นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆที่เผยแพร่บนเว็บไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ

 

The Midnight University



นักเขียนคนสำคัญของยุโรปตะวันออก
ชิเชคในฐานะนักปรัชญา นักวิชาการและนักวิจารณ์การเมือง
อธิป จิตตฤกษ์
นักวิชาการและนักแปลอิสระ


ผลงานชิ้นนี้นำมาจากคำแนะนำบนกระดานข่าวมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน โดยคัดลอกมาจาก
http://www.onopen.com/2006/editor-spaces/425
และได้
รับอนุญาตจากผู้แปลและเรียบเรียงแล้ว จากต้นฉบับเรื่อง
The Revenge of Global Finance By Slavoj Zizek
ระบบการเงินโลกชำระแค้น

เนื้อหาของบทแปลและเรียบเรียงนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับปรัชญา
การเมืองร่วมสมัย เศรษฐกิจทุนนิยมและศาสนา

midnightuniv@yahoo.com


(บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา)
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 874
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๔๙
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 10.5 หน้ากระดาษ A4)




บทนำ: ชิเชค นักปรัชญาผู้สร้างความหฤหรรษ์ หรือ ร็อคสตาร์แห่งวงการวิชาการ?
อธิป จิตตฤกษ์ : เขียนบทนำ

Introduction: Zizek as Philosopher, Entertainer, Political Critic and Academic Rockstar
มีนักปรัชญาไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ที่จะมีอารมณ์ขันอย่างเหลือล้นในการเขียนงาน มีนักปรัชญาไม่กี่คนที่จะใช้ของพื้นๆ อย่าง หนังฮอลลีวูดหรือ เรื่องตลกลามก เพื่อที่จะเป็นตัวอย่างทฤษฎีที่มีความซับซ้อนและเป็นนามธรรมสูงอย่างยิ่งในภูมิปัญญาตะวันตกอย่าง เฮเกล (Hegel) (1) หรือ ลากอง (Lacan) (2) และ ก็มีนักปรัชญาไม่กี่คนจากภาคพื้นทวีปที่ไม่ใช่ ยิว, ฝรั่งเศส หรือ เยอรมัน ที่จะมีชื่อเสียงได้ในอเมริกาและในวงกว้าง…

... ในปัจจุบัน ณ ปี 2005, ชิเชค (Zizek (3) อันเป็นชายวัยเกือบ 60 ปีผู้มีหนวดเคราอันรุงรังจากยุโรปตะวันออก ที่มีลูกสองและได้แต่งงานมาเป็นครั้งที่สาม (ภรรยาคนล่าสุดของเขาเป็นสาวน้อยที่เป็นนางแบบชุดชั้นในชาวอาเจนตินา) (4) ก็ได้มีผลงานออกมาผลงานภาษาอังกฤษออกมาแล้วราว 30 กว่าเล่ม ซึ่งถูกแปลไปเป็นกว่า 20 ภาษาแล้ว นับจากผลงานภาษาอังกฤษชิ้นแรกในปี 1989 (5) ของเขามาจนถึงปัจจุบันนี้

นับเป็นเวลาราวทศวรรษครึ่งแล้ว สำหรับชื่อเสียงของเขาที่คงจะไม่ต้องกล่าวอะไรกันมากกับผู้ที่ติดตามงานของเขา แต่ก็คงไม่รู้จะกล่าวอย่างไรดีกับผู้ที่ไม่ได้อ่านงานของเขา เพราะถ้าอ่านกันจริงๆ แล้ว ก็แทบจะเรียกได้ว่าคำถามที่ว่า งานของชิเชคนั้นพูดถึงอะไร เป็นคำถามที่ตอบได้อย่างยากลำบากมาก เพราะถ้าว่ากันจริงๆ แล้ว งานของชิเชคนั้นแทบจะไปทำการสัมผัสเรื่องทุกเรื่อง ด้วยความหมายอย่างตรงตัว (Literally)

ทั้งนี้งานเขียนของเขาไม่ใช่การเขียนงานอันเป็นนามธรรมสูงจนสามารถนำไปจับได้ทุกเรื่อง ในทางตรงข้ามงานของเขานั้นเป็นการทำให้สิ่งต่างๆ อันมีความเป็นนามธรรมสูงให้กลายมาเป็นสิ่งที่จับต้อง และใกล้ตัวได้อย่างน่าอัศจรรย์ (หรืออาจจับต้องได้เกินไปด้วยซ้ำสำหรับหลายๆ คน) สมดังคำกล่าวที่ว่า เขา "มีความเป็นอภิปรัชญามากกว่าพวกเยอรมัน มีความเป็นป็อปคัลเจอร์(pop culture) มากกว่าพวกอเมริกัน มีความเป็นประจักษ์นิยมมากกว่าพวกอังกฤษ และมีความเป็นทฤษฎีมากกว่าพวกฝรั่งเศส" (6)

คงจะมีไม่กี่คนในโลกที่เห็นความเชื่อมโยงของสิ่งที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันเลย และนำเสนอมันออกมาได้อย่างเถื่อนๆ เมามัน และซับซ้อนได้อย่างชิเชคอีกแล้ว ในงานของเขา คุณจะได้เห็นการเชื่อมโยงเฮเกลกับมุขตลกใต้สะดือ (7), การเชื่อมโยงเลวี-สโตรส กับการจัดการกับขนเพชรของสตรี (8), การเชื่อมโยงตัวทามาก็อตจิกับการรักเพื่อนบ้าน (9), การเปรียบเทียบการเลือกตั้งในปัจจุบันกับปุ่มปิดลิฟต์ (10), การกล่าวว่าเดอลูซ (Deleuze) ไม่สามารถทำการร่วมเพศทางทวารหนักในทางปรัชญา (Philosophical Buggery) กับเฮเกลได้เช่นเดียวกับที่เขาทำกับค้านท์และคนอื่นๆ เพราะว่าเฮเกลใกล้เคียงกับเขาเกินไป ทำให้ทวารหนักของเฮเกลเป็นดังทวารหนักของเขาเอง การร่วมเพศทางทวารหนักกับเฮเกล จึงเป็นเหมือนการกระทำกับตัวเองที่ไม่มีทางที่จะทำได้ นอกจากการมีอวัยวะเพศที่ยาวพออย่างที่ มากีย์ เดอ ซาด (Marquis De Sade) เคยว่าไว้ (11) และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ การทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นอยู่ใต้แนวความคิดแบบลากอง (Lacanianize Everything) อย่างที่ เออร์เนสโต ลาเคลา (Ernesto Laclau) เคยว่าไว้ (12)

