Free Documentation License
Copyleft : 2006, 2007, 2008
Everyone is permitted to copy and distribute verbatim copies of this license
document, but changing it is not allowed.

หากนักศึกษา และสมาชิกประสงค์ติดต่อ
หรือส่งบทความเผยแพร่บนเว็บไซต์
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กรุณาส่ง email ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com
midnightuniv@yahoo.com
midarticle@yahoo.com

กลางวันคือการเริ่มต้นเดินทางไปสู่ความมืด ส่วนกลางคืนคือจุดเริ่มต้นไปสู่ความสว่าง เที่ยงวันคือจุดที่สว่างสุดแต่จะมืดลง
ภารกิจของมหาวิทยาลัยคือการค้นหาความจริง อธิบายความจริง ตีความความจริง และสืบค้นสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความจริง
บทความวิชาการทุกชิ้นของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างถาวรเพื่อใช้ประโยชน์ในการอ้างอิงทางวิชาการ
ภาพประกอบดัดแปลงเพื่อใช้ประกอบบทความทางวิชาการ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการ
ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังเปิดรับงานแปลทุกสาขาวิชาความรู้ ในโครงการแปลตามอำเภอใจ และยังเปิดรับงานวิจัยทุกสาขาด้วยเช่นกัน ในโครงการจักรวาลงานวิจัยบนไซเบอร์สเปซ เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน สนใจส่งผลงานแปลและงานวิจัยไปที่ midnightuniv@yahoo.com

The Midnight University

ทำความเข้าใจความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ยศธรและอัมมานา
: ความรุนแรงยังไม่จางที่ภาคใต้ (๒)
รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
(คณะกรรมการ
รอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ)

รายงานที่ปรากฏบนหน้าเว็บเพจนี้ เป็นรายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ
เกี่ยวกับ การเอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์ (ร่างที่ 8) ซึ่งได้นำมาเผยแพร่บางส่วนดังประเด็นต่อไปนี้
1. เรื่องของยศธรและอัมมานา
2. กรอบคิดเพื่ออธิบายปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
3. วินิจฉัยเหตุ: ทำความเข้าใจความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
3.1 ปัจจัยชั้นบุคคล 3.2 ปัจจัยชั้นโครงสร้าง 3.3 ปัจจัยชั้นวัฒนธรรม:
4. สรุปข้อวินิจฉัยเหตุของปัญหา

midnightuniv@yahoo.com

(บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา)
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 948
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๙
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 12.5 หน้ากระดาษ A4)

 

รายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ
เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์ (ร่างที่ 8)

ยศธรและอัมมานา : ความรุนแรงยังไม่จางที่ภาคใต้ (๒)
3.2.2 เศรษฐกิจท้องถิ่น
ถ้าพิจารณาตั้งแต่ปี 2533 ถึง 2546 เศรษฐกิจของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เข้มแข็งนัก เห็นได้ว่าขยายตัวอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าพื้นที่อื่น ๆ และประเทศไทยโดยรวมอย่างมาก ปัญหาเศรษฐกิจของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีผลมาจากความตกต่ำในภาคเกษตรที่สำคัญ จนทำให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ติดอันดับ 1-4 ของจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนด้านรายได้มากที่สุดของภูมิภาค

นอกจากนั้น ตั้งแต่ปี 2533 ถึง 2546 พบว่ามีผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัวต่ำกว่าที่ปรากฏในจังหวัดภาคใต้อื่น ๆ และในระดับประเทศ ดังข้อมูลที่สำคัญ ซึ่งมีจำนวน"คนจน"รวมสูงถึง 311,500 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 47.6 ของคนจนทั้งภูมิภาค นอกจากนั้นยังเป็นพื้นที่ซึ่งมีการกระจายรายได้ไม่เท่าเทียมกันสูง

แต่ทั้งรายได้เฉลี่ยและการกระจายรายได้ก็ล้วนเป็นภาพนิ่ง ที่ไม่แสดงให้เห็นพลวัตของปัญหาเศรษฐกิจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งพึ่งพิงภาคเกษตรมากเกินไป ภาคเกษตรในทุกพื้นที่จะต้องมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เป็นปัจจัยรองรับกระบวนการผลิต แต่ทรัพยากรธรรมชาติใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังถูกแรงกดดันอย่างมาก

เมื่อภาคที่ใช้แรงงานมากที่สุดถูกแรงกดดันเช่นนี้ (23) ผู้คนที่หาเลี้ยงชีพในภาคเกษตรก็มีเหตุผลอันชอบที่จะออกไปแสวงหางานหรืออาชีพในภาคอื่น ๆ แต่กลับเป็นว่าโอกาสมีงานทำของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ค่อนข้างน้อย เป็นเหตุให้แรงงานโดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ในวัย 20-24 ปี ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสัดส่วนว่างงานสูงกว่าภาคอื่น ๆ

นอกจากนี้ยังพบว่า พื้นที่ซึ่งมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความรุนแรงสูงหรือที่เรียกว่า "พื้นที่สีแดง" ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มี 257 หมู่บ้าน จากจำนวนหมู่บ้านทั้งหมด 1,638 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 15.7 ของจำนวนหมู่บ้านทั้งหมด ที่น่าสนใจคือ ปรากฏว่าทั้ง 3 จังหวัดมีหมู่บ้าน "สีแดง" อยู่ทั้งสิ้น 120 หมู่บ้าน และร้อยละ 46.7 ของหมู่บ้าน "สีแดง" ทั้งหมดมีความขัดแย้งทางทรัพยากร คือ ปัญหาอุทยานแห่งชาติทับที่ทำกินของชาวบ้าน เมื่อพิจารณาจังหวัดปัตตานีเฉพาะในอำเภอที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล พบหมู่บ้าน "สีแดง" ถึง 44 หมู่บ้านหรือร้อยละ 58.7 ของจำนวนหมู่บ้านติดฝั่งทะเลทั้งหมด 75 หมู่บ้าน (24)

ถ้า "สีแดง" ของหมู่บ้านเกิดขึ้นเพราะความรุนแรง ก็เป็นไปได้ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งทางทรัพยากรอยู่ด้วย คงไม่ใช่เพราะมี "คนร้าย" คิดก่อการใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่รัฐและราษฎรสามัญเท่านั้น ความกดดันทางทรัพยากรย่อมผลักชาวบ้านให้เข้าสู่มุมอับแห่งความยากจน เมื่อผู้คนที่ยากจนไม่แข็งแกร่งทางการศึกษาเพียงพอที่จะมีทางเลือกในชีวิตอื่น ๆ ความกดดันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้วิธีลดปัญหาความรุนแรงทางหนึ่ง คือ ลดความกดดันทางทรัพยากร โดยการให้สิทธิชุมชนจัดการทรัพยากร คือ ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน บนพื้นฐานความเชื่อทางศาสนธรรม ทั้งหมดนี้เป็นไปได้โดยอาศัยกฎกติกาที่กำหนดในรัฐธรรมนูญไว้แล้ว

