นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆที่เผยแพร่บนเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ
ผลงานวิชาการชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็ปไซต์วันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ : ไม่สงวนสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ทางวิชาการ
เว็ปไซต์นี้สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอุดมศึกษาได้โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ
สำหรับผู้สนใจส่งบทความทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน กรุณาส่งผลงานของท่านมายัง midarticle@yahoo.com หรือ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com
The author of this work hereby waives all claim of copyright (economic and moral) in this work and immediately places it in the public domain... [copyleft] กรุณานำบทความไปใช้ต่อโดยอ้างอิงแหล่งที่มาตามสมควร


The Midnight University

มองการเมืองอเมริกัน เข้าใจการเมืองไทย
สปินด็อกเตอร์ ผู้อยู่เบื้องหลังภาพนักการเมือง
สมเกียรติ ตั้งนโม : เรียบเรียง
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

หมายเหตุ
บทความชิ้นนี้ เรียบเรียงมาจากบางส่วนของบทที่ ๗ เรื่อง
Spin-doctoring: The Art of Political Public Relation
จากหนังสือ
The Media and Political Process
P. Eric Louw, SAGE Publications

First published 2005


(บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา)
บทความฟรี มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 778
เผยแพร่บนเว็ปไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๘

(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 19 หน้ากระดาษ A4)




behind the scene
(See full size image. click)

Spin-doctoring: The Art of Political Public Relations
สปินด็อกเตอริ่ง: ศิลปะของการประชาสัมพันธ์ทางการเมือง

ความนำ
สำหรับในบทนี้ เราจะมาสำรวจกันว่า การเมืองในโลกตะวันตกได้มีการทำประชาสัมพันธ์กันอย่างไร มีการให้เหตุผลว่า การเมืองปัจจุบันได้กลายเป็นกิจกรรมบนจอโทรทัศน์ไปแล้ว ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา และต่อมาได้แพร่ขยายไปยังส่วนอื่นๆของโลกตะวันตก บรรดานักการเมืองทั้งหลายได้รับการแปรเปลี่ยนไปสู่ความเป็นนักแสดงบนจอทีวีมากขึ้นเรื่อยๆ

อันนี้ได้ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมชนิดใหม่อันหนึ่งขึ้นมา เกี่ยวกับอาชีพนักสื่อสารมวลชนซึ่งเรียกว่า spin-doctors - คนเหล่านี้จะคอยทำหน้าที่เป็นผู้กำกับและจัดฉากทางโทรทัศน์ และคอยกำกับเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อที่จะควบคุมหรือชี้นำความคิดเห็นของสาธารณชน

สำหรับบทนี้จะเริ่มต้นด้วยการอธิบายเกี่ยวกับ การถือกำเนิดขึ้นของอาชีพ spin-doctoring โดยการสำรวจถึงเหตุการณ์ต่างๆทางด้านนวัตกรรมนี้ โดยเฉพาะภายใต้การเจริญเติบโตของการทำประชาสัมพันธ์ทางการเมือง หรือ PR-ized politics (การทำการเมืองให้เป็นเรื่องการประชาสัมพันธ์) จากนั้นจะสำรวจถึงวิธีการที่ spin-doctoring ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการทางการเมืองไปจริงๆ นอกจากนี้ในเนื้อความที่จะอ่านต่อไป ยังจะอธิบายถึงการทำงานและเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ที่บรรดา spin-doctors ทั้งหลายได้นำมาใช้

หนึ่งในมิติต่างๆ ของการเมืองแบบประชาธิปไตยมวลชน เป็นเรื่องของการทำให้เป็นที่ดึงดูดใจหรือสร้างความสนใจของประชาชน เทียบได้กับนักเล่นกลทั้งหลายที่ใช้ม่านควันและกระจกเงา เพื่อทำให้ผู้ชมการแสดงกลของพวกเขาไขว้เขว และร่ายเวทมนตร์เพื่อสร้างมายาภาพขึ้นมา มันเป็นอย่างนั้นในกลไกทางการเมืองและคนทำสื่อเช่นกัน ประชาธิปไตยของโลกตะวันตกในทุกวันนี้(รวมทั้งประเทศไทย) โทรทัศน์ถือเป็นพาหะขั้นปฐมอันหนึ่ง(แม้ไม่ได้ผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว) สำหรับการแสดงม่านควันและกระจกเงา ซึ่งการแสดงอันนี้เกี่ยวพันกับผู้เล่นดังต่อไปนี้

1. นักการเมืองทั้งหลาย ในฐานะนักแสดง (ตัวละคร)
2. ผู้อยู่ในอุตสาหกรรม spin-doctoring (ผู้กำกับ)
3. คนทำงานสื่อ (นักหนังสือพิมพ์, ผู้นำเสนอ, / เจ้าภาพ และนักวิจัย) (ตัวสื่อ)
4. ผู้รับสื่อหรือบรรดาผู้ชมทั้งหลาย (คนดู)
5. ผู้ทำนโยบาย(policy makers) แต่คนเหล่านี้(โดยตั้งใจ)ยังคงอยู่หลังเวที และถูกกำบังจากการตรวจตราอย่างละเอียดเท่าที่เป็นไปได้ โดยม่านควันและกระจกเงาของการแสดง

วิธีล่อลวงฝูงชน(demagoguery)ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ แต่การเมืองผ่านจอโทรทัศน์ได้ให้กำเนิดศิลปะแห่งการหลอกลวงใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อควบคุมและชี้นำสาธารณชน และสร้างความนิยมในหมู่ประชาชนขึ้น

Entman (1989: 128) ได้ประณามคนทำสื่อและนักหนังสือพิมพ์ สำหรับการส่งเสริมและป้อนความคดเคี้ยวแห่งความลวงหลอกนี้ให้กับผู้คน ในความเป็นจริง คนที่เล่นอยู่ในเกมนี้ต่างมีความผิดเท่าๆกัน ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นไปไม่ได้ที่ประชาชนทั้งหลายจะมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ในการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวกับการสร้างนโยบายใดๆ เลย มันเป็นเรื่องยากที่จะมองเห็นช่องทางอื่น ในความเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องของประชาธิปไตยมวลชนเว้นแต่จะถูกควบคุม ชี้นำ และทำให้มวลชนทั้งหลายเชื่อง(tame) และเชื่อตาม โดยวิธีการใดๆก็ตามที่ใช้ได้

โทรทัศน์เป็นเครื่องมือที่ใช้ประโยชน์ได้ในทุกวันนี้ ด้วยเหตุข้างต้นจึงไม่น่าประหลาดใจที่มันได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องดึงดูดจิตใจเพื่อหันเห หรือเบี่ยงเบนและสร้างความบันเทิงให้กับมวลชน ผลที่ตามมาคือ การเมืองหรืออย่างน้อยที่สุดในมิติหนึ่งของมัน จึงกลายเป็นเรื่องของการกำกับการแสดงสำหรับผู้ดูโทรทัศน์ส่วนใหญ่ ที่ถูกเขียนบทโดย spin-doctors ทั้งหลายและนักจัดการ ซึ่งนำแสดงโดยบรรดานักการเมืองต่างๆในฐานะตัวละคร และถูกรายงานโดยนักหนังสือพิมพ์ ผู้ซึ่งบางครั้งบางคราวแสดงบทบาทในฐานะลูกมือการแสดงบนเวที ที่คอยปล่อยฉาก และบางครั้งก็เล่นบทคนมีชื่อเสียงตามสิทธิอำนาจของตน

Spin-doctors ในฐานะบรรดาคนซึ่งทำหน้าที่ล่อลวง ไม่ค่อยเป็นที่นิยมชมชอบนักสำหรับบรรดานักหนังสือพิมพ์และผู้ลงคะแนนเสียงทั้งหลาย ทั้งนี้เพราะ ไม่มีใครชอบและเชื่อว่าพวกเขาสามารถจะถูกควบคุมได้อย่างอยู่หมัด ดังนั้น บรรดาคนเขียนสคริปท์การแสดงทางการเมือง จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์สำหรับการเป็นนักปฏิบัติการ เกี่ยวกับการหลอกลวงและการควบคุมอย่างชำนิชำนาญ

และสำหรับการทำลายรากฐานประชาธิปไตย ในความเป็นจริง บรรดานักหนังสือพิมพ์และผู้ลงคะแนนเสียงทั้งหลาย ต่างเป็นคนที่สมรู้ร่วมคิดเท่าๆกันในเกมม่านควันและกระจกเงา อุตสาหกรรม spin-doctoring ได้ให้บริการความต้องการอย่างง่ายๆต่อเครื่องจักรประชาธิปไตยมวลชน ซึ่งมันมีประวัติศาสตร์มาเป็นเวลายาวนานพอสมควร - อันนี้เราสามารถย้อนหลังกลับไปได้ถึงปี ค.ศ.1625 ทีเดียว