นี่เป็นจุดหนึ่งที่ชิเชคโดนโจมตีกับการที่เขานั้นทำแนวความคิดแบบลากองเนี่ยนให้เป็นสิ่งที่ง่ายจนเกินไป (Oversimplified) จนสามารถไปจับๆได้ทุกๆ อย่าง ชิเชคเองก็กล่าวไว้ว่าเรานั้นจะวัดความรักของเรานี่มีต่อนักปรัชญาคนหนึ่งๆ ได้จากการที่เราสามารถเห็นแนวความคิดของนักปรัชญาคนนั้นๆ ในชีวิตประจำวันของเราได้เท่าไหน (13) ... คงไม่ต้องบอกว่าภายใต้มาตรฐานของเขาแล้ว เขารักลากองกับเฮเกลแค่ไหน จูดิธ บัทเลอร์ (Judith Butler) ถึงกับเคยกล่าวว่า "การพูดถึงเฮเกลกับลากองนั้นเป็นเหมือนกับการหายใจเลยสำหรับชิเชค ฉันเคยเห็นเขาพูดถึงทฤษฎีไม่หยุดเป็นเวลา 4 ชั่วโมงโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย" (14)

สำหรับรูปแบบการเขียนงานของชิเชค จะประกอบด้วยความคิดเป็นห้วงๆ ที่แยกเป็นช่วงๆ ได้ช่วงละประมาณ 10 กว่าหน้า ซึ่งในแต่ละช่วงก็จะมีชื่อกำกับที่มักจะแผงอารมณ์ขันไว้ (เขาก็ตั้งชื่อช่วงเหล่านั้นได้สมเป็นเขาจริงๆ) ซึ่งจนบางครั้งเขาจะทำการเชื่อมโยงประเด็นอย่างรวดเร็วมากๆ จากช่วงหนึ่งมายังอีกช่วงหนึ่ง จนอาจเรียกได้ว่าถ้าอ่านผ่านๆ แล้วเราอาจจะงงมากเพราะมันดูไม่เกี่ยวกันเลย (นี่ทำให้บอกได้ยากมาก ว่างานของเขานั้นพูดถึงอะไร ในบทๆ หนึ่งของงาน อาจมีเรื่องราวถึงสามประเด็นใหญ่ที่ดูจะไม่เกี่ยวข้องกันเลย) จนอาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่หลังอ่านจบหลายๆ ครั้ง ก็คงจะเป็นเพียงความรู้สึกว่า "อ้าว จบแล้วเหรอ" และความหฤหรรษ์ที่พึงจะได้จากความคิดและตัวอย่างเพี้ยนๆ ของชิเชค

ทว่าสิ่งที่เรียกว่าความสนุก (Enjoyment, Jouissance) นั้นที่เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นแก่นสาร (substance)ในทางจิตวิเคราะห์แบบ ลากองเนี่ยน (Lacanian) ที่ชิเชคใช้อธิบายสิ่งต่างๆ ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ความสนุกดังกล่าวนั่นเองเป็นสิ่งที่ลึกลับ และทรงเสน่ห์ยิ่งนักที่เรานั้นขาดหายไปราวกับว่ามีใครขโมยไป สุดท้ายแล้วจิตวิเคราะห์ในแบบ Lacanian ก็สอนให้เราต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอาการของเรา (Identify with the Symptom [Sinthome]) ให้เรารู้ว่า ตัวเรานั้นจัดการกับความสนุกอย่างไร กับการเลือกอะไรบางอย่างแทนที่การเลือกความว่างเปล่า (Choosing Something instead of Nothing) ทว่าความว่างเปล่าไม่มีอะไรนั่นเอง ที่กลายเป็นอะไรบางอย่าง เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่กลับมาหลอกหลอนเราหลังจากที่เราจำต้องอยู่ในโครงสร้างของความเป็นไปได้ หรือ ระบบสัญลักษณ์หนึ่งๆ เพราะระบบสัญลักษณ์นั้นไม่สามารถรวมทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามาได้ราวกับความเป็นองค์รวมอันพึงปรารถนา สิ่งที่ตามมาก็คือสิ่งที่หลงเหลือ (Leftovers) ซึ่งงานของ ชิเชค นั่นเองที่นำเราไปเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ และทำให้เราไม่มองเห็นความเป็นไปไม่ได้ภายในของเรานั้นเป็นศัตรูที่อยู่ข้างนอกของเราอีกต่อไป (15)

ระบบการเงินโลกชำระแค้น (16)
The Revenge of Global Finance By Slavoj Zizek
อธิป จิตตฤกษ์ : แปลและเรียบเรียง
"ซิธชำระแค้น" ซึ่งเป็นภาคสุดท้ายของมหากาพย์ไซไฟนามว่า "สตาร์วอร์ส" ได้นำเราไปสู่จุดหักเหครั้งสำคัญของหนังชุดนี้ ก็คือ การแปรเปลี่ยนของ อนาคิน สกายวอล์คเกอร์ ที่ดีไปเป็น ดาร์ธ เวเดอร์ ผู้ชั่วร้าย ตรงนี้ภาพยนตร์ดังกล่าวได้ทำเช่นนั้นก็เพื่อที่จะแสดงให้เห็น การตัดสินใจที่เป็นคู่ขนานกันระหว่าง"การตัดสินใจส่วนตัว" กับ"การตัดสินใจทางการเมือง"

