Free Documentation License
Copyleft : 2006, 2007, 2008
Everyone is permitted to copy and distribute verbatim copies of this license
document, but changing it is not allowed.

หากนักศึกษา และสมาชิกประสงค์ติดต่อ
หรือส่งบทความเผยแพร่บนเว็บไซต์
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กรุณาส่ง email ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com
midnightuniv@yahoo.com
midarticle@yahoo.com

กลางวันคือการเริ่มต้นเดินทางไปสู่ความมืด ส่วนกลางคืนคือจุดเริ่มต้นไปสู่ความสว่าง เที่ยงวันคือจุดที่สว่างสุดแต่จะมืดลง
ภารกิจของมหาวิทยาลัยคือการค้นหาความจริง อธิบายความจริง ตีความความจริง และสืบค้นสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความจริง
บทความวิชาการทุกชิ้นของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างถาวรเพื่อใช้ประโยชน์ในการอ้างอิงทางวิชาการ
ภาพประกอบดัดแปลงเพื่อใช้ประกอบบทความทางวิชาการ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการ
ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังเปิดรับงานแปลทุกสาขาวิชาความรู้ ในโครงการแปลตามอำเภอใจ และยังเปิดรับงานวิจัยทุกสาขาด้วยเช่นกัน ในโครงการจักรวาลงานวิจัยบนไซเบอร์สเปซ เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน สนใจส่งผลงานแปลและงานวิจัยไปที่ midnightuniv@yahoo.com

The Midnight University

การเดินทางสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้
การวิจัยด้วยฝ่าเท้า : ประมวล เพ็งจันทร์
ดร. ประมวล เพ็งจันทร์
นักวิชาการอิสระ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

หมายเหตุ : บันทึกการประชุมนี้ กองบรรณาธิการได้รับมาจาก อ. ชลนภา อนุกูล
เป็นบันทึกการประชุม
จิตวิวัฒน์ ครั้งที่ ๓๔ (๖/๒๕๔๙)
เรื่อง การเดินทางสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้
บรรยายโดย ดร.ประมวล เพ็งจันทร์
วันจันทร์ที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๔๙
เวลา ๐๙.๓๐ - ๑๕.๐๐ น. ณ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ

midnightuniv@yahoo.com

(บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา)
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 980
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๙
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 18.5 หน้ากระดาษ A4)




การวิจัยด้วยฝ่าเท้า : ประมวล เพ็งจันทร์ ๑
ดร. ประมวล เพ็งจันทร์ : นักวิชาการอิสระ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

บันทึกการประชุมจิตวิวัฒน์ ครั้งที่ ๓๔ (๖/๒๕๔๙) เรื่อง "การเดินทางสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้"
วันจันทร์ที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ เวลา ๐๙.๓๐ - ๑๕.๐๐ น. ณ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ

รายชื่อคณะกรรมการผู้เข้าประชุม
๑. ศ.นายแพทย์อารี วัลยะเสวี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
๒. ศ.นายแพทย์ประเวศ วะสี แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
๓. ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง ผู้ทรงคุณวุฒิ
๔. ศ.สุมน อมรวิวัฒน์ ที่ปรึกษากรรมการนโยบาย สสส.
๕. ศ.นายแพทย์อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.
๖. ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๗. ดร.นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
๘. คุณศุภชัย พงศ์ภคเธียร โรงเรียนสัตยาไส
๙. นายแพทย์วิธาน ฐานะวุฑฒ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ เชียงราย
๑๐. ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
๑๑. อาจารย์ชลนภา อนุกูล ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม
๑. ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
๒. คุณเอกชัย เอื้อธารพิสิฐ นักเขียน
๓. คุณธีระพล เต็มอุดม แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ

เอกสารประกอบการประชุม
. บันทึกการประชุมจิตวิวัฒน์ครั้งที่ ๓๓
. บทความเรื่อง "อุดมศึกษาชุมชนธรรมชาติของอินเดีย วิศวภารตี - ศานตินิเกตัน: อุดมศึกษาที่ไร้กำแพง"
. บทสัมภาษณ์เรื่อง "มหาวิทยาลัยในอินเดียเชิงเปรียบเทียบ"
. บทความเรื่อง "อุดมศึกษาทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี: อายุรเวท วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในอุดมศึกษาของอินเดีย"
. บทความทบทวนหนังสือเรื่อง "Collapse"
. บทความทบทวนหนังสือเรื่อง "Intelligence in Nature"
. บทความเรื่อง "อาสาสมัครผู้ปฏิบัติกิจแห่งพระโพธิสัตว์: บทเรียนจากฉือจี้"
. บทความเรื่อง "คุรุและเพื่อนร่วมทาง: สนทนากับเดวิด สปิลเลน"

นายแพทย์โกมาตร: สวัสดีครับ วันนี้เป็นวาระที่เราได้เชิญอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ มาพูดคุยเรื่อง "การเดินทางสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้ และการศึกษากับความเป็นมนุษย์" ซึ่งเป็นผลจากการหารือกันในคราวที่แล้วว่า ประเด็นที่เราจะให้ความสำคัญนับจากนี้ไปคือเรื่องความเป็นมนุษย์ ทั้งในแง่ของการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่จะเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่นกระบวนการศึกษาและการพัฒนาอื่นๆ

ก่อนจะเชิญอาจารย์ประมวลให้นำเสนอ ผมขอชี้แจงเกี่ยวกับเอกสารก่อน มีสรุปการประชุมคราวที่แล้วเรื่อง "บทเรียนจากฉือจี้" มีบทความทบทวนหนังสือในโครงการ ๑๐๐ เล่มสู่จิตสำนึกใหม่ ซึ่งทยอยสรุปเนื้อหาของหนังสือที่น่าสนใจออกมา โดยแจกในครั้งนี้สองเล่ม ที่เหลือจะเป็นบทความเรื่อง "หัวใจทางจิตวิญญาณของการแพทย์แผนทิเบต" ซึ่งดร. สรยุทธ ได้มาจากการสรุปในหนังสือเล่มหนึ่งแล้วนำมาเผยแพร่ให้กับพวกเรา นอกนั้นจะเป็นเอกสารการสรุปประเด็น "เหลียวหลัง แลหน้า ๒ ปีจิตวิวัฒน์" ก่อนจะเข้าสู่ปีที่ ๓ ของจิตวิวัฒน์ เป็นประเด็นการพูดคุยและทบทวนให้ทิศทางการทำงานของกลุ่มมีความชัดเจนมากขึ้นพอสมควร

วันนี้เราได้เชิญอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ซึ่งท่านศึกษามาทางสายปรัชญาจากอินเดีย ทำให้มุมมองในการเข้าใจปรัชญารวมทั้งการดำเนินชีวิตส่วนตัวของอาจารย์มีทัศนะที่น่าสนใจ วันนี้อาจารย์มีเอกสารมาแจกเรา ๓ ชิ้นนะครับ ชิ้นหนึ่งเป็นเรื่อง "อุดมศึกษาทางการแพทย์และเทคโนโลยี" เป็นเรื่องเกี่ยวกับอายุรเวท ชิ้นที่สองเป็นบทสัมภาษณ์เรื่อง "มหาวิทยาลัยในอินเดียในเชิงเปรียบเทียบ" ชิ้นที่สามพูดถึง รูปแบบการจัดอุดมศึกษาที่น่าสนใจในอินเดีย เป็น "อุดมศึกษาที่ไร้กำแพง"
เชิญเลยครับอาจารย์

อาจารย์ประมวล: ขอบพระคุณทางคณะผู้จัดที่ให้เกียรติครับ เอกสารที่วางแจกอยู่บนโต๊ะ ผมก็เพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกเหมือนกัน (เสียงหัวเราะ) คิดว่าทางผู้จัดคงได้มาจากทางมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน วันนี้ผมมาถึงก่อนเวลาก็ได้คุยกับอาจารย์สุมน รู้สึกว่าหัวข้อการพูดคุยในวันนี้ไพเราะมากจนไม่รู้ว่าจะพูดให้ไพเราะเหมือนหัวข้อได้อย่างไร ขอกราบเรียนชี้แจงก่อนว่า สิ่งที่จะพูดต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ล่าสุดที่ผมเพิ่งประสบมา ผมจะใช้เวลาพูดประมาณ ๔๕ นาที เนื่องจากทราบว่าเวลาในช่วงต้นคงไม่มากสักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมพูด อยากจะกราบเรียนทุกๆ ท่านที่เป็นผู้อาวุโสและเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมากๆ ว่า ความรู้ของผมคงเป็นเพียงแค่ประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ ของคนตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง

ผมถือคติอันหนึ่งซึ่งน่าจะได้อิทธิพลจากการศึกษาในอินเดีย คือคิดว่าการเกิดครั้งที่สองของผมน่าจะเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๔๘ ผมจึงลาออกจากตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เลือกเอาวันนี้เพราะผมเกิดครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๙๗ และตั้งใจว่าเมื่ออายุ ๕๐ ปีจะลาออก แต่เผอิญผมมีเงื่อนไขกับภรรยาว่า ผมจะยังไม่เปลี่ยนแปลงอะไรจนกว่าภรรยาจะมีความสุขกับการเปลี่ยนแปลงของผม เมื่อวันหนึ่งเห็นว่าภรรยามีความสุขกับการที่จะเห็นผมทำในสิ่งที่ตนปรารถนา ผมจึงได้เริ่มต้นการเกิดใหม่ครั้งที่สอง

ผมเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการก้าวเดิน ตั้งแต่ตีห้าของวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๔๘ โดยเดินออกจากบ้านเพื่อเป็นการฝึกเดิน เปรียบเหมือนเด็กน้อยๆ ที่เมื่อเกิดออกมาแล้วก็ปรารถนาจะเดิน ผมฝึกเดินอยู่จนกระทั่งถึงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ซึ่งตรงกับวันลอยกระทงของจังหวัดเชียงใหม่พอดี จนคิดว่าเข้มแข็งพอที่จะเดินในระยะไกลๆ ได้แล้ว หลังจากภรรยาผมทดสอบว่าเดินได้จริงๆ วันละเท่าไหร่ สภาพร่างกายเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ผมจึงได้เดินออกนอกจังหวัดเชียงใหม่ โดยตอนแรกไม่มีเจตนาว่าจะออกเดินไปไหน