ในตำราทางกฎหมายคลาสสิกของตะวันตก โดย Hugo de Grotius(1922) กล่าวว่า การวางแผนและการโกหก และการปิดบังอำพรางอย่างแนบเนียน เป็นวิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อเป้าหมายต่างๆในความสำเร็จทางการเมือง. ในคริสตศตวรรษที่ 20 เราได้พบเห็นถึงศิลปะของการหลอกลวงต่างๆ ซึ่งค่อนข้างเชี่ยวชาญช่ำชองและกลายเป็นสถาบันขึ้นมามากยิ่งขึ้น เช่นดั่งอุตสาหกรรมการประชาสัมพันธ์ของอเมริกา(America's PR industry) ที่ได้เติบโตขึ้นมาบรรจบกับความต้องการอำนาจระดับสูงของสหรัฐฯ เพื่อที่จะพยายามและควบคุม รวมถึงคัดท้ายมวลชนที่มีสิทธิ์มีเสียงในการเลือกตั้งของพวกเขา(Ewen, 1996) ภายหลังจากผลของการประชาสัมพันธ์ทางการเมืองดังกล่าว มันได้แพร่ขยายจากสหรัฐอเมริกา ไปสู่ประเทศเสรีประชาธิปไตยในโลกตะวันตกอื่นๆ

การก่อกำเนิดอาชีพประชาสัมพันธ์ ในฐานะตัวเล่นทางการเมือง
(The rise of PR professionals as political players)
แม้ว่าปัจจุบันมันจะกลายเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของโลก แต่รากเหง้าเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ทางการเมืองนั้น มันถือกำเนิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา ในช่วงทศวรรษที่ 1920s, ซึ่ง Walter Lippmann ได้อธิบายถึงการปรากฏตัวขึ้นมาของชนชั้นอาชีพใหม่อันหนึ่ง ของบรรดานักหนังสือพิมพ์(publicists) และตัวแทนสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่ยืนหยัดขึ้นมาระหว่างบรรดานักการเมืองกับคนทำสื่อ (McNair, 1999: xi)

Sabato (1981: 11) ได้ติดตามร่องรอยของบรรดาผู้ให้คำปรึกษาช่วงแรกๆ ที่ผูกพันกับงานประชาสัมพันธ์ทางการเมืองของทุกวันนี้ โดยได้ย้อนกลับไปยังช่วงทศวรรษที่ 1930s ในการเมืองของแคลิฟอร์เนีย แต่อย่างไรก็ตาม อันที่จริงการประชาสัมพันธ์ทางการเมืองนั้น เกิดขึ้นมาในสหรัฐอเมริการาวช่วงทศวรรษที่ 1950s (1981: 12) หรือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

Jamieson(1984: 59) เห็นด้วยที่ว่า ความพ่ายแพ้ของ Adlai Stevenson ในช่วงที่ลงแข่งขันเป็นประธานาธิบดีกับ Eisenhower และ Nixon ในปี ค.ศ.1952 และ 1956 เกิดขึ้นเพราะ Stevenson เป็นคนสุดท้ายของบรรดานักการเมืองรุ่นเก่า ก่อนการแพร่หลายของโทรทัศน์ ที่ไม่สามารถปรับตัวไปสู่ความเรียกร้องต้องการใหม่ๆ ของการทำให้การเมืองเป็นเรื่องของภาพบนจอทีวี. ส่วนอีกด้านหนึ่ง, Eisenhower ได้รับการปรับแต่งโดยบรรดาผู้ให้คำปรึกษาทางด้านสื่อของตัวเขา ซึ่งทำให้สไตล์หรือท่วงท่าของเขาปรากฏบนจอทีวี (1984: 60)

บรรดาที่ปรึกษาทางด้านสื่อของเขารู้ดีว่า มีผู้สมัครรับเลือกตั้งคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้เข้าใจถึงความสำคัญของการประชาสัมพันธ์ - ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นายพล Eisenhower เรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์ของการโฆษณาชวนเชื่อ ในฐานะที่เป็นเครื่องช่วยในกิจกรรมสงคราม และประสบความสำเร็จอย่างมากในการระดมการประชาสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมตัวของเขาเองขึ้นมาในฐานะที่เป็นวีรบุรุษสงคราม

การรณรงค์ทางการเมืองของ Stevenson และ Eisenhower ถือเป็นจุดเปลี่ยนอันหนึ่ง. หลังจากทศวรรษที่ 1950s การประชาสัมพันธ์ ความเชี่ยวชาญในการเขียนสคริปท์การแสดงบนจอโทรทัศน์ กลายเป็นโฉมหน้าที่แผ่ขยายออกไปไม่สิ้นสุดในการเมืองอเมริกัน - มันได้แพร่พันธุ์ในเชิงปริมาณ ปรับปรุงเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ๆ และกลายเป็นสิ่งที่ทรงอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ ปรากฏการณ์อันนี้ต่อมาภายหลัง ได้แพร่ขยายออกไปนอกเขตสหรัฐอเมริกา

ผลของการทำให้การเมืองเป็นเรื่องของการประชาสัมพันธ์ ได้น้อมนำให้การล่อลวงไปเสริมส่งกระบวนการทางการเมืองสู่การเปิดเผย อันนี้ที่เกิดขึ้นบางส่วน เป็นเพราะบรรดาที่ปรึกษาทางการเมืองทั้งหลายได้ปรากฏตัวขึ้นมา ในฐานะนักแสดงสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของพวกเขา มากกว่าการเป็นเพียงที่ปรึกษาทั้งหลายที่อยู่หลังฉาก. ปัจจุบันเป็นที่ชัดเจนว่าอุตสาหกรรม spin (spin-doctors, การดูแล, การเพิ่มผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเข้าไปในการสลักเสลาการปรากฏตัวทางด้านสื่อภาพ และการโฆษณา) ได้ทำหน้าที่หนุนเสริมกระบวนการทางการเมืองของประชาธิปไตยมวลชนมากน้อยเพียงใด

ตามข้อเท็จจริง นี่เป็นเรื่องที่จริงจังมากในปัจจุบัน บรรดานักการเมืองทั้งหลายจะต้องครอบครองเครื่องมือสื่อสารหรือการแข่งขันกันทางด้านสื่อ นั่นคือ บรรดาที่ปรึกษาทั้งหลายได้กลายไปเป็นสัญลักษณ์ทางสถานะ(และดาราสื่อต่างๆ) ที่แสดงอยู่เคียงข้างบรรดานักการเมืองทั้งหลาย ในฐานะตัวแสดงหรือตัวละคร และเคียงข้างนักหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียง (see Sabato, 1981: 19-20). ดังที่ Boorstin กล่าวไว้: "คนมีชื่อเสียงที่แท้จริง ส่วนใหญ่มีตัวแทนสื่อ(press agents) และตัวแทนสื่อเหล่านี้ บางครั้งตัวพวกเขากลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงเสียเอง. หมวก, กระต่าย, และนักเล่นกล ทั้งหมดต่างก็คือข่าวเท่าๆกัน" (1971: 75)

แต่คำถามมีว่า ทำไมชนชั้นนี้ของอาชีพสื่อสารมวลชนจึงเกิดขึ้นมา ? เหตุผลอย่างแรกสุดคือ เสรีนิยมประชาธิปไตย ได้ถูกวางรากฐานอยู่บนความคิดความเห็นเกี่ยวกับการปกครองที่ถูกต้องตามกฎหมาย และความถูกต้องชอบธรรม เรียกร้องต้องการความยินยอมหรือการยอมรับของผู้ถูกปกครอง. แต่ดังที่ McNair กล่าวไว้ว่า: "ความยินยอมหรือการยอมรับ เป็นสิ่งที่สามารถสร้างขึ้นมาได้"(1999: 26). ในท้ายที่สุด คนที่ทำนโยบายทั้งหลายภายในเสรีนิยมประชาธิปไตยมีความต้องการ 2 ประการที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันอยู่? นั่นคือ

1. พยายามและปกป้องมวลชนทั้งหลายจากการเข้ามาก่อความยุ่งยาก และความสลับซับซ้อนของกระบวนการทางการเมือง โดยการเก็บเอาพวกเขาให้ไกลห่างจากการเอื้อมถึงกระบวนการตัดสินใจต่างๆ

