นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆที่เผยแพร่บนเว็บไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ

 

The Midnight University



ศิลปะในฐานะตัวจุดประกายความคิดเชิงวิพากษ์
บทบาทของศิลปะในสังคมประชาธิปไตย
และ ขอสนับสนุนฟ้าเดียวกัน

เคโกะ เซ : เขียน

ผู้เขียนเป็นภัณฑารักษ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ของนิทรรศการศิลปะ Documenta12

ที่จะจัดให้มีขึ้นที่ประเทศเยอรมนี ปี ค.ศ. 2007


บทความที่ปรากฏบนหน้าเว็บเพจนี้ เป็นงานเขียนทางวิชาการของตัวแทน
กลุ่มรณรงค์นานาชาติ "มิตรฟ้าเดียวกัน" ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นที่กรุงเวียนนา
เพื่อขอให้ยกเลิกการห้ามจำหน่ายวารสารและการกล่าวหาบรรณาธิการฟ้าเดียวกัน

สาระสำคัญของงานเขียน ชี้ถึงการใช้ความคิดเชิงวิพากษ์
เป็นคุณสมบัติของการศึกษาและความเป็นอิสระที่ควรแก่ความภาคภูมิใจ

midnightuniv@yahoo.com

(บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา)
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 886
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๙
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 10.5 หน้ากระดาษ A4)



บทบาทของศิลปะในสังคมประชาธิปไตย - และขอสนับสนุนฟ้าเดียวกัน

บทความนี้เกี่ยวกับวารสารไทย ฟ้าเดียวกัน และปัญหาที่มีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะนี้ ก่อนอื่นดิฉันจะต้องพาผู้อ่านเยี่ยมชมอาคารรัฐสภาเยอรมันหลังเดิม (Reichstag) ในกรุงเบอร์ลินเสียก่อน

อาคารยุคปลายศตวรรษที่ 19 หลังนี้ซึ่งสร้างเพื่อใช้เป็นสภาไรช์สตาก หรือรัฐสภาของจักรวรรดิเยอรมันี ได้ผ่านความสับสนอลหม่านในประวัติศาสตร์เยอรมันยุคใหม่ ในปี ค.ศ. 1933 อาคารหลังนี้ได้ถูกเผาโดยหาสาเหตุไม่ได้จนกระทั่งทุกวันนี้ พวกนาซีได้ใช้เหตุแห่งเพลิงปริศนานี้เป็นความชอบธรรมในการเริ่มกดขี่สิทธิมนุษยชน ภายใต้ข้ออ้างประกาศภาวะฉุกเฉิน

ในช่วงระหว่างที่ประเทศเยอรมนีถูกแบ่งเป็นตะวันออกและตะวันตก อาคารหลังนี้ต้องทนกับการถูกลบหลู่ที่ต้องตั้งอยู่เฉยๆ ข้างกำแพงโดยไม่มีบทบาทสำคัญอะไรเลยเป็นเวลาหลายทศวรรษ หลังจากที่ตกลงย้ายเมืองหลวงของเยอรมนีที่รวมประเทศมาไว้ที่กรุงเบอร์ลิน เซอร์นอร์แมน ฟอสเตอร์ ได้รับมอบหมายให้สร้างอาคารหลังนี้ขึ้นมาใหม่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอาคารที่สำคัญของประเทศเยอรมนี เพื่อเป็นที่ทำการหลังใหม่ของสภาผู้แทนราษฎร (Bundestag) (ที่ใช้เรียกสภาเยอรมันในปัจจุบัน)

เขาได้สร้างโดมกระจกขนาดใหญ่เพื่อให้แสงแดดส่องสว่างถึงพื้นสภาชั้นล่าง องค์ประกอบอีกอย่างที่เพิ่มเติมจากโครงสร้างเดิมคือ ทางเดินเพื่อให้ประชาชนเดินขึ้นไปและ"มองลง" มายัง ส.ส.ขณะปฏิบัติหน้าที่ (ใครๆก็สามารถขึ้นไปบนนั้นได้โดยไม่จำกัดสัญชาติ และไม่ต้องจอง ซึ่งจะเปิดตั้งแต่ 8 นาฬิกาถึงเที่ยงคืน...แม้หลังเหตุการณ์ 11 กันยาก็ยังเปิด) การทำเช่นนี้พอเพียงที่จะสร้างและบ่งบอกถึงความรู้สึกว่า ส.ส.เป็นผู้รับใช้ประชาชน

นับตั้งแต่ย้ายที่ทำการรัฐสภาเยอรมัน ได้มีการเชิญศิลปินเข้ามาสร้างผลงานศิลปะจำเพาะสถานที่ให้กับอาคารรัฐสภาและตึกที่อยู่ใกล้เคียง ขณะนี้มีผลงานประมาณ 30 โครงการที่เข้าชมได้ รวมทั้งงานของแคทธารีน่า ซีเวอร์ดิง (Katharina Sieverding) ที่รำลึกถึงสมาชิกสภาไรช์สตากที่ถูกดำเนินคดีในยุคสาธารณรัฐไวมาร์ และงานของเกรฮาร์ด ริคช์เตอร์ (Gerhard Richter) ที่เป็นกระจกแผ่นใหญ่ด้าน หลังระบายสีธงชาติเยอรมันคือ ดำ, แดงและทอง(1)(ผลงานศิลปะจำนวนมากหาชมได้ที่เว็บไซต์ของสภาผู้แทนราษฎร http://www.bundestag.de/bau_kunst/kunstwerke/) ศิลปินที่ได้รับเชิญไม่มีใครทำตัวเป็นศิลปินประจำราชสำนัก ที่วาดภาพเหมือนอันงดงามของผู้สูงศักดิ์หรือภาพทิวทัศน์ ที่นี่คือประเทศเยอรมนี