แต่ตอนฝึกเดินผมจะพบปัญหาอย่างหนึ่งคือ ชาวบ้านจะซักถาม แล้วเมื่อผมตอบไม่ได้ ชาวบ้านจะเข้าใจผิด คิดเสมือนประหนึ่งว่าคนๆ นี้วิกลจริต หรือคนบ้าที่ไม่รู้จะไปไหน ผมจึงคิดว่าครั้งนี้ต้องมีเป้าหมายทางกายภาพด้วย จริงๆ การเดินของผมเพื่อต้องการแสวงหาเป้าหมายทางจิตใจ แต่เมื่อไม่มีเป้าหมายทางกายภาพ ทำให้บางคนวิตกกังวลและเป็นห่วงว่าจะสามารถพาชีวิตรอดได้หรือไม่ เลยมีเป้าหมายว่าจะเดินกลับบ้านเกิดที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผมใช้เวลาเดินจากเชียงใหม่เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ไปถึงเกาะสมุย เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๙ ใช้เวลาทั้งหมด ๖๖ วัน

การเดินในครั้งนี้ผมใช้เงื่อนไข
หนึ่ง คือจะไม่เดินไปหาคนที่รู้จัก หรือถ้าคนรู้จักอยู่ที่ไหนก็จะหลีกไปใช้ทางอื่น
สอง คือจะไม่มีสตางค์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจติดตัวไปด้วย เพราะฉะนั้นในการก้าวเดินจึงรู้สึกว่าตัวเองได้รับโอกาสที่ประเสริฐสุด ที่จะได้ศึกษาความเป็นมนุษย์ที่ตัวเองมีอยู่ โดยไม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์ทางสังคมมาประดับประดาตกแต่ง

บทเรียนที่ได้จากการก้าวเดินจึงเป็นบทเรียนที่ผมค่อนข้างจะภูมิใจ ไม่ได้บอกว่าสิ่งนี้ดีนะครับ แต่หมายความว่าเท่าที่ตัวเองตัดสินใจทำไปนั้น คิดว่าครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

ผมอยากจะเล่าประสบการณ์สั้นๆ เพราะเวลามีจำกัด ว่าในการก้าวเดินแบบนี้ เริ่มต้นจากการที่เราเผชิญสิ่งที่ไม่เคยคิดเลยว่า สิ่งง่ายๆ จะเป็นปัญหากับชีวิตมากขนาดนี้ เช่นกรณีอาหาร เพราะผมตั้งใจไว้ว่าจะไม่ขออาหารจากผู้ใดผู้หนึ่งด้วยการไปบอกว่าผมหิว ผมกระหาย ผมขออาหาร ผมจะไม่ทำ เพราะฉะนั้นในการเดินจึงประสบกับปัญหาที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัส เพราะกว่าเขาจะรู้ว่าเราหิวโหยจนแทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว ก็ต้องสังเกตเอาเอง และเมื่อมีคนให้อาหารผมทาน เพียงแค่อาหารมื้อแรกที่ได้รับ ผมก็รู้เลยว่าการกินอาหารที่ผ่านมาตลอดชีวิต มันได้แต่กินอาหารอย่างเดียว ได้แต่เสพรสอาหาร แต่ไม่ได้เสพรสชาติชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง

ผมยังจำภาพได้ ตอนผมเดินจากบ้านที่เชียงใหม่ในวันแรก ผมเดินไปจนถึงเวลาบ่ายค่อนจะเย็น ตอนนั้นผมหลีกไปเดินบนถนนสายเลียบคลองชลประทาน ในเขตอำเภอสันป่าตอง ผมเดินไปจนกระทั่งร่างกายมันล้า น้ำในกระบอกน้ำก็หมด เมื่อไม่มีน้ำดื่ม ผมรู้สึกเหมือนกับจะหน้ามืดเป็นลม คอแห้ง น้ำลายขม และรู้สึกว่าหูอื้อไม่ได้ยินเสียงอะไร เมื่อไปเห็นเพิงขายก๋วยเตี๋ยวซึ่งมีม้าหินขัดวางตั้งอยู่ ตอนนั้นไม่มีร่มไม้อยู่เลยเพราะเป็นทุ่งนา ผมเลยขออนุญาตเจ้าของเพิงขายก๋วยเตี๋ยวว่า ขอนั่งตรงนี้สักหน่อยได้ไหม เขาบอกว่าได้ ผมเลยนั่งลง แล้วเขาก็มีน้ำใจเอาน้ำมาให้ผมดื่ม

เมื่อเห็นว่าผมดื่มน้ำด้วยความหิวกระหาย เขาเลยถามว่าไปไหนมายังไง เมื่อเขาทราบความเป็นมาของผมแล้ว ตอนนั้นเขาเก็บของไปเยอะแล้วเพราะว่ามันเย็นแล้ว แต่เขาบอกว่าจะทำก๋วยเตี๋ยวให้ผมทาน จะทานไหม ผมก็ถามว่าจะลำบากไหม เขาบอกว่าเขาทำก๋วยเตี๋ยวขายให้คนอื่นอยู่แล้ว ไม่ลำบากหรอกที่จะทำก๋วยเตี๋ยวให้อีกสักชาม ผมบอกว่าถ้าไม่ลำบากและเต็มใจที่จะทำก๋วยเตี๋ยวให้ ผมก็จะทาน แล้วเขาก็ทำก๋วยเตี๋ยวให้ผม

ผมรู้ว่าก๋วยเตี๋ยวชามนั้นเขาเต็มใจทำจริงๆ เพราะมันเต็มชามเลย ทั้งเส้นก๋วยเตี๋ยว ทั้งลูกชิ้น ทั้งอะไรที่มีอยู่ เขาใส่จนมาเต็ม แล้วผมก็ได้รู้ว่าการได้ทานก๋วยเตี๋ยวชามนั้นมันมหัศจรรย์และวิเศษที่สุด เพราะก่อนหน้านั้นผมรู้สึกว่า เพียงแค่วันแรกชีวิตผมก็กำลังจะมอดดับ จะสลายเสียแล้ว แต่พอได้ทานก๋วยเตี๋ยวเท่านั้นเอง สิ่งที่มันเฉาไป มันก็ค่อยๆ ฟื้นคืนมา

ผมพูดกับพี่คนที่ให้ก๋วยเตี๋ยวผมทานว่า พี่ได้ต่อชีวิตให้ผมอีก ชีวิตผมยังได้มีต่อไป ขอบคุณมากๆ ผมจะจำไว้ว่าการทานก๋วยเตี๋ยวมื้อนี้เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ แกไม่รู้จะคุยอะไรกับผม ผมก็จากลาพี่คนนี้แล้วเดินต่อ ผมอยากเล่าว่าการทานอาหารเพียงแค่มื้อแรกก็สุดแสนจะมหัศจรรย์กับการที่มีชีวิตอยู่ เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้เราตระหนักรู้ว่าอาหารที่เราทานเข้าไปนั้น มันมีความหมายมากกว่าที่เราเคยทานมาไม่รู้สักเท่าไหร่ และอาหารแต่ละมื้อที่ทานไปมีมิติแห่งความหมายทั้งนั้น จนผมรู้สึกเสียดายว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมากินอาหารมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันมื้อแล้ว ทำไมจึงไม่ได้ความรู้สึก ไม่ได้อารมณ์ประเภทนี้เลย

มีอยู่มื้อหนึ่งที่ประทับใจผมมาก ผมเดินไปบนถนนเพชรเกษม ในเขตอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เป็นการเดินที่ยากมากเหนื่อยมาก ผมไม่สามารถบำเพ็ญภาวนาตามที่ตั้งใจไว้ได้ เพราะบนถนนมีรถเยอะ แล้วก็ร้อน ผมเดินไปจนกระทั่งเวลาเย็นยังไม่มืด ปกติผมตั้งใจว่าถ้ามืดจะหยุดพัก แต่วันนั้นมันเดินไม่ไหวแล้ว ร่างกายบอบช้ำเต็มที เวลาเดินผมจะกำหนดลมหายใจเข้าออกพร้อมกับก้าวเท้าซ้ายขวาให้สัมพันธ์กัน และพยายามจะไม่คิดเรื่องอื่น แต่ตอนนั้นทำไม่ได้แล้ว หายใจเข้าเร็วออกเร็ว แต่เท้ามันเกร็งก้าวตามไม่ไหว เลยเข้าไปในวัดจันทาราม ไปเจอหลวงพ่อซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเจ้าอาวาสหรือพระลูกวัด ก็เข้าไปยกมือไหว้ท่านแล้วขออนุญาตพักในวัด ท่านเลยชี้มือให้ไปพักที่ศาลา

ผมเดินไปเจอพระอีกสามรูปนั่งอยู่ในศาลา ก็เข้าไปกราบท่านว่า ผมได้รับอนุญาตจากหลวงพ่อที่อยู่หน้าวัดให้เข้ามาพักที่ศาลา จะขอเข้าไปได้ไหม ท่านบอกว่าได้ แต่คงเห็นสภาพร่างกายผมแย่ ท่านเลยถามว่าเดินทางมาจากไหน ผมบอกว่าเดินมาจากเชียงใหม่ แล้วกินอยู่ยังไง ผมว่าถ้ามีคนให้กินก็ได้กิน ถ้าไม่มีก็ไม่ได้กิน แล้ววันนี้ได้กินอะไรหรือยัง ผมบอกว่ายังไม่ได้กินอะไรเลย ท่านเลยตะโกนไปที่ศาลา ถามเด็กวัดว่ายังมีอะไรเหลืออยู่ให้โยมคนนี้กินบ้างไหม เสียงทางโน้นตอบมาว่า เทให้หมาหมดแล้ว ท่านก็บอกว่าเดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งเท ให้เขาดูก่อนเผื่อจะกินอะไรได้ แล้วพระก็บอกว่าโยมไปดูก่อนเถิด เผื่อว่ายังมีอะไรทานอยู่ได้บ้าง

ผมก็ไปที่ศาลา ตอนนั้นมันมีอาหารที่เทจากปิ่นโตและภาชนะบรรจุลงไปอยู่ในหม้อใบใหญ่ เขาก็บอกว่าเทหมดแล้ว ผมชะเง้อคอดู เทหมดแล้วจริงๆ แต่ว่าส่วนบนสุดมันเป็นข้าวเหนียว ไม่ใช่ข้าวเหนียวทางภาคเหนือที่กินเป็นอาหารคาว แต่เป็นข้าวเหนียวทางภาคกลางที่กินเป็นอาหารหวาน มันอยู่บนสุดและมีสภาพเป็นก้อนยังไม่ละลายไปกับข้าวเจ้าที่ผสมกับน้ำแกง ผมเลยชี้ไปว่าถ้าผมจะขอกินได้ไหม เขาบอกว่าเอาสิ ถ้ากินได้