2. พยายามและทำให้มวลชนทั้งหลายเชื่อว่า ที่จริงแล้วพวกเขากำลังมีส่วนร่วมในการปกครอง ในฐานะที่เป็นหนทางหนึ่งของการสร้างความยอมรับ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาเพื่อสร้างความยินยอม

ขณะเดียวกันหรือพร้อมกันนั้นก็ผลักไสมวลชนทั้งหลาย ให้หลุดออกไปจากกระบวนการที่แท้จริงของการปกครอง กล่าวคือ ดำเนินตาม"ยุทธศาสตร์ที่คาดการณ์เอาไว้ และการทำให้เกิดความไขว้เขว"(Jamieson, 1992: 205). และนี่คือที่ซึ่งอุตสาหกรรม spin ได้เข้ามามีบทบาท

เหตุผลอีกประการหนึ่ง สำหรับการเกิดขึ้นมาของบรรดาที่ปรึกษาทางการเมืองก็คือ การมาถึงยุคสมัยของโทรทัศน์ บรรดาที่ปรึกษาทางการเมืองในช่วงแรกๆ หรือยุคบุกเบิก (ในราวทศวรรษที่ 1950s ในอเมริกา) คือบรรดาที่ปรึกษาเชิงเทคนิคเกี่ยวกับโทรทัศน์นั่นเอง(Jamieson, 1984: 35) จากตำแหน่งที่ให้การปรึกษาในทางเทคนิคเหล่านี้(ที่ไม่ค่อยมีพลังมากนัก) ซึ่งต่อมา มันได้กลายเป็นการให้คำปรึกษาทางด้านสื่อ และยุทธศาสตร์การแข่งขันและการรณรงค์ในสหรัฐฯที่มีอิทธิพลมากในทุกวันนี้ (1984: 36)

โทรทัศน์ได้ทำให้กระบวนการซึ่งมีความยุ่งยากเกี่ยวกับการระดมพล และชี้นำพลเมืองทั้งหลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายขึ้นมาก เพราะมันได้ส่งต่อบรรดาผู้ดูที่มีส่วนเกี่ยวข้องน้อยให้กับบรรดานักเล่นการเมือง ผู้ซึ่งเข้าใจว่าจะใช้ประโยชน์ของพลังอำนาจในการควบคุมได้อย่างไร (Jamieson, 1992: 52-3) โทรทัศน์สามารถจะทำให้ภาพและความคิดทั้งหลายฟั่นเกลียวเข้าด้วยกันได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และไร้รอยต่อ ซึ่งในความเป็นจริงนั้นมันอาจไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลยก็ได้ และมันยังได้สร้างความเชื่อมโยงในวิธีการต่างๆ ที่ท้าทายต่อตรรกะและการตรวจสอบอย่างละเอียด

สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบทางการเมืองอย่างมาก เนื่องมาจากอารมณ์ความรู้สึกที่ถูกทำให้เกิดขึ้นมาโดยภาพ montage หรือการซ้อนภาพ (1992: 54-6) (คำว่า montage ปรกติแล้วหมายถึงภาพที่นำมาเรียบเรียงติดต่อกัน และส่วนมากเป็นภาพที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันมาก่อน นำมาเรียงลำดับต่อเนื่องเข้าด้วยกัน - ผู้เรียบเรียง) ดังนั้น จึงไม่ต้องรู้สึกประหลาดใจว่า การเมืองผ่านภาพโทรทัศน์ แรกสุดเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นดินแดนของวัฒนธรรมทางสายตา(visual culture)ที่เฟื่องฟูมาก (ดู Adatto, 1993: chapter 1)

Ewen (1996) ได้อุทิศเนื้อที่บทที่ 10 ทั้งหมดของเขาให้กับการสำรวจตรวจตราเกี่ยวกับ การประชาสัมพันธ์ที่เป็นมายาภาพบนแผ่นฟิล์ม ซึ่งนำมาใช้เพื่อปลุกเร้า รวบรวม และขยายอารมณ์ความรู้สึกต่างๆของผู้ดู. พลังอำนาจการดูอันนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่ง สำหรับการควบคุมและชี้นำความคิดเห็นของสาธารณชน และดังที่การเมืองที่ถูกทำให้เป็นภาพทางโทรทัศน์ ได้แพร่ขยายจากสหรัฐอเมริกาไปยังประเทศเสรีประชาธิปไตยอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ เทคนิคต่างๆทางด้านอุตสาหกรรม spin จึงติดตามมา

แรงผลักดันยิ่งไปกว่านั้นอีกอย่างหนึ่ง สำหรับการถือกำเนิดของบรรดาที่ปรึกษาทางการเมืองสหรัฐฯ ก็คือ สมรรถนะของสื่อกระแสหลักทางฝั่งตะวันออกของอเมริกา(วอชิงตัน, นิวยอร์ค) ในการชักจูงและกำหนดวาระทางการเมือง(Maltese, 1994: 42). ถ้าหากว่าบรรดานักหนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ชอบ หรือเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายนักการเมืองคนหนึ่งคนใดโดยเฉพาะ พวกเขาก็สามารถที่จะส่งผลกระทบในเชิงลบไปสู่อาชีพทางการเมืองของนักการเมืองคนนั้นๆได้ โดยผ่านบทบาทและการจัดการของพวกเขา

บรรดานักหนังสือพิมพ์ทั้งหลายอันที่จริงแล้วไม่ได้มีอำนาจอะไร แต่ในตำแหน่งหรือทำเลที่ตั้งอันนั้น(นั่นคือพวกสื่อหลักๆ) พวกเขามีอิทธิพลที่ได้มาในฐานะของการเป็นนักเขียน กล่าวคือ ในฐานะนักเขียนข่าว พวกเขาสามารถที่จะเขียนเรื่องราวต่างๆให้เป็นความจริงขึ้นมาได้ อันนี้ทำให้นักหนังสือพิมพ์มีโอกาสต่างๆดังนี้ คือ :

- ทำให้ผู้ทำนโยบายและผู้กำหนดวาระทางการเมืองต่างๆ ที่ปรารถนาจะดำเนินการตามประเด็นปัญหาที่ยกขึ้นมาต้องประสบกับความยุ่งยาก สับสน และสามารถไปกัดเซาะทำลายแผนการณ์เชิงนโยบายดังกล่าวได้

- คุกคาม หรือข่มขู่ผู้สร้างโยบายทั้งหลายได้

- ทำให้ประเด็นปัญหาบางอย่างลดความสำคัญลง และยกระดับหรือเพิ่มขยายประเด็นปัญหาอื่นๆขึ้นมาแทน (นั่นคือ ความสนใจโดยตรงในอีกด้านหนึ่ง)

เป็นที่ชัดเจนว่า บรรดานักการเมืองทั้งหลายปรารถนาที่จะควบคุมและรักษาบทบาทในฐานะผู้กำหนดนโยบายต่างๆ เอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ความต้องการอันนี้ได้ไปลดทอนความสามารถต่างๆ ของนักหนังสือพิมพ์ที่จะกระทำในสิ่งต่างๆ ข้างต้นลง จากอันนี้ได้เป็นแรงกระตุ้นให้บรรดานักการเมืองทั้งหลายต้องการที่จะใช้นักสื่อสารมวลชนมืออาชีพ ซึ่งมีความสามารถที่จะแปรความรู้ของตนเกี่ยวกับการทำงานสื่อ เพื่อไปเบี่ยงเบนหรือหลบเลี่ยงสื่อกระแสหลัก และสนับสนุนผู้ลงคะแนนเสียงให้เกิดการยอมรับในตัวของนักการเมือง โดยปราศจากสื่อเข้ามาแทรกแซงหรือกั้นกลาง

แน่นอน Richard Nixon เห็นว่า บรรดานักหนังสือพิมพ์ทางฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นที่ยอมรับของคนอเมริกันทั้งหลายเป็นศัตรูของเขา ไม่ต้องประหลาดใจเลยว่า ประธานาธิบดี Nixon เป็นผู้ให้ความสะดวกที่สำคัญมากคนหนึ่งของการปฏิวัติ ที่มองยุทธศาสตร์การแข่งขันต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นมาในฐานะตัวเล่นต่างๆ ที่ทรงอำนาจในการเมืองสหรัฐฯ. เขาสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีถึง 3 ครั้ง - และต้องพ่ายแพ้แก่ Kennedy ในปี ค.ศ.1960 แต่หวดชนะ Humphrey ในปี 1968 และ McGovern ในปี 1972

