นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆที่เผยแพร่บนเว็บไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ


The Midnight University



เกี่ยวกับเนื่องกับวัฒนธรรมและสังคมไทย
(ก). นมแอร์และศักดิ์ศรีผู้หญิง (ข). ล้างไพ่
(ค). สงกรานต์ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่
ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์
นักวิชาการอิสระ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

บทความบนหน้าเว็บเพจนี้เคยตีพิมพ์แล้วในมติชนสุดสัปดาห์
เรื่องแรกเกี่ยวกับการละเมิดทางด้านร่างกายของผู้หญิงอันเป็นปัญหาเชิงวัฒนธรรม
เรื่องที่สอง เกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งควรเริ่มจากฐานล่างตามหลักพระพุทธศาสนา
เรื่องที่สาม เกี่ยวข้องกับประเพณีไทยที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
และมีหลายฝ่ายที่ร่วมนิยามความเปลี่ยนแปลง
โดยไม่ผูกขาดโดยรัฐ
midnightuniv@yahoo.com

(บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา)
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 928
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 9.5 หน้ากระดาษ A4)



(ก). นมแอร์และศักดิ์ศรีผู้หญิง (ข). ล้างไพ่ (ค). สงกรานต์ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่
ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ : นักวิชาการอิสระ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

(ก). นมแอร์และศักดิ์ศรีผู้หญิง
เชื่อไหมครับ นมผู้หญิงจะถูกละเมิดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่า เธออยู่ในอาชีพอะไรด้วย
อาชีพแอร์ (โฮสเตส) เป็นอาชีพหนึ่งที่นำเอานมไปเสี่ยงกับการถูกละเมิดมากกว่าอีกหลายอาชีพอื่น เช่นกระเป๋ารถเมล์หรือเสมียนพิมพ์ดีดหรือพนักงานแปล และแน่นอนว่าเสี่ยงมากกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายเท่าตัว เพราะนมของอาจารย์มหาวิทยาลัยนั้นได้รับการปกป้องจาก "ศักดิ์และสิทธิ์" สูงเป็นพิเศษ แน่นอนว่าอาชีพอะไรจะทำให้นมตกอยู่ในอันตรายมากกว่ากันนั้น วัฒนธรรมเป็นตัวกำหนด ที่ผมพูดมาข้างต้นนั้นพูดจากวัฒนธรรมไทย ไม่รับประกันว่านมของอาจารย์มหาวิทยาลัยอเมริกันจะปลอดภัยเท่าอาจารย์ไทยนะครับ อาจจะปลอดภัยมากกว่า หรือน้อยกว่า ผมไม่ทราบ

แต่น่าประหลาดที่นมแอร์มักตกอยู่ในอันตรายตรงกันในหลายวัฒนธรรม ผมคิดว่าที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะธุรกิจการบินครึ่งโลกลอกประเพณีการบินของอเมริกันมาใช้ เพราะเขาบุกเบิกธุรกิจนี้ก่อน และประสบความสำเร็จก่อน การเดินทางด้วยการบินไม่เคยเป็นการเดินทางที่แพร่หลายในคนหมู่มากมาก่อน จนหลังสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว ในระยะแรก ปัญหาใหญ่สุดของธุรกิจการบินก็คือ คนทั่วไปไม่อยากเสี่ยงกับการเดินทางแบบนี้ ฉะนั้นธุรกิจการบินต้องทำให้ผู้โดยสารรู้สึกสบายและปลอดภัยจนกระทั่งบินแล้วก็ยังกล้าบินอีก รวมทั้งโฆษณาให้คนอื่นบินตามด้วย

ประเพณีการบินทั้งหมดที่เราเห็นเป็นปกติในทุกวันนี้ ล้วนเกิดในสมัยเริ่มแรกของธุรกิจทั้งนั้น ด้วยจุดมุ่งหมายเพียงประการเดียว...ไม่ใช่ความปลอดภัยของผู้โดยสารนะครับ...คือทำให้ผู้โดยสารลืมตาย หรือลืมกลัวตาย การเสิร์ฟอาหารก็เพื่อให้ผู้โดยสารมัวกินกันด้วยความเมามันจนลืมตาย อย่าลืมนะครับว่าในระยะเริ่มแรก เครื่องบินโดยสารก็บินไกลไม่ได้อยู่แล้ว ฉะนั้น เลี้ยงอาหารตามจุดพักเครื่องก็ยังได้ นอกจากนี้มีหนังฉายให้ดู เพื่อจะได้สนุกจนลืมตาย หรือมีเพลงเปิดให้ฟังเพลินจนลืมตายเหมือนกัน

ในวิธีการสร้างอารมณ์ลืมตายเหล่านี้ แอร์ก็เป็นส่วนหนึ่งและเป็นส่วนสำคัญมากเสียด้วย เขาจึงต้องเลือกคนสวยอัธยาศัยดี (แปลว่าผู้โดยสารลวนลามด้วยสายตา, คำพูด และท่าทางแล้วไม่โกรธ แถมยังตอบสนองได้พองามด้วย) ในระยะแรกการฝึกแอร์จะเน้นส่วนนี้แหละครับ คือทำให้ผู้โดยสารลืมตาย แต่ต้องทำอย่างมีรสนิยม มีศิลปะ และให้เกียรติผู้โดยสาร

คนเราลืมตายเพราะอะไร? ตอบให้เหลือสั้นๆ แบบชาวพุทธก็เพราะมัวเมาในกิน-กาม- เกียรติ เครื่องบินโดยสารจึงบำเรอผู้โดยสารด้วยกินกันอย่างอิ่มหมีพีมัน ได้รับการต้อนรับจากพนักงานประหนึ่งเป็นเทวดา และท้ายสุดก็คือบรรยากาศเสียวๆ ที่ส่อไปทางกาม และในกิน-กาม-เกียรติ นั้น ผมคิดว่าคนเราโน้มเอียงไปทางมัวเมากามได้มากที่สุด แอร์จึงมีความสำคัญมากในการทำให้ผู้โดยสารลืมตาย

ผมคิดว่าในวัฒนธรรมไทย ผู้หญิงจะอยู่ในสถานะสูงส่งเสมอตราบเท่าที่เธอไม่มีบทบาทที่ส่อไปทางกาม ถ้าเป็นอย่างนั้นเมื่อไร ดูเหมือนจะเกิดสิทธิขึ้นในหมู่ผู้ชายไทย ที่จะปฏิบัติต่อเธอในฐานะวัตถุทางเพศได้อย่างเสรี ผู้หญิงที่อยู่ในอาชีพบริการบางอย่างจะถูกล่วงละเมิดร่างกายจาก "แขก" ได้ทันที ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำสัญญาซื้อ-ขายกัน และโสเภณีที่ถูกข่มขืนจึงมักไม่ค่อยได้รับความเอาใจใส่จากร้อยเวรที่รับแจ้งความ ก็มันเป็นสิทธิ์ของผู้ชายอยู่แล้ว

