นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆที่เผยแพร่บนเว็บไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ


The Midnight University



เรื่องของเศรษฐกิจประเทศไทย
หัวเรื่องเศรษฐกิจ: "จีดีพี.สีเขียว"ปะทะ"เอฟทีเอ.สีดำ"
กองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ทำหน้าที่สารานียกรบทความที่ได้รับมา

บทความบนหน้าเว็บเพจนี้ประกอบด้วยผลงาน ๓ ชิ้นคือ
(ก) โลกของหม่อมอุ๋ย…เมื่อจีดีพีไม่เป็นใหญ่
(ข) รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ : ชี้ผลการศึกษา FTA ไทย-ออสเตรเลีย
(ค) คำแถลงกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

midnightuniv@yahoo.com

(บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา)
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 927
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๙
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 8.5 หน้ากระดาษ A4)



หัวเรื่องเศรษฐกิจ : "จีดีพี.สีเขียว"ปะทะ"เอฟทีเอ.สีดำ"
กองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

(ก) โลกของหม่อมอุ๋ย…เมื่อจีดีพีไม่เป็นใหญ่
คำบรรยายของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือหม่อมอุ๋ย ระหว่างการปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ในหัวข้อ 'ค่านิยมของสังคมที่เปลี่ยนไป' เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นมีความน่าสนใจ เพราะเป็นการพูดของนักเศรษฐศาสตร์และนักการบริหารซึ่งเป็นผู้ดูแลระบบการเงินของประเทศ และที่สำคัญคือ พูดเรื่องเศรษฐกิจในมิติอื่นๆ ที่มีความหมายกับชีวิตประชาชนนอกเหนือไปจากเรื่องของ "จีดีพี"

จีดีพี หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ เป็นดัชนีชี้วัดซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ นักธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบายส่วนใหญ่ให้ความสนใจ เพราะถูกใช้เป็นมาตรวัดที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ จีดีพีเป็นดัชนีที่บอกว่าในแต่ละปีมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นผ่านระบบตลาดมากน้อยเพียงไร ยิ่งจีดีพีสูง หมายถึงเศรษฐกิจมีการเติบโตในทางปริมาณที่มาก ซึ่งหากเชื่อตามทฤษฎีไอติมแท่งละลายหรือน้ำล้นถ้วย (คือความมั่งคั่งของคนกลุ่มหนึ่งจะไหลลงมาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ถึงคนกลุ่มอื่นๆ ไปด้วย) จีดีพีโตจะนำไปสู่การผลิตและการบริโภคที่เพิ่มขึ้น การจ้างงานมากขึ้น ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ฯลฯ

ไม่รู้ว่าคุณทักษิณและคุณสมคิดคิดถึงอะไรเวลาพูดถึงนโยบายเศรษฐกิจ แต่ทั้งสองคนต่างให้ความสนใจกับเรื่องจีดีพีและเป้าหมายการส่งออกมาก เพราะต้องการให้การส่งออกเป็นตัวจักรผลักดันให้จีดีพีอยู่ในระดับที่น่าประทับใจ ในขณะเดียวกัน ก็ส่งเสริมให้มีการบริโภคภายในอย่างมากผ่านนโยบายประชานิยมต่างๆ โดยต้องการให้การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนจีดีพีในอีกทางหนึ่ง

หม่อมอุ๋ยกล่าวถึงมาตรวัดทางเศรษฐกิจของผู้คนในสังคมไทยว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจ และภาคเศรษฐกิจให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตทางขนาดเป็นสำคัญ ประชาชนชื่นชมกับการมีธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งมีผลประกอบการและกำไรสูง นักธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ก็ให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีการควบรวมกิจการกัน เพราะทำให้มีส่วนแบ่งการตลาดสูงขึ้น แต่ขณะเดียวกันทำให้เกิดการผูกขาดทางการตลาด สำหรับรัฐบาลก็มุ่งให้จีดีพีของประเทศเติบโตอย่างสูง จึงเน้นโครงการลงทุนขนาดใหญ่หรือเมกะโปรเจ็กท์ และต้องการเห็นดัชนีในตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้น ทำให้ละเลยการกระจายรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนรวมถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมไป

หม่อมอุ๋ยเสนอว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจไม่ควรถูกวัดจากจีดีพีเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรและการอนุรักษ์ ให้มีระบบการดูแลทรัพยากรที่ดี เช่น มีระบบจัดการน้ำ และทั้งหมดนี้อยู่แนวคิดที่เรียกว่าจีดีพีสีเขียว คล้ายๆ กับที่ในภูฏานก็มีสิ่งที่เรียกว่า ความสุขมวลรวมประชาชาติ (จีเอ็นเอช)

แล้วโลกของหม่อมอุ๋ยที่จีดีพีไม่ได้เป็นใหญ่ จะมีลักษณะเป็นอย่างไร…

- ระบบขนส่งมวลชนที่ดีมีคุณภาพจะมีมากขึ้น มีช่องบนถนนสำหรับขี่จักรยาน รัฐบาลเลิกจับรถไฟฟ้าเป็นตัวประกันต่อรองกับประชาชนและพรรคการเมืองอื่น เพราะต้องการให้เกิดการประหยัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ลดการขาดดุลการค้าและรักษาคุณภาพทางอากาศและคุณภาพปอดของคนเมืองใหญ่ให้สะอาด

- ประชาชนจะเข้าโรงพยาบาลน้อยลงเพราะรัฐบาลสนับสนุนให้กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ และรู้จักรักษาสุขภาพตนเองมากขึ้น หรือ ประชาชนจะมีบริการด้านสาธารณสุขที่ดีและเข้าถึงได้ดีขึ้น เพราะการที่ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้มากขึ้น สำคัญกว่าการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (เมดิคอลฮับ) เป็นไหนๆ

- งานบ้านของคุณแม่บ้านจะได้รับความสำคัญมากขึ้นในฐานะที่ทำประโยชน์ให้กับระบบเศรษฐกิจ รัฐมีนโยบายสนับสนุนการทำงานบ้านและเลี้ยงดูลูกของผู้หญิง

- ปัญหาภาคใต้ที่ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต และวิถีในการดำเนินชีวิตตามปกติของตนไป ทำให้รัฐบาลร้อนใจ เพราะส่งผลให้ดัชนีจีดีพีเขียวติดลบเสียยิ่งกว่าปริมาณการส่งออกที่ลดลง จึงหันกลับมาให้ความสนใจและจริงจังกับการแก้ปัญหาที่รากเหง้าเสียที

- โครงการขนาดใหญ่จะถูกทบทวนให้ลดขนาดลง เพราะมีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและเป็นมิตรกับชุมชนรอบข้างมากกว่า โดยประชาชนได้อาศัยความรู้ความเข้าใจและความต้องการของตนและชุมชนในการร่วมกำหนดลักษณะของโครงการด้วย

- ระบบเตือนภัยธรรมชาติจะได้รับผลักดันอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคตโดยไม่จำเป็น หรือประชาชนและรัฐบาลตระหนักในความจำเป็นต้องรักษาธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติช่วยบรรเทาอุทุกภัยหรือปัญหาดินถล่มที่อาจจะเกิดขึ้นอีก ฯลฯ

ความเป็นไปได้ของจีดีพีสีเขียว มีได้หลายทางขึ้นอยู่กับว่าการประเมินคุณค่าใช้กรอบใดในการประเมิน ประเมินได้ใกล้เคียงความจริงเพียงใด และเมื่อประเมินออกมาแล้ว ผลได้หรือผลเสียอย่างใดจะมากกว่ากัน แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้โลกของหม่อมอุ๋ยแตกต่างไปจากโลกของคุณทักษิณและคุณสมคิด คือ มีสิ่งอื่นที่สำคัญเทียบเท่าหรือมากกว่าเรื่องเงิน และความมั่งคั่งทางด้านการเงินในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศ

หม่อมอุ๋ยอาจจะไม่ได้มองไปไกลถึงการคิดคำนวณปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างให้เข้ามาอยู่ในดัชนีชี้วัดนี้ แต่อย่างน้อยที่สุด"จีดีพีเขียว"ของหม่อมอุ๋ย หรือ"จีเอ็นเอช"ของภูฏานก็สะท้อนต้นทุน และผลได้ที่เป็นจริงในทางเศรษฐศาสตร์มากกว่าจีดีพีแบบเดิม และก็น่าจะบอกได้ดีกว่าดัชนีตัวเดิมว่า ความพยายามในการดันจีดีพีให้โป่งพองนั้น มันนำไปสู่คุณภาพชีวิตและการจ้างงานที่ดีขึ้นแน่หรือ

ถ้าประเทศไทยมีจีดีพีสีเขียวอย่างที่หม่อมอุ๋ยว่า คนไทยจะเข้าใจระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกันขึ้นอีกมาก คนกรุงเทพจะเข้าใจว่าเหตุการณ์ดินถล่มและอุทกภัยที่อุตรดิตถ์ เกี่ยวข้องกับการพึ่งพารถยนต์ส่วนตัว และพฤติกรรมการบริโภคของเราด้วยอย่างไร ความเข้าใจนั้นจะเกิดจากการที่ต้นทุนบางส่วนที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคเคยผลักไสให้ไปอยู่นอกกระบวนการคิดคำนวณราคานั้น "ถูกทำให้มีตัวตน" ขึ้น มองเห็นและสัมผัสได้จริง ผ่านการให้ค่ากับมัน

ในขณะเดียวกัน ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นนอกกระบวนการคำนวณรายได้หรือกำไรซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาวะของสิ่งแวดล้อมและคนอื่นๆ ในสังคม เช่น การดำรงอยู่ต่อไปของป่าเขาใหญ่ - ดงพญาเย็น อันอุดมสมบูรณ์ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ โดยไม่ถูกเบียดเบียนจากการสร้างถนนตัดป่าของกรมทางหลวง, การจับปลาโดยเรือประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก ซึ่งช่วยรักษาทรัพยากรประมงได้ดีกว่าเรือปั่นไฟขนาดใหญ่, หรือตัวอย่างง่ายๆ ของการทำงานอาสาสมัครก็จะได้รับการให้ "ค่า" และ "คุณค่า" ในเวลาเดียวกัน และเราจะเห็นว่ามีผลประโยชน์ที่ได้อีกมากมาย จากการทำหรือไม่ทำกิจกรรมบางอย่างที่ไม่ได้ถูกนำมารวมไว้

ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในเชิงสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม หรืออาจรวมถึงในเชิงวัฒนธรรมและทางการเมืองด้วยก็เป็นได้ เช่น ในเชิงการเมือง จีดีพีเขียวยังมีนัยยะไปถึงกระบวนการตัดสินใจดำเนินนโยบายหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจใดๆ ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นด้วย เพราะการวัดจีดีพีเขียวจะต้องได้รับข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งกว้างไปกว่าแค่เจ้าของโรงงาน หรือผู้ป้อนวัตถุดิบ แต่ยังหมายถึง ชุมชนรอบข้างที่ได้รับผลกระทบ ประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และผู้บริโภคสินค้าและบริการ เป็นต้น

แม้ว่าการไปสู่จีดีพีเขียวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากประเทศไทยจะเจริญเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต มีความสามารถในการแข่งขันบนพื้นฐานของเสถียรภาพและความสมานฉันท์ ไม่ใช่ความสามารถในการแข่งขันบนซากปรักหักพังทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมของชุมชนแล้ว การมองหาดัชนีชี้วัดที่ดีกว่าจีดีพี เพื่อวัดคุณภาพของการเจริญเติบโตและการพัฒนาเป็นเรื่องที่จำเป็น ขอสนับสนุนหม่อมอุ๋ยและธนาคารแห่งประเทศไทยเต็มที่หากจะผลักดันการทำจีดีพีเขียวให้มีความสำคัญขึ้นมาจริงๆ สำหรับประเทศไทย

