐ์ขึ้น แต่มันทำให้คุณคิดถึงความจริงในวิธีการที่เรื่องราวข้อเท็จจริงธรรมดาไม่สามารถจะทำอย่างนี้ได้

พิธีกร: นั่นเป็นหนังสือหรือเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง อาจจะเป็นเพลง ที่เป็นสิ่งแรกที่ทำให้คุณตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่างในลักษณะเป็นการปฏิวัติเลยทีเดียว ซึ่งคุณไม่ได้มีในตัวของคุณเองใช่ไหม?

Yorke: ทุกสิ่งที่ Lennon ประสบปัญหาสำหรับในช่วงทศวรรษที่ 70s. เรื่องของสงครามเข้าครองเหนือความคิดจิตใจ. ในมหาวิทยาลัย ผมถูกครอบงำอย่างสิ้นเชิงด้วยสโลแกนเกี่ยวกับการต่อต้านและเป็นปรปักษ์. ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำนอกจากดนตรี นั่นเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจอย่างที่สุด. ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่กล้าหาญอย่างสุดๆ เพราะมันเป็นการพุ่งไปที่เป้าโดยตรง. ดนตรีในช่วงวันเวลาดังกล่าวด้วยเช่นกัน บทเพลงแห่งการต่อต้านในช่วงนั้น ความรู้สึกเกี่ยวกับอันตรายนี้มันปรากฏออกมาจากยุคสงครามเวียดนาม คนทุกรุ่นตื่นขึ้นมาช่วงทศวรรษที่ 70s.

ผมไม่รู้ ถ้ามันเกิดขึ้นตอนนี้ เพราะมันไปจับจองพื้นที่สื่อต่างๆ อย่างไม่รู้ตัว และสำหรับช่วงเวลาหนึ่งมันเป็นเรื่องราวที่พวกเขาพบว่ามันได้กำไรที่จะนำมาใช้ประโยชน์. ผมคิดว่าสื่อต่างๆ ตอนนี้ถูกควบคุมอย่างหนัก พวกเขาไม่ได้อดทนต่อการแทรกแซงทำนองนั้น. ถ้าหากว่าเขาทำอย่างนั้นวันนี้ โดยสภาพการณ์ปัจจุบันแล้ว พวกเขาคงจะจับเขาเอาไว้ ณ ที่ใดที่หนึ่ง. ถ้าผมกระทำอย่างนั้น พวกเขาก็จะทำสิ่งเดียวกันนี้กับผมแน่ๆ. ผมไม่แน่ใจว่าผมจะยังมีสติ มีความกล้า ที่จะกระทำเช่นนั้นอยู่ได้. มันไกลห่างจากความฉลาด วิธีการต่างๆ อันแหลมคมที่จะทำลายคุณลงเดี๋ยวนี้ คุณได้มาถึงจุดที่ดนตรีไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับมันอีกแล้ว มันยุติบทบาทในเรื่องดังกล่าว และเริ่มกลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกลไกสื่อหรือเครื่องจักรทั้งหมด

Zinn: เป็นเรื่องที่ยากกว่ามากสำหรับบรรดาศิลปินทั้งหลายในช่วงเวลานี้ ที่จะกบฎเช่นเดียวกันกับในยุคของ Dylan และ the Beatles, เพราะการควบคุมสื่อต่างๆ ของรัฐบาล - โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนนี้ภายใต้การบริหารของบุช - ซึ่งกำลังครอบงำสังคมอยู่. ยากมาก แต่ไม่ใช่หมายความว่าเป็นไปไม่ได้. ผมเห็นว่า Bruce Springsteen, Eddie Vedder, Ani DiFranco, และ the Dixie Chicks กำลังท้าทายและเป็นปฏิปักษ์กับอำนาจรัฐ และแสดงออกเกี่ยวกับการต่อต้านสงคราม

พิธีกร: ด้วยเหตุนี้ คุณจะกล่าวว่า มันเป็นสถานที่หนึ่งสำหรับศิลปินที่เกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรงและไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองใช่ไหม? อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่คุณแต่ละคนคิด?

