Free Documentation License
Copyleft : 2006, 2007, 2008
Everyone is permitted to copy and distribute verbatim copies of this license
document, but changing it is not allowed.

หากนักศึกษา และสมาชิกประสงค์ติดต่อ
หรือส่งบทความเผยแพร่บนเว็บไซต์
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กรุณาส่ง email ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com
midnightuniv@yahoo.com
midarticle@yahoo.com

กลางวันคือการเริ่มต้นเดินทางไปสู่ความมืด ส่วนกลางคืนคือจุดเริ่มต้นไปสู่ความสว่าง เที่ยงวันคือจุดที่สว่างสุดแต่จะมืดลง
ภารกิจของมหาวิทยาลัยคือการค้นหาความจริง อธิบายความจริง ตีความความจริง และสืบค้นสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความจริง
บทความวิชาการทุกชิ้นของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างถาวรเพื่อใช้ประโยชน์ในการอ้างอิงทางวิชาการ
ภาพประกอบดัดแปลงเพื่อใช้ประกอบบทความทางวิชาการ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการ
ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังเปิดรับงานแปลทุกสาขาวิชาความรู้ ในโครงการแปลตามอำเภอใจ และยังเปิดรับงานวิจัยทุกสาขาด้วยเช่นกัน ในโครงการจักรวาลงานวิจัยบนไซเบอร์สเปซ เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน สนใจส่งผลงานแปลและงานวิจัยไปที่ midnightuniv@yahoo.com

The Midnight University

การเมืองภาคประชาชนในเวเนซุเอลา
การปฏิวัติโบลิวาร์ : การเมือง เศรษฐกิจ สังคมภาคพลเมือง

ภัควดี วีระภาสพงษ์
นักวิชาการ และนักแปลอิสระ

บทความวิชาการบนหน้าเว็บเพจนี้ ได้รับมาจากผู้เขียน
เป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวทางการปฏิวัติโบลิวาร์ของประชาชนที่จัดตั้งขึ้นมา
เพื่อต่อสู้กับระบบการปกครอง ระบบราชการ และการครอบงำทางเศรษฐกิจของกลุ่มอำนาจเก่าในเวเนซุเอลา
เฉพาะในบทความนี้มีสาระสำคัญดังหัวข้อต่อไปนี้คือ

อำนาจของพลเมืองและประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม, โครงการทางสังคมของการปฏิวัติโบลิวาร์,
สื่ออิสระ: ติดอาวุธให้การปฏิวัติโบลิวาร์, ผู้หญิงบนเส้นทางปฏิวัติโบลิวาร์,
ธนาคารเพื่อการพัฒนาของผู้หญิง
midnightuniv@yahoo.com

(บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา)
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 946
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๙
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 11.5 หน้ากระดาษ A4)

 

การปฏิวัติโบลิวาร์ : การเมือง เศรษฐกิจ สังคมภาคพลเมือง
ภัควดี วีระภาสพงษ์ : นักวิชาการอิสระ


อำนาจของพลเมืองและประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
แนวคิดของการปฏิวัติโบลิวาร์คือการก้าวให้พ้นจากการเมืองแบบพรรคและระบบอุปถัมภ์ ดึงการตัดสินใจทางนโยบายลงมาให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด ชุมชนต้องมีส่วนรับผิดชอบในการกำกับดูแล ควบคุมและบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ เพื่อกระจายอำนาจจากนักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ให้มาอยู่ในความควบคุมของประชาชนมากที่สุด นี่คือการวางรากฐานของระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (participatory democracy) เพื่อให้ค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ระบอบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งผู้แทน ซึ่งแทบไม่มีความหมายของความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเหลืออยู่เลย

แต่อุดมการณ์บนแผ่นกระดาษดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องง่ายในการเอามาปฏิบัติ สังคมเก่ายังมีแรงเฉื่อยที่ต่อต้านความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าในกลุ่มพลังเก่าที่เสียผลประโยชน์ หรือแม้แต่ในหมู่ประชาชนที่จะได้ประโยชน์เองก็ตาม วัฒนธรรมและความเคยชินเดิม ๆ ยังฝังรากลึกและถูกผลิตซ้ำด้วยกลไกลัทธิเสรีนิยมใหม่อยู่เสมอ อีกทั้งการจัดตั้งในภาคประชาชนก็ยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ

รัฐบาลชาเวซพยายามตอบสนองและทำตามข้อเรียกร้องในการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะในการปกครองระดับท้องถิ่น ดังในกรณีของ สภาวางแผนสาธารณะท้องถิ่น (Local Public Planning Councils--CLPPs) ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 182 ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ CLPPs เป็นองค์กรด้านนโยบายที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการ และลำดับความสำคัญของประชาชนในท้องถิ่น เพื่อให้พลเมืองเป็นผู้วางแผนและพัฒนานโยบาย ส่วนนักการเมืองเป็นผู้นำไปปฏิบัติ ภาคส่วนต่าง ๆ ของประชาสังคม ไม่ว่ากลุ่มทางด้านการศึกษา สาธารณสุข ขนส่งและวัฒนธรรม ฯลฯ จะมีตัวแทนอยู่ใน CLPPs

CLPPs ประกอบด้วยสมาชิกเป็นทางการ 73 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง 36 คน สมาชิกสภาเทศบาล 13 คน ประธานสภาประจำเขต 22 คน และนายกเทศมนตรีกับรองนายกเทศมนตรี แม้ว่านายกเทศมนตรีมีตำแหน่งเป็นประธาน แต่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ เขามีสถานะเป็นแค่สมาชิกคนหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีสมาชิกอย่างไม่เป็นทางการอีก 37 คน 22 คนได้รับเลือกตั้งโดยตรงมาจากชุมชนต่าง ๆ อีก 15 คน ได้รับเลือกมาในฐานะตัวแทนด้านต่าง ๆ ของภาคประชาสังคม คือ สาธารณสุข, การศึกษา, กีฬา, วัฒนธรรม, นิเวศวิทยา, ความปลอดภัย, ธุรกิจในระบบและนอกระบบ, สตรี, ขนส่ง, คณะกรรมการที่ดิน, คนชราและคนพิการ ฯลฯ ภาคส่วนต่าง ๆ นี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละเขต การเลือกตั้งสมาชิกอย่างไม่เป็นทางการจะทำกันในสมัชชาชุมชน

CLPPs จะมีส่วนร่วมในการจัดสรรงบประมาณ ช่วยสร้างความโปร่งใสและป้องกันการคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในเวเนซุเอลามาตลอด CLPPs ต้องจัดประชุมเดือนละครั้ง ต้องทำรายงานส่งให้นายกเทศมนตรีรับทราบ และยื่นข้อเสนอแนะในเรื่องงบประมาณและเรื่องอื่น ๆ