สำหรับรัฐบาล เนื่องจากท่านนิยมการเป็นศูนย์กลางของอะไรต่อมิอะไรในภูมิภาคมาก น่าจะลองคิดโครงการใหม่สำหรับประเทศไทยอีกโครงการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนา "แบบจีดีพีเขียว" แห่งภูมิภาคดูบ้าง ประเทศไทยน่าจะดูดีกว่าที่เป็นอยู่อีกเยอะ

25 พฤษภาคม 2549
ได้รับมาจาก - "Sajin Prachason" <sajin.p@focusweb.org>

(ข) รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ : ชี้ผลการศึกษา FTA ไทย-ออสเตรเลีย
ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ เผยถึงผลการศึกษาวิจัยผลกระทบจากการทำข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย โดยชี้ให้เห็นว่า ลักษณะเด่นของการทำ FTA ไทย-ออสเตรเลียนั้นอยู่ที่กระทำโดยรัฐบาลที่ขาดธรรมาภิบาล ผลประโยชน์กระจุกตัว แต่ผลเสียหายแผ่กระจายอย่างกว้างขวางสาหัส ซึ่งนอกจากภาคการผลิตโคนม โคเนื้อ ซึ่งเป็นฝ่ายเสียเปรียบต้องล่มสลาย ที่ที่รัฐบาลมิได้เตรียมแผนรองรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต

ศ.รังสสรค์ได้ชี้ให้เห็นว่า แม้ออสเตรเลียมีความสำคัญต่อสังคมเศรษฐกิจไทยค่อนข้างน้อย ทั้งในด้านความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ความตกลงการค้าเสรีระหว่างทั้งสองจึงมีความสำคัญไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ประมวลในเอกสาร "ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย : รายงานและบทวิเคราะห์" นี้สื่อสารสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ กล่าวคือ

ประการแรก การขาดธรรมาภิบาลของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในกระบวนการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีเป็นลักษณะเด่นชัด ด้วยเหตุดังนั้น จึงขาดกลไกในการกำกับให้การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีเป็นไปในทางที่เอื้อประโยชน์สูงสุดแก่สังคมเศรษฐกิจไทย มิพักต้องกล่าวถึงข้อกล่าวหาว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้นำรัฐบาล

ประการที่สอง ผลการศึกษาให้ข้อสรุปว่า ผลประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับออสเตรเลีย กระจุกเฉพาะบางอุตสาหกรรมและบางภาคเศรษฐกิจ แต่ผลเสียกระจายโดยทั่วไป นอกจากนี้ ความได้เปรียบในด้านอัตราภาษีศุลกากร จากการทำข้อตกลงการค้าเสรีมีแนวโน้มลดลงตามกาลเวลา เพราะออสเตรเลียต้องทยอยทำลายกำแพงภาษี เนื่องจากมีการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ ด้วย ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้จากการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับออสเตรเลีย มิได้มีมากเท่ากับที่ปรากฎในงานวิจัยที่มิได้ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงพลวัตร ในขณะที่การเลี้ยงโคขุน โคนม และการผลิตผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทยต้องเผชิญกับชะตากรรมแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างสาหัส

ประการที่สาม
การทำข้อตกลงการค้าเสรีก่อให้เกิดต้นทุนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต (Cost of Structural Adjustment) ภาคการผลิตที่สูญเสียความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบต้องล่มสลาย และต้องแบกรับภาระต้นทุนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตดังกล่าวนี้ น่าอนาถที่รัฐบาลมิได้ตระเตรียมแผนการปรับโครงสร้างการผลิต เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ต้องพ่ายแพ้แก่เกมการค้าเสรี

อนึ่งเอกสาร "ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย : รายงานและบทวิเคราะห์" นี้ต้องการประมวลข้อมูลว่าด้วยการทำข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับออสเตรเลีย เนื้อหาจำแนกออกเป็น 4 ภาค

