นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆที่เผยแพร่บนเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ
R
related topic
080948
release date

คลิกไปหน้าสารบัญ(1)
คลิกไปหน้าสารบัญ
(2)
คลิกไปหน้าสารบัญ(3)
คลิกไปหน้าสารบัญ(4)
เพื่อดูบทความใหม่สุด

เว็ปไซต์เผยแพร่ความรู้
เพื่อสาธารณประโยชน์

หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลด text size ของ font ลง
จะช่วยแก้ปัญหาได้
ผลงานวิชาการชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็ปไซต์ วันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ : ไม่สงวนสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ทางวิชาการ
เว็ปไซต์นี้สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอุดมศึกษาได้โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ
สำหรับผู้สนใจส่งบทความทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน กรุณาส่งผลงานของท่านมายัง midarticle@yahoo.com หรือ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com
The author of this work hereby waives all claim of copyright (economic and moral) in this work and immediately places it in the public domain... [copyleft] กรุณานำบทความไปใช้ต่อโดยอ้างอิงแหล่งที่มาตามสมควร

The Midnight University

สนทนาสาธารณะเรื่องพระราชอำนาจ
พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
คัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
ทางกองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขอพระขอบคุณมา ณ ที่นี้

(บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา)
บทความฟรี มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 661
สนทนาสาธารณะเรื่อง "พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์"
จัดโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย


เผยแพร่บนเว็ปไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๘

(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 23 หน้ากระดาษ A4)

 

หลายต่อหลายครั้งพระองค์ท่านแสดงและส่งสัญญาณให้ เมื่อเราตั้งรัฐบาลโดยท่านรองนายกฯ โดเรมอน ซึ่งทำได้ทุกเรื่อง อธิบายได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่สมัยพระเจ้าลิไท มาจนกระทั่งถึงชาติหน้า ท่านรองนายกฯ ท่านเริ่มด้วยการดำเนินการบอกว่า คนใกล้ชิดสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จญาณฯ นั้น เป็นคนซึ่งทุจริต เหตุผลที่ทุจริตเพราะว่าสมเด็จญาณฯ นั้นพระองค์ท่านนั้น เป็นคนซึ่งหลงลืมไปหมดแล้ว เป็นคนซึ่งทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็เลยใช้พระราชบัญญัติการตั้งสังฆราชตามรัฐธรรมนูญตั้งขึ้นมา โดยไม่ได้ใช้ปัญญาคิดว่าข้อที่ 1 มารยาท จารีต เข้าไปกราบทูลฯ พ่อแผ่นดินสักนิดหนึ่งว่าเรื่องมันเป็นอย่างนี้พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ท่านทรงมีความเห็นอย่างไรพระพุทธเจ้าข้า ไม่มีถาม (สนธิ ลิ้มทองกุล)

"สนธิ" อัดยับการเมืองข้ามจารีต-สร้างเงื่อนไขต่อสู้พระราชอำนาจ
"สนธิ" อัดยับการเมืองข้ามจารีต-สร้างเงื่อนไขต่อสู้พระราชอำนาจ ยกนิทานลูกแกะหลงทางวัด "รอยเท้าพ่อ" ด้าน "ประมวล" แจงเหตุเขียนหนังสือ มี 3 ประการต้องการวัดกระแสสังคมว่า ยังเชื่อมั่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นที่พึ่งสุดท้ายของบ้านเมืองและจะเทิดทูนพระราชอำนาจหรือไม่ ระบุมีบางคนกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงเป็นระบบอื่น ขณะที่ "แก้วสรร" ย้ำในหลวงไม่ใช่ "ตรายาง" ทรงทักท้วงยับยั้งได้ทุกเรื่อง

วันนี้ ( 6 ก.ย. 48 ) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการสนทนาสาธารณะเรื่อง "พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์" ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมสนทนา คือ นายประมวล รุจนเสรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย ผู้เขียนหนังสือ พระราชอำนาจ, นายแก้วสรร อติโพธิ ส.ว.กรุงเทพมหานคร, นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ, โดยมี นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินการสนทนา

ก่อนการเริ่มสนทนา นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวนำในเรื่องพระราชอำนาจและปัญหาทางกฎหมาย โดยได้ยกตัวอย่างกรณีปัญหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) หรือกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี 2549 ซึ่งมีการพิจารณาว่ากระบวนการพิจารณาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หรือตัวบุคคลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

จากนั้น นายประมวล ได้กล่าวโดยระบุถึงสาเหตุที่เขียนหนังสือฉบับนี้ว่ามีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ

1. เพื่อวัดกระแสสังคมว่ายังเชื่อมั่นสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่
2. พระองค์ยังเป็นที่พึ่งสุดท้ายของบ้านเมืองหรือไม่และ
3. จะเทิดทูนพระราชอำนาจหรือไม่

พร้อมตั้งคำถามไปถึงคนบางคนว่ากำลังจะเปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปเป็นระบบอื่นหรือไม่ และต่อไปนี้เป็นคำต่อคำของ นายประมวล และผู้ร่วมสนทนาในครั้งนี้

ประมวล รุจนเสรี : "กราบนมัสการพระคุณเจ้า ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ กระผมดีใจที่ได้กลับมาถิ่นเก่าของกระผม คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้ให้ความรู้ความเข้าใจในทางการเมืองกับผมเป็นอันมาก ก็ขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ เป็นเพียงนักศึกษาทางการเมืองที่ก้าวเข้ามาทางการเมืองเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ชีวิตส่วนใหญ่เป็นชีวิตข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกิดหลังการเปลี่ยนแปลงเพียง 7 ปี มองเห็นสิ่งใดๆ ที่เกิดขึ้นกับแผ่นดินแล้ว มันอดสะท้อนหัวอกหัวใจไม่ได้ ว่าบ้านเมืองเราไปทางไหนกันแน่ นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา เราพบอะไรหลายๆ อย่าง ที่ต้องกลับมาคิด"

เริ่มในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการเตรียมการที่จะพระราชรัฐธรรมนูญ รัชกาลที่ 5, 6, 7 มาตามลำดับ ก็มีการคิดกันว่า ต่อไปนี้ ต่อไปภายภาคหน้า บทบาทพระมหากษัตริย์จะเป็นอย่างไร เมื่อมีการพระราชทานรัฐธรรมนูญแล้ว เราก็ทราบ ว่าพระมหากษัตริย์นั้นจะต้องทรงเป็นพระประมุข เราก็ทราบ ว่าอำนาจอธิปไตยที่เดิมเป็นของพระมหากษัตริย์นั้น ได้ตกมาเป็นอำนาจของปวงชนชาวไทย อำนาจอธิปไตยตรงนี้ ปวงชนชาวไทยได้มอบหมาย หรือถวาย ให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้ผ่านองค์กรสำคัญ 3 องค์กร คือ อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภา อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี อำนาจตุลาการทางศาล เราก็เข้าใจในกระบวนการตรงนี้ เราก็เดินทางประชาธิปไตยมาเรื่อยๆ"

"ประมวล"ไม่สบายใจมองพระราชอำนาจเป็น"ตรายาง"
"จนกระทั่งมาปีนี้ ผมพบบางสิ่งบางอย่าง เกิดความไม่สบายใจขึ้นแล้ว นั่นคือเรื่องของพระบรมราชโองการแต่งตั้ง โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา เป็นผู้ว่าฯ สตง. และก็มีศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การสรรหาไม่ได้ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยระเบียบ แต่ไม่ได้มีคำวินิจฉัยให้สุดลงไปว่า ตำแหน่งพ้นหรือเปล่า ก็มีการเอาเรื่องนี้ไปทำต่อในทางที่ไม่สบายใจ คือไปสรรหาผู้ว่าฯ สตง.คนใหม่ ทั้งๆ ที่ไม่มีกฎหมายใดกำหนดว่า ผู้ว่าฯ สตง.คนปัจจุบันนี้ปลดพ้นไปแล้วหรือยัง ประหนึ่งว่า เรากำลังเจอกระบวนการใช้อำนาจตามกฎหมาย ทดสอบดูว่า พระราชอำนาจนั้นเป็นอย่างไร ทดสอบดู ถ้าความคิดเช่นนี้เป็นจริง

"กระผมไม่สบายใจเลย กระผมได้ทักท้วงประธานวุฒิสภา ทำหนังสือไป ทำหนังสือไปก็มีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนั้นมาตำหนิติเตียนว่า ก้าวก่ายอำนาจวุฒิสภา เด็กเล็กที่ลงนามในหนังสือไปก็ถูกบังคับอะไรต่างๆ พอสมควร ถอนชื่อไปก็เยอะ จุดนี้ครับ เป็นจุดที่ผมไม่สบายใจ ว่าต่อไปนี้คนไทยรุ่นหลังๆ จะมองพระราชอำนาจเป็นอะไรกันแน่ เป็นตรายางหรือเปล่า เป็นสัญลักษณ์หรือเปล่า และในที่สุดรุ่นพวกเราอายุขนาดนี้ ถ้าไม่มีการทำความเข้าใจครั้งใหญ่ รุ่นข้างหน้าจะเป็นอย่างไร"

"วันนี้เรามีระบบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลายประเทศ แต่หลายประเทศวันนี้ ประเทศเหล่านั้นทรงเป็น symbolic หรือเป็นสัญลักษณ์เท่านั้นเอง คนไทยจะทนได้ไหมครับถ้าจะให้พระมหากษัตริย์เป็นเพียงองค์ประมุขสัญลักษณ์ในนาม นี่ครับเป็นที่มาที่ทำให้ผมต้องคิด ผมเลยตัดสินใจเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา มีคนเข้าใจว่าผมเขียนหนังสือเล่มนี้เพราะความเคียดแค้นคนบางคน เขาเข้าใจผิด อะไรไม่ยิ่งใหญ่ไปกว่าแผ่นดิน คนหนึ่งคนจะเป็นใครก็ตาม เกิดมาแล้วก็ตายไป แต่แผ่นดินนี้ยังอยู่ มรดกตกทอดในทางรัฐศาสตร์ ทางวัฒนธรรมจำเป็นต้องเดินต่อไป"

เขียนหนังสือวัดกระแส-กังขาบางคนเปลี่ยนระบบ
"หนังสือเล่มนี้กำลังถามคนไทยทั้งประเทศว่า รู้สึกอย่างไรกับพระราชอำนาจ เป็นการเขียนขึ้นมาเพื่อที่จะวัดกระแสความตื่นตัว วัดกระแสความตื่นตัวของคนไทยเลยครับว่า วันนี้เรายังเชื่อมั่นใจสถาบันพระมหากษัตริย์เราหรือเปล่า เรายังยึดว่า สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเป็นที่พึ่งที่พาของคนไทยทั้งชาติหรือเปล่า เรามีอดีตของเรา เรามีประวัติศาสตร์ของเรา ที่เป็นประเทศไทยมานี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิด 200 ปี เหมือนบางประเทศ แต่เกิดมา 600-700 ปี ภายใต้การปกครองดูแลของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันที่เราเทิดทูนมาตลอด

คนรุ่นผม พูดถึงพระบรมราชโองการแล้ว ต้องยกเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมทันที อะไรที่รับสั่งมาแล้ว มีพระบรมราชโองการมาแล้ว เราจะเคารพ ไม่อยากจะลองดี ถ้ายังไม่มีการทำให้ความชัดเจนเกิดขึ้น การทำอะไรขึ้นไปก็เหมือนการลองดี ลองพระราชอำนาจ เมื่อเขียนมาแล้วผมตื้นตันใจครับ กระแส ความสนใจของประชาชนมีมาก"

"แต่ก่อนที่กระแสจะมีมากนั้น มันก็มีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้คิดอยู่เหมือนกันว่า มีคนไม่ต้องการให้ผมปลุกกระแสนี้หรือเปล่า เพราะอะไรครับที่คิดอย่างนี้ ผมไม่ทราบเจตนาของเขาหรอก ว่าเขาต้องการที่จะให้การปกครองบ้านเมืองนั้นพัฒนาตัวเองไปสู่การปกครองในระบอบอื่นหรือเปล่า ผมต้องการที่จะกล่าวหาแรงๆ อย่างนี้ เพื่อให้ตระหนักกันว่า "ตอบผมมา" ตอบผมมาว่าคุณต้องการอย่างนี้หรือเปล่า"

ระบุออก ก.ม.-พระราชกำหนด ไม่เกรงใจคนไทย
เพราะอะไรครับ ผมยังไม่ทันเขียนหนังสือก็มีคนมาโวยวายว่าผมอิงสถาบันเกินไป เอาการเมือง เล่นการเมืองอาศัยสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมตัดสินใจยาก เพราะมันเป็นการเดินบนเส้นด้าย ว่าผมเขียนออกมาไม่ดี ผมตายทั้งชีวิต ถ้าผมเขียนออกมาดี ก็เป็นโชคดีของชีวิตคนหนึ่งที่เป็นข้าแผ่นดิน แต่ก็พยายามที่จะสะท้อน สะท้อนหลายสิ่งหลายอย่างในหนังสือเล่มนี้

สะท้อนว่าในชีวิตของคนไทยในความเป็นประเทศไทย เรามีเรื่องของเจ้าชีวิตเจ้าแผ่นดิน ที่ทรงเมตตาประชาชนคนไทยเหมือนลูก เป็นมา 5-6 ร้อยปี จะออกกฎหมาย แม้จะมีอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชในมือ จะออกกฎหมายสักฉบับหนึ่ง เกรงอกเกรงใจเหลือเกิน ต้องพรรณนาความว่าต้องออกเพราะอะไร ไม่เหมือนปัจจุบันที่เป็นอำนาจของปวงชนชาวไทย ได้อำนาจมาแล้วอยากออกอะไรก็ออกพระราชกำหนดเสีย โดยไม่เกรงใจคนไทย

