ผลงานวิชาการชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็ปไซต์ วันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ : ไม่สงวนสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ทางวิชาการ
เว็ปไซท์นี้มีการคลิกโดยเฉลี่ยต่อวัน 3-50000 ครั้ง สำรวจเมื่อเดือนมิถุนายน 2548 - ขอขอบคุณ www.thaiis.com ที่ให้ใช้พื้นที่
นักศึกษา สมาชิกและผู้สนใจ หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆที่เผยแพร่บนเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด กว่า 640 เรื่อง หนากว่า 8500 หน้า
ในรูปของ CD-ROM ในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง) สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com
หรือ ส่งธนาณัติถึง สมเกียรติ ตั้งนโม : ไปรษณีย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 50202

กรุณาส่งธนาณัติแลกเงินไปยัง สมเกียรติ ตั้งนโม : คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50202 และอย่าลืมเขียนชื่อ ที่อยู่ ของผู้รับตัวบรรจงด้วยครับ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการจัดส่งทางไปรษณีย์

The Midnight University

คำถาม คำตอบใหม่ เกี่ยวกับเหตุการณ์ภาคใต้
หรือเราควรจะตั้งคำถามเกี่ยวกับปัญหาภาคใต้กันใหม่?
ศิริจินดา ทองจินดา
มหาวิทยาลัยพายัพ - เชียงใหม่

บทความฟรี มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 651
เผยแพร่บนเว็ปไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๘

(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 4 หน้ากระดาษ A4)

หมายเหตุ
บทความเรื่องนี้บางส่วนได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ section คอลัมน์นิสต์
ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2548 ภายใต้ชื่อเดียวกัน แต่เนื้อหาในหนังสือพิมพ์ถูกตัดทอนลงเพื่อให้เข้ากับพื้นที่ของหน้ากระดาษ สำหรับการนำเสนอบนหน้าเว็ปเพจของ ม.เที่ยงคืนนี้ ได้คงรักษาข้อความทุกส่วนเอาไว้อย่างสมบูรณ์


 

หรือเราควรจะตั้งคำถามเกี่ยวกับปัญหาภาคใต้กันใหม่?
จากการที่รัฐพยายามหาทางออกหรือหาคำตอบเกี่ยวกับปัญหาภาคใต้ในทุกๆ วิถีทาง ทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ การออก พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน การปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาดังกล่าว (ที่มองซ้ายมองขวาก็เห็นแต่นายทหารเต็มไปหมด)

ความพยายามที่จะยุติปัญหาภาคใต้ ไม่ใช่ความพยายามที่เพิ่งเกิดขึ้น หากแต่เป็นความพยายามที่ยาวนานมาพอๆ กับการอยู่ในอำนาจของรัฐบาลนายกทักษิณ (ถ้านับจากจุดของการ "ปะทุขึ้นใหม่" ในรอบหลายสิบปีแห่งความสงบ) การมุ่งหน้าที่จะยุติปัญหาภาคใต้ เพื่อพบกับคำตอบว่า…ยังไม่สำเร็จ ได้นำไปสู่การระดมทุกยุทธวิธีในการแก้ปัญหาใส่เข้าไปในพื้นที่

ล่าสุดกับปัญหาการข่มขู่หยุดงานในวันศุกร์ กับข้อเสนอของนายกที่ว่าด้วยการส่งกำลังทหารเข้าไปคุ้มกันในบริเวณที่เป็นปัญหามากขึ้น หรือถ้าความหวาดกลัวยังดำรงอยู่ ก็อาจมีการชดเชยแรงงานไทยด้วยแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อให้ภาคธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ คำถามคือ การใส่แรงงานต่างด้าวลงไปเกี่ยวข้องอย่างไรกับปัญหาด้านความรู้สึกของผู้คนในพื้นที่ภาคใต้ ต่อความหวาดกลัวคำข่มขู่ในการห้ามทำงานวันศุกร์! หรือวิธีการแก้ปัญหาด้วยการส่งกำลังทหารเข้าไปคุ้มกันเพิ่มมากขึ้นนั้น เอื้อหรือจำกัดศักยภาพในการแก้ปัญหาภาคใต้กันแน่

ตัวอย่างที่ยกมาก็เพื่อจะนำไปสู่คำถามหลักที่ต้องการถามว่า เราตั้งคำถามเกี่ยวกับภาคใต้ไว้อย่างไร ภายใต้การระดมคำตอบ (วิธีแก้ปัญหา) สารพัดอย่างเข้าไปในพื้นที่ "ในรูปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน" จริงอยู่ที่ท่านนายกก็พูดเองว่า จำเป็นต้องดำเนินการทั้งสองด้านควบคู่กันไป คือ ทั้งสมานฉันท์และรักษาความสงบเรียบร้อย เพราะยุทธวิธีแรกเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว ยุทธวิธีหลังเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งจำเป็นต้องทำควบคู่กันไป