3.2.3 การศึกษา
แรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ ที่ผลักดันให้คนออกจากภาคเกษตรไปแสวงหาอาชีพอื่นๆ นั้นมิได้เป็นปรากฏการณ์เฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เกิดขึ้นแทบจะทั่วประเทศไทย ที่แตกต่างกันคือ เกษตรกรและบุตรหลานของเขาในพื้นที่อื่นๆ สามารถหาทางออกด้วยการไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคอื่นๆ แต่สำหรับประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดูจะประสบปัญหาในการได้งานทำมากกว่าในภาคอื่นๆ ซึ่งเป็นผลมาจากความอ่อนแอของระบบการศึกษาสามัญ

ในปี 2545 ประชากรอายุ 20-29 ปี ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับการศึกษาสามัญโดยเฉลี่ยรวม 8.3 ปี ขณะที่ในจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้ได้รับ 9.5 ปี และในภาคอื่นๆ ได้รับ 9 ปี ประชากรในวัยเรียนของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถจบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้เพียงร้อยละ 2 ในด้านคุณภาพการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบทั่วประเทศโดยกระทรวงศึกษาธิการแสดงว่านักเรียนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้คะแนนต่ำกว่านักเรียนในภาคอื่นๆ ในทุกวิชายกเว้นภาษาอังกฤษ

ปัญหาเรื่องระดับและผลการศึกษาที่กล่าวถึงข้างต้นนี้เป็นเรื่องของสามัญศึกษา และอาจจะเป็นปัญหาแต่เฉพาะคนไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูเท่านั้น ทั้งนี้มิได้หมายความว่าคนเหล่านี้จะเรียนน้อยกว่าคนไทยในจังหวัดอื่นๆ ความจริงแล้วสามารถกล่าวได้ว่า นักเรียนมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้เวลาในการเรียนมากกว่านักเรียนไทยพุทธโดยทั่วไป

เพราะผู้ปกครองต้องการให้บุตรหลานของตนเรียนศาสนาควบคู่ไปกับวิชาสามัญ และวิชาอิสลามศึกษาที่เรียนกันในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามนั้น เข้มข้นกว่าวิชาศาสนาที่สอนอยู่ในโรงเรียนของรัฐมาก ผลก็คือ เด็กมุสลิมประมาณ 2 ใน 3 จะถูกผู้ปกครองส่งไปเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งมีชั่วโมงเรียนรวมกันประมาณสัปดาห์ละ 35 ชั่วโมง เทียบกับโรงเรียนรัฐบาลที่มีชั่วโมงเรียน 25 ชั่วโมงในหนึ่งสัปดาห์

เหตุที่นักเรียนมุสลิมสามารถเรียนสามัญศึกษา ควบคู่กับการเรียนศาสนาได้ในปัจจุบัน เป็นผลพวงของวิวัฒนาการอันยาวนานของระบบการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและอคติที่มีต่อกันระหว่างรัฐและชุมชนชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู ฝ่ายชุมชนไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูมักมองว่า รัฐไทยจะใช้การศึกษาภาคบังคับเป็นเครื่องมือในการกลืนวัฒนธรรมมลายูมุสลิมให้หมดสิ้นไป ฝ่ายรัฐบาลก็มองสถาบันการสอนศาสนาที่ชุมชนตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันศึกษาปอเนาะว่า เป็นแหล่งเพาะอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนและอุดมการณ์อิสลามที่ใช้ความรุนแรงในระยะหลังๆ

ถึงแม้ว่าทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจนค่อนข้างลงตัว แต่ที่ยังค้างอยู่มีเพียงเรื่องเดียวคือ วิธีการที่จะสอนภาษาไทยอย่างมีประสิทธิภาพให้แก่เด็กที่มีภาษามลายูเป็นภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม อคติที่ยังมีอยู่ยังไม่หมดสิ้นไป กล่าวคือ ในฝ่ายรัฐมักมีนักการเมืองหรือข้าราชการ ที่ยังไม่เข้าใจปัญหาออกมาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันศึกษาปอเนาะ และเสนอให้ปิดสถาบันการศึกษาที่ชุมชนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ค่อนข้างภาคภูมิใจเหล่านี้ อีกด้านหนึ่งผู้ก่อการก็ดูจะเลือกสถานที่และบุคลากรด้านการศึกษาเป็นเป้าหมายหนึ่งในการก่อความไม่สงบ ระหว่างเดือนเมษายน 2547 ถึงเดือนกรกฎาคม 2548 มีโรงเรียนถูกวางเพลิงไปแล้ว 61 แห่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 ถึงมิถุนายน 2548 มีครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษาถูกฆ่า 24 คนและได้รับบาดเจ็บ 18 คน

3.2.4 ประชากร
ลักษณะพิเศษของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ วัฒนธรรมของประชากรในพื้นที่ที่แตกต่างไปจากส่วนอื่นของประเทศไทย ประชากรส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 79.3 หรือ 1.4 ล้านคน นับถือศาสนาอิสลามและนิยมพูดภาษามลายู โดยมีประชากรชาวไทยพุทธอยู่เพียงร้อยละ 20.1 กระจายอยู่ทั่วไปทั้งในเขตเมืองและชนบท

ที่น่าสนใจคือ อัตราการขยายตัวของประชากรชาวไทยพุทธในพื้นที่ลดลงอย่างมากในช่วง 15 ปีก่อนจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงตั้งแต่ต้นปี 2547 ในสายตาของชาวพุทธในพื้นที่บางส่วนเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนประชากรดังกล่าวเป็นปัญหา ก่อภาระให้แก่รัฐด้วยการต้องนำภาษีอากรไปดูแลอุดหนุนประชากรมุสลิมที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะครอบครัวมุสลิมยากจน ขาดโอกาส ไม่สามารถบำรุงเลี้ยงให้ประชากรที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ให้มีคุณภาพดีได้ ขณะเดียวกันจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นนี้ ก็สร้างความกังวลให้แก่บางคนเรื่องความมั่นคงของประเทศ แต่จำนวนบุคลากรในภาครัฐกลับมีโครงสร้างที่ไม่สอดคล้องกับสัดส่วนประชากรในพื้นที่ คือมีข้าราชการที่เป็นไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูไม่มากนัก