"วันนี้คนไทยทุกข์ระดม ทุกข์ทั้งเศรษฐกิจ ทุกข์ปัญหาสังคม ทุกข์ปัญหาเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กระบวนการตรงนี้คิดอย่างไร ผมพยายามจะชี้มาเป็นประเด็นๆ ออกมา จนกระทั่งถึงอำนาจที่สำคัญที่สุด ที่ไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร รัฐธรรมนูญเราบางฉบับ บางมาตราก็สั้นเกินไป กระผมยกตัวอย่าง เช่น เรื่องของพระพุทธศาสนา เรื่องพระพุทธศาสนาคนไทยไม่เข้าใจอะไรเลยหรือครับ ว่าศาสนาพุทธเข้ามาประเทศไทยเพราะพระมหากษัตริย์ทรงนำเข้ามา ทรงเป็นองค์อุปถัมภกมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชมาด้วยพระองค์เองโดยตลอด วันนี้เรามีปรากฏการณ์ที่ไม่น่าเชื่อ มีการออกกฎหมายให้ตั้งสถาปนาพระสังฆราช ซึ่งเป็นพระราชอำนาจจริงๆ เป็นนิติราชประเพณีจริงๆ โดยตั้งจากอาวุโส เหมือนระบบราชการ กำลังเอาระบบราชการไปใช้กับระบบพระสงฆ์องค์เณร"

"วันดีคืนดี ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็เซ็นแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราช ซึ่งทางพระเขาถือมาก ว่าเอาคนที่ไม่มีศีลสมบูรณ์ไปตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราชได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้รัฐธรรมนูญเราเขียนแต่ว่า พระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก แต่ประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นนิติราชประเพณีมานั้น พระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงสถาปนาพระสังฆราชทุกพระองค์ ที่สำคัญที่สุดที่ผมชี้ไว้ก็คือว่า

เสด็จพ่อ ร.5 พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ท่านทรงเป็นพระสังฆราชเอง ท่านเชื่อไหม ทรงปฏิบัติหน้าที่พระสังฆราชเอง มันจึงเป็นที่มาที่ไปของคำว่า สมเด็จมหาบพิตร พระราชสมภารเจ้า คำนี้ก็หมายความว่า พระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นเจ้าอาวาสทุกวัดในประเทศไทย แม้แต่วัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมา สิ่งเหล่านี้คนไทยรุ่นพวกผมรู้ แต่ผมเป็นห่วงคนไทยรุ่นหลังรู้อีกหรือเปล่า หรือว่ามีกฎหมายกำหนดขั้นตอนไว้แล้วว่า เป็นอย่างนี้ๆ ท่านต้องลงพระนามอย่างเดียว"

แจงเหตุ 3 ประการวัดกระแสสังคมต่อสถาบันฯ
"ยกตัวอย่างเรื่อง สตง. เป็นตัวอย่าง ตีความกันอย่างไรก็ตาม มันก็เกิดครรลองขึ้นมาว่า ผมได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญครบถ้วนแล้ว ซึ่งอาจารย์แก้วสรร คงจะพูดต่อเรื่องนี้ชัดเจนกว่าผม ฉะนั้นที่ผมพูดในรอบแรกนี้ ที่ผมเขียนมานี้ เขียนเพื่อ

1.วัดกระแส ความรู้สึกของคนไทย ว่ายังเชื่อมั่นในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือเปล่า และ
2. จะต้องเข้าใจว่า ถ้าเชื่อแล้วพระองค์นั้นเป็นที่พึ่งที่สุดท้ายของเราใช่หรือเปล่า และ
3. จะเทิดทูนรักษาพระราชอำนาจของพระองค์ไว้หรือเปล่า หรือปล่อย หรือปล่อยไปตามยถากรรม

ปล่อยไปตามกาลเวลา ถ้าตามกาลเวลาหมายความว่า รุ่นพวกผมจบ รุ่นท่านจบ รุ่นลูกเรา รุ่นหลานเรา วันหนึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์จะแก้ปัญหาวิกฤติการณ์ให้ประเทศชาติบ้านเมืองไม่ได้เลย ผมขอจบรอบนี้ก่อน"

แก้วสรร อติโพธิ : ด้าน นายแก้วสรร อติโพธิ ส.ว.กรุงเทพมหานคร ได้ร่วมการสนทนาสาธารณะเรื่องพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งจัดโดยสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย กล่าวย้ำถึงพระราชอำนาจที่ทรงทักท้วงและยับยั้งได้ทุกเรื่อง และต่อไปนี้เป็นคำต่อคำโดยละเอียด

นมัสการพระคุณเจ้า และสวัสดีครับท่านที่เป็นทั้งปวงชน และเป็นทั้งพสกนิกร ในแง่ที่เป็นปวงชน เขาว่าอำนาจเป็นของเรา นักการเมืองทั้งหลายก็แย่งกันมาเสนอภารกิจ เสนอนโยบาย แล้วเราก็เลือกเขาไป มาแล้วก็ไป ไปแล้วก็มา ระหว่างอยู่ก็อาจจะพูดอะไรก็ไม่รู้ ผม 19 ล้านคน อะไร...ไม่ได้ครับ นั่นเป็นเพียงได้คะแนนเลือกตั้ง แต่ท่านไม่ได้ประชาชนมานะครับ ที่พูดอย่างนี้ก็ผมเป็นตัวอย่าง ก่อนหน้ามีไทยรักไทย ผมเลือกประชาธิปัตย์ พอท่านทักษิณมา ทักษิณ 1 ผมก็เลือก พอทักษิณ 2 ผมก็ไม่เลือก ทักษิณ 3 ถ้าดูแล้วไว้วางใจได้ก็อาจจะกลับไปเลือก ก็ไม่แน่

"เพราะฉะนั้นในบ้านนี้เมืองนี้ ดาวฤกษ์ก็คือปวงชน และองค์พระประมุข ผมเป็น ส.ว. ผมเป็นเพียงดาวพระเคราะห์ที่รับแสงมาจากปวงชน การใช้อำนาจนอกจากรัฐธรรมนูญแล้ว ผมต้องเคารพพระราชอำนาจ ผมเข้าใจว่าผมเป็นอย่างนั้น ผมต้องเคารพรัฐธรรมนูญและก็เคารพพระราชอำนาจ แต่หันมาดูองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม ท่านไม่ต้องพูดถึงรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องพูดถึงกฎหมาย ท่านบอก นี่คือเป้าหมายและนี่คือวิถีธรรม แล้วก็ประโยชน์ของปวงชน"

"ท่านเห็นไหมครับมันคนละทางกัน เพราะฉะนั้นการปกครองในขณะนี้ ถ้าแยกตามหลักวิชา ในฐานะที่เคยสอนรัฐธรรมนูญมา มันเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นส่วนที่เขาเรียกว่าเป็นส่วนของระบบรัฐบาล เป็นส่วนที่รับผิด รับชอบ ไล่ได้ ไปได้ ติดคุกได้ ลงโทษได้ นะครับ สู้ได้ อาจจะเป็นคณะปฏิวัติ อาจจะเป็นพรรคการเมือง อาจจะเป็น ส.ว.กลุ่มนี้ แต่พวกนี้เป็นพวกที่ถูกด่าได้ รับผิดชอบได้ ผิดพลาดได้ ขณะเดียวกันบ้านเมืองมันเปลี่ยนบ่อย เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ขัดแย้งกัน แบ่งเป็นพรรคเป็นพวก แรงบ้าง ฆ่ากันเป็นระยะก็มี แต่เราต้องมีระบบอีกระบบหนึ่ง เป็นส่วนที่เขาเรียกว่า ระบบของประมุข ไม่ไปตามรัฐบาล สายตายาวไกล ผ่านมาหมด นายกฯ ขี้ฝอยก็มี นายกฯ ขี้ปอดก็มี นายกฯ บ้าอำนาจก็มี นายกฯ ไม่ทำอะไร อ่านกฎหมายลูกเดียว ผมยังไม่ได้รับรายงานก็มี"

ระบุทรงทำเพื่อประโยชน์สุขปวงชนไม่ถือฝักฝ่าย
"ฉะนั้นท่านผ่านมาเยอะ ทั้งในแง่เศรษฐกิจ การเมือง อะไรต่างๆ ประสบการณ์มีตลอด แล้วก็ไม่ได้ทรงเป็นฝักฝ่ายพรรคการเมืองใด เข้าถึง ติดตามปัญหาบ้านเมืองตลอดเวลา เพราะฉะนั้นส่วนนี้เป็นส่วนที่ทำให้บ้านเมืองอยู่ได้นาน อยู่ได้ยาว เบรกได้ ติงได้ ถึงขั้นวิกฤติ ฟาดกันกลางราชดำเนิน เรียกมาเลย ท่านสุจินดา(พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี) ท่านจำลอง(พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตผู้นำชุมชนเมื่อครั้งเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ) นั่งป๊อก หยุดเลย แก้รัฐธรรมนูญ

แล้วพอนายกฯ คนใหม่ โอ้ตั้งคนนี้เป็นปัญหาแน่ๆ เรื่องไม่หยุด มันต้องแก้ อย่างนี้ไม่ได้ ประธานสภาก็รู้ทาง ก็เปลี่ยนชื่อเสียเลย แล้วเป็นไง รอดไหม ไอ้ความแค้นความคั่งมันรอดไหม พ้นไปไหม แล้วถามว่าทรงทำเพื่อใคร ไม่ใช่ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม นี่คือความร่มเย็นที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน ท่านได้เห็นการแยกนั้นมันเป็นคุณ ถ้าเราให้ระบบประมุขลงมาถือฝักถือฝ่าย เลือกทางโน้นทางนี้ เป็นปัญหาแน่นอน

"ผมไปเขมร ผมเห็นแล้วน้ำตาไหล เป็นบ้านเมืองที่ไม่รู้จะปกครองอย่างไรครับ ขอทานเต็มที่ท่องเที่ยว ชาวบ้านซื้อน้ำมัน ทราบไหมฮะเขาซื้อกันเป็นขวดแม่โขง เงินไม่มี ขอทานเต็มไปหมด การปกครองแบ่งเป็น 2 ขั้ว ที่เสียมราฐได้เงินปีละเป็นร้อยล้าน ถามว่าไปไหน ทำไมประชาชนอดอยากอย่างนี้ ปรากฏว่านายกฯ ไปสมคบกับพวกญวนตั้งบริษัทท่องเที่ยว ไซฟ่อนเงินไป ทะเลสาบเขมรทั้งทะเลสาบถูกต่างชาติยึดครอง ผู้คนไปไหนไม่ได้ นักการเมืองแตกแยก แล้วตอนนี้เขาก็พยายามที่จะกู้ระบบประมุขเขาคืนมาใหม่

ช่วงที่สมเด็จนโรดมสีหนุ ตัดสินใจโดดจากระบบประมุขลงสู่ระบบรัฐบาล เป็นสิ่งที่น่าเศร้า ผมโตมา เริ่มรู้ความ ผมฟังวิทยุวังแล ปฏิวัติ หลังจากนั้นวุ่นวายตลอด ภูมาไล่เฉ่งภูมี เหตุการณ์ถึงไม่ค่อยดี ภูมีถึงไล่เฉ่งภูมา ผมเด็กๆ ร้องกันอย่างนี้ เมื่อสิ้นส่วนที่เป็นหลักของบ้านเมือง แล้วปล่อยให้กิเลสของแต่ละฝ่ายเจอกัน บ้านเมืองไปยาวไม่ได้"

พระองค์ทรงเข้าถึงชาวบ้าน-เป็นที่พึ่งยามบ้านเมืองวิกฤติ
"ผมกล้าพูดอย่างนี้ ผมพูดจากความเชื่อผมเอง หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง องค์พระประมุขที่มีเวลาที่จะสร้างนิติราชประเพณี ทำตัวให้เห็นเป็นเยี่ยงอย่าง นายกฯ ทุกคนเป็นนายกฯ ของพระองค์ท่าน ท่านไม่เคยเอียง และท่านเข้าถึงชาวบ้านตลอด นี่ฮะระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุด ตรงนี้ผมกล้าพูดเพราะผมโตมากับช่วงนี้ ทั้ง 14 ตุลา, 6 ตุลา, พฤษภาทมิฬ, ผมอยู่ตลอด บ้านเมืองมันเปลี่ยนไปอย่างไร ที่ถูกแล้วเป็นอย่างไร ถอยหลังไปดูแล้วเป็นอย่างไร มันเห็นฮะ วันข้างหน้ายิ่งทุกข์นะฮะ ผมจะบอกให้ 4 ปีนี่เศรษฐกิจไม่ได้ฟื้น อย่าฝอยอีกต่อไป"

"ทักษิณ"มาแล้วไปแต่"บรมโพธิสมภาร"ต้องรักษา
ไม่มีเงินในตลาด ขายโอเลี้ยงรถเข็นยังขาดทุนเลย แล้วตอนนี้จนมุมไปจนถึงขนาดซื้อเลือดหมูยังโดนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้มเลือดหมู มีที่ไหน แล้วเจรจาเบียร์สิงห์ เบียร์ช้าง บอก ขอภาษีล่วงหน้า 1 ปี อะไร...ไม่ดีครับ ต้องเอาความจริงมาพูด แล้วก็สร้างบ้านสร้างเมืองกันบนความเป็นจริง ระดมแรงทุกส่วน เพราะบ้านเมืองยังไปอีกไกล ทักษิณมาแล้ว พอไปแล้วบ้านเมืองอยู่อย่างไร นี่คือปัญหา คุณชวนไปแล้วก็มา คุณอภิสิทธิ์เพิ่งจะมา มาแล้วก็ไปเหมือนกัน แล้วบ้านเมืองอยู่อย่างไร