ความพ่ายแพ้ของเขาในปี ค.ศ.1960 เนื่องมาจากรูปโฉมทางโทรทัศน์ที่ย่ำแย่ของเขานั้นเอง ซึ่งได้สอนให้ Nixon เอาจริงเอาจังกับเรื่องของสื่อมากขึ้น. ผลที่ตามมา ฝ่ายบริหารพรรค Republican ของ Nixon ได้พยายามค้นหาหนทางที่จะใช้ประโยชน์จากการประชาสัมพันธ์ ทำการควบคุมเพื่อทำให้สื่อต่างๆเชื่องลง พร้อมกันนั้นก็ได้พัฒนากลไกทั้งหลายเพื่อสื่อสารโดยตรงไปถึงผู้ลงคะแนนเสียงของเขา ให้อยู่เหนือผู้นำต่างๆของนักหนังสือพิมพ์ที่เป็นศัตรูซึ่งมีอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือพิมพ์ต่างๆทางตะวันออกของพวกชนชั้นสูงในวอชิงตันและนิวยอร์ค

ตำแหน่งประธานาธิบดีของ Nixon(1968-74) เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับวิวัฒนาการของ spin-doctors ผู้ซึ่งในท้ายที่สุด ได้กลายเป็นตัวแสดงต่างๆ ในทางการเมืองตามอำนาจหน้าที่ของพวกเขา อันเนื่องมาจากทักษะการล่อลวงและชักจูงของคนเหล่านี้เกี่ยวกับการแปรสื่อมาใช้ให้เป็นประโยชน์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สื่อภาพ) เพื่อสรรค์สร้างการยอมรับ และชี้นำหรือคัดท้ายความคิดเห็นของสาธารณชน

โดยในช่วงทศวรรษที่ 1990s ได้เกิดอุตสาหกรรม spin ของสหรัฐขนาดใหญ่อันหนึ่งขึ้นมา ซึ่งมีทักษะความชำนาญในการใช้สื่อในฐานะหุ้นส่วน และหลบเลี่ยงนักหนังสือพิมพ์ที่เป็นปรปักษ์ และสื่อสารโดยตรงกับผู้ลงคะแนนเสียงทั้งหลาย(เมื่อมีความจำเป็น). นักเล่นการเมืองที่จริงจังต้องการทีมทำงานด้านสื่อโดยเฉพาะ ทีมทำงานด้านสื่อของพรรค Democrat ของ Bill Clinton ได้รับเอาความรู้และได้แปรเปลี่ยนความรู้นี้อย่างชำนิชำนาญ เพื่อใช้ประโยชน์ของขบวนการสื่อและรูปแบบวัฒนธรรม อันเป็นที่นิยมในการทำให้เข้าถึงผู้คนธรรมดาได้จนกระทั่งประสบผลสำเร็จ (Newman, 1994: 5-7)

เทคนิคการทำประชาสัมพันธ์เหล่านี้ของสหรัฐฯ ได้อพยพข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และถูกทำให้เป็นอังกฤษโดยทีมทำงานด้านสื่อของ Tony Blair. ส่วนการรับเอามาในทางการเมืองของออสเตรเลีย เกี่ยวกับเทคนิคต่างๆข้างต้นพวกนี้ พวกเขาได้ถูกป้อนโดยอิทธิพลต่างๆจากทั้งเรื่องราวทั้งหลายของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ

อย่างจริงๆ จังๆ ความเชื่อของ Nixon ที่ว่าสื่อเป็นศัตรู ได้น้อมนำไปสู่เรื่องราวเกี่ยวกับการจัดการสื่อและเทคนิค spining (การชักใยต่างๆ) ซึ่งในท้ายที่สุด ได้กลายเป็นปฏิบัติการทางการเมืองธรรมดาๆ สามัญในประเทศแองโกลต่างๆ จำนวนมาก ที่ได้นำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ (แม้ว่าสหรัฐอเมริกายังคงเป็นผู้นำในส่วนนี้ สำหรับการพัฒนาเทคนิควิธีการใหม่ๆก็ตาม) สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กระบวนการทางการเมืองได้ลงทุนลงแรงค่อนข้างมากไปกับการกำกับการแสดงบนเวที และส่วนใหญ่ได้ให้การทุ่มเทไปกับภาพลักษณ์ต่างๆ ที่ปรากฏบนจอโทรทัศน์ (แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไปก็ตาม)

ท้ายที่สุด ภาพลักษณ์ภายใต้การกำกับเวทีเหล่านี้ ได้กลายเป็นผลลัพธ์ของความสัมพันธ์(บ่อยครั้งเป็นสัญลักษณ์)กันอันหนึ่งระหว่าง อาชีพทางด้านการสื่อสารสองชุด - นั่นคือ บุคคลเหล่านั้นที่ทำงานกับสื่อ(ยกตัวอย่างเช่น บรรดานักหนังสือพิมพ์ทั้งหลาย) และคนที่ทำงานกับเครื่องจักรต่างๆในทางการเมือง(ยกตัวอย่างเช่น บรรดา spin doctors ทั้งหลาย) ส่วนบรรดานักการเมืองคือองค์ประกอบชุดที่สามในกระบวนการผลิตภาพลักษณ์อันนี้

มันเป็นการต่อสู้ดิ้นรนกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อการครอบงำและสร้าางอิทธิพลภายในความสัมพันธ์กันอันนี้ (ระหว่างนักหนังสือพิมพ์, นักการเมือง, และ spin doctor). ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่างๆในเชิงบริบท, บางครั้ง spin doctors อยู่ในฐานะที่ได้เปรียบและเข้ามาควบคุม ส่วนในบางโอกาสนักหนังสือพิมพ์ก็ได้เปรียบและเข้ามามีอิทธิพล ขณะที่ในบางคราวบรรดานักการเมืองได้เข้ามาทำหน้าที่กำกับ แต่อย่างไรก็ตาม บางทีอำนาจก็ถูกแบ่งปันกัน ใครจะเป็นคนที่มีอิทธิพล ณ ช่วงเวลาใด อันนี้ขึ้นอยู่กับความผันแปรดังต่อไปนี้ คือ

- ทรัพยากรต่างๆที่ใช้การได้กับผู้แสดงต่างๆ โดยทั่วไป ผู้แสดงกับทรัพยากรที่มีมากสุดจะมีความได้เปรียบเหนือคนอื่นๆ

- ทักษะหรือความชำนาญเช่นใดที่ spin doctors ได้ไปเกี่ยวข้องกับสื่อ การมีทักษะความชำนาญที่เหนือกว่า ทำให้พวกเขาสามารถที่จะครอบงำความสัมพันธ์ต่างๆได้มากกว่า

- ระดับของการปลุกปั่นทางการเมืองท่ามกลางสาธารณชนหรือมวลชนทั้งหลาย การปลุกปั่น และสาธารณชนที่ไร้ความสุข ได้ให้กำเนิดความท้าทายสำหรับบรรดานักการเมืองและเครื่องจักร spin ทั้งหลาย ซึ่งบ่อยครั้งได้ไปเพิ่มสถานะการต่อรองของบรรดานักหนังสือพิมพ์ทั่วไป

- ทักษะความชำนาญมากแค่ไหนที่ spin doctors จะควบคุมและชี้นำความเห็นสาธารณะ ยิ่งพวกเขาประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ อำนาจที่สะสมเพิ่มพูนขึ้นจะยิ่งมากตามไปด้วย

- ธรรมชาติและความเข้มข้นของการต่อสู้กันระหว่างบรรดานักการเมืองทั้งหลาย ยิ่งการต่อสู้เข้มข้นมากเท่าใด นักการเมืองทั้งหลายก็ต้องการ spin doctor และบรรดานักหนังสือพิมพ์ของพวกเขามากเท่านั้น อันนี้จะไปลดตำแหน่งการต่อรองของนักการเมืองลงมา

Political spin-teams
INPUTS
- Public opinion research
- Monitor media
- Scrutinize performances of one's own politician
- Scrutinize performances of opposition politicians
- External consultants

- Spin-doctors รับข้อมูลจากบรรดานักวิจัยมา และรับสคริปท์ต่างๆมาจากคนเขียนสคริปท์
- ขณะเดียวกัน Spin-doctor มอบงานให้กับบรรดานักวิจัย และแจ้งความต้องการกับคนเขียนสคริปท์
- นักวิจัยทั้งหลายกับคนเขียนสคริปท์ทำงานร่วมกัน ทั้งคู่ให้ข้อมูลกับ Spin-doctors

OUTPUTS
- Scripting politicians-as-performers
- Liaising with journalists (เชื่อมต่อกับนักหนังสือพิมพ์)
- Scripting pseudo-events
- Speaking tours and speeches
- Generating images and symbolism
- Leaks
- Disinformation (การตั้งใจให้ข่าวที่บิดเบือน)
- Constructing "deals"