ในปี 2002 จอร์จ ลูคัสได้ให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร ไทม์ (Time) เกี่ยวกับเรื่องการตัดสินใจที่คู่ขนานกันดังกล่าว เขาได้ให้เหตุผลถึงการตัดสินใจในระดับส่วนตัวด้วยตรรกะของ พุทธแบบชาวบ้าน (pop-Buddhism) ว่า "อนาคินนั้นกลายเป็น ดาร์ธ เวเดอร์ เพราะเขานั้นยึดติดกับสิ่งต่างๆ เขาไม่สามารถปล่อยวางแม่ของเขา เขาไม่สามารถปล่อยวางแฟนของเขา เขาไม่สามารถปล่อยวางสิ่งต่างๆ ได้ นั่นทำให้เขามีความยึดติด และเมื่อเขามีความยึดติด เขาก็จะอยู่ในด้านมืด เพราะเขามีความหวาดกลัวต่อการสูญเสียสิ่งต่างๆ"

แต่สิ่งที่เป็นภาพสะท้อนของโลกได้อย่างกึกก้องและเป็นที่สนใจของเราในที่นี้ไปยิ่งกว่าคำถามที่ว่า อนาคินกลายเป็นดาร์ธ เวเดอร์ได้อย่างไร ก็คือ คำถามทางการเมืองที่คู่ขนานกันมาในหนังว่า "สาธารณรัฐนั้นกลายเป็นจักรวรรดิได้อย่างไร?" หรือถ้าจะถามให้ตรงไปตรงมากว่านั้นก็คือ "ประชาธิปไตยกลายเป็นเผด็จการได้อย่างไร?" ลูคัสอธิบายว่าจักรวรรดินั้นไม่ได้เอาชนะและครอบครองสาธารณรัฐ ทว่า สาธารณรัฐได้กลายเป็นจักรวรรดิไปด้วยตัวมันเอง ราวกับว่าวันหนึ่งเจ้าหญิงเลอาและพรรคพวกนั้น ก็ได้ตื่นขึ้นมาและกล่าวว่า "นี่มันไม่ใช่สาธารณรัฐอีกต่อไปแล้ว นี่มันคือจักรวรรดิ พวกเราคือผู้ร้าย!"

นี่เป็นภาพสะท้อนอย่างร่วมสมัยของสมัยโรมันของการเปลี่ยนแปลงจากสาธารณรัฐไปสู่จักรวรรดิ์ จากนั้นมันจึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องนำหนังเรื่องนี้ไปอ่านคู่กับ Empire ของ ฮาร์ดท์ (Hardt) และ เนกริ (Negri) (17) (ซึ่งแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากรัฐชาติไปสู่จักรวรรดิโลก)

ภาพสะท้อนทางการเมืองของโลกในโลกสตาร์วอร์สนั้นมีทั้งความหลากหลายและความไม่สม่ำเสมอ ซึ่งทำให้โลกดังกล่าวมีพลังแห่งความเป็น เทพปกรณัมและนิยายปรัมปราอยู่สูง ซึ่งบรรดาภาพสะท้อนของโลกต่างๆ นั้นก็มีตั้งแต่ โลกทัศน์แบบโลกเสรีแบบเรแกนปะทะกับจักรวรรดิที่ชั่วร้าย; การล่าถอยของรัฐประชาชาติ ซึ่งทำให้ชาตินิยมฝ่ายขวาอย่าง บูคานัน - เลอเพ็น (Buchanan - Le Pen) (18) นั้นจับมาสร้างความชอบธรรมให้กับโครงการตนได้; ความขัดแย้งที่ชนชั้นสูง (เจ้าหญิง, อัศวินเจได ฯลฯ) ต้องลงมาปกป้องสาธารณรัฐที่เป็น "ประชาธิปไตย"; และสุดท้ายก็คือการอ่านแบบ "เราคือผู้ร้าย" เพราะจักรวรรดินั้นโผล่ขึ้นมาผ่านการที่พวกเรา "พระเอก" นั้นทำการต่อสู้กับ ศัตรูข้างนอกนั่นจนเรากลายเป็นผู้ร้ายไปในที่สุด (สำหรับสงครามก่อการร้ายในทุกวันนี้ อันตรายที่แท้จริงอยู่ตรงที่การที่สงครามดังกล่าวกำลังจะเปลี่ยนแปลงเราให้กลายเป็น...)

ความไม่สม่ำเสมอดังกล่าวทำให้สตาร์วอร์สเป็นนิยายปรัมปราทางการเมือง (Political Myth) ที่เหมาะสม เพราะนิยายปรัมปราทางการเมืองนั้นไม่ควรจะมีการบรรยาย (narrative) ที่มีความหมายทางการเมืองที่ตายตัว หากแต่ควรจะเป็นดั่งภาชนะอันว่างเปล่าที่เราสามารถใส่ความหมายที่หลากหลาย และไม่สม่ำเสมอ หรือแม้กระทั่งความหมายที่แตกแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดลงไปได้ ดังนั้นคำถามที่ว่า "จริงๆ แล้วนิยายปรัมปราทางการเมืองนี้มีความหมายว่าอย่างไร?" นั้นจึงเป็นคำถามที่ผิด เพราะว่า "ความหมาย" ที่แท้จริงของมันก็คือการเป็นภาชนะที่ใช้บรรจุความหมายอันหลากหลายนั่นเอง

ทว่า Star Wars I : The Phantom Menace ก็ได้ทำการบอกใบ้เราไว้เป็นอย่างดิบดี สำหรับวิธีการที่เราควรจะอ่านหนังเรื่องนี้ที่เป็นภาชนะใส่ความหมายที่หลากหลาย เมื่อหนังนั้นแสดงถึงลักษณะที่เกี่ยวเนื่องกับไครสต์ ของอนาคิน (ตั้งแต่การเกิดที่บริสุทธิ์ของเขา ไปจนถึงชัยชนะการแข่งยาน [Pod-Car] ของเขา ซึ่งมันสะท้อนภาพการแข่งรถศึกอันโด่งดังใน เบ็นเฮอร์ (Benher) ซึ่งเป็นหนังที่เกี่ยวกับไครสต์เช่นกัน) เนื่องจากกรอบทางอุดมการณ์ (Ideological Framework) ของโลกของสตาร์วอร์สนั้นเป็นแบบ"นิวเอจพากัน" (New Age Pagan - พวกนอกศาสนายุคใหม่) มันจึงไม่แปลกอะไรที่สิ่งชั่วร้ายในหนัง จะต้องสะท้อนภาพของไครสต์ออกมา เพราะการมาถึงของไครสต์ในโลกแบบพวกนอกศาสนานั้น เป็นสิ่งที่นำพาความวุ่นวายให้มาถึง