ผมคิดว่า แม้แต่ผู้หญิงที่แต่งกาย "ล่อแหลม" มักถูกล่วงละเมิดได้ง่ายในวัฒนธรรมไทยก็เหมือนกัน ไม่ใช่ความ "ล่อแหลม" ปลุกเร้าสัญชาตญาณทางเพศของผู้ชายจนเกินกว่าจะระงับได้ อย่างทีพูดกันประหนึ่งว่าเป็นธรรมชาติมนุษย์ แต่เป็นเพราะการแต่งกาย "ล่อแหลม" เปลี่ยนสถานะของผู้แต่งกายจากผู้หญิงซึ่งควรได้รับเกียรติและความเคารพ ไปเป็นวัตถุทางเพศในวัฒนธรรมไทยต่างหาก เพราะส่อไปทางกาม พูดอีกอย่างหนึ่งคือ นี่เป็นเรื่องวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องธรรมชาติของเพศชาย... แปลว่าแก้ได้ครับ

เรื่องทั้งหมดเหล่านี้ เมื่อได้อ่านข่าวว่าพนักงานต้อนรับของบริษัทเดินอากาศไทยถูกละเมิดทางเพศจากผู้โดยสารบ่อยมาก รวมทั้งแอร์คนหนึ่งซึ่งกล้าหาญชาญชัยอย่างน่าสรรเสริญที่ฝ่าอำนาจมืดของบริษัท แจ้งความเอาเรื่องผู้โดยสารคนหนึ่งที่จับนมเธอ จนกระทั่งศาลพิพากษาลงโทษไป นักเคลื่อนไหวสิทธิสตรีออกมาเรียกร้องอะไรต่อมิอะไรหลังจากนั้นอีกหลายอย่าง ซึ่งผมเห็นด้วยทั้งนั้น เพียงแต่อยากเตือนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่า อะไรก็ตามที่เป็นวัฒนธรรม จะเปลี่ยนแปลงมันได้ต้องรอบด้านหนึ่ง และต้องกล้าเปลี่ยนอีกหนึ่ง กล้าเปลี่ยนก็เพราะจะต้องเผชิญแรงเสียดทานสูงมาก

สิทธิของผู้ชายในวัฒนธรรมไทย ที่จะละเมิดผู้หญิงที่อยู่ในสถานะก้ำกึ่งกับกามารมณ์เป็นวัฒนธรรมที่อยู่ลึกมาก ลึกแค่ไหนก็ดูได้จากคำสัมภาษณ์ของประธานบอร์ดการบินไทย นักข่าวถามว่า แอร์ถูกลวนลามอยู่บ่อยๆ จะทำไงดี ท่านตอบว่าคงเป็นเพราะแอร์ของบริษัทสวยกระมัง แล้วทุกฝ่ายคือทั้งตัวท่านและนักข่าวก็รู้สึกว่าปัญหาได้แก้ไปแล้ว แม้แต่คนอ่านข่าวทีวีก็ยังรู้สึกอย่างเดียวกัน เพราะหยอดท้ายข่าวว่าแอร์การบินไทยคงชื่นใจที่ประธานชม (แม้ว่าจะเจ็บหน้าอกบ้าง)

ผมเชื่อว่าทั้งประธานและนักข่าวคงไม่ได้คิดว่า ความสวยของผู้หญิงคือการรับรองสิทธิแก่ผู้ชายที่จะจับนมเธอได้ ไม่อย่างนั้นเขาจะกระดี๊กระด๊าให้ประกวดนางงามจักรวาลในเมืองไทยได้อย่างไร แต่สิ่งที่อยู่หลังสมองของคนเหล่านั้นก็คือ ก็อยู่ในอาชีพนั้น แถมมีนมน่าจับเสียอีก จะรอดไปได้อย่างไร เป็นธรรมชาติของงานเหมือนเป็นแอร์ ก็ต้องทำงานกลางอากาศชัวร์

ตั้งแต่อ่านข่าว ผมก็จ้องที่จะได้คุยกับแอร์ผู้หญิง แล้ววันหนึ่งโอกาสหนึ่งก็มาถึง ผมไม่ได้จ้องจับนมเธอหรอกครับ แต่อยากถามว่าระเบียบของบริษัทวางไว้ให้แอร์ทำอย่างไรบ้างถ้ารู้สึกตัวว่าถูกลวนลามทางเพศ เธอตอบว่าไม่มีเลย เป็นเรื่องต่างคนต่างตัดสินใจเอาเองว่าจะทำอย่างไร ฉะนั้น พูดอีกอย่างหนึ่ง ท่านประธานก็พูดถูกแล้ว คือบริษัทเจตนาจะเสนอนมแอร์เป็นอีกส่วนหนึ่งของบริการที่ราบรื่นประดุจเส้นไหม

แต่ก็อย่างที่พูดไว้แล้วว่า แอร์มักถูกลวนลามทางเพศในหลายวัฒนธรรม ฉะนั้นภัยคุกคามอย่างนี้จึงเกิดกับพนักงานของบริษัทการบินอื่นๆ อีกมากนอกจากการบินไทย และส่วนใหญ่บริษัทการบินทั้งหลายย่อมถือว่า การคุกคามพนักงานต้อนรับของบริษัทเช่นนี้เป็นภัยคุกคามบริษัทด้วยเหมือนกัน เขาจึงไม่ทิ้งขว้างนมแอร์ไปเผชิญกับมือผู้โดยสารตามลำพังอย่างนี้ เขามีระเบียบและการฝึกแอร์เพื่อเผชิญกับการคุกคามทางเพศ ที่ต้องฝึกก็เพราะมีวิธีอีกหลายอย่างที่แอร์จะสามารถจัดการกับการคุกคามนั้นได้กับผู้โดยสารส่วนใหญ่ นอกจากนี้แอร์ต้องแน่ใจว่าที่ถูกล่วงละเมิดนั้นเป็นการกระทำโดยจงใจ ไม่ใช่บังเอิญ