ในบรรดาผลงานเหล่านี้งานที่ปลุกเร้าการอภิปรายที่ดุเดือดที่สุดคืองานของฮันส์ แฮคเก้(Hans Haacke) เขาเสนอให้วางรางไม้ในสนามหญ้าด้านทิศเหนือ เพื่อให้ ส.ส.แต่ละคนนำดิน 50 ก.ก.จากเขตเลือกตั้งของแต่ละคนมาใส่แล้วทำเป็นสวนดอกไม้ ตรงกลางเป็นตัวไฟนีออนอ่านว่า "Der Bevoelkerung" ซึ่งหมายถึง "เพื่อสามัญชน" เป็นการจงใจให้แตกต่างกับคำจารึกเลื่องชื่อ บนหน้าจั่วกลางของตึกที่ว่า "Dem deutschen Volke" ซึ่งหมายถึง "เพื่อประชาชนเยอรมัน"

กลุ่ม ส.ส.หัวโบราณอ้างว่ามีการระบุไว้ในกฎหมายพื้นฐานของเยอรมัน(basic law - รัฐธรรมนูญสหพันธ์รัฐเยอรมนี)ว่า สมาชิกรัฐสภาเยอรมันเป็นผู้แทนของ"ประชาชน" และว่าข้อความที่ใช้ในงานศิลปะแบบจัดวางนี้ เป็นการให้ร้ายรัฐสภาเยอรมัน แม้แต่ ส.ส.หัวก้าวหน้าบางคนที่สนับสนุนเกี่ยวกับสังคมหลากวัฒนธรรมและหลากเชื้อชาติ ยังต่อต้านงานชิ้นนี้โดยอ้างว่า การเชื่อมโยงกับ"ดินจากบ้านเกิด"อาจทำให้สับสนเพราะว่าทำให้คนนึกถึง "Blut und Boden" (เลือดและแผ่นดิน) ซึ่งเป็นโฆษณาชวนเชื่อของพวกนาซี หรือว่ามันเป็นเพียงงาน"ศิลปะกำมะลอที่มีชีวิต"(bio-kitsch)ที่ไร้ค่า เป็นต้น สื่อหัวเก่ากล่าวหาว่า ศิลปินต้องการทำลายคนเยอรมัน สมาชิกรัฐสภา, สื่อ และประชาชนอภิปรายกันอย่างดุเดือดเป็นเวลาหลายเดือนว่าจะให้มีงานศิลปะแบบจัดวางนี้ที่รัฐสภาเยอรมันหรือไม่

ดังนั้นจึงมีการลงคะแนนเสียงในวันที่ 4 เมษายน ที่รัฐสภาเพื่อตัดสินปัญหา การอภิปรายนี้เรียกร้องความเอาใจใส่และความสนใจอย่างมาก ตัวอย่างเช่น มีรายงานว่ามีผู้แทนสภาเข้าร่วมและลงคะแนนเสียงในกรณีงานศิลปะนี้ มากกว่ากรณีที่กองทัพเยอรมันเข้าไปแทรกแซงในโคโซโวเสียอีก(2) ผลการลงคะแนนคือ 260 ต่อ 258 เห็นด้วยกับงานศิลปะแบบจัดวางของแฮคเก้

ผู้แทนสภาเริ่มนำดินมาใส่ในราง ถึงแม้จะมีดินไว้ปลูกดอกไม้แต่ไม่มีการจัดแต่งสวนปล่อยให้โตตามธรรมชาติ จะมีเพียงดินชุดใหม่จาก ส.ส.ที่เพิ่งได้รับเลือกเข้ามาคอยกระตุ้นการเจริญเติบโต. วูลฟ์กัง เธียรส์ ประธานรัฐสภาหัวก้าวหน้านำดินมาจากสุสานชาวยิวในกรุงเบอร์ลิน มีดินจากบริเวณที่เคยเป็นค่ายกักกันนักโทษ ดินที่มีหนอน 3 ตัว แต่ละตัวมืชื่อคือ เกเบรียล, ฟริทซ์และเออร์คัน(ชื่อตุรกี).