3.2.5 ภูมิศาสตร์ชายแดน
พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยมีอาณาเขตติดต่อกับตอนเหนือของมาเลเซียเป็นระยะทางยาวถึง 573 กิโลเมตร ประชากรทั้ง 2 ประเทศในเขตนี้ใกล้ชิดกันมาก กระทั่งบางคนเห็นว่า แม่น้ำโกลกซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติที่กั้นโกตาบาห์รูออกจากจังหวัดนราธิวาส เป็นเพียงทางระบายน้ำในฤดูน้ำหลากเท่านั้น (25)

ความใกล้ชิดในสภาพภูมิศาสตร์เช่นนี้ ส่งผลให้เกิดปัญหาอย่างน้อย 2 ประการคือ

ประการแรก ปัญหาคน 2 สัญชาติซึ่งมีจำนวนมาก (26) เรื่องนี้ฝ่ายความมั่นคงเห็นว่าเป็นปัญหา

ประการที่สอง การอพยพข้ามไปฝั่งมาเลเซีย เช่นที่เกิดขึ้นกับกรณีคนไทย 131 คนอพยพไปอยู่ในรัฐกลันตัน หลังเกิดเหตุที่บ้านละหาร จังหวัดนราธิวาส เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2548 ส่งผลให้มีปฏิกิริยาจากมาเลเซีย ในกรณีนี้นิก อาซิซ ผู้ว่าการรัฐกลันตันและผู้นำพรรคปาส (Pertubuhan Angkatan Sabilullah - PAS ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของมาเลเซีย) กล่าวว่าเรื่องการกำหนดท่าทีผู้อพยพจากฝั่งไทยขอให้เป็นเรื่องของรัฐบาลกลาง หลังจากนั้นได้กล่าวในการละหมาดวันศุกร์ที่มัสยิดแห่งหนึ่งว่า ทางพรรคจะช่วยรับบริจาคเงินและเสื้อผ้าอาหารเพื่อช่วยผู้อพยพกลุ่มนี้ และถือว่าเป็นกลุ่มผู้เดือดร้อนเข้าข่ายผู้ที่ควรได้รับความช่วยเหลือในรูปของซะกาต และว่าการอพยพของคนกลุ่มนี้สำคัญมากสำหรับชาวกลันตัน เพราะญาติพี่น้องของชาวกลันตันจำนวนมากยังติดอยู่ในความขัดแย้งฝั่งไทย

หลังจากนั้นแม้แต่ฝ่ายรัฐบาลคือ ฮิชามุดดิน ฮุซเซน หัวหน้ากลุ่มยุวชนพรรคอัมโน (United Malays National Organization - UMNO) ซึ่งมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้กล่าวว่า ตนเองประสานงานเรื่องสถานการณ์ภาคใต้ของไทยอยู่ตลอด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของไทยนั้น เป็นที่รู้สึกได้ในมาเลเซีย (27) ด้วยความสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์ในลักษณะนี้ การแก้ปัญหาภาคใต้จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทางการมาเลเซีย ทั้งในระดับรัฐบาลกลางและระดับรัฐทางตอนเหนือ ดังนั้นจะมองมาเลเซียเป็นผู้ร้ายไม่ได้ (28)

3.3 ปัจจัยชั้นวัฒนธรรม
ประกอบด้วย ภาษา-ศาสนา, ประวัติศาสตร์

3.3.1 ภาษา-ศาสนา
ชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นคนเชื้อสายมลายู พูดภาษามลายูปัตตานีซึ่งใกล้เคียงกับภาษามลายูกลันตัน ความเป็นมลายูนี้เชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับ "โลกวัฒนธรรมมลายู" ซึ่งต่อเนื่องยืนยงทั้งในทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ จากตอนเหนือของแหลมมลายูถึงสุมาตรา ไปจนถึงตอนใต้ของ ฟิลิปปินส์ การเป็นส่วนหนึ่งของ "โลกวัฒนธรรมมลายู" นี้ถูกขับให้เด่นชัดเพราะปัจจัยในทางภูมิศาสตร์ด้วย

เมื่อถามชาวบ้านในพื้นที่ว่าเขาเป็นใคร คำตอบที่ได้คือ เป็น "คนมลายูมุสลิม คือ เชื้อชาติมลายูนับถือศาสนาอิสลาม บางครั้งมักเรียกตนเองว่า เป็น 'คนอิสลาม' ด้วยน้ำเสียงแสดงถึงความภูมิอกภูมิใจ และบ่งบอกว่าตนเองมีความเคร่งครัดทางศาสนาในระดับสูง" บางคนก็จะตอบว่าเขาเป็น "ออแฆนายู" (คนมลายู) ไม่ใช่ "ออแฆซีแย" หรือ "ออแฆซิยัม" (คนสยาม) เป็นไปได้ว่าเขาไม่กล้าตอบว่าเป็น "คนไทย" เพราะในความเข้าใจของผู้คนส่วนหนึ่ง "คนไทยหรือคนสยาม คือชาวพุทธ" หากตอบว่าเป็น "ออแฆซีแย" อาจทำให้เขาต้องตก "มุรตัด" คือหลุดพ้นจากศาสนาอิสลาม (29) ในแง่นี้ภาษา และศาสนาก่อร่างสร้างรูปเป็นอัตลักษณ์ของชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่นี้อย่างเข้มข้นและต่อเนื่องนานมา

นอกจากนี้ความภักดีต่อภาษามลายูของชาวบ้านมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังขึ้นต่อการที่ เขาเป็นคนในเขตชนบทซึ่งใช้ภาษานี้ทั้งเมื่อยังเป็นเด็กกับพ่อแม่ และใช้ในการศึกษาทางศาสนา ในแง่นี้ภาษามลายูซึ่งกลายเป็นเครื่องกำหนดเขตแดนว่าใครเป็นหรือไม่เป็นคนมลายู เป็นเครื่องเชื่อมร้อยผู้คนในปัจจุบันเข้ากับอดีตอันรุ่งเรืองของอาณาจักรปัตตานี ยิ่งเมื่อแหลมมลายูตกอยู่ใต้อิทธิพลของศาสนาอิสลาม ผู้คนในดินแดนนี้ก็นำอักษรอาหรับมาเขียนในระบบภาษามลายู

ด้วยเหตุนี้ภาษามลายูที่เขียนด้วยอักษรอาหรับจึงไม่ใช่มีเพียงคุณค่าทางการสื่อสาร แต่ยังมีความหมายทางศาสนาเพราะใช้ในการศึกษาและเผยแพร่ศาสนาอิสลาม ตลอดจนในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ดังนั้นสำหรับพวกเขา ภาษามลายูจึงเป็นดังขุมทรัพย์อันทรงค่าทางวัฒนธรรม และเป็นเกียรติภูมิของชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูในเวลาเดียวกัน (30)

ในทางหนึ่งความเป็น "มลายู" นี้แตกต่างจากการเป็นคนมาเลย์ในประเทศมาเลเซีย เพราะขณะที่มาเลเซียเป็นประเทศซึ่งเพิ่งเกิดใหม่ใน คริสตศตวรรษที่ 20 ปัตตานีในอดีตเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาอิสลาม 1 ใน 2 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อีกแห่งหนึ่งคือ อาเจะห์ ซึ่งถือกันว่าเป็นประตูสู่นครมักกะห์อันศักดิ์สิทธิ์) มากว่า 700 ปีแล้ว อันที่จริงเมื่อ 300 ปีก่อน ปัตตานีได้กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาอิสลามที่ดีที่สุดในแหลมมลายู (31) ตำราทางศาสนาอิสลามทั้งหมดที่เขียนโดยปวงปราชญ์ปัตตานีนั้น ถ้าไม่เป็นภาษาอาหรับ ก็เขียนเป็นภาษามลายูด้วยอักษรอาหรับที่เรียกว่าตัวหนังสือยาวี

ผู้คนส่วนใหญ่ในเขต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นับถือศาสนาอิสลาม และเช่นเดียวกับชาวมุสลิมส่วนใหญ่ในโลก พวกเขาเป็นสายสุหนี่ (Sunni) ไม่ใช่ชีอะห์ (Shi'a) (32) อาจกล่าวได้ว่า ศาสนาอิสลามเชื่อมผู้คนที่นับถือศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้ากับชะตากรรมของโลกมุสลิม และดังนั้นจึงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ของโลกที่เกี่ยวข้องกับมุสลิมเข้าไว้ด้วย (33)

ในบริบทของปัญหาความรุนแรงจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเรื่องที่ควรเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาอิสลามอยู่ 2 เรื่อง คือ "ความเคร่งครัดทางศาสนาของชาวมุสลิม" และ "ทัศนะของชาวมุสลิมต่อความยุติธรรมและการต่อสู้"

1) ความเคร่งครัดทางศาสนาของชาวมุสลิม ในสังคมไทยส่วนใหญ่ ตำแหน่งแห่งที่ของความเคร่งครัดทางพระศาสนาอยู่ในศีลาจารวัตรของภิกษุสงฆ์ ส่วนในอิสลามไม่มีนักบวช ดังนั้นมุสลิมทุกคนทั้งชายและหญิง จึงอยู่ในฐานะทั้งเป็นผู้ครองเรือนและผู้ครองธรรมในเวลาเดียวกัน ซึ่งทำให้วิถีในการดำเนินชีวิตของทุกคนต้องอยู่ในกรอบของศาสนาในทุกห้วงเวลา เช่น มุสลิมต้องละหมาดวันละ 5 เวลา ต้องจ่ายซะกาตและถือศีลอดในแต่ละรอบปี ส่วนผู้ที่มีความสามารถจะต้องไปประกอบพิธีฮัจญ์

นอกจากนั้นอิสลามยังได้กำหนดวิถีในการดำเนินชีวิตให้เป็นครรลองในการปฏิบัติทุกย่างก้าว เช่น การกินอยู่ การแต่งกาย ความสะอาด ดังนั้น การที่รัฐบาลไทยปล่อยให้วัฒนธรรมอันไม่พึงประสงค์เข้ามามีอิทธิพลในสังคมมากเกินไป อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาวมุสลิมรู้สึกไม่สบายใจนัก ที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น

ศาสนาอิสลามถือว่าความสะอาดเป็นส่วนหนึ่งของความศรัทธาทางศาสนา ซึ่งมีลักษณะเฉพาะในบริบทของศาสนาอิสลาม เช่น บางหมู่บ้านอาจแลดูไม่ถูกสุขอนามัย แต่ถ้าชาวบ้านมุสลิมใช้พื้นที่บริเวณนั้นละหมาดได้ ก็นับว่า "สะอาด" ที่สำคัญบ้านของมุสลิมจะไม่เพียงเป็นที่พักอาศัย แต่บ้านยังใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ เช่น การละหมาด การอ่านคัมภีร์ อัล-กุรอาน บ้านจึงต้องสะอาดตามบริบทของศาสนา นอกจากนั้นก่อนการละหมาด ก่อนการจับต้องและอ่านคัมภีร์มุสลิมก็ต้องอาบน้ำละหมาด

ความไม่เข้าใจในเรื่อง "ความสะอาด" อาจเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น โรงเรียนบากงพิทยา ตำบลบางเขา อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ถูกค้น 2 ครั้งก่อนเหตุการณ์ปล้นปืนวันที่ 4 มกราคม 2547 เจ้าหน้าที่อ้างว่า เพราะนักเรียน 4 คนก่อเหตุยิงตำรวจที่ ตำบลตุยง จังหวัดปัตตานี ครั้งแรกเจ้าหน้าที่นำกำลังมาประมาณ 100 นาย เข้าพังฝาอาคารเรียน ใส่รองเท้าเข้าตรวจค้นทุกที่รวมทั้งมัสยิด ครั้งที่สองนำสุนัขตำรวจเข้ามาตรวจค้นด้วย

บาบอเจ้าของโรงเรียนเล่าว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่กลับกันแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ ล้างปอเนาะทั้งโรง ไม่เว้นแม้กระทั่งบ้านของบาบอ และบริเวณมัสยิดเป็นการป้องกันไว้ก่อน เพราะบางทีสุนัขอาจกระโดดเข้ามาตอนกำลังค้นหา (34) ทั้งหมดนี้เพราะหากพิจารณาตามหลักการของศาสนาอิสลามแล้ว "สุนัข" โดยเฉพาะน้ำลายสุนัขถือว่าสกปรก ("นะญิส") เชื่อกันว่าการปฏิบัติศาสนกิจในที่ที่ไม่สะอาด ผู้ปฏิบัติก็จะไม่ได้ผลบุญ บาบอเจ้าของโรงเรียนรู้สึกว่า "สิ่งที่เจ้าหน้าที่ทำเป็น 'ลือโมะสมางะ' หมายถึง ทำให้เรารู้สึกว่าหมดกำลังใจ ว่าทำไมเขาถึงทำได้ขนาดนี้ และทำให้เราเสียศักดิ์ศรีของความเป็นมุสลิม รู้สึกเศร้าเสียใจ แล้วก็โกรธด้วย และคิดว่า 'เขาไม่เชื่อเราถึงขนาดนี้เชียวหรือ' ทั้งที่บาบอพยายามอดทนมากที่สุดแล้ว ก็ยังอดคิดแบบนี้ไม่ได้ เพราะไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้" แต่ก็ถือว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นการทดสอบของพระผู้เป็นเจ้า (35)