แล้วผมก็หยิบข้าวเหนียวนั้นมา เขาถามว่าจะเอาอะไรอีกไหม ผมบอกว่าไม่เอาแล้ว เขาเลยเอาข้าวหม้อนั้นทั้งหมดมาคนๆ แล้วเทในกะละมังหรือถาดประมาณสามจุด ให้หมาซึ่งอยู่ริมศาลา ผมคิดว่าสักสิบตัวหรือมากกว่านั้นไม่แน่ใจ ผมนั่งดูหมาทานแล้วผมก็กินข้าวเหนียวที่อยู่ในมือ รู้สึกว่ารสชาติของชีวิตมันอร่อยมากที่ผมกับหมาได้กินอาหารร่วมกัน ได้มีชีวิตยืนยาวและมีความรู้สึกที่ดีๆ กับการได้เป็นเช่นนี้

ขอเล่าย้อนไปนิดนึง อาจจะไม่เป็นระบบแต่เพื่อจะโยงให้เห็นว่า อารมณ์ความรู้สึกแบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร คือจริงๆ ผมมีความรู้สึกประทับใจกับหมามาก่อนหน้านี้แล้ว คือช่วงที่ผมเดินอยู่จังหวัดสุพรรณบุรี ช่วงถนนมาลัยแมน ผมเดินไปตอนมืดและนอนที่วัดศรีเฉลิมเขต อยู่ในอำเภอสองพี่น้อง ผมเข้าไปขออนุญาตเจ้าอาวาสเพื่อจะพักนอนค้างคืน ท่านก็อนุญาต เป็นที่ศาลาเหมือนกัน และตอนนั้นเวลาหัวค่ำแล้ว ปรากฏว่าที่ศาลานั้นมีหมาหลายตัวนอนอยู่ก่อน เมื่อผมเป็นคนแปลกหน้าเข้าไป มันก็เห่าเหมือนกับปฏิเสธการเข้าไปของผม ผมก็นั่งลงที่ริมศาลาแล้วพูดในใจกับหมา บอกว่าผมเดินมาไกล เหนื่อยมาก ขอที่เพียงเล็กน้อยเพื่อพักคืนนี้ ผมไม่เบียดเบียน ไม่เป็นอันตราย เราเป็นมิตรกัน ผมไม่มีอะไรเลย จะขอเป็นมิตรด้วย จะไม่ทำความรบกวน ไม่ทำความเดือนร้อนให้เขา

คิดว่าเขาคงไม่ได้ยินแต่ก็เห่าพอเป็นพิธีเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ แล้วกลับไปนอนต่อ ผมถือว่าเท่ากับเป็นการอนุญาต ผมก็นอนอยู่ริมๆ ศาลานั้นเอง แล้วหลับไปเพราะร่างกายแย่เต็มที มารู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่ง ไม่รู้เวลาเท่าไหร่ แต่คงดึกดื่นมากแล้ว ตอนรู้สึกตัวใหม่ๆ ยังสะลึมสะลือว่าผมอยู่ที่ไหน ชีวิตผมมายังไง แต่พอเริ่มจำความได้ว่าผมเดินมา ตอนที่รู้สึกตัวนั้นมีกลิ่นสาบๆ คาวๆ ลอยมาเข้าจมูกผม

สักพักหนึ่งก็รู้สึกว่ามีอะไรมาสะกิดสีข้าง ผมเลยเอื้อมมือไปสัมผัสดู ปรากฏว่าเป็นหมาขี้เรื้อนที่ไม่มีขนแล้ว มีแต่หนังสากๆ ผมลองจับดูปรากฏว่ามีทั้งซ้ายและขวา เลยเกิดความรู้สึกวูบหนึ่งตอนนั้นว่า อ๋อ! ผมนอนที่วัด แล้วหมาเหล่านี้ตอนหัวค่ำมันเห่ารังเกียจ ไม่ต้องการให้ผมมานอนที่ศาลานี้ พอผมรู้สึกได้ขณะนั้น ผมเกิดความรู้สึกที่ดีมากๆ กับการมีชีวิตอยู่ มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ได้มีเหตุมีผลอะไร แต่รู้สึกดีที่ว่า หนึ่งหมาต้อนรับผม เป็นมิตรแล้ว สองรู้สึกว่าชีวิตผมยังมีอยู่พอเหลือไออุ่นให้กับหมาขี้เรื้อนได้

ถ้าสมมติว่าเกิดตอนหัวค่ำนี้ผมตายลง ร่างผมคงเย็นชืด แล้วคงไม่มีประโยชน์อะไรที่หมาจะมานอนด้วย เพราะฉะนั้นการที่ผมยังมีชีวิตอยู่แม้ไม่ทำอะไรเลยก็ยังมีคุณค่าให้กับหมาขี้เรื้อนเหล่านี้ ความรู้สึกตรงนั้น ทำให้ผมเกิดความรู้สึกที่ดีกับการมีชีวิตอยู่และกับหมามาก ผมเอื้อมมือทั้งซ้ายทั้งขวาไปลูบมันแล้วมันก็แสดงอาการพึงพอใจ เหมือนช่วยทำให้มันรู้สึกดีขึ้น

ชั่วขณะนั้นผมนึกถึงความหมายของการภาวนาที่เราทำกันอยู่เสมอโดยปกติ แต่อาจจะไม่ได้คิดอะไรมาก คือการแผ่เมตตาที่เราพูดว่า ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงผู้เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงมีความสุขความสุขเถิด ชั่วขณะนั้นผมไม่ต้องเอ่ยคำใดๆ เลย แต่ความรู้สึกเป็นเช่นนั้นจริงๆ คือเราเป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายกัน และเราขอให้เขามีความสุข เมื่อผมรู้แล้วว่าเหตุการณ์ที่ทำให้ผมตื่นขึ้นเป็นเพราะหมาขี้เรื้อนมันเกา และเอาขาที่มันเกานั้นมากระทุ้งสีข้างผม ผมก็นอนต่อด้วยความสุข

อารมณ์ความรู้สึกอย่างเมื่อตอนนั่งกินอาหาร ที่เขาก็กินอาหารและมีความสุขด้วยกันเช่นนี้ ทำให้ผมสัมผัสได้ว่า มันมีอะไรมากกว่าการได้กินข้าวเหนียวเล็กๆ ก้อนหนึ่ง ผมจึงมีความรู้สึกว่า แม้เพียงการได้กินอาหารแต่ละมื้อแต่ละคราวในการก้าวเดินไป ก็แสนจะมหัศจรรย์ และทำให้ผมตระหนักว่ามันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ผมคงไม่เล่ามากไปกว่านี้ แต่เพียงยกตัวอย่างเท่านั้นว่า การได้ใช้ชีวิตในลักษณะนั้นทุกขณะที่เดิน มันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ เพียงแค่ได้กินน้ำกินข้าวสักนิดสักหน่อยก็เป็นสิ่งที่มีความหมายกับการมีชีวิตอยู่ รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ด้วย

การได้เดินไป การได้พัก การได้นอน ได้พบปะกับคน โดยเฉพาะเมื่อเราไปในลักษณะนั้น คนที่ได้พบส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เราเคยมองข้ามทั้งนั้น เช่นขอทานริมถนน เราไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะมีอะไรน่าสนใจ แต่เมื่อผมเดินไปและบางวันหาที่นอนไม่ได้ ผมก็ได้นอนกับขอทานพิการซึ่งทำให้รู้ว่าเขาเป็นคนมีน้ำจิตน้ำใจ หรือบางครั้งคนที่เราคิดว่าเขาปัญญาอ่อน

ผมประทับใจคนๆ หนึ่งมาก ผมเดินไปที่วัดหนึ่ง อยู่อำเภอเดิมบางนางบวชหรือเปล่าไม่แน่ใจ ผมขอไปนอนที่วัดนี้ แล้วพระที่วัดบอกให้ไปกราบขออนุญาตจากหลวงพ่อในกุฏิ ผมก็ไปรอตั้งแต่ไปถึงวัดใหม่ๆ จนกระทั่งมืดแล้ว หลวงพ่อท่านยังไม่ออกมานอกกุฏิ จนผมรู้สึกว่าท่านคงไม่ออกมาแล้ว ผมเลยไปบอกพระ ท่านบอกว่าหลวงพ่อคงจำวัดแล้วล่ะ แล้วผมจะทำยังไงล่ะเพราะมันมืดแล้ว พระท่านเลยบอกว่านอนตรงไหนได้ก็นอน

ช่วงขณะที่ผมรอหลวงพ่ออยู่ มีคนๆ หนึ่ง ผมมารู้ชื่อเขาภายหลังเรียกกันทั่วๆ ไปว่า ไอ้น้อย เป็นชื่อที่เขาถูกเรียกตั้งแต่ยังเล็กๆ เขาเห็นผมก็สงสาร เลยชวนไปนอนใกล้ๆ กับที่ของเขา ใกล้ๆ วิหารพระศรี ถ้าใครอยู่จังหวัดสุพรรณคงได้ยินชื่อพระพุทธรูปองค์นี้ เขามีหน้าที่ดูแลปัดกวาดทำความสะอาดวิหารนี้ เขาพาผมไปบอกว่าไปนอนกับยักษ์ ผมนึกไม่ออกว่าหมายความว่าอะไร พอไปที่วิหารด้านใกล้ๆ กับพระพุทธรูป จะมีรูปพญามาร เล่าความหมายตอนที่พุทธประวัติยังเป็นพระมหาสัตว์เสด็จออกมหาภิเนกษกรม แล้วมีท้าวสุรัสวดีมารมาขัดขวาง จึงสร้างรูปพญามารขึ้น