ในระบบการปกครองท้องถิ่นแบบเก่า อำนาจการตัดสินใจรวมศูนย์อยู่ในมือคนไม่กี่คน นายกเทศมนตรีและสภาเทศบาลสามารถผ่านงบประมาณโดย ไม่เคยต้องปรึกษาหารือกับประชาสังคมเลย แต่ในปัจจุบัน พลเมืองไม่เพียงมีส่วนร่วมในการจัดสรรงบประมาณประจำปีเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการกำกับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณด้วย

วิธีนี้จึงสอดคล้องกับทัศนะของโจเซฟ สติกลิทซ์ (Joseph Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี ค.ศ. 2001) ที่เห็นว่า ความล้มเหลวของโครงการพัฒนาในโลกที่สามเกิดมาจากการที่ประชาชนไม่เคยมีส่วนร่วมในกระบวนการ ทั้ง ๆ ที่ประชาชนน่าจะเป็นคนที่เข้าใจความเป็นจริงของตัวเองมากที่สุด จึงน่าจะมีจุดยืนที่ดีที่สุดในการตัดสินใจจัดสรรทรัพยากร CLPPs ทำให้ประชาชนไม่รู้สึกสิ้นหวัง ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่หมากเบี้ยบนกระดานของนักการเมือง ที่มีคุณค่าเฉพาะตอนเลือกตั้งเท่านั้น แต่มีอำนาจบางส่วนอยู่ในมือจริง ๆ

กระบวนการมีส่วนร่วมในการตัดสินทางนโยบายและงบประมาณแบบ CLPPs น่าจะได้รับอิทธิพลบางส่วนมาจาก การจัดทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วมของเมืองปอร์โตอาเลเกรในประเทศบราซิล แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่มันก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่มาก โดยสรุปได้ดังนี้คือ

1. คุณภาพและระดับของการมีส่วนร่วม พลเมืองบางคนก็ไม่สามารถเข้าร่วมประชุม ระดับของการมีส่วนร่วมก็แตกต่างกันไป และคุณภาพของการมีส่วนร่วมมักขึ้นอยู่กับความสามารถของบุคคล ในการทำความเข้าใจศัพท์แสงต่าง ๆ ทางการเมืองและเศรษฐกิจ

2. ไม่มีการแบ่งเขตและเทศบาลใหม่ ทำให้การกระจายพื้นที่และประชากรไม่สม่ำเสมอ บางเขตมีประชากรมากเกินไป บางเขตมีน้อยเกินไป ทำให้การเป็นตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริงยังเป็นปัญหา

3. จากข้อ 2. ในเมื่อทุกเทศบาลได้รับงบประมาณเท่ากัน เขตที่มีประชากรน้อยกว่า ย่อมแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า และเขตที่มีประชากรน้อยมักเป็นเขตที่อยู่อาศัยของคนรวย กฎหมายของ CLPPs มีไว้สำหรับสังคมของคนมีการศึกษา มันไม่เหมาะกับชุมชนแออัดที่คนแทบอ่านเขียนไม่ได้ ไม่มีความรู้ทางการเมืองและเศรษฐกิจ ว่างงาน กินไม่อิ่มและดิ้นรนเอาตัวรอดไปวัน ๆ มันใช้ได้ดีในชุมชนคนชั้นกลางมากกว่า

4. การขาดอำนาจบังคับใช้อย่างเต็มที่ เมื่อสภาเสนอร่างกฎหมายหรืองบประมาณไปแล้ว มันไม่มีอำนาจรับรองให้นำไปใช้ปฏิบัติ อำนาจนั้นยังอยู่ในมือราชการ ลงท้ายแล้ว ตัวแทนที่มาจากระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ก็ยังอยู่ในลำดับขั้นของอำนาจที่ต่ำกว่าตัวแทนที่มาจากระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทนอยู่ดี บทบาทของสมัชชาชุมชนยังจำกัดอยู่แค่การให้คำปรึกษาเท่านั้น ส่วนการอนุมัติงบประมาณยังอยู่ในมือตัวแทนจากระบบผู้แทน

5. ปัญหาหลาย ๆ อย่างไม่ใช่ปัญหาเฉพาะในชุมชน แต่เป็นปัญหาระดับมหภาคหรือระดับชาติ เช่น ปัญหาอาชญากรรม ระบบขนส่งมวลชน ฯลฯ ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจการปกครองท้องถิ่น และถึงแม้มีการประสานงานในการแก้ปัญหา การที่ชุมชนท้องถิ่นจะเข้าไปกำกับดูแลและตรวจสอบการคอร์รัปชั่นในระดับมหภาค ก็ยังทำได้ยากหรือทำไม่ได้เลย

ถึงแม้กระบวนการจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังสนับสนุนกระบวนการนี้อยู่ ดังที่โลเรนซา โรดริเกซ ประธานเขตซูเครในเมืองคารากัสกล่าวว่า "ประชาธิปไตยที่เรามีมาตลอด 40 ปีก่อนชาเวซขึ้นครองอำนาจ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง มันเป็นระบอบเผด็จการที่ปลอมตัวเป็นประชาธิปไตย มันเรียกตัวเองเป็นประชาธิปไตยโดยให้ประชาชนมีสิทธิ์เลือกแค่พรรคใดพรรคหนึ่งในสองพรรคที่มีอยู่..."

"ในฐานะชาวเวเนซุเอลาที่สนับสนุนกระบวนการนี้ นี่คือประชาธิปไตยที่แท้จริง" อาเรลิส กอนซาเลซ สมาชิกสภา CLPPs ในเขตซูเครกล่าว "เรารู้ว่าเราไม่มีทางบรรลุเป้าหมายในเวลาแค่วันสองวัน เราเสียเวลาไป 40 ปีในระบอบที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ความเปลี่ยนแปลงต้องเป็นกระบวนการ กระบวนการอันยาวนาน"

โครงการทางสังคมของการปฏิวัติโบลิวาร์
ดังที่ประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซเคยกล่าวไว้ว่า นโยบายของรัฐบาลคือ "ขจัดความยากจนด้วยการให้อำนาจแก่คนจน" แต่ในช่วง 4 ปีแรกที่เขาครองตำแหน่งประธานาธิบดี (สองปีแรกก่อนใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และสองปีหลังจากได้รับเลือกตั้งครั้งที่สอง) เขายังไม่ได้ดำเนินโครงการทางสังคมตามที่สัญญาไว้มากนัก จนเกือบ ๆ จะถูกตราหน้าว่าเป็นแค่นักฉวยโอกาสทางการเมืองเหมือนอย่างที่ประธานาธิบดีลูลาแห่งบราซิลโดนกล่าวหาอยู่ในขณะนี้