ภาพของปีศาจร้ายในโลกแบบพวกนอกศาสนากล่าว นั้นคือภาพของจารีตแบบ"จูดาย-คริสเตียน"โดยเฉพาะอย่างแน่นอน นอกเหนือไปจากนั้นไครสต์ยังเป็นผู้สร้างความแตกแยก (Diabolic Figure) ตราบใดที่การทำให้แตกแยก (Diabolos) นั้นเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการรวบรวมให้เป็นหนึ่ง (Symbolos) ไครสต์ได้นำพาศาสตรามา หาใช่สันติภาพไม่ เพื่อที่จะรบกวนความเป็นหนึ่งเดียวอันกลมกลืนกันที่ดำรงอยู่แล้ว ดังเช่นที่ไครสต์ได้บอกลุคว่า "ไม่ว่าใครก็ตามที่มาหาข้า แล้วไม่เกลียดพ่อของเขาและแม่ของเขา เมียของเขาและลูกของเขา พี่ของเขาและน้องของเขา หรือ แม้กระทั่งชีวิตของเขาเอง เขานั้นมิอาจเป็นสาวกของข้าได้" (19)

ไครสต์จำเป็นต้องกระทำการแบ่งแยกเป็นขั้นแรก เพื่อที่จะได้สร้างชุมชนทาง "สัญลักษณ์" ("Symbolic" Community) ของบรรดาสาวกที่มีความเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างเหมาะสม

ดังนั้นจุดยืนของคริสเตียนจึงเป็นสิ่งที่แตกต่างกับคำสอนแบบพวกนอกศาสนา(pagan) อย่างถึงรากถึงโคน สำหรับในโลกแบบพวกนอกศาสนานั้น สิ่งที่ตรงข้ามกัน "แบบเก๊ๆ" ไม่ว่าจะเป็น ความดีกับความเลว, สิ่งที่ปรากฏกับสิ่งที่เป็นจริง, ความเขลากับปัญญา นั่นเป็นสิ่งซึ่งอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่สิ่งที่ คริสเตียนนั้นเห็นว่าเป็นการกระทำที่สูงส่งคือการแบ่งแยก, การลากเส้นแบ่ง และการยึดมั่นในฝั่งเดียวของเส้นแบ่งดังกล่าว จะเป็นการทำลายสมดุลของทั้งหมด ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่พวกนอกศาสนาเห็นว่า เป็นแหล่งที่มาแห่งความชั่วร้ายทั้งมวล

จะเห็นได้ชัดว่าความมีเมตตาต่อสัตว์โลกทั้งมวล (all-encompassing Compassion) แบบพุทธนั้น เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับความรักที่รุนแรง และไร้ซึ่งความอดทนแบบคริสเตียน เพราะจุดยืนในแบบพุทธคือการปล่อยวางและเมินเฉยต่อการผันแปรของสรรพสิ่ง (indifference) เพื่อที่จะทำการกำจัดความต้องการซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่าง (difference) ในสรรพสิ่ง ในขณะที่ความรักในแบบคริสเตียนนั้นเป็นความต้องการอย่างรุนแรงที่จะสร้างความแตกต่าง (different) ในสรรพสิ่ง สร้างช่องว่างในระบบระเบียบของสรรพสิ่ง ให้สิทธิพิเศษและยกวัตถุบางอย่างขึ้นไปให้เหนือกว่าวัตถุอื่นๆ

ความรักเป็นสิ่งรุนแรงไม่เพียงแต่ในการเข้าใจอย่างสามานย์ของคติบัลข่านที่ว่า "ถ้าเขาไม่รักฉัน เขาจะไม่ตีฉัน" เพราะการเลือกความรักนั้น เป็นสิ่งที่รุนแรงในตัวมันเองอยู่แล้ว เนื่องจากมันกระชากวัตถุออกมาจากบริบทของมันและยกมันขึ้นไปให้อยู่ในระดับของ "สิ่ง" (The Thing) (20) ในนิยายพื้นบ้านมอนเตเนกรินนั้นรากฐานของความชั่วร้ายคือ"สาวงาม" เธอได้ทำให้บรรดาผู้ชายนั้นเสียสมดุล เธอระบายสีจักรวาลด้วยโทนสีต่างๆ และทำลายเสถียรภาพของจักรวาลด้วยการแต่งแต้มสีให้จักรวาลนั้นเต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียมกัน และการแตกแยกเป็นส่วนๆ

ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทางวาติกันได้กล่าวหาหนังสือขายดีของ แดน บราวน์ นามว่า "รหัสลับดาวินชี" อย่างรุนแรงว่าเป็นการเผยแพร่คำสอนที่ผิดๆ (ที่ว่าจีซัสนั้นได้แต่งงานกับแมรี่ แมกดาลีน และก็ได้มีทายาทด้วยกัน และจอกศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่ช่องคลอดของแมรี่) ทางวาติกันรู้สึกแย่มากที่หนังสือดังกล่าวนั้นเป็นที่นิยมกันเป็นอย่างมากในหมู่คนรุ่นใหม่ ที่ต้องการสิ่งชี้นำทางจิตวิญญาณ