Zinn: มันเป็นสถานที่ของบรรดาศิลปินทุกประเภท มันเป็นที่ๆ บรรดาศิลปินทั้งหลายซึ่งไม่ได้มีสำนึกทางสังคมด้วย ผู้ที่ไม่เห็นถึงว่ามันมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงระหว่างศิลปะกับชีวิตที่จะมาบังคับศิลปินให้มองไปทั่วโลก และยังเป็นสถานที่สำหรับศิลปินที่เห็นถึงสิ่งที่มันผิดพลาด และพยายามที่จะใช้ศิลปะของพวกเขาไปเปลี่ยนแปลงมัน. ไม่ใช่มีแต่ศิลปินทั้งหลายซึ่งให้ความบันเทิงเท่านั้น

คุณสามารถที่จะตระหนักถึงเรื่องของความบันเทิง ในฐานะที่เป็นบางสิ่งที่เป็นประโยชน์ โดยที่เราไม่ต้องการที่จะไปจำกัดศิลปะซึ่งกำลังทำหน้าที่เพียงสร้างความบันเทิงเท่านั้น และไม่ควรยืนยันว่า ศิลปะทั้งหมดจะต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง จะต้องเป็นเรื่องของการปฏิวัติ จะต้องก่อเกิดความเปลี่ยนแปลง มันเป็นสถานที่สำหรับเรื่องตลกขบขัน ที่แสดงดนตรีและละครสัตว์ และสิ่งต่างๆ ซึ่งดูเหมือนว่ามันไม่สร้างผลสะเทือนที่น่าหวาดหวั่นต่อสังคมใดๆ เว้นแต่เพื่อให้ความบันเทิงกับผู้คนเท่านั้น - เพื่อทำให้ผู้คนทั้งหลายรู้สึกดีๆ และประพฤติปฏิบัติในฐานะศาสนาอย่างหนึ่ง. นั่นคือสิ่งที่มาร์กซ์เรียกว่า"ยาฝิ่นของผู้คน" อันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ผู้คนปรารถนา พวกเขาต้องการความบันเทิงเริงรมย์

ด้วยเหตุนี้ มันจึงรับใช้หรือให้บริการวัตถุประสงค์อันหนึ่ง แต่ถ้านั่นคือทั้งหมดที่บรรดาศิลปินทำ ความบันเทิงที่คุณแสวงหาก็จะกลายเป็นเรื่องที่มั่นคงถาวร. ความทุกข์ยากที่ผู้คนทั้งหลายดำรงอยู่ภายใต้แอกของมันและสงครามซึ่งผู้คนต้องการให้มันผ่านไป ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ถาวรเช่นเดียวกัน. มีผู้คนเป็นจำนวนมากในโลกนี้ที่ความเป็นอยู่ของพวกเขาถูกผูกมัด ถูกจำกัด. การมีชีวิตอยู่ด้วยความทุกข์ยากแสนสาหัส ด้วยความเจ็บป่วยและความรุนแรง. เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งคุณต้องการให้ศิลปินทั้งหลายตระหนักหรือสำนึกถึงเกี่ยวกับสิ่งนั้น โดยการใช้งานศิลปกรรมของพวกเขาในหนทางดังกล่าว ที่มันจะช่วยเปลี่ยนผ่านสังคมที่ดีกว่า. มันอาจไม่ใช่เครื่องมือทื่อๆ ทึ่มๆ แต่มันจะมีผลสะเทือนหรืออิทธิพลในเชิงกวีชนิดหนึ่ง

Yorke: ผมไม่คิดว่าเราไปเกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งหมด คิดว่าตัวเองเป็นคนที่ไฮเปอร์ในเรื่องการรับรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เด่นๆ รอบตัว. มันเป็นเรื่องยากที่สร้างผลงานศิลปะทางการเมือง. ถ้าทั้งหมดที่ทำอยู่ภายใต้ขอบเขตทั้งหลายเกี่ยวกับการสนทนากันทางการเมือง และกำลังใช้ภาษาอันนั้นซึ่งโดยทั่วไปมันเป็นภาษาที่น่าเกลียด. มันตายสนิท แน่นอนนั่นไม่ใช่สิ่งที่งดงาม

มีเหตุผลเพียงประการเดียวเท่านั้นที่เราเข้าไปใกล้กับมันก็เพราะว่า มันก็คล้ายๆ กับเหตุผลที่เราซื้อแผ่นดนตรี สิ่งเหล่านี้มันทำเข้าถึงหรือทำให้ชวนหมกมุ่น. เหล่านี้คือสิ่งต่างๆ รายรอบชีวิตคุณ. ถ้าเผื่อว่าคุณนั่งลงและพยายามทำมันอย่างมีความหมาย และพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอันนี้ด้วยอันนี้ และกระทำอันนี้ด้วยอันนั้น มันจะไม่ได้เรื่องเลย

ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดเกี่ยวกับดนตรีก็คือความรู้สึกที่จะหนีห่าง(escape). แต่มันเป็นหนทางที่แตกต่างกันไปที่จะถอยหนี. คิดว่าการหนีห่างเป็นอะไรที่คล้ายๆ กับการแสดงอันหนึ่งต่อหน้าคนเป็นหมื่น และขานรับหรือโต้ตอบกับช่วงขณะนั้น. การมีส่วนร่วมกับชั่วขณะดังกล่าว - นั่นคือการหลุดหรือการหนีห่าง. เดิมทีเดียว ดนตรีจะมาจากที่ไหนก็ตาม อันนี้เป็นเรื่องรองของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ ช่วงขณะนั้น, การที่ดนตรีส่งให้คุณไปยังที่ใดที่หนึ่ง นั่นคือสิ่งที่สำคัญ

Zinn: เป็นความจริง ที่ว่าภาษาทางการเมืองเต็มไปด้วยความน่าเกลียด. เราต้องทนุถนอมนักเขียนทางการเมืองเหล่านั้น ภาษาของเขามันเป็นสิ่งที่งดงาม คล้ายดัง Arundhati Roy (อรุณธาตุ รอย), หรือ Barbara Kingsolver, รวมถึงภาษาทางการเมืองของพวกเขาเหล่านั้นที่ฟังดูสนุกสนาน อย่างเช่นงานของ Michael Moore. และเป็นไปได้ที่จะมีปฏิกริยากับความน่าเกลียด โดยดนตรีที่กำลังพูดไม่ควรจะพยายามทำให้เป็นเรื่องการเมืองอย่างเปิดเผย เพราะมันจะสูญเสียความงดงามของตัวเองไป. แต่นั่นไม่ใช่ต้องทำให้เกิดขึ้น. ลองมองไปที่ Dylan ซิ เป็นเรื่องการเมืองชัดๆ และรุนแรง แต่เป็นกวี

Yorke: ข้อถกเถียงของผมอยู่ที่ผมไม่คิดว่าศิลปะที่เกี่ยวกับการเมืองมากๆ จะเป็นศิลปกรรมที่ดี. ความต้องการอันดับแรกก็คือ มันเป็นศิลปะที่ดี และถ้าเผื่อว่ามันเป็นอย่างนั้น มันก็จะมีความรู้สึกอันหนึ่งของการหนีห่าง. แต่ผมมีอคติ ผมไม่คิดที่จะหนีไป มันต้องมีความนิ่มนวล อ่อนโยน ไม่สร้างความระคายเคืองหรือฉุนเฉียวเลย. ผมไม่เคยเชื่อว่าดนตรีป๊อปเป็นเรื่องของคนที่คิดจะหนีหายแบบขยะหรือเหลวไหล. มันมักจะเป็นเรื่องของความมืดเสมอ กระทั่งท่ามกลางดนตรีป๊อปที่ยิ่งใหญ่

ถ้าคุณดูที่เพลง "I Feel Love" โดย Donna Summer, ในบทที่บรรยายความรู้สึกและวิธีการที่นำเสนอ จริงๆแล้วได้ความรู้สึกของผู้หนีห่าง ซึ่งเป็นตัวแทนแสดงออกของสิ่งที่อยู่รายรอบตัวคุณ. ถ้าคุณระบายสีมันทั้งหมดออกมา คุณก็จะไม่มีความรู้สึกของการถูกยกระดับให้สูงขึ้น เพราะว่ามันไม่มีความรู้สึกของการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน. มันเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับประโยชน์เพื่อตัวของมันเอง คล้ายกับวาทกรรมทางการเมืองจำนวนมากในสื่อกระแสหลัก. ผมมีภาษาหนึ่งสำหรับมันอันนี้ จริงๆแล้ว นั่นคือความ"เฮงซวย ห่วยแตก ไม่มีอะไรเลย"

Zinn: ผมไม่คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ผิดพลาดอะไรเลยเกี่ยวกับการหนีห่างไปสู่สิ่งที่เพ้อฝัน หรือสิ่งที่คุณอาจเรียกมันว่าความบันเทิงอันบริสุทธิ์โดยไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกับการเมือง. เราต้องการสิ่งนั้นในชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเรา แต่ไม่ใช่ทั้งหมดในชีวิตเรา มันทำให้เราปลายตาไปจากโลกสักแวบหนึ่ง ซึ่งเราไม่ต้องการคิดถึงการเมืองและการต่อสู้ที่น่ากลัวของมัน

พิธีกร: นั่นเป็นรูปแบบหนึ่งของศิลปะที่ตรงไปตรงมาและมีอิทธิพลมากใช่ไหม?