แต่คำถามอีกคำถามหนึ่งก็คือ วิธีแก้ปัญหาทั้งสองแบบเป็นไปโดยเอื้อประโยชน์ต่อกันหรือขัดขวางกันเอง เพราะถ้ารูปแบบการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่มีอยู่ เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการแก้ปัญหาระยะยาว มันก็ไม่ต่างอะไรกับการไม่ได้แก้ปัญหา

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยยุทธวิธีทางการทหาร ไม่ได้แปลว่าจะเป็นการขัดขวางการแก้ปัญหาระยะยาวที่ว่าด้วยการสมานฉันท์เสมอไป ถ้าหากว่าทั้งสองยุทธวิธีนั้นเป็นไปบนเงื่อนไขของการตั้งคำถามเดียวกันต่อปัญหาภาคใต้ ซึ่งจะนำไปสู่การมุ่งหน้าหาคำตอบเดียวกัน แม้จะด้วยยุทธวิธีที่ต่างกันก็ตาม

แต่ดูเหมือนกับว่าสถานการณ์ปัจจุบัน จะเป็นไปในทำนองของยุทธวิธีที่ต่างกัน เพราะมาจากการตั้งคำถามต่างกัน การมุ่งหน้าหาคำตอบจึงต่างกัน ภายใต้การคิดไป (เอง) ว่าทั้งสองยุทธวิธีนั้นมาจากการให้คุณค่าอันเนื่องมาจากการมีโลกทัศน์ชุดเดียวกัน หากแต่ในความเป็นจริงนั้น ไม่ใช่เลย

การแก้ปัญหาที่ได้รับจากการลงพื้นที่แต่ละครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นไปในลักษณะของการส่งทหารเข้าไปดูแลเพิ่มมากขึ้น ในบริเวณที่ชาวบ้านร้องเรียนเรื่องความปลอดภัย เช่น กรณีปัญหาสะพานปลา การแก้ปัญหาในทำนองนี้หนึ่งครั้งก็ไม่ต่างอะไรกับการ "ฉีก" ความสมานฉันท์ที่อีกกลุ่มกำลังพยายาม "เชื่อม" ให้ห่างออกไปอีก

และแม้ว่าจะมีโครงการมวลชนสัมพันธ์จากกลุ่มผู้ดูแลความสงบในพื้นที่ ก็ไม่ได้แปลว่าจะนำไปสู่ความสมานฉันท์ได้เสมอไป เพราะคงต้องถามต่อไปว่า มวลชนสัมพันธ์ชุดนี้คลอดมาจากโลกทัศน์แบบไหน เป็นโลกทัศน์ชุดเดียวกับที่ใช้ในการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือไม่ การย้อนกลับไปสำรวจโลกทัศน์ที่เรามีอยู่เพื่อตรวจสอบดูว่า มันเป็นส่วนหนึ่งที่มาซ้ำเติมปัญหาที่เรากำลังต้องการแก้ไขอยู่หรือไม่ อย่างไร จึงเป็นสิ่งจำเป็น

ไม่อย่างนั้น หน้าตาของคำตอบในการสมานฉันท์จากกลุ่มผู้ดูแลรักษาความสงบในพื้นที่ ก็จะออกมาในหน้าตาของการ "แจกของ" เช่น โทรทัศน์ หรือดาราพาเหรด ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้ว ความสัมพันธ์ในระดับนี้เพียงพอต่อการสมานฉันท์ในกรณีปัญหาภาคใต้หรือไม่ และจริงๆ แล้วรูปร่างหน้าตาของความสัมพันธ์ที่ยึดโยงคนในพื้นที่ให้เกิดความสมานฉันท์กันนั้น เป็นอย่างไร แน่ใจได้อย่างไรว่าเขาสานสัมพันธ์กันด้วยโลกทัศน์แบบเดียวกันกับเหล่ากองทัพและนายพล ที่กระจายกำลังกันไปอยู่ในทุกจุดที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาภาคใต้ ตั้งแต่มหาดไทยยันกลาโหม