ไอ้น้อยตีความว่าเป็นรูปยักษ์ ตรงฐานของรูปยักษ์จะมีพื้นที่ว่าง เขาก็บอกว่าให้ขออนุญาตยักษ์ ถ้ายักษ์อนุญาตก็นอนได้ เขาไปเอาธูปมาให้ผมสามดอก ผมก็เอาธูปไปจุดและคุกเข่าลงต่อหน้ารูปยักษ์ กล่าวให้น้อยได้ยินว่า ผมเดินทางมาไกล เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส ร่างกายบอบช้ำเต็มทนแล้ว จะขออาศัยเมตตาท่านยักษ์นอนตรงนี้ พอผมพูดเสร็จ น้อยก็บอกว่าท่านยักษ์อนุญาตแล้ว นอนได้ พอผมทำท่าจะนอน เขาบอกว่ากินอะไรหรือยัง ผมบอกว่ายังไม่ได้กิน เขาก็ไปขอข้าวสาร ปลากระป๋อง น้ำพริกจากพระ แล้วเอาข้าวสารมาหุง เอาปลากระป๋องมายำ เอาน้ำพริกมาละลายกับน้ำร้อน กับเอาผักที่เขาไปเก็บมาให้ผมกิน ผมรู้สึกดีมาก

พอได้คุยกับเขา ปรากฏว่าเขาเป็นคนที่มหัศจรรย์มาก เขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน ตื่นมาตอนเช้า สิ่งที่ผมทำก่อนจะออกจากวัด คือไปสอบถามให้ได้ว่าคนๆ นี้มาจากไหน และมีคนเล่าให้ฟังว่า เขาไม่รู้ว่าไอ้น้อยมาจากไหน ตอนที่ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ มีคนไปพบเขาถูกทิ้งไว้ที่ตลาดท่าช้าง แล้วมีคนเลี้ยงวัวนำมาเลี้ยงเพื่อให้เขาช่วยเลี้ยงวัวต่ออีกทีหนึ่ง พอเขาโตขึ้นมาหน่อย ผู้ชายที่เอาเขามาเลี้ยงเพื่อเฝ้าวัวเห็นว่าเขาโตไปแล้ว เลยเอามาให้วัด วัดเลยให้เขาอยู่ตั้งแต่ตัวเล็กๆ จึงเรียกไอ้น้อย และโตจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันไอ้น้อยไม่มีชื่อในสำมะโนประชากรว่าเป็นคนไทยใน ๖๐ ล้านกว่าคน เขาเป็นใครมาจากไหนไม่มีใครรู้ แล้วเขาก็ไม่มีความรู้อะไร จำได้แต่เพียงว่าเขาเป็นคนๆ หนึ่ง และผมเข้าใจว่าถ้าเขาเห็นคนที่อยู่ในสภาพเช่นผม เขาจะเกิดความรู้สึกดีๆ จึงไปขอข้าวสาร ปลากระป๋อง ขอน้ำพริกมาทำอาหารให้ผมกิน

นี่เป็นเรื่องที่ผมประทับใจกับคนนะครับ กับคนมีเยอะมาก ผมเดินไปที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เดินอยู่บนถนนเพชรเกษมเหมือนกัน มีผู้หญิงผู้ชายคู่หนึ่ง ผมมาทราบภายหลังว่าเขาเป็นสามีภรรยากัน เป็นคนคอยเก็บขยะเก็บพวกขวดน้ำพลาสติกไปขาย ความที่ผมเดินไปในลักษณะที่มีร่างกายบอบช้ำ เขาเลยเข้ามาคุยกับผม พอเขารู้ว่าผมเดินมาไกลและไม่ได้กินอะไร เขาก็มีน้ำใจบอกว่าจะให้อาหารผม เขาถามว่าผมจะไปที่ร้านใกล้ๆ นั้นจะได้ไหม ผมบอกได้ ก็เลยเดินไปด้วยกัน

แต่ผมพยายามจะบอกว่าอาหารนี่ต้องซื้อไม่ใช่หรือ เขายืนยันว่าเขามีตังค์ แล้วก็พาผมไปที่ร้านอาหารตามสั่งริมถนนก่อนจะถึงอำเภอทับสะแก แล้วเขาบอกผมว่าจะทานอะไรก็สั่งเอา ผมบอกว่าก็สั่งเอาถูกที่สุด สุดท้ายเขาเลยสั่งข้าวผัดให้ผม ผมชวนเขาคุยว่าเรากินข้าวผัดชามเดียวกันไหม เขาบอกว่าไม่หรอก วันนี้เป็นวันพระ เขาถือศีลกินเจ กินเนื้อสัตว์ไม่ได้ เพราะข้าวผัดที่สั่งมาเป็นข้าวผัดหมู

ขณะที่ผมนั่งกิน โต๊ะที่เขานั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ผู้หญิงที่เป็นภรรยาก็กล่าวกับผู้ชายที่เป็นสามีว่า เขาใช้คำสุภาพมาก ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนเก็บขยะจะมีคำที่สุภาพเช่นนี้ ผู้หญิงพูดว่า พ่อ เพราะวันนี้เป็นวันพระ เราถือศีลกินเจ เลยมีบุญได้พบลุงคนนี้ ได้ให้อาหารแก แกน่าสงสาร พอผมได้ยินดังนั้น ผมเลยวางช้อนและพูดว่าเพราะวันนี้ผมเดินมาแล้วไม่มีตังค์ จึงมีบุญอันยิ่งใหญ่ที่ได้พบคุณทั้งสอง เป็นบุญของผมมากที่สุดที่ได้พบกับคุณที่ให้อาหารผม จากนั้นผมก็คุยอะไรเล็กๆ น้อยๆ

แต่ที่ผมประทับใจมากๆ คือก่อนผมจะจากไป ผมได้ขอที่อยู่ ขอชื่อ เขาก็ให้ชื่อมา แต่ปรากฏว่าเขาไม่มีที่อยู่ที่จะส่งทางไปรษณีย์ได้ เขาก็นั่งปรึกษากัน ผู้หญิงก็บอกว่าพ่อเขามีที่อยู่ ผู้ชายก็บอกว่าพ่อเขามีที่อยู่ สุดท้ายผมเลยบอกว่าเขียนที่อยู่ให้สักที่หนึ่ง ผมจะได้ส่งจดหมายให้เขาได้ และผมขำมากเมื่อเขาเขียนที่อยู่ให้ผมสองที่ เขาบอกว่าเผื่อให้มันถึงแน่ๆ เลยให้ที่อยู่ของพ่อผู้หญิงและที่อยู่ของพ่อผู้ชายด้วย ผมขำว่าถ้าเราจ่าหน้าซองทางไปรษณีย์สองที่อยู่ เขาคงส่งให้เราไม่ถูก แต่ที่ผมประทับใจคือ คนที่ไม่มีแม้กระทั่งที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน ก็ยังมีสิ่งที่ทำให้ผมเกิดความรู้สึกประทับใจในความเป็นมนุษย์ที่แสนมหัศจรรย์

ผมได้พบอารมณ์อย่างนี้ตลอดระยะของการก้าวเดินไป รายละเอียดมีเยอะ ผมคงไม่มีเวลาที่จะนั่งคุยตรงนี้ แต่เพียงแค่ต้องการจะสื่อบอกเล่าท่านผู้มีเกียรติทุกท่านว่า ช่วงเวลาแห่งการก้าวเดินไป เป็นช่วงเวลาแห่งความมหัศจรรย์ของชีวิต และผมไม่เสียดายเลยว่าผมได้พยายามจะเกิดใหม่อีกครั้ง การก้าวเดินครั้งนี้มันเหมือนกับผมได้เติบโตขึ้นทางจิตใจ เป้าหมายที่ผมกำหนดไว้และผมไม่กล้าบอกใครเลย คือผมต้องการที่จะก้าวเดินให้ถึงเป้าหมายที่ไม่ใช่แค่เพียงแผ่นดินในทางกายภาพ แต่ความรู้สึกลึกๆ ของผมที่เป็นพุทธบริษัท และปฏิญาณตนว่าเป็นอุบาสกคนหนึ่ง จะคิดผิดคิดถูกยังไงผมไม่แน่ใจ คือผมต้องการจะก้าวไปให้พ้นความรู้สึกเสียดาย อาลัยอาวรณ์ในสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน ร่างกายเลือดเนื้อของผม

ผมตั้งใจไว้ว่าผมต้องการก้าวให้พ้นความรู้สึกเกลียดชังรังเกียจ และสำคัญที่สุดคือก้าวให้พ้นความกลัวที่มีอยู่ในใจ ทุกๆ ช่วงขณะแห่งก้าวไป ผมจะพยายามอย่างที่สุดที่จะเจริญสติ ผมใช้สติปัฏฐาน ๔ เป็นเครื่องมือในการก้าวย่างทุกช่วงขณะ ยกเว้นช่วงที่เดินบนถนนที่มีรถพลุกพล่าน ไม่สามารถสำรวมจิตได้ ถ้าเป็นช่วงที่มีบรรยากาศดีๆ ก็จะทำสมาธิภาวนาไปตลอด เพราะฉะนั้นช่วงทั้งหมด เวลาที่ก้าวผ่านไป ๖๐ กว่าวัน เป็นช่วงที่ประเสริฐและผมคิดว่าเป็นช่วงที่ทำให้ผมได้ระลึกถึงที่ดีมากๆ

ผมคงไม่สามารถจะเล่าได้มาก แต่คงจะจบลงเมื่อผมไปถึงเกาะสมุยแล้ว ที่จริงผมรู้ว่าภารกิจของผมยังก้าวไม่ถึงปลายทาง แต่เนื่องจากสภาพเงื่อนไขทางสังคม ประกอบกับผู้ที่ให้ข้าวให้น้ำผมหลายๆ คนมีความรู้สึกว่า เขาอยากจะรู้ว่าผมเดินถึงไหน ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ พอผมกลับมาที่เชียงใหม่ ปรากฏว่ามีโน้ตจากการรับโทรศัพท์เป็นจำนวนมาก เพราะผมจะไม่กล่าวคำเท็จเป็นอันขาด เขาถามอะไรก็จะตอบ และเมื่อเขาขอเบอร์โทรศัพท์ ผมก็ให้เบอร์ ให้ชื่อภรรยาผม ก็มีโทรศัพท์ไปที่บ้านเป็นอันมาก ผมตั้งใจว่ากลับมาถึงจะเขียนจดหมายขอบคุณ พอลงมือเขียนก็ปรากฏว่าต้องเขียนจดหมายเป็นร้อยฉบับ เลยคิดว่าเราน่าจะเขียนจดหมายฉบับเดียวแล้วก๊อบปี้แจกดีกว่า เลยเขียนจดหมายเล่าให้เขาฟังว่าผมเดินไปถึงไหนบ้าง