ส่วนใหญ่ของผู้โดยสารที่ละเมิด เมื่อเผชิญการตอบโต้จากน้อยไปหามากของแอร์ก็มักจะหยุด ถ้าไม่หยุดบริษัทก็มีระเบียบชัดแจ้งว่า แอร์ต้องรายงานใครและคนที่ได้รับรายงานจะต้องทำอะไรบ้าง จนถึงที่สุดบริษัทเองนั่นแหละที่จะเป็นเจ้าทุกข์แจ้งความ โดยมีแอร์ถูกล่วงละเมิดเป็นพยาน บางประเทศกัปตันสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจบนอากาศเลย ซึ่งเขาจะส่งตำรวจมารับผู้โดยสารคนนั้นไปดำเนินคดีทันทีที่เครื่องลงจอด แม้ว่าไม่ใช่ปลายทางที่ผู้โดยสารคนนั้นตั้งใจจะไปก็ตาม

ถ้าพิจารณาความลึกของวัฒนธรรมไทย ซึ่งอนุญาตให้ละเมิดทางเพศแก่ผู้หญิงในสภาวะที่เกี่ยวโยงไปกับกามารมณ์ ผมคิดว่าจำเป็นที่จะต้องจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาดอย่างนั้น เพื่อให้ผู้ชายไทยเริ่มเรียนรู้ว่า ไม่ว่าผู้หญิงจะอยู่ในอาชีพอะไร (แม้แต่ขายบริการทางเพศโดยตรง) คุณก็ไม่มีสิทธิ์ไปจับนมเขาเล่นอย่างนั้นได้ ต้องเลิกทัศนคติแบบประธานบอร์ดการบินไทย ที่เห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กๆ แค่เฮๆ ฮาๆ ไปวันๆ ปัญหาก็หมดไปเอง ผมเห็นว่าทัศนคติที่ยอมปล่อยให้พนักงานของตัวถูกจับนมในที่สาธารณะเพื่อจะทำให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจได้สูงเช่นนี้ เป็นอันตรายเสียยิ่งกว่าข้าราชการบำนาญคนที่ลงมือจับนมจริงๆ เข้าอีก

เพราะถึงอย่างไร เราก็คงหลีกไม่พ้นที่จะต้องมีสมาชิกบางคนของสังคมที่ป่วยทางจิต หรือมีทัศนคติเกี่ยวกับสิทธิสตรีอย่างผิดๆ
แต่สิ่งที่เราหลีกพ้นได้คือทัศนคติที่เห็นศักดิ์ศรีของแอร์มีความสำคัญน้อยกว่ากำไรบริษัท ปล่อยให้เธอถูกทำอนาจารโดยไม่ไยดี

(ข). ล้างไพ่
ถ้าจับได้ว่าไอ้หมอนั่นแอบซุกไพ่ไว้ในแขนเสื้อ ก็แก้ไขได้ง่ายมาก คือไม่ให้ไอ้หมอนั่นร่วมวงไพ่อีก แล้วเริ่มเล่นกันใหม่ เรียกว่าล้างไพ่ แค่นี้ยังล้างได้ไม่หมดจดพอ เพราะไม่รู้ว่าไอ้หมอนั่นเริ่มซุกไพ่ตั้งแต่ตาไหน ฉะนั้น จึงต้องเอาเงินทั้งหมดที่ได้จากการเล่นไพ่ในวันนั้นของทุกคนออกมากอง แล้วทุกคนเอาส่วนที่เป็นของตัวกลับคืนไปก่อน ที่เหลือเป็นของไอ้หมอนั่น

วงไพ่หนึ่ง ส่วนใหญ่ก็มีผู้เล่นอยู่แค่ 4-6 คน แม้กระนั้นการล้างไพ่ก็ทำได้กับไพ่เท่านั้น ไม่สามารถล้างความสัมพันธ์เดิมที่กำกับวงไพ่ไปได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ แม้ไม่มีไอ้หมอที่ซุกไพ่อยู่ในวงอีกต่อไป วิธีเรียกไพ่ ทิ้งไพ่ ตักไพ่ ฯลฯ ของสมาชิกที่เหลือก็ยังคงอยู่อย่างเก่า เพราะยุทธวิธีเล่นไพ่ของคนนั้นมาจากอะไรที่ลึกกว่าเกมส์เฉพาะหน้ามาก มันสะท้อนวิธีมองโลก, มองชีวิต, มองความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นของคนคนนั้นเลยด้วยซ้ำ ...เขาถึงบอกว่าเล่นไพ่กับใครก็อ่านคนนั้นออกไปครึ่งหนึ่งแล้ว เป็นวัฒนธรรมครับ ฉะนั้น เปิดวงไพ่กันใหม่เมื่อไร อะไรเก่าๆ ก็กลับมาเหมือนเดิมอีก แม้ไม่มีคนโกงร่วมในวงก็ตาม

ล้างไพ่ในวงไพ่ยังทำไม่ได้ หรือได้อย่างจำกัด ฉะนั้น การล้างไพ่สังคมจึงเป็นความคิดที่ออกจะไร้เดียงสา (ขอประทานโทษ ผมใช้คำที่ดูเหมือนแรง แต่ผมหมายถึงความคิด ไม่ใช่บุคคล) เพราะระบบความสัมพันธ์ของสังคมนั้นไม่อาจเอาอะไรไม่ว่าศักดิ์สิทธิ์สูงส่งแค่ไหนมาล้างได้ ไม่ใช่เพราะคนมันดื้อด้านไม่ยอมปรับเปลี่ยนอะไรเลยแม้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาบอกทางสวรรค์แล้วก็ยังซื่อบื้อเหมือนเก่า หากเป็นเพราะระบบความสัมพันธ์หรือวัฒนธรรมนั้น มันกินความกว้าง ตั้งแต่ความสัมพันธ์ทางกายที่เราต้องมีกับคนอื่นและวัสดุสิ่งของกับธรรมชาติรอบตัว ไปจนถึงความรู้สึก ความเชื่อ ความคิด และวิธีคิด การให้ความหมายต่อสิ่งต่างๆ ฯลฯ เรียกว่าทุกขุมขนในร่างกายไปจนถึงทุกอณูของความรู้สึก

มนุษย์ทุกคน (อาจจะสัตว์ด้วย?) ซึมซับเอาวัฒนธรรมผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่สลับซับซ้อนของแต่ละสังคมจนกระทั่งเราไม่อาจมีชีวิตโดยปราศจากวัฒนธรรมได้ เพราะวัฒนธรรมบอกให้เรารู้ว่าเราคือใคร และพึงสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆ นอกตัวเราอย่างไร ไม่มีวัฒนธรรมเสียอย่างเดียว เราต้องถอยกลับไปเป็นสัตว์ชั้นต่ำสุดเช่นสัตว์เซลล์เดียว ซึ่งเป็นไปไม่ได้

ฉะนั้น ปราศจากระบบความสัมพันธ์หรือวัฒนธรรมใหม่ ปฏิรูปการเมืองจะมีความหมายที่แคบเพียงการเปลี่ยนกติกาของความสัมพันธ์เชิงอำนาจของสถาบันทางการเมืองเท่านั้น แล้วพรรคการเมือง (และนักการเมือง) ที่ยุบตัวเองไป 9 เดือนหรือ 1 ปีจะเปลี่ยนหรือ?