ส.ส.2 คนจากพรรคกรีนนำดินที่มีเมล็ด "ซุปเปอร์สกังค์" (super-skunk) เป็นกัญชาตัดแต่งพันธุกรรมของเนเธอร์แลนด์เข้ามา ซึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีกประเด็น ส.ส.บางคนไม่พอใจเพราะว่าเป็นเมล็ดกัญชา บางคนโกรธว่าเป็นเมล็ดกัญชาตัดแต่งพันธุกรรมและไม่ปลอดสารเคมี พรรคกรีนอ้างว่ากรณีนี้จะช่วยสนับสนุนให้มีการอภิปรายในสภา เพื่อให้กัญชาเป็นพืชถูกกฎหมาย

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐสภาเยอรมันทำให้มีการอภิปรายเกี่ยวกับงานศิลปะอย่างดุเดือด เมื่อปีค.ศ. 1994 ตอนที่สภากรุงบอนน์มีการอภิปรายว่า จะอนุญาตให้ศิลปินคริสโตห่อหุ้มรัฐสภาเป็นงานศิลปะได้หรือไม่ งานนี้เป็นโครงการที่ศิลปินเลื่องชื่อท่านนี้ได้วางแผนไว้ตั้งแต่ปี 1975 ผลงานของคริสโตเรียกกันว่าเป็นโพรเซส อาร์ต (Process Art - ศิลปะกระบวนการ) ซึ่งหมายถึงประสบการณ์ในศิลปะของคนดูไม่ใช่เพียงแค่ชื่นชมผลลัพธ์ แต่รวมถึงมีส่วนสำรวจกระบวนการสร้างสรรค์เพื่อกระตุ้นความรู้สึกนึกคิดในใจของตน ดังนั้นขอหยิบยกคำปราศรัยในการประชุมสภาของ ส.ส.คอนราด ไวส์ จากพรรคกรีน ซึ่งท่านยอมรับว่าการอภิปรายในสภาก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะเป็นการสรุปข้อเท็จจริงที่สำคัญและเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับบทบาทของศิลปะในสังคม

"...ไม่ใช่เพราะเหตุหนึ่งเหตุใดของความสิ้นหวัง ความผิวเผินและความไร้ซึ่งความหมายหรือที่ทำให้มนุษย์ไม่ค่อยเรียนรู้ที่จะยอมรับศิลปะ และค้นพบตัวตนผ่านงานสร้างสรรค์ของตนเอง ศิลปะเป็นยิ่งกว่าธุรกิจและความบันเทิง มันช่วยปลดปล่อยและขยายความคิด มันปรับและช่วยให้เราหาเหตุผลในชีวิตได้

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ไม่ใช่เรื่องเสื่อมเสียและเสียเวลาหากสักครั้งสมาชิกสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ จะอภิปรายเกี่ยวกับงานศิลปะ และไตร่ตรองถึงงานศิลปะ (เสียงปรบมือจากส.ส.หลายคน)

โดยกระบวนการนี้พวกเราเองจะเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะที่คริสโตได้สรรค์สร้างเป็นเวลาหลายปี ด้วยความดื้อดึงอย่างน่ายกย่องและด้วยอัจฉริยะทางจินตนาการ ศิลปินไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จในการวางแนวความคิดที่เด่นชัดแบบนี้ ...เรื่องอื่นเมื่อเทียบกับเรื่องนี้จึงน่าเบื่อเพราะไม่สร้างความขัดแย้งหรือข้อสงสัย เรามีความซ้ำซากราบเรียบมามากพอแล้ว

การหุ้มห่ออาคารรัฐสภา เพื่อนสมาชิกที่เคารพจะช่วยให้เราได้เห็นสถานที่ซึ่งเป็นทั้งศูนย์กลางและความขัดแย้งในประวัติศาสตร์เยอรมันในอีกรูปแบบหนึ่ง และมีประสบการณ์การรับรู้ใหม่ๆ...

ความทรงจำที่เกิดขึ้นภายในตัวเราจะคึกคัก ทั้งกับอาคารนี้, กับการสร้างสรรค์, กับความตกต่ำและการพื้นฟูประชาธิปไตยผ่านการหุ้มห่อนี้ การวิเคราะห์ในแง่ประวัติศาสตร์ไม่มีเรื่องอื่นใดนอกเสียจากว่า เราสร้างภาพที่แสดงตัวมันเองในเวลาที่เหมาะเจาะกับความเป็นจริงในอดีต การหุ้มห่ออาคารรัฐสภาจะย้ำเตือนถึงความจำกัดในการรับรู้ของเรา และความไม่แน่ชัดในความรู้ของเรา นั่นคือสิ่งที่จะได้เห็น อาคารรัฐสภาจะถูกบดบังจากสายตาของเราระยะหนึ่ง... วัสดุอ่อนนุ่มที่ปกคลุมอาคารจะย้ำเตือนเราถึงความดุเดือดที่พุ่งพล่านภายในตึกนี้ และให้เห็นว่าประชาธิปไตยเป็นเป้าในการโจมตีและตกอยู่ในอันตรายได้ง่ายเพียงใด

...ผมปรารถนาให้เพวกเรา สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษทั้งหลาย มีความกล้าที่จะเผชิญกับการยั่วยุที่มีจินตนาการด้วยการหุ้มห่อที่เป็นสัญญลักษณ์นี้ แสดงความกล้าเผชิญกับการตีตัวออกห่างทั้งที่ไม่อยาก ด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะชิ้นนี้ และขณะเดียวกันเผชิญกับการรวมตัวที่เป็นภาระของประวัติศาสตร์ของเราที่มีทั้งช่วงรุ่งเรืองและตกต่ำ ความดีงามและเลวร้ายอย่างที่รัฐสภาเป็นอยู่ "(3)