การแทรกแซงของวาติกันดังกล่าว (ซึ่งเป็นสิ่งที่ดูจะโหยหาอดีตกาลอันหวานชื่น ที่สามารถสั่งเผาหนังสือได้โดยง่าย) เป็นสิ่งที่เหลวไหลสิ้นดี (ซึ่งจริงๆแล้วก็ยังเป็นที่สงสัยกันอยู่ว่า มีการสมคบคิดกันของวาติกันกับสำนักพิมพ์เพื่อที่จะเพิ่มยอดขายหนังสือดังกล่าวหรือเปล่า) อย่างไรก็ตามแต่ เนื้อหาของสิ่งที่วาติกันกล่าวหานั้นก็ยังเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะ"รหัสลับดาวินชี"นั้นได้ลากคริสเตียนกลับเข้าไปใส่ในกระบวนทัศน์แบบยุคใหม่(new age)อีกครั้งอย่างสัมฤทธิ์ผล โดยการสร้างความสมดุลระหว่างหลักการแห่งความเป็นชายและความเป็นหญิง (masculine and feminine principles)

กลับมาที่ "ซิธชำระแค้น" ภาพยนตร์นั้น นอกจากจะสร้างความสับสนทางอุดมการณ์ในโลกยุคใหม่ดังกล่าวแล้ว ภาพยนตร์ยังดำเนินเรื่องได้อย่างแย่มากอีกด้วย สิ่งที่แย่ดังกล่าวนั้นก็คือ การเปลี่ยนแปลงจาก อนาคิน ไปสู่ ดาร์ธ เวเดอร์ นั้นขาดโดยสิ้นเชิงซึ่งโศภนาฏกรรมที่มีความยิ่งใหญ่อย่างเหมาะสม สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ดังกล่าว แทนที่หนังนั้นจะมุ่งเน้นไปที่การแสดงภาพของอนาคิน ที่มีความมุ่งมั่นอย่างจริงจังที่จะทำความดีไปให้ถึงสุดขอบ เพื่อคนที่ตนรักจนตนนั้นหลุดเข้าไปในด้านมืดในที่สุด หนังกลับแสดงภาพของอนาคินในแบบที่เป็นนับรบผู้ไม่สามารถตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ที่ค่อยๆไหลลื่นเข้าไปในด้านมืดทีละนิดด้วยความหลงใหลได้ปลื้มในอำนาจภายใต้มนต์สะกดของจักรพรรดิผู้ชั่วร้าย

โดยย่อแล้วลูคัสนั้นน่าจะสามารถลากเส้นการเปลี่ยนแปลงที่คู่ขนานกันระหว่าง "สาธารณรัฐ" ไปสู่ "จักรวรรดิ" กับ "อนาคิน" ไปสู่ "ดาร์ธ เวเดอร์" ได้อย่างเหมาะสมกว่านี้ อนาคินน่าจะกลายเป็นปีศาจ จากการที่เขานั้นเห็นสิ่งชั่วร้ายอยู่ทุกหนแห่ง และก็พยายามจะต่อสู้กับมัน

ทว่านี่จะนำเราไปที่ไหนกัน? สิ่งที่ดูเย้ยหยันแบบหลังสมัยใหม่ (Postmodern Irony) โดยแท้จริงนั้นก็คือ การแลกเปลี่ยนกันอย่างพิลึกพิลั่นของตะวันออกและตะวันตก ในระดับของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Economic Infrastructure) เทคโนโลยีและทุนนิยมของตะวันตกนั้นก็ได้ครองโลกไปแล้ว ทว่าในขณะเดียวกันนั้น ในระดับของโครงสร้างส่วนบนทางอุดมการณ์ (Ideological Superstructure) มรดกตกทอดแบบยิว-คริสเตียน ก็ได้รับการท้าทายโดยความคิดยุคใหม่ในแบบเอเชีย ภูมิปัญญาตะวันออกในแบบดังกล่าว (ตั้งแต่ พุทธแบบตะวันตก [Western Buddhism] ไปจนถึงลัทธิเต๋า) กำลังสถาปนาความเป็นเจ้าในทางอุดมการณ์ของทุนนิยมโลก (Global Capitalism) ทว่าในขณะที่พุทธในแบบตะวันตกนั้นกำลังนำเสนอตนเองในฐานะยาแก้ความเครียดของพลวัตอันบ้าคลั่งของทุนนิยม (โดยการทำให้เราได้มีความสงบสุขภายในอยู่บ้าง) มันก็เป็นส่วนเติมเต็มในทางอุดมการณ์ของทุนนิยมโลก ได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด

เรามาลองพิจารณาปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า Future Shock กัน สำหรับ Future Shock นั้น มันเป็นคำที่ได้รับความนิยมใช้กันเป็นอย่างยิ่ง ในการหมายถึงปรากฏการณ์ที่สภาวะจิตใจของผู้คนนั้นไม่สามารถจะรับมือกับการที่สังคมและเทคโนโลยีได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่คนนั้นจะสามารถคุ้นเคยกับนวัตกรรมใหม่ล่าสุดได้ สิ่งที่ใหม่กว่านั้นก็ได้เข้ามาแทนที่เสียแล้ว ซึ่งมันทำให้คนๆนั้นไม่สามารถ "สร้างแผนที่การรับรู้" (cognitive mapping) ได้อย่างเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง

ณ ตรงนี้ความคิดในแบบตะวันออก ก็ได้นำเสนอทางออกที่ดีกว่าการหนีกลับไปหาสิ่งเก่าๆ ภูมิปัญญาตะวันออกนั้นได้เสนอว่า ทางเดียวที่จะสามารถรับมือการการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นได้ก็คือ การปล่อยวางจากการพยายามควบคุมสิ่งที่มันกำลังจะเป็นไป (ซึ่งการปฏิเสธการควบคุมดังกล่าวนั้นก็คือ ตรรกะของการครอบงำในสภาวะสมัยใหม่นั่นเอง) ในขณะเดียวกันเราก็ต้องลื่นไหลไปกับมันพร้อม กับการมีระยะห่างภายในและความเพิกเฉยต่อการร่ายรำอย่างบ้าคลั่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วดังกล่าว ระยะห่างดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากการตระหนักรู้ถึงความไร้ซึ่งสารัตถะแก่นสารของสิ่งที่ปรากฏ (semblance) ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของการดำรงอยู่ของตัวเรา (innermost kernel of our being)