กกต.ใหม่อาจเปลี่ยนได้ไม่ยาก เพราะระบบความสัมพันธ์ของ กกต. ปัจจุบันขึ้นอยู่กับปัจจัยไม่กี่อย่าง แต่ไม่ใช่พรรคการเมือง ซึ่งมีระบบความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและซ่อนเงื่อนกว่า กกต. เป็นอันมาก พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ อะไรที่ถูกกำหนดมาจากระบบความสัมพันธ์ทางสังคมหรือวัฒนธรรมมาก สิ่งนั้นก็เปลี่ยนได้ยากเพียงด้วยการวางกติกาความสัมพันธ์เชิงอำนาจเท่านั้น

อำนาจเบื้องบนระดับไหนครับ ที่จะสามารถล้างไพ่สังคมได้ และมีพลังพอจะสร้างระบบความสัมพันธ์ใหม่ที่วิเศษสุดขึ้นมาครอบสังคมได้ภายใน 9 เดือนถึง 1 ปี.

"พระอินทร์กระมัง" และแม้แต่พระอินทร์ ผมก็สงสัยว่าพระอินทร์จะซวย

พระอินทร์อาจประสบความสำเร็จที่จะทำให้พระสังข์กลายเป็นฮีโร่ด้วยการตีคลีชนะพระอินทร์ และเพราะเหตุดังนั้น ท้าวสามนต์อาจเกิดความรักความเอ็นดูเขยเล็กรูปทองขึ้นมาเป็นพิเศษ แต่ขุนนางและเชื้อพระวงศ์อื่นๆ ที่เคยได้ดิบได้ดีมาจากความเกลียดชังพระสังข์ของท้าวสามนต์ล่ะครับ ทั้งหมดจะยอมพากันตกกระป๋องหมดกระนั้นหรือ? หรือคนเหล่านี้จะรวมหัวกันต่อต้านพระสังข์ อาจถึงต้องทำรัฐประหารแย่งอำนาจจากท้าวสามนต์ นางรจนาซึ่งปากจัดไม่เบาจะไม่ไปเยาะเย้ยถากถางพี่สาวและพี่เขยให้เจ็บช้ำน้ำใจแทบกระอักเลือดหรือ

ถ้ากระนั้นเขยใหญ่อาจร่วมมือกับฝ่ายต่อต้านยอมให้ยกเชิดขึ้นเป็นเจว็ดยังดีกว่า
ดูแล้วเละครับ เพราะการตีคลีสัปดนของพระอินทร์ที่อยากจะซ่อมโซฟาคนเดียวเท่านั้น

ฉะนั้น หากพระอินทร์มีความรับผิดชอบ ก็คงกลับสวรรค์ไม่ได้ต้องเข้ามาแทรกแซงการเมืองของเมืองสามนต์ตลอด พระสังข์เองก็คงได้รับของวิเศษจากพระอินทร์ไว้ปราบศัตรูเต็มกระเป๋าจนเหมือนโดราเอมอน ในที่สุดพระสังข์ก็จะกลายเป็น "นอมินี" ของพระอินทร์ ความไม่พอใจของผู้คนที่ไม่ชอบพระสังข์ ก็จะเบนไปหาพระอินทร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับว่าความคิดในการล้างไพ่สังคมนั้นมีอยู่ทั่วไป ไม่เฉพาะแต่ในเมืองไทยเท่านั้น โดยไม่ได้สำรวจหรือไตร่ตรองอย่างดีพอ ผมอยากอ้างว่าความคิดการล้างไพ่สังคมมักจะมากับการ "ปฏิวัติ"-ไม่ว่าจะแปลว่าอะไร-เสมอ เขมรแดงคิดอย่างเดียวกัน เพียงแต่ใช้วิธีรุนแรงนองเลือดเท่านั้น สตาลินก็คิดอย่างนี้ จึงได้เริ่มระบบคอมมูนขึ้นในโซเวียต และทำให้เกิดความอดอยากล้มตายอย่างไม่น่าเชื่อ ผู้นำการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนมองได้ลึกที่สุด ตรงที่ว่าการปฏิวัติสังคมนั้น จะได้ผลจริงต้องปฏิวัติไปถึงระดับวัฒนธรรม แต่ผลคืออะไรก็รู้กันอยู่ แล้วในทุกวันนี้กัมพูชา, โซเวียต และจีน ห่างไกลจากเป้าหมายการปฏิวัติแค่ไหนก็เห็นๆ กันอยู่

ครูที่สอนจีนในมหาวิทยาลัยที่ผมไปเรียนในสหรัฐคนหนึ่ง เป็นนักวิชาการอเมริกันรุ่นแรกที่ได้เข้าไปศึกษาวิจัยในจีน หลังจากที่นิกสันไปเยือนจีน ซึ่งนั่นก็หลังปฏิวัติทางวัฒนธรรมได้ผ่านไปแล้ว เขากลับมาเปิดปาฐกถาสาธารณะเรื่องจีน ผมเข้าฟังด้วยความสนใจ เขาเล่าด้วยความประหลาดใจว่า หลังการยึดอำนาจของคอมมิวนิสต์มากว่าสองทศวรรษ และหลังเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ ไม่ว่านโยบายก้าวกระโดดหรือปฏิวัติวัฒนธรรม เขากลับพบว่า อุดมการณ์ที่ประชาชนยึดถือมากที่สุด และมีผลในทางปฏิบัติต่อการดำเนินชีวิตของคนจีนที่สุดคือขงจื๊อ