หลังจบคำปราศรัยได้มีการลงคะแนน ผลลัพธ์คือ เห็นชอบ 292 ไม่เห็นชอบ 223 งดออกเสียง 9 หลังจากนั้นในเดือนมิถุนายน 1995 อาคารรัฐสภาก็ถูกหุ้มด้วยผ้าทอโพลีโพรไพลีนอย่างหนาขนาด 100,000 ตารางเมตร ด้านบนเป็นอลูมิเนี่ยมแล้วมัดด้วยเชือกโพลีโพรไพลีนสีน้ำเงินยาว 15,600 เมตรเป็นเวลา 14 วัน ผู้ชมนับล้านมาร่วมเก็บประสบการณ์พิเศษครั้งเดียวในชีวิตนี้ ประชาชนทั้งเด็กและแก่ ครอบครัว คนงานและนักการเมืองต่างพากันไปเพื่อดูรัฐสภาที่ถูกห่ออย่างสงบ เพื่อตรึกตรอง หรือเพียงเพื่อดูบรรยากาศ บรรยากาศดีๆแบบนี้เปรียบกับอะไรไม่ได้ ไม่ใช่คอนเสิรต์กลางแจ้งและก็ไม่ใช่การปฏิวัติ แต่มีสำนึกของความเป็นประชาคมในแบบฉบับของมันเอง

คงไม่พอ หากจะหยิบยกเพียงเรื่องการเรียนรู้งานศิลปะสมัยใหม่ของผู้แทนรัฐสภาแห่งนี้ หรือคงไม่พอเพียงที่จะดึงตัวเราเข้าไปในเรื่องความไม่แข็งแรงของประชาธิปไตย ในประเทศเยอรมนีการเรียนรู้เรื่องศิลปะและประชาธิปไตยไปด้วยกัน ตลอดประวัติศาสตร์ยุคใหม่ในทางสังคม, การศึกษาและการเมือง แนวคิดประชาธิปไตยถูกสอนและเรียนรู้ผ่านศิลปะ ศิลปะจะสลับซับซ้อนมากขึ้นเมื่อประชาชนเรียนรู้ที่จะแสดงออกซึ่งสำนึกทางประชาธิปไตย ทั้งสองสิ่งแยกจากกันไม่ได้ การที่พวกนาซีนำศิลปะไปใช้อย่างมาก และการทำลายงานศิลปะคงไม่เกิดขึ้นหากไม่เป็นจริงดังกล่าว ด้วยเหตุนี้จะไม่มีรัฐสภาเยอรมันถ้าไม่มีศิลปะ หากศิลปะมีไว้พียงเพื่อการเชิดชูและเพียงการทำความงาม มันก็ไม่ได้เป็นตัวแทนของรัฐสภาเยอรมันเช่นกัน

การกระตุ้นจินตนาการ, การปลุกความคิด, การเติบโตและปลดปล่อยตัวเราด้วยความคิดเชิงวิเคราะห์และวิจารณ์ ทำตัวให้เกิดกระบวนการทางความคิดทั้งภายในและภายนอกได้ตลอดเวลา เหล่านี้คือปัจจัยในการรับประชาธิปไตยเข้าไว้ในใจเรา วิธีการต่างๆในการฝึกจิตเพื่อภายหลังจะได้เข้าใจความหมายของชีวิต อย่างเช่นศิลปะ, วรรณกรรม, การแสดงและดนตรี มีความสำคัญกับกระบวนการพัฒนาจิตใจของเรา แต่ไม่ใช่ใช้วิธีการเหล่านี้เป็นเครื่องมือเพื่อความพึงพอใจ หากเป็นเครื่องมือที่จะท้าท้ายจิตใจและจิตวิญญาณของเรา

เกรฮาร์ด ชโรเดอร์ (Gerhard Schroeder) อดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคโซเชี่ยลเดโมแครท(สังคมประชาธิปไตย) กล่าวอย่างเปิดเผยและภาคภูมิว่า ศิลปินคนโปรดของเขาคือ ยอร์ก อิมเม็นดอร์ฟ (Joerg Immendorf) งานของศิลปินท่านนี้รวมเอาคนเยอรมันเข้าไว้ในกรอบภาพเดียวกัน คือประชาชนจากตะวันออกและตะวันตกของประเทศเยอรมนี, จากต่างชนชั้น, ต่างสมัยทางประวัติศาสตร์ (ในชุด Duetchel และงานจากปี 1978 เป็นต้นไป) ทว่าเอกภาพนี้ไม่ได้ทำให้เกิดการปรองดองอย่างผิวเผิน แต่กลายเป็นว่าความเป็นเอกภาพนี้ทำให้คนดูรู้สึกไม่สบายใจ เพราะประชาชนแต่ละคนในรูปแบกปัญหาและความชั่วร้ายที่เป็นของตนไว้และสลับซับซ้อนขึ้นด้วยปัญหาของชาติ สัญญลักษณ์และอุปมาอุปไมยปัญหาของประเทศถูกระบายด้วยสีออกเข้มในธงชาติเยอรมัน คือ แดง, ดำ และทอง