อย่างไรก็ตาม ในกรณีทั่วไป (แม้ว่านักหนังสือพิมพ์ทั้งหลายไม่ได้ถูกกระทำให้ไร้อำนาจอย่างสมบูรณ์) ความสามารถของบรรดานักหนังสือพิมพ์ทั้งหลายที่จะตีกรอบ และตีความข่าว ก็กำลังลดลงไปตามลำดับ (Graber, 2001: 440) ทั้งนี้เพราะ :

- รูปแบบสื่อใหม่ๆ ได้นำเสนอต้นตอข้อมูลที่เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

- การประชาสัมพันธ์ / อุตสาหกรรม spin กำลังเจริญเติบโตขึ้นตามลำดับ และมันได้ไปทำลายนักหนังสือพิมพ์ทั้งหลายทีละนิดๆ (ดังที่การผลิตข่าวต่างๆ ได้ถูกทำขึ้นมาจากภายนอกเพิ่มขึ้น)

- Spin-doctors เจริญงอกงามขึ้นตามลำดับ ซึ่งมีทักษะความชำนาญในการใช้ทั้งสื่อในรูปแบบเก่าและใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงนักหนังสือพิมพ์ที่เป็นปัญหาทั้งหลาย

นักหนังสือพิมพ์ - ความตึงเครียดการประชาสัมพันธ์
(Journalist - PR tensions)

การประชาสัมพันธ์ / อุตสาหกรรม spin ได้ถูกตระเตรียมเพื่อบ่มเพาะหรือปลูกเรื่องราวต่างๆในสื่อ โดยการใช้พวกนักหนังสือพิมพ์แพร่กระจายเรื่องทั้งหลาย ให้ทำหน้าที่รับใช้แผนการณ์ที่สรรค์สร้างขึ้นมาโดยพวก spin doctors

นักหนังสือพิมพ์ที่ดีจะต่อต้านการถูกใช้ประโยชน์อันนี้ และทำสิ่งที่ดีที่สุดของพวกเขาด้วยการใช้ spin doctors ให้เป็นประโยชน์ พวกเขาจะใช้เครื่องจักรการประชาสัมพันธ์เหล่านี้ในฐานะที่เป็นแหล่งต้นตอที่สามารถใช้การได้สำหรับเรื่องราวหรือวาระของพวกเขาเอง ยกตัวอย่างเช่น นักหนังสือพิมพ์ทั้งหลายสามารถใช้ข้อเท็จจริงอันนั้นที่ว่า บรรดานักการเมืองที่จริงจังในปัจจุบัน ต่างก็มีเครื่องมือการประชาสัมพันธ์ ซึ่งล้วนใช้เพื่อการแข่งขันกับคนอื่นๆ

นักหนังสือพิมพ์ที่ดี จะสามารถใช้การแข่งขันกันอันนี้ได้อย่างมีศักยภาพ เพื่อเกมแพ้ชนะของเครื่องจักร์การประชาสัมพันธ์ที่ต่อสู้กันและกัน ในการค้นหาเรื่องราวต่างๆของพวกเขา. อันนี้คือเหตุผลหนึ่งที่ว่า ทำไมการประชาสัมพันธ์และอุตสาหกรรม spin จึงมักจะไม่ประสบความสำเร็จ

การประชาสัมพันธ์ และอุตสาหกรรม spin มีปัญหาที่ค่อนข้างเฉพาะอันหนึ่ง เมื่อชนชั้นสูงที่เป็นผู้ปกครอง ได้ถูกแบ่งแยกออกจากกันอย่างลึกซึ้งในเรื่องเกี่ยวกับทางเลือกเชิงนโยบาย อันนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ช่วงระหว่างเวลานั้นเมื่อความเห็นที่ลงรอยกันพังพินาศลง บรรดานักหนังสือพิมพ์ทั้งหลาย เป็นไปได้มากที่จะค้นพบหรือเปิดเผยให้เห็นเรื่องของความเสียหายหรือแตกหักกันดังกล่าว (ยกตัวอย่างเช่น การทรมานบรรดานักโทษชาวอิรักของทหารสหรัฐอเมริกา) ยิ่งกว่าช่วงเวลาระหว่างการลงรอยกันในเชิงนโยบาย (อย่างเช่น สงครามอัฟกันในปี ค.ศ.2001)

ในประเด็นปัญหาต่างๆ ที่มีความเห็นสอดคล้องกันอย่างกว้างๆ ท่ามกลางชนชั้นสูงซึ่งเป็นผู้วางนโยบาย นักหนังสือพิมพ์ทั้งหลาย ไม่น่าเป็นไปได้ที่จะค้นพบความแตกร้าวอันเป็นประโยชน์ในเครื่องจักร spin เพราะแนวทางการชักใยจะเป็นเอกภาพ และความลงรอยกันดังกล่าวยากที่จะเกิดรอยร้าว

บางทีสิ่งที่เป็นปัญหามากๆ ก็คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า ประเด็นปัญหาต่างๆมากมาย ที่ชนชั้นสูงผู้วางนโยบาย และนักหนังสือพิมพ์ทั้งหลาย ต่างปันความเห็นที่สอดคล้องร่วมกัน - ตัวอย่างต่างๆเหล่านี้ในความสัมพันธ์ในเชิงพึ่งพา ระหว่างบรรดานักหนังสือพิมพ์ และนักประชาสัมพันธ์ทั้งหลาย จะก่อให้เกิดข้อยุติ หรือสร้างกำแพงปิดล้อมการอภิปรายดังกล่าว

โดยทั่วไปแล้ว ประธานเลขาฯที่ทำหน้าที่ให้ข่าวหนังสือพิมพ์ Bernard Ingham ของ Margaret Thatcher ได้อธิบายความสัมพันธ์กันอันนั้น ระหว่างนักประชาสัมพันธ์กับนักหนังสือพิมพ์ว่า เป็นความตึงเครียดอันหนึ่งของการพึ่งพาอาศัยกัน: "ความสัมพันธ์ดังกล่าว โดยสาระแล้ว เป็นไปในลักษณะกัดกินกันเอง(cannibalistic) พวกเขาจะกัดกินกันและกัน และไม่มีใครรู้ว่าว่า ใครจะเป็นเมนูลำดับต่อไป"(Ingham, in B. Franklin, 1994: 14)

แต่อย่างไรก็ตาม บนความสมดุล, อุตสาหกรรม spin เป็นไปได้มากที่จะมีขอบเขตเหนือนักหนังสือพิมพ์ เพราะ spin doctors ได้รับรายได้ด้วยการจ่ายให้อย่างงาม และด้วยเหตุดังนั้น อุตสาหกรรมของพวกเขาจึงดึงดูดผู้คนที่มีพรสวรรค์ หรือความสามารถพิเศษได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งคนเหล่านี้รู้จริงๆว่า ทำอย่างไรจึงจะบังคับควบคุมนักหนังสือพิมพ์ (ที่ส่วนใหญ่เป็นอดีตนักหนังสือพิมพ์ โดยล่อหรือดึงดูดใจด้วยเงินเดือนแพงๆ). ท้ายสุด ใครก็ตามที่มีอิทธิพลครอบงำความสัมพันธ์ของนักหนังสือพิมพ์และนักประชาสัมพันธ์ สิ่งหนี่งที่ชัดเจนคือ spin-doctors มาถึงตอนนี้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางการเมืองในโลกโลกเสรีประชาธิปไตยของพวกแองโกลไปแล้ว อย่างขาดเสียมิได้

การเปลี่ยนแปลงต่อกระบวนการทางการเมือง (Changes to the political process)
มีอะไรที่แปรเปลี่ยนไปอันเนื่องมาจากการทำให้กระบวนการทางการเมือง ของประเทศเสรีประชาธิปไตยเป็นเรื่องของการทำประชาสัมพันธ์(PR-ization)? ในบางระดับ แต่ละประเทศได้รับผลกระทบแตกต่างกันไป อันเนื่องมาจากวัฒนธรรมทางการเมืองที่ผิดแผกกันนั่นเอง และเป็นเพราะการประชาสัมพันธ์ได้มีการลงมือปฏิบัติในช่วงวันเวลาที่ต่างกันในแต่ละประเทศ

ประเทศซึ่งเคลื่อนตัวลงไปบนเส้นทางการประชาสัมพันธ์ที่ลงลึกที่สุดก็คือ สหรัฐอเมริกา เพราะสหรัฐฯเป็นและยังคงเป็นผู้นำโด่งในการพัฒนาเทคนิค spin ต่างๆ อันนี้จะต้องโฟกัสหรือให้ความสนใจลงไป เมื่อทำการสำรวจถึงความเปลี่ยนแปลงของการประชาสัมพันธ์ - บนสมมุติฐานเสรีประชาธิปไตยอื่นๆ ซึ่งในท้ายที่สุด เป็นไปได้ว่าน่าจะดำเนินรอยตามการนำของสหรัฐฯ