จบสิ้นรัชกาลที่ 5 ส่วนใหญ่ของชาวนาไทยก็ยังผลิตเพื่อการบริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก ทางรถไฟและเรือกลไฟเพิ่มสัดส่วนของการผลิตสู่ตลาดของท้องนาขึ้นมา แต่ไม่ได้เข้าไปแทนที่การผลิตเพื่อยังชีพ เพราะปัจจัยที่จะทำให้คนเลือกผลิตเพื่อยังชีพหรือผลิตเพื่อป้อนตลาดนั้น มีมากมายและสลับซับซ้อนกว่าปัจจัยเดียวว่ามีผู้รับซื้อหรือไม่ ฉะนั้น การทำประเทศให้ทันสมัยของ ร.5 จึงมีผลในการเพิ่มอำนาจรัฐเท่านั้น สังคมไทยก็เปลี่ยน แต่ไม่ถึงขนาดล้างไพ่ และสังคมที่ไม่ได้ถูกล้างไพ่นี้แหละที่ก้าวเข้าสู่ยุคพัฒนา ซึ่งก็ทำให้เปลี่ยนอีกมาก แต่ก็ยังไม่ล้างไพ่อยู่ดี เพราะคนที่จะกระโดดมาเด็ดผลพวงของการพัฒนาคือคนที่มีกำลังพอจะกระโดดได้ ไม่ใช่ทุกคน และสังคมที่เหลื่อมล้ำอันนี้แหละครับที่ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยที่เรียกกันว่าประชาธิปไตย

ผมยังไม่เห็นมีที่ไหนในโลกที่ล้างไพ่สังคมได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีนุ่มนวลหรือรุนแรง แต่การล้างไพ่สังคมมีเสน่ห์ เหตุผลก็เพราะมันง่ายดี คือหาอำนาจอะไรที่ใหญ่ล้นฟ้ามาสร้างสังคมใหม่ตามอุดมคติ โดยไม่ต้องคำนึงว่าอำนาจในโลกนี้ ไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหนก็มีข้อจำกัดโดยธรรมชาติเสมอไม่ใช่ถูกจำกัดจากปัจจัยภายนอกอย่างเดียวนะครับ แต่ถูกจำกัดจากปัจจัยภายในของตัวอำนาจเองด้วย

เพราะอำนาจของโลกย่อมเป็นวัฒนธรรม จึงมีเงื่อนไขเสมอ ต่างจากอำนาจมองโลกเช่นมหิทธานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า หรือพระนิพพาน ซึ่งไม่ใช่วัฒนธรรม

ที่ตั้งข้อสังเกตว่า ความคิดการล้างไพ่สังคมมักมากับการ "ปฏิวัติ" นั้น ที่จริงแล้วอยากจะบอกว่าเป็นความคิดที่เกิดในยุคใหม่ มีอายุไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง ผมอยากอ้างว่าเป็นความคิดที่ผูกติดกับวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำ เพราะเป็นวิธีคิดแบบแยกส่วน หยิบเอาปัจจัยเพียงไม่กี่อย่างของความเป็นจริง มาสร้างเงื่อนไขในห้องทดลอง แล้วสรุปว่าผลที่ได้ย่อมเป็นจริงแม้ในโลกที่มีเงื่อนไขมากกว่าในห้องแล็บมากมาย

ก่อนหน้านั้นขึ้นไป มนุษย์อาจมีความคิดเชิง "ปฏิวัติ" โดยไม่คิดจะล้างไพ่สังคมได้ เช่น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น พุทธธรรมนั้นเป็นการ "ปฏิวัติ" ในทุกทางของสังคมอินเดียตอนเหนือขณะนั้น (ผมเชื่อนักวิชาการอินเดียคนหนึ่งที่ว่า อุปนิษัทบทที่มีความคิดคล้ายพุทธเขียนขึ้นหลังพุทธกาล) แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้คิดจะล้างไพ่สังคม หากทรงเผยแพร่คำสอนเพื่อเปลี่ยนสังคมจากฐานรากขึ้นไป

ถ้าเราไม่คิดแบบแยกส่วน ผมเชื่อว่าการปฏิรูปการเมืองต้องทำจากข้างล่าง การสูญเสียความชอบธรรมของสถาบันการเมืองต่างๆ เวลานี้ จึงต้องแก้ไขด้วยการปรับตัวของสถาบันเหล่านั้นท่ามกลางเงื่อนไขที่เป็นจริงของสังคม ถ้าคนชั้นกลางบีบให้แก้ไขไม่สำเร็จ เพราะคนชั้นล่างไม่เอาด้วย คนชั้นกลางต้องกลับมาถามตัวเองว่า ทำไมคนชั้นล่างจึงไม่เอาด้วย ถามอย่างจริงจังนะครับ ไม่ใช่ถามเพื่อตอบทันทีอย่างเหยียดหยามว่า เพราะมันโง่ เพราะมันจนอย่างไรเสียคนชั้นล่างก็เป็นส่วนหนึ่งที่ใหญ่มากของสังคมไทย และนี่คือเงื่อนไขที่เป็นจริงของสังคมซึ่งล้างไพ่อย่างไรก็ไม่มีทางหมดจด

เราเป็นมนุษย์เล็กๆ ที่ต้องทำอะไรภายใต้เงื่อนไขที่เราเลือกไม่ได้ แต่ภายใต้เงื่อนไขที่เลือกไม่ได้นี้ จะทำให้ดีที่สุดและเป็นไปได้ที่สุดอย่างไรต่างหาก นี่คือโจทย์ที่ยากและต้องการความร่วมมือ (ในเชิงกระบวนการ) ในการช่วยกันขบให้แตก ยากเพราะต้องคิดเป็นองค์รวมซึ่งเราไม่เคยชินภายใต้การครอบงำของวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์

แต่การให้คำตอบด้วยวิธีคิดแบบแยกส่วนนอกจากมักง่ายเกินไปแล้ว ยังให้คำตอบที่ไม่เป็นจริงและใช้ไม่ได้ด้วย

(ค). สงกรานต์ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่
สงกรานต์ของผมแห้งและแคบนิดเดียว เท่ากับจอโทรทัศน์เท่านั้น เพราะผมไม่กล้าออกไปไหนมานานแล้ว เว้นแต่จำเป็นจริงๆ

40 ปีที่แล้ว เมื่อผมเพิ่งมาอยู่เชียงใหม่ ในความรู้สึกของผม เชียงใหม่กลายเป็นบ้าไปทั้งเมืองในยามสงกรานต์ เพราะเขาเริ่มสาดน้ำกันก่อนสงกรานต์หนึ่งสัปดาห์ และต่อไปจนถึงหลังสงกรานต์อีกหนึ่งสัปดาห์ โดยเฉพาะในเขตรอบนอก จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะขังตัวเองไว้ในบ้านนานขนาดนั้น