ทว่าหลังจากการรัฐประหาร 2002 เมื่อประชาชนอุ้มเขากลับสู่เก้าอี้ประธานาธิบดี ชาเวซเร่งดำเนินโครงการทางสังคมอย่างจริงจังขึ้น และยิ่งเมื่อได้ชัยชนะในการเข้าควบคุมบริษัทน้ำมัน PDVSA มันเป็นเสมือนการปลดล็อคที่ทำให้รัฐบาลสามารถนำเงินที่ได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันมาใช้ในโครงการทางสังคมอย่างเต็มที่

โครงการทางสังคมที่โดดเด่นของรัฐบาลชาเวซประกอบด้วย:
1. การปฏิรูปการศึกษา มี 2 โครงการคือ "Mision Robinson" โครงการด้านการศึกษาเพื่อให้ผู้ใหญ่และวัยรุ่นที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนสามารถอ่านออกเขียนได้ "Mision Ribas" การสนับสนุนให้ประชาชนทุกคนจบการศึกษาระดับไฮสกูล (โรบินสันและรีบาสเป็นชื่อของผู้นำการต่อสู้เพื่อเอกราชของเวเนซุเอลาในศตวรรษที่ 19) รัฐบาลจัดสร้างโรงเรียนขึ้นใน 336 เทศบาลทั่วประเทศ ใช้อาสาสมัครเป็นครูโดยจ่ายเงินให้ 100 ดอลลาร์ต่อเดือน ใช้สำนักงานเก่าของ PDVSA เป็นโรงเรียนในแต่ละเมือง ให้ทหารขับรถรับส่ง เปลี่ยนตารางเรียนของโรงเรียนประถมและไฮสกูลให้ดูแลเด็กได้ทั้งวัน มีอาหารเช้าและอาหารเที่ยง สร้างมหาวิทยาลัยซีโมน โบลิวาร์ โดยเน้นรับนักเรียนยากจน รวมทั้งให้ทุนนักเรียนยากจนจากชิลีด้วย

2. โครงการด้านสาธารณสุขที่เรียกว่า "Mision Barrio Adentro" (barrio Adentro แปลว่า การเข้าถึงชุมชน)
แก้ปัญหาการขาดสถานพยาบาลในชุมชนยากจน มีการสร้างสถานีอนามัยรองรับทุก 500 ครอบครัว ให้การรักษาพยาบาลและทำฟันฟรี เนื่องจากแพทย์ชาวเวเนซุเอลาตอบรับโครงการนี้น้อยมาก รัฐบาลจึงขอความร่วมมือจากคิวบาให้ส่งแพทย์ชาวคิวบามาประจำสถานพยาบาล โดยจ่ายค่าจ้างให้เดือนละ 250 ดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่าที่แพทย์เวเนซุเอลาได้รับในโรงพยาบาลเอกชน และน้อยกว่าค่าจ้างที่รัฐบาลเสนอให้แพทย์เวเนซุเอลาเข้าร่วมในโครงการ แต่ก็สูงกว่าที่แพทย์ชาวคิวบาได้รับในประเทศของตนมาก

เวเนซุเอลาตอบแทนรัฐบาลคิวบาด้วยการขายน้ำมันให้ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งนักศึกษาอีกหลายพันคนไปเรียนแพทย์ ทั้งในประเทศคิวบาและในประเทศเวเนซุเอลาเอง โครงการนี้ได้รับคำชมเชยอย่างมากจากองค์การอนามัยโลกที่ตั้งอยู่ในละตินอเมริกา และมีคณะผู้แทนจากประเทศซาอุดีอาระเบียเดินทางไปดูงานเพื่อนำมาปรับใช้ในประเทศของตน

3. โครงการส่งเสริมการเกษตร "Mision Vuelvan Caras"
มีการให้สินเชื่อแก่เกษตรกรรายย่อย มีการซื้อวัวจากอาร์เจนตินาและนำแม่วัว 10 ตัวกับพ่อวัว 1 ตัวไปให้สหกรณ์เกษตรแต่ละแห่งแทนเงินกู้ยืม ภายในสองปี สหกรณ์ต้องจ่ายหนี้คืนเป็นวัวจำนวนเท่ากัน โดยนำไปให้สหกรณ์ชาวนาอีกแห่งหนึ่ง รัฐบาลยังตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ด้วย

4. "Mision Mercal" ตลาดและร้านค้าของรัฐบาลที่นำสินค้าราคาถูกมาขาย เป็นการสร้างหลักประกันที่จะขายอาหารราคาถูกแก่ประชาชนที่มีความยากลำบากทางการเงิน

5. "Mision Identidad" จัดทำบัตรประชาชนให้แก่คนที่อาศัยอยู่ในเวเนซุเอลามากว่า 20-30 ปี แต่เกิดในประเทศอื่น ทำให้ไม่มีบัตรประชาชนและไม่มีสิทธิพลเมือง รวมทั้งสิทธิในการเลือกตั้ง ประชาชนตกค้างเหล่านี้มีจำนวนมาก โครงการนี้จะเปลี่ยนโครงสร้างคะแนนเสียงในเวเนซุเอลา และย่อมกลายเป็นฐานเสียงให้ฝ่ายชาเวซต่อไปในอนาคต

6. รัฐบาลตั้งธนาคารใหม่อีก 2 ธนาคาร คือ ธนาคารของผู้หญิงและธนาคารเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้สินเชื่อรายย่อยและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่กิจการขนาดเล็ก

7. โครงการสร้างงาน แทนที่จะนำเข้าสินค้าทุกอย่าง
รัฐบาลต้องการสร้างภาคการผลิตที่แท้จริงขึ้นมาในเวเนซุเอลา เพื่อทำให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น ให้สินเชื่อแก่สหกรณ์เล็ก ๆ เพื่อซื้อรถบรรทุกขนน้ำมันในพื้นที่ของตัวเอง แทนที่จะให้สัญญาจัดจ้างแก่บริษัทเอกชนใหญ่ ๆ เพียงรายเดียวเหมาทั่วประเทศ หรือจ้างชุมชนทำความสะอาดถอนหญ้าใต้เสาไฟฟ้าในเมือง แทนที่จะให้บริษัทใหญ่ ๆ เหมาทำ รัฐบาลยังมีแผนจะก่อตั้งสหกรณ์อีก 50,000 แห่งเพื่อสร้างงานด้วย