ประการแรก, การประชาสัมพันธ์ได้แปรเปลี่ยนพรรคการเมืองไป ดังที่อำนาจได้เปลี่ยนจากบรรดาหัวคะแนนในพรรคกับลูกพรรค ไปสู่บรรดาที่ปรึกษาและ spin doctors ไปตลอด (Newman, 1994: 15). กลไกต่างๆของพรรค ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำหน้าที่ในบทบาทเกี่ยวกับการได้มาซึ่งผู้ลงคะแนนเสียง นั่นคือ บรรดาหัวคะแนนได้หลอกล่อ ป้อยอ ลูกพรรคระดับรากหญ้าทั้งหลายทำงานให้ด้วยความศรัทธา เพื่อที่จะได้มั่นใจว่าจะได้มาซึ่งบรรดาผู้ลงคะแนนเสียงในวันเลือกตั้ง พวกหัวคะแนนทั้งหลายต่างได้อำนาจมาโดยความสามารถที่จะส่งมอบและรวบรวมกลไกที่ทำหน้าที่เลือกตั้ง

การประชาสัมพันธ์ได้ทำให้กระบวนการทั้งหมดดังที่กล่าวมานี้ เป็นเรื่องของมืออาชีพขึ้นมา และได้ไปลดทอนความสำคัญของหัวคะแนนของพรรคการเมืองลง. บรรดาตัวแทนอำนาจใหม่ไม่ได้เป็นสมาชิกที่เต็มไปด้วยศรัทธาและมีความซื่อสัตย์อีกต่อไป อันที่จริง พวกตัวแทนเหล่านี้ในปัจจุบัน ต้องการที่จะครอบครองสื่อและทักษะความชำนาญในการวิจัยต่างๆ เพื่อที่จะวิเคราะห์และควบคุมชี้นำความเห็นของสาธารณชน ผู้คนที่มีทักษะความชำนาญเหล่านี้คาดหวังว่าจะได้รับการจ่ายให้อย่างงามในฐานะพวกมืออาชีพ

พวกมืออาชีพทั้งหลายเหล่านี้ ได้ถูกนำเข้าไปเกี่ยวโยงกับการเลือกบรรดาผู้นำทางการเมืองมากขึ้นๆ โดยไม่ได้มีพื้นฐานอยู่บนความศรัทธาหรือซื่อสัตย์แต่อย่างใด แต่มีรากฐานอยู่บนเรื่องที่ว่า พวกเขา(หมายถึงบรรดาผู้นำ) สามารถแสดงทางทีวีได้ดีแค่ไหน. การแปรเปลี่ยนไปนี้ในพรรคการเมืองต่างๆ ได้ก้าวหน้าไปไกลมากในสหรัฐอเมริกา. แต่อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่มีต่อพรรคการเมืองต่างๆ ภายในระบบ Westminster (รัฐสภา)อย่างสหราชอาณาจักรอังกฤษ (Blumler et al.} 1996: 58) เป็นที่ชัดเจน โดดเด่น หรือสะดุดตาน้อยมาก

ประการที่สอง, ปัจจุบัน บรรดานักการเมืองทั้งหลายต้องการคุณสมบัติที่แตกต่าง เพื่อที่จะเป็นผู้ถูกเลือกในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้ง - พวกเขาต้องการเป็นนักแสดงบนจอทีวีที่ได้รับความเชื่อถือ(หรือความดึงดูดใจ) ถูกทำให้ปรากฏทางสายตาแก่บรรดาผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และสามารถพูดได้อย่างเผ็ดร้อนและตรงประเด็น. พวกเขาจักต้องสามารถดำเนินตามสคริปท์ที่วางไว้ได้ด้วย ด้วยการจัดการของ spin-doctors ทั้งหลาย. ผู้นำต่างๆที่ครอบครองทักษะความชำนาญเหล่านี้ สามารถจะก้าวกระโดด(ได้ด้วยความช่วยเหลือของ spin doctors)ไปเป็นผู้นำพรรคโดยลำดับ ด้วยการเป็นที่ดึงดูดใจและมีอิทธิพลต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ด้วยเหตุนี้ ผู้นำที่ปรารถนาหรือต้องการจะเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อจิตใจ พวกเขาจะต้องเป็นที่ดึงดูดบนจอทีวี ซึ่งหนุนหลังโดย spin-doctors. การทำได้เช่นนั้น พวกเขาสามารถที่จะบีบบังคับให้มือของคนในพรรคการเมืองของตนยกให้กับเขาได้ในกระบวนการเสนอชื่อ. อันนี้ได้ไปเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในพรรคการเมือง ด้วยความชื่นชมกับคนเหล่านั้น ที่เข้าใจดีที่สุดถึงกลไกต่างๆเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ และการทำให้เป็นภาพบนจอทีวี

ประการที่สาม, การประชาสัมพันธ์ทำให้เรื่องการเมืองกลายเป็นธุรกิจที่มีราคาแพง เนื่องจากราคาที่ต้องจ่ายให้กับอุตสาหกรรม spin และนักสำรวจประชามติและความคิดเห็น ผนวกกับราคาในการผลิตสื่อต่างๆ (ยกตัวอย่างเช่น ไดเร็กท์-เมล์ [ซึ่งเจาะลงไปยังผู้รับ], สปอต์โฆษณาทางทวี, เว็ปเพจ, สื่อประเภทวิดีโอที่เผยแพร่และอื่นๆ). อันนี้ถือเป็นภาระที่หนักมากของพรรคการเมืองที่จะต้องหาเงินมาใช้จ่าย

ผลลัพธ์อย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา มันได้ทำให้เกิดอุตสาหกรรมการหาทุนที่เป็นเรื่องของมืออาชีพขึ้นมา ที่ชื่อว่าคณะกรรมการปฏิบัติการทางการเมือง(Political Action Commitees(PACS)(ดู Sabato, 1989: 145-51). ราคาเกี่ยวกับการดำเนินการอุตสาหกรรม PAC นี้ก็สูงมากเช่นเดียวกัน. สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับในสหรัฐอเมริกาค่อนข้างมาก

การขับเคลื่อนให้บังเกิดผลในทุนทรัพย์ต่างๆที่จะนำมาใช้จ่าย ได้ไปบิดเบือนกระบวนการทางการเมืองโดยการบีบบังคับให้บรรดานักการเมืองทั้งหลาย ต้องขายตัวของพวกเขาเองกับผู้ให้บริจาคในการรณรงค์แข่งขันครั้งใหญ่ๆ. ความพยายามทั้งหลายที่จะไปควบคุมดูแล หรือวางกฎระเบียบกับ PACs ไม่ได้ไปปรับเปลี่ยนแรงกดดันทางการเงินที่อยู่ข้างใต้เหล่านี้ - ความกดดันดังกล่าวแสดงให้เห็นประจักษ์ในระบอบเสรีประชาธิปไตยทั้งมวล ซึ่งได้ไปกดทับลงบนเส้นทางของการประชาสัมพันธ์

ประการที่สี่, บรรดานักประชาสัมพันธ์ต่างเรียนรู้วัฒนธรรมสัญจรอันเป็นที่นิยมอย่างเป็นระบบ(เช่นรัฐมนตรีสัญจร) เพื่อให้ได้มาซึ่งเสียงของผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง. อันนี้ได้ให้กำเนิดสคริปท์ใหม่อันหนึ่งในทางการเมือง ซึ่งเรียกร้องต้องการให้บรรดานักการเมืองทั้งหลาย ก้าวออกไปจากการแสดงทางการเมืองแบบปรกติ และรับเอาบทบาทใหม่ๆ(อันเป็นที่ชื่นชอบและเป็นที่นิยม)มาใช้

ยกตัวอย่างเช่น Bill Clinton เป่าแซกโซโฟนใน The Arsenio Hall Show (Newman, 1994: 135). ท่ามกลางการแสดงเหล่านั้น ความหลักแหลมที่แท้จริงสำหรับการสร้างความนิยมบนจอทีวีอันนี้ก็คือ ประธานาธิบดี Clinton, นายกรัฐมนตรี Blair และเทศมนตรีแห่งรัฐควีนสแลนด์ Peter Beattie. (เปรียบเทียบกับประเทศไทยคือ นายกฯทักษิณทอดปลาท่องโก๋ ผัดก๋วยเตี๋ยว หรือชงกาแฟกลางตลาด)