มักกล่าวกันว่าศาสนาอิสลามเป็น "วิถีชีวิต" ในแง่นี้ศาสนาอิสลามก็ไม่ต่างอะไรจากระบบวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่เป็นกรอบกำหนดพฤติกรรมที่ยอมรับให้ปฏิบัติได้ หรือที่ถือว่าไม่ถูกต้อง วัฒนธรรมกำหนดแบบแผนพฤติกรรม เช่น การกิน การอยู่ การแต่งกาย ความสัมพันธ์กับคนต่างเพศ เป็นต้น คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยอาจไม่ยึดถือแบบแผนพฤติกรรมอย่างเคร่งครัดนัก แต่สำหรับชาวมุสลิม แบบแผนพฤติกรรมอาจมีมิติทางศาสนาและจิตวิญญาณ ด้วยเหตุนี้เรื่องซึ่งดูเหมือนเล็กน้อย ก็กลายเป็นปมขยายความขัดแย้งให้เคลื่อนเข้าหาความรุนแรงได้

2) ทัศนะของชาวมุสลิมต่อความยุติธรรมและการต่อสู้ เมื่อพิจารณาเหตุการณ์รุนแรงที่เกี่ยวข้องกับชาวมุสลิมไม่ว่าจะเป็นในตะวันออกกลางและในที่อื่น ๆ คำกล่าวว่า "ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาของสันติภาพ" ดูเหมือนจะเป็นถ้อยคำที่ขัดกับความเป็นจริงในโลก แต่หากจริงจังกับคำกล่าวนี้ คงต้องเข้าใจปมสำคัญของปัญหานี้ด้วยว่า

สำหรับมุสลิม "สันติภาพ" หมายรวมถึงความยุติธรรมด้วย ศาสนาอิสลามอนุญาตให้ชาวมุสลิมต่อสู้ได้เพื่อปกป้องพิทักษ์สัจธรรม รักษาความสงบสันติ และยับยั้งความอยุติธรรม การข่มขู่ และการละเมิดรุกรานได้

"และเพราะเหตุใดสูเจ้าจึงจะไม่ต่อสู้ในหนทางของพระเป็นเจ้า
(เพื่อ) บรรดา บุรุษ สตรี และเด็ก ๆ ผู้ถูกกดขี่
ผู้ซึ่งร่ำร้องสวดอ้อนวอนว่า
"พระเป็นเจ้า ทรงโปรดปลดปล่อยเราจากดินแดนนี้ที่ชาวเมืองเป็นผู้กดขี่
ด้วยพระเมตตาของพระองค์ โปรดประทานผู้ช่วยเหลือและปกป้องแก่เราด้วย"
ผู้ศรัทธาต่อสู้ในหนทางของพระเป็นเจ้า
แต่ผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อสู้เพื่อความไม่เป็นธรรม"
ความหมายพระคัมภีร์ อัล-กุรอ่าน ซูเราะห์ (บทที่) 4 อายะห์ (วรรค) 75-76

จะเห็นได้ว่า ศาสนาอิสลามอนุญาตให้มุสลิมครุ่นคิดหาวิธีการต่าง ๆ ในกรอบของศาสนามาดิ้นรนต่อสู้ เพื่อให้รอดพ้นจากการกดขี่ข่มเหง และความไม่เป็นธรรมจากน้ำมือของฝ่ายอธรรม ในแง่นี้ แนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีซึ่งมีพื้นฐานทางศาสนาอิสลาม เช่น วิธีการพูดความจริงต่อหน้าผู้ปกครองที่ไม่เป็นธรรม หรือการแสดงออกด้วยการคัดค้านไม่ร่วมมือกับผู้ที่ใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม จึงเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ปัญหานี้

ด้วยเหตุนี้มุสลิมคงต้องสำรวจตรวจสอบว่า โลกรอบ ๆ ตัวนั้นมีผู้คนได้รับความอยุติธรรมหรือไม่ ตนเองปิดหูปิดตาไม่ยอมได้เห็นได้ยินความทุกข์ทรมานของเพื่อนมนุษย์หรือไม่ และถ้าพบว่ามีสภาพเช่นนี้ ก็ต้องตั้งคำถามว่าแล้วจะทำอย่างไรต่อไป ชีวิตของชาวมุสลิมดำรงอยู่ในโลกที่มีพระผู้สร้าง ให้ทั้งพยายามอดทนกับชะตากรรมที่ตนประสบในฐานะบททดสอบจากพระเป็นเจ้า และให้พยายามต่อสู้เปลี่ยนแปลงโลกที่ไม่เป็นธรรมให้ดีขึ้น เป็นธรรมขึ้นในฐานะที่เป็นมุสลิมด้วย

ที่สำคัญต้องตระหนักว่า การต่อสู้เช่นนี้มิใช่เป็นเพียงประเด็นทางการเมือง แต่เป็นภาระทางจิตวิญญาณที่ผู้ศรัทธาต้องหาหนทางให้กับตัวเองด้วยวิธีการต่าง ๆ คือด้วยการกระทำ ด้วยวาจา หรือไม่เช่นนั้นก็ด้วยจิตใจ ลักษณะเช่นนี้หมายความว่า ในวัฒนธรรมอิสลามนั้นเองมีระบบความหมายที่พร้อมจะให้ความชอบธรรม กับการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมอยู่แล้ว จากมุมมองของมุสลิมนั้นถือได้ว่า การต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมเป็นสิ่งควรกระทำ มีเหตุผลทางศาสนาสนับสนุนมั่นคง เพราะถือได้ว่าเป็นการต่อสู้ในหนทางของพระเป็นเจ้า

3.3.2 ประวัติศาสตร์
3 ปีหลังการสถาปนาราชวงศ์จักรีเมื่อ 2325 ปัตตานีมิได้ส่งบรรณาการให้แก่กรุงสยาม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงส่งกองทัพเรือเข้าโจมตีปัตตานี ชาวเมืองปัตตานีล้มตายลงมาก ที่สุดก็ยอมแพ้ต่อสยาม ในปี 2351 พระองค์ทรงโปรดให้ปรับการบริหารราชการแผ่นดินในพื้นที่นี้เป็น 7 หัวเมือง คือ ปัตตานี หนองจิก ยะหริ่ง รามัน ยะลา สายบุรี และระแงะ