สื่ออิสระ: ติดอาวุธให้การปฏิวัติโบลิวาร์

ดังที่กล่าวมาแล้วว่า สื่อมวลชนส่วนใหญ่ในเวเนซุเอลา ทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์และวิทยุ อยู่ในมือของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลชาเวซ โดยเฉพาะกุสตาโว ซิสเนโรส ที่เปรียบเสมือนรูเพิร์ท เมอร์ดอคแห่งละตินอเมริกา ในสมัยก่อนรัฐบาลชาเวซ เวเนซุเอลามีสถานีโทรทัศน์แค่ 4 ช่อง หนังสือพิมพ์ระดับชาติ 10 ฉบับ

สื่อมวลชนเหล่านี้เกือบทั้งหมดมีส่วนพัวพันโดยตรงกับการรัฐประหาร 2002 ทั้งวิทยุและโทรทัศน์ไม่ยอมรายงานข่าวการเดินขบวนสนับสนุนชาเวซระหว่างการรัฐประหาร และถึงขนาดตัดต่อภาพเพื่อใส่ร้ายว่า ผู้สนับสนุนชาเวซเป็นตัวการก่อความรุนแรง ความทุ่มเทของสื่อมวลชนที่จะโค่นล้มชาเวซทำให้ในระหว่างช่วงหยุดกิจการ PDVSA สถานีโทรทัศน์ยอมไม่ออกอากาศโฆษณาสินค้าแม้แต่ชิ้นเดียว แต่ออกอากาศโฆษณาต่อต้านชาเวซถึง 12 ครั้งต่อชั่วโมง

การสร้างสื่อมวลชนท้องถิ่นขึ้นมาจึงเป็นข้อต่อที่สำคัญยิ่ง ทั้งในแง่การสร้างความมั่นคงให้รัฐบาลและการให้การศึกษาแก่ประชาชน รัฐบาลมอบหมายให้ชุมชนที่มีการจัดตั้งทั่วทั้งเวเนซุเอลามีสิทธิได้รับใบอนุญาตเผยแพร่สัญญาณวิทยุโทรทัศน์ชุมชน ปัจจุบัน มีอย่างน้อย 9 สถานีโทรทัศน์ และ 38 สถานีวิทยุ ที่เดิมเคยออกอากาศแบบลักลอบ ตอนนี้ได้กระจายสัญญาณอย่างถูกกฎหมาย รวมทั้งมีสถานีวิทยุโทรทัศน์อีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้มาขออนุญาต นอกจากนี้ ยังมีหนังสือพิมพ์ชุมชนอีกเกือบ 500 ฉบับและเว็บไซท์อีกนับไม่ถ้วน ทั้งหมดนี้ดำเนินงานโดยนักจัดรายการและนักข่าว "สมัครเล่น" ระดับรากหญ้า แต่เจาะข่าวได้ลึกยิ่งกว่าสื่อมวลชนธุรกิจ

ในชุมชนคาเทีย สลัมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองคารากัสและในละตินอเมริกา วิทยุชุมชนแห่งหนึ่งในชื่อ Radio Rebelde (หรือวิทยุขบถ) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2002 สถานที่ตั้งในปัจจุบันอยู่ในตึกที่เป็นศูนย์ชุมชน ประกอบไปด้วยโรงพยาบาลขนาดเล็ก โรงอาหาร และที่พักพิงชั่วคราว สำหรับคนหลายร้อยครอบครัวที่ไร้บ้าน จากเหตุดินถล่มที่เกิดขึ้นแทบไม่เว้นในแต่ละปี

เฮซุส อาร์เทอากา เป็นผู้ประสานงานทั่วไปของสถานีวิทยุแห่งนี้โดยไม่ได้รับเงินเดือน เขามีรายได้เลี้ยงชีพจากการทำงานเป็นพ่อครัวให้โรงอาหารชุมชน ที่แจกอาหารฟรีแก่เด็ก คนแก่และผู้หญิงท้องยากไร้อย่างน้อยวันละ 1 มื้อ

"ตอนที่สถานีวิทยุ Radio Rebelde เริ่มก่อตั้ง" อาร์เทอากา เล่า "มีการประชุมในหมู่สมาชิกชุมชนเพื่อหาแนวทางให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เดี๋ยวนี้เรามีรายการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, สุขภาพอนามัยและธรรมชาติบำบัด นักจัดรายการบางคนทำละครสั้นทางวิทยุ เพื่อให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับประเด็นปัญหาทางสังคม ปัญหายาเสพติดและความรุนแรง มีนักข่าวคอยรายงานข่าวท้องถิ่น และมีรายการเกี่ยวกับความคิดเห็นทางการเมือง สิ่งแวดล้อม การดูแลเด็ก ศาสนา การทำอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย เรามีรายการเพลงทุกประเภทออกอากาศด้วย ไม่ว่าจะเป็นแร็พ, ดนตรีเวเนซุเอลา, ดนตรีโฟล์คของสหรัฐฯ, ซาลซา, เรกเก้, แทงโก้ ฯลฯ"

"การทำสถานีวิทยุไม่ใช่เป้าหมาย มันเป็นวิธีการในการสร้างชุมชน วิธีการหนึ่งในการสร้างเครือข่ายทางสังคม" เขากล่าวต่อ "ชาวบ้านในชุมชนมักแวะมาดื่มกาแฟ พูดคุยกัน มันเป็นกลุ่มทางสังคม ทุกคนสามารถเดินเข้ามาและขอทำรายการ เพียงแต่ต้องมาฝึกอบรมเกี่ยวกับการจัดรายการวิทยุก่อน แล้วก็เขียนเค้าโครงเกี่ยวกับรายการมาให้ดูเท่านั้นเอง เรามีรายการเยอะแยะเลย"

สถานีวิทยุแห่งนี้จัดตั้งในแนวระนาบในหมู่สมาชิกเช่นเดียวกับระบบสหกรณ์ ดังที่อาร์เทอากาอธิบายว่า "เมื่อต้องมีการตัดสินใจใหญ่ ๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของสถานี จะมีการจัดประชุมที่ผู้ผลิตรายการทั้งหมดมาเข้าร่วมและทุกคนมีเสียงเท่ากันหมด เราต้องการให้การตัดสินใจทุกครั้งเป็นการลงมติเอกฉันท์ ถ้าเราลงคะแนนเสียง นั่นเป็นเพราะเราไม่สามารถตัดสินใจเป็นอย่างอื่นได้แล้ว"