หรือว่าปัญหาที่แท้จริงอาจจะไม่ใช่การแก้ปัญหาไม่ได้เสียที หรือหาคำตอบต่อปัญหาไม่ได้เสียที บางทีเราอาจจะต้องย้อนคิดกลับไปถึงคำถามที่เราตั้งไว้ตั้งแต่ต้นว่า เราตั้งคำถามถูกแล้วหรือยัง เพราะในปัจจุบันดูเหมือนรัฐมุ่งที่จะแก้ปัญหาและมีทิศทางการแก้ปัญหาเฉพาะทางบางอย่าง จนทำให้ละเลยที่จะตรวจสอบคำถามที่ตนเองตั้งขึ้นมา ผ่านหน้าตาของคำตอบในทำนองเหล่านี้ เช่น กลุ่มผู้ไม่หวังดี กลุ่มแบ่งแยกดินแดน กลุ่มคลั่งศาสนา กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ฯลฯ รวมไปถึงการแก้ปัญหาด้วยการมุ่งส่งกำลังเข้าไป "ดูแลความสงบ" และเสริมสร้างมวลชนสัมพันธ์บนฐานของการแบ่งข้างอยู่ตลอดเวลา

ซึ่งก็คงไม่แปลกหากรัฐไทยจะเผชิญหน้ากับสภาวะที่เรียกว่า "ตอบไม่ตรงคำถาม" เพราะติดปัญหาที่ว่าด้วย "ถามไม่ตรงคำตอบ" เช่นเดียวกัน นั่นคือ ทั้งคำถามและคำตอบอาจจะไม่ถูกต้องด้วยกันทั้งคู่ อาจจะต้องมีการตั้งคำถามใหม่ เพื่อนำไปสู่แนวทางของคำตอบอื่นๆ ที่มากกว่าแนวทางสายสันติภาพด้วยน้ำมือของทหารหาญ ที่อย่างไรก็คงปฏิเสธวัฒนธรรมทางความคิดในแบบทหารไม่ได้ (ซึ่งไม่ผิด แต่ไม่แน่ใจว่าจะถูกกับสถานการณ์นี้หรือไม่และมากน้อยเพียงไร)

ย้อนกลับไปดูรอบโลกของเรา วิกฤตการณ์ความไม่เข้าใจรูปแบบความสัมพันธ์อื่นๆ นอกเหนือไปจากแบบที่กลุ่มตนเองมี ได้นำไปสู่ความ การสู้รบระหว่างจักวรรดินิยมอย่างอเมริกากับ "กลุ่มผู้ก่อการร้าย" ก็เป็นไปในตรรกะเดียวกันกับรัฐไทยกับปัญหาภาคใต้ คือ แต่งตั้งตัวเองเป็นพระเอกแล้วอุปโลกภ์ผู้ร้ายขึ้นมา พร้อมกับสถาปนาความชอบธรรมของฝั่งตน ในการที่จะผดุงความยุติธรรมให้กับพลเมือง ด้วยวิธีการต่างๆ

ต่อเมื่อโดนตอบโต้หนักเข้าจากรอบทิศทาง ผ่านมือระเบิดพลีชีพสัญชาติต่าง ๆ เช่นที่เกิดขึ้นที่อังกฤษ (มือระเบิดสัญชาติอังกฤษเชื้อสายปากีสถาน) ก็อธิบายมันด้วยการครอบงำ มอมเมาเยาวชนให้หลงผิดจนเข้าร่วมกระบวนการก่อการร้ายดังกล่าว

ไม่ใช่เพียงแค่ "ง่ายดาย" หากแต่เป็นคำอธิบายหรือคำตอบที่มักง่ายเกินไป กับการละเลยชุดความสัมพันธ์ของคนกลุ่มต่างๆ บนโลกใบนี้ที่เดินทางข้ามผ่านประวัติศาสตร์มา ให้พอย้อนไปศึกษาเพื่อทำความเข้าใจกันได้ แต่ก็ไม่ค่อยจะมีใครย้อนไป หรือถ้าย้อนไปก็มักนำอคติที่แฝงนัยยะทางการเมืองบางอย่างไปด้วยเสมอๆ มันจึงเป็นการดำรงคงอยู่ของ "คำตอบที่ไม่ใช่" สำหรับ "คำถามที่ไม่เคยเข้าใจ" เสมอมา

จักรวรรตินิยมในแบบอเมริกา เกิดขึ้นภายใต้การเข้าไปจัดการความสัมพันธ์กับผู้คนในรัฐชาติต่างๆ ผ่านอำนาจอย่างเป็นทางการภายในรัฐนั้นๆ คือ ระหว่างผู้นำกับผู้นำ กองทัพกับกองทัพ ฯลฯ