วันที่ 9 กันยายน 1989 กำแพงเบอร์ลินถูกทำลายลง คืนต่อมาที่หน้าศาลาเทศบาลเมืองโชนเนะเบิร์ก ที่ซึ่งประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี้ เคยกล่าวสุนทรพจน์ประวัติศาสตร์ไว้เมื่อปี 1963 ลงท้ายว่า "Ich bin ein Berliner" (ข้าพเจ้าเป็นชาวเบอร์ลิน) ได้มีการจัดชุมนุมครั้งใหญ่มีผู้ร่วมงานคือ วอลเตอร์ มอมเปอร์ นายกเทศมนตรี, วิลลี่ บรันท์ อดีตนายกเทศมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี, ฮันส์-ดีทริช เก็นเชอร์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ และเฮลมุท โคล์ นายกรัฐมนตรี บุคคลสำคัญเหล่านี้รู้สึกสะเทือนใจกับเหตุการณ์ทั้งปวงจึงเริ่มร้องเพลงชาติเยอรมันด้วยน้ำตาคลอ บางคนในฝูงชนเริ่มร้องตาม แต่คนจำนวนมากในที่ชุมนุมเริ่มส่งเสียงโห่ ไม่ทันไรหนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้าเอียงซ้ายทัซ(TAZ) ในกรุงเบอร์ลินก็ผลิตแผ่นเสียงบันทึกการโห่ และแนบไปกับหนังสือพิมพ์รายวันด้วย

สิ่งที่น่าสังเกตและในเหตุการณ์คล้ายคลึงกันคือเรื่องทั้งหมดไม่ได้ถือเป็น"ความอับอาย" หรือเป็น "ภาพลบ" ของประเทศ แต่เป็นเพียงอีกประเด็นที่จะถกเถียงกัน ในทางกลับกันผู้นำควรภูมิใจที่ประชาชนเรียนรู้การคิดเชิงวิจารณ์ จนสามารถประเมินความหมายและการมีนัยสำคัญของเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็ว พอที่จะแสดงความคิดเห็นได้ในทันที

และประชาชนที่มีอิสระจะเป็นแบบนี้ไม่ได้ หากปราศจากการศึกษาและการฝึกฝนการคิดเชิงวิจารณ์ผ่านศิลปะ, วัฒธรรม และกิจกรรมอื่นๆ. ในด้านการศึกษามีสถาบันสอนศิลปะ, โรงเรียนศิลปะระดับมัธยม และแผนกศิลปะในมหาวิทยาลัยของแต่ละรัฐ และแต่ละรัฐยังสนับสนุนและส่งเสริมการจัดแสดงงานนิทรรศการมากมาย และเทศกาลเกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อประชาชนจะได้เรียนรู้ที่จะสามารถวิเคราะห์และวิจารณ์ หากพิจารณานิทรรศการในหัวข้อทั่วไปเช่น ประวัติศาสตร์ประเทศเยอรมนีหรือรัฐธรรมนูญเยอรมัน หรือเรื่องที่เป็นปัญหาหรืออ่อนไหวอย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว หรือกองกำลังก่อการร้ายแดง (RAF) งานศิลปะมีบทบาทอย่างมากไม่เพียงทำให้คนดู"ได้รับ" ข้อมูล แต่พวกเขาสามารถหยุดที่หน้าชิ้นงานแสดง และพิจารณาภาพผลงานเหล่านั้นอย่างละเอียด

ที่งานเทศกาลศิลปะทำนองนี้ในเมืองออสนาบรุค ดิฉันพบเหตุการณ์ที่พ่อกับลูกสาวเดินดูงานการแสดงและจัดวางกลางแจ้งตามที่สาธารณะ(outdoor public installation/performance) งานชิ้นนี้เกี่ยวกับคนจรจัด ตัวศิลปินนอนตามถนนเหมือนคนจรจัดและที่หัวมีทีวี ซึ่งคนดูจะมองเห็นใบหน้าเธอกำลังหลับสบาย. ลูกสาวถามพ่อว่า "ทำไมเธอมาอยู่ที่นี่?" "เธอทำอะไรอยู่?" พ่อบอกว่า "นี่เป็นงานศิลปะ ไม่ต้องกังวล เดินเข้าไปดูทีวีใกล้ๆ ไม่แน่อาจได้คุยกับเธอ" ลูกสาวไม่แน่ใจ พ่อพูดว่า "ดูนะ งานชิ้นนี้ทำให้คนอย่างพวกหนูไง จะได้ไม่กังวลกับคนพวกนี้ อีกอย่างเพราะงานนี้ หนูจะเริ่มนึกถึงคนพวกนี้ ถ้าหากหนูไม่ได้เห็นงานนี้หนูอาจไม่รู้ว่ามีคนพวกนี้ เพราะเจ้าหน้าที่มักจะขับไล่เสมอเพื่อจัดระเบียบถนน"

เรื่องนี้ไม่แปลกในประเทศเยอรมนี เด็กเยอรมันถูกฝึกอย่างนี้แทบทุกวันเพื่อที่จะคอยคิดเกี่ยวกับความหมายของศิลปะและวัฒนธรรม พูดคุยถึงผลงานจากทัศนะต่างๆ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการนั่งดูทีวี เด็กเหล่านี้จะเติบโตขึ้นและเป็นประชาชนที่มีส่วนร่วม การจะสร้างสังคมที่เติบโตได้เช่นนี้ เริ่มต้นประชาชนและรัฐจะต้องทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ที่เป็นพลังเงียบยอมรับว่า ศิลปินเป็นตัวกลางอิสระ สามารถจะอยู่ใน, อยู่นอกและไปทั่วขอบเขตใดๆก็ได้ และสามารถที่จะไต่ขึ้นสูงหรือลงต่ำตามลำดับขั้นและชั้นของสังคมได้ ศิลปินอย่าง โยเซฟ บอยซ์ (Josef Beuy) และอันเซ็ลม์ คีเฟอร์ (Anselm Kiefer) ซึ่งมีอิทธิพลมหาศาลในแวดวงการเมืองและสังคมและมีผลกระทบต่อความนึกคิดของคนเยอรมันประกาศไว้