ขณะที่ผมนั่งเขียนจดหมายหรือบันทึกอยู่ ผมไปพักอยู่ที่วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม จังหวัดเชียงใหม่ เลยทำให้ผมได้ทบทวนสิ่งที่น่าจะนำมากล่าวในที่นี้ว่าพอจะมีอะไรบ้าง ผมคิดว่ามีสองสิ่งที่ผมประสบพบว่ามันเป็นความมหัศจรรย์ในการเดินครั้งนี้ คือผมพบว่า การที่ผมไม่มีเงินตราติดตัวไปเลย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความหมายของชีวิตได้โดยไม่น่าเชื่อ ทันทีที่ผมไม่มีเงิน มันเหมือนกับการที่เราหลุดออกมาอีกโลกๆ หนึ่ง ผมเข้าใจว่าความหมายของชีวิตของคนเราในปัจจุบัน ไปถูกทำให้ติดผูกพันอยู่กับเงินสูงมาก ถึงขนาดที่ว่าถ้าไม่มีเงินมันเหมือนชีวิตนี้ไม่มีความหมาย เพราะฉะนั้นการที่ผมเดินออกไปแล้วไม่มีเงินมันค่อนข้างเป็นสิ่งท้าทาย

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เป็นเรื่องที่ผมค่อนข้างสนุก หมายถึงคือเป็นบทเรียนที่ดีมาก ช่วงที่ผมเดินไปหยุดที่อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร มีชายหนุ่มคนหนึ่ง เขาขับรถปิ๊กอัพมา และพอเห็นผมเดิน เขาเลยหยุดรถเพื่อจะถามว่าจะไปไหน เขาอาสาพาผมไปด้วย ผมชี้แจงให้เขาฟังว่าผมมีเจตนาที่จะเดิน ไม่มีเจตนาจะขึ้นรถไป เพราะการเดินเป็นเป้าหมายของผม เมื่อเขาเห็นผมพูดเช่นนั้น เขาคงมีความรู้สึกอยากคุยด้วย เลยปรารภขึ้นมาว่าเขาจะมีส่วนช่วยอะไรได้บ้างไหม ผมบอกว่าเพียงแค่เขาหยุดทักและถามผมก็ช่วยให้ผมมีกำลังใจเดินมากแล้ว แต่เขาไม่ยอม สุดท้ายเขาขอที่จะให้อาหารผมสักมื้อ ตอนนั้นเป็นช่วงก่อนเที่ยง เขาพาผมไปที่ใกล้ๆ แล้วสั่งอาหารให้ ก่อนที่เขาจะขับรถไป ก็เอาสตางค์ ๒๐๐ บาทมาใส่ไว้ในซอกเป้ แล้วขับรถหนีไปเลย

ผมพบว่าสตางค์ ๒๐๐ บาทนี้ มันเข้ามาเป็นตัวแทรกในชีวิตผมที่มหัศจรรย์มาก คือจากคลองขลุง ผมเดินไปขาณุฯ (อำเภอขาณุวรลักษบุรี) จากขาณุฯ ผมจะเดินข้ามถนนตัดเพื่อไปทางอำเภอลาดยาว ถัดมาอีกวัน ผมเดินไปทางอำเภอขาณุฯ ผมเดินจะไปข้ามถนนตรงสลกบาตร (ตำบล สลกบาตร) ประมาณสักเที่ยงค่อนบ่ายโมง ผมดื่มน้ำหมดไปตั้งแต่ตอนก่อนเที่ยงแล้ว ผมหิวน้ำมาก น้ำลายเหนียว ขม แล้วรู้สึกหูอื้อนิดๆ ตอนนั้นผมเดินจะข้ามถนน มันเป็นไฟเขียวสำหรับทางใหญ่ให้รถวิ่งไป ทางผมเป็นไฟแดง ผมยืนอยู่ตรงนั้น ตรงหัวมุมเป็นคิวมอเตอร์ไซค์รับจ้าง มีมอเตอร์ไซค์จอดอยู่สามคัน ตอนแรกเขานึกว่าผมจะไปจ้างเขายังไงไม่ทราบ เลยถามผมว่าจะไปไหน ผมบอกจะเดินไป เขาเลยไม่สนใจ แต่ตรงหัวมุมมีร้านขายของ และมีตู้แช่ขายน้ำทุกชนิด ทั้งน้ำดื่มธรรมดา น้ำอัดลม ผมเกิดความรู้สึกมองดูตู้แช่น้ำนั้นด้วยจิตใจที่แย่มากๆ ว่ามันมีความรู้สึกว่าก็เงิน ๒๐๐ บาทที่อยู่ในเป้นี้ เขาให้เรามา เราก็น่าจะเอามาซื้อน้ำดื่มได้แล้ว

ความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนกับผมจะยอมจำนนต่อความหิวกระหาย แต่เผอิญโชคดี ไฟเขียวฝั่งผมมันขึ้นและไฟแดงฝั่งถนนใหญ่มันขึ้น รถทุกคันต้องหยุด ผมเลยรีบวิ่งออกไปจากตรงนั้น คนขับมอเตอร์ไซค์คงนึกว่าผมรีบวิ่งข้ามถนน แต่ความจริงผมรีบวิ่งหนีอารมณ์ตัวเองที่อ่อนแอมาก เพียงแค่มีเงิน ๒๐๐ บาทอยู่ในกระเป๋า ทำให้ผมเกือบพ่ายแพ้ต่อปฏิญญาที่ตัวเองให้ไว้ เงิน ๒๐๐ บาทนี้ผมไปให้ขอทานที่อำเภอสว่างอารมณ์ เป็นเงินที่มีค่าอยู่ไม่ใช่น้อย เป็นขอทานที่ให้ผมนอนด้วย สุดท้ายผมไม่มีอะไรตอบแทนเขา เลยบอกว่าเงินนี้มีคนให้ผม แต่ผมไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้ มันหนักมากจนผมแบกไว้ไม่ไหว ช่วยเอาไว้ใช้ด้วย เขาก็ไม่เข้าใจคำว่าหนักมากของผม คือผมต้องการบอกว่าเงิน ๒๐๐ นี้มันหนักหนาสาหัสบนบ่าบนไหล่บนจิตของผมเสียเหลือเกิน

ผมเข้าใจว่าเรื่องเงินตราเป็นเรื่องที่ละเอียด แต่ผมคงพูดเพียงเท่านี้ว่า ทันทีที่เรามีเงินหรือทันทีที่เราอยากได้เงินหรือกระหายเงิน ความหมายของชีวิตมันจะมีรสชาติที่แปรเปลี่ยนไปเลย เพราะฉะนั้นวันที่ไม่มีเงิน ผมจึงได้สัมผัสรู้ว่าชีวิตมีรสชาติ มีความหมายที่มหัศจรรย์ แต่ตรงนี้ไม่ได้พูดเพื่อจะบอกว่าเงินไม่มีคุณค่าหรือไม่มีความหมาย แต่คุณค่าของเงินเมื่อมาผสมกับความปรารถนาความอยากของเรา ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนเป็นอีกแบบหนึ่งได้

เรื่องที่สองที่อยากจะกล่าวเป็นเชิงสรุปตรงนี้คือ ผมเข้าใจว่าในการเดิน มีปัญหาหนึ่งที่ผมประสบและพบ คือเรื่องเวลา เมื่อเราอยู่ในชีวิตปกติเรามีเรื่องเวลาเข้ามากำกับคุณค่าและความหมายตลอด แต่เมื่อผมก้าวเดินไปแล้ว ผมอธิษฐานขอตั้งมั่นเอาจิตจดจ่ออยู่กับปัจจุบันธรรมเท่านั้น ไม่ตกไปที่อดีตหรือไม่กระสับกระส่ายกลายเป็นการปรุงแต่งเป็นไปเพื่ออนาคต และผมพยายามถือเคร่งเป็นที่สุด ถ้าไม่เกิดสภาพที่ปั่นป่วนข้างนอก เช่น บนถนนมีรถราพลุกพล่าน ผมจะไม่คิดเรื่องอื่น และถ้าสมมติว่ามีอะไรที่ตกหล่นไป ผมก็ใช้วิธีแบบพระ คือปลงอาบัติกับต้นไม้บ้างกับอะไรบ้าง

ถ้าเผลอไผลไปคิดอดีตบ้าง คิดอนาคตบ้าง การกระทำเช่นนี้ยุ่งยากอยู่ในตอนแรกๆ แต่พอทำไปสักระยะหนึ่งก็รู้สึกว่าทำได้ และเกิดความรู้สึกที่มหัศจรรย์ ที่แต่ละวันๆ ผ่านไป เรามีจิตใจเบิกบานอยู่กับการก้าวย่างทุกขณะ ทีละก้าวๆๆ และความเป็นเช่นว่านี้ มันมีความหมายของการมีชีวิตอยู่ที่ผมเข้าใจว่ามหัศจรรย์มาก ผมเพิ่งได้ประจักษ์แจ้งว่า จริงๆ แล้วชีวิตของเราที่มันมีปัญหามากมายสารพัด ส่วนหนึ่งเพราะเราตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขของการปรุงแต่งเรื่องเวลา มันทำให้สิ่งที่เป็นปัจจุบันสูญเสียคุณค่าไป เมื่อผมสามารถกลับมาสู่ความเป็นปัจจุบันได้ ทำให้ผมเข้าใจพระพุทธวจนะที่ว่า จะมีชีวิตอยู่สักร้อยปี แต่จิตใจไม่สงบนิ่ง ไม่เย็นเป็นสุข สู้มีชีวิตอยู่นาทีเดียวแต่จิตสงบนิ่งเป็นสุขไม่ได้ ผมประจักษ์แจ้งในขณะที่เดินไปนี่แหละครับ

ผมกราบเรียนท่านผู้มีเกียรติผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านไว้แค่นี้ เวลานี้คงเป็นเรื่องสนทนา ขอบพระคุณมากครับ