ในขณะที่จักรวรรดิแบบโลกมุสลิม เริ่มต้นดำเนินความสัมพันธ์ต่างจากอเมริกา การเดินทางเพื่อเผยแพร่ศาสนา ได้นำไปสู่เครือข่ายทางสังคมผ่านการแต่งงาน การสร้างศาสนสถาน โรงเรียน การก่อรูปของระบบเครือญาติ การเข้าไปสัมพันธ์กับกลุ่มการเมือง ผ่านระบบเครือญาติ การเข้าไปมีส่วนร่วมกับอุดมการณ์ด้านอื่นๆ ผ่านการบริจาคเงินเพื่อการศึกษา ศาสนาและการพัฒนา เหล่านี้นำไปสู่รูปแบบความสัมพันธ์ที่แตกต่างจากจักรวรรดินิยมของอเมริกา

และนี่จึงไม่น่าแปลกใจ ถ้าจะพบว่าคนอังกฤษเชื้อสายปากีสถานจะเป็นมือวางระเบิดพลีชีพในประเทศที่ตนเองเกิดและเติบโต เพราะรัฐชาติและความสัมพันธ์กับรัฐชาติไม่ได้ถูกขีดอย่างเรียบง่ายในแบบที่แผนที่โลกกำหนดไว้ หากแต่ในความเป็นจริง รัฐชาติและผู้คนในรัฐชาติถูกยึดโยงเข้าไว้ด้วยความสัมพันธ์ชุดหนึ่งที่แนบแน่น เนิ่นนาน ใกล้ชิดที่มากไปกว่าแค่ความสัมพันธ์แบบเป็นทางการระหว่างรัฐกับรัฐ หรือรัฐกับประชาชน ที่อเมริกาและรัฐชาติในปัจจุบันจะเข้าใจได้

รัฐชาติอีกรูปแบบหนึ่งจึงมีหน้าตาที่ข้ามผ่านพรมแดนที่ขีดไว้ในแผนที่โลก โดยมีเส้นพรมแดนอยู่ที่เส้นของความสัมพันธ์ทางสังคมในระดับต่างๆ ซึ่งไม่ได้นิ่งและแช่แข็งอย่างที่เคยเข้าใจกันมาแต่เพียงอย่างเดียว และระเบิดพลีชีพที่เกิดขึ้นที่ลอนดอนก็ไม่ได้เป็นปฏิบัติการข้ามชาติแต่ประการใด หากแต่เป็นการบัญชาการภายใต้อาณาบริเวณรัฐชาติอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ซ้อนทับอยู่กับรัฐชาติในรูปแบบเดิม การงัดคำตอบมาว่าเป็นการครอบงำเยาวชนและพลเมืองของกลุ่มก่อการร้าย จึงเท่ากับเป็นการหลงทางผ่านการตั้งคำถามไม่ถูก เพราะละเลยความสัมพันธ์รูปแบบอื่นๆ ภายใต้กระบวนการก่อเกิดและดำรงคงอยู่ของรัฐชาติในรูปแบบอื่นๆ ไปอย่างน่าเสียดาย

การมุ่งคิดถึงความสัมพันธ์ของผู้คนกับรัฐชาติในลักษณะของการรวมศูนย์ และการทำให้เป็นหนึ่งเดียว (monopolize) จนเมื่อมีใครนอกกรอบนี้จึงมุ่งปราบปราม หรือมุ่งที่จะสานสัมพันธ์และยอมรับความหลากหลาย ภายใต้กรอบคิดของรัฐชาติในรูปแบบเดียวกับที่เป็นต้นตอของปัญหาความขัดแย้ง ผ่านตัวเชื่อมความสัมพันธ์ซึ่งเป็นเสมือนภาพตัวแทนของความคิดของรัฐชาติกระแสหลัก เช่น ทหาร จึงไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาหรือการเป็นคำตอบสำหรับสถานการณ์ในภาคใต้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างจักรวรรดิอเมริกากับจักรวรรดิของโลกมุสลิม กำลังฟ้องเราว่า รัฐชาติไม่ได้มีรูปแบบเดียว และไม่ได้ก่อเกิดและดำรงคงอยู่ด้วยโยงใยความสัมพันธ์รูปแบบเดียวในฐานะรัฐกับพลเมือง หรือรัฐกับรัฐ ด้วยมาตรฐานจากรัฐชาติกระแสหลักแต่เพียงอย่างเดียว ผู้คนบนโลกใบนี้สัมพันธ์กันด้วยหลากเหตุผล หลากรูปแบบมากเกินกว่าเพียงแค่รูปแบบที่ถูกกำหนด ตามมาตรฐานรัฐชาติกระแสหลัก