เช่นเดียวกับสถานีวิทยุชุมชนอื่น ๆ อีกกว่า 10 แห่งในเมืองคารากัส สถานีวิทยุ Radio Rebelde ได้รับเงินอุดหนุนราว 25% หรือน้อยกว่านั้นจากรัฐบาล เงินทุนส่วนที่เหลือมาจากการโฆษณาและแหล่งทุนอื่น ๆ "เราเชื่อว่าความเป็นอิสระทางการเงินจะทำให้เรามีเสรีภาพที่ไม่ผูกติดกับสถาบันต่าง ๆ อย่างเช่น รัฐบาล และเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราไม่จำเป็นต้องคอยตอบคำถามใคร" อาร์เทอากายืนยัน

เมื่อพูดถึงการผูกขาดของสื่อมวลชนกระแสหลักในเวเนซุเอลา อาร์เทอากากล่าวว่า "สื่อกระแสหลักพวกนั้น-ไม่ใช่ช่องทางในการสื่อสาร แต่เป็นธุรกิจการสื่อสารต่างหาก นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาการบิดเบือน ข้อมูลที่สื่อพวกนั้นเผยแพร่ไม่มีความจริงอยู่เลย มันถูกเสกสรรปั้นแต่งให้รับใช้ทัศนคติทางการเมืองและเศรษฐกิจของพวกเขา... ธุรกิจการสื่อสารต้องการสร้างวัฒนธรรมขึ้นมา มันต้องการล้างความทรงจำทิ้งไป พวกเขาต้องการให้เรากลายเป็นผู้บริโภคยุคโลกาภิวัตน์ พวกเขาต้องการให้เรารู้จักบริทนีย์ สเปียรส์ แต่ไม่รู้ว่าเพื่อนบ้านของเราเองเป็นนักร้อง ไม่รู้จักคุณค่าและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เราต้องการให้ประชาชนรู้จักวัฒนธรรมโลก แต่ในขณะเดียวกันก็รู้จักวัฒนธรรมของตัวเอง ความเป็นไทของตัวเองด้วย"

ฝ่ายตรงข้ามชาเวซ ทั้งในเวเนซุเอลาและในสหรัฐอเมริกา มักเปรียบเทียบชาเวซกับฟิเดล คาสโตร โดยเฉพาะประเด็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อาร์เทอากาเคยไปเที่ยวคิวบามาแล้ว เขายืนยันว่า สถานี Radio Rebelde และวิทยุชุมชนอื่น ๆ ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามรัฐบาลหรือผ่อนปรนการวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อจะได้กระจายเสียงหรือได้รับเงินอุดหนุนก้อนเล็ก ๆ จากรัฐบาลชาเวซ

"นี่คือการปฏิวัติของเวเนซุเอลา ไม่ใช่การปฏิวัติของคิวบา เราต้องการเลียนแบบสิ่งที่ดีจากคิวบา ไม่ใช่สิ่งที่แย่ การปฏิวัติของเราอาจลอกเลียนสูตรสำเร็จและประสบการณ์ต่าง ๆ มาบ้าง แต่มันก็สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วย อย่างที่ชาเวซพูด นี่คือสังคมนิยมแบบใหม่ สังคมนิยมที่ไปกันได้กับทุนนิยม เราไม่ต้องการเหมือนจีน, คิวบาหรือรัสเซีย เราคือชาวเวเนซุเอลา....ชาเวซชนะการลงคะแนนเสียงมาแล้ว 8 ครั้ง และเปอร์เซ็นต์ของคนที่ออกมาลงคะแนนเสียงในเวเนซุเอลาก็สูงกว่าในสหรัฐอเมริกามาก-ประเทศไหนกันแน่ที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่า?"

เวเนซุเอลาไม่ได้มีแต่นางงาม: ผู้หญิงบนเส้นทางปฏิวัติโบลิวาร์
สหภาพแม่บ้านแห่งชาติ
ดังที่ปรามุดยา อนันตา ตูร์ นักเขียนชาวอินโดนีเซียกล่าวไว้ ในระหว่างการกดขี่ ผู้หญิงคือคนที่ต้องทุกข์ทรมานมากที่สุด และในการต่อสู้ ผู้หญิงคือคนที่ต่อสู้อย่างเข้มข้นที่สุด ในการปฏิวัติโบลิวาร์ก็เช่นกัน ผู้หญิงมีบทบาทในองค์กรชุมชนและเป็นคนปลุกระดมชุมชนให้ออกมาลงคะแนนเสียงสนับสนุนชาเวซ

ฮูโก ชาเวซไม่ลืมฐานเสียงที่สำคัญส่วนนี้ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีระบุชัดเจนถึงการให้หลักประกันสุขภาพและสวัสดิการแก่แม่บ้าน สิทธิในการมีบ้านที่สมควรแก่การอยู่อาศัยและสิทธิในการศึกษา หากเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญของประเทศอื่น ๆ ในโลก รัฐธรรมนูญฉบับโบลิวาร์มีความก้าวหน้าในแง่ของการให้ความคุ้มครองต่อ "แม่บ้าน" ซึ่งเป็นสถานภาพที่มักถูกมองข้ามและเพิกเฉยเสมอมา

แต่สิ่งที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญย่อมไม่มีความหมาย หากไม่มีกลุ่มพลังมาคอยผลักดันให้ปฏิบัติตาม กลุ่มผู้หญิงชาวเวเนซุเอลาจึงร่วมกันจัดตั้งเป็น สหภาพแม่บ้านแห่งชาติ (National Housewives' Union) สหภาพแม่บ้านแห่งชาติเริ่มก่อตั้งในปี ค.ศ. 2003 และมีสมาชิกผู้หญิงหลายพันคนจากทั่วทั้งประเทศ สมาชิกส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ และ 30% ของสมาชิกทั้งหมดเป็นแม่ม่ายหรือสาวโสด การเป็นสมาชิกสหภาพไม่มีค่าธรรมเนียม สมาชิกจะได้รับบัตรประจำตัวและรัฐธรรมนูญฉบับโบลิวาร์หนึ่งเล่ม

การทำงานของสหภาพเน้นไปที่การช่วยเหลือเพื่อให้ผู้หญิงพึ่งตัวเองได้ ให้คำแนะนำเรื่องแหล่งเงินทุนต่าง ๆ ให้คำปรึกษาในด้านกฎหมาย แจ้งข่าวสารเกี่ยวกับการศึกษา การรักษาพยาบาลและโครงการอุดหนุนด้านอาหารที่รัฐบาลจัดหาแบบให้เปล่า รวมทั้งเจรจากับรัฐบาลเพื่อขอเงินบำนาญแก่แม่บ้านที่อายุเกินห้าสิบปี สาขาของสหภาพในแต่ละรัฐมักทำงานร่วมกับวิทยุชุมชนในท้องถิ่น เพื่อเป็นช่องทางในการเผยแพร่ข่าวสารและให้ความรู้ มีการจัดประชุมสหภาพเดือนละ 2 ครั้งในช่วงบ่าย เพื่อให้ผู้หญิงที่เป็นสมาชิกจัดเตรียมอาหารให้คนในครอบครัวเสร็จเรียบร้อยก่อน