ความรู้สึกรังเกียจสงกรานต์ของผมนั้นมาจากรัฐบาลครับ เพราะผมเติบโตมาภายใต้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งรังเกียจการสาดน้ำ ท่านจึงสั่งห้ามสาดน้ำในระหว่างสงกรานต์ แต่รัฐบาลสมัยนั้นก็คล้ายรัฐบาลสมัยกรุงศรีอยุธยา คือปกครองเฉพาะกรุงเทพฯ กับหัวเมืองเท่านั้น คำสั่งจึงมีผลเฉพาะในกรุงเทพฯ กับหัวเมืองใกล้เคียง

เมื่อตอนเป็นเด็กในกรุงเทพฯ นั้น ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสงกรานต์คือวันขึ้นปีใหม่ไทย ดูเหมือนท่านจะจงใจให้เราลืมไปเสีย เพราะท่านเพิ่งเปลี่ยนมาขึ้นปีใหม่ในเดือนมกราคมเหมือนฝรั่ง สงกรานต์ในประสบการณ์ของผมจึงจืดสนิท อย่างมากก็มีคนนำเอาผ้าและน้ำอบไทยมารดน้ำพ่อแม่ที่บ้าน น้ำอบไทยนั้นทั้งคนให้และคนรับต่างก็รู้อยู่แก่ใจว่า วางมาบนผ้าเพื่อจะได้เอาไปทิ้ง เพราะสมัยนั้นไม่เห็นมีใครใช้น้ำอบไทยในกรุงเทพฯ นอกจากศพ
และในความรู้สึกของผม สงกรานต์ก็คือน้ำอบไทยนี่แหละ

และนี่คือเหตุผลที่กรุงเทพฯ จะเงียบเหงาในระหว่างสงกรานต์ นอกจากที่ถนนวิสุทธิกษัตริย์แล้ว ไม่มีการเล่นสงกรานต์ในกรุงเทพฯ นอกจากเล่นกันเองตามบ้านระหว่างพี่น้องญาติสนิท นอกจากนี้ สลัมหรือชุมชนของชาวชนบทก็ไม่มีในกรุงเทพฯ เพราะความอุบาทว์ของแผนพัฒนายังไม่เริ่มขึ้น จึงไม่ต้องกวาดต้อนแรงงานเข้ามาใช้ ถึงคนถีบสามล้อจะเป็นชาวอีสาน แต่ก็เป็นแรงงานตามฤดูกาลเป็นส่วนใหญ่ ประชากรส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ สมัยนั้น หากไม่เกิดในกรุงเทพฯ ก็เกิดในเมืองจีน

และนั่นคือเหตุผลที่เด็กกรุงเทพฯ อย่างผมจะรู้สึกว่าคนเชียงใหม่เป็นบ้าไปแล้วทุกสงกรานต์ แต่เด็กกรุงเทพฯ คนอื่นโดยเฉพาะที่ไม่ได้อยู่เชียงใหม่ไม่ได้คิดอย่างผม เขามาเที่ยวและชอบใจกับ "ประเพณี" สาดน้ำอย่างไม่เลือกหน้าหรือเวลาเช่นนี้ จึงชวนเพื่อนฝูงมาเที่ยวในปีต่อมา ในที่สุดสงกรานต์เชียงใหม่ก็กลายเป็นเทศกาลท่องเที่ยวใหญ่ที่สุดของเมือง ทำเงินให้แก่ผู้คนได้เป็นร้อยเป็นพันล้านบาทอย่างในทุกวันนี้ ดึงดูดคนสิบสองภาษาเข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นไม่รู้หยุด

และเงินจากการท่องเที่ยวนี่แหละที่ผลักดันให้เมืองอื่นๆ ทั่วประเทศไทยจัดงานสงกรานต์ของตัวให้ใหญ่ขึ้นๆ ไปเรื่อยๆ ทั่วพระราชอาณาจักร ตั้งแต่หาดใหญ่ยันเชียงราย ตั้งแต่พัทยายันขอนแก่น เมืองไหนที่คิดว่าจะสู้เขาไม่ได้ ก็ขยับวันสงกรานต์ไปหลังเมืองอื่นเพื่อเก็บกวาดทรัพย์จากนักท่องเที่ยวซึ่งยังสนุกไม่พอ ความหมายของสงกรานต์จึงกลายเป็นมหกรรมสาดน้ำทาแป้งหรืออื่นๆ ไปทั่วประเทศไทยอย่างที่เห็นได้จากจอโทรทัศน์

ความหมายนี้เป็นความหมายใหม่นะครับ ถูกสอดใส่เข้ามาแทนที่ความหมายเดิม ซึ่งอาจจะยังไม่หมดไปเสียทีเดียว แต่ลดบทบาทกลายเป็นเพียงสีสันแซมให้ความหมายใหม่สดใสขึ้น เช่นสงกรานต์ก็ยังเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทยอยู่นั่นเอง แต่เป็นวาระของปีใหม่ที่ไม่สัมพันธ์กับชีวิตของคนไทยเลย นอกจากสาดน้ำ ก็รอบปีที่กระทบต่อหนังสือราชการ, บัญชี, การเสียภาษี, ตัวเลขเศรษฐกิจ-สังคม, ดอกเบี้ยธนาคาร, ปรับผังรายการทีวี ฯลฯ ล้วนเป็นปีปฏิทินทั้งนั้น ปีใหม่ไทยจึงไม่เกี่ยวอะไรกับชีวิตเราเลย แม้แต่รอบปีนักษัตร ซึ่งที่จริงแล้วก็ต้องเริ่มนับตั้งแต่สงกรานต์ต่างหาก แต่เขาก็พูดกันมาตั้งแต่เดือนมกราคมแล้วว่าไก่ไปหมามา

อย่างไรก็ตาม จะสาดน้ำกันเป็นบ้าเป็นหลังได้อย่างไรโดยไม่มีวาระโอกาสอันเหมาะสม ฉะนั้น ความเป็นปีใหม่ไทยจึงยังต้องเป็นความหมายหนึ่งที่ขาดไม่ได้ของสงกรานต์ แม้แต่การเล่นสาดน้ำก็เกิดความหมายใหม่ขึ้น แต่ก่อนการเล่นสาดน้ำมีประเพณีที่ไม่เหมือนกันในแต่ละถิ่น

หากเป็นในชนบทเขาเล่นสาดน้ำกันหลังจากร่วมกันทำบุญที่วัดแล้ว เพื่อเสริมสร้างสำนึกความเป็นปึกแผ่น (sense of solidarity) ของชุมชน ส่วนผู้ดีกรุงเทพฯ เป็นการเล่นของเด็ก เพราะวันสงกรานต์คือวันที่เขามารดน้ำผู้ใหญ่ของโคตร และร่วมทำบุญกระดูกบรรพบุรุษ เด็กเล็กในกลุ่มเครือญาติได้มาพร้อมหน้าพร้อมตากัน ก็จับกลุ่มเล่นน้ำกันเท่านั้นเอง ไม่ใช่ส่วนที่เป็นสาระสำคัญของประเพณีสงกรานต์