นายแพทย์โกมาตร: ขอบคุณมากครับอาจารย์ ผมคิดว่าเป็นบุญของพวกเราอย่างยิ่งที่ได้ฟังอาจารย์มานำเสนอ คงให้พวกเราได้พูดคุย ซักถาม หรือแสดงความเห็นต่างๆ… ผมเพิ่งได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งของอาจารย์สุวรรณา สถาอานันท์ เรื่อง มนุษยทัศน์ในปรัชญาตะวันออก ในบทสุดท้ายที่พูดถึงเรื่องปรัชญาอินเดีย อาจารย์ได้พูดว่าลักษณะความรู้แบบปรัชญาของอินเดียมีลักษณะเด่นประการหนึ่งคือ ไม่มีความรู้ไหนดำรงอยู่ลอยๆ แยกขาดจากสภาวะของการเป็นผู้รู้ วันนี้มานั่งฟังอาจารย์ก็รู้สึกอย่างนั้นว่า ถึงแม้อาจารย์จะเล่าจนเรามีความรู้สึกหลายๆ อย่าง แต่คงจะเทียบไม่ได้กับสิ่งที่อาจารย์ได้ไปเจอกับตัวเอง และได้สัมผัสเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ก็รับฟังด้วยความชื่นชม เชิญครับ

อาจารย์จุมพล: ผมว่าวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์มากกับกลุ่มของเรา อาจจะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของมิติทางด้านสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ที่ผมได้สัมผัสโดยตรงผ่านท่านอาจารย์ประมวลนี้ ฟังไปก็มีความรู้สึกอยากจะให้คนอื่นเขาได้มีโอกาสฟังเรื่องนี้บ้าง แล้วอยากให้มีการเผยแพร่ออกไปเยอะๆ อย่างน้อยสุดแวบแรกที่ผมได้ฟังอาจารย์พูด ผมนึกทันทีเลยว่าจะขออนุญาตนำสิ่งที่อาจารย์เล่าให้พวกเราฟัง เอาไปให้คนที่อยู่ใกล้ตัวผมที่สุดคือครอบครัวผมฟัง และผมจะถือโอกาสฟังร่วมกับเขา โดยเฉพาะกับลูกชายวัยรุ่นสองคน น่าจะเป็นประโยชน์มาก และยังคิดไกลไปว่า ถ้าเอาไปเล่าให้ลูกศิษย์ฟังคงจะดี แล้วดูสิว่าเขาจะพูดอะไรออกมาบ้าง หลังจากที่ได้ฟังอาจารย์เล่าประสบการณ์สั้นๆ ที่น่าประทับใจมาก เพราะคือการก้าวเดินสู่ชีวิตใหม่ที่อาจารย์ใฝ่ฝันและปรารถนาจะไปถึง ต้องขอแสดงความเคารพด้วยความจริงใจ

นายแพทย์โกมาตร: อาจารย์ประเวศ เชิญครับ

นายแพทย์ประเวศ: ไม่ทราบว่าอาจารย์บันทึกเรื่องทั้งหมดนี้ไว้หรือยัง ถ้าเขียนเป็นหนังสือจะน่าสนใจ เพราะว่ามันจะตรงข้ามกับกระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม เงินนิยมที่กำลังไหลบ่าท่วมสังคม และก่อความทุกข์ความวิกฤตให้กับคนทั้งโลก ถ้าอาจารย์เขียนเป็นหนังสือ และได้คนอ่านจะน่าสนใจ บางคนอาจนำไปทำเป็นการ์ตูนต่อก็ได้ ว่ามีคนผู้หนึ่งเดินไปตามที่ต่างๆ หรืออาจไปทำเป็นวิดีโอ คนจะได้เข้าใจในการเอาชีวิตไปสัมผัสธรรมชาติ อาจจะคล้ายกับที่หลายแห่งกำลังทำอยู่แต่ว่าเข้มข้นน้อยกว่า เช่น การภาวนา ไปอยู่ในป่า ไปอยู่ในทะเลทรายคนเดียว สัมผัสกับธรรมชาติดูใจของตัวเอง เข้าใจว่าเขาทำกันสองอาทิตย์ แต่อาจารย์ หกสิบกว่าวัน

ผมเรียนถามนิดนึงว่า หลังจากอาจารย์กลับจากการเดินทางแล้ว รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แล้วการเปลี่ยนแปลงนี้ ค่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยขณะเดินทาง หรือว่ามีจุดที่เปลี่ยนทันทีเลยหรือเปล่า

อาจาย์ประมวล: ขอบพระคุณมากครับ คือส่วนใหญ่ตอนเดินผมจะไม่ได้คิด มีแต่ความรู้สึกกับสภาวธรรมที่ปรากฏ ช่วงที่จะคิดได้คือช่วงหยุดพัก ผมจะมีสมุดโน้ตพร้อมกับมีข้อสัญญากับภรรยาผม ซึ่งตอนนั้นเราไม่แน่ใจว่าผมจะมีชีวิตจบลง ณ ที่ใด ตอนที่ผมกอดภรรยาและจากลา ผมถือว่าเราเดินทางไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นผมจะเขียนไปรษณียบัตรอย่างน้อยวันละหนึ่งแผ่น บางวันเขียนสองสามแผ่นถ้ามีที่ให้นั่งเขียนหรือมีแสงไฟ ช่วงนั้นจะได้คิด และขณะที่คิดผมจะพบว่ามันมีความหมาย เพราะในขณะที่เดินผ่านมาแล้วผมไม่รู้เลย

ตัวอย่างเช่น วันที่ผมเดินมาจากแม่แจ่ม คือผมเดินจากเชียงใหม่ เข้าจอมทอง ขึ้นอินทนนท์ จากอินทนนท์ไปแม่แจ่ม มาอำเภอฮอด ช่วงที่ผมมาจากแม่แจ่มไปค้างคืนที่หลวงโป่ง แล้วเดินเข้าฮอด มันเป็นช่วงขาลง ตอนนั้นผมเป็นไข้เนื่องจากตอนขึ้นไปอินทนนท์ อากาศหนาวมาก ทำให้ผมเป็นไข้ เมื่อหายแล้วผมก็เดินต่อ ทีนี้ช่วงที่ผมเดินต่อ ผมเดินได้ดีมากเพราะเป็นช่วงที่ถนนมีรถน้อย ผมทำสมาธิได้ดีมาก เดินได้ ๑๘ กิโลเมตรโดยไม่ได้คิดเลยว่าเป็นระยะทางที่ไกล ทีนี้มีรถคันหนึ่งเป็นรถบรรทุก เขาหยุดถาม เพราะวันก่อนเขาเห็นผมเดินอยู่ที่แม่แจ่ม มาวันนี้เขาเห็นผมเดินอีก เลยเกิดความรู้สึกสงสัย

พอหยุดถามทำให้เขาเกิดความรู้สึกอยากคุย เขาให้ผมไปด้วย แต่ผมบอกว่าจะเดินอย่างนี้แหละ พอคุยกับเขาผมเลยต้องหยุดเดิน ช่วงหลังจากเจอรถคันนั้นแล้ว ผมเพิ่งมารู้ว่าจริงๆ ช่วงไหล่ของผมบ่าของผมมันปวดขนาดที่ว่าเอามือไปแตะยังรู้สึกปวดเลย เพราะผมสะพายเป้มา แล้วเวลาเดินขาลงมันเหมือนเรากระแทกไปตลอด ช่วงที่รู้สึกปวด ผมทรมานมากๆ ไม่รู้จะทำยังไง ผมพยายามสารพัดเพื่อจะกำจัดความปวด สวดมนต์ก็สวด ผมอ่านปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร แล้วรู้สึกประทับใจในมนต์บทนั้นมาก คือผมไม่ได้ประทับใจเพียงแค่ว่ามนต์นั้นศักดิ์สิทธิ์ ตามความเชื่อของพุทธศาสนิกชนมหายาน แต่ประทับใจความหมายของมนต์นั้นด้วย

เท่าที่ผมจับความมนต์บทนั้นได้ว่า กะเต กะเต พารากะเต พาราสังกะเต โพธิสวาหะ ผมเดินภาวนามนต์บทนี้ นึกไปในใจว่าเราจะก้าวไปให้พ้นความทรมาน ความทุกข์ ความเจ็บปวดนี้ให้ได้ ไปสู่ฟากฝั่งที่เราจะมีจิตผ่องใสเบิกบานให้ได้ ไม่ว่าจะเจ็บปวดสักเพียงใด และความรู้สึกแบบที่ว่ามันเกิดขึ้นได้ท่ามกลางความเจ็บปวด เมื่อผมหยุดพัก ผมจึงรู้ว่าร่างกายทรมานนี้เต็มทีแล้ว แต่ตอนเดินผมกลับไม่รู้สึก

นี่คือตัวอย่างที่ผมมาคิดตอนหลัง และทุกๆ ช่วงก็จะพบความรู้สึกที่ทำให้ผมเปลี่ยนแปลงไปตลอด เช่นบางครั้งผมมีความรู้สึกอ่อนไหวมาก วันหนึ่งผมเดินไปเห็นงูบนถนนถูกรถเหยียบแล้วมันไม่ตายทีเดียว ตรงกลางลำตัวงูถูกล้อรถทับแบน แต่ส่วนหัวกับส่วนหางยังแสดงตนว่ามีชีวิตอยู่ ผมยืนดูแล้วร้องไห้ ผมไม่ได้เสแสร้งแกล้งใจเสาะ แต่เป็นความรู้สึกสลดสังเวชกับชีวิตที่มันเป็นอาการเช่นนั้น ความรู้สึกนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตส่วนตัวผมก่อนหน้านี้ ปกติแล้วผมกลัวงูมากๆ แล้วจากความรู้สึกนี้ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองเปลี่ยนไป

จนวันหนึ่งผมไปนั่งอยู่ในวัดอุโมงค์ กุฏิที่ผมอาศัยมันอยู่ในป่า แล้ววันหนึ่งผมได้ยินเสียงเหมือนกับใบไม้มีอะไรมากระทบ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นเต่า เพราะเต่าจะเดินผ่านกุฏิเพื่อไปลงสระน้ำอยู่เสมอ แต่ปรากฏว่าพอดังสักพักแล้วมันไม่ผ่านไปสักที ผมเลยหันไปดู ปรากฏว่ามีงูใหญ่ตัวหนึ่ง มันเลื้อยไปเลื้อยมา ตอนแรกผมทำท่าจะตกใจ แต่พอรู้สึกว่างูตัวนี้กับงูที่เคยถูกรถทับก็เป็นงูเหมือนกัน มันน่าสงสาร ผมเลยนั่งดู แล้วมันน่ามหัศจรรย์มาก งูตัวนั้นกำลังจะลอกคราบ แล้วพยายามจะเลื้อยไปเลื้อยมาผ่านซอกหินเพื่อให้คราบหลุดออกมาจากตัว ผมมีความรู้สึกดีกับงูจนไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนี้เราเคยรังเกียจมันเป็นที่สุด แต่มาวันนี้ผมรู้สึกว่าถ้าช่วยอะไรสักอย่างให้งูลอกคราบเสร็จเร็วๆ ได้ผมจะช่วย เมื่องูลอกคราบเสร็จใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาที ผมก็ดีใจและรู้สึกเป็นสุขที่สุด