แต่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญยิ่งกว่า เกิดขึ้นพร้อมกับกำเนิดของรัฐชาติสยามใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อสยามปฏิรูปการปกครองแผ่นดินครั้งใหญ่ ด้วยการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ปรับปรุงระบบภาษีอากรตามระเบียบกระทรวงการคลังใหม่ ผลประการหนึ่งคือ ความขัดแย้งระหว่างส่วนกลางกับผู้นำท้องถิ่น ทั้งในเรื่องผลประโยชน์และศักดิ์ศรีการเป็นผู้ปกครองเดิม จนในปี 2445 เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า "ขบถ ร.ศ. 121" คือ เกิดขบถเงี้ยวเมืองแพร่ในภาคเหนือ ขบถผู้มีบุญภาคอีสาน และขบถ "เจ้าแขกเจ็ดหัวเมือง" ในภาคใต้

อาจกล่าวได้ว่าการเกิดขบถในทุกภาคของประเทศในปีเดียวกันเช่นนี้ เป็นปฏิกิริยาของท้องถิ่นต่อการรวมศูนย์อำนาจของรัฐสยามใหม่ เมื่อเหตุการณ์ยุติลง ตนกูอับดุลกาเดร์ หรือพระยาวิชิตภักดี ซึ่งเป็นเจ้าเมืองปัตตานีในขณะนั้น ก็ถูกรัฐบาลกรุงเทพ ฯ จับกุมตัวไป นับเป็นจุดจบแห่งยุคสมัยรายาปัตตานี

ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2452 สยามลงนามในสัญญากรุงเทพ ฯ ยกสิทธิการปกครองและบังคับบัญชาเหนือไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิส รวมทั้งเกาะใกล้เคียงคิดเป็นเนื้อที่ 15,000 ตารางไมล์และพลเมืองกว่า 500,000 คนให้อังกฤษ โดยฝ่ายอังกฤษรับรองว่าจะให้รัฐบาลสหพันธรัฐมลายูจัดการหนี้สินที่รัฐเหล่านั้นมีกับรัฐบาลสยามให้เรียบร้อย และจะยอมยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต รวมถึงอำนาจกงสุลในสยาม ถ้าสยามปฏิรูปกฎหมายเรียบร้อยให้คนในบังคับอังกฤษมีสิทธิเช่นเดียวกับคนพื้นเมือง เว้นแต่ไม่ต้องเป็นทหารเท่านั้น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสเมื่อคราวเสด็จประพาสหัวเมืองมลายูของไทยในปี 2434 ว่า "เราไม่มีผลประโยชน์เป็นพิเศษแต่อย่างใดในบรรดาหัวเมืองเหล่านี้...หากเราต้องสูญเสียหัวเมืองเหล่านี้ให้อังกฤษ เราจะขาดแต่เพียงดอกไม้เงินดอกไม้ทอง นอกเหนือจากเครื่องบรรณาการนี้แล้ว ก็ไม่มีการสูญเสียด้านวัตถุอื่นใดอีก อย่างไรก็ตาม การสูญเสียดินแดนเหล่านี้ไป ย่อมเป็นการเสื่อมเสียเกียรติภูมิของประเทศ นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไม เราจึงต้องย้ำความเป็นเจ้าของดินแดนในส่วนนี้..." (36)

ดินแดนซึ่งเคยเป็นอาณาจักรปัตตานีถูกแยกออกเป็น 2 ส่วน ด้านเหนือกลายมาเป็นของรัฐสยามและด้านใต้ตกอยู่ใต้บังคับของบริติช มลายา กล่าวได้ว่า นับแต่นั้นมาตอนเหนือของอาณาจักรปัตตานีเดิมก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสยามใหม่ เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศที่เป็นเอกรัฐ แบ่งแยกไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญทุกฉบับ นับแต่เปลี่ยนการปกครองในปี 2475 เป็นต้นมา

ในแง่นี้ปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือได้ว่าเป็นปัญหาประวัติศาสตร์ที่ผู้คนแถบนี้มีประวัติศาสตร์เฉพาะของตนเอง ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับอยุธยา-กรุงเทพ ฯ แต่เพราะความทรงจำและสำนึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ "บ้าน" ของผู้คนในปัตตานีที่ยังทรงพลังจนปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ของเขาจึง "ขัดฝืน" เข้ากันไม่ได้กับประวัติศาสตร์มาตรฐาน ที่กำหนดขึ้นโดยอำนาจรัฐจากกรุงเทพ ฯ (37)

ด้วยเหตุนี้จึงอาจมองประวัติศาสตร์ของอาณาบริเวณปัตตานีได้เป็น 2 มุม จากทัศนะของอยุธยา-กรุงเทพ ฯ ประวัติศาสตร์ปัตตานีเป็นประวัติศาสตร์ของการขบถ แข็งเมือง ทุกครั้งที่อำนาจของอยุธยา-กรุงเทพ ฯ อ่อนลง อาณาจักรปัตตานีก็จะเป็น "ขบถ"

แต่ถ้ามองประวัติศาสตร์เดียวกันนี้จากมุมมองปัตตานี ก็จะเห็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้เพื่อความเป็นอิสระ ในแง่นี้พลังอำนาจของประวัติศาสตร์มิได้อิงอยู่กับตำราเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ หรืองานเขียนทางวิชาการที่บันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ไว้เท่านั้น แต่พลังอำนาจของประวัติศาสตร์ขึ้นอยู่กับความหมายที่ผู้คนให้กับเรื่องราวในอดีต ในเวลาที่พวกเขาดิ้นรนต่อสู้เพื่อพิทักษ์สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเครื่องนิยามวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของเขา

4. สรุปข้อวินิจฉัยเหตุของปัญหา
แม้บางฝ่ายจะเชื่อว่า แกนนำของกลุ่มก่อความรุนแรงจำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้ยากจนหรือมิได้เผชิญกับความไม่เป็นธรรมมาโดยตรง แต่ทั้งความยากจนและความไม่ยุติธรรมก็เกี่ยวข้องกับการก่อความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (38) กอส. เห็นว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจอย่างปัญหาความยากจน หรือความไม่เป็นธรรมเกี่ยวข้องกับปัญหาความรุนแรง เพราะเป็นทั้งเงื่อนไขที่ทำให้เกิดแนวร่วม และการสนับสนุนทั้งในและนอกพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นข้ออ้างในการต่อสู้ใช้ความรุนแรงได้

บางคนเห็นว่าศาสนาอิสลามก่อให้เกิดความรุนแรง แต่ กอส. วินิจฉัยชัดว่า ศาสนาไม่ใช่เหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้น แต่ก็เกี่ยวกับความรุนแรงนี้ในฐานะข้ออ้างที่คนบางกลุ่มนำมาใช้ให้ความชอบธรรมกับวิธีการรุนแรงของตน (39) ที่สำคัญศาสนาก็ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ใช้ให้ความชอบธรรมเช่นนี้ ประวัติศาสตร์ปัตตานีและอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ความเป็นมลายูก็ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างให้ความชอบธรรม กับการใช้ความรุนแรงด้วยเช่นเดียวกัน