มาถึงตรงนี้ เราแทบจะต้องทำการยกสำนวนที่ฟังกันจนเลี่ยนกันแล้วของ Marxist อย่างศาสนาคือยาฝิ่นของประชาชนขึ้นมาอีกครั้ง หรืออีกนัยหนึ่งศาสนาก็คือ ส่วนเติมเต็มทางจินตภาพของความทุกข์ทรมานในชีวิตจริง (imaginary supplement of real-life misery) ความสงบในแบบพุทธตะวันตกเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่งสำหรับเรา ที่จะทำให้เราสามารถเข้าร่วมในเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และรักษารูปลักษณ์ที่ไม่เสียสติไปพร้อมๆ กัน. ถ้าคนอย่าง แม็กซ์ เวเบอร์ (Max Weber) ยังมีชีวิตอยู่ เขาก็คงต้องเขียนหนังสืออีกเล่มที่ชื่อว่า The Taoist Ethic and The Spirit of Global Capitalism ขึ้นมาเพื่อจะเติมเต็ม Protestant Ethic and The Spirit of Capitalism อันโด่งดังของเขาเป็นแน่

ดังนั้นสิ่งที่ควรจะเคียงคู่ Star Wars III นั้นก็คงจะต้องเป็นสารคดีของ Alexander Oey ในปี 2003 นามว่า Sandcastles: Buddhism and Global Finance สารคดีดังกล่าวประกอบไปด้วยการสนทนาระหว่างนักเศรษฐศาสตร์ Arnoud Boot, นักสังคมวิทยา Saskia Sassen, และพระจากทิเบตนาม Dzongzar Khyentse Rinpoche

ในสารคดีดังกล่าว Sassen และ Boot ได้พูดถึงอาณาบริเวณและอำนาจ รวมไปจนถึงอิทธิพลทางสังคมและเศรษฐกิจของระบบการเงินโลก (Global Finance) ซึ่งในปัจจุบันนั้นเป็นตลาดทุนที่มูลค่าปาเข้าไปถึง 83 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และ ดำรงอยู่ภายใต้ระบบที่มีพื้นฐานอยู่ภายใต้ผลประโยชน์ส่วนตน (self interest) ซึ่งเพียงแค่ข่าวลือเล็กๆ น้อยๆ นั้นก็สามารถทำให้เกิดพฤติกรรมรวมฝูง (Herd Behavior) ที่จะสามารถทำลายมูลค่าของบริษัท หรือ แม้แต่ระบบเศรษฐกิจ ให้แหลกลาญ ได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

Khyentse Rinpoche พระชาวทิเบตนั้นก็ได้ย้อนนักวิชาการทั้งสองอย่างสุขุม โดยกล่าวถึงธรรมชาติของการรับรู้ของมนุษย์ มายา และ การตรัสรู้. Khyentse ได้พยายามทำความเข้าใจการเริงระบำอันคุ้มคลั่งของการเก็งกำไรในรูปแบบใหม่ๆ ด้วยถ้อยคำทางปรัชญาและจริยธรรมของเขาที่ว่า "จงปลดปล่อยตัวท่านออกจากความยึดติด ในสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่ในความเป็นจริงแต่เป็นเพียงแค่การรับรู้" หลังจากนั้น Sassen นักสังคมวิทยาก็ได้กล่าวเกี่ยวกับทุนโลก (ราวกับเป็นเป็นเสียงสะท้อนความคิดในแบบพุทธที่ว่า ตัวตนนั้นไม่มี มีแต่กระแสธารของการรับรู้) ว่า "มันไม่ใช่ว่ามันมี 83 ล้านล้านเหรียญอยู่ที่นั่น มันเป็นเพียงการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง มันหายไป และมันก็โผล่ขึ้นมาใหม่"

แต่เราจะอ่านภววิทยาแบบพุทธแบบคู่ขนานไปกับโครงสร้างของโลกของทุนนิยมเสมือน (Virtual Capitalism) นี้อย่างไรกันดี? สารคดีดังกล่าว ดูจะนำพาเราไปสู่การอ่านแบบมนุษย์นิยม เมื่อเรามองผ่านแว่นแบบพุทธแล้ว ความร่ำรวยอันล้นเหลือของระบบการเงินโลกนั้นเป็นเพียงมายาภาพ ซึ่งแตกแยกออกจากความจริงในทางวัตถุวิสัย ซึ่งก็คือความทุกข์ทรมานของผู้คนจากข้อตกลงที่ทำกันในตลาดเงินทุนหรือห้องของผู้บริหาร ซึ่งก็เป็นสิ่งที่พวกเราไม่ได้เห็นกัน แต่ทว่าถ้าเรายอมรับข้อเสนอที่ว่า คุณค่าของความมั่งคั่งในทางวัตถุ และประสบการณ์เกี่ยวกับโลกความเป็นจริงของเรานั้นเป็นเรื่องในเชิงอัตวิสัย และความปรารถนา (Desire) ได้มีบทบาทที่สำคัญยิ่งในชีวิตประจำวันของเรา และในเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ เรานั้นจะไม่ได้ข้อสรุปที่ตรงข้ามกับตอนแรกโดยสิ้นเชิงเลยหรือ?

บางที่เราอาจชินชาเกินไปกับการเห็นโลกนั้น ผ่านความคิดอันอ่อนหัดที่ว่า สารัตถะของโลกภายนอกประกอบไปด้วยวัตถุที่คงที่ ทว่าทุนนิยมเสมือนได้เข้ามาเผชิญหน้ากับเราด้วยธรรมชาติมายาของความเป็นจริง (illusory nature of reality) สิ่งที่จะพิสูจน์ธรรมชาติอันไร้สารัตถะของความเป็นจริงนี้ได้เป็นอย่างดีก็คือ ศักยภาพในการสูญสลายหายไปในเวลาไม่กี่ชั่วโมงของมูลค่าจำนวนมหาศาล อันเนื่องมาจากข่าวลือที่เป็นเท็จ ดังนั้นจะไปว่าการเก็งกำไรทางการเงินว่า มันแตกแยกออกจากความจริงในทางภววิสัยไปทำไม ในเมื่อข้อเสนอพื้นฐานของภววิทยาแบบพุทธนั้นคือการไม่มี "ความจริงในทางภววิสัย"?