ผมไม่รู้ว่าผมเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้าง เวลามีใครมาถามผม ผมก็บอกว่าไม่รู้ แต่ผมพบอันหนึ่งจากการคุยกับคนใกล้ชิดว่า ผมเป็นคนที่อยู่กับภรรยามีความรักความสุขกันมากๆ จนเป็นแบบอย่างให้เพื่อนฝูงล้อเลียนเสมอ มีนักศึกษาบางคนบอกว่าอยากจะมีชีวิตคู่แบบผมบ้าง ผมก็นึกว่าผมรักภรรยามากแล้ว แต่หลังจากที่ผมกลับมา ผมมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไป คือเมื่อก่อนผมจะรู้สึกอะไรบางอย่างในเชิงตำหนิ เช่นเวลาภรรยาชอบไปทานอะไรที่แปลกๆ ไกลๆ ผมจะรู้สึกว่าทำไมเราต้องสูญเสียเวลากับการเดินทางไปไกลขนาดนั้น ทำไมเราไม่ทานอะไรที่อยู่ใกล้ๆ เส้นทางที่เราจะกลับบ้าน เพราะการทานอาหารมันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านี้

แต่พอกลับมา ผมพบว่าอะไรที่เป็นความสุขของภรรยา ผมมีความสุขมากเลยที่จะทำ เพราะฉะนั้นเพียงแค่ภรรยาเปรยว่า วันนี้เราจะไปกินอะไรกันดี ผมจะบอกว่าไปกินอะไรที่ไหนก็ได้ ไกลๆ ยิ่งดี (เสียงหัวเราะ) ไม่ใช่ว่าผมอยากกิน แต่ผมมีความรู้สึกว่าผมผิดมากเลยที่เมื่อก่อนให้ความใกล้ไกลมาตัดรอนอะไรบางอย่างที่เป็นความสุข ผมพบว่าการทำอะไรเพื่อคนที่เรารัก ที่เป็นความสุขของเขา มันเป็นอะไรที่ผมอยากทำมาก

แล้วมันเป็นเรื่องตลกมากเลย วันหนึ่งช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ภรรยาบอกว่าเขาอยากไปเที่ยว ผมบอกไปเลย ผมจัดกระเป๋าให้เสร็จ ผมไม่เคยขับรถไกลขนาดนี้เลย ผมขับรถไปทั่วประเทศไทยเลย ๒๑ วัน พาภรรยาไปเที่ยว ความจริงจะไปไกลกว่านั้นอีก แต่ผมเป็นไข้ต้องหามส่งโรงหมอ เพราะว่าผมอยู่บนรถ ต้องเปิดแอร์ ผมไม่ชอบแอร์มากๆ แต่ต้องอยู่กับมันทั้งวัน

ผมเล่าตรงนี้ไม่ใช่ต้องการจะบอกว่าผมเป็นสามีที่ดีขึ้น แต่ผมเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการที่ผมเข้าใจความหมายของชีวิต ที่ผมนอนกับหมาขี้เรื้อนแล้วผมมีความสุข เพราะทำให้หมาขี้เรื้อนอุ่น การที่เรามีความสามารถเอามือไปลูบหนังมันได้ เป็นสิ่งที่ทำให้หมามีความสุข แล้วการที่หมามีความสุข มันทำให้การหลับของเราเป็นสุข ผมพบว่าขนาดหมาขี้เรือนเรายังมีความสุขเลย ถ้ามันมีความสุขด้วย แล้วทำไมภรรยาที่เรารักเสียเหลือเกินล่ะ

ผมรู้สึกชีวิตผมจะมีความหมาย มีความสุขมากกับการทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ให้กับคนที่เรารัก ไม่ว่าจะกับภรรยา กับเพื่อนฝูง หรือกับนักศึกษา ผมมีความคิดว่า หลังจากผมเดินมาครั้งนี้แล้ว สิ่งที่ผมจะทำต่อไปคืออยากเดินให้ทั่วประเทศไทย ถ้าสมมติว่าการเดินไปตรงนั้นจะทำให้ใครสักคนมีความสุข เช่นคนแก่ๆ ที่ท่านคิดว่าไม่สามารถจะเดินไปไหนได้แล้ว แล้วอยากฟังเรื่องราวของผม ผมจะไปเล่าให้ท่านฟังด้วยการเดินไป เพื่อจะยืนยันว่าชีวิตเราจะมีความหมายต่อเมื่อเราได้ทำให้มันเกิดสิ่งที่งดงามดีๆ ขึ้นในจิตใจของผู้อื่น ผมไม่ทราบว่าจะตอบอาจารย์หมอประเวศได้หรือเปล่า แต่ความรู้สึกมันเป็นแบบนี้ครับ

นายแพทย์ประเวศ: ผมอยากจะขออธิบาย ผมคิดว่าขณะนี้ทั่วโลก โดยวิธีการที่เราเรียน เราใช้เหตุผลนำ จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ทำอะไรต้องมีเหตุผล คิดต้องมีเหตุผล ทีนี้การใช้เหตุผลมันนำไปสู่การสร้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อะไรต่ออะไรที่มหัศจรรย์ แต่การใช้เหตุผลมันตกไปสู่อำนาจของกิเลสได้ง่าย เกิดการใช้เทคโนโลยีเป็นอำนาจไปเที่ยวทำกับผู้คนต่างๆ การใช้เหตุผลไม่มีพลังอำนาจพอที่จะต่อสู้กับกิเลสในตัว บางทีกลับตกเป็นเหยื่ออีก แล้วโลกก็เป็นอย่างที่ว่านี้

ถึงแม้จะคิดเครื่องบินได้ คิดโน่นคิดนี่ได้ แต่ว่าโลกก็แตกเป็นเสี่ยงๆ เพราะการใช้เหตุผลทำให้แยกส่วน ที่อาจารย์พูดว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลง จากเดิมใช้เหตุผลว่า ภรรยาจะไปกินอะไร ทำไมต้องไปกินอย่างนั้น มันไกล เสียเวลา คุ้มหรือเปล่า นี่คิดด้วยเหตุผล แต่ตอนหลังจะเปลี่ยนไปใช้ใจนำ ผมคิดว่าเท่าที่ดูและสรุป โลกยุ่งเพราะเราใช้เหตุผลนำ ไม่ได้ใช้ใจนำ ที่จริงต้องใช้ใจนำแล้วเหตุผลตาม

ขณะนี้เหตุผลมันนำเพราะเป็นวิทยาศาสตร์ อาจจะมีความดีแต่ต้องไม่ใช่เป็นตัวตั้ง น่าจะต้องใช้ใจเป็นตัวตั้งแล้วเหตุผลตามมา ผมว่าที่อาจารย์เปลี่ยนไปเพราะแต่ก่อนใช้เหตุผลนำ แต่ตอนหลังใช้ใจนำ มีความเมตตา การอยู่ร่วมกัน ผมคิดว่าจุดสำคัญของโลกน่าจะอยู่ตรงนี้ น่าจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน อาจจะฟังดูยากและหลายคนคงไม่เห็นด้วย คือไม่ใช้เหตุผลเป็นตัวนำ แต่ใช้ใจนำ

นายแพทย์โกมาตร: ผมฟังอาจารย์ประมวลแล้ว รู้สึกว่ามันเป็นความอ่อนโยนต่อชีวิตที่เกิดขึ้นอย่างมาก ที่ทำให้เราเข้าไปสัมพันธ์กับคนอื่นเปลี่ยนไปจากเดิม จากที่อาจจะไปละเมิดเขาได้ง่ายๆ กลับมีความอ่อนโยนมากขึ้น อย่างหมาขี้เรื้อนหรือกับงูที่กำลังจะตายก็เป็นชีวิต อาจเรียกได้ว่าชีวิตมีความศักดิ์สิทธิ์ที่เราจะไปละเมิดไม่ได้ พอได้ไปสัมผัสเรื่องราวก็ยิ่งทำให้มีความละเอียดอ่อน มีความอ่อนโยนกับชีวิตมากขึ้น ยิ่งกับคนที่อยู่กับเรามา ได้เคยดูแลเรามาจะยิ่งอ่อนโยนขึ้น ภรรยาทั้งหลายได้ยินแล้วคงอยากจะให้สามีไปเดิน (เสียงหัวเราะ)

อาจารย์เอกวิทย์: ผมคิดว่าวันนี้ ทุกๆ ท่านคงจะเห็นด้วยว่าเราได้ฟังอะไรที่พิเศษมากๆ ผมเป็นนักฟังปาฐกถาอภิปรายมามาก แต่วันนี้ผมรู้สึกจับใจในความจริงใจและในสัจธรรมที่อาจารย์ประมวลได้นำมาให้เรา อยากจะขอเรียกเล่นๆ ว่า การเดินทางของอาจารย์ครั้งนี้ เป็นการเดินทางเพื่อค้นพบสัจธรรมทางจิตวิญญาณโดยแท้จริง นำไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้ สิ่งปรุงแต่งที่วิเศษวิลิศมาหราทั้งหลายคงไม่มีความหมายเท่าไหร่ แต่ความหมายแท้จริงอยู่ที่เราเห็นคุณค่าของชีวิต สัมผัสชีวิตด้วยความอ่อนโยนจนเข้าถึงความจริงหลายสิ่งหลายอย่าง ที่คนธรรมดาสามัญทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้

อยากเรียนถามเป็นความรู้จากอาจารย์ว่า ผมคิดว่ากว่าจะมาถึงขั้นที่อาจารย์ตัดสินใจออกเดินทาง แล้วค้นพบอะไรดีๆ ในชีวิตนี้ ผมมีสมมติฐานว่าอาจารย์ได้สั่งสมบารมีในทางธรรมมาพอสมควร ไม่ว่าจะเรียนอะไร ประสบการณ์ที่ไหน จะเก็บสะสมไว้เป็นทุนในจิตของอาจารย์ค่อนข้างมาก ดังนั้นการเดินทางของอาจารย์จึงไม่เหมือนคนอื่น ต้องถือว่าเป็นการเดินประพฤติธรรมและค้นพบทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่หมาขี้เรื้อน ซึ่งก็มีคุณค่าความหมาย