บริบทของโลกที่ความรุนแรงปรากฏอยู่ในรูปของการโจมตีสหรัฐ ฯ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 หรือการโต้ตอบของสหรัฐ ฯ ด้วยการรุกรานอัฟกานิสถาน และโจมตีอิรัก ก็เกี่ยวข้องกับความรุนแรงได้ เพราะสามารถนำมาใช้เป็นเงื่อนไขให้เห็นว่า โลกมุสลิมกำลังถูกรุกรานโดยจักรวรรดิอเมริกันในสงครามที่ไม่เป็นธรรม

ถ้านำข้อวินิจฉัยเหล่านี้มาจัดเรียงเป็นชั้นคำอธิบายปรากฏการณ์ความรุนแรง จะเห็นว่า ความรุนแรงเกิดขึ้นจากเงื่อนไข 3 ประการ คือ

ประการแรก เงื่อนไขเชิงบุคคล ได้แก่ ผู้ก่อความไม่สงบและฝ่ายรัฐซึ่งตอบโต้ด้วยความรุนแรง

ประการที่สอง
เงื่อนไขเชิงโครงสร้าง อันได้แก่

- ความไม่เป็นธรรมอันเกิดขึ้นจากกระบวนการยุติธรรมและการปกครองที่เป็นอยู่
- ปัญหาทางเศรษฐกิจและทรัพยากรธรรมชาติที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องประสบ
- การศึกษาที่ไม่สามารถเอื้ออำนวยให้ประชาชน มีพลังเอาชนะการท้าทายทางสังคมในรูปต่าง ๆ ทั้งทางโลกและทางธรรม
- สภาพของประชากร
- ปัญหาเกิดขึ้นในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทำให้เกิดการเปรียบเทียบอย่างแจ่มชัดในคุณภาพชีวิต ระหว่างผู้คนที่มีเชื้อสายศาสนาเดียวกัน เป็นมลายูมุสลิมเช่นเดียวกันใน 2 ประเทศ คือบริเวณชายแดนภาคใต้ของไทย และในมาเลเซีย

ประการที่สาม เงื่อนไขทางวัฒนธรรม คือ ลักษณะเฉพาะทางศาสนาและชาติพันธุ์ในพื้นที่คือ ศาสนาอิสลาม ภาษามลายู และประวัติศาสตร์ปัตตานี สิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขในสังคมซึ่งทำหน้าที่ให้ความชอบธรรมกับการใช้ความรุนแรง หรือทำให้ผู้คนไม่น้อยยอมรับหรือเห็นด้วยกับฝ่ายที่ใช้ความรุนแรง ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อาศัยเงื่อนไขทาง ชาติพันธุ์ ผสานกับศาสนามาเป็นข้ออ้างให้ความชอบธรรม กับการใช้ความรุนแรงในการต่อสู้เพื่อเป้าหมายของตนในนามของอัตลักษณ์ความเป็นมลายูมุสลิม

คลิกกลับไปทบทวนตอนที่ ๑

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เชิงอรรถ

(23) ภาคเกษตรใน 3 จังหวัดยังเป็นภาคที่จ้างแรงงานมากที่สุดคือประมาณ 1 ใน 3 ของแรงงานทั้งหมด

(24) รายงานของคณะอนุกรรมการศึกษาวิถีทางเพื่อพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ (กรุงเทพ ฯ: คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, 2548), หน้า 7

(25) Nadzru B. Azhari, "The Crisis in the South: A Kelantanese perspective," The Nation (May 14, 2004)

(26) ตัวเลขคน 2 สัญชาติยังไม่ชัดเจนนัก สถานทูตไทยในกัวลาลัมเปอร์ และสถานกงสุลไทยในโกตาห์ บารู ระบุว่า คนไทยที่มีถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ในกลันตัน และมีสิทธิลงคะแนนเสียงในมาเลเซียมีจำนวน 30,000 คน คม ชัด ลึก, 28 กันยายน 2548

(27) ปรางค์ทิพย์ ดาวเรือง, การวิจัยเรื่องสื่อสิ่งพิมพ์มาเลเซีย กับปัญหาความขัดแย้งในสามจังหวัดภาคใต้ของไทย (กรุงเทพ ฯ: คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, 2548)

(28) "หวั่นเหตุร้ายตุลาซ้ำรอยบาหลี," บางกอกทูเดย์ , 4 ตุลาคม 2548

(29) อลิสา หะสาเมาะและดุษณ์ดาว เลิศพิพัฒน์ , รายงานวิจัยอัตลักษณ์ของชาวมลายูมุสลิม: พื้นที่แห่งการปะทะต่อรอง (กรุงเทพ ฯ : คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, 2548)

(30) Seni Mudmarn, "Language Use and Loyalty among the Muslim Malay of Southern Thailand." (Ph.D. Dissertation, State University of New York at Buffalo, 1988)

(31) ครองชัย หัตถา, ปัตตานี: การค้าและการเมืองการปกครองในอดีต (ปัตตานี: โครงการปัตตานีศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี, 2541) , หน้า 61-62

(32) ดูความเข้าใจผิดในเรื่องนี้ของเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งระบุว่า ได้วิเคราะห์สังคมมุสลิมแล้วพบว่า "สตูลส่วนใหญ่เป็นสุหนี่ ที่ยะลา ปัตตานี และนราธิวาสได้รับอิทธิพลมาจากอิหร่านมากที่สุด" ในคณะทำงานสำรวจรับฟังความคิดเห็นของคณะอนุกรรมการเพื่อความปรองดองชุดที่ 5 คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, รายงานความคิดเห็นของกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ต่อการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัด (2548), หน้า 63

(33) โปรดพิจารณาบทวิเคราะห์กรณีที่ชาวมุสลิมในภาคใต้ของไทยประท้วงสงครามที่สหรัฐฯ บุกอิรักได้ใน Chaiwat Satha-Anand, "Praying in the Rain", Global Change, Peace and Security Vol. 16 No.2 (June 2004), pp. 151-168

(34) เวลาล้างต้องล้างด้วยน้ำสะอาด 7 ครั้ง และ1 ใน 7 ครั้งจะต้องใช้ "น้ำดิน" กว่าจะได้ "น้ำดิน" มา ต้องหาลักษณะดินที่สะอาดและขุดเอาดินนั้นขึ้นมาทำการ 'สาเมาะ' หมายถึง การเอาดินโคลน 1 กำมือ ผสมกับน้ำสะอาดกลายเป็นน้ำโคลน แล้วจึงนำมาล้างปอเนาะทั้งหมด 1 ครั้ง และล้างกับน้ำที่สะอาดที่สุดถึง 6 ครั้ง