บทเรียนเดียวที่เราได้จากมุมมองในทางแบบพุทธสำหรับทุนนิยมเสมือนก็คือ เราต้องตระหนักอยู่เสมอว่าเรากำลังประจันหน้าอยู่กับภาพมายาที่ไม่ได้มีสารัตถะในการดำรงอยู่ ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องเข้าไปเล่นในเกมของทุนนิยมอย่างเต็มตัว ทว่าต้องเล่นมันอย่างรักษาระยะห่างภายใน ทุนนิยมเสมือนจึงเป็นเหมือนก้าวแรกของการ "ปลดปล่อย" มันเผชิญหน้ากับเราด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า ต้นเหตุของความทุกข์ของเรานั้นไปใช่ความจริงในทางวัตถุวิสัย (เพราะมันไม่มีสิ่งเช่นนั้นอยู่) ทว่าเป็นความปรารถนาของเรา ความอยากของเราที่มีต่อบรรดาวัตถุรอบๆ ตัวเรา

หลังจากถอยห่างออกมาจากความคิดที่ผิด เกี่ยวกับความเป็นจริงที่เป็นสารัตถะดังกล่าวแล้ว สิ่งที่เราต้องทำต่อมาก็คือ ทำการปฏิเสธความปรารถนาดังกล่าว แล้วน้อมรับทัศนคติเกี่ยวกับระยะห่างและ ความสงบสุขภายใน ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่พุทธศาสนา จะสามารถทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มทางอุดมการณ์ของทุนนิยมเสมือนได้อย่างสมบูรณ์ มันทำให้เราเข้าไปเล่นได้ด้วยระยะห่างภายในและ ทำให้มือของเรานั้นสะอาด อย่างที่มันเคยเป็น

ซึ่งก็นั่นเองที่ทำให้เราจำต้องมีความจงรักภักดีต่อมรดกตกทอดของคริสเตียนในเรื่องของการแบ่งแยก และ การยกกฎเกณฑ์อะไรบางอย่างให้เหนือกว่าอย่างอื่นต่อไป


เชิงอรรถโดยผู้แปล
(1) คงไม่ต้องสาธยายความยากบรรลัยและความเป็นนามธรรมของงานของนักปรัชญาจากเยอรมันผู้มีอิทธิพลแก่นักคิดจากซ้ายสุดไปยังขวาสุดผู้นี้

(2) Jacques Lacan เป็นนักจิตวิเคราะห์ชาวฝรั่งเศส มักจะเป็นที่รู้จักกันภายใต้ motto ของเขาที่ว่า "Unconscious Structure Like a Language" ซึ่งเป็นสิ่งที่แทนความเป็นนักจิตวิเคราะห์แนวโครงสร้างนิยมได้เป็นอย่างดี ซึ่งนั่นเป็นเพียงงานช่วงที่สองของเขาถ้าจะแบ่งงานของเขาเป็นสามช่วงอย่างที่นิยมแบ่งกันในบรรดา Lacanian (ซึ่งเป็นสิ่งที่เคียงคู่ไปกับแนวความคิดใหญ่ของเขาทั้งสามคือ Imaginary, Symbolic, Real) ว่ากันว่างานของเขาเป็นงานที่อ่านยากที่สุดในบรรดาพวกโครงสร้างนิยม (Structuralism) ฝรั่งเศสที่รวมไปถึงงานของคนอย่าง Jacques Derrida, Michel Foucault, Louis Althusser, Claude Levi-Strauss

(3) ผู้เขียนนั้นออกเสียง Zizek ว่าชิเชค อันเป็นความเคยชินมาจากชั้นเรียนของ ธเนศ วงศ์ยานนาวา ผู้แนะนำงานของชิเชคให้ผู้เขียนรู้จัก คาดว่าชื่อของในภาษาสโลวีเนี่ยนนั้น คงออกเสียงยากมากสำหรับคนไทย (หรือกระทั่งผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก) ทั้งนี้ทั้งนั้น ชื่อทั้งหมดในบทความที่ถูกถอดมาเป็นภาษาไทยนั้นไม่ก็กฎเกณฑ์ในการถอดที่ชัดเจน หากแต่สังเกตจากการใช้กันโดยทั่วๆ หากผู้ใด้เห็นว่ามีความผิดพลาดในการถอดภาษาก็ขออภัยที่การถอดความของผู้เขียนไปรบกวนความคิดของผู้อ่านด้วย

(4) ผมเคยเห็น Link ภาพงานแต่งงาน Zizek ใน Wikipedia แต่มันหายไปไหนไม่รู้

(5) Slavoj Zizek, The Sublime Object of Ideology, (Verso, 1989)

(6) Geoffrey Galt Harpham, "Doing the Impossible: Slavoj Zizek and the End of Knowledge", in Critical Inquirty, Spring 2003, p. 453

(7) Slavoj Zizek, The Sublime Object of Ideology, (Verso, 1989)

(8) Slavoj Zizek, Eva Elizabeth Wright and Edmond Leo Wright, The Zizek Reader, (Oxford, UK: Blackwell, 1999), p. 90

(9) ibid, p. 109

(10) Slavoj Zizek, " Human Rights and Its Discontents" เป็นการบรรยายที่ Olin Auditorium ที่ Bard Collage ในวันที่ 15 พ.ย. 1999 จาก http://www.lacan.com/zizek-human.htm

(11) Slavoj Zizek, Organs without Bodies: On Deleuze and Consequences, (London: Routledge, 2004), p. 48