"เพราะฉะนั้นพูดวันนี้พูดกันไม่ใช่ทักษิณหรือชวนหรือใครทั้งสิ้น พูดถึงบรมโพธิสมภาร ว่า โอเคตรงนี้ต้องรักษาไว้ เพราะฉะนั้นด้วยความรู้สึกนี้ทั้งหมด คำถามในทางวิชาการว่าพระราชอำนาจอยู่ที่ไหน คำตอบ พระราชอำนาจไม่มีเท่าที่เขียน พระราชอำนาจมีมาก่อน และถูกรับรองไว้เพียงบางส่วน เหมือนกับสิทธิเสรีภาพของผู้คนมีมาก่อน รัฐธรรมนูญเป็นเพียงสิ่งรับรอง เพราะฉะนั้นในช่วงรัชสมัยของพระองค์ มีประเพณี มีวัตรปฏิบัติ ซึ่งเรายอมรับกันทุกคน ก่อตัวขึ้น และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย นั่นเป็นการปรากฏตัวในทางจารีตประเพณี

ผมเป็นนักกฎหมาย ผมบอกว่า โอเค อันนี้ใช่ไหมๆๆ ไม่ได้อยู่ตรงนั้น เพราะฉะนั้นในรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ก็รับรองไว้ เมื่อไม่ได้เขียนไว้ใช้จารีตประเพณี ตรงนั้นล่ะครับ เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องโจทย์ของการแต่งตั้ง โอเค กฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนว่า ได้แต่ทรงยับยั้ง แต่จะฝืนพระองค์ท่าน เสียง 2 ใน 3 และถ้าคิดถึงพสกนิกร ถ้าพระองค์เสียงไม่แน่จริง อย่าแหยม"

ย้ำในหลวงไม่ใช่ "ตรายาง" ทรงทักท้วง-ยับยั้งได้
"แต่ในส่วนของการแต่งตั้ง ในการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนั้นไม่ได้เขียนไว้ ผมก็เห็นด้วยกับท่านประมวลนะครับ ไม่ใช่ตรายาง ทรงไม่ใช่ตรายาง ไม่ใช่แน่นอน อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ใช้โดยองค์พระมหากษัตริย์ ฉะนั้นอะไรที่ไม่เป็นสมประโยชน์กับประชาชนชาวสยาม และไม่เป็นธรรม ทรงทักท้วงได้ ยับยั้งได้ แน่นอนฮะ เพราะฉะนั้นประเด็นแรกที่ท่านอธิการฯ กล่าวไว้ สิ่งแรกที่การกราบบังคมทูลฯ จะต้องยืนยันและมั่นใจด้วยว่า กระบวนการนั้นถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เพราะในหลวงท่านพระราชทานรัฐธรรมนูญ ถ้าคุณทำถูก รัฐธรรมนูญโอเค นี่ประเด็นที่หนึ่ง ส่วนความเหมาะสมนั้นอีกส่วนหนึ่ง ผมในฐานะที่เป็น ส.ว.ก็ต้องรายงานเรื่อง สตง.ให้ทราบ แล้วก็จะจบ ว่ามันถูกหรือผิดอย่างไร ดังต่อไปนี้"

แก้วสรรชี้ต้นเหตุปัญหาผู้ว่าฯสตง.มาจากศาล รธน.
"ข้อแรก ในแง่กฎหมายปัญหาตอนนี้ ตัวต้นเหตุจริงๆ ที่สุดเลยก็คือคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ คือตรงนี้ สิ่งที่นำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ นี่ ก็จะอ้างว่า คุณหญิงจารุวรรณได้พ้นจากตำแหน่ง โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นคุณวิสุทธิ์ผ่านกระบวนการนี้ขึ้นมา จึงขอนำขึ้นกราบบังคมทูลฯ ให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ปัญหาแรกที่จะต้องถวายคำอธิบายให้ได้ ไหน คำพิพากษาอยู่ไหน คำพิพากษาเขียนตรงไหน ว่าคุณหญิงจารุวรรณพ้นจากตำแหน่ง บอกว่าการแต่งตั้งไม่ชอบ ไม่ชอบแล้วมันเป็นอย่างไรก็เขียนออกมาสิ ทำไมไม่เขียน รู้ไหมทำไมไม่เขียน เพราะไม่มีอำนาจ เพราะรู้ว่าไม่มีอำนาจ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ดาวฤกษ์ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเฉพาะตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ถ้าเรื่องสถานภาพบุคคล ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี พ้นเหตุนั้นเหตุนี้ เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ถ้าไม่เขียนเรื่องตำแหน่งอื่นอย่ายุ่ง ไม่เกี่ยว

"แต่นี่มันดันมีประตูกลตัวนี้อยู่ คือมาตรา 266 ว่ามีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ ให้องค์กรนั้น หรือประธานสภาฯ นำเสนอศาลรัฐธรรมนูญได้ คำว่าปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่นั้น มันคนละเรื่องกับปัญหาในการใช้อำนาจหน้าที่นะครับผม 248 เขียนทำนองนี้เหมือนกัน เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ของศาลยุติธรรม ของศาลปกครอง ศาลแพ่ง ก็ให้มีกรรมการชี้ขาด หมายความว่าผมฟ้องเพิกถอนโฉนด พี่มวลอยู่ศาลยุติธรรม บอกว่า เฮ้ยๆ ไม่ใช่ ไปศาลปกครอง ผมไปหาศาลปกครอง บอกเฮ้ยๆ ไม่ใช่ ไปหาศาลแพ่ง หรือแย่ไปกว่านั้น ไปหาพี่มวล พี่มวลรับ อีกฝ่ายบอก เฮ้ย เดี๋ยวกูแพ้ วิ่งไปหาอีกศาลหนึ่ง ไอ้นี่รับอีก สองศาลใช้อำนาจแข่งกัน นี่เขาเรียกว่าปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ มันแย่งอำนาจกัน หรือมันเถียงกันในการใช้อำนาจหน้าที่"

ทำพิลึกยื่นตีความสรรหามิชอบทั้งที่เรื่องผ่านมาปีกว่า
"ในเรื่องการแต่งตั้ง สตง.นั้น ก็มีปัญหาขึ้นมา ใน คตง.ชุดโน้น เสนอ สรรหามา 3 คน ตอนแรกเสนอมา 3 วุฒิฯ ก็เถียงกัน บอก เฮ้ยๆ ต้องเสนอทั้ง 3 เลยสิ เสนอมา 1 แล้วฉันเห็นชอบไม่ได้ ตรงนั้นถ้า คตง.ยืนยัน บอก เฮ้ย คุณมีหน้าที่เห็นชอบ ฉันเสนอ 1 ถูกแล้ว วุฒิฯ บอก ไม่ได้ เอามา 3 ฉันต้องเลือก ตรงนั้นมีปัญหาอำนาจหน้าที่แล้ว มันไม่ยอมกัน ไอ้ตรงนี้วิ่งไปศาลรัฐธรรมนูญได้ครับผม

กรณีนี้ พอวุฒิฯ ท้วง บอกเฮ้ยๆ ผมต้องเลือกนะ คตง.ก็ยอมเสนอมา 3 เสนอมาแล้ว ตอนเสนอมาในที่ประชุมวุฒิฯ ก็เถียงกันว่า เฮ้ยๆ เรามีหน้าที่เลือกหรือเปล่าเนี่ย เถียงกันแล้วนะฮะ ลงมติกันแล้ว บอกต้อง 3 ผมอยู่ฝ่ายแพ้นะ ผมบอกต้องเห็นชอบ เพราะผู้ว่าฯ เขาทำงานกับ คตง. เราไปจุ้นไม่ได้ แต่ผมก็แพ้ แพ้แล้วก็เกม ก็นำขึ้นกราบบังคมทูลฯ มันเกมแล้ว มันไม่มีปัญหาแล้วครับผม แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยบอก เฮ้ยเราไปจุ้นเขาทำไม เราควรให้ความเห็นชอบเท่านั้น ถ้าร้องศาลรัฐธรรมนูญตอนนั้นเลย ร้องกับประธานอุทัย(นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา) เลย บอกมีปัญหาแล้วท่าน มันมั่ว ท่านประธานอุทัยก็รีบเอาไปศาลรัฐธรรมนูญ ให้มันทันทีทันควันอย่างนั้นก็ไม่ใช่ เว้นไป 1 ปีครึ่ง

ผวาการตรวจสอบเชื่อนำข้อมูลให้ฝ่ายค้านถล่ม
"มันอะไรกันน่ะ ปัญหามันล่วง มันพ้นไปแล้ว ปีครึ่งแล้ว หยิบขึ้นมาทำไม คำตอบก็คือ ช่วงนั้นเป็นช่วงหลังประชาธิปัตย์อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ผมพูดตรงนี้เลย ข้อมูลหลายอย่างที่อภิปรายนั้น ทางรัฐบาลเขาเข้าใจว่าจริงหรือถูกอีกเรื่องนะฮะ เข้าใจว่ามาจาก คตง. ผมพูดตรงๆ เดี๋ยวถามคุณถาวร ไปล้วงมารึเปล่าผมไม่ทราบ เพราะมันเกิดหลังจากนั้น แล้วทีนี้ ส.ว. 5 หรือ 7 คน ที่เสนอไป เป็นเจ้าที่คัดค้าน เป็นกลุ่มที่คัดค้านว่าเราต้องเห็นชอบ ไม่เลือก โอเค แต่ทำไมท่านเว้นซะปีครึ่ง

แล้วตอนเสนอท่านประธานอุทัย เสนอ บอกว่าการแต่งตั้งชอบหรือไม่ พ้นจากตำแหน่งหรือไม่ พ้นตั้งแต่เมื่อใด คำถามใช้ได้ แต่ประธานอุทัยบอกว่า เฮ้ยๆ ถามข้อเดียว ว่าการแต่งตั้งชอบหรือไม่ ให้ผมเดานะครับ คือถ้าเสนอข้อเดียวมันยังพอรับได้ แต่ให้ตัดสินว่าชอบหรือไม่ พ้นตำแหน่งหรือไม่ นี่มันเสียว มันไม่มีกฎหมายรองรับชัดเจน ประธานอุทัยเลยตัด 2 ข้อหลังทิ้ง ส่งไปข้อเดียว บอก จงวินิจฉัยเถิด แต่งตั้งชอบหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญถ้าเผื่อตีความว่า นี่มันปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่หรือเปล่า ขององค์กรอะไรหรือเปล่า เขาก็พูดกันดีๆ เขาแต่งตั้งกันมาเรียบร้อย เป็นมาปีกว่า แล้วก็ไม่ใช่สาระสำคัญ ไม่เสียหายอะไร ไม่รับคดี แต่รับ รับแล้วก็ตัดสิน ผมเรียกว่าตัดสินแบบหางแหย่น้ำ คือการสรรหาไม่ชอบ ไม่ชอบแล้วผลเป็นอย่างไร แล้วทำอย่างไรต่อไป ไม่บอก"

"เพราะฉะนั้น คตง.ก็เลยบอกว่า ไม่ชอบ กูก็ว่ามันพ้นนะ ก็เลยบอกว่าพ้น เสนอมาวุฒิฯ พวกผมก็เถียงกันอีก เฮ้ย ท่านประธานบรรจุวาระได้อย่างไร พ้น ไม่พ้น ก็ศาลเขาตัดสินแล้ว ตัดสินอย่างนี้ตัดสินได้อย่างไร มันให้คำปรึกษาเฉยๆ มันทำตัวเป็นกฤษฎีกา แล้วก็เป็นมาตั้งปีกว่าแล้ว ตัดสินคลุมเครืออย่างนี้ได้อย่างไร ประธานก็เอาเข้าวาระ ทำไมเอาเข้าวาระ ทำไมปีครึ่งร้องศาลรัฐธรรมนูญ ทำไมศาลทั้งที่รู้ว่ามีปัญหาเรื่องเขตอำนาจ ดันตัดสิน พอคัดง้างกันในวุฒิสภา ทุกคนก็เลย ส่วนเสียงข้างมากก็บอกว่า ศาลเขาตัดสินแล้ว พวกผมก็เถียงว่า มันตัดสินอะไรวะ ในที่สุดก็ลงมติ เลือกคุณวิสุทธิ์ เพราะฉะนั้นโจทย์ตอนนี้ถามว่าเป็นอย่างไร รอบ 2 ให้คำตอบ ขอบคุณครับ"

สนธิ ลิ้มทองกุล : ขณะที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ กล่าวเป็นคนต่อมาย้ำว่า ต้องคำนึงถึงจารีตประเพณี และต้องฟังพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเปรียบเหมือนพ่อของแผ่นดิน ที่ทรงตักเตือนว่าอย่าให้คนชั่วครองเมือง และต่อไปนี้เป็นคำต่อคำโดยละเอียด

ท่านอาจารย์สุรพล ท่านคณบดี ท่านอาจารย์แก้วสรร ท่านประมวล และท่านอาจารย์นครินทร์ ท่านผู้มีเกียรติ และบรรดาสายลับหลายๆ คนที่เข้ามาร่วมในนี้ ไม่ต้องรายงานอะไรมากมายนะครับ เพราะผมเป็นคนซึ่ง ไม่รู้เป็นอะไร เวรกรรม ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนต้องรบกันมันตลอด ตั้งแต่สมัยพฤษภาทมิฬ มาจนกระทั่งถึงพี่ชวนของผม มาถึงท่านนายกฯ ทักษิณ และยังไม่รู้ยุคต่อไปจะเป็นใครอีก ผมคิดว่า ทำไมพวกเราถึงหวนถวิลหาพระมหากษัตริย์ ผมตอบสั้นๆ ก็เพราะผู้นำทางการเมืองมันขาดคุณธรรม