- ภาคแรก กล่าวถึงสาระสำคัญของข้อตกลง และนำเสนอการเปรียบเทียบข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย
กับข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐอเมริกา-ออสเตรเลีย

- ภาคที่สอง
ประมวลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ว่าด้วยการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศทั้งสอง

- ภาคที่สาม
สรุปผลการศึกษาวิจัยผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการทำข้อตกลงการค้าเสรี ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายออสเตรเลีย งานวิจัยเหล่านี้กระทำก่อนที่จะเริ่มต้นกระบวนการเจรจา

- ภาคที่สี่
นำเสนอข้อมูลว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับออสเตรเลีย ที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงปีแรกหลังการทำข้อตกลงการค้าเสรี

ภาคผนวกของเอกสารนี้ประกอบด้วยข้อมูล 3 ส่วน

- ส่วนที่หนึ่ง ประมวลลำดับเหตุการณ์การทำข้อตกลงการค้าเสรี
- ส่วนที่สอง เสนอข้อมูลสถิติเศรษฐกิจพื้นฐาน และ
- ส่วนที่สาม เป็นข้อตกลงการค้าเสรี

ซึ่งโครงการ WTO Watch หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารนี้จะให้ประโยชน์ในการให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับออสเตรเลีย

เรียบเรียงจาก คำนำ "ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย : รายงานและบทวิเคราะห์"
รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ มีนาคม 2549
(หมายเหตุ: อ่านข้อมูลฉบับเต็มดูได้ ที่ เว็บไซต์ WTO Watch (จับกระแสองค์การการค้าโลก)
http://www.thailandwto.org/Doc/Pub/PubData/12_ThaiAusFTAs.pdf)


(ค) คำแถลงกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch)

ทักษิณเว้นวรรค แต่ระบอบทักษิณเดินหน้า
หยุดผลประโยชน์ทับซ้อนเอฟทีเอ ด้วยการปฏิรูปการเมือง

ตามที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และกลุ่มบุคคล กลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มในประเทศไทย ได้เรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการณ์เดินหน้าการเจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐ และเร่งรัดให้มีการลงนามเอฟทีเอกับประเทศญี่ปุ่นนั้น กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชนและองค์กรพันธมิตรขอเรียกร้องให้กลุ่มดังกล่าวยุติการดำเนินการดังกล่าวเสีย เนื่องจากเห็นว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมควร และไม่เหมาะสมด้วยสาเหตุหลายประการ

ประการแรก กลุ่มที่เรียกร้องให้มีการลงนามเอฟทีเอกับประเทศญี่ปุ่น เป็นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากการทำเอฟทีเอกับประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ร่วมทุนกับประเทศญี่ปุ่น และกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ในขณะที่ประชาชนทั่วไปยังไม่มีโอกาสได้เห็นตัวสัญญาดังกล่าวแต่ประการใด ข้อตกลงซึ่งไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ อาจสร้างผลกระทบต่อประชาชนไทยที่ต้องได้รับผลกระทบจากการบริการด้านสุขภาพ และผลกระทบจากการที่อุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอางของญี่ปุ่นจะเข้ามาแย่งชิงพันธุ์พืชและภูมิปัญญาท้องถิ่นของประเทศ โดยที่ไม่มีกลไกใดๆ ในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

ส่วนกรณีการเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการณ์ หรือรัฐบาลเฉพาะกิจที่จะจัดตั้งขึ้นหลังเดือนเมษายนให้ดำเนินการเจรจาเอฟทีเอกับประเทศสหรัฐอเมริกา โดยกลุ่มบุคคลที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของสภาหอการค้าไทยนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมเกษตรของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการนำเข้าถั่วเหลืองและข้าวโพดจากสหรัฐฯ และได้ประโยชน์จากการส่งออกกุ้ง ไก่ และอาหารทะเล เท่านั้น ข้อเสนอดังกล่าวจึงขัดแย้งกับอุตสาหกรรม และภาคบริการอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก ที่ได้รับผลกระทบจากการทำเอฟทีเอ

