Free Documentation License
Copyleft : 2006, 2007, 2008
Everyone is permitted to copy and distribute verbatim copies of this license
document, but changing it is not allowed.

หากนักศึกษา และสมาชิกประสงค์ติดต่อ
หรือส่งบทความเผยแพร่บนเว็บไซต์
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กรุณาส่ง email ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com
midnightuniv@yahoo.com
midarticle@yahoo.com

กลางวันคือการเริ่มต้นเดินทางไปสู่ความมืด ส่วนกลางคืนคือจุดเริ่มต้นไปสู่ความสว่าง เที่ยงวันคือจุดที่สว่างสุดแต่จะมืดลง
ภารกิจของมหาวิทยาลัยคือการค้นหาความจริง อธิบายความจริง ตีความความจริง และสืบค้นสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความจริง
บทความวิชาการทุกชิ้นของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างถาวรเพื่อใช้ประโยชน์ในการอ้างอิงทางวิชาการ
ภาพประกอบดัดแปลงเพื่อใช้ประกอบบทความทางวิชาการ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการ
ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังเปิดรับงานแปลทุกสาขาวิชาความรู้ ในโครงการแปลตามอำเภอใจ และยังเปิดรับงานวิจัยทุกสาขาด้วยเช่นกัน ในโครงการจักรวาลงานวิจัยบนไซเบอร์สเปซ เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน สนใจส่งผลงานแปลและงานวิจัยไปที่ midnightuniv@yahoo.com

The Midnight University

จักรวรดินิยมอันตราย - หลายขั้วแห่งอำนาจ
ละตินอเมริกา สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา:
ขั้วอำนาจใหม่ในการเมืองโลก

ภัควดี วีระภาสพงษ์ : แปลและเรียบเรียง
นักวิชาการอิสระ และนักแปลอิสระ

บทความแปลและเรียบเรียงนี้ ปรากฏอยู่บนกระดานข่าวของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เป็นเรื่องเกี่ยวกับการพยายามต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกาและอีย โดยกลุ่มประเทศละตินอเมริกา
โดยเฉพาะประสบการณ์ของโมราเลสในโบลีเวีย และชาเวซในเวเนซุเอลา
อย่างไรก็ตามผู้เขียนบทความนี้ได้วิเคราะห์ถึงข้อผิดพลาดต่างๆ
ที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลทั้งหลายในละตินอเมริกา ซึ่งจะต้องได้รับการแก้ไข
midnightuniv@yahoo.com

(บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา)
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 1009
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๙
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 13.5 หน้ากระดาษ A4)





ละตินอเมริกา สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา: ขั้วอำนาจใหม่ในการเมืองโลก
เจมส์ เพทราส : เขียน / ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปลและเรียบเรียง

James Petras, "Latin America, the EU and the US: The New Polarities"
www.dissidentvoice.org, May 22, 2006


ความนำ
การแบ่งขั้วทางสังคมและกลุ่มประเทศที่ซับซ้อนครั้งใหม่ในซีกโลกตะวันตก กลายเป็นประเด็นครอบงำชีวิตทางการเมืองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในช่วงเริ่มต้นสหัสวรรษใหม่ การแบ่งขั้ว กลุ่มประเทศ เป็นการเผชิญหน้าระหว่าง คิวบา กับ สหรัฐฯอเมริกา สหภาพยุโรป (อียู) ส่วนการแบ่งขั้วทาง สังคม เป็นการเผชิญหน้าระหว่างขบวนการชาวพื้นเมือง/ชนบท และคนว่างงาน/เมืองฝ่ายหนึ่ง กับ ระบอบเสรีนิยมใหม่ที่เกิดขึ้นทั่วทั้งทวีปอีกฝ่ายหนึ่ง การแบ่งขั้วนี้เป็นผลมาจากช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมา (ระหว่าง ค.ศ. 1975-2000) ที่เรียกได้ว่าเป็น "ยุคทอง" ของการปล้นสะดมโดยจักรวรรดินิยม

ในช่วงดังกล่าว มีการถ่ายโอนทรัพย์สิน, ความมั่งคั่ง, ผลกำไร, ผลประโยชน์และเงินค่าสัมปทาน/ค่าภาคหลวงจำนวนมหาศาล จากภูมิภาคละตินอเมริกาไปสู่สหรัฐฯ และอียู ทั้งโดยวิธีการที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย รัฐวิสาหกิจที่ทำกำไร ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 350,000 ล้านดอลลาร์ ถูกแปรรูปอย่างไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และสุดท้ายก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของบรรษัทข้ามชาติของสหรัฐฯ สเปนและประเทศยุโรปอื่น ๆ รวมทั้งธนาคารทั้งหลาย ประธานาธิบดีมีอำนาจสั่งการและตัดสินใจโดยไม่ผ่านการเห็นชอบของรัฐสภา และประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ทั้งยังให้อภิสิทธิ์พิเศษแก่ทุนต่างชาติ โดยไม่รับฟังเสียงประท้วงของรัฐสภา, ประชาชนและผู้ตรวจการแผ่นดิน

"ยุคทอง" ของทุนข้ามชาติเกิดขึ้นพร้อมกับการครองอำนาจของระบอบนักเลือกตั้งขุนโจร (kleptocratic electoral regimes) ที่ได้รับการสรรเสริญเยินยอในแวดวงการเมืองของยุโรป/อเมริกาเหนือ และสะท้อนในสื่อมวลชนกระแสหลักว่าเป็นยุคของ "ประชาธิปไตยและตลาดเสรี" การปล้นอย่างไม่บันยะบันยังของบรรษัทข้ามชาติสหรัฐฯ อียู และกลุ่มธนาคาร ในช่วง ค.ศ. 1975-2005 มีมูลค่ากว่า 950,000 ล้านดอลลาร์ การปล้นโดยไม่พัฒนาย่อมนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางสังคม-เศรษฐกิจของส่วนรวม โมเดลของทุนนิยมที่มีจักรวรรดิเป็นศูนย์กลางเกือบถึงกาลล่มสลายในหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอาร์เจนตินา (1998-2002), เอกวาดอร์ (1996-2006), โบลิเวีย (2002-2005) และบราซิล (1998-2005)

ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ขบวนการสังคม-การเมืองนอกรัฐสภาปรากฏขึ้นเกือบทั่วทั้งละตินอเมริกา ตามมาด้วยการลุกฮือครั้งใหญ่ของประชาชน โค่นล้ม "ประธานาธิบดี" ลูกหม้อเสรีนิยมใหม่ของสหรัฐฯ/อียูไปถึง 10 คน กล่าวคือ 3 คนในเอกวาดอร์และอาร์เจนตินา, สองคนในโบลิเวีย และประเทศละ 1 รายในเวเนซุเอลาและบราซิล

เมื่อมองย้อนกลับไป เห็นได้ชัดว่าคลื่นลูกใหม่ของขบวนการสังคม-การเมืองที่มี ศักยภาพ ในการปฏิวัติ มีพลังขับเคลื่อนสูงสุดในปี ค.ศ. 2002 ในเมื่อมีแรงสนับสนุนของมวลชน มีความชอบธรรมในการเผชิญหน้ากับชนชั้นกระฎุมพีการเมืองที่ฉ้อฉล, ไร้ความน่าเชื่อถือและแตกแยกกันเอง อีกทั้งประกาศตัวอยู่ตรงข้ามกับระบบเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยวิกฤตการณ์ ขบวนการสังคม-การเมืองเหล่านี้น่าจะมีความเข้มแข็งพอที่จะริเริ่มการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างขนานใหญ่ได้ ถ้าหากว่าขบวนการสามารถแปรพลังทางสังคมให้กลายเป็นอำนาจรัฐ แต่ขบวนการมวลชนกลับสะดุดขาตัวเอง ผู้นำขบวนการหยุดอยู่แค่ประตูทำเนียบประธานาธิบดี พวกเขาทำได้แค่เงยหน้ามองหานักเลือกตั้ง "ซ้ายกลาง" ทั้งหน้าใหม่และหน้ารีไซเคิล เพื่อเอามาแทนที่พรรคและผู้นำเสรีนิยมใหม่ฝ่ายขวาหน้าเก่าที่หาความน่าเชื่อถือไม่ได้แล้ว