ประการที่ห้า, นับจากโทรทัศน์สามารถเข้าถึงมวลชนสาธารณะ และแกว่งไกวปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึก (โดยการนำเสนอผู้ชมทั้งหลาย ด้วยการนำเสนอที่เรียบง่ายและเป็นอุดมคติ) มันถูกทำให้เหมาะเจาะพอดิบพอดีทีเดียว กับการที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งไปจากปัญหาเชิงนโยบาย โดย :

- การกระตุ้นส่งเสริมคนๆ หนึ่งหรือตำแหน่งคนๆ นั้น;
- ทำให้ผู้คนกลายเป็นคนที่อันตราย
- สร้างกลุ่มคนที่ถูกทอดทิ้งขึ้นมา
- ก่อให้เกิดความรุนแรง, ความเดือดดาลและความเป็นปรปักษ์

โดยสาระแล้ว โทรทัศน์จัดเป็นพาหะที่สมบูรณ์สำหรับการเมืองในฐานะการสร้างความตื่นเต้น. ด้วยเหตุนี้ มันจึงกลายเป็นเครื่องมือของอุตสาหกรรม spin ที่ทรงคุณค่าอันหนึ่ง. อันนี้ได้ไปขับเคลื่อน spinning ทางการเมืองเข้าสู่ศิลปะทางสายตามากขึ้นกว่าแต่ก่อน - การแสดงให้เห็นทางทีวี กลายเป็นเครื่องมือซึ่งเป็นที่ชื่นชอบสำหรับการเข้าถึงและการควบคุมผู้ลงคะแนนเสียง. ใครก็ตามที่ไม่มีความสามารถ และไม่ตั้งใจที่จะเล่นเกมม่านควันและกระจกเงาทางโทรทัศน์ จะพบว่ามันยากมากที่จะบรรลุความสำเร็จทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทุกวันนี้

ประการที่หก, การรวมตัวกันของการประชาสัมพันธ์กับการเมืองบนหน้าจอทีวี ได้ไปบ่อนทำลายการพบปะกันทางการเมืองท้องถิ่นลง ที่ซึ่งบรรดาผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจะมีการพูดคัยกันแบบเผชิญหน้า ศิลปะของการใช้วาทศิลป์ การกล่าวสุนทรพจน์เชิงนโยบาย รวมไปถึงการถามตอบในรูปแบบการสนทนาและถกเถียงกัน ไม่อาจประสานกันได้อย่างง่ายๆ ด้วยเทคนิคของการพูดจาแบบเผ็ดร้อนหรือจูงใจ และภาพลักษณ์ที่คล่องแคล่วชำนิชำนาญ ซึ่งบรรดา spin doctors ออกแบบขึ้นมาสำหรับบรรดามวลหมู่ผู้ฟังที่เป็นไปในลักษณะยอมจำนนหรือผุ้ถูกกระทำ (passive mass audiences)

ด้วยเหตุดังนั้น บรรดานักการเมืองทั้งหลายซึ่งมีทักษะในการพบปะผู้คน จึงไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป และได้ถูกแทนที่ด้วยนักการเมืองต่างๆ ที่มีทักษะความชำนาญในการพบปะกับมวลหมู่ผู้คนทางจอทีวี. โทรทัศน์ได้ผลักให้บรรดานักการเมืองห่างไกลไปจากความผูกพันกับการโต้เถียง การสนทนา และการเร่ขายนโยบายต่างๆ สู่แนวทางการท่องจำปากเปล่า / การแสดงที่ง่ายๆ ซึ่งได้รับการเขียนสคริปท์โดยคนอื่นๆ (Setnow, 1994: 142)

ประการที่เจ็ด, ปัจจุบัน พลังหนังสือพิมพ์ในกระบวนการทางการเมืองได้เสื่อมทรามลงตามลำดับ ดังที่ Selnow ได้หมายเหตุไว้ว่า การทำประชาสัมพันธ์ทางการเมือง ปัจจุบัน ได้เข้าถึงผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งโดยผ่านจอโทรทัศน์ หรือโดยการจัดวางเทคนิคการตลาด ใช้สื่อเฉพาะเจาะจงเช่นดังไดเร็กท์เมล์(direct mail) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่างหลังกำลังกลายเป็นสิ่งสำคัญและ ดังที่ Selnow (1994:147) บันทึกไว้ว่า อยู่ต่ำกว่าจอเรดาร์บรรดานักหนังสือพิมพ์ทั้งหลาย

ผลที่ตามมา นักหนังสือพิมพ์ในสื่อสิ่งพิมพ์(ซึ่งเคยมีอิทธิพลในกระบวนการทางการเมือง)ได้ถูกเลี่ยงหลบมากขึ้น ซึ่งโดยสาระแล้ว สิ่งพิมพ์ดังกล่าวไม่สามารถที่จะตรวจสอบหรือควบคุมความหลากหลายมากมีของสารทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้อีกต่อไป เนื่องจากความสลับซับซ้อนของกิจกรรมต่างๆทางด้านการสื่อสารของอุตสาหกรรม spin นั่นเอง

ประการสุดท้าย, การทำประชาสัมพันธ์ทางการเมือง ได้สร้างการเมืองของการหลบหลีกอันหนึ่งขึ้นมา (1994: 178) เพราะกระบวนการใหม่ดังกล่าว ได้ถูกควบคุมโดยโพลแสดงความคิดเห็น ที่ดำเนินการกันอย่างแพร่หลาย. การทำประชาสัมพันธ์ทางการเมืองเกี่ยวพันกับการรณรงค์แข่งขันอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง(1994: 177) การสร้างข้อเรียกร้องต้องการที่ถูกต้องชอบธรรม ไม่เพียงเป็นความเห็นชอบที่สร้างขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องธำรงรักษามันเอาไว้ด้วย อันนี้ได้แปรไปสู่ความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงประเด็นปัญหาต่างๆที่อาจไปทำให้เกิดการไม่ยอมรับขึ้นมาด้วย

อุตสาหกรรม spin ไม่เพียงทดสอบและตรวจตราความเปลี่ยนแปลงความเห็นของสาธารณชน อย่างสม่ำเสมอเท่านั้น แต่มันยังกระทำกับกลุ่มที่โฟกัส เพื่อทดสอบความยอมรับของประเด็นปัญหาต่างๆด้วย ประเด็นปัญหาทั้งหลายที่มองดูแล้วชวนทะเลาะต่างๆ หรือเป็นเรื่องที่กลุ่มโฟกัสเผยออกมาว่า อาจเป็นต้นเหตุของความยุ่งยากนานา กับส่วนสำคัญต่างๆของเขตเลือกตั้งหรือประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง จะได้รับการหลีกเลี่ยง

ผลลัพธ์เป็นเรื่องของการทำให้เกิดความนุ่มนวลทางการเมือง - นั่นคือ การเมืองได้ขับดันไปสู่เรื่องของความสุขกายสุขใจ(ไม่มีการโต้เถียง) เป็นศูนย์กลางของสเปคตรัม ขณะที่ข้อถกเถียงจริงๆได้ถูกทำให้ไปอยู่ด้านหลังท่ามกลางหมอกควัน, กระจกเงา, และความวอกแวก. อันนี้ได้ผลิตเครื่องจักรทางการเมืองที่ประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ สู่การหลบเลี่ยงหรือการโผล่ขึ้นมาของการโต้เถียงที่แท้จริง

การโต้เถียงหลอกๆ ที่ถูกประดิษฐ์คิดสร้างโดยการประชาสัมพันธ์ ที่ให้ความรู้สึกตื่นเต้น หรือก่อให้เกิดความรู้สึกเร้าใจ ในหนังสือพิมพ์ที่เป็นปรปักษ์เทียมเป็นสิ่งที่ยอมรับได้. ผลลัพธ์ดังกล่าวเป็นเรื่องการเมือง ในฐานะที่เป็นการโชว์หรือการแสดงหมอกควันและกระจกเงาหรือมายากลนั่นเอง ซึ่งได้ประสานไปกับความบันเทิงอย่างถาวร และทำให้มวลชนวอกแวกตลอด 24 ชั่วโมง, นั่นคือสภาพแวดล้อมของโทรทัศน์หลายๆช่อง

บรรดานักนวัตกรรม ของการเมืองที่ถูกทำให้เป็นเรื่องการประชาสัมพันธ์
(The innovators of PR-ized politics)

แม้ว่าการเมืองแบบการทำประชาสัมพันธ์จะถือกำเนิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แต่มันก็ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ลับเฉพาะของสหรัฐฯอีกต่อไป เพราะการทำให้เป็นอเมริกันทางการเมือง(the Americanization of politics)ได้กลายเป็นสินค้าส่งออกไปทั่วโลก ซึ่งได้มีอิทธิพลต่อทั้งประชาธิปไตยแบบแองโกล และแผ่ออกไปอย่างกว้างถึงสังคมอื่นๆ (ดู Swanson and Mancini, 1996)

สำหรับ Swanson และ Mancini การทำให้เป็นอเมริกันนี้เป็นตัวแทน"การทำให้เป็นสมัยใหม่ทางการเมือง". กรณีศึกษาของพวกเขาได้แสดงให้เห็นว่า ประเทศต่างๆได้มีการดูดซับด้วยการเลือกสรร และบูรณาการอิทธิพลอเมริกันโดยเฉพาะเหล่านั้นเข้าไปได้อย่างไร และแม้กระทั่งบางประเทศได้สรรค์สร้างนวัตกรรมท้องถิ่นของประเทศตนขึ้นมากันอย่างไร ?