Zinn: แน่นอนมันมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปในศิลปะ และมีความเป็นไปได้ที่หลากหลายของการเปลี่ยนแปลงความสำนึกของผู้คน. ศิลปะทางด้านวรรณกรรม - นั่นค่อนข้างตรงไปตรงมา. ศิลปะทางกวีอาจจะมีลักษณะอ้อมๆหน่อย. ดนตรีสามารถที่จะเล่นเพลงต่อต้านสงครามโดยตรง หรืออาจจะแฝงนัยะก็ได้. ส่วนงานจิตรกรรมต่างๆ นั้น สามารถที่จะไปเกี่ยวพันกับการเมืองอย่างตรงไปตรงมาได้ อย่างผลงานจิตรกรรมหลายๆ ชิ้นของ Goya ในช่วงระหว่างสงครามนโปเลียน ได้แสดงให้เห็นถึงความน่าหวาดหวั่นของสงคราม (ดูภาพประกอบ)



ศิลปะสามารถเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมา แต่มันก็สามารถเป็นเรื่องของการแฝงนัยะได้ด้วย กระนั้นก็ตามก็ยังคงกล่าวถึงบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับเงื่อนไขหรือสภาพการณ์ของมนุษย์ และมันส่งผลสะเทือนต่อความสำนึกต่างๆ ของมนุษย์

Yorke: วรรณกรรมเป็นเรื่องง่ายมากที่จะกระทำอย่างตรงไปตรงมา เพราะคุณกำลังใช้คำต่างๆ ในฐานะที่เป็นอาวุธมากกว่าสิ่งอื่นใด. ดนตรีนั้นค่อนข้างยุ่งยากและซับซ้อนกว่า - เช่น พยายามตั้งชื่อวง(ดนตรี)เกี่ยวกับการเมือง. The Dead Kennedys. The Dead Kennedys เป็นชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่พวกเขาสนุกสนานมากกว่าที่จะเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง. พวกเขามักจะเป็นอย่างนั้น และนั่นคือสิ่งที่เหนือไปจากสิ่งต่างๆที่พวกเขาพูดถึง. พวกเขาสามารถร้องเพลงที่เกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้รู้สึกขุ่นเคืองใจ ซึ่งคุณเคยได้ยินมาแล้วในชีวิตคุณ แต่มันตลกขบขัน มันสนุกสนาน นั่นล่ะที่พวกเขาทำ

Zinn: โดยรากฐานแล้ว เราเผชิญหน้ากับสถานการณ์อย่างเดียวกันนั้นในทางศิลปะและการเมือง อย่างที่เรามักจะเผชิญอยู่เสมอๆ. มันเป็นเส้นทางที่ต่อเนื่องมายาวนานในประวัติศาสตร์ที่ย้อนกลับไปถึงยุคกรีกโบราณ ที่ซึ่งมีการต่อสู้และสงคราม และบรรดานักเขียนบทละครกรีกได้พูดถึงความเป็นไปเกี่ยวกับสงครามโดยผ่านตัวละครต่างๆ ของพวกเขา ซึ่งมันถ่ายทอดลงมาโดยตรงถึงยุคปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ บทบาทของบรรดาศิลปินทั้งหลาย โดยเบื้องต้นแล้วไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด และผมเดาว่ามันไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพราะว่าเรายังคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงรากฐานอะไรเลยในสังคม. เรายังคงมีสงคราม ยังคงการมีชนชั้น ยังคงมีการตักตวงผลประโยชน์ และเรายังคงมีการเหยียดเชื้อชาติกันอยู่. ตราบเท่าที่สิ่งเหล่านี้ยังดำรงอยู่ - และนั่นมันคงจะอยู่ไปอีกนาน - ด้วยเหตุนี้รูปแบบต่างๆ ของศิลปะและเนื้อหาเกี่ยวกับศิลปะก็ยังคงเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป

พิธีกร: ใครคนหนึ่งอาจกล่าวว่า บรรดาศิลปินทั้งหลายกลายเป็นคนชี้นำตลอดเวลา ในการขับเคลื่อนของเขาที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ใช่ไหม?