"สนธิ"ระบุให้ยึดจารีตประเพณี-อย่ายึดตัวบทกฎหมาย
ผมอยากจะพูดในฐานะที่เป็นสื่อมวลชน โดยเป็นตัวแทนของผม ผมไม่บังอาจไปเป็นตัวแทนสื่อมวลชนคนอื่นได้ เพราะว่านานาจิตตัง หลายๆ คนที่อยู่ในวงการหนังสือพิมพ์ รุ่นน้องผมเขาถามเพื่อนๆ เขา ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของผม บอก เฮ้ยถามพี่สนธิเขาหน่อยได้ไหม ว่าทำไมถึงเกหมดหน้าตักงวดนี้ ผมบอกว่า พอพูดถึงเรื่องพระเจ้าอยู่หัว มันไม่มีหน้าตัก มันเป็นเรื่องชีวิต มันเป็นเรื่องจิตวิญญาณ

ผมเคยถามว่า ประการแรกผมถามก่อน พวกเราที่นั่งอยู่ในนี้ รวมไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, คุณหญิงพจนมาน ชินวัตร, และคนในตระกูลชินวัตรทุกคน ตลอดจนคนในตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ, คุณวิษณุ เครืองาม, ใครต่อใครทั้งหมด คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าเรายอมรับกันข้อแรกไหมว่า พระเจ้าอยู่หัวเป็นพ่อของแผ่นดิน เรายอมรับไหม ถ้าเรายอมรับตรงนี้ เราก็ต้องยอมรับว่าพระราชินีนั้นก็เป็นแม่ของแผ่นดินเช่นกัน

ถ้าเช่นนั้นแล้วเราไม่ต้องไปพูดถึงไอ้รัฐธรรมนูญบ้านี่ได้ไหม เรามาพูดถึงจารีตประเพณี ขอความกรุณาฮะ ผมเป็นคนอภิปราย อย่าแย่งผมพูด เรามาพูดถึงจารีตประเพณีกัน คำว่าจารีตมันลึกซึ้งมาก ผมในฐานะเป็นหนังสือพิมพ์ ผมชอบสังเกต เมื่อเร็วๆ นี้เราเห็นจารีตอันหนึ่งในครอบครัวอย่างหนึ่ง สังเกตไหมที่ไหน คัทลียา แมคอินทอช ไง ที่มันล่าช้าก็เพราะว่าพ่อแม่ผู้ชายไม่เห็นด้วย นี่คือจารีต เห็นไหม นี่เอาแค่จุดจุลภาคเล็กๆ นะ

ถ้าเราขยายไปถึงระดับมหภาค เราจะเห็นได้ชัดเลยว่าหลายๆ อย่างเขาอาจจะไม่ได้ตราอยู่ในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญมีระบุไหมว่า เวลาเกิดวิกฤติแล้วพระเจ้าอยู่หัว จะต้องเรียก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร มาคลานต้วมเตี้ยมกันอยู่ต่อหน้า ก็ไม่ได้ระบุ แต่เป็นความเป็นรับผิดชอบในฐานะที่พระองค์ท่านทรงเป็นพระราชา ที่ปกครองราชด้วยทศพิธราชธรรม ตรงนี้ต่างหากซึ่งมีมานมนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมี เพราะฉะนั้นเมื่อมีตรงนี้แล้ว เราต้องมีความเกรงพระทัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทำอะไรก็ตาม

ทรงตักเตือนให้พอเพียง-อย่าให้คนชั่วมาครองเมือง
เมื่อกี้อาจารย์แก้วสรรพูดถึงแง่มุมทางกฎหมาย ผมอยากจะพูดถึงในฐานะเป็นสื่อมวลชน ในแง่มุมการสังเกตของผม การสังเกตของผม ผมสังเกตว่า พระเจ้าอยู่หัวจะทำหน้าที่อยู่เพียง ทรงตักเตือน ทรงสอนพวกเรา สอนให้ประหยัด สอนให้อยู่อย่างสันโดษ คือมีอะไรใช้แค่นั้น อย่าไปใช้มากกว่านั้น สอนให้อย่าเอาคนชั่วมาครองเมือง พระองค์ท่านพูดอย่างนี้

ทรงพระราชทานนอกจากพระราชดำรัสแล้ว ยังพระราชทานรางวัลในทางยศฐาบรรดาศักดิ์เพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล นั่นก็คือการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในวันฉัตรมงคล ไม่ใช่วันเฉลิมพระชนมพรรษา เพราะว่าในกรณีนั้นก็คือ เป็นโดยอัตโนมัติ เป็นรัฐมนตรี ซื้อเสียงเข้ามาได้ เสนอโดยเลขาฯ ครม.ขึ้นไปได้ อ้ออย่างนั้นไม่นับ

ผมก็สังเกตว่า วันที่เขาเลือกคุณหญิงจารุวรรณขึ้นมา พระองค์ท่านพระราชทานตำแหน่งคุณหญิงให้ ใครจะว่าอย่างไรผมไม่รู้ แต่สำหรับผมแล้วนั่นคือ รางวัลที่พระองค์ท่านพระราชทานให้ น่าสังเกตมาก วันที่วุฒิสภาขับไล่คุณหญิงจารุวรรณออก พระองค์ท่านเลื่อนชั้นคุณหญิงขึ้นอีก 1 ชั้น

คนเป็นนักหนังสือพิมพ์ถ้าหมั่นสังเกตดีๆ แล้วกล้าพอที่จะแสดงออก ก็ย่อมจะเห็นเช่นนี้เหมือนกัน ตำแหน่งคุณหญิง กับตราจุลจอมเกล้าฯ นั้น เป็นเรื่องส่วนพระองค์ที่พระองค์พอพระทัยจะให้ใครก็ให้คนนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องตามขั้นตอน

มีหลายคนในรัฐบาลชุดนี้ เป็นถึงแม้กระทั่งแม่ทัพ ผิดธรรมเนียมประเพณีที่ตัวเองไม่ได้จุลจอมเกล้าฯ ภรรยาก็ไม่ได้คุณหญิง ผิดมาก ลองสังเกตดูดีๆ นี่คือข้อสังเกตคนหนังสือพิมพ์อย่างผม ผมเคยเปิดประเด็นเรื่องคุณหญิงจารุวรรณ ผมไม่ได้เปิดประเด็นทางกฎหมายเหมือนอย่างท่านอาจารย์แก้วสรร เพราะผมรู้ไม่ลึกซึ้ง แต่ผมรู้โดยสามัญสำนึกว่า เอ๊ะ ถ้าแกส่งชื่อไปให้พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธย แต่งตั้งให้เป็น กขค เวลาเขาจะให้พ้น ก็ต้องรอให้พระองค์ท่านโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งด้วยสิ แล้วค่อยเสนอคนใหม่เข้าไป

เปรียบเทียบถ้าพ่อไม่อนุญาต-ไม่กล้าทำเรื่องคอขาดบาดตาย
ทำไมพระองค์ท่านยังไม่ทันโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ก็ส่งคนใหม่เข้าไปทันที ตรงนี้ต่างหากในส่วนตัวของผม ผมถือว่ามันผิดปกติ ผมก็ในฐานะไม่รู้เรื่องราชประเพณี แต่รู้แต่สามัญสำนึก ว่าเวลาผมจะทำอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่ ผมจะพูดกับพ่อผม ให้พ่อผมโอเคเสียก่อน ถ้าพ่อผมโอเคผมถึงจะไปทำ เป็นเรื่องที่คอขาดบาดตาย แล้วนี่ 86 วันมาแล้ว ก็ยังนั่งพนมมือรอโปรดเกล้าฯ อยู่ ถ้าเราพูดถึงความรับผิดชอบของนักการเมืองในเมืองไทย นี่ถ้าเป็นญี่ปุ่น คุณสุชน ชาลีเครือ ต้องนั่งคว้านท้องกลางสนามหลวง นี่คือข้อสังเกตของผมนะครับ

อีกประการหนึ่ง พระเจ้าอยู่หัวใช้เวลา 59 ปี เดินทางไปถิ่นทุรกันดาร พระเสโทออกมาเปียกทั้งตัว ทำงานเหน็ดเหนื่อยเพื่อราษฎรของพระองค์ท่าน 3,000 กว่าโครงการ ที่พระองค์ท่านทำ ริเริ่มโครงการด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ พระองค์ไม่เคยเอาเงินภาษีอากรประชาชนไปใช้ แต่เอาเงินของพระองค์ท่าน ประชากรสิบกว่าล้านคนได้ประโยชน์กับโครงการตรงนี้ พระองค์ท่านสอนให้ประชากรรู้จักพึ่งตนเอง รู้จักตกปลา จะได้เอาปลามากิน พระองค์ท่านไม่เคยเร่ร่อนสัญจรไปเที่ยวสัญญาว่าแจกตรงนี้เท่านี้ จะแจกตรงนั้นเท่านั้น

ย้ำทรงมีพระราชอำนาจแต่ไม่ทรงแสดงออก
"สายลับรายงานให้ถูกๆ นะ ว่าผมพูดอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้นแล้วผมก็เลยถามว่า ถึงจะไม่มีกฎหมาย ...ประชากรพวกเราก็เลยถามต่อ ว่ารัฐธรรมนูญมีหรือไม่มี ด้วยนัยเพียงแค่นี้เราก็ต้องรู้ว่าพระราชอำนาจพระองค์ท่าน ถึงไม่มีเราก็อยากจะให้ ใช่ไหม แต่แท้ที่จริงแล้วพระองค์ท่านมีอยู่แล้ว แต่พระองค์ท่านเป็นคนซึ่งไม่ต้องการแสดงออกในการใช้พระราชอำนาจ

พระองค์ท่านคิดว่ามนุษย์น่าที่จะมีปัญญามากพอที่จะเข้าใจการแสดงออกของพระองค์ท่าน มีปัญญามากพอที่จะอ่านว่า "เลื่อนชั้นคุณหญิงจารุวรรณในวันที่วุฒิสภาไล่ออก" นี่ แปลว่าอะไร ตรงนี้คือพระปรีชาสามารถขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรงนี้ต่างหาก ผมคิดว่าเป็นสิ่งซึ่งประเสริฐ ซึ่งสังคมไทยต้องมี ผมไม่อยากเห็นสถาบันการเมือง กำลังสร้างเงื่อนไขต่อสู้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมไม่อยากเห็นตรงนี้

หลายต่อหลายครั้งพระองค์ท่านแสดงและส่งสัญญาณให้ เมื่อเราตั้งรัฐบาลโดยท่านรองนายกฯ โดเรมอน ซึ่งทำได้ทุกเรื่อง อธิบายได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่สมัยพระเจ้าลิไท มาจนกระทั่งถึงชาติหน้า ท่านรองนายกฯ ท่านเริ่มด้วยการดำเนินการบอกว่า คนใกล้ชิดสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จญาณฯ นั้น เป็นคนซึ่งทุจริต เหตุผลที่ทุจริตเพราะว่าสมเด็จญาณฯ นั้นพระองค์ท่านนั้น เป็นคนซึ่งหลงลืมไปหมดแล้ว เป็นคนซึ่งทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็เลยใช้พระราชบัญญัติการตั้งสังฆราชตามรัฐธรรมนูญตั้งขึ้นมา โดยไม่ได้ใช้ปัญญาคิดว่าข้อที่ 1 มารยาท จารีต เข้าไปกราบทูลฯ พ่อแผ่นดินสักนิดหนึ่งว่าเรื่องมันเป็นอย่างนี้พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ท่านทรงมีความเห็นอย่างไรพระพุทธเจ้าข้า ไม่มีถาม

ตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราชข้ามจารีตไม่ถามพ่อแผ่นดิน
อีกประการหนึ่งก็ลืมสายใยของสังคมไทย ว่าสมเด็จญาณฯ นั้นเป็นพระพี่เลี้ยงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไม่เห็นหัว ไม่เห็นศีรษะ พอตั้งเสร็จ ต้องการที่จะสร้างความชอบธรรม ก็ไปบอกหมอจุฬาฯ ให้ทำรายงานออกมาว่า พระองค์ท่านนั้นเลอะเลือน ทำอะไรไม่ได้ หมอนั้นเขาไม่ยอมทำ เผอิญหมอคนนั้นชื่อนายแพทย์ศักดิ์ชัย ลิ้มทองกุล ก็เลยมีการส่งสัญญาณให้ สมเด็จญาณฯ ก็เสด็จกลับจากโรงพยาบาลจุฬาฯ มาประจำที่วัดบวรฯ วันดีคืนดีสมเด็จญาณฯ ก็ลงทำวัตร ใครเคยบวชต้องรู้ว่าคนที่เลอะนี่ทำวัตรไม่ได้

สอง. วันวิสาขบูชาที่ผ่านมา สมเด็จญาณฯ ลงพระอุโบสถ สาม. เสด็จไปเผาศพ สี่. เสด็จไปอัมพวา แค่นี้มันยังมองไม่ออก ว่ากำลังบอกว่าสมเด็จญาณฯ นั้นมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ถ้าสมเด็จญาณฯ ยังเดินเหิรได้ ยังเสด็จไปพระราชพิธีต่างๆ แล้วรักษาการสมเด็จพระสังฆราชฯ ตั้งขึ้นมาทำไม หรืออย่างดี