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน ขอเรียกร้องให้ประชาชนไทยและสื่อมวลชนตรวจสอบความชอบธรรมของกลุ่มผลประโยชน์ดังกล่าว เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของระบอบทักษิณ โดยในขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ประกาศเว้นวรรคแล้ว แต่กลุ่มคนเหล่านี้กลับเดินหน้าผลักดันนโยบายทางเศรษฐกิจที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนของตนต่อไป โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่และผลประโยชน์โดยรวมของประเทศ

ประการที่สอง รัฐบาลปัจจุบันเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ ซึ่งเป็นรัฐบาลชุดเดียวกันกับรัฐบาลที่ประชาชนนับแสนๆ คนเดินขบวนขับไล่ และมีประชาชนนับสิบล้านคนลงคะแนนงดออกเสียงเลือกตั้ง ปฏิเสธที่จะให้มาบริหารประเทศต่อไป รัฐบาลรักษาการณ์จึงปราศจากความชอบธรรมใดๆ ที่จะดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่สร้างผลกระทบระยะยาวต่อประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจรจาเอฟทีเอกับประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

เอฟทีเอว็อทช์และองค์กรพันธมิตร ขอเรียกร้องให้กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง และรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม ยุติการผลักดันให้มีการเจรจาหรือลงนามข้อตกลงเอฟทีเอกับประเทศต่างๆ โดยทันที ทั้งนี้โดยการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่สำคัญโดยเฉพาะการเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ ต้องรอจนกว่าจะมีกระบวนการปฏิรูปการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ และมีรัฐบาลชุดใหม่ที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายขึ้นมาบริหารประเทศ โดยคาดว่ากระบวนการดังกล่าวจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี

ข้อเสนอต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปการเมือง

เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน จากการที่กลุ่มทุนในรัฐบาลดำเนินการจัดทำข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศที่สร้างผลกระทบต่อประชาชน ตลอดจนป้องกันมิให้รัฐบาลในอนาคตดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แปรรูปประเทศโดยส่งเสริมระบอบการค้าเสรีอย่างไร้ขอบเขต และขาดดุลยภาพในการพัฒนาที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตและวิถีวัฒนธรรมที่ดี กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีและองค์กรพันธมิตรเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปการเมือง 4 ประการสำคัญคือ

1. บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญต้องไม่มีข้อกำหนดใดๆ ให้รัฐต้องส่งเสริมระบอบการค้าทุนนิยมเสรี ซึ่งเอื้ออำนวยให้เกิดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การแปรรูปทรัพยากร หรืออื่นๆ ให้กลายเป็นสินค้า คำนึงถึงแต่การแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการแสวงหากำไร ยิ่งไปกว่าการคำนึงถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

2. เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 224 โดยให้การเจรจาและทำความตกลงในการค้าระหว่างประเทศ ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาโดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อป้องกันมิให้มีการหลีกเลี่ยงไม่นำความตกลงระหว่างประเทศเข้าไปพิจารณาในรัฐสภา ดังที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ดำเนินการในการลงนามเอฟทีเอกับประเทศต่างๆ

3. เสนอให้กฎหมายเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยมีหลักการสำคัญระบุไว้ในรัฐธรรมนูญและมีกำหนดเวลาระบุไว้แน่ชัดว่า ต้องดำเนินการให้มีการออกกฎหมายแล้วเสร็จในระยะเวลาที่กำหนด กฎหมายฉบับนี้ต้องมีบทบัญญัติให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วม และมีส่วนในการตัดสินใจในการเจรจาความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ การจัดการผลกระทบ การไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ ตลอดจนผู้ที่มีส่วนได้เสียต้องได้รับผลผูกพันจากการลงนาม เป็นต้น

4. ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีการจัดทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิออกเสียงในกรณีที่มีการลงนามในข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ หรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อประเทศ ทั้งนี้โดยเปิดโอกาสให้ฝ่ายต่างๆ สามารถนำเสนอข้อมูลได้อย่างรอบด้านและเป็นธรรมต่อประชาชน