นอกจากนี้ สหภาพยังส่งเสริมและอบรมให้ผู้หญิงจับกลุ่มกันจัดตั้งสหกรณ์เพื่อทำธุรกิจขนาดเล็ก โดยใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น เช่น ใช้กล้วยที่มีอยู่ในละแวกบ้านมาทำขนม และใช้บริการขนส่งของท้องถิ่นในการทำธุรกิจ เพื่อสร้างงานให้มากขึ้น มีสหกรณ์จำนวนมากที่เกิดมาจากการสนับสนุนของสหภาพ มีทั้งสหกรณ์การทำอาหารและขายอาหาร ไปจนถึงการทอผ้าและตัดเย็บ นอกจากนี้ สหภาพยังให้ประกาศนียบัตรแก่ผู้หญิงที่มีความเชี่ยวชาญในงานบ้านประเภทต่าง ๆ เช่น การอบขนมปัง, การปะชุนเสื้อผ้า, การทำอาหาร, การตัดผม, การทำขนม ฯลฯ

"ผู้หญิงจำนวนมากอยู่แต่ในบ้านตลอดเวลา" ลิซาร์เด ปราดา ผู้ประสานงานของสหภาพแม่บ้านประจำรัฐเมริดากล่าว "ในบ้าน ผู้หญิงต้องเป็นทั้งแม่ครัว, นักตกแต่งบ้าน, ครู, พี่เลี้ยงเด็กและหมอ เป็นทุกอย่างในตัวคน ๆ เดียว สหภาพของเราช่วยสร้างอำนาจให้แม่บ้าน แม่บ้านจำนวนมากต้องทนอุดอู้อยู่กับบ้าน ไม่มีเวลาอ่านเขียน ได้แต่ทำอาหารและทำความสะอาดบ้านตลอดเวลา ไม่รู้ข่าวสารภายนอก ตอนนี้พวกเธอลืมตาดูโลกภายนอกได้แล้ว"

ธนาคารเพื่อการพัฒนาของผู้หญิง (Banmujer)
ผู้หญิงหลายคนนั่งรอหน้าร้านทำผมของมาทิลเด คาลิกซ์เต ร้านของมาทิลเดมีลูกค้ามาเข้าคิวรอเสมอ เพราะเธอกับช่างทำผมอีก 3 คน คิดราคาย่อมเยา ร้านติดเครื่องปรับอากาศและออกแบบทรงผมได้ทันสมัยที่สุดในย่านนี้

ร้านทำผมใช้ห้องเล็ก ๆ ที่อยู่ติดข้างบ้านของมาทิลเด เธอบอกว่า การเปิดร้านเปลี่ยนชีวิตของเธอโดยสิ้นเชิง เธอเคยทำงานเป็นช่างทำผมลูกจ้างในร้านของคนอื่น ต้องทิ้งลูกสาวสามคนให้อยู่บ้านตามลำพัง และมีรายได้แค่ค่าทำผม 30% ต่อหัว จนต้องออกไปหารายได้พิเศษด้วยการทำความสะอาดโรงเรียน ตอนนี้เธอกับเพื่อน ๆ แบ่งรายได้เท่า ๆ กันและเธอมีรายได้มากกว่าเดิมถึง 10 เท่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นหมายถึงเธอสามารถส่งลูกสาวคนโตเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย

จุดพลิกผันในชีวิตของมาทิลเดเกิดจากการได้กู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อการพัฒนาของผู้หญิงแห่งเวเนซุเอลา (Banmujer) ซึ่งเป็นธนาคารของผู้หญิงที่รัฐเป็นเจ้าของเพียงแห่งเดียวในโลก และมีพนักงานทั้งหมดเป็นผู้หญิงด้วย ธนาคารแห่งนี้ให้สินเชื่อรายย่อยราว 1,000 ดอลลาร์ต่อคน โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มอำนาจทางเศรษฐกิจแก่ผู้หญิง และส่งเสริมให้ผู้หญิงได้เป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง

แม้ว่าจะให้กู้ยืมเป็นรายบุคคล แต่ผู้หญิงที่ได้รับสินเชื่อต้องเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มที่ร่วมกันทำธุรกิจแบบสหกรณ์ ผู้หญิงที่ได้รับเงินกู้มีเวลา 4 ปี ในการจ่ายคืนด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 1% ต่อเดือน

แนวคิดที่จะก่อตั้งธนาคารไม่ได้เกิดขึ้นมาชั่วแล่นและไม่ใช่การริเริ่มของภาครัฐ มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่ 10 ปีก่อน ในการประชุมกลุ่มสตรีนานาชาติ เพื่อหาหนทางต่อสู้ให้สถาบันการเงินที่ครอบงำด้วยผู้ชายปฏิบัติต่อผู้หญิงดีขึ้น นอรา คาสตาเนดา ประธานธนาคาร Banmujer คนปัจจุบันเข้าร่วมการประชุมครั้งนั้น มันเป็นแรงบันดาลใจให้เธอคิดจัดตั้งธนาคารนี้ขึ้นมา

แต่แนวคิดนี้ไม่ได้รับการตอบสนอง จวบจนกระทั่งฮูโก ชาเวซชนะการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1998 "ชาเวซมักกระตุ้นประชาชนว่า 'เอาทางออกมาเสนอผม อย่าเอามาแต่ปัญหา' ฉันก็เลยคิดว่า นี่เป็นโอกาสดี" นอราเล่า เธอทำงานร่วมกับกลุ่มผู้หญิงอีกหลายกลุ่ม จับมือกันยื่นหนังสือเรียกร้องต่อสมัชชาแห่งชาติทุกวัน ตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 1999

"เราเสนอให้ตั้งธนาคารที่เป็นสถาบันการเงินของรัฐที่ให้สินเชื่อรายย่อย เราเรียกมันว่า ธนาคารทางเลือก เพราะเราไม่เพียงเสนอเงินกู้ และคำปรึกษาแก่ผู้หญิงระหว่างก่อตั้งกิจการเท่านั้น แต่เรายังเสนอความช่วยเหลือและคำปรึกษาในด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น ปัญหาทางเพศและการคุมกำเนิด เป็นต้น เพราะนั่นเป็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนเช่นกัน" ชาเวซตอบรับข้อเสนอและแต่งตั้งนอราเป็นประธานธนาคาร