อัดเลวมากสร้างเรื่องให้พระสังฆราชสติเลอะเลือน
"เลวที่สุดก็คือว่า ได้เห็นแล้วว่า สมเด็จญาณสังวรฯ ได้ทรงพลานามัยที่เข้มแข็งสมบูรณ์ ปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว ก็ขอยกเลิกรักษาการสมเด็จพระสังฆราช แล้วก็ถวายให้สมเด็จญาณฯ นั้นเป็นองค์ประธานต่อไป แต่ก็ไม่ทำ นี่คือหนังสือพิมพ์สังเกต เพราะฉะนั้นแล้วที่อาจารย์แก้วสรรพูด ที่คุณประมวลพูดนั้น ถูกต้องหมดทุกอย่าง ผมเห็นด้วย ผมเป็นเพียงแต่เก่งในเรื่องของการยกตัวอย่าง

ผมก็สงสัยอยู่ข้อเดียวเท่านั้นเอง ว่ามันจะเป็นจะตายกันตรงไหนหนา ถ้าหากมันจะจบกันด้วยการที่เอาคุณหญิงจารุวรรณกลับมาเป็นผู้อำนวยการ สตง.สิ ก็จบ มันจะทำให้มีคนตายกันเชียวหรือ หรือมันจะทำให้โครงการต่างๆ มันจะพังทลายกันไป หรือมันจะทำให้เกิดมีอาการของการส่งเรื่องเข้า ป.ป.ช.มากขึ้น"

ผมได้รับเชิญไปพูดที่ศาลฎีกา แผนกนักการเมืองเมื่อเร็วๆ นี้ที่โรงแรมแกรนด์เชอราตัน ท่านผู้พิพากษาอาวุโส ซึ่งได้พิพากษาคุณรักเกียรติ สุขธนะ บอก คุณสนธิ พวกเรานี่อึดอัดใจ ถ้า ป.ป.ช.ไม่ส่งเรื่องมา เราไม่มีงานทำ เพราะฉะนั้นแล้วศาลฎีกา แผนกนักการเมือง จะมีสิทธิ์ทำงานได้ก็ต่อเมื่อ ป.ป.ช.ส่งมา นั่นคือที่มาของการต้องครอบงำ ป.ป.ช. เอาหอมปากหอมคอ พอแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน

"ประมวล"ถล่มซ้ำบริหารราชการแบบบริษัทอาณาจักร
ประมวล รุจนเสรี : นายประมวล ซึ่งได้กล่าวสนทนาในรอบที่สอง อีกว่า กระผมคงสุดปัญญาที่จะชี้แนะทางออก แต่อยากชี้อะไรให้เห็นอีกมุมหนึ่ง โดยประสบการณ์ที่กระผมอายุ 66 ปี ผมมองกระบวนการคิดของการบริหารราชการในประเทศไทย เป็นเรื่องที่ปรากฏชัดเจนที่เกิดกระบวนการคิด 2 กระบวนการ คือ

1. กระบวนการคิดบริหารราชการแผ่นดิน แบบพระราชอาณาจักร
2. อีกแบบเป็นแบบบริษัท อาณาจักร

อันนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจริง ผมไม่ได้กล่าวร้าย ผมจะชี้เรื่องพระราชอาณาจักรให้ดูก่อน ความคิดที่ว่าประเทศไทยเป็น เดอะ คิงดอม ออฟ ไทยแลนด์ และตั้งแต่รัฐบาลไหนๆ มาในอดีต เขายึดถือตรงนี้มากว่าแนวทางบริหารราชการแผ่นดินจะต้องดำรงความเป็นพระราชอาณาจักร ไม่ใช่ดำรงความเป็นบริษัทอาณาจักร คำว่าพระราชอาณาจักรตรงนี้จะต้องมองการบริหารแผ่นดินรอบด้าน โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง จะต้องชูให้เห็นชัดว่าสิ่งที่เกิดกับบ้านเมืองเรา ที่ทุกข์ใหญ่แผ่นดินคือเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้วันนี้ ยังไม่เห็นการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมและมีสัญญาณบอกเหตุว่า ถ้าแก้ไม่ได้มีโอกาสเสียดินแดนสูงและถ้าเป็นพระราชอาณาจักร คิดถึงพระเจ้าอยู่หัวฯ จะทรงรู้สึกอย่างไร

ในประวัติศาสตร์พระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 5 ทรงเสียพระทัยที่ถูกจักรวรรดินิยมแบ่งดินแดนเราไปครึ่งต่อครึ่ง วันนั้นอำนาจจักรวรรดินิยมล้นฟ้าล้นแผ่นดิน ต้องยอมเสียดินแดนบางส่วนเพื่อรักษาเอกราชให้พวกเราไว้ แต่วันนี้มันไม่มีอำนาจอะไรมากกว่านั้น เป็นเพียงเริ่มต้นด้วยโจรกระจอกและพัฒนาจากโจรเป็นเรื่ององค์กรอิสลามโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง คนไทยหนีไปพึ่งใบบุญมาเลเซีย ตรงนี้ถ้าเป็นพระราชอาณาจักรบริหารประเทศถือเป็นทุกข์ใหญ่แผ่นดิน ถ้าเสียในรัชกาลที่ 9 คิดไหมว่าพ่อของเราจะเสียใจเท่าไร นี่จุดที่ 1

เตือนมององค์รวมอย่าแค่เศรษฐกิจโต แล้วการเมือง-สิ่งแวดล้อมพัง
จุด 2 ในเรื่องบ้านเมือง ถ้ามองแบบราชอาณาจักรจะมองเป็นองค์รวมหมด ไม่ใช่เศรษฐกิจโตอย่างเดียว การเมืองพังพินาศ สิ่งแวดล้อม สังคมเหลวทุกอย่าง วันนี้ประเทศไทยเหมือนล้อ 4 ล้อไม่เท่ากัน ทุ่มเทเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าคิดแบบฐานความคิดในการที่จะให้เมืองไทยเป็นราชอาณาจักร ต้องคิดอีกอย่าง สิ่งสำคัญต้องเทิดทูนพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นองค์อธิปัตย์จริงหรือเปล่า ถ้าคิดถึงต้องเทิดทูนและสิ่งที่เป็นลูกโซ่คือ

พระองค์ตรัสอะไร พระองค์มีพระราชปฏิภาณในการบริหารราชการแผ่นดินที่เรียกว่า พระปฐมบรมราชโองการ เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ตรงนี้ถามว่าเป็นธงชัยแผ่นดินใช่ไหม ถ้าคิดแบบบริษัทจะมองตรงนี้ไหม นั่นหมายความว่าจะเกิดการเชิดชูสถาบันองค์พระมหากษัตริย์ องคมนตรีก็ดี องค์กรอิสระก็ดี ถวายคืนท่านได้ไหม นี่คือคำถามและเราจะเชิดชูถึงพระราชอำนาจของพระองค์ เชิดชูพระราชดำรัส พระราชดำริ

โดยเฉพาะเรื่องความพอเพียง ต้องการให้คนไทยอยู่อย่างพอเพียงหรืออยู่อย่างฟุ่มเฟือย อยู่อย่างเศรษฐกิจฟองสบู่ และท้ายสุดจะไปสู่เมืองไทยภายใต้แนวคิด ถือเอาพระราชอาณาจักรเป็นแนวทาง จะสร้างแผ่นดินไทยให้เป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองได้อย่างไร

นี่เป็นกระแส กระบวนการคิดที่มา เหมือนจะไปเชียงใหม่ต้องมุ่งไปเชียงใหม่ แต่อีกกระบวนจะลงใต้เป็นการคิดแบบบริษัท บริษัทจำกัดด้วยไม่ใช่มหาชน ท่านคิดดู ผมไม่ได้พูดว่ากล่าวหาใคร แต่มีคำพูดของคนสำคัญเมื่อพฤศจิกายน 40 พูดว่าบริษัทคือประเทศ ประเทศคือบริษัท จะมีวิธีบริการเหมือนกัน และพูดต่อเมื่อพฤศจิกายน 43 การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจะอยู่ที่ธุรกิจเป็นหลักนั่นคือเอกชน เพราะหากธุรกิจอยู่ไม่ได้เศรษฐกิจก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้นจึงจำเป็นให้ไปตามกลไกตลาด เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาลจะต้องเข้าใจคำนิยามของกลไกการตลาดใหม่คือ

บริหารประเทศแบบธุรกิจคิดแต่แสวงหากำไร
ถ้ามองแบบธุรกิจจะชี้ให้ดูว่า สิ่งที่ธุรกิจต้องการกำไร รายได้เป็นตัวหลัก และแนวคิดตัวนี้แหละสอดรับกับผู้หลักผู้ใหญ่มาพูดวันที่ 8 สิงหาคม บอกว่า economy เหมือน politics เศรษฐกิจเหมือนการเมือง เศรษฐกิจเริ่มต้นด้วยทุนนิยม, การเมืองเริ่มด้วยประชาธิปไตย, ทุนนิยมเป็นเรื่องธุรกิจ, การเมืองเป็นเรื่องรัฐบาลและพรรคการเมือง, ธุรกิจทำบริหารด้วย M 4, การเมืองเริ่มด้วยการกรุ๊ปปิ้ง(grouping), เศรษฐกิจเริ่มด้วยการควบรวม, การเมืองควบรวมพรรค.

ท่านคิดดูนี่คือสิ่งที่ปรากฏจริง แล้วเศรษฐกิจจะไปพูดเรื่องสเกล ขนาด ความรวดเร็วเหมือนกัน บริหารราชการแผ่นดินก็จะเจอแต่อภิมหายักษ์โครงการ และทำด้วยความรวดเร็ว คือแนวคิดมาอย่างนี้ เราจะเห็นสิ่งที่เราได้เห็นเพิ่มทุน มีการเพิ่มทุนชาติ ด้วยการพยายามแปรรูปรัฐวิสาหกิจ มีการพยายามตั้งกองทุนหมู่บ้าน มีการเพิ่มทุนชาติด้วยพักชำระหนี้เกษตรกร มีการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน

"พอพูดเรื่องทุน ก็พูดเรื่องการตลาด การตลาดเราจะเห็นว่านโยบายประชานิยมคือการตลาด โครงการโค 1 ล้านตัว, SML, 30 บาทรักษาทุกโรค, จะเห็นว่าเมื่อตั้งกระบวนเป็นบริษัทแล้ว มันจะดำเนินมาในทางธุรกิจแนวคิดต่างๆ ทีนี้การจัดการเป็นการรวมศูนย์ ซีอีโอทั้งในพรรค ในสภาฯ ในรัฐบาล ท่านวาดภาพนึกออกใช่ไหม การควบรวมพรรค นโยบายการตลาด ทำให้พรรคได้คะแนนนิยมสูงสุด ใช้ความนิยมสูงสุดเป็นความชอบธรรมที่จะดึงองค์กรต่างๆ มาอยู่ในอาณัติให้มากสุด และที่สำคัญคือออกกฎหมาย ใช้กฎหมายเอื้อประโยชน์ ความสะดวกต่อสิ่งที่ต้องการสร้าง

ยกกรณีตัวอย่าง CTX ซีทีเอ็กฟันกำไรเป็นทอดๆอย่างชอบธรรม
วันนี้เราจึงเห็นความพยายามที่จะเอา ขยายตลาดหลักทรัพย์ให้มีวอลลุ่มสินทรัพย์ ให้ได้เท่ารายได้ประชาชาติทั้งประเทศและมีแผนจะเป็น 2 เท่า 3 เท่า เพราะเชื่อว่าทำอย่างนี้จะให้เศรษฐกิจโต แต่เศรษฐกิจโตพอมาถึงเรื่องบริหารจัดการ การสร้างพัฒนาต่างๆ พยายามคิดเรื่องใหญ่ๆ โตๆ และเพื่อสร้างสปีดขึ้นมา ก็ใช้วิธีพิเศษใช้วิธีการต่างๆ ออกระเบียบการซื้อการจ้าง ท้ายสุด มีคำพูดคำ ทุกฝ่ายได้ ได้ มันทำให้เห็นกระบวนการ CTX ที่มีคนกำไรเป็นทอดๆ และการมีกำไรทอดๆ กลายเป็นความชอบธรรม ฉะนั้นผมไม่รู้จะพูดอย่างไร

วันนี้คนไทยต้องการให้บริหารจัดการแนวทางพระราชอาณาจักรเหมือนเดิม เป็นคำถาม ตอบไม่ได้ ถ้าผมให้ดำเนินการตามแนวพระราชอาณาจักร โดนค้านแน่ว่าล้าสมัย แต่ถ้าบอกเป็นบริษัทอาณาจักร ท่านก็เห็น 4-5 ปีเป็นอย่างไร ฉะนั้น เรื่องพระราชอำนาจที่เราพูดกัน มันเป็นประเด็นที่ความคิด ผมคงไม่สามารถแก้ให้คิดอย่างนี้ เปลี่ยนอย่างนี้ หวังอย่างเดียวว่าสิ่งที่พูด ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องลองกลับไปคิดซิว่า paradigm ที่ท่านสร้างเป็นบริษัทแห่งประเทศไทย ถูกหรือผิด ถ้าผิดท่านแก้ หันเครื่องบิน หันรถไฟจากสงขลาขึ้นเชียงใหม่แทน อย่าเดินทางของบริษัทจำกัดอย่างนี้