Zinn: ผมไม่แน่ใจว่าศิลปินทั้งหลายจะเป็นผู้ชี้นำมากนัก คิดว่าในช่วงคริสศตวรรษที่ 19 และย้อนกลับไปยังงานเขียน Henry David Thoreau (นักเขียนและนักวิจารณ์สังคมชาวอเมริกัน) เกี่ยวกับเรื่อง John Brown, ค่อนข้างเป็นไปอย่างชี้นำ, ผมสามารถคิดไปถึง Herman Melville (นักเขียนนวนิยายและเรื่องสั้น ชาวอเมริกัน)ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ซึ่งเขียนอย่างตรงไปตรงมากเกี่ยวกับเรื่องของอำนาจและความยุติธรรม

บางทีในความรู้สึก เราสำนึกเกี่ยวกับมันในทุกวันนี้เพราะประเด็นปัญหาเหล่านั้นอยู่ในความรู้สึกหนึ่งที่ใหญ่กว่า - นั่นคือ สงครามต่างๆ มันใหญ่กว่าและความรุนแรงมากกว่า. สัดส่วนหรือสเกลเกี่ยวกับความอยุติธรรมมันงอกงาม ดังนั้นคุณอาจจะบอกว่า ถ้าเช่นนั้นสเกลของศิลปะก็ต้องขยายขึ้นตามสัดส่วนอย่างสัมพันธ์. ขณะที่สเกลของสิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป แต่คุณภาพของศิลปะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปด้วย. การเรียกร้องต้องการสำหรับสิ่งที่ศิลปะจะต้องทำเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ยังคงเหมือนเดิม

พิธีกร: ย้อนกลับมาที่ไอเดียของ Radiohead คือไม่ใช่วงดนตรีเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง - ผมทราบว่าคุณถูกถามในคำถามเดียวกันนี้หลายๆ ครั้งใช่ไหม แต่ลองพิจารณาถึงสมมุติฐานต่างๆ ที่ผู้คนทั้งหลายสร้างขึ้นเกี่ยวกับอัลบัม Hail ถึง Thief ในฐานะการอ้างอิงถึงเรื่องการเมืองเกี่ยวกับ George Bush, และคุณหลีกเลี่ยงที่จะได้รับการมองว่าเป็นวงดนตรีที่เกี่ยวกับการเมือง - ถ้าหากว่าคุณสามารถย้อนกลับไปได้และเปลี่ยนชื่อใหม่ คุณจะทำไหม?

Yorke: โอ้,พระเจ้า, ไม่แน่นอน อันที่จริงเราถูกทำให้รู้สึกหวาดกลัวเกี่ยวกับชื่อนี้. ผมผูกพันเกี่ยวกับสิ่งที่กระทำกับมันอย่างสุดๆ เพราะผมใส่ใจเกี่ยวกับปฏิกริยา และสนใจที่จะกลัดติดกับงานที่เหนื่อยยากมากๆ ของเราในวลีอะไรทำนองนั้น. มันถูกมองจากภายนอกคล้ายๆ กับวลีทางการเมือง แต่เหตุผลนั้น ผมรู้สึกมั่นใจเกี่ยวกับที่มันเป็น เพราะว่าอันที่จริง ทุกๆ คนต่างอยู่ในท่ามกลางการเมือง. พวกเขารู้สึกอย่างเข้มข้น โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ที่ตามมา อันนี้คือที่ที่แผ่นเสียงผุดขึ้น ดังนั้นปล่อยให้มันทำหรือเป็นไปเท่านั้น. มันค่อนข้างแจ่มชัดมากที่ว่า นั่นคือสิ่งที่มันควรจะได้รับการเรียกขาน. อัลบัม Hail ถึง the Thief เป็นงานที่เกี่ยวกับความปลื้มปิติเป็นพิเศษอย่างสุดๆ ผิดพลาดและไม่ถูกที่ถูกทางเอาเลย, ดังนั้นผมจึงคิดว่านั่นล่ะ ใช่เลย!

Zinn: อย่างชัดเจน มันเป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่า เพราะไอเดียของ Bush ก็คือหัวขโมยที่ยังคงกระปรี้กระเปร่า และจะร่าเริงครึกครื้นมากขึ้น ดังที่เขากลายเป็นคนที่ขาดความน่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อยๆ. บางทีตัวอย่างอันหนึ่งที่คุณสามารถหยิบยืมมาใช้เพื่อเป็นแนวทางศิลปะต่างๆ ในทางดนตรีคือ ยื่นหัวของคุณออกมาอีกนิด และโลกจะได้จับใจและเข้าใจคุณ

พิธีกร: นั่นมันปฏิกริยาที่ดีหรือเลวกว่าที่คุณคาดหวัง ?