(35) อลิสา หะสาเมาะและดุษณ์ดาว เลิศพิพัฒน์, รายงานวิจัยอัตลักษณ์ของชาวมลายูมุสลิม: พื้นที่แห่งการปะทะต่อรอง

(36) อ้างถึงใน ครองชัย หัตถา, ปัตตานี: การค้าและการเมืองการปกครองในอดีต, หน้า 111

(37) ธงชัย วินิจจะกูล, ข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลา: ปาฐกถา 14 ตุลา ประจำปี 2548 (กรุงเทพ ฯ: มูลนิธิ 14 ตุลา, 2548), หน้า 68-73

(38) ดูตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่างความยากจนและสงครามกลางเมืองคือ ยิ่งมีคนจนมากยิ่งมีโอกาสเกิดสงครามกลางเมืองได้มากใน A more secure world: Our shared responsibility: Report of the High-level Panel on Threats, Challenges and Change (New York: United Nations, 2004), pp. 15.

(39) ดูการวิเคราะห์เรื่องนี้ได้ใน Chaiwat Satha-Anand, Islam and Violence: A Case Study of Violent Events in the Four Southern Provinces, Southern Thailand, 1976-1981. (Tampa, Florida: University of South Florida, Monographs in Religion and Public Policy, 2nd printing, 1990).





สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4 I สารบัญเนื้อหา 5
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม



มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 900 เรื่อง หนากว่า 13000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com


สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

 



150649
release date
เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนรวบรวมบทความทุกสาขาวิชาความรู้ เพื่อเป็นฐานทรัพยากรทางความคิดในการส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้มแข็ง เพื่อพัฒนาไปสู่สังคมที่ยั่งยืน มั่นคง และเป็นธรรม
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้ผลิตแผ่นซีดี-รอม เพื่อการค้นคว้าที่ประหยัดให้กับผู้สนใจทุกท่านนำไปใช้เพื่อการศึกษา ทบทวน และอ้างอิง สนใจดูรายละเอียดท้ายสุดของบทความนี้




นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน สามารถ
คลิกอ่านบทความก่อนหน้านี้ได้ที่ภาพ
หากสนใจดูรายชื่อบทความ ๒๐๐ เรื่อง
ที่ผ่านมากรุณาคลิกที่แถบสีน้ำเงิน
A collection of selected literary passages from the Midnightuniv' s article. (all right copyleft by author)
Quotation : - Histories make men wise; poet witty; the mathematics subtile; natural philosophy deep; moral grave; logic and rhetoric able to contend.... There is no stond or impediment in the wit, but may be wrought out by fit studies: like as diseases of the body may have appropriate exercise. Bacon, of studies
ประวัติศาสตร์ทำให้เราฉลาด; บทกวีทำให้เรามีไหวพริบ; คณิตศาสตร์ทำให้เราละเอียด; ปรัชญาธรรมชาติทำให้เราลึกซึ้ง; ศีลธรรมทำให้เราเคร่งขรึม; ตรรกะและวาทศิลป์ทำให้เราถกเถียงได้… ไม่มีอะไรสามารถต้านทานสติปัญญา แต่จะต้องสร้างขึ้นด้วยการศึกษาที่เหมาะสม เช่นดังโรคต่างๆของร่างกาย ที่ต้องดำเนินการอย่างถูกต้อง
สารานุกรมมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จัดทำขึ้นเพื่อการค้นหาความรู้ โดยสามารถสืบค้นได้จากหัวเรื่องที่สนใจ เช่น สนใจเรื่องเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ ให้คลิกที่อักษร G และหาคำว่า globalization จะพบบทความต่างๆตามหัวเรื่องดังกล่าวจำนวนหนึ่ง
The Midnight University
the alternative higher education
รายงาน กอส.สาเหตุแห่งความรุนแรงที่ภาคใต้
บทความลำดับที่ ๙๔๘ เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๙
H
home
back home
R
related

ข้อความบางส่วนจากบทความ
3 ปีหลังการสถาปนาราชวงศ์จักรีเมื่อ 2325 ปัตตานีมิได้ส่งบรรณาการให้แก่กรุงสยาม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงส่งกองทัพเรือเข้าโจมตีปัตตานี ชาวเมืองปัตตานีล้มตายลงมาก ที่สุดก็ยอมแพ้ต่อสยาม ในปี 2351 พระองค์ทรงโปรดให้ปรับการบริหารราชการแผ่นดินในพื้นที่นี้เป็น 7 หัวเมือง คือ ปัตตานี หนองจิก ยะหริ่ง รามัน ยะลา สายบุรี และระแงะ

แต่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญยิ่งกว่า เกิดขึ้นพร้อมกับกำเนิดของรัฐชาติสยามใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อสยามปฏิรูปการปกครองแผ่นดินครั้งใหญ่ ด้วยการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ปรับปรุงระบบภาษีอากรตามระเบียบกระทรวงการคลังใหม่ ผลประการหนึ่งคือ ความขัดแย้งระหว่างส่วนกลางกับผู้นำท้องถิ่น ทั้งในเรื่องผลประโยชน์และศักดิ์ศรีการเป็นผู้ปกครองเดิม จนในปี 2445 เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า "ขบถ ร.ศ. 121" คือ เกิดขบถเงี้ยวเมืองแพร่ในภาคเหนือ ขบถผู้มีบุญภาคอีสาน และขบถ "เจ้าแขกเจ็ดหัวเมือง" ในภาคใต้

 

ในทางหนึ่งความเป็น "มลายู" นี้แตกต่างจากการเป็นคนมาเลย์ในประเทศมาเลเซีย เพราะขณะที่มาเลเซียเป็นประเทศซึ่งเพิ่งเกิดใหม่ใน คริสตศตวรรษที่ 20 ปัตตานีในอดีตเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาอิสลาม 1 ใน 2 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อีกแห่งหนึ่งคือ อาเจะห์ ซึ่งถือกันว่าเป็นประตูสู่นครมักกะห์อันศักดิ์สิทธิ์) มากว่า 700 ปีแล้ว อันที่จริงเมื่อ 300 ปีก่อน ปัตตานีได้กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาอิสลามที่ดีที่สุดในแหลมมลายู ตำราทางศาสนาอิสลามทั้งหมดที่เขียนโดยปวงปราชญ์ปัตตานีนั้น ถ้าไม่เป็นภาษาอาหรับ ก็เขียนเป็นภาษามลายูด้วยอักษรอาหรับที่เรียกว่าตัวหนังสือยาวี