ถ้าถามว่าพระราชอำนาจ พระราชอาณาจักร ซึ่งเป็น The Kingdom of Thailand เป็นมาช้านาน 600-700 ปี เรามองทุกอย่าง มองทั้งเรื่องดินแดน การบริหาร ประชาชน แต่ถ้าบริษัทท่านจะมองว่าจะทำให้เศรษฐกิจโตอย่างไร โตแล้วเหมือนฝนตกห่าใหญ่ บางคนบอกว่าใครมีภาชนะใหญ่รับได้มาก ใครมีน้อยรับได้น้อย นี่มันไม่ใช่ปรัชญาบริหารประเทศ มันเป็นปรัชญานักธุรกิจครับ ขอบคุณครับ

"แก้วสรร"ชี้ คตง.วินิจฉัยโดยไม่มีฐานอำนาจรองรับ
แก้วสรร อติโพธิ : ด้าน นายแก้วสรร กล่าวอีกครั้ง ว่า แบบนี้ก็ดี เล่นแบบดาวลูกไก่ เราก็ต้องเชิญฟังรอบ 2 ต่อไป รอบ 2 จะเป็นอย่างนี้ คือผมขอเคลียร์ก่อน จุดของผม ผมคิดอยู่หนักว่าจะมาหรือไม่ ผมวิตกว่าจะมีปัญหาความแตกต่าง ความคิดเห็นทางการเมืองในเรื่องนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน แล้วมาโยงกับปัญหาล่วงพระราชอำนาจรึเปล่า ในที่สุดผมคิดตก มันไม่ใช่เรื่องที่ผมจะไปมีปัญหาอย่างนั้น ผมมีหน้าที่มารายงานท่านว่าปัญหาส่วนที่ผมรับผิดชอบ ส.ว.มันเกิดอะไร อาจจะมีข้อเสนออะไรบ้างบางอย่างตอนท้ายนิดหน่อย

ในส่วน ส.ว.ผมรายงานท่านไว้ คือ ในฐานะที่ทรงใช้อำนาจแทนปวงชน สิ่งแรกที่ทรงมีพระราชอำนาจตรวจ คือว่า คุณทำตามขั้นตอนกฎหมาย ทำตามรัฐธรรมนูญรึเปล่า ตัวนี้ก่อนครับ สำหรับเรื่อง คตง. ผมว่าปัญหามันชัดในทัศนะของผม ผมคิดว่าเป็นการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีฐานอำนาจในทางรัฐธรรมนูญเลย รัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยสถานภาพบุคคลให้พ้นมันต้องบัญญัติไว้ อย่างเช่น ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรีทำผิดนั่นผิดนี่แล้วศาลวินิจฉัย

ส่วนปัญหาด้านหน้าที่อย่างที่ผมบอกเป็นเรื่องระหว่างองค์กร ขั้นตอนไม่ตรงกัน แล้วเถียงกัน มันต้องมีคนกลางตัดสิน แต่การที่ศาลรัฐธรรมนูญไปบอกว่าต่อไปนี้ ไปตีความว่า ถ้าใครมีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ มีปัญหาการใช้อำนาจหน้าที่มาฟ้องกูเลย ตรงนี้ตายแล้วครับ ในทางราชการแผ่นดิน จากโครงสร้างรัฐธรรมนูญถ้าเราให้มีใครคนนึง ซึ่งไม่ต้องรับผิดชอบต่อชาวบ้านอะไรทั้งสิ้น แล้วเที่ยวชี้อันนี้ผิด อันนี้ผิด ไปทำเอฟทีเอก็ผิด เพิกถอนมติ ครม.ก็ได้ สภาผู้แทนอะไรก็ได้. ไม่ได้ เผด็จการศาลรัฐธรรมนูญไม่มีใครยอมในโลกนี้

ระบุล่วงละเมิดรัฐธรรมนูญ-คิดว่าเป็นดาวฤกษ์ทำอะไรก็ได้
เพราะฉะนั้นประเด็นสำหรับผม ผมคิดว่า เรื่อง คตง. มันถ้าจะแก้ต้องแก้ตรงศาลรัฐธรรมนูญ ว่าคุณไม่มีฐานทางกฎหมายอะไรทั้งสิ้น แล้วทรงมีพระราชอำนาจตรวจอยู่ไหน ตัดสินอะไร ไม่เห็นมีคำตัดสิน อาศัยอำนาจตามกฎหมายอะไรในรัฐธรรมนูญก็ไม่มี เพราะฉะนั้นส่งคืนวุฒิสภาทบทวนให้ดี แค่นี้เอง แล้วมีอำนาจ ทรงมีพระราชอำนาจสมบูรณ์ที่สุด

มันไม่ใช่เรื่องคุณหญิงจารุวรรณเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ไม่ใช่ว่าเรื่องทรงโปรดคุณหญิงหรือไม่ทรงโปรดคุณหญิง หรือทรงโปรดคุณวิสุทธิ์ หรือไม่ทรงโปรด ไม่ใช่นะครับ ผมว่าจุดนี้ต่างหากที่เป็นปัญหา คือมีการล่วงละเมิดรัฐธรรมนูญ มีคนคิดว่าตัวเองเป็นดาวฤกษ์ทำอะไรก็ได้ เท่านั้นเอง

ผมคิดว่าปัญหาอยู่ตรงนี้ แล้วถ้าเป็นอย่างนี้จริงๆ ถ้าทรงพระราชทานคืนมาก็เป็นหน้าที่ของ คตง.ก็ดี ของวุฒิสภาก็ดี ต้องวินิจฉัย หารือกันว่าจะทำยังไงต่อไป ก็แค่นั้น ทีนี้ถามว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง คนทำงานไปปีกว่าแล้ว แล้วยังมาตัดสินหางแหย่น้ำ แล้วรับลูกกันเป็นทอดๆ นี่คือปัญหา ปัญหาที่มันเกิดขึ้นคืออันนี้ เพราะฉะนั้นบรรดาองค์กรอิสระ อาจารย์มอบให้ผมกล่าวไว้ แล้วองค์กรอิสระเหล่านี้ไม่ถูกครอบงำอยู่ในที่ในทาง ทำงานให้มีสติปัญญา มีคุณธรรมมันก็ไปได้ แต่ปรากฏว่า บรรดาองค์กรอิสระเหล่านี้ ซึ่ง กกต.สั่งอะไร ยุติเด็ดขาดเลยนะครับ ป.ป.ช.ก็เหมือนกัน

"ปรากฏว่าองค์กรอิสระเหล่านี้กลายเป็นดาวพระเคราะห์ของผู้ที่คิดว่าตัวเองเป็นดาวฤกษ์ ชิบหายแน่ ต้องใช้คำนี้ ขออภัยนะครับ ชิบหายจริง ทำอะไรไปไม่มีถูกมีผิด มีลูกรับไปหมด ทำตามกฎหมาย กฎหมายกลายเป็นเรื่องรับรองการกระทำที่เลวบัดซบ เพราะฉะนั้นไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตาม ผมไม่อยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้น ถ้ามีการทำอย่างนี้ในกรณีคุณหญิง ทรงมีพระราชอำนาจสมบูรณ์ที่จะแก้ไข เพราะทรงใช้อำนาจแทนปวงชนชาวไทย ใช้อำนาจโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขชาวสยาม เกมครับ มีอะไรเถียง ไม่มีฐานเลย อธิบายไม่ได้ คนดำรงตำแหน่งปีกว่าเลื่อยเค้าออกได้ยังไง บอกศาลไหนๆ ศาลไหน มาตราไหน ตอบไม่ได้ ก็ต้องไป"

เพราะฉะนั้นมัน ก็อยากจะสรุปตรงนี้ว่า ผมคิดว่าโดยเฉพาะเรื่อง คตง. เฉพาะเรื่องฐานกฎหมายก็ขาดแล้ว ส่วนเรื่องโผทหารผมไม่มีความรู้ ไม่ได้เกี่ยวข้อง ได้แต่ลุ้นเท่านั้นเอง ขอให้เป็นไปโดยสมเหตุสมผล 5 เสือ ตำแหน่งยักษ์ๆ ทั้งนั้น เปลี่ยนทีเดียวทั้งชุด ผมหวังว่า ท่านนายกฯ ก็ดี สภากลาโหมก็ดี รวมทั้งองค์พระประมุขจะช่วยกันทำกองทัพให้เดินไปด้วยดี ถ้ามีอะไรไม่เหมาะ ไม่สม ผิดธรรมเนียมประเพณีก็ทรงมีพระราชอำนาจทั้งปวงที่จะทักท้วงติติง เนื่องจากไม่รู้อะไรมากก็ไม่อยากพูด พูดมากก็ไม่บังควร ขอรายงานส่วนของ ส.ว.ไว้เท่านี้

ระบุไม่ทรงใช้อำนาจแต่ดึงเรื่องไม่แต่งตั้ง
ทีนี้เพราะฉะนั้น ถามก็ตอบ อาจารย์นครินทร์ ไปแล้วนะครับว่าโครงสร้างรัฐธรรมนูญใหม่มันมีกระบวนการเกิด กกต. ปชป.อะไรต่างๆ แล้วกราบทูลไป สิ่งแรกกระบวนการมันผิดพลาดไม่เข้าเรื่อง ทรงมีพระราชอำนาจแน่นอน ปัญหาต่อไปคือ ป.ป.ช.ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เสร็จแล้วถ้าถวายไปบอกไอ้นี้มีความชั่วเป็นที่ประจักษ์จะทำยังไง ตรงนี้ผมว่า ตราบใดที่ทรงใช้อำนาจอย่างมีหลักฐาน มีเหตุผล มีความชอบธรรม ผมว่านั่นหละคือสิ่งที่เราต้องการให้พระองค์ท่านทรงคุ้มครองเรา

ในทัศนะผมที่เป็น ผมนี่โต 14 ตุลา เพื่อนผมเจ็บ 6 ตุลา พฤษภาทมิฬแทบแย่ ผมคิดว่าถ้ามีสถาบันที่อยู่พ้นการเมือง ประสบการณ์ยาวไกล ใช้อำนาจโดยธรรม และเพื่อประโยชน์ชาวบ้าน และมีเหตุมีผลที่อธิบายได้ ผมว่าคำตอบมันง่าย แต่ถ้าเป็นเรื่องพระองค์ทรงโปรดคนนั้น คนนี้ ผมไม่เคยเห็นทรงใช้อำนาจอย่างนั้น ผมไม่เคยเห็น อันนี้เป็นเส้นเขตแดนที่ผมโตมาใต้พระบารมีผมยังไม่เคยได้ยินอันนี้ เคยเห็นพวกซ่อนหางแล้วถูกท่านดึงหางได้แล้วท่านไม่แต่งตั้งเท่านั้นเองเท่าที่สดับตรับฟังมา

ท้ายสุดพี่มวลบอกว่า บริษัทจำกัด บริษัทอาณาจักร หรือราชอาณาจักร มัน คือเรากำลังเข้าสู่ยุคโกลาหลนะ ผมจะเตือน ทั้งทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ นิ่งๆ อย่ามองแค่รัฐบาลทักษิณ มองให้ยาว ว่าเราจะอยู่กันอย่างไร มันมีคำกล่าว ข้อเขียนของท่านอาจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย เขียนไว้ในตอนจะเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา ท่านผู้นี้เป็นปรมาจารย์อาวุโสของคณะผมนี่แหล่ะ ผมอาจารย์สมยศ ตั้งแต่นั้นเลย ลูกศิษย์ท่านทั้งนั้น ท่านเป็นนักกฎหมายรัฐธรรมนูญ

หนังสือนี้ได้ออกมาในขณะที่นักวิชาการบางท่านกำลังต้องการทดลองสิ่งใหม่ๆ เช่น เขาต้องการให้พระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจโดยพระองค์เองบ้าง ทรงแต่งตั้งสมาชิกรัฐสภาโดยพระองค์เองบ้าง ทั้งนี้โดยท่านเหล่านี้ขอให้เลิกความคิดที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นกลางในทางการเมืองเสีย ข้าพเจ้าเห็นว่า ในขณะที่ประเทศไทยกำลังฟันฝ่าอุปสรรค ต่อสู้กับศัตรูทั้งภายนอกภายในเช่นนี้ อย่าเอาการเมืองมาพัวพันยุคลบาทให้เป็นมลทินเลย ขอให้รักษาสถาบันการมีพระมหากษัตริย์ให้เป็นที่เคารพสักการะตลอดไป จนกาลปาวสานเถิด ส่วนความคิดอีกความคิดหนึ่ง ก็คือเรียกร้องที่จะให้ราษฎรเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ผมไม่ได้มองพี่มวลนะ ผมเข้าใจพี่คงนึกถึงใคร ผมไม่ทราบ

เตือนระวังข้อเสนอให้เลือกนายกฯ โดยตรง
ส่วนอีกความคิดอีกความคิดหนึ่งก็คือ เรียกร้องที่จะให้ราษฎรเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ข้าพเจ้ามองไม่เห็นว่า ตราบใดที่เรามีประมุขแห่งรัฐเป็นพระมหากษัตริย์ เราจะให้ประชาชนเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีเป็นประมุขแห่งรัฐบาลได้อย่างไร และถ้าปรากฏว่าประชาชนเลือกตั้งผิดไป ใครจะเป็นผู้ถอดถอนนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนเลือกตั้ง บางท่านที่มีความคิดเห็นว่า ถ้านายกรัฐมนตรีไม่ดี ก็ถวายให้ปรับพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ที่จะทรงถอดถอนตามพระราชอัธยาศัย ข้าพเจ้าก็คิดว่าการกระทำเช่นนั้นจะเป็นการสร้างข้อขัดแย้งขึ้นโดยไม่เป็นผลดีแก่ฝ่ายใดเลย และผลแห่งการค้นคว้าของข้าพเจ้านั้น แบบอย่างของรัฐธรรมนูญที่ดีก็คือการมีระบบประชาธิปไตยภายใต้พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผมคิดว่าผมเดินทางนี้นะครับ ขอบคุณครับ

รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ดำเนินการสนทนา กล่าวขอบคุณอาจารย์แก้วสรรนะครับโดยกล่าวว่า สรุปได้ตรงประเด็น แล้วก็มีทางออก ความจริงมีหลายท่านส่งโน้ตขึ้นมาว่าทางออกคืออะไร อาจารย์แก้วสรรพูดให้เราฟังชัดเจนว่า อันนี้อยู่ในเขตของพระราชอำนาจ แล้วก็เขตพระราชอำนาจที่จะตรวจและเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่พอเหมาะพอควร

ยุ "ประมวล"มีซักฟอกให้โหวตสวนมติพรรค
ผมเข้าใจว่าท่านอาจารย์แก้วสรร ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ไม่ได้นัดหมาย หยอดเรื่องโผทหารเข้ามาไว้ด้วย ก็เป็นเรื่องที่อึมครึมพอๆ กับเรื่องคุณหญิงจารุวรรณ

เมื่อพูดถึงตรงนี้ นายแก้วสรรได้แทรกขึ้นว่า เมื่อกี้ลืมนึกไป จะบอกพี่มวลอย่าง คือถ้าเรา ท่านต้องถามนะฮะ ว่า ส.ส.กับ ส.ว. ปล่อยให้เกิดอย่างนี้ขึ้นได้อย่างไร เพราะฉะนั้นถ้ามีอภิปรายไม่ไว้วางใจอีกนะพี่มวลนะ โหวตสวนมันเลย อย่าไปกลัวพี่ พวกเรามีหน้าที่ต้องไม่ให้ทรงหนักพระทัย แล้วการที่อยู่ในพรรคการเมือง มันไม่ใช่กรงพี่ ฝากบอกท่านเหนาะด้วย ขอบคุณฮะ

ด้าน นายสนธิ กล่าวในรอบที่สามอีกครั้งว่า ความจริงเรื่องโผทหารก็เป็น..เดี๋ยวนี้การเมืองเป็นการสร้างภาพ ใครขยันพูด ใครขยันออกทีวี ประกอบไปกับความด้อยปัญญาของสังคมไทย ก็เลยทำให้คนที่รู้จักฉกฉวยสร้างภาพให้ตัวเอง โกหกได้รายวัน โกหกวันนี้ พูดวันนี้ พรุ่งนี้ไม่ตรงกันก็ช่างมัน เพราะว่าพูดใหม่ คนไทยพรุ่งนี้ก็ลืมเรื่องเมื่อวานแล้ว

วันนี้หนังสือพิมพ์ผู้จัดการมีการ์ตูนหน้าหลังที่คลาสสิกมาก ไม่ทราบใครเห็นหรือเปล่า คือเป็นรูป 2 รูป รูปแรกอยู่ที่ชายแดนมาเลเซีย โดยที่เจ้าหน้าที่มาเลเซียเขาก็เห็นคนไทยหอบผ้าหอบผ่อนจะยกข้ามมา เขาบอก อ้าวคุณมาอยู่ทำไม คุณไม่ใช่มุสลิมนี่ ไอ้พวกนี้มันก็บอกว่า ผมเป็นคนเมืองนนท์และลาดพร้าว กำลังหนีไปมาเลเซีย ขอใช้รถไฟฟ้า ก็คือ จริงๆ มันเป็นความขำขันที่มันเจ็บปวดมาก เพราะว่ามันสะท้อนถึงการที่ การเมืองไทยทุกวันนี้กลายเป็นการเมืองที่พูดอะไรก็ได้ ขอให้ตัวเองได้คะแนน ส่วนจะทำหรือไม่ทำ ช่างมัน เพราะตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าคนไทยโง่ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งน่าสนใจมาก

ความจริงก่อนผมจะมาที่นี่ ขออนุญาตอาจารย์สุรพลนิดหนึ่ง ผมก็พูดกับพรรคพวก โลกนี้มัน ironic มากนะ ตลกที่สุดในโลก ผมนึกไม่ออก เพราะว่าธรรมศาสตร์นี่เป็นขาประจำราชวงศ์นะ แต่กลับมาจัดสัมมนาเพื่อที่จะแสดงความรักถึงพระราชอำนาจ ในขณะซึ่งจุฬาฯ นี่โหนราชวงศ์มาตลอดชีวิต แต่เงียบกริบเลย ก็แสดงว่า ลึกๆ แล้วในที่สุดธรรมที่แท้จริงก็คือธรรมศาสตร์

ชี้กดดันพระราชอำนาจ-ผิดสังเกตโผทหารล่าช้า
เรื่องโผทหารเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก คือถ้าท่านผู้มีเกียรติหมั่นสังเกตกระบวนการให้ดีๆ ท่านผู้มีเกียรติจะสังเกตความผิดปกติ ในชีวิตการทำหนังสือพิมพ์มาได้ 30 ปี ผมอาจจะอาวุโสน้อยกว่าพี่ป๋อง ที่นั่งอยู่ในที่นี้ พี่พงษ์ศักดิ์ พยัคฆวิเชียร แต่ผมก็เป็น ในประเทศไทยคงไม่เกิน 1 ใน 5 มั๊ง ที่อาวุโสที่สุดในประเทศไทย แต่ว่าบางทีแก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน การอาวุโสไม่ได้หมายความว่า จะเคารพหรือไม่เคารพนะ ผมไม่เคยเห็น 30 ปีที่ทำหนังสือพิมพ์ ไม่เคยเห็นโผทหารครั้งไหนที่ไม่มีการโปรดเกล้าฯ นานถึง 22 วัน ผมเคยเห็นนานที่สุด 48 ชั่วโมง แต่ครั้งนี้ 22 วัน

ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง คือวันแรกที่ส่งไปปั๊บ เข้าใจว่าวันพฤหัสฯ วันศุกร์ไม่ตกลงมา วันเสาร์ท่านนายกฯ ดันไปนัดว่าที่ที่ท่านตั้งเนี่ย ตีกอล์ฟ สำหรับผมแล้วถือว่าไร้มารยาท เพราะว่าโดยมารยาทแล้วต้องไม่แสดงออก การไปแสดงออกเช่นนี้ อุปมาอุปไมย เปรียบเสมือนเป็นการสร้างความกดดันให้กับพระองค์ท่าน คล้ายๆ ไปมองว่าพระองค์ท่านเป็นตรายาง ไม่ได้ โดยมารยาททำไม่ได้ โดยจิตสำนึกก็ทำไม่ได้ โดยความรู้สึก ถ้าคิดว่าพระองค์ท่านเป็นพ่อของแผ่นดิน ยิ่งทำไม่ได้ใหญ่ นั่นข้อที่สอง

ข้อที่สาม คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ จุฬาฯ เลขาฯ ครม. ซึ่งท่านเขียนหนังสือเรื่องพระราชอำนาจมา ท่านยกย่องพระราชอำนาจ ท่านออกมาพูดเลย เป็นของปกติ อีกไม่เกิน 7 วัน 10 วัน ก็เซ็นออกมาแล้ว แน่ะ ไปสั่งในหลวงว่า อีก 10 วัน 15 วัน ก็เซ็นออกมาแล้ว ไปอ่านหนังสือพิมพ์ดู เวลาอ่านให้คิดตามคำพูดเขาไปด้วย อย่าไปอ่านเพียงเพื่ออ่าน เสร็จเรียบร้อยแล้วพอมีคำพูดออกมาแล้ว ท่าน พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ท่านมาเหนือเมฆ ท่านบอกว่าโผทหารนายกฯ เซ็นแล้ว ใครจะกล้าเปลี่ยน นี่เป็นหมัดชุดเลยนะ

นี่ถ้าเป็นเฮอริเคนแคทรินา สงสัยลมอันนี้ไปถึงหัวหินแน่ ไม่ถูก แต่ละเรื่องๆ อาจจะพูดโดยไม่เจตนา แต่คนระดับนั้นต้องไม่ใช้ปากเหมือนอย่างอื่น ต้องรักษามารยาทเอาไว้ให้ดี แล้วท่านนายกฯ ยังพูดต่ออีก ด้วยความที่ท่านไร้เดียงสา หรือท่านไม่เจตนา ท่านบอกว่า ถ้าท่านเข้าเฝ้าฯ เอง ทูลเกล้าฯ เอง ถวายเอง เรื่องก็จบไปแล้ว แล้วหลังจากนายกฯ ก็เข้าเฝ้าฯ จริง แล้วมันจบหรือเปล่า นี่ไง คือถ้ามีปัญญาสักนิด ศึกษาแต่ละเรื่องดูแล้ว จะเห็นว่าวันนี้ที่มาพูดเรื่องพระราชอำนาจนี่ถูกต้องที่สุด

เผยคนไร้รสนิยมร่อนใบปลิวด่าในที่ประชุม
แล้วเมื่อวานนี้ ไอ้คนไร้รสนิยมก็เขียนทำใบปลิวไปแจกที่สภาผู้แทนราษฎร ด่าโคตรพ่อโคตรแม่ผม "ไอ้ชาติชั่วตัวนี้มือมันถือสาก ปากมันถือศีล ทำตัวเป็นสัพพัญญู รู้แม่งทุกเรื่อง ความจริงมันผู้นี้ไม่มีค่าพอที่จะเขียนถึงมัน แต่รู้สึกรำคาญ ทั้งหมั่นไส้ และทุเรศไอ้ผีปอปตนนี้ เพราะมันชอบแสดงโวหารหลอกชาวบ้านอยู่ช่อง 9 ทุกวันศุกร์ ไอ้ตัวนี้บ้ากามนะ สาวสโรชา ระวังตัวให้ดี วันไหนมันจะทำให้น้ำตาเช็ดหัวเข่าก็จะรู้สึก ไอ้ชาติหมาสนธิดีขึ้น ไอ้ธิ มึงระวังตัวให้ดี กูจะเอาเลือดหัวมึงมาล้างตีน นี่เป็นการเตือนครั้งแรก เพราะมึงเหิมเกริมมากแล้ว กูนั่งเฝ้าดูมึงมาตั้งนาน เดี๋ยวนี้ชักเอาใหญ่ เอาเจ้าแผ่นดินมาเล่น กูยอมไม่ได้ ไอ้ชาติชั่ว มึงขายตัวกูไม่ว่า แต่มึงเอาใหญ่ เหลิงจนเอาเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินมาขาย พวกกูจะตัดหัวมึง 7 ชั่วโคตร สาปมึงให้เป็นบัณเฑาะก์แสนชาติ" คืออย่าไปตกใจกับเรื่องพวกนี้ คือเป็นปฏิกิริยาธรรมดา

นี่เป็นปฏิกิริยาของฝ่ายปฏิกิริยาที่ไม่สามารถที่จะตอบคำถามในที่สาธารณะได้ เพราะว่าหน้าที่ของสื่อมวลชนเป็นหน้าที่ที่ตั้งคำถาม หน้าที่รัฐบาลหรือหน้าที่ใครก็ตาม จะต้องเป็นคนตอบคำถาม ถ้าตอบคำถามได้เรื่องก็จบ แต่ถ้าตอบคำถามไม่ได้ คำถามก็มีอยู่ว่าทำไมถึงตอบไม่ได้ เพราะว่าสิ่งที่ถามนั้นเป็นแต่ละเรื่องซึ่งมีเหตุมีผล ถ้าจะเถียงกับผมก็เถียงกันด้วยเหตุผลที่เราอภิปรายกันทุกวันนี้ ใช่ไหมฮะ เพราะฉะนั้นถ้าจะไปเถียงกันด้วยเหตุผลซึ่งคุณคิดว่าเพราะว่าผมไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ มันไม่เกี่ยวกับผมแล้ว หน้าที่ของผม อาชีพของผมมันเป็นเช่นนี้ หรือว่าหน้าที่ของท่าน ส.ว. ท่านอาจารย์ ท่านก็เป็นหน้าที่อย่างนี้ ท่านก็วิพากษ์วิจารณ์ออกมา ด้วยเหตุด้วยผลเช่นนี้

เพราะฉะนั้นแล้วลักษณะแบบนี้ก็เลยเป็นลักษณะของการตอบโต้ในลักษณะที่หลังชนกำแพง และไม่มีอะไรดีกว่า คือการเล่นคำหยาบคาย คือไร้รสนิยม แต่ช่างมันเรื่องนี้ เล่าให้ฟังง่ายๆ ว่ากระบวนการเช่นนี้ยังจะมีมาตลอด อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ โดนมาตลอดชีวิต อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ก็โดนมาตลอดชีวิต ไม่สังเกตหรือฮะ เพราะฉะนั้นแล้วผมกำลังจะชี้ให้เห็นว่าทางออกของเรื่องต่างๆ พวกนี้ จริงๆ มันง่ายมาก ง่ายที่สุด ไม่ยากอะไรเลย ก็คือถ้าผู้ปกครองมีคุณธรรม ถ้าปกครองบริหารชาติบ้านเมืองด้วยธรรม ด้วยจิตที่บริสุทธิ์ เพื่อชาติเพื่อบ้านเมือง และเคารพในหลวงเหมือนพ่อแผ่นดิน ถ้าเคารพในหลวงเหมือนพ่อแผ่นดิน สัญญาณอะไรที่มาหรือส่งมา ถ้าเข้าใจตรงนั้น ถ้าเข้าใจแล้วว่าสัญญาณที่ส่งมาแบบนี้เป็นสัญญาณที่จะต้องพิจารณาเสียใหม่