นอราเป็นหญิงชราร่างเล็กอายุ 62 ปี แม่ของเธอเป็นคนใช้ตามบ้านที่เก็บหอมรอมริบส่งเธอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย พร้อมกับฝากคำพูดไว้ว่า "แม่ไม่มีเงินให้ลูก แต่มีมรดกให้ลูกอย่างเดียวคือการศึกษา" นอราทำงานเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งเวเนซุเอลาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1968 เธอตั้งปณิธานที่จะช่วยเหลือผู้หญิงคนอื่น ๆ เช่นเดียวกับที่แม่เคยเกื้อกูลเธอ

"ทั่วทั้งโลก ผู้หญิงเป็นเจ้าของทรัพย์สินเพียง 1% และมีรายได้น้อยกว่าผู้ชายถึง 30% การที่ผู้หญิงไม่ค่อยมีทรัพย์สิน ทำให้ไม่สามารถหาหลักทรัพย์มาค้ำประกันเงินกู้ เมื่อไม่มีสิทธิทางเศรษฐกิจ ผู้หญิงก็ไม่มีสิทธิมนุษยชน หนทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้คือเปลี่ยนชีวิตของผู้หญิงเสียก่อน"

ธนาคารแห่งนี้มีสำนักงานอยู่ที่เดียวในเมืองคารากัส แต่ใช้วิธีจ้างเครือข่ายพนักงานส่งเสริมการขายสตรีออกไปเสนอสินเชื่อทั่วประเทศแบบเดียวกับพนักงานขายเครื่องสำอางเอวอน พนักงานบางคนดั้นด้นไปจนถึงพื้นที่ห่างไกลในลุ่มแม่น้ำอะเมซอน พนักงานเหล่านี้ยังทำหน้าที่ให้ความรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขอนามัยทางเพศและการคุมกำเนิด รวมทั้งคำแนะนำในด้านธุรกิจและกฎหมาย

นับตั้งแต่เปิดดำเนินการในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2001 ธนาคารเพื่อการพัฒนาของผู้หญิงให้สินเชื่อไปแล้ว 51,000 ราย มีกิจการตั้งแต่สหกรณ์ซักรีด ธุรกิจแฟชั่นดีไซน์ ไปจนถึงร้านตัดผมและโรงงานผลิตขนม ผู้ได้รับสินเชื่อราว 96% เป็นผู้หญิง ผู้ชายจะได้รับสินเชื่อต่อเมื่อเขาลงทุนร่วมกับผู้หญิงและผู้หญิงมีบทบาทในการบริหารกิจการ

ธนาคารจะส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านี้ร่วมมือกับธุรกิจขนาดเล็กอื่น ๆ แทนที่จะแข่งขันกันเอง ถ้าคนกลุ่มหนึ่งได้เงินมาเลี้ยงไก่ อีกกลุ่มที่อยู่ในละแวกเดียวกันจะได้รับเงินกู้ให้มาทำโรงเชือดไก่ จากนั้นอาจมีกลุ่มที่สามได้รับเงินกู้สำหรับซื้อเนื้อไก่และนำไปขาย ทั้งหมดนี้มีจุดเน้นอยู่ที่การสร้างผลผลิตคุณภาพสูง เหมาะสมทั้งตลาดภายในประเทศและการส่งออก

ในขณะที่มีลูกหนี้ผู้หญิงบางคนขอพักชำระหนี้ แต่ส่วนใหญ่สามารถพัฒนาธุรกิจให้ก้าวหน้าและจ่ายคืนเงินกู้ทั้งหมดได้ ซึ่งทำให้พวกเธอมีโอกาสในการกู้เงินก้อนใหม่ที่มากกว่าเงินกู้ครั้งแรก 1.5 เท่า

มีตัวอย่างของกลุ่มหนึ่งประกอบด้วยผู้หญิง 70 คนกับผู้ชาย 1 คน ตั้งศูนย์ท่องเที่ยวผจญภัยแบบอีโค-ทัวร์ที่ได้รับความนิยมมากในหมู่นักท่องเที่ยวชาวยุโรป พวกเขาทำที่พักนักท่องเที่ยวซึ่งไม่มีประตูหน้าต่าง ชุมชนแห่งนี้รับประกันความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและข้าวของทั้งหมด

สมาชิกผู้ชายคนเดียวของกลุ่มเริ่มอิดเอื้อนไม่ยอมผ่อนชำระหนี้ ผู้หญิงอีก 70 คนโกรธมากและเรียกประชุมคนทั้งหมู่บ้าน เขาถูกอัปเปหิออกจากชุมชนโทษฐานเป็นลูกหนี้ที่ไม่ซื่อสัตย์ ลงท้ายชายคนนี้รีบจ่ายหนี้แต่โดยดี ทำให้ธุรกิจสามารถขยายตัวต่อไป

"เมื่อผู้หญิงได้เงินมา พวกเธอมักใช้เงินทั้งหมดไปกับครอบครัว ในขณะที่พอผู้ชายหาเงินมาได้ พวกเขาใช้จ่ายในครอบครัวเพียงส่วนเดียว ส่วนที่เหลือเก็บไว้ใช้เอง" นอรากล่าว "ผู้ชายพอใจเมื่อผู้หญิงมีรายได้ แต่พอผู้หญิงเริ่มมีรายได้มากกว่า พวกผู้ชายก็เริ่มรู้สึกสั่นคลอน เราเคยมีกรณีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว เพราะผู้ชายต้องการยืนยันอำนาจเหนือกว่าของตัวเอง"

แม้ว่ายังมีผู้หญิงยากจนจำนวนน้อยที่มีโอกาสเข้าถึงธนาคารแห่งนี้ แต่นอรายังมองไปข้างหน้าในแง่ดี เธอทิ้งท้ายไว้ว่า "สินเชื่อรายย่อยคือการให้อำนาจแก่ผู้หญิง ระบบเศรษฐกิจต้องรับใช้มนุษย์ ไม่ใช่ให้มนุษย์รับใช้ระบบเศรษฐกิจ เรากำลังสร้างระบบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนความร่วมมือและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ระบบเศรษฐกิจที่ใส่ใจต่อมนุษย์ ในเมื่อ 70% ของคนยากจนในโลกคือผู้หญิง การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจึงต้องเริ่มต้นที่ผู้หญิง"