จะพูดว่าประเพณีการเล่นสาดน้ำของปัจจุบันขยายมาจากประเพณีการเล่นน้ำของชนบทก็ได้ คือขยายจากสำนึกความเป็นปึกแผ่นของชุมชน มาเป็นความปึกแผ่นของสังคมไทยโดยรวม แต่ฟังดูทะแม่งๆ อยู่ เพราะเรามุ่งหวังนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกของสังคมไทยอย่างมาก ซ้ำไม่มีประเพณีความเชื่ออะไรประกอบในด้านการสร้างความสมานฉันท์ของสังคมด้วย เช่น กลุ่มพันธมิตรฯ น่าจะไปเล่นสงกรานต์กับคาราวานคนจนที่บุรีรัมย์ให้ทีวีถ่ายภาพมาให้ชมกันบ้าง เป็นต้น

ร้ายไปกว่านั้น การเล่นสงกรานต์สมัยนี้ยังนำมาซึ่งการวิวาทถึงบาดเจ็บล้มตายอยู่บ่อยๆ เรื่องนี้เป็นอีกด้านหนึ่งของความหมายของสงกรานต์โบราณที่ยังไม่อาจเลิกไป หรือสร้างความหมายใหม่ใส่เข้าไปได้ คืออย่างนี้ครับ ในสมัยก่อนโดยเฉพาะในชนบทที่ใช้สงกรานต์เป็นโอกาสของการเสริมสำนึกความเป็นปึกแผ่นของชุมชน เขาจะถือเป็นโอกาสของการละเมิดด้วย คือละเมิดสถานภาพที่เคร่งครัดตายตัวในวัฒนธรรม เหมือนเปิดให้ความอึดอัดที่เกิดจากความไม่เท่าเทียมได้ระเหยไปเสียบ้างในโอกาสขึ้นปีใหม่

คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ เคยเล่าให้ผมฟังว่า ที่บ้านแกสมัยก่อน ในเวลาสงกรานต์ ผู้หญิงชอบไปจับพระภิกษุ (จับคือถูกเนื้อต้องตัวแน่ะครับ) มาเรียกค่าไถ่ เพื่อเอาเงินไปซื้อเหล้ากิน ที่แกเคยเห็นกับตานั้น พวกแม่แร่ดเหล่านี้จับพระมัดไว้กับเสา นอกจากสาดน้ำจนเปียกปอนแล้ว ยังขู่พระให้เอาเงินออกมาเสียค่าไถ่โดยดี ไม่อย่างนั้นจะเปลื้องสบงดึงเอาอวัยวะเพศมาเล่นต่อหน้าธารกำนัลด้วย จนหลวงพี่ยอม

ฉะนั้นการละเมิดจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเล่นสงกรานต์ แต่การละเมิดที่มักทำกันในปัจจุบัน ไม่เกี่ยวอะไรกับการสร้างสำนึกความเป็นปึกแผ่นของสังคม เช่น จับนมแฟนคนอื่น หรือดึงกางเกงในสาวแล้วฉีดน้ำใส่ก้นเธอ เป็นต้น อันที่จริงถ้าคิดถึงสถานภาพของผู้หญิงในสังคมไทยปัจจุบัน ซึ่งผูกขาดความเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศฝ่ายเดียวแล้ว การละเมิดเหล่านี้ไม่ได้เปิดให้ความอึดอัดจากความไม่เท่าเทียมได้ระเหยออกไปเลย ตรงกันข้าม กลับเป็นการตอกย้ำความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศให้ประจักษ์ชัดขึ้นด้วยซ้ำ

ความหมายในประเพณีสงกรานต์แต่ก่อนล้วนเป็นความหมายที่ไม่เป็นจริงในชีวิตปัจจุบันไปเสียเกือบทั้งนั้น ประเพณีปล่อยปลานั้นเป็นประเพณีภาคกลางเท่านั้น (อาจเอามาจากมอญด้วย) จุดมุ่งหมายคือช่วยปลาตกคลักในหน้าแล้งให้รอด เพื่อจะได้กลับมาเป็นอาหารต่อไปในอนาคต แต่ปัจจุบันกลายเป็นพิธีกรรมที่ทำกันทั้งประเทศโดยไม่มีปลาตกคลักที่ไหนให้จับไปปล่อย ซ้ำปลาในสมองของคนปัจจุบันยังไม่ได้เกิดจากห้วยหนองคลองบึงด้วย แต่เกิดจากซีพี หรือซูเปอร์มาร์เก็ตต่างหาก

กล่าวโดยสรุปก็คือ ประเพณีสงกรานต์ที่เราเห็นในจอโทรทัศน์ทั่วประเทศไทยเวลานี้ เป็นประเพณีที่เพิ่ง "ประดิษฐ์" ขึ้น ซ้ำกระบวนการ "ประดิษฐ์" ก็ยังไม่สิ้นสุด คงดำเนินต่อไปทุกปี จากประเพณีสงกรานต์ที่บ้าระห่ำได้ทุกรูปแบบ สงกรานต์กำลังถูก "ประดิษฐ์" ให้มีระเบียบมากขึ้น

กระทรวงวัฒนธรรมและโฆษกทีวีมีความเห็นพ้องต้องกันว่า การนุ่งห่มของนักเล่นสงกรานต์สาวในปีนี้เรียบร้อยขึ้น เช่นสายเดี่ยวซึ่งเคยหนาตา ก็เหลือเพียงสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ยิ่งสายเดี่ยวสีขาวยิ่งน้อยลงไปกว่านั้นอีก เขาอ้างกันว่าเป็นความสำเร็จของการรณรงค์ต่อเนื่องกันมาหลายปี แต่ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะการรณรงค์หรือเป็นเพราะสายเดี่ยวกำลังจะลาไปจากโลกแฟชั่น แต่อย่างน้อยก็เกิดประเพณีเกี่ยวกับการนุ่งห่มในการเล่นสงกรานต์ ซึ่งเพิ่งประดิษฐ์ขึ้น