หนึ่งในโครงการเพื่อฝึกการคิดเชิงวิจารณ์จำนวนมากได้แก่ ด็อคคิวเม็นต้า( documenta) จัดขึ้นทุก 5 ปีเพื่อสรุปหา zeitgeist (จิตวิญญานของยุคสมัย) และแนวโน้มด้านศิลปะ, วัฒนธรรม และสังคมในเวลานั้น เป็นงานแสดงศิลปะร่วมสมัยที่เด่นที่สุด ภายใต้หัวข้อที่กลั่นกรองแล้วอย่างรอบคอบ บรรดาศิลปินและโครงการศิลปะที่นำหน้าแห่งยุคที่สามารถปลุกเร้าและกระตุ้นจิตและวิญญาณของผู้คนได้จะได้รับการเชื้อเชิญ งานด็อคคิวเม็นต้าแต่ละครั้งทำให้มีการโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อนที่บ้าน, ที่ทำงานและตามสื่อต่างๆ

ด็อคคิวเมนต้าก่อตั้งเมื่อปี 1955 ที่เมืองคัสเซล หนึ่งในเมืองที่ถูกทำลายจนพินาศ เดิมทีเป็นความพยายามที่จะสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมและอารยธรรมเยอรมัน และเพื่อใคร่ครวญว่าทำอะไรผิดพลาดมาบ้าง ทั้งยังเป็นการฟื้นคืนกำลังใจของประชาชนและของชาติ แต่ต่อมามันได้กลายเป็นงานแสดงศิลปะที่สำคัญที่สุดในโลก ด็อคคิวเม็นต้าครั้งหลังสุดคือด็อคคิวเม็นต้า 11 จัดขึ้นเมื่อปี 2002 ดึงดูดคนดูได้ 650,000 รายในช่วงนิทรรศการยาว 3 เดือน มีผู้เข้าชมจากทั่วโลกแต่ส่วนใหญ่เป็นคนเยอรมันที่ไม่มีอาชีพด้านศิลปะ ประชาชนเหล่านี้นำการสนทนากลับไปโต้เถียงต่อที่บ้านและที่ทำงาน

งานด็อคคิวเม็นต้าครั้งต่อไปคือ ด็อคคิวเม็นต้า 12 จะจัดในปี 2007 สำหรับครั้งต่อไปได้มีการเสนออย่างกล้าท้าทาย ให้ถือนิตยสารเป็นงานศิลปะ ในสภาพที่เป็นจริงนิตยสารทั้งที่ตีพิมพ์อย่างสม่ำเสมอและออนไลน์ ที่จะเข้าข่ายได้รับเลือกไม่ใช่นิตยสารเชิงพาณิชย์นับล้านฉบับ แต่มีเพียงหยิบมือที่มีบทบาทคล้ายกับศิลปินในสังคม นิตยสารที่ได้ชื่อว่ามีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่นโดยสร้างและเผยแพร่กระบวนการทางความคิด พยายามที่จะให้ความรู้ประชาชนในการคิดเชิงวิจารณ์ ด้วยการนำเสนอประเด็นที่ท้าทายและบทความที่มีคุณภาพ จะได้รับการคัดเลือกอย่างรอบคอบจากทั่วโลก นิตยสารเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะได้จัดแสดงในนิทรรศการที่เมืองคัสเซล แต่จะรวมกลุ่มอภิปรายเพื่อแลกเปลี่ยนกระบวนการทางความคิดท้องถิ่นที่แตกต่างของแต่ละประเทศในเวทีสากลด้วย

ปีที่แล้วดิฉันได้รับมอบหมายให้ค้นคว้าและคัดเลือกนิตยสารในเอเชียอาคเนย์ และตั้งแต่นั้นดิฉันก็เดินทางไปทั่วภูมิภาคเพื่อพบปะบรรณาธิการ, ผู้พิมพ์, นักเขียน และ ศิลปิน เยี่ยมชมห้องสมุด, ร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ การได้พบบรรณาธิการที่ชาญฉลาดและทำงานหนักมาก ทำให้ดิฉันเชื่อว่าการมีส่วนร่วมของซีกโลกนี้จะเสริมคุณค่าในการอภิปรายจากทั่วโลก