และด้วยเหตุนี้เองเราจึงไม่สามารถอ้างได้ว่า การทำมวลชนสัมพันธ์กับพื้นที่ภาคใต้จะนำไปสู่ความสัมพันธ์กับมวลชนในพื้นที่นั้นๆ ได้จริง เพราะคำถามที่เราละเลยมาตลอดคือ ผู้คนในพื้นที่นั้นๆ สัมพันธ์กันบนตรรกะแบบใด? และมีโยงใยความสัมพันธ์กันในลักษณะใด? นอกเหนือไปจากการมุ่งหน้าส่งออกคำตอบให้แก่สังคมว่า เน้นกระบวนการแก้ปัญหาแบบมวลชนสัมพันธ์ โดยไม่ได้ลืมหูลืมตาว่ามวลชนต้องการจะสัมพันธ์ในแบบนั้นหรือไม่

เพราะท้ายที่สุด การยัดเยียดผู้คนให้สัมพันธ์กันภายใต้ตรรกะเดียวกับรัฐชาติกระแสหลัก ก็อาจจะไม่ต่างอะไรกับความรุนแรงที่มีอยู่ใน พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ออกมาก็เป็นได้

ตกลงจะย้อนกลับไปตั้งคำถามใหม่หรือจะเดินหน้าสาดคำตอบเข้าไปในพื้นที่ภาคใต้ต่อไป ก็ลองหยั่งเชิงด้วยโลกทัศน์และการให้คุณค่าที่มีอยู่ของท่านผู้นำแห่งรัฐไทยก็แล้วกัน


ข้อมูลอ้างอิง
Ho, Engseng 2002 The View From The Boat: Empire Through The Eye of Diaspora. Harvard University.


 


บทความวิชาการฟรีที่ผ่านมา ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
หากนักศึกษาและสมาชิกท่านใตสนใจ
สามารถคลิกไปอ่านได้จากที่นี่...คลิกที่ภาพ

 

สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I สารบัญเนื้อหา 3
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด กว่า 640 เรื่อง หนากว่า 8400 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

 

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็ปไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com




 

R
relate topic
280848
release date

คลิกไปหน้าสารบัญ(1)
คลิกไปหน้าสารบัญ
(2)
คลิกไปหน้าสารบัญ(3)
คลิกไปหน้าสารบัญ(4)
เพื่อดูบทความใหม่

เว็ปไซต์เผยแพร่ความรู้
เพื่อสาธารณประโยชน์

หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลด text size ของ font ลง
จะช่วยแก้ปัญหาได้

เที่ยงวันคือจุดเริ่มต้นไปสู่ความมืด เที่ยงคืนคือจุดเริ่มต้นไปสู่ความสว่าง
เว็ปไซต์นี้สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอุดมศึกษาได้... โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ สำหรับผู้สนใจส่งบทความทางวิชาการ เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน กรุณาส่งผลงานของท่านมายัง midarticle@yahoo.com

ในขณะที่จักรวรรดิแบบโลกมุสลิม เริ่มต้นดำเนินความสัมพันธ์ต่างจากอเมริกา การเดินทางเพื่อเผยแพร่ศาสนา ได้นำไปสู่เครือข่ายทางสังคมผ่านการแต่งงาน การสร้างศาสนสถาน โรงเรียน การก่อรูปของระบบเครือญาติ การเข้าไปสัมพันธ์กับกลุ่มการเมือง ผ่านระบบเครือญาติ การเข้าไปมีส่วนร่วมกับอุดมการณ์ด้านอื่นๆ ผ่านการบริจาคเงินเพื่อการศึกษา ศาสนาและการพัฒนา เหล่านี้นำไปสู่รูปแบบความสัมพันธ์ที่แตกต่างจากจักรวรรดินิยมของอเมริกา และนี่จึงไม่น่าแปลกใจ ถ้าจะพบว่าคนอังกฤษเชื้อสายปากีสถานจะเป็นมือวางระเบิดพลีชีพในประเทศที่ตนเองเกิดและเติบโต เพราะรัฐชาติและความสัมพันธ์กับรัฐชาติไม่ได้ถูกขีดอย่างเรียบง่ายในแบบที่แผนที่โลกกำหนดไว้ หากแต่ในความเป็นจริง รัฐชาติและผู้คนในรัฐชาติถูกยึดโยงเข้าไว้ด้วยความสัมพันธ์ชุดหนึ่งที่แนบแน่น เนิ่นนาน ใกล้ชิดที่มากไปกว่าแค่ความสัมพันธ์แบบเป็นทางการระหว่างรัฐกับรัฐ หรือรัฐกับประชาชน

 

H