การพกอาวุธถูกห้ามเท่าที่จะทำได้ และถูกตำหนิติเตียนจากสื่อ ข้อตำหนิของสื่อนั้นน่าสนใจ เพราะเขาบอกว่าสงกรานต์เป็นเวลาของความสนุกสนานและไมตรีจิต จะพกอาวุธมาทำไม ฉะนั้น ความหมายของสงกรานต์ที่ "ประดิษฐ์" ขึ้นใหม่จึงโน้มเอียงไปสู่สำนึกความเป็นปึกแผ่นของสังคมไทยมากขึ้น แต่ก็ไม่ลืมที่จะรวมเอานักท่องเที่ยวไว้ด้วย เพราะบางครั้งสื่อก็ประณามการทะเลาะวิวาทว่าน่าอายคนต่างชาติ

การเล่นสาดน้ำสงกรานต์กำลังถูก "ประดิษฐ์" ให้ปลอดแอลกอฮอล์ ทั้งเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน และความเป็น "ระเบียบ" ในประเพณีสาดน้ำ และยังมีระเบียบอื่นๆ อีกมากที่กำลังถูกเติมเข้าไปในการประดิษฐ์ประเพณีสงกรานต์ของปัจจุบัน ผมก็ขอให้ผู้อ่านคิดเอาเอง

ฉะนั้น ความหมายใหม่ของสงกรานต์ก็คือความบันเทิงอย่างสุดเหวี่ยง ชนิดที่หาที่ไหนไม่ได้ในโลก แต่มีระเบียบคือความปลอดภัยทั้งจากอุบัติเหตุจราจร, การละเมิด และการตีรันฟันแทง ในขณะเดียวกันก็มีความ "น่ารัก" แบบไทยๆ ให้ชื่นชมด้วย เช่นความเป็นกุลสตรี (ซึ่งน่าตื่นเต้นมากนะครับสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งเห็นผู้หญิงไทยแก้ผ้าในบาร์มาตลอด) การทำบุญที่วัด และการรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ (ทางทีวี) ยังไม่พูดถึงการแต่งกายแบบสบายๆ ทางทีวี เป็น festival จริงๆ และเป็นทั้งเมืองด้วย ไม่ใช่บางเมืองหรือบางท้องถนนอย่างที่อื่น

ประเพณีทั้งหลายนั้นล้วนทำ "หน้าที่" อะไรบางอย่างเสมอ และ "หน้าที่" ของประเพณีก็เกิดขึ้นจากความหมาย ฉะนั้นประเพณีต่างๆ จึงไม่เคยหยุดนิ่งโดยไม่เปลี่ยนแปลง เพราะคนย่อมนิยามความหมายใหม่ให้แก่ประเพณีไปตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาสนิยามความหมายใหม่ให้แก่ประเพณี คนที่มีโอกาสจะนิยาม ย่อมนิยามให้ประเพณีมีความหมายแก่การจรรโลงอำนาจและผลประโยชน์ของตนเป็นธรรมดา

ตอนผมเป็นเด็ก สืบมาจนไม่นานมานี้ รัฐมีบทบาทอย่างมากในการนิยามความหมายของประเพณี แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่เสียแล้ว ผมคิดว่าส่วนอื่นในสังคมไทยเข้ามามีบทบาทควบคู่ไปกับรัฐอีกหลายส่วน สิ่งที่ผมอยากชวนให้ผู้อ่านคิดต่อก็คือ ใครบ้างที่มีส่วนในการประดิษฐ์ประเพณีสงกรานต์ไทยปัจจุบัน และใครได้ใครเสียจากความหมายใหม่นี้

 




บทความที่นำเสนอก่อนหน้านี้ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
หากนักศึกษาและสมาชิกท่านใตสนใจ
สามารถคลิกไปอ่านได้จากที่นี่...คลิกที่ภาพ

 

สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4 I สารบัญเนื้อหา 5
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 900 เรื่อง หนากว่า 13000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

 

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

 

 

H
ขอขอบคุณ www.thaiis.com ที่ให้ใช้พื้นที่ฟรี
ภาพประกอบดัดแปลงเพื่อใช้ประโยชน์ประกอบบทความฟรีของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์
R
related topic
210549
release date
เว็บไซต์เผยแพร่ความรู้
เพื่อสาธารณประโยชน์

หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลด text size ของ font ลง
ขนาด medium จะแก้ปัญหาได้
เว็บไซต์นี้สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอุดมศึกษาได้โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ สำหรับผู้สนใจส่งบทความทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน กรุณาส่งผลงานไปที่ midarticle@yahoo.com
The author of this work hereby waives all claim of copyright (economic and moral) in this work
and immediately places it in the public domain... [copyleft]
กรุณานำบทความไปใช้ต่อโดยอ้างอิงแหล่งที่มาตามสมควร
เว็ปไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขอพระขอบคุณในการอนุเคราะห์ให้ใช้พื้นที่ฟรี เพื่อการเผยแพร่ความรู้ต่อสังคมจาก www.thaiis.com
บทความทุกชิ้นที่เผยแพร่บนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จะได้รับการเก็บรักษาเอาไว้อย่างถาวร โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข เพื่อประโยชน์ในการอ้างอิง ความผิดพลาดใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นจากการเผยแพร่ อาจเป็นของผู้เขียนหรือกองบรรณาธิการ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยไม่เจตนา
เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มีการเสนอบทความใหม่ทุกวัน เพื่อสนองความต้องการของนักศึกษา และผู้สนใจที่คลิกเข้ามาหาความรู้เป็นประจำ
The Midnightuniv website 2006
แต่ก็อย่างที่พูดไว้แล้วว่า แอร์มักถูกลวนลามทางเพศในหลายวัฒนธรรม ฉะนั้นภัยคุกคามอย่างนี้จึงเกิดกับพนักงานของบริษัทการบินอื่นๆ อีกมากนอกจากการบินไทย และส่วนใหญ่บริษัทการบินทั้งหลายย่อมถือว่า การคุกคามพนักงานต้อนรับของบริษัทเช่นนี้เป็นภัยคุกคามบริษัทด้วยเหมือนกัน เขาจึงไม่ทิ้งขว้างนมแอร์ไปเผชิญกับมือผู้โดยสารตามลำพังอย่างนี้ เขามีระเบียบและการฝึกแอร์เพื่อเผชิญกับการคุกคามทางเพศ ที่ต้องฝึกก็เพราะมีวิธีอีกหลายอย่างที่แอร์จะสามารถจัดการกับการคุกคามนั้นได้กับผู้โดยสารส่วนใหญ่ นอกจากนี้แอร์ต้องแน่ใจว่าที่ถูกล่วงละเมิดนั้นเป็นการกระทำโดยจงใจ ไม่ใช่บังเอิญ