ใน ค.ศ. 2003 ขบวนการสังคมมวลชนเริ่มเสื่อมถอย พร้อมกับผู้นำหลายคนหันไปร่วมมือกับคลื่นลูกใหม่ของนักการเมืองที่ประกาศตัวเป็น "ซ้ายกลาง" คำมั่นสัญญาถึง "การเปลี่ยนโฉมหน้าสังคม" ถูกลดทอนลงเหลือแค่การอุปถัมภ์, เงินอุดหนุนและนโยบายเศรษฐกิจมหภาคกระแสหลักที่เดินซ้ำรอยเดิมตามเส้นทางลัทธิเสรีนิยมใหม่ กระนั้นก็ตาม ในบางประเทศ การต่อสู้ของมวลชนในช่วงทศวรรษ 1990 จนถึง ค.ศ. 2002 นำไปสู่ระบอบการเมืองใหม่ ที่ไม่ได้เป็นทั้งลูกไล่ของสหรัฐฯ แต่ก็ไม่ได้ปลอดพ้นจากอิทธิพลของเสรีนิยมใหม่ สองประเทศนั้นคือ เวเนซุเอลาและโบลิเวีย

ในปี ค.ศ. 2006 การแบ่งขั้วแบบใหม่ที่ซับซ้อนปรากฏเค้าขึ้น นั่นคือ "การแบ่งขั้วกลุ่มประเทศ" ซึ่งมีความเข้มข้นในระดับที่ทอดเงาบดบังการแบ่งขั้วทางสังคมได้ "การแบ่งขั้วกลุ่มประเทศ"ที่เกิดขึ้นใหม่นี้ มี"สหภาพยุโรปและสหรัฐฯ อยู่ฟากหนึ่ง" กับ "มีคิวบา, เวเนซุเอลาและโบลิเวีย" ยืนอยู่อีกฟากหนึ่ง การแบ่งขั้วนี้ยังมีผลสะท้อนเข้ามาในละตินอเมริกา ทำให้เกิดเป็นกลุ่มประเทศ 3 ขั้วด้วยกัน ประกอบด้วยกลุ่ม

1. "ขวาใหม่" กล่าวคือ ขั้วเสรีนิยมใหม่ที่เกิดจากฝ่ายซ้ายเก่า และรัฐบาลประชานิยมจอมปลอมในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ที่เป็นลูกไล่ของรัฐบาลอเมริกัน

2. ขั้วที่สองคือ รัฐบาลประชานิยม-ชาตินิยมในโบลิเวียและเวเนซุเอลา

3. ส่วนขั้วที่สามที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้วนี้ คือกลุ่มประเทศขนาดใหญ่ที่อาจจะเอียงเข้าหาขั้วไหนก็ได้

ขั้วประเทศ "ขวาใหม่-ตลาดเสรี" ประกอบด้วย รัฐบาลลูลาในบราซิล, อดีตประธานาธิบดีฟอกซ์ในเม็กซิโก, ห้าประเทศในอเมริกากลาง, รัฐบาลบาสเควซในอุรุกวัย, รัฐบาล "รัฐก่อการร้าย" อูริเบในโคลอมเบีย, รัฐบาลแบชเชเลต์ และรัฐบาลโทเลโดที่กำลังจะพ้นตำแหน่งในชิลีและเปรูตามลำดับ

"กลุ่มที่อยู่ตรงกลาง" ประกอบด้วย รัฐบาลเคิร์ชเนอร์ในอาร์เจนตินา ที่แสดงความปรารถนาจะผูกสัมพันธ์ทางการค้ากับเวเนซุเอลาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น (เคิร์ชเนอร์พยายามสลายแรงกดดันจากกลุ่มชาตินิยม-ประชานิยมภายในประเทศ พร้อม ๆ กับเป็นพันธมิตรทุนนิยมกับต่างชาติหลาย ๆ ชาติ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ, อียูหรือจีน) รัฐบาลเอกวาดอร์, กลุ่มประเทศแถบแคริบเบียน, นิคารากัวและอาจจะเป็นรัฐบาลใหม่ของเปรู ทั้งหมดนี้เป็นกลุ่มประเทศที่สองขั้วต้องแข่งขันกันสร้างอิทธิพล เนื่องจากการอุดหนุนด้านน้ำมัน ทำให้กลุ่มประเทศในแถบแคริบเบียนเกือบทั้งหมด (ยกเว้นสาธารณรัฐโดมินิกัน) ไม่ยอมเข้าร่วมกับ อียู/สหรัฐฯ ในการต่อต้านเวเนซุเอลา/โบลิเวีย แม้ว่ายังพยายามหาทางเข้าถึงตลาดในซีกโลกเหนืออยู่ก็ตาม

ส่วนประเทศอื่น ๆ นอกยุโรปและอเมริกาเหนือ ในกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด, จีน, รัสเซีย, อิหร่านและประเทศอาหรับผู้ผลิตน้ำมันบางประเทศ ต่างถือหางเข้าข้างพันธมิตรขั้วคิวบา-เวเนซุเอลา-โบลิเวีย โดยแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งหรือเป็นนัย ๆ

เส้นที่ตัดขวางการแบ่งขั้วแบบ กลุ่มประเทศ ก็คือการแบ่งขั้วทางชนชั้น โดยเส้นนี้มีจุดแข็งแกร่งที่สุดอยู่ในเอกวาดอร์, เวเนซุเอลา, โคลอมเบีย, คอสตาริกา, เม็กซิโก, โบลิเวีย, ปารากวัยและบราซิลในระยะหลัง. ในเอกวาดอร์ องค์กร CONAIE ฟื้นฟูฐานมวลชนของตนขึ้นมาใหม่ (หลังจากพังทลายเพราะไปสนับสนุนนักประชานิยมจอมปลอมอย่างกูตีเยร์เรซขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 2002) และเมื่อผูกพันธมิตรกับสหภาพแรงงานในเมือง พวกเขาสามารถล้มข้อตกลงเขตการค้าเสรี (ALCA) ที่สหรัฐฯ หนุนหลังได้สำเร็จ และยกเลิกสัมปทานน้ำมันกับบรรษัทออคซิเดนทัลปิโตรเลียม ซึ่งเป็นบรรษัทน้ำมันสัญชาติอเมริกัน

ในเวเนซุเอลา มีการแบ่งขั้วที่ซ้อนกันสองชั้น ชั้นแรก มีการแบ่งขั้วระหว่าง"ชนชั้นแรงงานและคนจนในเมืองฝ่ายหนึ่ง" กับ "พวกเจ้าที่ดินท้องถิ่น, ผู้นำทางธุรกิจและสื่อที่โปรสหรัฐฯ อีกฝ่ายหนึ่ง"

ส่วนชั้นที่สอง มีการแบ่งขั้วกันเองภายในกลุ่มผู้สนับสนุนชาเวซที่มีอยู่หลากหลาย กล่าวคือการแบ่งขั้วระหว่าง -ผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจที่มั่งคั่ง, ข้าราชการระดับสูง, นักธุรกิจ "ชาตินิยม" และทหารระดับนายพล- กับ -สหภาพแรงงาน, เกษตรกรไร้ที่ดิน, ชาวสลัมในเมืองและ "แรงงานนอกระบบ" ที่ไม่มีงานประจำ (underemployed)-

ส่วนในโบลิเวีย ความขัดแย้งทางชนชั้นยังซุกซ่อนไว้ ทั้งนี้เพราะมันถูกกลบด้วย "การแบ่งขั้วแบบกลุ่มประเทศ" แต่ก็ยังสะท้อนออกมาในความขัดแย้งระหว่างนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ที่เดินตามกระแสหลักของรัฐบาลโมราเลส และการขึ้นค่าจ้างเพียงน้อยนิดให้แรงงานค่าแรงต่ำในภาคการศึกษา, สาธารณสุขและภาครัฐอื่น ๆ

ในประเทศที่การแบ่งขั้วระหว่างลัทธิชาตินิยมละตินอเมริกากับจักรวรรดินิยมอียู/สหรัฐฯ มีความเข้มข้น การต่อสู้ทางชนชั้นจะอ่อนแรงลงชั่วคราว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การต่อสู้ตามแนวทางชาตินิยมจะกลบการต่อสู้ทางชนชั้น ด้วยการให้คำมั่นสัญญาว่า หากประเทศควบคุมทรัพยากรได้มากขึ้น ความมั่งคั่งของรัฐย่อมเพิ่มขึ้นและนำไปสู่มาตรการกระจายความมั่งคั่งที่ดีกว่าเดิม

ในบราซิล ความขัดแย้งทางชนชั้นอ่อนแรงลง อันเป็นผลมาจากการที่สหพันธ์สหภาพแรงงาน CUT ยอมอ่อนข้อให้รัฐบาลเสรีนิยมใหม่ของลูลา รวมทั้งขบวนการแรงงานไร้ที่ดิน (MST) ที่ยอมอ่อนข้อให้ในระดับหนึ่งด้วย กระนั้นก็ตาม เนื่องจากรัฐบาลลูลาตัดลดบำนาญข้าราชการอย่างเมามัน อีกทั้งยังขัดขวางการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ตอนนี้สหภาพแรงงานที่เป็นตัวแทนของข้าราชการ, คนงานอุตสาหกรรมเหล็กและก่อสร้าง จึงรวมตัวกันก่อตั้งสหพันธ์แรงงานที่มีพลังขับเคลื่อนใหม่ในชื่อ CONLUTA เมื่อวันที่ 5-7 พฤษภาคม 2006 ด้วยตัวแทนกว่า 2,700 คน จาก 22 รัฐ จากฐานคนงานเกือบ 1.8 ล้านคนทั่วประเทศ

CONLUTA กลายเป็นขั้วทางเลือกใหม่ทางสังคมสำหรับแรงงานและคนจนชาวบราซิลหลายสิบล้านคน ในขณะที่ลูลาทอดทิ้งคนจนเหล่านี้และหันไปโอบกอดนายธนาคาร, ธุรกิจเกษตรและบรรษัทข้ามชาติแทน CONLUTA รับเอาวิธีการจัดตั้งองค์กรตามแบบขบวนการสังคม โดยผนึกกำลังทั้งองค์กรของแรงงานที่มีงานทำและว่างงาน, ขบวนการแรงงานในชนบท, องค์กรสมัชชาละแวกบ้าน, องค์กรนักศึกษา, ผู้หญิง, นิเวศวิทยา รวมทั้งแรงงานไร้ที่ดิน เข้าไว้ในโครงสร้างการดำเนินงานของสหพันธ์

ตัวแทนขององค์กรต่าง ๆ ที่มาร่วมประชุมสภา ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงในสมัชชาที่ใช้กระบวนการประชาธิปไตย การปรากฏตัวของสหพันธ์แรงงานใหม่ที่มีฐานมวลชนจำนวนมาก แสดงถึงจุดแตกหักครั้งใหญ่ภายในระบอบเสรีนิยมใหม่ "ซ้ายกลาง" ของลูลา เป็นลางบอกล่วงหน้าถึงการกลับฟื้นคืนชีวิตอีกครั้งของการเมืองชนชั้นแรงงาน อีกทั้งยังเป็นทางเลือกของจริงแทนที่อำนาจซึ่งกำลังถดถอยของสหพันธ์เดิมที่สนับสนุนรัฐบาล

ความเป็นจริงและความลวงในความขัดแย้งระหว่างประเทศ
มีความเข้าใจผิดและความสับสนอยู่มาก ทั้งในฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา เกี่ยวกับ ธรรมชาติความขัดแย้ง ระหว่าง"รัฐบาลชาตินิยมละตินอเมริกา"กับ"รัฐบาลสหรัฐฯ/อียูและบรรษัทข้ามชาติ" ประเด็นแรกที่ควรทำความเข้าใจให้กระจ่างก็คือ เนื้อแท้ของ มาตรการชาตินิยม ที่ประธานาธิบดีชาเวซแห่งเวเนซุเอลาและประธานาธิบดีโมราเลสแห่งโบลิเวียนำมาใช้ ทั้งสองรัฐบาลไม่ได้ล้มล้างองค์ประกอบที่เป็นแก่นแกนสำคัญของการผลิตในระบบทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็นการแสวงหากำไรของเอกชน, การอ้างกรรมสิทธิ์ของต่างชาติ, การส่งกำไรกลับประเทศ, การเข้าถึงตลาดหรือการผลิตก๊าซ, พลังงานหรือสินค้าพื้นฐานอื่น ๆ รวมทั้งไม่ได้ห้ามการลงทุนจากต่างประเทศในอนาคตแต่อย่างใด

ความจริงแล้ว บ่อน้ำมันดิบโอริโนโค (Orinoco) ขนาดมหึมาของเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันที่มั่งคั่งที่สุดในโลก ยังอยู่ในเงื้อมมือของทุนต่างประเทศ เสียงโวยวายเกี่ยวกับมาตรการทางเศรษฐกิจที่ว่ากันว่า "ถึงรากถึงโคน" ของประธานาธิบดีชาเวซ ความจริงแค่วนเวียนอยู่ที่ประเด็นภาษีและค่าภาคหลวง ซึ่งเดิมเก็บน้อยกว่า 15% มาเพิ่มเป็น 33%---นี่เป็นอัตราที่ยังต่ำกว่าอัตราที่บริษัทน้ำมันต้องจ่ายให้รัฐในแคนาดา, ตะวันออกกลางและแอฟริกาด้วยซ้ำ

สิ่งที่ทำให้สื่อกระแสหลักในสหรัฐฯ และอังกฤษ (วอลล์ตรีทเจอร์นัล, ไฟแนนเชียลไทมส์, ฯลฯ) เรียงหน้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์ชาเวซกันจนน้ำลายแตกฟอง ไม่ใช่การวิเคราะห์เปรียบเทียบอัตราภาษีและค่าภาคหลวงในประเทศต่าง ๆ ที่เก็บกันอยู่ในปัจจุบัน ทว่าเป็นการเปรียบเทียบย้อนหลังกับสมัยก่อนที่เก็บภาษีชนิดที่เหมือนได้เปล่า อันที่จริง สิ่งที่ชาเวซกับโมราเลสทำ เป็นเพียงแค่การปรับความสัมพันธ์ของรัฐกับบริษัทน้ำมันให้ ทันสมัย และสอดคล้องกับมาตรฐานในโลกปัจจุบันเท่านั้นเอง กล่าวในแง่หนึ่งคือ ทั้งสองรัฐบาลปรับความสัมพันธ์เชิงสัมปทานเสียใหม่ เมื่อเห็นว่าภาคเอกชนกำลังกอบโกยกำไรมหาศาล สืบเนื่องจากข้อตกลงฉ้อฉลที่ทำไว้กับข้าราชการระดับสูงที่มีส่วนสมรู้ร่วมคิดในสมัยก่อน

ปฏิกิริยารุนแรงของรัฐบาลสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และบรรษัทข้ามชาติด้านพลังงาน เกิดจากความเคยชินที่คิดว่า อภิสิทธิ์จนเกินขอบเขตเป็นบรรทัดฐานของ "การพัฒนาในระบบทุนนิยม" มากกว่าจะยอมรับว่า มันเกิดมาจากข้าราชการที่กินสินบน ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงต่อต้านการปรับความสัมพันธ์ในระบบทุนนิยมที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลาและโบลิเวีย ทั้ง ๆ ที่การร่วมทุนของภาครัฐกับเอกชนและการแบ่งปันผลกำไรเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันทั่วไปในประเทศทุนนิยมส่วนใหญ่

ไม่น่าประหลาดใจเลยที่ประธานบรรษัทรอยัลดัทช์เชลล์ เยรูน ฟาน เดอร์ เฟียร์ ออกมาแนะนำเพื่อนร่วมวงการน้ำมันว่า จุดยืนแบบชาตินิยมของประเทศแหล่งน้ำมัน และการที่ประเทศเหล่านี้จะทบทวนสัญญาสัมปทาน เป็น "ความเป็นจริงใหม่" ที่บรรษัทพลังงานระหว่างประเทศต้องทำใจยอมรับให้ได้ นักสัจนิยมอย่างฟาน เดอร์ เฟียร์ ให้ทัศนะอีกแบบหนึ่งต่อการปฏิรูปตามแนวทางชาตินิยม ว่า "ในเวเนซุเอลา เราเป็นบรรษัทแรก ๆ ที่ยอมนั่งโต๊ะเจรจากันใหม่ ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นอยู่ เราค่อนข้างพอใจที่เราสามารถสร้างอนาคตที่นั่น เรากับรัฐบาลมีความเข้าใจกันเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ส่วนในโบลิเวีย ผมคาดว่าเราจะได้ข้อสรุปที่ทุกฝ่ายพอใจในที่สุด" (ไฟแนนเชียลไทมส์, 13 พ.ค. 2006 น.9)

เช่นเดียวกัน หลังจากโมราเลสออกมาประกาศ "โอนกิจการพลังงานกลับมาเป็นของชาติ" บริษัท Pan Andean Resources (PAR) ซึ่งเป็นบริษัทก๊าซและพลังงานสัญชาติไอริช ยืนยันว่า บริษัทสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างราบรื่นในโบลิเวีย เดวิด ฮอร์แกน ประธานบริษัท PAR กล่าวสนับสนุนการร่วมทุนอุตสาหกรรมพลังงานก๊าซกับโบลิเวียว่า "เราไม่สนใจเลยว่าเงื่อนไขก่อนหน้านี้ [ที่ PAR มีข้อตกลงในการผลิตก๊าซกับรัฐโบลิเวีย] เป็นอย่างไร สิ่งที่ [บรรษัทน้ำมัน] ยักษ์ใหญ่เห็นเป็นปัญหา เรากลับเห็นเป็นโอกาส" (ไฟแนนเชียลไทมส์, 13 พ.ค. 2006, น.9)

วันที่ 29 พฤษภาคม 2006 ในโบลิเวีย รัฐบาลโมราเลสจะประกาศผู้ชนะการประมูล จากการประกวดราคาของบรรษัทเหมืองแร่เอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะเข้าไปร่วมทุนกับบริษัท Mutun ของรัฐในการทำเหมืองแร่เหล็กที่มีอยู่ถึง 40,000 ล้านตัน รองประธานาธิบดีลิเนรา ผู้เป็นกระบอกเสียงคนสำคัญของรัฐบาลโบลิเวีย บอกถึงเงื่อนไขใหม่ไว้คร่าว ๆ ซึ่งให้หลักประกันทางกฎหมายที่มั่นคงแก่การลงทุนทั้งหมด เพื่อแลกกับการแบ่งผลกำไรและการมีส่วนร่วมในการบริหาร เห็นได้ชัดว่า บรรษัทเหมืองแร่ยักษ์ใหญ่ก็มาจากสำนัก "นักสัจนิยม" ที่ยินดีกอบโกยกำไรก้อนใหญ่จากวัตถุดิบที่มีราคาสูง โดยยอมแลกกับการจ่ายภาษีในอัตราสูงขึ้น และเปิดโอกาสให้เทคโนแครตชาวโบลิเวียเข้ามาอยู่ในทีมบริหาร

ประเด็นสำคัญของความขัดแย้งจึงไม่ใช่ความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างทุนนิยมกับสังคมนิยม ไม่ใช่แม้แต่ปัญหากรรมสิทธิ์เอกชนที่ขัดแย้งกับการยึดทรัพย์สินกลับมาเป็นของชาติ ยิ่งไม่ใช่การปฏิวัติสังคมที่จะนำไปสู่สังคมเสมอภาค แต่ประเด็นขัดแย้งหลัก ๆ อยู่ที่:

1) การเพิ่มอัตราภาษี, ราคาและค่าภาคหลวง
2) การเปลี่ยนจากการให้สัมปทานเป็นการร่วมทุน
3) มีตัวแทนจากภาครัฐอยู่ในคณะกรรมการบริหาร
4) สัดส่วนการถือหุ้นระหว่างผู้บริหารที่แต่งตั้งจากทุนต่างประเทศและแต่งตั้งจากรัฐบาล
5) สิทธิทางกฎหมายที่จะแก้ไขทบทวนสัญญา
6) การจ่ายเงินชดเชยแก่สินทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบ และ
7) การจัดการในด้านการกระจายทรัพยากรและการส่งออก

ข้อบังคับและการปฏิรูปที่นำเสนอใหม่อาจช่วยเพิ่มเงินคงคลังและอิทธิพลของรัฐ แต่ไม่มีประเด็นขัดแย้งข้อไหนเกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน หรือความสัมพันธ์ทางการผลิตของสังคมที่เรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติ ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เป็นการปฏิรูป ในท่วงทำนองเดียวกับนโยบายที่พรรคสังคมประชาธิปไตยในยุโรปใช้กันระหว่างปลายทศวรรษ 1940-1960 และเป็นนโยบายที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันเกือบทุกประเทศในโลกนำมาใช้ในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งรวมทั้งประเทศอาหรับที่ปกครองโดยระบอบกษัตริย์ ประเทศอาหรับในระบอบสาธารณรัฐทั้งที่ปกครองตามหลักศาสนาอิสลามและฆราวาส อันที่จริง รัฐบาลในอดีตของเวเนซุเอลา (1976) และโบลิเวีย (1952 และ 1968) เคยใช้มาตรการที่ถึงรากถึงโคนกว่านี้ ในการยึดอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและเหมืองแร่อื่น ๆ เป็นของชาติมาแล้ว

เวเนซุเอลาเพิ่มภาษีและค่าภาคหลวงที่เก็บจากบรรษัทปิโตรเลียมข้ามชาติ เพราะอัตราเดิมนั้นต่ำกว่าระดับโลกมาก นอกจากกิจการขนาดเล็กสองสามแห่งที่ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎกติกาใหม่ และถูกยึดกิจการไปเป็นของรัฐแล้ว ไม่มีบรรษัทยักษ์ใหญ่แห่งไหนถูกยึดกิจการเลย อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างคนงาน-นายจ้างในรัฐวิสาหกิจ PDVSA หรือในบรรษัทต่างชาติ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โครงสร้างการบังคับบัญชาในแนวตั้งก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ดังที่นักสหภาพแรงงานระดับรากหญ้าจำนวนมากแสดงความไม่พอใจ

ตลอดช่วงสามปีที่ผ่านมา บรรษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่สัญชาติสหรัฐฯ/อียู ที่ดำเนินกิจการในเวเนซุเอลา มีผลกำไรทำลายสถิติเป็นเงินหลายพันล้านยูโร/ดอลลาร์ แม้จะอยู่ท่ามกลางวาทกรรมว่าด้วย "การปฏิวัติโบลิวาร์" แต่ก็ไม่มีบรรษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่บรรษัทไหนแสดงอาการว่าจะยอมทิ้งสัมปทานที่ทำกับรัฐเวเนซุเอลา ซึ่งสร้างกำไรให้พวกเขามหาศาล แม้ว่าจะมีโวหารเผ็ดร้อนพ่นออกมาจากวอชิงตันหรือบรัสเซลส์ไม่ขาดสายก็ตาม

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ/อียูกับเวเนซุเอลา จึงเป็นเรื่อง การเมือง และ อุดมการณ์ พอ ๆ กับเรื่องอำนาจและผลกำไรของบรรษัทน้ำมัน ประเทศมหาอำนาจคัดค้านระบบเศรษฐกิจแบบผสมผสานของเวเนซุเอลา พยายามขัดขวางไม่ให้เวเนซุเอลาใช้โมเดลอัตราภาษีที่สูงขึ้น ซึ่งจะมาแทนที่โมเดลแบบเดิมที่ใช้อัตราภาษีต่ำ-เปิดเสรี-แปรรูป-ไร้สัญชาติ ซึ่งแพร่หลายอยู่ในละตินอเมริกามาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 และปัจจุบันกำลังนำไปใช้ที่อื่น (ลิเบีย, อิรัก, อินโดนีเซีย, บราซิลและเม็กซิโก) ปัญหาที่เป็นหัวใจสำคัญก็คือ ประธานาธิบดีชาเวซ ซึ่งมาจากฐานการเมืองและเศรษฐกิจระดับชาติที่เข้มแข็ง อันเป็นผลมาจากทรัพยากรน้ำมันที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ตอนนี้ชาเวซกำลังเรียกร้องให้มีการผนึกกำลังระดับภูมิภาค ให้มากกว่าเดิม---โดยปลอดจากอิทธิพลของสหรัฐฯ และอียู

ประเด็นนี้แหละที่แหย่รังแตนในวอชิงตันและบรัสเซลส์ ทั้งนี้เพราะพวกเขากลัวว่า การผนึกกำลังของละตินอเมริกาในระดับภูมิภาคอาจเป็นอุปสรรคต่อการเจาะตลาดและการลงทุนในอนาคต

ในการเมืองระดับโลก การที่ชาเวซอ้าแขนรับและคอยปกป้องแนวทางกำหนดการปกครองด้วยตัวเอง (self-determination) ของทุกประเทศทั่วโลก ทำให้เขาต่อต้านการรุกรานทางทหารที่สหรัฐฯ กระทำต่ออิรัก, การยึดครองอัฟกานิสถานของสหรัฐฯและอียู รวมทั้งการที่สองมหาอำนาจจับมือกันข่มขู่คุกคามอิหร่านด้วยไฟสงคราม จุดยืนของชาเวซส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากการที่สหรัฐฯ มีส่วนพัวพันในการรัฐประหารที่ล้มเหลวในเวเนซุเอลาเมื่อปี ค.ศ. 2002

กล่าวโดยสรุป นี่คือคู่ขัดแย้งระหว่างฝ่ายผู้นำชาตินิยม ที่ได้รับเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบผสมผสานที่อุดหนุนสวัสดิการสังคม กับฝ่ายสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปที่กำลังสร้างตัวเป็นจักรวรรดินิยม ด้วยนโยบายที่นิยมการแทรกแซงประเทศอื่น โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะรักษา "ยุคทอง" ของการปล้นสะดมด้วยระบบเศรษฐกิจแปรรูปที่ไร้การกำกับดูแล และการจ่ายภาษีต่ำติดดินของบรรษัทข้ามชาติเพื่อเบิกทางเข้าไปขูดรีดทรัพยากรด้านพลังงาน

ความขัดแย้งระดับประเทศที่กำลังทวีขึ้น ระหว่างโบลิเวีย กับ บราซิล/สเปน/อาร์เจนตินา และกับมหาอำนาจที่คอยหนุนหลังในสหรัฐฯ/อียู เดินซ้ำรอยเดียวกับความขัดแย้งที่เวเนซุเอลามีกับสหรัฐอเมริกา เริ่มแรกด้วยนักโฆษณาชวนเชื่อของบรรษัทน้ำมันต่างชาติ พยายามวาดภาพประธานาธิบดีโมราเลสเป็น "ศิษย์" หรือ "สาวก" ของชาเวซ และกล่าวหาว่านโยบายชาตินิยมของโมราเลสเป็นแค่ลูกไล่ใต้อำนาจของชาเวซ ข้อกล่าวหานี้ไม่มีมูลและไม่มีหลักฐานเลยว่าโบลิเวียถูกแทรกแซงจากภายนอก

กระแสคัดค้านการแปรรูปและการประท้วงโดยทั่วไป เกิดขึ้นทั่วประเทศโบลิเวียตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1996 สองปีก่อนที่ชาเวซจะได้รับเลือกตั้งด้วยซ้ำ การคัดค้านข้อตกลงแปรรูปก๊าซธรรมชาติเข้มข้นขึ้นในปี ค.ศ. 2003 เมื่อประชาชนลุกฮือขึ้นขับไล่และโค่นล้มประธานาธิบดีซานเชส เด โลซาดา และเรียกร้องให้โอนกิจการก๊าซและน้ำมันมาเป็นของรัฐ. ในปี ค.ศ. 2004 การลงประชามติได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนถึง 80% เรียกร้องให้เพิ่มอัตราภาษีและค่าภาคหลวง รวมทั้งให้รัฐเข้าไปควบคุมทรัพยากร

สิ่งที่โบลิเวียแตกต่างจากเวเนซุเอลาก็คือ โมราเลสต้องเผชิญกับแรงกดดันภายในหนักหน่วงจากสหภาพแรงงานและองค์กรมวลชน ที่คอยบีบให้เขาปฏิบัติตามคำสัญญาในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง โครงการปฏิรูปด้านสังคม-เศรษฐกิจทั้งหมดของประธานาธิบดีโมราเลส รวมทั้งเสถียรภาพทางการเมืองและความชอบธรรมของรัฐบาลของเขา ขึ้นอยู่กับการรีดภาษีเพิ่มเติมจากบรรษัทข้ามชาติมาให้ได้ เมื่อดูจากข้อเท็จจริงที่รัฐบาลชุดก่อนทิ้งมรดกให้เขาเป็นงบประมาณที่ขาดดุลมหาศาล และหนี้ต่างประเทศก้อนโต (ซึ่งโมราเลสรู้สึกว่าจำเป็นต้องจ่ายคืน) อีกทั้งเขายังยอมรับโปรแกรมเข้มงวดทางการเงินแบบ IMF มาด้วย ทางออกเพียงอย่างเดียวที่โมราเลสมีก็คือ หารายได้เพิ่มขึ้นจากน้ำมันและก๊าซ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ในเมื่อโมราเลสได้รับเลือกตั้งมาบนพื้นฐานของ "การนำศักดิ์ศรีมาสู่ประชาชนชาวอินเดียนแดงพื้นเมือง" เขาย่อมไม่อาจเพิกเฉยต่อท่าทีโอหังที่บรรษัทน้ำมันและก๊าซเคยบอกปัดข้อเสนอครั้งแรก ที่เขาขอเปิดเจรจาเรื่องอัตราภาษีและการร่วมทุน

เมื่อมีแรงหนุนหลังทางการเมืองและการเงินจากประเทศร่ำรวยน้ำมันอย่างเวเนซุเอลา โมราเลสจึงกล้าประกาศวาระ "โอนกิจการมาเป็นของชาติ" เพื่อเป็นกลยุทธ์กดดันให้บรรษัทต่าง ๆ ต้องยอมนั่งโต๊ะเจรจาด้วย การรัฐประหารที่สหรัฐฯ หนุนหลังและการหยุดกิจการน้ำมันของผู้บริหารระดับสูง ทำให้นโยบายสังคม-เศรษฐกิจของประธานาธิบดีชาเวซต้องถึงรากถึงโคนมากขึ้นเรื่อย ๆ ฉันใด โมราเลสก็ต้องใช้ยุทธวิธีที่ถึงรากถึงโคนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อรักษาสัมปทานทางเศรษฐกิจและบังคับให้บรรษัทข้ามชาติด้านก๊าซและน้ำมัน ต้องยินยอมเจรจาอย่างจริงจังฉันนั้น

เป้าหมายของโมราเลสคือเปิดเจรจาอย่างตรงไปตรงมา เรียกร้องส่วนแบ่งกำไรและเพิ่มอัตราภาษี หากบรรษัทก๊าซและน้ำมันยังไม่ยอมอ่อนข้อให้ นโยบายแบบ "ทั้งหมดหรือไม่เอาเลย" ย่อมผลักดันให้ฐานเสียงของรัฐบาลเขามีความถึงรากถึงโคนมากขึ้น เพราะ "คนที่ขัดขวางการปฏิรูปย่อมทำให้เกิดการปฏิวัติ" แน่นอน โบลิเวียภายใต้ประธานาธิบดีโมราเลสยังห่างไกลจากการใช้นโยบายปฏิวัติต่อต้านทุนนิยมอีกไกลโข แม้กระทั่งการเพิ่มภาษีเป็น 82% ก็เป็นแค่มาตรการ "ชั่วคราว" ที่ต่อรองได้ กระนั้นก็ตาม อย่างน้อยโมราเลสก็แสดงออกถึงความเต็มใจที่จะขับเคลื่อนและขยายอิทธิพลของรัฐ ให้มีผลต่อการดำเนินงานของบรรษัทข้ามชาติ เขาชี้ให้เห็นชัดเจนว่า สัญญาสัมปทานน้ำมันในปัจจุบันผิดหลักรัฐธรรมนูญ

ในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนพฤษภาคม บรรษัทยักษ์ใหญ่ด้านก๊าซและน้ำมันยังไม่ตระหนักว่า ตนจะได้ประโยชน์มากกว่าหากยอมเจรจากับโมราเลส แทนที่จะไปยั่วโมโหขบวนการสังคมในโบลิเวีย อย่างมากที่สุด การเจรจาน่าจะลงเอยด้วยการขึ้นภาษีและค่าภาคหลวง---นั่นคือในราว 50% ราคาซื้อของก๊าซน่าจะขึ้นไปพอประมาณ และจะมีการลงนามในข้อตกลงด้านการบริหารร่วมบางอย่างระหว่างรัฐกับเอกชน ผู้นำทางการเมืองและผู้บริหารบรรษัทพลังงานชาวบราซิลและยุโรปสามารถหลีกหนีจาก "การเผชิญหน้า" มาหา "การต่อรอง" และความร่วมมือได้

แต่การณ์กลับปรากฏว่า ข้อเสนอเรื่องการร่วมทุนและการใช้ระบบเศรษฐกิจแบบผสมผสานของโมราเลส กลับต้องเผชิญแรงกดดันจาก IMF, รัฐมนตรีด้านการเงินของสเปน (นายโซลเบส) และรัฐมนตรีต่างประเทศของบราซิล (นายอโมริน) ที่พยายามบีบให้โบลิเวียต้องจ่ายมูลค่าหุ้นตามราคาตลาด---ซึ่งอาจทำให้รัฐของโบลิเวียถึงขั้นล้มละลายได้เลย มีการข่มขู่ว่าจะใช้มาตรการทางกฎหมายและตัดความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อจำกัดบทบาทที่รัฐโบลิเวียจะเข้ามาควบคุมกิจการก๊าซ ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีซาปาเตโรของสเปน และประธานาธิบดีลูลาของบราซิลก็อาศัยทั้งการเจรจา การใช้แรงกดดันจาก "วงใน" และความช่วยเหลือระหว่างรัฐ เพื่อหาทางบีบให้โมราเลสผ่อนคลายนโยบายปฏิรูปของตน

ไม่ว่าข้อยุติจะเป็นเช่นไร กุญแจสำคัญย่อมอยู่ที่ รายละเอียด: กล่าวคือรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการบริหารงาน, การควบคุมข้อมูล, การผลิตและกระบวนการในการทำตลาด ซึ่งคาดหมายล่วงหน้าได้เลยว่า ผู้บริหารที่อยู่ในตำแหน่ง ย่อมทำทุกวิถีทางเพื่อบ่อนทำลายการควบคุมของรัฐ ในขณะที่การแบ่งขั้วทางการเมืองและเศรษฐกิจในระดับนานาชาติมีความเข้มข้นมากขึ้น วิกฤตการณ์ภายในกำลังก่อตัวขึ้นในสหรัฐอเมริกา ความล้มเหลวทางการทหารอย่างน่าทุเรศในอิรักทำให้สหรัฐฯ เหลือทางเลือกแค่สองทาง กล่าวคือ

ถอนทัพออกจากอิรัก เพื่อกลับมาสร้างเสริมซ่อมแซมอำนาจจักรวรรดินิยม และวางแผนทำสงครามทางอากาศกับอิหร่าน เพื่อฟื้นฟูอำนาจจักรวรรดินิยม

กลุ่มพันธมิตรที่นำโดยองค์กรใหญ่ ๆ ที่ถือหางอิสราเอล, นักการทหารพลเรือนของเพนทากอน, สื่อมวลชนกระแสหลักส่วนใหญ่และประชาชนกลุ่มน้อย สนับสนุนทางเลือกในการรุกรานทางการทหารแบบนี้ ส่วนแนวทางตรงกันข้ามได้รับการสนับสนุนจากนายทหารจำนวนมากที่เกษียณอายุ, ผู้นำอุตสาหกรรมน้ำมัน, องค์กรส่วนใหญ่ของชาวคริสต์และชาวมุสลิม รวมทั้งประชาชนส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา

สงครามหลายด้านในตะวันออกกลางและเอเชียใต้ อีกทั้งการที่ชาวอเมริกันเองไม่พอใจกับต้นทุนที่เสียไปในการทำสงครามมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้สหรัฐฯ ไม่สามารถแทรกแซงละตินอเมริกันได้อย่างเต็มพิกัด รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจำใจพึ่งพาอาศัยรัฐบาลบริวารในละตินอเมริกาและ "พันธมิตร" ชาติยุโรป ให้ช่วยกันโดดเดี่ยวและหาทางทอนกำลังรัฐบาลชาตินิยมของชาเวซและโมราเลส รวมทั้งหาทางป้องปรามฝ่ายคัดค้านที่กำลังมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในภาคประชาชนและการเลือกตั้ง ไม่ว่าในประเทศเม็กซิโก, นิคารากัว, เอกวาดอร์, โคลอมเบีย, เปรูและบราซิล

ปัญหาของวอชิงตันก็คือ ประธานาธิบดีบริวารในละตินอเมริกาล้วนแล้วแต่อ่อนแอหรือกำลังจะพ้นจากตำแหน่ง พอถึงสิ้นปีนี้ (2006) ประธานาธิบดีบริวารที่เชื่อฟังวอชิงตันมากที่สุดจะสิ้นสุดวาระลงเกือบหมด ในบางประเทศ เป็นไปได้ที่ตัวตายตัวแทนทางการเมืองจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งได้ แต่ในอีกหลาย ๆ ประเทศ ผู้นำที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาคนใหม่ อาจไม่เต็มใจที่จะสร้างความขัดแย้งกับรัฐบาลชาตินิยมเพื่อนบ้าน

ขณะที่ฝ่ายซ้ายในสหรัฐฯ และยุโรปตะวันตกส่งเสียงเชียร์กันอย่างคึกคัก แต่อันที่จริง รัฐบาลชาตินิยมในละตินอเมริกาและคิวบาต้องเผชิญการท้าทายภายในประเทศที่แหลมคม จากกลุ่มฐานเสียงสนับสนุนของตนเอง แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในการต้านทานแรงกดดันของจักรวรรดินิยม และสามารถเพิ่มรายได้จากการเก็บภาษีทุนต่างชาติ แต่รัฐบาลเหล่านี้ก็ยังละเลยการปฏิรูปทางสังคมที่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดสำหรับฐานเสียงของตน ทั้งในเวเนซุเอลาและคิวบา แม้จะมีคำมั่นสัญญาจากรัฐบาล แต่รัฐบาลก็ยังเชื่องช้าล้าหลังในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและการคมนาคมขนส่ง

ความพยายามที่จะสร้างความหลากหลายในระบบเศรษฐกิจก็ยังไปไม่ถึงเป้าหมาย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมเกษตร (การผลิตน้ำตาลเป็นเอธานอลและการผลิตอาหารในคิวบา การผลิตเนื้อวัว, สัตว์ปีก, ปลาและธัญญาหารในเวเนซุเอลา) ภาคการผลิต (โดยเฉพาะอาวุธ, เครื่องอุปโภค, สินค้าไอทีและอิเล็กทรอนิกส์) และการแปรรูปแร่ ยิ่งกว่านั้น ในเวเนซุเอลามีประชาชนจำนวนมาก อาจมากถึงราว 50% ของกำลังแรงงาน ที่มีช่องทางเข้าถึงบริการสังคมแบบให้เปล่ามากขึ้น แต่ยังต้องทำงานอยู่ใน "เศรษฐกิจนอกระบบ" ที่ให้ค่าจ้างต่ำ

ในโบลิเวีย โมราเลสประกาศโครงการปฏิรูปที่ดิน โดยอาศัยที่ดินรกร้างที่เวนคืนมาเป็นหลัก แต่ไม่แตะต้องที่ดินขนาดใหญ่ที่ทำกำไรมหาศาลของกลุ่มธุรกิจเกษตร ซึ่งตั้งอยู่ในที่ราบอันอุดมสมบูรณ์ของเมืองซานตาครูซ โมราเลสทำแค่แจกจ่ายที่ดินของรัฐที่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าไร ทั้งยังตั้งห่างจากตลาดและถนน กุญแจสำคัญต่อความสำเร็จของการปฏิรูปภาคการเกษตรอยู่ที่ กระบวนการดำเนินงานและชี้ขาด รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือในด้านสินเชื่อและเทคนิค

นอกจากนั้น นโยบายเงินเดือนและรายได้ของโมราเลสดีขึ้นกว่ารัฐบาลเสรีนิยมชุดก่อน ๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น การขึ้นค่าจ้างและเงินเดือนให้ครูและพนักงานภาครัฐในส่วนอื่น ๆ ยังมากกว่าอัตราเงินเฟ้อไม่ถึง 5% ด้วยซ้ำ คำสัญญาที่เขาเคยให้ไว้ว่า จะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำอีกเท่าตัว คือจาก 50 เป็น 100 ดอลลาร์ต่อเดือน สุดท้ายก็ขึ้นมาได้แค่ 6 ดอลลาร์

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ หากการแบ่งขั้วในระดับนานาชาติไม่ตั้งอยู่บนฐานของนโยบายกระจายความมั่นคั่งในประเทศเสียใหม่ และแตะต้องจัดการกับความมั่งคั่งและสินทรัพย์ของกลุ่มคนรวยที่สุดบ้าง เป็นไปได้ที่ทั้งในเวเนซุเอลาและโบลิเวีย ภาคประชาชนส่วนที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่จะเป็นฐานเสียงสนับสนุนการเผชิญหน้าระหว่างประเทศที่ตึงเครียดจริงจัง อาจไม่เล่นด้วยขึ้นมาก็ได้ การแสดงบทบาทใหญ่โตในเวทีนานาชาติ, การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและนโยบายต่อต้านจักรวรรดินิยม ไม่สามารถเอามาเป็นข้ออ้างแทนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่ลึกซึ้งกว่านี้ และตอบสนองความต้องการที่จำเป็นในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย, งานและเงินเดือนที่สูงขึ้น

การแบ่งขั้วทางชนชั้นและภูมิภาค: วิกฤตการณ์ในโบลิเวีย
ดังที่เราให้เหตุผลไปแล้วข้างต้น หากการแบ่งขั้วที่ปรากฏขึ้นในละตินอเมริกา เป็นการแบ่งขั้วระหว่าง"ระบอบเสรีนิยมใหม่ที่มีจักรวรรดินิยมเป็นศูนย์กลาง" กับ "ระบอบประชานิยม-ชาตินิยม-ปฏิรูป" สิ่งที่ตามมาก็คือ การคลี่คลายความขัดแย้งนี้จะประสบความสำเร็จได้ ส่วนหนึ่งย่อมขึ้นอยู่กับสมมติฐานเบื้องต้นของนักยุทธศาสตร์เชิงปฏิรูป กล่าวคือความเชื่อว่า การปฏิรูปทางสังคม-เศรษฐกิจมีความสอดคล้องต้องตรงกับการพัฒนาทุนนิยมแห่งชาติขึ้นมา ในกรณีของประธานาธิบดีโมราเลส ผู้เขียนบทความต้องการชี้ให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่เกิดมาจากวาระการเลือกตั้งต่างหาก ที่กำหนดการวิเคราะห์ทางการเมืองและสังคม-เศรษฐกิจของเขา

สมมติฐานเบื้องต้น ของนโยบายปฏิรูปฉบับโมราเลส ถูกกำหนดจากสมมติฐานที่น่าสงสัยหลายข้อด้วยกัน กล่าวคือ

1) ความเชื่อว่า เราสามารถแยกทุน "ที่มีการผลิต" ออกจากทุน "ที่ไม่มีการผลิต" ได้ ดังนั้น การปฏิรูปที่ดินในขอบเขตจำกัดและแตะต้องเฉพาะ "ที่ดินทิ้งร้าง" หรือ "ที่ดินที่ไม่มีบทบาททางสังคม-เศรษฐกิจ" ย่อม ไม่ สร้าง ความเป็นปฏิปักษ์ กับชนชั้นสูง และน่าจะสอดคล้องกับกลุ่มพันธมิตรในการเลือกตั้งที่มีหลากหลายชนชั้นได้ ประเด็นนี้พิสูจน์แล้วว่าไม่ถูกต้อง เพราะเจ้าที่ดิน "ที่มีการผลิต" ขนาดใหญ่ ต่างคัดค้านการปฏิรูปที่ดินอย่างรุนแรง และได้รับการหนุนหลังจากชนชั้นนำทางธุรกิจและการธนาคาร โดยเฉพาะในซานตาครูซ ทั้งนี้เนื่องจากคนกลุ่มนี้ถือครองการลงทุนที่หลากหลายไขว้ไปไขว้มาในหลายภาคส่วนด้วยกัน (ประกอบด้วยธนาคาร, อุตสาหกรรม, ที่ดินที่มีการผลิตเพื่อส่งออก และที่ดินที่ไม่มีการผลิตเพื่อการเก็งกำไร)

2) สมมติฐานที่ผิดพลาดประการที่สองของยุทธศาสตร์การปฏิรูปฉบับประธานาธิบดีโมราเลส ตั้งอยู่บนการวินิจฉัย "ทวิลักษณะ" ระหว่างทุนต่างชาติและทุนชาติที่ผิดพลาด ประธานาธิบดีโมราเลสเชื่อว่า ใน "การโอนกิจการกลับมาเป็นของชาติ" หรือกล่าวให้ถูกต้องก็คือ ดึงบรรษัทน้ำมันและก๊าซที่เป็นของต่างชาติให้กลายเป็นวิสาหกิจร่วมทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชน เขาจะสามารถสนับสนุนการพัฒนาทุนนิยมแห่งชาติขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลให้ทุนชาติหนุนหลังเขา

"การวิเคราะห์" เช่นนี้แสดงว่า เขาประเมินสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างกิจการขนาดใหญ่และขนาดกลาง กับกิจการของต่างชาติต่ำไปจากความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง บริษัทของชาวโบลิเวียจำนวนมากเป็นซัพพลายเออร์, ผู้รับเหมาช่วงและผู้นำเข้า ที่ต้องพึ่งพิงตลาดต่างประเทศ, สินเชื่อและการสนับสนุนทางการเงินจากบรรษัทข้ามชาติและรัฐบาลต่างประเทศ จึงไม่น่าประหลาดใจที่ทั้งฝ่ายค้านทางการเมืองในสภาคองเกรสและกลุ่มธุรกิจใหญ่ของโบลิเวีย ต่างคัดค้านต่อต้านนโยบายปฏิรูประดับชาติของโมราเลส---ทั้ง ๆ ที่พวกเขานั่นแหละคือกลุ่มที่จะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด

3) สมมติฐานที่ผิดพลาดประการที่สาม ในยุทธศาสตร์ปฏิรูป-ชาตินิยมของประธานาธิบดีโมราเลสคือ ความเชื่อว่ารัฐบาลที่ถือเป็น "ซ้ายกลาง" ในบราซิล, อาร์เจนตินา และสเปน จะเต็มใจเจรจาและยอมรับการปรับปรุงแก้ไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่โบลิเวียทำไว้กับบรรษัทข้ามชาติของประเทศเหล่านี้ และยอมรับราคาซื้อของก๊าซที่เพิ่มขึ้นพอประมาณ โมราเลสประเมินความมีประสิทธิภาพของ "สายสัมพันธ์ทางการทูตส่วนบุคคล" และความใกล้ชิดทางอุดมการณ์ที่เขามีกับลูลาแห่งบราซิล, เคิร์ชเนอร์แห่งอาร์เจนตินาและซาปาเตโรแห่งสเปน สูงเกินไป รวมทั้งประเมินสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นและมีอิทธิพลที่คนเหล่านี้มีกับบรรษัทข้ามชาติ ต่ำเกินไป

ด้วยเหตุนี้เอง รัฐบาลลูลาจึงปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมดของโมราเลส รวมทั้งข้อเสนอที่เขาต่อรองให้เพิ่มราคาซื้อของก๊าซขึ้นไปอีกสองดอลลาร์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงข้อเสนอที่เขาขอร่วมทุนกับบรรษัทเปโตรบราสของบราซิล ในทำนองเดียวกัน รัฐบาลเคิร์ชเนอร์ในอาร์เจนตินาเลื่อนการพบปะเพื่อเจรจาการขึ้นราคาก๊าซไปหลายครั้ง และผู้แทนรัฐบาลอาร์เจนตินาไม่ยอมกำหนดวันนัดเจรจาเงื่อนไขนี้ใหม่ด้วยซ้ำ ส่วนซาปาเตโรที่มี IMF คอยหนุนหลัง ยืนกรานว่าบรรษัทผู้ถือหุ้นของสเปน (REPSOL, BBV) จะต้องได้รับการชดเชยค่าหุ้นเต็มอัตราในทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลโบลิเวียไม่มีทางทำได้ เนื่องจากงบประมาณที่มีอยู่จำกัดจำเขี่ย

เรื่องตลกร้ายที่สุดก็คือ ในขณะที่ประธานาธิบดี "ซ้ายกลาง" อย่างเคิร์ชเนอร์, ลูลาและซาปาเตโร ต่างปฏิเสธข้อเสนอของโบลิเวียที่จะขึ้นอัตราภาษีที่เก็บจากบรรษัทข้ามชาติของประเทศเหล่านี้ สภาคองเกรสสหรัฐฯ ที่จัดเป็น "พวกปฏิกิริยา" กลับรับรองกฎหมายที่อนุญาตให้เพิ่มส่วนแบ่งผลกำไรในน้ำมันของรัฐบาลโบลิเวียได้อีก 20,000 ล้านดอลลาร์ (ไฟแนนเชียลไทมส์ หน้า 3, 20-21 พ.ค., 2006) ยิ่งกว่านั้น ในขณะที่สหรัฐฯ ยอมจ่ายเงิน 6 ดอลลาร์ต่อก๊าซหนึ่งพันคิวบิกฟุต ลูลากับเคิร์ชเนอร์กลับคัดค้านข้อเสนอของโมราเลสที่ขอเพิ่มราคาก๊าซเป็น 5 ดอลลาร์ต่อหนึ่งพันคิวบิกฟุต ในเมื่อมี เพื่อนของประชาชนโบลิเวียแบบนี้ ก็ไม่ต้องหาจักรวรรดินิยมที่ไหนมาขูดรีดประเทศที่ยากจนที่สุดในละตินอเมริกาอีกแล้วกระมัง?

สรุป
กล่าวโดยสรุปคือ สมมติฐานทางการเมืองของโมราเลสทั้งหมดตั้งอยู่บน "ข้อเท็จจริงที่จินตนาการขึ้นมา" ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและการเมือง เมื่อไม่มีการวิเคราะห์ข้อมูลความเป็นจริงเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังเพียงพอ จึงส่งผลให้เกิดการยัดเยียด "ยุทธศาสตร์การเลือกตั้งที่ตั้งอยู่บนพันธมิตรทางการเมืองหลากหลายชนชั้น"

ในโลกที่มีการแบ่งขั้วทางชนชั้น/จักรวรรดิ อุดมการณ์ปฏิรูปของโมราเลส "สร้าง" มายาภาพเกี่ยวกับโลกการเมืองที่เขาจะผนึกกำลังกับ "นายทุนที่ทำการผลิต" รัฐบาลซ้ายกลางที่เป็นมิตร, แรงงานและเกษตรกร เพื่อต่อต้าน "เจ้าที่ดินที่ไม่ทำการผลิต" และบรรษัทข้ามชาติที่ฉ้อฉล บนเส้นทางที่จะนำไปสู่ระบบเศรษฐกิจผสมผสาน, งบประมาณสมดุลและการปฏิรูปสังคมอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ทางตันที่โมราเลสเผชิญอยู่ในปัจจุบันอันเกิดมาจาก "หุ้นส่วน" ที่ไม่เต็มใจร่วมมือ ทำให้รัฐบาลและพันธมิตรต่างประเทศของเขา (กล่าวคือ เวเนซุเอลาและคิวบา) ต้องยืนอยู่บนทางแพร่งที่มีขวากหนามทั้งสองข้าง นั่นคือ ถ้าโครงการปฏิรูปไม่ได้ผล เขาควรผ่อนคลายวาระ "ชาตินิยม" ให้อ่อนลงและรักษาความเป็น "รัฐบาลหัวก้าวหน้า" ไว้แค่เปลือกนอก หรือเขาควรผลักดันนโยบายให้ถึงรากถึงโคนยิ่งขึ้น เพื่อกระชับแรงสนับสนุนจากพันธมิตรต่างประเทศให้แน่นแฟ้น โดยยอมแลกกับการตั้งป้อมประจันกับจักรวรรดิต่างทวีปอย่างเข้มข้นกว่าเดิม?

++++++++++++++++++++++++++++

ประวัติผู้เขียนบทความ
เจมส์ เพทราส (James Petras)

เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านสังคมวิทยาที่มหาวิทยาลัยบิงแฮมตัน นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เขาเป็นนักเขียนและนักกิจกรรมที่ประกาศตัวเป็น "นักปฏิวัติและต่อต้านจักรวรรดินิยม" เคยทำงานร่วมกับขบวนการแรงงานไร้ที่ดินในบราซิล และขบวนการคนว่างงานในอาร์เจนตินา เขาเขียนหนังสือและบทความไว้เป็นจำนวนมาก ผลงานหนังสือมีอาทิเช่น:

" Social Movements and State Power: Argentina, Brazil, Bolivia, Ecuador, with Henry Veltmeyer (2005)

" Globalization Unmasked: Imperialism in the 21st Century, with Henry Veltmeyer (2001)

" The Dynamics of Social Change in Latin America, with Henry Veltmeyer (2000)

" Empire or Republic: Global Power or Domestic Decay in the US, with Morris Morley (1995),

" Latin America in the Time of Cholera: Electoral Politics, Market Economics, and Permanent Crisis, with Morris Morley (1992)

 





สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4 I สารบัญเนื้อหา 5 I สารบัญเนื้อหา 6
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม



มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 1000 เรื่อง หนากว่า 17000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com


สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

 



180849
release date
เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนรวบรวมบทความทุกสาขาวิชาความรู้ เพื่อเป็นฐานทรัพยากรทางความคิดในการส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้มแข็ง เพื่อพัฒนาไปสู่สังคมที่ยั่งยืน มั่นคง และเป็นธรรม
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้ผลิตแผ่นซีดี-รอม เพื่อการค้นคว้าที่ประหยัดให้กับผู้สนใจทุกท่านนำไปใช้เพื่อการศึกษา ทบทวน และอ้างอิง สนใจดูรายละเอียดท้ายสุดของบทความนี้




นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน สามารถ
คลิกอ่านบทความก่อนหน้านี้ได้ที่ภาพ
หากสนใจดูรายชื่อบทความ ๒๐๐ เรื่อง
ที่ผ่านมากรุณาคลิกที่แถบสีน้ำเงิน
A collection of selected literary passages from the Midnightuniv' s article. (all right copyleft by author)
Quotation : - Histories make men wise; poet witty; the mathematics subtile; natural philosophy deep; moral grave; logic and rhetoric able to contend.... There is no stond or impediment in the wit, but may be wrought out by fit studies: like as diseases of the body may have appropriate exercise. Bacon, of studies
ประวัติศาสตร์ทำให้เราฉลาด; บทกวีทำให้เรามีไหวพริบ; คณิตศาสตร์ทำให้เราละเอียด; ปรัชญาธรรมชาติทำให้เราลึกซึ้ง; ศีลธรรมทำให้เราเคร่งขรึม; ตรรกะและวาทศิลป์ทำให้เราถกเถียงได้… ไม่มีอะไรสามารถต้านทานสติปัญญา แต่จะต้องสร้างขึ้นด้วยการศึกษาที่เหมาะสม เช่นดังโรคต่างๆของร่างกาย ที่ต้องดำเนินการอย่างถูกต้อง
สารานุกรมมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จัดทำขึ้นเพื่อการค้นหาความรู้ โดยสามารถสืบค้นได้จากหัวเรื่องที่สนใจ เช่น สนใจเรื่องเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ ให้คลิกที่อักษร G และหาคำว่า globalization จะพบบทความต่างๆตามหัวเรื่องดังกล่าวจำนวนหนึ่ง
The Midnight University
the alternative higher education
จักรวรรดินิยมอันตราย และละตินอเมริกา
บทความลำดับที่ ๑๐๐๙ เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๙
H
home
back home
R
related

ข้อความบางส่วนจากบทความ
"ยุคทอง" (1975-2000) ของทุนข้ามชาติเกิดขึ้นพร้อมกับการครองอำนาจของระบอบนักเลือกตั้งขุนโจร (kleptocratic electoral regimes) ที่ได้รับการสรรเสริญเยินยอในแวดวงการเมืองของยุโรป/อเมริกาเหนือ และสะท้อนในสื่อมวลชนกระแสหลักว่าเป็นยุคของ "ประชาธิปไตยและตลาดเสรี" การปล้นอย่างไม่บันยะบันยังของบรรษัทข้ามชาติสหรัฐฯ อียู และกลุ่มธนาคาร ในช่วง ค.ศ. 1975-2005 มีมูลค่ากว่า 950,000 ล้านดอลลาร์ การปล้นโดยไม่พัฒนาย่อมนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางสังคม-เศรษฐกิจของส่วนรวม โมเดลของทุนนิยมที่มีจักรวรรดิเป็นศูนย์กลางเกือบถึงกาลล่มสลายในหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอาร์เจนตินา (1998-2002), เอกวาดอร์ (1996-2006), โบลิเวีย (2002-2005) และบราซิล (1998-2005)

ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ขบวนการสังคม-การเมืองนอกรัฐสภาปรากฏขึ้นเกือบทั่วทั้งละตินอเมริกา ตามมาด้วยการลุกฮือครั้งใหญ่ของประชาชน โค่นล้ม "ประธานาธิบดี" ลูกหม้อเสรีนิยมใหม่ของสหรัฐฯ/อียูไปถึง 10 คน

สมมติฐานที่ผิดพลาดประการที่สาม ในยุทธศาสตร์ปฏิรูป-ชาตินิยมของประธานาธิบดีโมราเลสคือ ความเชื่อว่ารัฐบาลที่ถือเป็น "ซ้ายกลาง" ในบราซิล, อาร์เจนตินา และสเปน จะเต็มใจเจรจาและยอมรับการปรับปรุงแก้ไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่โบลิเวียทำไว้กับบรรษัทข้ามชาติของประเทศเหล่านี้ และยอมรับราคาซื้อของก๊าซที่เพิ่มขึ้นพอประมาณ โมราเลสประเมินความมีประสิทธิภาพของ "สายสัมพันธ์ทางการทูตส่วนบุคคล" และความใกล้ชิดทางอุดมการณ์ที่เขามีกับลูลาแห่งบราซิล, เคิร์ชเนอร์แห่งอาร์เจนตินาและซาปาเตโรแห่งสเปน สูงเกินไป รวมทั้งประเมินสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นและมีอิทธิพลที่คนเหล่านี้มีกับบรรษัทข้ามชาติ ต่ำเกินไป