ที่เมืองไทยด้วยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเดือนมกราคมที่เชียงใหม่ เราได้เชิญบรรณาธิการนิตยสารที่คัดเลือกไว้เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับบทบาทของสื่อ จาก 13 ฉบับที่คัดเลือกมีเพียง 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับศิลปะ (ศิลปวัฒนธรรม และ อาร์ต4ดี) และที่เหลือเป็นนิตยสารการเมืองและสังคม มีนิตยสารที่ก่อตั้งมานานที่มียอดพิมพ์สูงอย่าง มติชนสุดสัปดาห์ และ สารคดี กับนิตยสารขนาดเล็กและยอดพิมพ์น้อยกว่าอย่าง MADgazine และ saloween จากเชียงใหม่ มีสองฉบับมาจากทางใต้ (ศูนย์ข่าวอิศรา และวิทยาลัยวันศุกร์) และยังมีนิตยสารที่มีเป้าหมายเพื่อทำให้คนอ่านเข้าใจการคิดเชิงวิจารณ์ เช่น Open, ประชาไท, Question Mark และ ฟ้าเดียวกัน บรรณาธิการเหล่านี้พร้อมทั้งนักวิชาการและนักคิดอย่างพระไพศาล วิสาโล (ตัวแทนจาก Buddpage ออนไลน์) และ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ (มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน) ได้พูดคุยถึงบทบาทของสื่อและศิลปะในสังคม(4)

ในบรรดานิตยสารที่รับเชิญมีวารสารการเมืองราย 3 เดือน ฟ้าเดียวกัน วารสารนี้มีคุณสมบัติมากมายที่ทำให้โดดเด่น จุดยืนและความมุ่งมั่น ความคงเส้นคงวาของบรรณาธิการในประเด็นของแต่ละฉบับ, มีเรื่องราวเกี่ยวกับสื่อเป็นประจำ, หัวข้อและบทความที่ปลุกเร้าความคิด, มีรายงานโดยละเอียดในเรื่องความเคลื่อนไหวของแรงงาน และประชาชนจากที่ต่างๆ และการออกแบบที่ทำให้วารสารเป็น gesamtkunstwerk (whole art work) (5)

ตอนที่เห็นปกฉบับเดือน ต.ค. - ธ.ค. 48 เกี่ยวกับระบบกษัตริย์ไทย โดยคำว่า"สถาบันกษัตริย์" ถูกจารึกไว้บนโลโก้โคคา-โคลา ดิฉันคิดทันทีเลยว่า วารสารฉบับนี้ควรไปแสดงที่งานด็อคคิวเม็นต้า หลักเหตุผลในการออกแบบไม่เพียงแต่บ่งบอกจุดยืนของหนังสือ แต่ยังชักชวนคนอ่านให้เข้าสู่เส้นทางของการตั้งคำถาม วารสารยังคงความมีคุณภาพของศิลปะภายใต้การเซนเซอร์ที่เข้มงวด โดยตรรกะดังกล่าวดำเนินไปในรูปที่ค่อนข้างเป็นการอุปมาอุปไมย เพื่อกระตุ้นให้เกิดจินตนาการมากขึ้น เช่น ศิลปะการแสดงของพม่า, ภาพยนตร์อิหร่าน และศิลปะกราฟิคในยุคฟรังโก เช่น เอควิปโป โครนิก้า (equipo cronica)

ดิฉันยังได้มีโอกาสดูนิทรรศการในหัวข้อ"ผู้แทนเมืองไทย" ที่ ธนพล อิ๋วสกุล ผู้พิมพ์และบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน ทำหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์และนักออกแบบเอง นิทรรศการดังกล่าวมุ่งหวังให้เยาวชนสนใจการเมืองไทย ในการจัดแสดงดังกล่าวเต็มไปด้วยส่วนจัดแสดงต่างๆที่ลงมือปฏิบัติได้ เช่น มุมที่ผู้เข้าชมสามารถทำโปสเตอร์หาเสียงการเมืองของตัวเองได้, แผนที่เขตเลือกตั้งที่ที่ผู้ดูในฐานะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถกดปุ่มเพื่อฟังคำปราศรัย สส.ในแต่ละเขต และแผ่นซีดีรอมที่มีเกมเกี่ยวกับการเมืองไทย ส่วนจัดแสดงแต่ละจุดมีไว้ให้คนดูสนใจ, คิด และมีส่วนร่วมในทางการเมือง นิทรรศการนี้เป็นอีกเหตุผลสำคัญในการตัดสินใจเลือกวารสารฉบับนี้เพื่อการแสดงนานาชาติ

เมื่อต้นเดือนเราได้ข่าวว่าตำรวจสั่งห้ามจำหน่ายวารสารฟ้าเดียวกัน ฉบับเดือน ต.ค. - ธ.ค. 48 วันต่อมา ธนพล อิ๋วสกุล ผู้พิมพ์/บรรณาธิการถูกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตอนที่ได้ยินข่าวครั้งแรกก็เป็นธรรมดาที่ทำให้เสียอารมณ์ แต่แล้วก็นึกได้ว่าควรภูมิใจกับตัวเองที่เลือกวารสารฉบับนี้ให้เป็นตัวแทนประเทศไทยในเวทีการคิดเชิงวิพากษ์และสร้างสรรค์ระดับโลก เพราะในที่สุด ฟ้าเดียวกันได้เล่นบทตัวแทนอิสระ ที่ไม่เพียงปลดปล่อยตัวเองให้มีอิสระเท่านั้น แต่ยังปลดปล่อยมุมมองในวิสัยทัศน์ของผู้คนให้มีอิสระด้วย และเปิดประตูให้เข้ามีส่วนร่วม หลายประเทศให้ความเคารพกับเสรีภาพในการเคลื่อนไหวแต่บางประเทศไม่ น่าเสียดายที่ตัวแทนอิสระอย่างนี้ไม่สามารถโบยบินข้ามพรมแดนของประเทศต่างๆได้