อีกอย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นการเรียนรู้ที่วิเศษมาก คืออาจารย์ค้นพบความเป็นมนุษย์ที่แท้ แม้แต่กับคนยากไร้หรือหมาขี้เรื้อน ก็สามารถสัมผัสได้ว่าเขามีจิตที่งาม ดูว่าไร้การศึกษา ดูว่าพเนจร ดูว่ายากจนข้นแค้น แต่จริงๆ นั่นคือสมบัติของมนุษย์ที่แท้ที่อาจารย์ไปค้นพบ เพราะฉะนั้นประสบการณ์ของอาจารย์ ผมถือว่ามีคุณค่าสูงมาก ควรที่คนจะได้อ่านได้ฟังมากทีเดียว แต่สิ่งที่ผมวิตกอยู่อย่างหนึ่งคือ ถ้าพิมพ์เป็นเล่มและคนได้อ่าน จะมีคนจำนวนหนึ่งที่เข้าถึง แต่ถ้าอ่านเร็วๆ อ่านผ่านไป อ่านเอาเรื่องจะเข้าไม่ถึง ต้องอ่านอย่างพินิจจึงจะเข้าถึงทุกถ้อยคำ ก็คงจะดีแน่ แต่ดีที่สุดคือได้ฟังจากอาจารย์เอง เพราะว่ามันมีอีกภาษาหนึ่ง คือกิริยาท่าทีและความจริงใจในการแสดงออก เรียบๆ แต่มีค่าสูงกว่าตัวหนังสือ ผมเลยคิดว่าเราต้องทำทั้งสองอย่างประกอบกัน

อย่างเมื่อเร็วๆ นี้เราได้เห็นตัวอย่างที่คุณหมอหลายๆ ท่านไปไต้หวันมา แล้วเอาภาพของธรรมาจารย์เจิ้งเหยียนมาให้ดู ผมดูบุคลิกท่านแล้ว มันมีความหมายที่มากกว่าถ้อยคำ ผมเลยฝากได้ด้วยว่า มันน่าจะไปด้วยกัน จะด้วยวิธีการใดๆ ก็สุดแล้วแต่ เลยทำให้คิดถึงคำของนักปราชญ์ท่านหนึ่ง ผมจำไม่ได้ว่าใครที่กล่าวว่า "The medium is the message." คือท่าที กิริยา ถ้อยคำที่เป็นบุคลิกของแต่ละคนมันสื่อความหมายมากกว่าถ้อยคำ นี่เป็นประเด็นที่ผมได้เรียนรู้ขณะนี้ แล้วอยากให้อาจารย์ช่วยเล่าต่ออีกนิดว่า อาจารย์สั่งสมระบบการเรียนรู้ของอาจารย์ไว้อย่างไรก่อนที่จะตัดสินใจออกเดิน

เรื่องที่สองเป็นความคิดเห็นสั้นๆ คือประสบการณ์การเดินของอาจารย์ ทำให้ผมคิดถึงนักปราชญ์ท่านหนึ่งที่ผมนับถือมาก คือเฮนรี เดวิด ธอโร ท่านผู้นี้อยู่กับธรรมชาติ แต่ที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือ ท่านผู้นี้นิยมการเดิน และการเดินของท่านไม่ใช่การเดินทั่วๆ ไป แต่คือการเดินเพื่อศึกษาธรรมชาติรอบตัว เดินเพื่อศึกษาจิตของตัวเอง เดินอย่างมีสติคุมทุกขณะจิต เดินแบบนี้ท่านถือว่าเป็นการเจริญสมาธิที่วิเศษมาก ท่านไม่ได้พูดภาษาชาวพุทธ เพราะท่านไม่ได้เกิดในวัฒนธรรมพุทธ แต่สิ่งที่ท่านสื่อ ผมว่ามันตรงกับที่อาจารย์ได้ปฏิบัติมาแล้วในการเดินทางครั้งนี้

สุดท้ายอยากจะถามอาจารย์เป็นคำถามที่สองว่า นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป อาจารย์คิดและตั้งใจจะทำอะไรอีก ถ้าคิดและทำแล้วจะเผื่อแผ่มาให้พวกเราได้รับรู้ด้วยจะยินดี

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

คลิกไปอ่านต่อ การวิจัยด้วยฝ่าเท้า : ประมวลเพ็งจันทร์ ๒






สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4 I สารบัญเนื้อหา 5
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม



มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 950 เรื่อง หนากว่า 15000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com


สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

 



220749
release date
เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนรวบรวมบทความทุกสาขาวิชาความรู้ เพื่อเป็นฐานทรัพยากรทางความคิดในการส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้มแข็ง เพื่อพัฒนาไปสู่สังคมที่ยั่งยืน มั่นคง และเป็นธรรม
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้ผลิตแผ่นซีดี-รอม เพื่อการค้นคว้าที่ประหยัดให้กับผู้สนใจทุกท่านนำไปใช้เพื่อการศึกษา ทบทวน และอ้างอิง สนใจดูรายละเอียดท้ายสุดของบทความนี้




นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน สามารถ
คลิกอ่านบทความก่อนหน้านี้ได้ที่ภาพ
หากสนใจดูรายชื่อบทความ ๒๐๐ เรื่อง
ที่ผ่านมากรุณาคลิกที่แถบสีน้ำเงิน
A collection of selected literary passages from the Midnightuniv' s article. (all right copyleft by author)
Quotation : - Histories make men wise; poet witty; the mathematics subtile; natural philosophy deep; moral grave; logic and rhetoric able to contend.... There is no stond or impediment in the wit, but may be wrought out by fit studies: like as diseases of the body may have appropriate exercise. Bacon, of studies
ประวัติศาสตร์ทำให้เราฉลาด; บทกวีทำให้เรามีไหวพริบ; คณิตศาสตร์ทำให้เราละเอียด; ปรัชญาธรรมชาติทำให้เราลึกซึ้ง; ศีลธรรมทำให้เราเคร่งขรึม; ตรรกะและวาทศิลป์ทำให้เราถกเถียงได้… ไม่มีอะไรสามารถต้านทานสติปัญญา แต่จะต้องสร้างขึ้นด้วยการศึกษาที่เหมาะสม เช่นดังโรคต่างๆของร่างกาย ที่ต้องดำเนินการอย่างถูกต้อง
สารานุกรมมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จัดทำขึ้นเพื่อการค้นหาความรู้ โดยสามารถสืบค้นได้จากหัวเรื่องที่สนใจ เช่น สนใจเรื่องเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ ให้คลิกที่อักษร G และหาคำว่า globalization จะพบบทความต่างๆตามหัวเรื่องดังกล่าวจำนวนหนึ่ง
The Midnight University
the alternative higher education
การวิจัยด้วยฝ่าเท้า : ประมวล เพ็งจันทร์
บทความลำดับที่ ๙๘๐ เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๙
H
home
back home
R
related

ข้อความบางส่วนจากบทความ
ประเวศ วะสี : ผมคิดว่าขณะนี้ทั่วโลก โดยวิธีการที่เราเรียน เราใช้เหตุผลนำ จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ทำอะไรต้องมีเหตุผล คิดต้องมีเหตุผล ทีนี้การใช้เหตุผลมันนำไปสู่การสร้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อะไรต่ออะไรที่มหัศจรรย์ แต่การใช้เหตุผลมันตกไปสู่อำนาจของกิเลสได้ง่าย เกิดการใช้เทคโนโลยีเป็นอำนาจไปเที่ยวทำกับผู้คนต่างๆ การใช้เหตุผลไม่มีพลังอำนาจพอที่จะต่อสู้กับกิเลสในตัว บางทีกลับตกเป็นเหยื่ออีก แล้วโลกก็เป็นอย่างที่ว่านี้

ถึงแม้จะคิดเครื่องบินได้ คิดโน่นคิดนี่ได้ แต่ว่าโลกก็แตกเป็นเสี่ยงๆ เพราะการใช้เหตุผลทำให้แยกส่วน ที่อาจารย์พูดว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลง จากเดิมใช้เหตุผลว่า ภรรยาจะไปกินอะไร ทำไมต้องไปกินอย่างนั้น มันไกล เสียเวลา คุ้มหรือเปล่า นี่คิดด้วยเหตุผล แต่ตอนหลังจะเปลี่ยนไปใช้ใจนำ ผมคิดว่าเท่าที่ดูและสรุป โลกยุ่งเพราะเราใช้เหตุผลนำ ไม่ได้ใช้ใจนำ ที่จริงต้องใช้ใจนำแล้วเหตุผลตาม ขณะนี้เหตุผลมันนำเพราะเป็นวิทยาศาสตร์ อาจจะมีความดีแต่ต้องไม่ใช่เป็นตัวตั้ง น่าจะต้องใช้ใจเป็นตัวตั้งแล้วเหตุผลตามมา

สักพักหนึ่งก็รู้สึกว่ามีอะไรมาสะกิดสีข้าง ผมเลยเอื้อมมือไปสัมผัสดู ปรากฏว่าเป็นหมาขี้เรื้อนที่ไม่มีขนแล้ว มีแต่หนังสากๆ ผมลองจับดูปรากฏว่ามีทั้งซ้ายและขวา เลยเกิดความรู้สึกวูบหนึ่งตอนนั้นว่า อ๋อ! ผมนอนที่วัด แล้วหมาเหล่านี้ตอนหัวค่ำมันเห่ารังเกียจ ไม่ต้องการให้ผมมานอนที่ศาลานี้ พอผมรู้สึกได้ขณะนั้น ผมเกิดความรู้สึกที่ดีมากๆ กับการมีชีวิตอยู่ มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ได้มีเหตุมีผลอะไร แต่รู้สึกดีที่ว่า หนึ่งหมาต้อนรับผม เป็นมิตรแล้ว สองรู้สึกว่าชีวิตผมยังมีอยู่พอเหลือไออุ่นให้กับหมาขี้เรื้อนได้ ถ้าสมมติว่าเกิดตอนหัวค่ำนี้ผมตายลง ร่างผมคงเย็นชืด แล้วคงไม่มีประโยชน์อะไรที่หมาจะมานอนด้วย เพราะฉะนั้นการที่ผมยังมีชีวิตอยู่แม้ไม่ทำอะไรเลยก็ยังมีคุณค่าให้กับหมาขี้เรื้อน

 

midnightwalk