เอฟทีเอว็อทช์ ขอเรียกร้องให้ประชาชนไทยทุกกลุ่มร่วมกันทำหน้าที่ในการตรวจสอบการดำเนินงานของฝ่ายบริหาร และจับตาบทบาทของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบอบทักษิณ ในสภาพการณ์ทางการเมืองที่มีเพียงรัฐบาลรักษาการณ์บริหารประเทศ และมีสภาพิกลพิการซึ่งไม่อาจฝากความหวังใดๆ ในการตรวจสอบการดำเนินงานรัฐบาลได้

ภารกิจที่สำคัญที่สุดสำหรับประชาชนทุกกลุ่มคือการผลักดันให้มีการปฏิรูปการเมือง และแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การบริหารประเทศดำเนินไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นปกติโดยเร็ว

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน
25 เมษายน 2549

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน
801/ 8 ถ.งามวงศ์วาน ซ.งามวงศ์วาน 27 อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทร.02-952-7953 โทรสาร 02-591-5076
email: info@ftawatch.org
www.ftawatch.org

 




บทความที่นำเสนอก่อนหน้านี้ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
หากนักศึกษาและสมาชิกท่านใตสนใจ
สามารถคลิกไปอ่านได้จากที่นี่...คลิกที่ภาพ

 

สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4 I สารบัญเนื้อหา 5
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 900 เรื่อง หนากว่า 13000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

 

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

 

 

H
ขอขอบคุณ www.thaiis.com ที่ให้ใช้พื้นที่ฟรี
ภาพประกอบดัดแปลงเพื่อใช้ประโยชน์ประกอบบทความฟรีของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์
R
related topic
200549
release date
เว็บไซต์เผยแพร่ความรู้
เพื่อสาธารณประโยชน์

หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลด text size ของ font ลง
ขนาด medium จะแก้ปัญหาได้
เว็บไซต์นี้สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอุดมศึกษาได้โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ สำหรับผู้สนใจส่งบทความทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน กรุณาส่งผลงานไปที่ midarticle@yahoo.com
The author of this work hereby waives all claim of copyright (economic and moral) in this work
and immediately places it in the public domain... [copyleft]
กรุณานำบทความไปใช้ต่อโดยอ้างอิงแหล่งที่มาตามสมควร
เว็ปไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขอพระขอบคุณในการอนุเคราะห์ให้ใช้พื้นที่ฟรี เพื่อการเผยแพร่ความรู้ต่อสังคมจาก www.thaiis.com
บทความทุกชิ้นที่เผยแพร่บนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จะได้รับการเก็บรักษาเอาไว้อย่างถาวร โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข เพื่อประโยชน์ในการอ้างอิง ความผิดพลาดใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นจากการเผยแพร่ อาจเป็นของผู้เขียนหรือกองบรรณาธิการ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยไม่เจตนา
เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มีการเสนอบทความใหม่ทุกวัน เพื่อสนองความต้องการของนักศึกษา และผู้สนใจที่คลิกเข้ามาหาความรู้เป็นประจำ
The Midnightuniv website 2006
ถ้าประเทศไทยมีจีดีพีสีเขียวอย่างที่ว่า คนไทยจะเข้าใจระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกันขึ้นอีกมาก คนกรุงเทพจะเข้าใจว่าเหตุการณ์ดินถล่มและอุทกภัยที่อุตรดิตถ์ เกี่ยวข้องกับการพึ่งพารถยนต์ส่วนตัว และพฤติกรรมการบริโภคของเราด้วยอย่างไร ความเข้าใจนั้นจะเกิดจากการที่ต้นทุนบางส่วนที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคเคยผลักไสให้ไปอยู่นอกกระบวนการคิดคำนวณราคานั้น "ถูกทำให้มีตัวตน" ขึ้น มองเห็นและสัมผัสได้จริง ผ่านการให้ค่ากับสิ่งเหล่านี้