บรรดาผู้บุกเบิกของการเมืองแบบภาพทางไกล
(The pioneers of televisualed politics)

Jamieson (1984) ได้ให้เหตุผลว่า เนื่องจากการมาถึงเกี่ยวกับการแข่งขันในการเป็นประธานาธิบดี โดยผ่านการถ่ายทอดสัญญานโทรทัศน์ในสหรัฐฯ ที่ได้สร้างเวทีขึ้นมาสำหรับการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางการเมืองไป. บรรดานักบุกเบิกในการตักตวงประโยชน์จากความเป็นไปได้ของโทรทัศน์คือ ผู้คนเหล่านั้นในช่วงที่มีการรณรงค์แข่งขันของ Eisenhower และ Nixon ในช่วงปี ค.ศ.1952 และ 1956 อย่างมีนัยสำคัญ พวกเขาได้หันเหบรรดาตัวแทนโฆษณาระดับสุดยอดของอเมริกันบนถนน Madison Avenue ของนิวยอร์คไป

สไตล์การเมืองใหม่ๆที่พวกเขาพัฒนาขึ้นมา ไปเกี่ยวพันกับการเปลี่ยนแปลงวิธีการกล่าวสุนทรพจน์(speechs)ถึงประเด็นปัญหาต่างๆไปตลอด สู่พัฒนาการของการเป็นคนที่พูดอะไรแหลมคมและกระชับ(sound bites) จูงใจ, การฉกฉวยเพื่อภาพปรากฏทางสายตา และการสร้างสโลแกนต่างๆ อันนี้เกิดขึ้นเพราะแก่นสารของวาทศิลป์ทางโทรทัศน์ ซึ่งเกี่ยวพันกับการพยายามหลีกเลี่ยงข้อถกเถียงที่สลับซับซ้อน และภาพในเชิงสถิติ (ยกตัวอย่างเช่น talking heads - หมายถึงการพูดกับผู้ชมทางทีวี โดยมีการถ่ายทอดภาพของคนพูด เฉพาะส่วนบนของร่างกายเท่านั้น) เพื่อให้ผู้ชื่นชมกับสารที่ส่งออกไปอย่างง่ายๆ โดยการใช้คำพูดได้อย่างสัมฤทธิผล ผสมผสานกับภาพอันน่าตื่นเต้นหรือเร้าใจและการเคลื่อนไหว

การรณรงค์ของ Eisenhower ใช้สปอต์โทรทัศน์เพื่อแสดงและตอกย้ำ(drive home)สารบางอย่างเกี่ยวกับ Eisenhower ในฐานะวีรบุรุษของสงครามโลกครั้งที่ 2. สโลแกนง่ายๆ อย่างเช่น "I like Ike" ถูกใช้หรือแปรไปสู่ประสิทธิผลอันยิ่งใหญ่ ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ ทีมงานของ Eisenhower เรียนรู้ว่า การใช้ประโยชน์จากโทรทัศน์ เรียกร้องการปรับเปลี่ยนไปสู่ความต้องการของสื่อกลางประเภทนี้ ยกตัวอย่างเช่น เรียนรู้ที่จะใช้"คนบอกบททางทีวี"(teleprompter) เพื่อส่งผ่านสคริปท์ทางวาทศิลป์ได้อย่างมั่นใจและน่าเชื่อถือ

ทีมงานของ Eisenhower ยังปรับตัวไปสู่ความต้องการต่างๆของตารางเวลา หรือผังรายการโทรทัศน์ด้วย และประยุกต์ไปสู่ปฏิบัติการต่างๆของนักทำรายการโทรทัศน์ - ยกตัวอย่างเช่น Nixon ได้บินจาก Portland ไปยัง Los Angeles อย่างง่ายดาย เพื่อปรากฏตัวในโทรทัศน์เครือข่าย. ซึ่งในข้อเท็จจริง คนที่บุกเบิกในความเข้าใจถึงคุณค่าของโทรทัศน์ - บรรดาคนตรวจสอบสุนทรพจน์ของเขาในปี 1952 เป็นตัวแทนแสดงให้เห็นพัฒนาการอันเชี่ยวชาญเกี่ยวกับโทรทัศน์ในช่วงต้นๆ ในฐานะที่เป็นเครื่องมือหมอกควันและกระจกเงาอย่างหนึ่ง

การแสดงทางโทรทัศน์นี้ทำให้ Nixon ปรากฏกายในลักษณะที่สุภาพและถ่อมตัว ดังที่เขาดูเหมือนเป็นคนที่เปิดเผย ในขณะที่ความเป็นจริงไม่ได้เปิดเผยอะไรออกมาเลย. บางทีไม่เป็นที่ประหลาดใจว่า Nixon ได้เล่นบทบาทที่สำคัญในการส่งเสริมและให้การสนับสนุนวิวัฒนาการเกี่ยวกับ spin-doctoring ในอีก 20 ปีต่อมาให้ยิ่งๆขึ้นไป เมื่อเขาได้กลายเป็นประธานาธิบดี

 

 

 




บทความที่นำเสนอก่อนหน้านี้ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
หากนักศึกษาและสมาชิกท่านใตสนใจ
สามารถคลิกไปอ่านได้จากที่นี่...คลิกที่ภาพ

 

สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด กว่า 760 เรื่อง หนากว่า 11000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

 

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็ปไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

 

 

 

H
ภาพประกอบดัดแปลงเพื่อใช้ประกอบบทความฟรีสำหรับนักศึกษา จัดทำโดยมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เพื่อให้ทุกคนที่สนใจศึกษาสามารถ เข้าถึงอุดมศึกษาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมใดๆทั้งสิ้น
ขอขอบคุณ www.thaiis.com ที่ให้ใช้พื้นที่ฟรี

ความพ่ายแพ้ของ Adlai Stevenson ในช่วงที่ลงแข่งขันเป็นประธานาธิบดีกับ Eisenhower ในปี ค.ศ.1952 และ 1956 เกิดขึ้นเพราะ Stevenson เป็นคนสุดท้ายของบรรดานักการเมืองรุ่นเก่า ก่อนการแพร่หลายของโทรทัศน์ ที่ไม่สามารถปรับตัวไปสู่ความเรียกร้องต้องการใหม่ๆ ของการทำให้การเมืองเป็นเรื่องของภาพบนจอทีวี

Eisenhower เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้เข้าใจถึงความสำคัญของการประชาสัมพันธ์ - ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นายพล Eisenhower เรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์ของการโฆษณาชวนเชื่อ ในฐานะที่เป็นเครื่องช่วยในกิจกรรมสงคราม และประสบความสำเร็จอย่างมากในการระดมการประชาสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมตัวของเขาเองขึ้นมาในฐานะที่เป็นวีรบุรุษสงคราม ...

R
related topic
181248
release date
คลิกไปหน้าสารบัญ(1)
คลิกไปหน้าสารบัญ
(2)
คลิกไปหน้าสารบัญ(3)
คลิกไปหน้าสารบัญ(4)
เพื่อดูบทความใหม่สุด
เว็ปไซต์เผยแพร่ความรู้
เพื่อสาธารณประโยชน์

หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลด text size ของ font ลง
จะช่วยแก้ปัญหาได้


อุดมศึกษาบนเว็ปไซต์ เพียงคลิกก็พลิกผันความรู้ ทำให้เข้าใจและเรียนรู้โลกมากขึ้น
สนใจค้นหาความรู้ในสารานุกรมมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน คลิกที่แบนเนอร์สีน้ำเงิน
สนใจเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน คลิกที่แบนเนอร์สีแดง