เคโกะ เซ (Keiko Sei)
กลุ่มรณรงค์นานาชาติ "มิตร ฟ้าเดียวกัน " ได้ก่อตั้งขึ้นที่เวียนนาเพื่อขอให้ยกเลิกการห้ามจำหน่ายวารสารและการกล่าวหาผู้พิมพ์ / บรรณาธิการ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

เชิงอรรถ

(1) ผลงานศิลปะจำนวนมากหาชมได้ที่เว็บไซต์ของสภาผู้แทนราษฎร http://www.bundestag.de/bau_kunst/kunstwerke/

(2) จาก "The hue and cry in Germany over Hans Haacke's artwork Der Bev๖lkerung (The People)"
โดย สเตฟาน สไตน์เบิร์ก (Stefan Steinberg) ,14 เมษายน 2000 http://www.wsws.org/articles/2000/apr2000/
haac-a14.shtml


(3) คำปราศรัยทั้งฉบับอ่านได้ที่ http://www.bln.de/k.weiss/te_wrapp.htm

(4) บรรณาธิการนิตยสารทุกฉบับที่ได้รับเชิญบางคนไม่สามารถเข้าร่วมการอภิปรายได้ด้วยตัวเอง

(5) เดิมทีริชาร์ด วากเนอร์ นำมาใช้เพื่อหมายถึงอุปรากรที่มีครบทั้งดนตรี การแสดงและทัศนศิลป์ ปัจจุบันเป็นคำที่ใช้แพร่หลายเพื่ออธิบายการรวมศิลปะรูปแบบต่างๆเข้าด้วยกัน

 

 

 



บทความที่นำเสนอก่อนหน้านี้ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
หากนักศึกษาและสมาชิกท่านใตสนใจ
สามารถคลิกไปอ่านได้จากที่นี่...คลิกที่ภาพ

 

สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4 I สารบัญเนื้อหา 5
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 850 เรื่อง หนากว่า 12000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

 

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

 

 

 

H
ขอขอบคุณ www.thaiis.com ที่ให้ใช้พื้นที่ฟรี
ภาพประกอบดัดแปลงเพื่อใช้ประโยชน์ประกอบบทความฟรีของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์
R
related topic
090449
release date
เว็บไซต์เผยแพร่ความรู้
เพื่อสาธารณประโยชน์

หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลด text size ของ font ลง
ขนาด medium จะแก้ปัญหาได้
เว็บไซต์นี้สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอุดมศึกษาได้โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ สำหรับผู้สนใจส่งบทความทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน กรุณาส่งผลงานไปที่ midarticle@yahoo.com
The author of this work hereby waives all claim of copyright (economic and moral) in this work
and immediately places it in the public domain... [copyleft]
กรุณานำบทความไปใช้ต่อโดยอ้างอิงแหล่งที่มาตามสมควร
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนร่วมกับมูลนิธิไฮน์ริคเบิลล์ เปิดชั้นเรียนฟรีสำหรับ น.ศ. และผู้สนใจ เพื่อศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีมลายูมุสลิมอย่างรอบด้าน
บทความทุกชิ้นที่เผยแพร่บนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จะได้รับการเก็บรักษาเอาไว้อย่างถาวร โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข เพื่อประโยชน์ในการอ้างอิง ความผิดพลาดใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นจากการเผยแพร่ อาจเป็นของผู้เขียนหรือกองบรรณาธิการ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยไม่เจตนา
เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มีการเสนอบทความใหม่ทุกวัน เพื่อสนองความต้องการของนักศึกษา และผู้สนใจที่คลิกเข้ามาหาความรู้เป็นประจำ

ที่งานเทศกาลศิลปะทำนองนี้ในเมืองออสนาบรุค ดิฉันพบเหตุการณ์ที่พ่อกับลูกสาวเดินดูงานการแสดงและจัดวางกลางแจ้งตามที่สาธารณะ(outdoor public installation/performance) งานชิ้นนี้เกี่ยวกับคนจรจัด ตัวศิลปินนอนตามถนนเหมือนคนจรจัดและที่หัวมีทีวี ซึ่งคนดูจะมองเห็นใบหน้าเธอกำลังหลับสบาย. ลูกสาวถามพ่อว่า "ทำไมเธอมาอยู่ที่นี่?" "เธอทำอะไรอยู่?" พ่อบอกว่า "นี่เป็นงานศิลปะ ไม่ต้องกังวล เดินเข้าไปดูทีวีใกล้ๆ ไม่แน่อาจได้คุยกับเธอ" ลูกสาวไม่แน่ใจ พ่อพูดว่า "ดูนะ งานชิ้นนี้ทำให้คนอย่างพวกหนูไง จะได้ไม่กังวลกับคนพวกนี้ อีกอย่างเพราะงานนี้ หนูจะเริ่มนึกถึงคนพวกนี้ ถ้าหากหนูไม่ได้เห็นงานนี้หนูอาจไม่รู้ว่ามีคนพวกนี้ เพราะเจ้าหน้าที่มักจะขับไล่เสมอเพื่อจัดระเบียบถนน"

The Midnightuniv website 2006