"ผู้หญิงจำนวนมากอยู่แต่ในบ้านตลอดเวลา" ลิซาร์เด ปราดา ผู้ประสานงานของสหภาพแม่บ้านประจำรัฐเมริดากล่าว
"ในบ้าน ผู้หญิงต้องเป็นทั้งแม่ครัว, นักตกแต่งบ้าน, ครู, พี่เลี้ยงเด็กและหมอ เป็นทุกอย่างในตัวคน ๆ เดียว
สหภาพของเราช่วยสร้างอำนาจให้แม่บ้าน แม่บ้านจำนวนมากต้องทนอุดอู้อยู่กับบ้าน
ไม่มีเวลาอ่านเขียน ได้แต่ทำอาหารและทำความสะอาดบ้านตลอดเวลา ไม่รู้ข่าวสารภายนอก
ตอนนี้พวกเธอลืมตาดูโลกภายนอกได้แล้ว"


สำหรับผู้สนใจ อ่านบทความเกี่ยวเนื่องข้างล่างดังนี้

- เวเนซุเอลา: เส้นทางปฏิวัติยุคหลังประวัติศาสตร์
- มหากาพย์การเมืองเวเนซุเอลา : ปริศนาของฮูโก ชาเวซ
- โค่นประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ : เพียงแค่คลื่นลมกระทบหินผา
- การปฏิวัติโบลิวาร์ : องค์กรคู่ขนานและการปฏิรูปที่ดิน
- การปฏิวัติโบลิวาร์ : การเมือง เศรษฐกิจ สังคมภาคพลเมือง
- การปฏิวัติโบลิวาร์ หรือเพียงแอปเปิ้ลเน่าที่ควรกำจัดทิ้ง





สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4 I สารบัญเนื้อหา 5
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม



มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 900 เรื่อง หนากว่า 13000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com


สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

 



130649
release date
เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนรวบรวมบทความทุกสาขาวิชาความรู้ เพื่อเป็นฐานทรัพยากรทางความคิดในการส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้มแข็ง เพื่อพัฒนาไปสู่สังคมที่ยั่งยืน มั่นคง และเป็นธรรม
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้ผลิตแผ่นซีดี-รอม เพื่อการค้นคว้าที่ประหยัดให้กับผู้สนใจทุกท่านนำไปใช้เพื่อการศึกษา ทบทวน และอ้างอิง สนใจดูรายละเอียดท้ายสุดของบทความนี้




นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน สามารถ
คลิกอ่านบทความก่อนหน้านี้ได้ที่ภาพ
หากสนใจดูรายชื่อบทความ ๒๐๐ เรื่อง
ที่ผ่านมากรุณาคลิกที่แถบสีน้ำเงิน
A collection of selected literary passages from the Midnightuniv' s article. (all right copyleft by author)
Quotation : - Histories make men wise; poet witty; the mathematics subtile; natural philosophy deep; moral grave; logic and rhetoric able to contend.... There is no stond or impediment in the wit, but may be wrought out by fit studies: like as diseases of the body may have appropriate exercise. Bacon, of studies
ประวัติศาสตร์ทำให้เราฉลาด; บทกวีทำให้เรามีไหวพริบ; คณิตศาสตร์ทำให้เราละเอียด; ปรัชญาธรรมชาติทำให้เราลึกซึ้ง; ศีลธรรมทำให้เราเคร่งขรึม; ตรรกะและวาทศิลป์ทำให้เราถกเถียงได้… ไม่มีอะไรสามารถต้านทานสติปัญญา แต่จะต้องสร้างขึ้นด้วยการศึกษาที่เหมาะสม เช่นดังโรคต่างๆของร่างกาย ที่ต้องดำเนินการอย่างถูกต้อง
สารานุกรมมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จัดทำขึ้นเพื่อการค้นหาความรู้ โดยสามารถสืบค้นได้จากหัวเรื่องที่สนใจ เช่น สนใจเรื่องเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ ให้คลิกที่อักษร G และหาคำว่า globalization จะพบบทความต่างๆตามหัวเรื่องดังกล่าวจำนวนหนึ่ง
The Midnight University
the alternative higher education
บทความการเมือง เศรษฐกิจ สังคมภาคพลเมือง
บทความลำดับที่ ๙๔๖ เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๙
H
home
back home
R
related

ข้อความบางส่วนจากบทความ

"ทั่วทั้งโลก ผู้หญิงเป็นเจ้าของทรัพย์สินเพียง 1% และมีรายได้น้อยกว่าผู้ชายถึง 30% การที่ผู้หญิงไม่ค่อยมีทรัพย์สิน ทำให้ไม่สามารถหาหลักทรัพย์มาค้ำประกันเงินกู้ เมื่อไม่มีสิทธิทางเศรษฐกิจ ผู้หญิงก็ไม่มีสิทธิมนุษยชน หนทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้คือเปลี่ยนชีวิตของผู้หญิงเสียก่อน"

แม้ว่ายังมีผู้หญิงยากจนจำนวนน้อยที่มีโอกาสเข้าถึงธนาคารแห่งนี้ แต่นอรายังมองไปข้างหน้าในแง่ดี เธอทิ้งท้ายไว้ว่า "สินเชื่อรายย่อยคือการให้อำนาจแก่ผู้หญิง ระบบเศรษฐกิจต้องรับใช้มนุษย์ ไม่ใช่ให้มนุษย์รับใช้ระบบเศรษฐกิจ เรากำลังสร้างระบบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนความร่วมมือและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ระบบเศรษฐกิจที่ใส่ใจต่อมนุษย์ ในเมื่อ 70% ของคนยากจนในโลกคือผู้หญิง การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจึงต้องเริ่มต้นที่ผู้หญิง"

เมื่อพูดถึงการผูกขาดของสื่อมวลชนกระแสหลักในเวเนซุเอลา อาร์เทอากากล่าวว่า "สื่อกระแสหลักพวกนั้น-ไม่ใช่ช่องทางในการสื่อสาร แต่เป็นธุรกิจการสื่อสารต่างหาก นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาการบิดเบือน ข้อมูลที่สื่อพวกนั้นเผยแพร่ไม่มีความจริงอยู่เลย มันถูกเสกสรรปั้นแต่งให้รับใช้ทัศนคติทางการเมืองและเศรษฐกิจของพวกเขา... ธุรกิจการสื่อสารต้องการสร้างวัฒนธรรมขึ้นมา มันต้องการล้างความทรงจำทิ้งไป พวกเขาต้องการให้เรากลายเป็นผู้บริโภคยุคโลกาภิวัตน์ พวกเขาต้องการให้เรารู้จักบริทนีย์ สเปียรส์ แต่ไม่รู้ว่าเพื่อนบ้านของเราเองเป็นนักร้อง ไม่รู้จักคุณค่าและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เราต้องการให้ประชาชนรู้จักวัฒนธรรมโลก แต่ในขณะเดียวกันก็รู้จักวัฒนธรรมของตัวเอง ความเป็นไทของตัวเองด้วย"

The Midnight University 2006