Yorke: ดีกว่า ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกประหลาดใจจริงๆ คุณตระหนักว่า อันที่จริง การสนทนากันเหล่านี้กำลังดำเนินไปอยู่ตลอดเวลาโดยคนทุกๆ ประเภท. คุณเข้าใจว่าผู้คนทั้งหลายพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้กันตลอด ดังนั้นมันจึงไม่เป็นที่น่าตกอกตกใจใหญ่โตหรือถึงกับช็อค. ด้วยเหตุนี้มันจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหรือสลักสำคัญอะไร ซึ่งก็ดี. มันเป็นความรู้สึกที่ค่อนข้างผ่อนคลาย เพราะในฐานะที่เป็นประเด็นปัญหาหนึ่ง มันได้ผ่านพ้นไปแล้วอย่างสมบูรณ์. ผมคิดว่านั่นคือธรรมชาติของศิลปะที่ดี มันควรได้รับการตีความและการตีความผิดๆ

ประเด็นคือว่า ถ้าคุณกระทำบางสิ่งบางอย่าง และมันได้ผล(หัวเราะ) แน่นอน นั่นฟังดูคล้ายๆ กับบรรดาครูสอนศิลปะของผมคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้หมายถึงว่ามันเป็นการกระตุ้นปลุกปั่นอะไร มันเพียงหมายความว่า ดนตรีมันดูดซับคุณเข้าไป ทำให้คุณฟังคำร้องเหล่านั้นในหนทางหนึ่งที่บางครั้งคุณอาจจะถ่ายไม่ออกเลยทีเดียว แต่มันก็เหมือนๆ กับดนตรีทั้งหลาย อะไรที่เกี่ยวกับศัตรูของสาธารณชนล่ะ ก็ตอนนี้มันเป็นวงดนตรีที่ดีวงหนึ่ง

Zinn: บ่อยมาก บรรดาศิลปินทั้งหลายสุ่มเสี่ยงที่จะเข้าไปในอาณาเขตทางการเมือง และทำให้แถลงการณ์ทางการเมืองกลายเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน คลุมเครือ เพราะพวกเขารู้ว่าศิลปินคนอื่นๆ - เพื่อนศิลปินทั้งหลายและสาธารณชนนอกวงการโลกศิลปะ - จะจ้องมองพวกเขาแบบค้อนๆ และพูดว่า "พวกเขาไม่ควรทำเรื่องนี้เลย พวกเขาไม่ควรร้องเพลงเกี่ยวกับสงคราม พวกเขาควรจะให้ความบันเทิงเท่านั้นก็พอ"

มันไม่อาจจะหยุดยั้งพวกเขาได้จากการกระทำในสิ่งที่ต้องการจะทำ แต่มันช่วยให้พวกเขาได้ยินใครบางคนบอกกับพวกเขาว่า นี่คือบทบาทที่สำคัญเชิงประวัติศาสตร์ของบรรดาศิลปินทั้งหลาย นี่คือสิ่งซึ่งศิลปินทั้งหลายได้ให้แรงบันดาลใจต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมไงล่ะ มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักเขียนบทละครทั้งหลายที่จะรู้ถึงบรรดานักเขียนบทละครกรีก และรู้เกี่ยวกับ Ibsen และ Strindberg และความสำนึกทางสังคมของนักเขียนบทละคร. มันเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับบรรดาจิตรกรทั้งหลาย ที่จะรู้เกี่ยวกับความคิดทางการเมืองของ Picasso, และสำคัญสำหรับบรรดานักร้องทั้งหลายในทุกวันนี้ ที่จะล่วงรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของดนตรีการเมือง และได้รับแรงบันดาลใจโดยสิ่งเหล่านั้น
(Henrik Ibsen นักประพันธ์ชาวนอร์เวย์ที่เขียนบทละครสัจนิยมที่นิยมอิงแนวเรื่องทางสังคมและการเมือง[1828-1906], August Strindberg นักแสดงละครและนักเขียนนวนิยายชาวสวีเดน[1849-1912])

พิธีกร: คุณกำลังพูดถึงศิลปินกับการปฏิวัติใช่ไหม? หรืออย่างที่ Mark Twain เรียกมันว่า "บรรดาผู้รักชาติที่แท้จริง"ใช่หรือไม่?