ถ้าโปร่งใสอย่ากลัวฝ่านค้านตรวจสอบ
เหมือนอย่างกรณีถ้าผมเป็นรัฐบาล เมื่อโผทหารไปถึงแล้วยังไม่โปรดเกล้าฯ ลงมาเป็นเวลานานเช่นนี้ ผมจะขอเข้าเฝ้าฯ เพื่อกราบทูลฯ ว่า พระองค์ท่านมีความเห็นว่าอย่างไรเกี่ยวกับโผทหาร มีอะไรที่ข้าพระพุทธเจ้าสามารถแก้ไขได้บ้าง ผมคิดว่าประเด็นอยู่ตรงแค่นี้ แต่ไม่ใช่เป็นประเด็นของการแสดงออกหลายอย่าง เพื่อที่จะไปแสดงว่าพระราชอำนาจของพระองค์ท่านไม่มีความหมาย

ประเด็นตรงนี้แก้ง่าย ไม่ยากเลย ง่ายนิดเดียว แล้วผมก็ไม่เข้าใจว่าคนเรานั้น มีถึง 377 เสียง จะไปหวั่นไหวอะไร ถ้าเราปกครองชาติบ้านเมืองโดยธรรม ถ้าเราทำทุกอย่างโปร่งใส ถ้าคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา มาเป็นผู้ว่าฯ สตง. ก็เป็นไปสิ อยากตรวจสอบอะไรมาตรวจสอบ ถ้าเราโปร่งใส เราไม่กลัว เราจะไปกลัวทำไม ถ้าเราจะมี ป.ป.ช. ที่เป็นอิสระ ก็ให้ ป.ป.ช.เป็นอิสระเสีย แล้วผมก็พูดตลอดเวลา

เมื่อ 2-3 วันที่แล้ว ผมเจอท่านอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ ผมบอก อาจารย์ รัฐบาลจะมี 400 เสียง ไม่สำคัญ แต่รัฐบาลจะต้องใจกล้าพอ ที่ปีหนึ่ง 1 ครั้ง จะต้องให้นายกรัฐมนตรีถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ปีหนึ่งนายกรัฐมนตรีตอบปัญหาสภาฯ 3 วัน ปีละ 3 วัน มันเป็นการขอร้องมากไปหรือ ผมว่าไม่มากอะไรเลยทั้งสิ้น

ลักษณะนี้ต่างหากกลับเป็นลักษณะของการที่แสดงความใจกว้าง ของการที่จะแสดงให้สังคมทุกอณูเห็นว่าผมปกครองในครั้งนี้ผมปกครองด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ คุณมีคำถามอะไรคุณถามผมมาได้ คุณถาวร เสนเนียม สงสัยอะไรถามมา ซักผมมาเป็นเรื่องๆ ผมจะตอบให้เป็นเรื่องๆ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน หลักฐานต่างๆ จะเป็นผู้ตัดสิน ไม่ต้องไปกลัว อย่าไปกลัวเงาตัวเอง อย่าไปกลัวสิ่งซึ่งตนเองซ่อนเอาไว้ ถ้าตนเองไม่มีอะไรจะซ่อน

ยกประวัติศาสตร์ในหลวงแช่งคนโกงครั้งที่สอง
เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งนี้ต่างหากซึ่งผมคิดว่าสังคมไทยต้องการ และสังคมไทยไม่ได้ต้องการไปมากกว่านี้ สังคมไทยยอมรับว่า ถ้าเรามีนายกรัฐมนตรีที่เก่ง เป็นประโยชน์ เป็นคุณูปการต่อชาติ แต่สังคมไทยก็อยากเห็นนายกรัฐมนตรี นอกจากเก่งแล้ว ยังจะต้องให้ความยุติธรรมกับสังคมทั่วทุกอณู โดยที่ไม่เลือกปฏิบัติกับใครต่อใคร

และในขณะเดียวกัน สังคมไทยต้องการให้ต้นทุนของสังคมนั้นถูก ต้นทุนของสังคมนั้นมีหลายประการ ต้นทุนทางสังคม ต้นทุนทางวัฒนธรรม เป็นต้นทุนที่เราต้องรักษาไว้ ต้นทุนทางเศรษฐกิจ ต้นทุนการสร้างสนามบินต้องถูก ต้นทุนการสร้างถนนต้องถูก เพราะว่าถ้ามันแพงขึ้นจะด้วยเหตุใดก็ตาม ความแพงนั้นจะกลับมาหาพวกเราที่นั่งอยู่ในห้องนี้ ก็หมายความว่าการต่อสู้แข่งขันกับต่างชาตินั้นเราสู้ไม่ได้ เพราะต้นทุนเราแพง เหตุทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการบริหารราชการแผ่นดิน ถ้าไม่งั้นแล้ว พระเจ้าอยู่หัวจะมาพูดได้อย่างไร

พระองค์ท่านทรงสาบแช่งคนที่คดโกง เป็นครั้งแรก เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกรัชกาลที่ 3 ครั้งที่สองคือรัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านทรงสาบแช่งคนที่คดโกง ไม่ซื่อสัตย์ ขอให้มีอันเป็นไป เพราะฉะนั้นแล้วเมื่อพระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสเช่นนี้ มีหลักการเช่นนี้ พระองค์ท่านเป็นพ่อ สอนลูกๆ ลูกเอ๊ยอย่านะ อย่าโกง

ก่อนที่ผมจะจบ ขอเวลา 2-3 นาที ผมจะอ่านอะไรให้ฟัง เป็นความเห็นที่เข้ามาในเว็บไซต์ผู้จัดการ พ่อของแผ่นดิน พ่อมีความรักอันอบอุ่นให้ลูกเสมอ พ่อไม่เคยเกรี้ยวกราดด่าทอว่าลูกโง่ เวลาพ่อจะบอกลูกถึงปัญหา พ่อมักจะมีแง่คิดดีๆ มีนิทานแฝงคติให้ลูกได้นำไปคิดเสมอๆ ซึ่งเมื่อลูกได้คิดก็จะเข้าใจอะไรๆ มากขึ้น พ่อมักเตือนให้ลูกๆ แปรงฟันก่อนนอนเพื่อฟันจะได้ไม่ผุ แต่ลูกๆ ก็มักจะคิดได้หลังจากที่ต้องถอนฟันไปซี่แล้วซี่เล่า พ่อมักจะบอกให้เราซื่อสัตย์ ทำงานหนัก เพื่อที่เราจะได้มีความเป็นอยู่ที่ดีตามอัตภาพ

ยกนิทาน "ลูกแกะหลงทาง"วัดรอยเท้าพ่อเตือนสติ
พ่อไม่เคยบอกให้เราต้องร่ำรวยเพื่อที่จะมีความสุข พ่อมักบอกเสมอว่า เรามีความสุขได้ตามอัตภาพโดยไม่ต้องร่ำรวย พ่อที่มีลูกๆ ของท่าน 60 กว่าล้านคน ไม่เคยคิดที่จะยอมขายลูกของตัวเอง เอาเปรียบลูกของตัวเอง
เพื่อฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แม้แต่พาหนะเดินทางของพ่อ รองเท้าเก่าๆ ของพ่อ ก็ยังคงมัธยัสถ์ ทนุถนอมใช้ของเดิมๆ เมื่อชำรุดก็ให้คนเอาไปซ่อม ไม่เคยคิดแม้จะไถเงินจากลูกครั้งละ 40 สตางค์ เพื่อความมั่งคั่งส่วนตัวของพ่อเอง พ่อมักบอกกับลูกเสมอๆ ว่า เราต้องก้าวไปพร้อมๆ กัน ถ้าลูกคนโตสบายอยู่คนเดียว ในขณะที่ลูกๆ อีก 60 กว่าล้านคน ต้องลำบาก ต้องโดนเอาเปรียบ โดยการเปลี่ยนแปลงพี่น้องให้เป็นทาส มอมเมาพี่น้องด้วยเงินทอง โทรศัพท์มือถือ การพนัน ไม่ถือว่าเป็นการพัฒนา

เตือนให้มาบริหารเพื่อลูกทุกคน ไม่ใช่เพื่อครอบครัว
พ่อบอกว่าให้ลูกๆ เลือกตัวแทนมาทำงาน มาบริหารครอบครัว โดยมีเป้าหมายเพื่อความสุขสูงสุดของลูกๆ ทุกคน ไม่ใช่เพื่อกำไรสูงสุดของครอบครัว แต่เพื่อความสุขสูงสุดของครอบครัว ภายใต้เงื่อนไขที่มีอยู่มากมาย ทั้งภายในและรอบๆ บ้าน แต่มีลูกที่ดื้อรั้น หยิ่งผยอง อวดดี ที่บังเอิญสวมหนังลูกแกะและคุณธรรม คิดวัดรอยเท้าพ่อ ใช่พี่น้องคนอื่นๆ ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือบางคนก็สมยอม เพราะพี่ชายคนโตมีท่าไม้ตาย คือเงินฟาดหัว จากลูกๆ ที่เป็นแกะดำเพียงไม่กี่คน ลัทธิรวยแล้วโก้ รวยแล้วเท่ห์ รวยแล้วกร่าง ก็เริ่มแพร่หลายเข้าไปในสังคม

จากลูกแกะเชื่องๆ ที่มาจากศรัทธาของพี่น้อง ไหว้แม้แต่พี่น้องที่อาศัยอยู่ข้างถนน กลายเป็นคนใจร้อน กำแหง เกรี้ยวกราดกับทุกคน จากคนเดิมๆ ที่พ่อยอมให้เข้ามาบริหารครอบครัว แม้มีความไม่โปร่งใสเรื่องทรัพย์สิน จากผู้นอบน้อมกลายเป็นศาสดา ซึ่งมอบความกลัว ความเกลียดชัง ความหยามลบหลู่และข้อกล่าวหาว่าโง่แก่พี่น้องทุกคนที่เห็นตรงกันข้าม กลายเป็นศาสดาที่กำแหง หรือกล้าชี้ผิดชี้ถูก รุกคืบในสิทธิมนุษยชนของพี่น้องคนอื่นๆ เข้าไปถึงในความคิด ในวิถีชีวิตของพี่น้องอีก 60 คน

ปลุกลูกๆ ทุกคนตื่น-ให้ตาสว่าง
จากผู้ที่ดูเหมือนจะบริสุทธิ์ผุดผ่อง กลายเป็นบุคคลปริศนาที่ไม่ยอมตอบคำถามใดๆ กลัวการตอบคำถาม และยึดครองสมบัติของครอบครัวเป็นของตนแต่ผู้เดียว พ่อบอกว่าพ่อเกลียดคนโกง ลูกแกะหลงทางบอกว่าไม่ต้องตรวจสอบ ผมรับประกัน ผมใหญ่ที่สุดแล้วในครอบครัว ถ้าใครมีปัญหาระวังจะไม่มีงานทำ พ่อบอกว่า นี่คือลูกที่ดีของฉัน ลูกชายผู้หลงผิดก็บอกว่า ต้องขับออกจากพรรค พ่อบอกว่าเราควรมีเศรษฐกิจแต่พอเพียง พวกลูกแกะหลงทางกลับบอกว่า จะเอาอะไรกิน เราไปอยู่กระต๊อบกันดีไหม พวกโง่ทั้งหลาย

พ่อบอกว่าเราต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน ก้าวเดินไปพร้อมๆ กัน ลูกแกะหลงทางขายสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อทำกำไรแก่คณะของตนเอง รวมไปถึงจัดตั้งกองกำลังคุ้มกันหมู่บ้าน ลูกแกะหลงทางกล่าวกำแหง ผมจะเอาคนนี้ใครก็เปลี่ยนไม่ได้ เพราะพ่อต้องอยู่ใต้กฎบ้าน ลูกแกะคนโตยังหลงทางต่อไป ต่อไป และต่อไป ลูกๆ ทั้งหลายตื่นเถิด ตาสว่างแล้ว ชีวิตนี้ของพวกท่านเป็นของพ่อโดยไม่ต้องมีกฎใดๆ มารองรับ กราบแทบเท้าพ่อของแผ่นดิน


http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9480000121131

 

บทความวิชาการฟรีที่ผ่านมา ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
หากนักศึกษาและสมาชิกท่านใตสนใจ
สามารถคลิกไปอ่านได้จากที่นี่...คลิกที่ภาพ

 

สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I สารบัญเนื้อหา 3
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด กว่า 650 เรื่อง หนากว่า 8500 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

 

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็ปไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

 

 

 

คำโปรย คัดลอกมาจากบทความ เพื่อให้มองเห็นเนื้อความที่น่าสนใจบางส่วน
"ปรากฏว่าองค์กรอิสระเหล่านี้กลายเป็นดาวพระเคราะห์ของผู้ที่คิดว่าตัวเองเป็นดาวฤกษ์
ชิบหายแน่ ต้องใช้คำนี้ ขออภัยนะครับ ชิบหายจริง ทำอะไรไปไม่มีถูกมีผิด มีลูกรับไปหมด
ทำตามกฎหมาย กฎหมายกลายเป็นเรื่องรับรองการกระทำที่เลวบัดซบ
เพราะฉะนั้นไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตาม ผมไม่อยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้น
ถ้ามีการทำอย่างนี้ในกรณีคุณหญิง ทรงมีพระราชอำนาจสมบูรณ์ที่จะแก้ไข
เพราะทรงใช้อำนาจแทนปวงชนชาวไทย ใช้อำนาจโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขชาวสยาม
เกมครับ มีอะไรเถียง ไม่มีฐานเลย อธิบายไม่ได้ คนดำรงตำแหน่งปีกว่าเลื่อยเค้าออกได้ยังไง บอกศาลไหนๆ ศาลไหน มาตราไหน ตอบไม่ได้ ก็ต้องไป"
(คัดลอกมาจากถ้อยคำของ ส.ว.แก้วสรร อติโพธิ)
H