(12) Judith Pamela Butler, Ernesto Laclau and Slavoj Zizek, Contingency, Hegemony, Universality: Contemporary Dialogues on the Left, (London: Verso, 2000)

(13) ibid , p. 3

(14) Robert S. Boyton, "Enjoy Your Zizek: An excitable Slovenian Philosopher examines the obscene practices of everyday life including his own" in , Lingua Franca March,26 2001, From http://www.lacan.com/zizek-enjoy.htm

(15) ดูประเด็นนี้ได้ใน Slavoj Zizek, The Art of the Ridiculous Sublime: On David Lynch's Lost Highway, (The Walter Chapin Simpsonn Center for the Humanities, 2000) กับ Slavoj Zizek, 'Beyond Discourse-Analysis', in Ernesto Laclau, New Reflection on the Revolution of Our Time, (London: Verso, 1990)

(16) บทความนี้เป็นบทความของชิเชค ที่ไม่ใหม่ไม่เก่ามากนัก ออกมาเมื่อ 21 พ.ค. ปีนี้ เป็นบทความที่ชิเชค เขียนให้ In These Times มีชื่อว่า Revenge of Global Finance ณ จุดนี้ที่แปลบทความชิ้นดังกล่าวเสร็จ มีบทความที่ใหม่กว่าเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ในอิหร่านออกมาเรียบร้อยแล้ว

(17) Empire เป็นหนังสือขายดีของ Michael Hardt และ Antonio Negri ว่ากันว่าหนังสือเล่มนี้เป็น Communist Manifesto ของศตวรรษที่ 21 เลยทีเดียว ชิเชคได้ทำการวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ใน Rethinking Marxism, vol. 13, no. 3/4. ชื่อบทความว่า Have Michael Hardt and Antonio Negri Rewritten the Communist manifesto for the Twenty-First Century? ซึ่งก็หาอ่านได้ใน Lacan.com เช่นเคย นอกจากนี้ล่าสุด ชิเชคยังได้วิจารณ์หนังสือเล่มใหม่ของ Hardt กับ Negri ที่มีชื่อว่า Multitude แล้วด้วย

(18) Buchanan คาดว่าเป็น Patrick Buchanan นักการเมืองขวาจัดอเมริกันที่เคย เข้าชิงตำแหน่งตัวแทนพรรค Republican กับ George W. Bush แต่แพ้ไป Jean-Marie Le Pen นั้นเป็นขวาจัดฝรั่งเศสเป็นหัวหน้าพรรค Front National ที่ผ่านเข้าไปชิงชัยกับประธานาธิบดี Jacques Chirac ในการเลือกตั้งฝรั่งเศสเมื่อปี 2002 มาแล้ว

(19) ดู ธเนศ วงศ์ยานนาวา, ประวัติศาสตร์ครอบครัวตะวันตก: ประวัติศาสตร์คนใช้และการใช้คน. ใน รัฐศาสตร์สาร 23, 3 (2545), p. 6 ประกอบ (ผู้แปล)

(20) The Thing มาจากภาษาเยอรมันว่า Das Ding เป็นแนวความคิดในทางจิตวิเคราะห์ที่ใช้มาตั้งแต่ฟรอยด์

 




บทความที่นำเสนอก่อนหน้านี้ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
หากนักศึกษาและสมาชิกท่านใตสนใจ
สามารถคลิกไปอ่านได้จากที่นี่...คลิกที่ภาพ

 

สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 850 เรื่อง หนากว่า 12000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

 

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

 

 

 

H
ขอขอบคุณ www.thaiis.com ที่ให้ใช้พื้นที่ฟรี
ภาพประกอบดัดแปลงเพื่อใช้ประโยชน์ประกอบบทความฟรีของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์
R
related topic
260349
release date
เว็บไซต์เผยแพร่ความรู้
เพื่อสาธารณประโยชน์

หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลด text size ของ font ลง
ขนาด medium จะแก้ปัญหาได้
เว็บไซต์นี้สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอุดมศึกษาได้โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ สำหรับผู้สนใจส่งบทความทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน กรุณาส่งผลงานไปที่ midarticle@yahoo.com
The author of this work hereby waives all claim of copyright (economic and moral) in this work
and immediately places it in the public domain... [copyleft]
กรุณานำบทความไปใช้ต่อโดยอ้างอิงแหล่งที่มาตามสมควร
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนร่วมกับมูลนิธิไฮน์ริคเบิลล์ เปิดชั้นเรียนฟรีสำหรับ น.ศ. และผู้สนใจ เพื่อศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีมลายูมุสลิมอย่างรอบด้าน
บทความทุกชิ้นที่เผยแพร่บนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จะได้รับการเก็บรักษาเอาไว้อย่างถาวร โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข เพื่อประโยชน์ในการอ้างอิง ความผิดพลาดใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นจากการเผยแพร่ อาจเป็นของผู้เขียนหรือกองบรรณาธิการ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยไม่เจตนา
เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มีการเสนอบทความใหม่ทุกวัน เพื่อสนองความต้องการของนักศึกษา และผู้สนใจที่คลิกเข้ามาหาความรู้เป็นประจำ

จะเห็นได้ชัดว่าความมีเมตตาต่อสัตว์โลกทั้งมวล (all-encompassing Compassion) แบบพุทธนั้น เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับความรักที่รุนแรง และไร้ซึ่งความอดทนแบบคริสเตียน เพราะจุดยืนในแบบพุทธคือการปล่อยวางและเมินเฉยต่อการผันแปรของสรรพสิ่ง (indifference) เพื่อที่จะทำการกำจัดความต้องการซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่าง (difference) ในสรรพสิ่ง ในขณะที่ความรักในแบบคริสเตียนนั้นเป็นความต้องการอย่างรุนแรงที่จะสร้างความแตกต่าง (different) ในสรรพสิ่ง สร้างช่องว่างในระบบระเบียบของสรรพสิ่ง ให้สิทธิพิเศษและยกวัตถุบางอย่างขึ้นไปให้เหนือกว่าวัตถุอื่นๆ

The Midnightuniv website 2006