Zinn: นั่นเป็นความสับสนเกี่ยวกับศัพท์คำว่า"ผู้รักชาติ"(patriot); มันเป็นความสับสนและไม่ชัดเกี่ยวกับ"การปฏิวัติ". ผมสามารถนิยามมันในวิธีการของผมเอง. ผมสันนิษฐานว่า การปฏิวัติเป็นเรื่องที่ใครบางคนต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ จากหน้ามือเป็นหลังมือ เปลี่ยนแปลงมันไปทั้งหมด พลิกผันมันอย่างถึงราก. เมื่อผมคิดถึงเรื่องการปฏิวัติ ผมคิดถึงใครบางคนซึ่งต้องการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่มีอยู่ต่างๆ อย่างถึงแก่น ซึ่งผู้คนทั้งหลายต่างถูกใช้ประโยชน์ และคนเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่ได้ครอบครองหรือมิอิทธิพลทางเศรษฐกิจ และผู้คนเพียงจำนวนน้อยเท่านั้นเป็นคนที่ตัดสินใจที่จะส่งคนหนุ่มสาวไปสงคราม

ดังนั้น การปฏิวัติที่แท้จึงต้องการเปลี่ยนแปลงในเชิงรากฐานจริงๆ จากการตักตวงผลประโยชน์และสงครามและการควบคุม เพื่อไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่แท้. ด้วยเหตุนี้ เมื่อผมหรือคนอื่นๆ ได้เข้าใจและเข้าถึงประวัติศาสตร์บางอย่าง และพูดคุยกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับการเปลี่ยนแปลงสังคม มันกำลังกระตุ้นหรือให้การสนับสนุนบรรดาศิลปินทั้งหลาย ซึ่งพวกเขาอาจจะสั่นด้วยความกลัวเล็กน้อย และอยู่ในภาวะที่ไม่แน่นอนใจเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ เพราะสิ่งซึ่งพวกเขากำลังทำอยู่นั้น มันดำเนินไปในหนทางที่ค่อนข้างตรงข้ามหรือต่อต้านกับโลกกระแสหลักและโลกของธุรกิจ และโลกแบบนั้นเป็นไปได้ที่มันจะล่วงลงมาต่อหน้าพวกเขา

พวกเขาต้องการความเข้มแข็งทั้งหมดและการเสริมเพิ่มพลัง ซึ่งพวกเขาสามารถมีได้. ด้วยเหตุนี้ คนเหล่านั้นในหมู่พวกเราซึ่งกำลังวิจารณ์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของศิลปะ พยายามที่จะจัดหาหรือส่งเสบียงหรือแรงสนับสนุนสิ่งเหล่านั้นให้


 




สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4 I สารบัญเนื้อหา 5 I สารบัญเนื้อหา 6
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard (1)
webboard (2) ธนาคารนโยบายประชาชน

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม



มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 1000 เรื่อง หนากว่า 17000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com


สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

 



170949
release date
เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนรวบรวมบทความทุกสาขาวิชาความรู้ เพื่อเป็นฐานทรัพยากรทางความคิดในการส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้มแข็ง เพื่อพัฒนาไปสู่สังคมที่ยั่งยืน มั่นคง และเป็นธรรม
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้ผลิตแผ่นซีดี-รอม เพื่อการค้นคว้าที่ประหยัดให้กับผู้สนใจทุกท่านนำไปใช้เพื่อการศึกษา ทบทวน และอ้างอิง สนใจดูรายละเอียดท้ายสุดของบทความนี้




นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน สามารถ
คลิกอ่านบทความก่อนหน้านี้ได้ที่ภาพ
หากสนใจดูรายชื่อบทความ ๒๐๐ เรื่อง
ที่ผ่านมากรุณาคลิกที่แถบสีน้ำเงิน
A collection of selected literary passages from the Midnightuniv' s article. (all right copyleft by author)
Quotation : - Histories make men wise; poet witty; the mathematics subtile; natural philosophy deep; moral grave; logic and rhetoric able to contend.... There is no stond or impediment in the wit, but may be w rought out by fit studies: like as diseases of the body may have appropriate exercise. Bacon, of studies
ประวัติศาสตร์ทำให้เราฉลาด; บทกวีทำให้เรามีไหวพริบ; คณิตศาสตร์ทำให้เราละเอียด; ปรัชญาธรรมชาติทำให้เราลึกซึ้ง; ศีลธรรมทำให้เราเคร่งขรึม; ตรรกะและวาทศิลป์ทำให้เราถกเถียงได้… ไม่มีอะไรสามารถต้านทานสติปัญญา แต่จะต้องสร้างขึ้นด้วยการศึกษาที่เหมาะสม เช่นดังโรคต่างๆของร่างกาย ที่ต้องดำเนินการอย่างถูกต้อง
สารานุกรมมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จัดทำขึ้นเพื่อการค้นหาความรู้ โดยสามารถสืบค้นได้จากหัวเรื่องที่สนใจ เช่น สนใจเรื่องเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ ให้คลิกที่อักษร G และหาคำว่า globalization จะพบบทความต่างๆตามหัวเรื่องดังกล่าวจำนวนหนึ่ง
The Midnight University
the alternative higher education
ทัศนะของนักประวัติศาสตร์เกี่ยวกับศิลปะ

บทความลำดับที่ ๑๐๓๘ เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๙
H
home
back home
R
related

ข้อความบางส่วนจากบทความ
คุณสามารถที่จะตระหนักถึงเรื่องของความบันเทิง ในฐานะที่เป็นบางสิ่งที่เป็นประโยชน์ โดยที่เราไม่ต้องการที่จะไปจำกัดศิลปะซึ่งกำลังทำหน้าที่เพียงสร้างความบันเทิงเท่านั้น และไม่ควรยืนยันว่า ศิลปะทั้งหมดจะต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง จะต้องเป็นเรื่องของการปฏิวัติ จะต้องก่อเกิดความเปลี่ยนแปลง มันเป็นสถานที่สำหรับเรื่องตลกขบขัน ที่แสดงดนตรีและละครสัตว์ และสิ่งต่างๆ ซึ่งดูเหมือนว่ามันไม่สร้างผลสะเทือนที่น่าหวาดหวั่นต่อสังคมใดๆ เว้นแต่เพื่อให้ความบันเทิงกับผู้คนเท่านั้น - เพื่อทำให้ผู้คนทั้งหลายรู้สึกดีๆ และประพฤติปฏิบัติในฐานะศาสนาอย่างหนึ่ง. นั่นคือสิ่งที่มาร์กซ์เรียกว่า"ยาฝิ่นของผู้คน" อันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ผู้คนปรารถนา พวกเขาต้องการความบันเทิงเริงรมย์

ด้วยเหตุนี้ มันจึงรับใช้หรือให้บริการวัตถุประสงค์หนึ่ง แต่ถ้านั่นคือทั้งหมดที่บรรดาศิลปินทำ ความบันเทิงที่คุณแสวงหาก็จะกลายเป็นเรื่องที่ถาวร. ความทุกข์ยากที่ผู้คนทั้งหลายดำรงอยู่ภายใต้แอกของมันและสงครามซึ่งผู้คนต้องการให้มันผ่านไป ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ถาวรเช่นเดียวกัน

โดยรากฐานแล้ว เราเผชิญหน้ากับสถานการณ์อย่างเดียวกันนั้นในทางศิลปะและการเมือง อย่างที่เรามักจะเผชิญอยู่เสมอๆ. มันเป็นเส้นทางที่ต่อเนื่องมายาวนานในประวัติศาสตร์ที่ย้อนกลับไปถึงยุคกรีกโบราณ ที่ซึ่งมีการต่อสู้และสงคราม และบรรดานักเขียนบทละครกรีกได้พูดถึงความเป็นไปเกี่ยวกับสงครามโดยผ่านตัวละครต่างๆ ของพวกเขา ซึ่งมันถ่ายทอดลงมาโดยตรงถึงยุคปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ บทบาทของบรรดาศิลปินทั้งหลาย โดยเบื้องต้นแล้วไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด และผมเดาว่ามันไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพราะว่าเรายังคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงรากฐานอะไรเลยในสังคม. เรายังคงมีสงคราม ยังคงการมีชนชั้น ยังคงมีการตักตวงผลประโยชน์ และเรายังคงมีการเหยียดเชื้อชาติกันอยู่. ตราบเท่าที่สิ่งเหล่านี้ยังดำรงอยู่ - และนั่นมันคงจะอยู่ไปอีกนาน - ด้วยเหตุนี้รูปแบบต่างๆ ของศิลปะและเนื้อหาเกี่ยวกับศิลปะก็ยังคงเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป