บทความวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนบนไซเบอร์สเปซทุกเรื่องไม่สงวนลิขสิทธิ์ไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการ








Free Documentation License
Copyleft : 2006, 2007, 2008
Everyone is permitted to copy and distribute verbatim
copies of this license
document,
but changing it is not allowed.
บทความลำดับที่ ๑๐๐๔ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ตั้งแต่วันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๙
13-08-2547

Midnight's People Politics

บั้นปลายของเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนา
การค้าที่ไม่เป็นธรรมและไม่รับผิดชอบ บทเรียนเอฟทีเอของสหรัฐฯ
สรุปโดย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล
นักวิชาการอิสระ ประเด็นเอฟทีเอและโลกาภิวัตน์

สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.)
มูลนิธิสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม, และกองทุนสัตว์ป่าโลก
ได้จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง สร้างการค้าที่เป็นธรรมและรับผิดชอบจากบทเรียนเอฟทีเอของสหรัฐฯ?
(Lesson Learn from US FTAs: Can We Create Fair and Responsible Trade?)
เมื่อวันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2549 ณ โรงแรมทวินทาวเวอร์ กรุงเทพฯ
โดยเป็นการนำเสนองานวิชาการของนักวิชาการจากหลากหลายประเทศ
ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีระดับทวิภาคีกับสหรัฐฯ

midnightuniv@yahoo.com

(บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา)
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 1004
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๔๙
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 10.5 หน้ากระดาษ A4)

 

การค้าที่ไม่เป็นธรรมและไม่รับผิดชอบ บทเรียนเอฟทีเอของสหรัฐฯ
สรุปโดย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล : นักวิชาการอิสระ

ความนำ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) มูลนิธิสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม, International Development Economics Associates (IDEAs) และกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ได้จัด สัมมนาวิชาการเรื่อง สร้างการค้าที่เป็นธรรมและรับผิดชอบจากบทเรียนเอฟทีเอของสหรัฐ? (Lesson Learn from US FTAs: Can We Create Fair and Responsible Trade?) เมื่อวันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2549 ณ โรงแรมทวินทาวเวอร์ กรุงเทพฯ โดยเป็นการนำเสนองานวิชาการของนักวิชาการจากหลากหลายประเทศในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีระดับทวิภาคีกับสหรัฐฯ

ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย
ประธานมูลนิธิสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย กล่าวว่า จากการรวมตัวของเครือข่ายนักวิชาการในครั้งนี้ จะมีการศึกษาตัวอย่างจากหลายประเทศ มาร่วมแบ่งปันความรู้ เล่าถึงปัญหาต่างๆ ที่กำลังจะเผชิญร่วมกัน เป้าหมายเพื่อมองหาจุดที่เหมาะสมจากฝ่ายต่างๆ เพื่อหาแนวทางร่วมกัน แบบ Win-Win Situation อย่างแท้จริง และหวังว่าจะได้แนวทางการจัดการในการเจรจาเอฟทีเอ อย่างน้อยจะทำให้ได้ Fair Text หรือ ร่างข้อตกลงเอฟทีเอที่เป็นธรรมในส่วนของสิ่งแวดล้อม และประเด็นเกี่ยวเนื่อง เช่น การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

ในการสัมมนาได้แบ่งเป็น 2 ห้อง คือ
- ห้องสิ่งแวดล้อม และ
- ห้องการลงทุน

1. การสัมนาห้องสิ่งแวดล้อม
โดยห้องสิ่งแวดล้อม ดร.เก่งการ เหล่าวิโรจนกุล กรมสนธิสัญญา กระทรวงการต่างประเทศในฐานะนักวิชาการ ได้นำเสนอ"รูปแบบกฎหมายที่ยุติธรรมในบทสิ่งแวดล้อม" ระบุเหตุผลที่สหรัฐอยากทำเอฟทีเอกับไทย โดยรวบรวมจากบทความและเอกสารของรัฐบาลสหรัฐฯ ทางสหรัฐมองว่ามีความเป็นไปได้ในการทำเอฟทีเอกับไทย โดยที่จะได้ประโยชน์ทั้งด้านการค้าและนโยบายการต่างประเทศ สหรัฐฯระบุชัดเจนว่า ผู้ผลิตทางเกษตรกรรมของสหรัฐฯ ผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม และบริการของสหรัฐฯจะได้ประโยชน์ โดยสหรัฐฯ ต้องการขจัดและลดภาษีศุลกากรของไทยที่สูง เพื่อเพิ่มการส่งออกมาไทยได้

เศรษฐกิจของไทยเมื่อเทียบกับสหรัฐฯต่างกันมากถึง 100 เท่า ที่ผ่านมาไทยเกินดุลสหรัฐฯ มาตลอด ในตอนที่สหรัฐฯตัดสินใจจะทำเอฟทีเอกับไทยในปี 2546 นั้น ประเทศไทยเป็นตลาดส่งออกสินค้าของสหรัฐอันดับ 16 ทำให้สหรัฐฯคิดว่า เอฟทีเอจะทำให้มีการส่งออกสินค้าและบริการมาไทยเพิ่มขึ้น เช่น ไอที, การสื่อสาร, ภาคการเงิน, อุปกรณ์ทางการแพทย์, นอกจากนี้ประเด็นสำคัญคือ ต้องรักษาสิทธิพิเศษของนักลงทุนอเมริกัน โดยที่ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่เล็กมากของไทยจะไม่มีผลกระทบย้อนกลับไปยังเศรษฐกิจภาพรวมของสหรัฐฯ

ทั้งนี้จากการหารือร่วมกันและศึกษาข้อตกลงของนักวิชาการที่มาร่วมประชุมในครั้งนี้มีความกังวลร่วมกันว่า การจะทำเอฟทีเอนั้น ต้องให้แน่ใจว่า การส่งเสริมการค้า และการรักษาสภาพแวดล้อมจะต้องเป็นไปตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และการทำเอฟทีเอไม่ควรขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ เพราะจากประสบการณ์ของประเทศที่ทำเอฟทีเอกับสหรัฐฯไปแล้ว เช่น ชิลี และเม็กซิโกให้ความเห็นตรงกันว่า ประเด็นสิ่งแวดล้อมไม่ได้ถูกให้ความสำคัญเลย คณะกรรมการร่วมเอฟทีเอที่จัดตั้งขึ้นหลังการเจรจาไม่สามารถบังคับใช้ประเด็นสิ่งแวดล้อมได้

ในกรณีของเม็กซิโก หากเป็นประเด็นที่เม็กซิโกต้องการปกป้องสิ่งแวดล้อม จะถูกนักลงทุนต่างชาติฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับรัฐบาลเม็กซิโกผ่านอนุญาโตตุลาการทั้งหมด ดังนั้น หากประเทศไทยจะทำเอฟทีเอ จะต้องบัญญัติให้มีการประชาพิจารณ์เพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชนคัดค้านการลงทุนของนักลงทุนที่จะเป็นอันตรายต่อชุมชน และต้องบัญญัติให้นักลงทุนชดเชยค่าเสียหายให้บุคคลและชุมชนด้วย

Ms.Hira Jhamtani
นักวิชาการอินโดนีเซียจากเครือข่ายโลกที่สาม (Third World Network)

Ms.Hira Jhamtani ได้นำเสนอ "บทว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา: ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม" โดยยกตัวอย่างการที่สหรัฐฯ อนุญาตให้จดสิทธิบัตรน้ำสกัดมังคุด และญี่ปุ่นให้เครื่องหมายการค้ากับฤาษีดัดตน ว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีบางประเทศเท่านั้นที่เป็นผู้ส่งออกทรัพย์สินทางปัญญา ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่เป็นประเทศนำเข้า

จากข้อมูลของธนาคารโลกชี้ว่า จากการปฏิบัติตามข้อตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา (TRIPS) ขององค์การการค้าโลก ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต้องจ่ายค่าสิทธิเพิ่มเป็นเงินถึง 60,000 ล้านต่อปี อย่างไรก็ตาม TRIPS มีมาตราการยืดหยุ่นต่างๆ ให้อยู่พอสมควร แต่การทำเอฟทีเอ ประเทศคู่เจรจาของสหรัฐฯจะถูกบังคับให้ลงนามในสนธิสัญญา UPOV ซึ่งต้องยอมรับการจดสิทธิบัตรพืชและสัตว์ ไม่ยอมให้เกษตรกรเก็บรักษาพันธุ์เพื่อการเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไป และต้องคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์แม้ว่านั่นจะมาจากการขโมยทรัพยากรชีวภาพในประเทศเราไปก็ตาม

ในเอฟทีเอ ญี่ปุ่น-มาเลเซีย ญี่ปุ่นไม่ได้บังคับให้มาเลเซียต้องเป็นสมาชิก UPOV แต่ระบุเป็นนัยว่า ต้องคุ้มครองพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ผ่านระบบการคุ้มครองพันธุ์พืชสากล ซึ่งก็คือ UPOV นั่นเอง ในกรณีของไทย ที่สหรัฐฯ ยื่นข้อเรียกร้องมาแล้ว ว่าไทยต้องลงนามในสนธิสัญญาต่างๆ ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญามากกว่า 10 ฉบับ ที่คุ้มครองพันธุ์พืช จุลชีพ ซอฟแวร์ การส่งสัญญาณภาพและเสียง เครื่องหมายทางการค้า ภาพยนตร์ เพลง สิทธิบัตร ฯลฯ รวมทั้งสนธิสัญญา PCT (Patent Cooperation Treaty) ที่ประเทศจะต้องยอมรับการสิทธิบัตรในประเทศสมาชิก ซึ่งในกรณีนี้ นักลงทุนอเมริกันไม่ต้องมาจดสิทธิบัตรน้ำสกัดมังคุดในประเทศไทย แต่ประเทศไทยต้องรับและเคารพสิทธิบัตรนั้นทันที

ความกังวลอีกประการหนึ่งคือ ระบบสิทธิบัตรที่สหรัฐต้องการเป็นระบบการให้สิทธิบัตรอย่างกว้างๆ หรือให้ง่ายๆ แม้จะไม่มีความใหม่ก็ตาม เช่น บริษัทซินเจนต้า ขอจดสิทธิบัตรข้าวมากกว่า 30,000 แบบของยีนส์ ซึ่งนั่นหมายความว่า บริษัทไม่เพียงผูกขาดเฉพาะข้าวเท่านั้น แต่ถ้าหากลำดับของยีนส์ในข้าวคล้ายกับถั่วหรืออย่างอื่น บริษัทก็จะสามารถผูกขาดไปด้วย ซึ่งประเด็นเหล่านี้ในประเทศเราไม่อนุญาต แต่ในสหรัฐฯและญี่ปุ่นให้ความคุ้มครอง

ทั้งนี้ ข้ออ้างหนึ่งของการทำเอฟทีเอด้านทรัพย์สินทางปัญญาคือ ความหวังที่จะได้การถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่ในบทการลงทุนของเอฟทีเอจะห้ามประเทศเจ้าบ้าน บังคับนักลงทุนต่างชาติถ่ายทอดเทคโนโลยี และเอฟทีเอของสหรัฐฯส่วนใหญ่ จะไม่อนุญาตให้ประเทศคู่เจรจาใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิผลิตหรือนำเข้า โดยไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของสิทธิเพื่อแก้ปัญหาในประเทศ โดยจะเปิดช่องให้ทำได้แคบมากๆ หรือเกือบทำไม่ได้เลย

ในการสรุป นักวิชาการท่านนี้ระบุว่า ประเทศไทยไม่ควรรับทริปส์ผนวก (TRIPS plus) เพราะจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่น จะเสียค่ารอยัลตี้อย่างมากมาย และถึงแม้นักเจรจาไทยจะระมัดระวังในบททรัพย์สินทางปัญญา แต่ประเด็นต่างๆ ก็จะซ่อนอยู่ในบทการลงทุน, การบริการ, บทนำ, จดหมายข้างเคียง, และภาคผนวกด้วย

Dr.Alicai Puyana
นักเศรษฐศาสตร์จาก FLACSO เม็กซิโก

Dr.Alicai Puyana ได้นำเสนองานวิจัย "ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือกับเศรษฐกิจของเม็กซิโก: บทเรียนที่ได้จากทศวรรษของการรวมตัวทางเศรษฐกิจระหว่างโลกเหนือ-ใต้" ระบุว่า นาฟต้ามีผลบังคับใช้มา 12 ปีแล้ว เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศมหาอำนาจและประเทศกำลังพัฒนา จากประสบการณ์ของเม็กซิโกนั้น เป็นประสบการณ์ของประเทศที่ยอมเจรจาแม้ว่าจะเสียอะไรก็ตาม ทำให้สหรัฐฯหาประโยชน์เท่าที่จะหาได้ จึงเป็นข้อตกลงที่ไม่สมดุลย์อย่างยิ่ง สหรัฐฯได้ประโยชน์อย่างมาก แต่เม็กซิโกเสียประโยชน์อย่างมาก

นาฟต้ามีบทบัญญัติที่ไม่เคยมีมาก่อนในข้อตกลงทางการค้าเสรีใดๆ เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา, การลงทุน, การบริการ, แรงงาน, และสิ่งแวดล้อม จะเห็นได้ว่าเม็กซิโกเปิดเศรษฐกิจของตัวเองมาก โดยลดภาษีการค้า เม็กซิโกต้องให้สหรัฐฯ มากกว่าที่สหรัฐฯ ให้เม็กซิโก ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็น โดยเม็กซิโกต้องสละสิทธิที่จะได้รับพิเศษเช่นประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ซึ่งนี่เป็นแบบจำลองของเอฟทีเอที่ชิลีเดินตาม และดูเหมือนว่าประเทศไทยก็กำลังจะเดินตามแบบนี้ด้วย

ผลก็คือ เม็กซิโกมีเศรษฐกิจเปิดอย่างมาก การส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การส่งออกเพิ่มขึ้นน้อยกว่านำเข้า และก็เป็นการขาดดุลสะสมเรื่อยมา โครงสร้างก็เปลี่ยนไป ภาคส่งออกขยายตัว แต่เป็นเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการประกอบชิ้นส่วน ที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด ขณะที่ภาคเกษตรกรรมชะงักงัน มีผลต่อความยากจน การจ้างงาน ภาคการผลิตก็ไม่เติบโต แม้การผลิตเพื่อการส่งออกจะเพิ่มขึ้น ภาคบริการและภาคนอกระบบโตขึ้น แต่ผลิตภาพโดยรวมชะงักตั้งแต่นั้นมา ฉะนั้นนาฟต้าไม่ได้เพิ่มจีดีพี ไม่ได้เพิ่มรายได้ ไม่ได้เพิ่มการจ้างงาน

และหากเปรียบเทียบกับสหรัฐฯ จะพบว่า ขณะที่จีดีพีของสหรัฐฯ เพิ่มอย่างรวดเร็ว ทำให้เศรษฐกิจของสองประเทศยิ่งถ่างออกจากมากขึ้นทุกที ทำให้มีคนเม็กซิโกจำนวนมากที่อพยพไปสหรัฐฯ มากขึ้นทุกขณะ จากงานวิจัยชิ้นนี้ของ Dr.Alicia ชี้ชัดว่า ยิ่งเปิดประเทศเปิดเศรษฐกิจมากเท่าไร จีดีพีต่อหัวของประเทศยิ่งลดลง

ปัญหาที่หนักที่สุด อยู่ที่ภาคเกษตร เพราะก่อนหน้านี้เม็กซิโกไม่เคยเปิดเสรีสินค้าเกษตรมาก่อนเลย "ซึ่งเราก็พลาดไปแล้วจากการเปิดเสรีเกษตรจากการทำนาฟต้า" ประชากรในชนบทส่วนใหญ่เสียรายได้ไป และส่วนใหญ่จะอยู่ในชุมชนที่ยากจนที่สุด คือคนจนยิ่งจนลง เสียรายได้ไปประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่เคยมี นอกจากนี้ ยังไม่มีการลงทุนภาคสาธารณะเลย แม้จะมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่เร็วและไม่มากอย่างที่คาดการณ์ไว้

ถ้าไปดูปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากข้อตกลงนาฟต้า Dr.Alicia กล่าวว่า ขณะที่สภาพเศรษฐกิจชะงักงัน แต่ปัญหาความเสื่อมโทรมทางสภาพแวดล้อมไม่ได้ชะงักไปด้วย จะพบว่าเกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีสูญเสียไป เพราะความเสื่อมโทรมทางสภาพแวดล้อมที่ยิ่งเสื่อมในอัตราเร่ง สภานาฟต้า(NAFTA Council)ที่เกิดจากข้อตกลง ไม่สามารถจัดการกับบริษัทข้ามชาติที่มาลงทุนและทำลายสภาพแวดล้อม เช่น เอาขยะมาทิ้งที่เม็กซิโกได้เลย

ปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่ง คือ ในพื้นที่อุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ของนักลงทุนต่างชาติ มีการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงมากขึ้น ในกรณีของบริษัทมอนซานโต้ ได้นำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอมาเลี้ยงไก่ของบริษัทมอนซานโต้ในเม็กซิโก จนทำให้ข้าวโพดท้องถิ่นปนเปื้อนจีเอ็มโอ ทำให้มีปัญหาในการส่งออกไปที่อื่น

ในเรื่องการระงับข้อพิพาทระหว่างนักลงทุนต่างชาติกับรัฐ แม้จะมีบทบัญญัติให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่พบว่ามีข้อตกลงย่อยระบุว่า รัฐบาลสามารถที่จะขอให้คณะอนุญาโตตุลาการ ไม่ทำการเผยแพร่คำตัดสิน ไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลในเรื่องพิพาทที่นำขึ้นสู่การพิจารณา ทุกอย่างต้องปกปิดเป็นความลับ

Dr.Alicia จาก เม็กซิโก สรุปว่า "ดังนั้น เราสามารถพูดได้ว่า ข้อตกลงนี้ไม่ได้ทำให้ประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าได้ประโยชน์เลย การเจรจากับประเทศใหญ่เป็นเรื่องอันตราย และควรหลีกเลี่ยง รัฐและประชาชนเม็กซิโก สูญเสียไปมากมายทั้งเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมและประชาชน

Dr.Esteban Perez Caldentey
นักเศรษฐศาสตร์จาก ECLAC สหประชาชาติ ประจำอเมริกากลางและแคริเบียน

Dr.Esteban Perez Caldentey ได้นำเสนอ ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกากลาง ประเด็น ผลการปฏิบัติและบทเรียนสำหรับเศรษฐกิจขนาดเล็กในละตินอเมริกาและแคริบเบียน

Dr.Esteban กล่าวว่า พวกที่สนับสนุนการค้าเสรีมักจะอ้างว่า การค้าเสรีจะทำให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการต่างๆ สามารถได้สินค้าและวัตถุดิบในราคาถูก เพื่อรักษาระดับความสามารถในการแข่งขันทางการค้าเอาไว้ ซึ่งเราจะตามไปดูว่าข้ออ้างทางทฤษฎีนี้เป็นจริงหรือไม่ ?

คาฟต้า ให้สัตยาบันไปแล้ว โดยมีประเทศคอสตาริก้า, เอลซาวาดอร์, ฮอนดูรัส, ปานามา, นิคารากัว, และสาธารณรัฐโดมินิกัน (ยกเว้นประเทศคาสตาริก้าที่รัฐสภาไม่อนุมัติคาฟต้าจึงไม่มีผลบังคับใช้) ทั้งหมดเป็นประเทศเล็กๆ มีเศรษฐกิจขนาดเล็ก 745 - 4,000 $ ต่อหัวเป็นเศรษฐกิจที่ค่อนข้างพึ่งพิงกับสหรัฐฯ

ข้อตกลงคาฟต้าครอบคลุมทุกประเด็น เป็นจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ทางการค้า จากเดิมที่เคยมีสิทธิพิเศษให้ประเทศกำลังพัฒนากำลังจะสูญไป ไปใช้ระบบที่ทุกฝ่ายเท่าเทียมกัน ที่น่าวิตกในสายตานักวิชาการคือ ภาษาที่ประเทศร่ำรวยใช้ ก็ใช้ภาษาที่เมื่อก่อนประเทศกำลังพัฒนาใช้ เช่น การทำสนามการค้าให้เสมอภาคกัน แต่ครั้งนี้เพื่อสหรัฐฯ ทั้งที่ประเทศและขนาดเศรษฐกิจและระดับการพัฒนาต่างกัน

ทำไมสหรัฐฯถึงต้องการคาฟต้า เพราะสหรัฐฯ ต้องการลดการขาดดุลของตัวเอง ตั้งแต่ปี 1989 สหรัฐฯขาดดุลมากขึ้น นำเข้ามากขึ้นและยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องทำคือ จำกัดการนำเข้าโดยข้อห้ามสินค้านำเข้ามากขึ้น หรือไปเพิ่มความต้องการสินค้าอเมริกันในต่างประเทศให้มากขึ้น

สำหรับประเทศในอเมริกากลางซึ่งเดิมเคยได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ GSP และโครงการอื่นๆ ปลอดภาษีขาเข้าสำหรับประเทศเหล่านี้ ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวกำลังจะหมดอายุ ฉะนั้น ประเทศเหล่านี้ไม่มีทางเลือก ถ้าอยากได้สิทธิพิเศษนี้ต่อก็ต้องลงนามคาฟต้า ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นประโยชน์กับประเทศเหล่านี้มากขึ้น ขณะที่ต้องเปิดตลาดรับสินค้าและการบริการของสหรัฐ

ถ้าไปดูข้อตกลงคาฟต้าในเรื่องแรงงานและสิ่งแวดล้อม จะเห็นว่าประเทศมีสิทธิกำหนดกฎหมายของตัวเอง ถ้าเกิดปัญหาก็สามารถส่งข้อเรียกร้องไปยังสภาของคาฟต้าได้ แต่พอไปดูบทการลงทุนที่ว่าด้วยการคุ้มครองการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ จะพบว่า มีการคุ้มครองนักลงทุนต่างชาติมากเสียยิ่งกว่าเจ้าของประเทศ ประเทศเหล่านี้มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก แต่กำลังเผชิญปัญหามลพิษ ประมงเกินขนาด คำถามที่เกิดขึ้นคือ คาฟต้าจะทำให้เรื่องเหล่านี้เลวร้ายมากไปอีกแค่ไหน ในเมื่องบประมาณของประเทศไม่พอในการจัดการสิ่งแวดล้อม ไม่สามารถเพิ่มรายจ่ายในการปรับตัวได้ กฎเกณฑ์ขั้นตอนต่างๆ ก็ยังอยู่ระดับเริ่มต้น

และจากประสบการณ์ของเม็กซิโก อุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นเป็นอุตสาหกรรมการประกอบชิ้นส่วนที่มาใช้แรงงานราคาถูก โดยการนำเข้าวัตถุดิบเกือบทั้งหมด จึงเกิดคำถามถึงการเจริญเติบโตในระยะยาว ซึ่งจากงานวิจัย Dr.Esteban พบว่า หากประเทศเหล่านี้ไม่ลงนามในคาฟต้า ผลประโยชน์ในระยะยาวจะมากกว่าการลงนามในคาฟต้าซึ่งจะได้เพียงผลประโยชน์ระยะสั้นเท่านั้น

2. การสัมมนาห้องการลงทุน

ในการสัมมนาห้องการลงทุน มีการนำเสนองานวิจัยดังนี้คือ
- บทการลงทุนในเอฟทีเอ ไทย-สหรัฐในบริบทสิ่งแวดล้อม โดย รศ.ดร.ลาวัลย์ ถนัดศิลปกุล จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

- ประเด็นการเข้าถึงตลาดในเอฟทีเอของสหรัฐกับประเทศต่างๆ โดย ศ.ดร.Jayati Ghosh จากคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเยาหราล เนรูห์ ประเทศอินเดีย และ Ms.Parthapratim Pal จากสถาบันพลังงานและทรัพยากร ประเทศอินเดีย,

- การเจรจาทวิภาคีของสหรัฐกับประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ในประเด็นการเข้าถึงตลาด จากกรณีเอฟทีเอ ไทย-สหรัฐฯ โดย Ms.Smitha Francis จากมูลนิธิวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ ประเทศอินเดีย และ Dr.Murali Kallummal จากสถาบันการค้าระหว่างประเทศ อินเดีย

- ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐและชิลี: ความพยายามขยายผลประโยชน์ทางการค้าของสหรัฐ โดย ศ.Rodrigo Pizarro จากมูลนิธิ TERRAM ของชิลี มีรายงานสรุปดังนี้
(เรียบเรียงจากรายงานสรุปและเอกสารที่แจก)

(สรุปโดย รศ.ดร.สิตานนท์ เจษฎาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการ WWF)
"ประเทศต่างๆที่ทำเอฟทีเอกับสหรัฐฯ จะถูกสหรัฐขู่ว่า ถ้าไม่ร่วมเอฟทีเอจะไม่เข้าถึงตลาด เหมือนที่ประเทศไทยกำลังถูกขู่ แต่ไม่ใช่ว่าประเทศเหล่านี้จะเข้าถึงตลาดได้มากขึ้นเมื่อทำเอฟทีเอ เพราะไม่มีรูปแบบที่เด่นชัดว่า ประเทศที่ได้สิทธิพิเศษจะได้ส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น จะต้องพิจารณาเป็นกรณีๆไป ทางทฤษฎีอาจจะจริง แต่ทางปฏิบัติยังเป็นที่น่าสงสัย แต่ที่แน่ๆ เอฟทีเอให้ประโยชน์กับบริษัทข้ามชาติอย่างมาก มากยิ่งกว่าเจ้าบ้าน

กรณีของประเทศไทยในตลาดสหรัฐ พบว่า ตลาดของไทยเริ่มลดลง มีบางสาขาเท่านั้นที่ขยายตัว เมื่อคำนึงถึงเรื่องเอฟทีเอ ฉะนั้น การที่ประเทศไทยเข้าร่วมเอฟทีเอ จะไม่สามารถได้ข้อสรุปว่า การได้สิทธิพิเศษที่ต่ำกว่าจะเป็นประโยชน์กับไทย เพราะยังมีสิ่งที่ไม่ใช่ภาษีกีดขวางมาก เช่น มาตรการสุขอนามัย และปัญหาเทคนิคต่างๆ ถ้าทำตามไม่ได้ ก็เกิดการคว่ำบาตร ประเด็นเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้า (Rule of Origin) จะมีความยืนหยุ่นเพียงพอให้ประเทศขนาดเล็กทำตามได้หรือไม่ ยังเป็นประเด็นที่ต้องโต้เถียงกัน

จากงานศึกษาพบว่า ประสบการณ์ของประเทศที่ทำเอฟทีเอกับสหรัฐฯ ที่เหมือนกันคือ การส่งออกน้อยลง การลงทุนตรงก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบก่อนและหลังลงนาม

ทั้งนี้ ศ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพิ่มเติมว่า จากงานวิจัยที่นำเสนอสรุปว่า ประเทศที่ทำเอฟทีเอกับสหรัฐฯ จะสูญเสียการมีสิทธิที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง (Autonomous) ของประเทศไปเมื่อทำเอฟทีเอ

สรุปจากเอกสาร
1. ประเด็นการเข้าถึงตลาดในเอฟทีเอของสหรัฐกับประเทศต่างๆ โดย ศ.ดร.Jayati Ghosh จากคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเยาหราล เนรูห์ ประเทศอินเดีย และ Ms.Parthapratim Pal จากสถาบันพลังงานและทรัพยากร ประเทศอินเดีย

ไม่ใช่ว่าประเทศที่ทำเอฟทีเอกับสหรัฐฯ จะเข้าถึงตลาดของสหรัฐฯได้มากขึ้น เพราะไม่มีรูปแบบที่เด่นชัดว่า ประเทศที่ได้สิทธิพิเศษจะได้ส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น จะต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป บางครั้งยังพบว่า ประเทศที่ไม่ได้ทำเอฟทีเอกับสหรัฐฯสามารถเข้าถึงตลาดสหรัฐได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม จากทุกเอฟทีเอของสหรัฐฯ พบว่า สหรัฐฯสามารถส่งออกไปประเทศเหล่านั้นมากขึ้นอย่างมาก เช่น

- สหรัฐฯส่งออกไปชิลีเพิ่มขึ้น 33.5% ในปี 2004
- สหรัฐฯส่งออกไปสิงคโปร์ 3 เท่าเพียงปีแรกของเอฟทีเอ มูลค่าถึง 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ,
- เพียงครึ่งปีแรกของเอฟทีเอ สหรัฐฯ-ออสเตรเลีย สหรัฐส่งออกไปออสเตรเลียเพิ่มขึ้น 31.7% มูลค่าถึง 2.13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สรุปว่า ประเทศที่ทำเอฟทีเอกับสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ ทั้งรุ่นแรกคือ เม็กซิโกและแคนาดา และรุ่นใหม่อย่างออสเตรเลียและสิงคโปร์มีส่วนแบ่งการตลาดที่ลดลง มีประเทศที่ทำเอฟทีเอกับสหรัฐเพียงส่วนน้อยที่สามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้หรือพัฒนาขึ้น คือ เปรูและชิลี ประเทศที่ไม่ได้ทำเอฟทีเอกับสหรัฐฯเสียอีก ที่สามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐได้อย่างมาก คือ อินเดียและจีน ทำให้ไม่สามารถหาแบบแผนที่ชัดเจนตามที่ทฤษฎีกล่าวอ้างได้


จากประสบการณ์ของสิงคโปร์ อุปสรรคสำคัญที่ไม่สามารถพัฒนาส่วนแบ่งการตลาดได้ เพราะก่อนหน้านั้นสหรัฐฯ มีภาษีที่ต่ำอยู่แล้ว และยังจำกัดสินค้าอ่อนไหวจำนวนมาก อีกทั้งมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีต่างหากที่เป็นตัวการกีดกันการเข้าถึงตลาดที่แท้จริง

แต่สำหรับประเทศเล็ก รายจ่ายของการทำเอฟทีเอกับสหรัฐมีนัยยะสำคัญอย่างมาก ประเทศเหล่านี้จะถูกลดพื้นที่ในการกำหนดนโยบายการพัฒนาของตัวเองลงไป ประเทศพัฒนาแล้วจะใส่ประเด็นที่ไม่สามารถผลักดันใน WTO ได้. และในกรณีของไทย เอฟทีเอ ไทย-สหรัฐจะกระทบ ทั้งภาคเกษตร, การลงทุน, ระบบทรัพย์สินทางปัญญา, และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นรายจ่ายที่สำคัญของประเทศนั้นๆ

จากงานวิจัยจึงแสดงให้เห็นว่า เอฟทีเอไม่ใช่สิ่งจำเป็น หรือ เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะเพิ่มการเข้าถึงตลาด ท่ามกลางความน่าสงสัยถึงประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ แต่ความสูญเสียหรือรายจ่ายปรากฏชัดเจนแล้ว (Overall, the gains are doubtful while there will be some obvious cost)

2. การเจรจาทวิภาคีของสหรัฐกับประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ในประเด็นการเข้าถึงตลาด จากกรณีเอฟทีเอ ไทย-สหรัฐฯ โดย Ms.Smitha Francis จากมูลนิธิวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ ประเทศอินเดีย และ Dr.Murali Kallummal จากสถาบันการค้าระหว่างประเทศ อินเดีย

จากการวิเคราะห์ข้อเสนอที่สหรัฐฯ จะให้กับไทยในเอฟทีเอ ประเด็นการเข้าถึงตลาด พบว่า การลดภาษีไม่มาก และจะไม่สร้างความแตกต่างให้กับการเข้าถึงตลาดของสหรัฐแต่อย่างใด เพราะสหรัฐเลือกสินค้าที่จะปกป้อง สินค้าอ่อนไหว อย่างมีชั้นเชิงขึ้นกับคู่เจรจาว่าจะเป็นประเทศใด นอกจากนี้ มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี มาตรการสุขอนามัย จะยิ่งสร้างปัญหากับการเข้าถึงตลาดของไทย และจะทำให้ไทยต้องนำเข้าเทคโนโลยี และสินค้าทุนอย่างมาก

และแม้ว่าไทยจะสามารถทำตามมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี มาตรการสุขอนามัยได้ แต่การได้สิทธิพิเศษส่งสินค้าเข้าสหรัฐฯ ก็จะเป็นเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นเท่านั้น เพราะขณะนี้สหรัฐฯกำลังเจรจากับอีกหลายประเทศซึ่งเป็นคู่แข่งของไทย และการเจรจากับกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อให้แข่งกับจีนในต้นทุนแรงงานที่ต่ำมากๆ จะเท่ากับยิ่งเร่งให้ประเทศเหล่านี้ลดค่าจ้างแรงงาน สภาพการจ้างงานและลดทอนกฎหมายที่คุ้มครองแรงงาน หรือ ที่เรียกว่า Race to the Bottom เพียงเพื่อต้องการดึงดูดการลงทุน

ขณะเดียวกันผลประโยชน์จากการส่งออกส่วนใหญ่จะตกกับบริษัทของสหรัฐฯ ที่เป็นผู้ส่งออก ขณะที่ผลประโยชน์ของไทยที่ได้เป็นแค่ผลประโยชน์ระยะสั้น แต่สินค้าที่สหรัฐฯจะนำเข้ามาในประเทศไทยรวมทั้งการเปิดเสรีการลงทุน จะทำลายเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยของไทย เช่นเดียวกับกรณีของเม็กซิโก

3. ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐและชิลี: ความพยายามขยายผลประโยชน์ทางการค้าของสหรัฐ
โดย ศ.Rodrigo Pizarro จากมูลนิธิ TERRAM ของชิลี


เอฟทีเอ สหรัฐฯ-ชิลี มีผลบังคับใช้เมื่อ 1 มกราคม 2547 จะพบว่า การลงทุนของสหรัฐฯในชิลีเพิ่มขึ้น สาเหตุสำคญมาจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อเอื้อต่อการลงทุนอย่างมาก และมีการคุ้มครองการลงทุน อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีกรณีที่นักลงทุนต่างชาติฟ้องรัฐเรียกร้องค่าเสียหาย เช่นในกรณีของนาฟต้า

แต่จากงานวิจัยของ ศ.Rodrigo ระบุว่า รายจ่ายที่ชัดเจนที่สุดสำหรับการเปิดรับการลงทุนขณะนี้คือ รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ของชิลีจะวิตกกังวลอย่างยิ่งในการดำเนินนโยบายสาธารณะต่างๆ แม้ว่าจะเป็นเรื่องดีและเป็นประโยชน์กับสังคมก็ตาม เพราะเกรงว่าจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกร้องค่าเสียหายจากนักลงทุนต่างชาติ และข้อกังวลที่สุดของนักวิชาการคือ ความยืดหยุ่นทางนโยบายที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาปัจจุบัน ไปสู่การอุดหนุนผู้ประกอบการในประเทศ ทั้งการให้เงินอุดหนุน และภาษี เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้เลย และขณะนี้การลงทุนจากสหรัฐฯ ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว

ในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา อุตสาหกรรมผลิตยาในประเทศกำลังได้รับผลกระทบที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ จากค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่สูงขึ้น จากการศึกษาพบว่า เฉพาะการทำตาม TRIPS ค่ายาในชิลีจะเพิ่มขึ้น 75% นี่ยังไม่ได้มีการคำนวนถึงผลจาก TRIPS+ ในเอฟทีเอกับสหรัฐฯ ที่การคุ้มครองสูงกว่ามาก ชิลียังถูกบังคับให้ยกเลิกมาตรการควบคุมการเงิน "encaje" ที่เคยประคับประคองให้ชิลีรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งที่ลามไปละตินอเมริกาได้ ทำให้ขณะนี้ชิลีเผชิญความเสี่ยงกับวิกฤตเศรษฐกิจอย่างมาก

ศ.Rodrigo สรุปว่า การทำเอฟทีเอของสหรัฐฯ ชัดเจนว่าเป็นเครื่องมือการขยายอิทธิพลในภูมิภาค ส่งเสริมภาคส่วนเฉพาะ เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา การเงินอิเล็คทรอนิค การลงทุน ที่เป็นยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นสำคัญ ดังนั้นประเทศต่างๆ ควรจะพิจารณาถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศและผลประโยชน์ของประเทศ ไม่ใช่แค่สนใจเฉพาะเอฟทีเอที่จะมีกับสหรัฐฯ เท่านั้น

นอกจากนี้การลงนามเอฟทีเอกับสหรัฐฯ ยังสร้างปัญหาการเมืองกับชิลี เพราะทำให้ชิลีถูกหมางเมินจากประเทศเพื่อนบ้าน และไม่ได้ร่วมกับความร่วมมือเศรษฐกิจ MERCOSUR ในภูมิภาค ซึ่งมีความสำคัญกับชิลีมากกว่า

สรุปโดย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล
สนใจเอกสารเพิ่มเติมติดต่อ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม
02-9410785-6 (gsei@gseithailand.org)


สำหรับผู้สนใจประเด็นเอฟทีเอเปรียบเทียบ คลิกไปอ่านเพิ่มเติมเรื่อง
การเจรจาเอฟทีเอ เพื่อประชาชน - กรณีโบลีเวีย


 

นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจบทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ก่อนหน้านี้ สามารถคลิกไปอ่านได้โดยคลิกที่แบนเนอร์




สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4 I สารบัญเนื้อหา 5 I สารบัญเนื้อหา 6
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม



มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 1000 เรื่อง หนากว่า 17000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com


สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

 

 


 

H
R
ทั้งนี้จากการหารือร่วมกันและศึกษาข้อตกลงของนักวิชาการที่มาร่วมประชุมในครั้งนี้มีความกังวลร่วมกันว่า การจะทำเอฟทีเอนั้น ต้องให้แน่ใจว่า การส่งเสริมการค้า และการรักษาสภาพแวดล้อมจะต้องเป็นไปตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และการทำเอฟทีเอไม่ควรขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ เพราะจากประสบการณ์ของประเทศที่ทำเอฟทีเอกับสหรัฐฯไปแล้ว เช่น ชิลี และเม็กซิโกให้ความเห็นตรงกันว่า ประเด็นสิ่งแวดล้อมไม่ได้ถูกให้ความสำคัญเลย คณะกรรมการร่วมเอฟทีเอที่จัดตั้งขึ้นหลังการเจรจาไม่สามารถบังคับใช้ประเด็นสิ่งแวดล้อมได้
related topic