ผลงานภาพประกอบดัดแปลง ใช้ประกอบบทความบริการฟรีของ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

R
related topic
030848
release date

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 630 หัวเรื่อง
อธิบายการเมืองเรื่องทางใต้
เกษียร เตชะพีระ : เขียน
รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บทความบริการฟรี ม.เที่ยงคืน
The Midnight 's free article

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน
แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ

Website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ

หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com

เผยแพร่ เพื่อสาธารณประโยชน์
หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบ
ปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลดขนาดของ font ลง จะ
สามารถแก้ปัญหาได้

midnightuniv@yahoo.com
midnight2545@yahoo.com
midarticle@yahoo.com
นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆที่เผยแพร่บนเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ
เว็ปไซท์นี้มีการคลิกโดยเฉลี่ยต่อวัน 30,779 สูงสุด 51,792 สำรวจเมื่อเดือน มิ.ย. 48
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขอขอบคุณ www.thaiis.com ที่กรุณาให้ใช้พื้นที่ฟรีในการเผยแพร่งานวิชาการ เพื่อประโยชน์ต่อสังคม

คลิกไปหน้า homepage มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

บทความวิชาการด้านรัฐศาสตร์
เกษียรเขียนอธิบาย : การเมืองเรื่องทางใต้
รศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ : เขียน
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หมายเหตุ : รวมบทความที่เคยตีพิมพ์แล้วบนหน้าหนังสือพิมพ์มติชน
๑. สถานการณ์ใต้ก่อนออกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
๒.
อิสลามกับการเมืองปัจจุบัน

๓. แด่มูนีร์ : สมชาย นีละไพจิตร แห่งอินโดนีเซีย


เผยแพร่บนเว็ปไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๘
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 12.5 หน้ากระดาษ A4)





๑. สถานการณ์ใต้ก่อนออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ไม่ทันครบ 4 เดือนหลังรัฐบาลแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ(กอส.) เพื่อปรับแนวทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงชายแดนภาคใต้จากแบบ "ยกพลแสดงพลัง-เด็ดขาดรุนแรง" เป็นแบบ "สมานฉันท์-สันติวิธี" มากขึ้น ปรากฏว่าสถานการณ์ในพื้นที่กลับร้อนแรงและหลุดลุ่ยกระจุยกระจาย ราวจะรวบรั้งไว้ไม่อยู่

การคลี่คลายขยายตัวของสถานการณ์ใต้ ก่อนรัฐบาลตัดสินใจออกพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมีที่เด่นชัด 3 ด้านหลัก คือ:

- ความไม่เป็นเอกภาพด้านแนวนโยบายและการขาดประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ราชการ
- การก่อความไม่สงบไต่ระดับสูงขึ้น และ
- การก่อตัวของกองกำลังติดอาวุธชาวบ้าน

ผมขออภิปรายไปทีละด้านดังนี้

1) ความไม่เป็นเอกภาพด้านแนวนโยบายและการขาดประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ราชการ
ภายใต้แรงกดดันของกลุ่มพลังการเมืองล้อมรอบทั้งภาครัฐและประชาสังคม, ภายในและภายนอกประเทศ รัฐบาลเลือกทางออกแบบสะดวกดาย ที่ปล่อยให้ฝ่ายปฏิบัติการในพื้นที่ ต่างฝ่ายต่างเดินแนวทางสายเหยี่ยว กับ สายพิราบ ที่ขัดแย้งไม่ลงรอยคู่ขนานกันไปเองในเวลาเดียวกัน

การณ์จึงปรากฏว่า กอส.เดินไปทาง เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่เห็นต่างจาก กอส. ก็เดินดุ่ยไปอีกทาง งานการเมืองที่น่าจะเปิดฉากรุกต่อขบวนการก่อการร้ายแยกดินแดน และการก่อการร้ายภาครัฐ(ที่ส่งผลโอละพ่อไล่คนเข้าป่าตามเกมของผู้ก่อการร้าย) โดยระดมพลังประชาสังคมอันแตกต่างหลากหลายในพื้นที่ให้แสดงตนออกมาครองกระแสหลักไว้ จึงกลับทำได้แค่ครึ่งๆ กลางๆ

ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก ความจริงยังไม่มี ความยุติธรรมไม่ปรากฏ ทั้งคดีอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร, คดีการปราบใหญ่ 28 เมษายน ศกก่อนที่มัสยิดกรือเซะและอำเภอสะบ้าย้อย, คดีม็อบตากใบ ฯลฯลฯ แล้วยังมาซ้ำเติมด้วยกรณีจ่อยิงอุสตาซ 3 คนด้วยอาวุธเก็บเสียงขณะละหมาดตอนหัวค่ำคาบ้านพัก ในอำเภอเมืองปัตตานี พร้อมเก็บกวาดหัวกระสุนไปเรียบร้อยอย่างมีเงื่อนงำเมื่อวันที่ 20 มิถุนายนศกนี้อีกเล่า

ยังไม่ต้องพูดถึงการแสดงทรรศนะวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ใต้, เสนอมาตรการแก้ไขรับมือและการปฏิบัติงานภาคสนามที่แตกต่างขัดแย้งกันเป็นระยะๆ ระหว่างเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ อาทิ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทย, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, รัฐมนตรีกลาโหม, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, รัฐมนตรีศึกษาธิการ, รัฐมนตรีช่วยศึกษาธิการ, รองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์, นายตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาในพื้นที่, สมาชิก กอส.บางคน เป็นต้น

เจ้าหน้าที่ราชการโดยเฉพาะด้านความมั่นคง ปราบปราม ปกครอง ในพื้นที่ขาดประสิทธิภาพอย่างน่ามหัศจรรย์ใจ กล่าวคือทั้งที่มีอำนาจพิเศษตามกฎอัยการศึกมากกว่าพื้นที่อื่นของประเทศ แต่กลับปฏิบัติงานล้มเหลวในการสืบหาจับกุมผู้ก่อเหตุรุนแรงในเขตสามจังหวัดชายแดนใต้ถึง 85% ของคดีที่เกิดขึ้น นับแต่เริ่มความไม่สงบระลอกใหม่เมื่อศกก่อนเป็นต้นมา

ในทางกลับกัน อำนาจเพิ่มพิเศษที่ได้ไปแต่ใช้ไม่เป็นผลนั้นกลับถูกเจ้าหน้าที่บางรายบิดเบือนฉวยใช้ไปในทางมิชอบ(ABUSES OF POWER) กระทั่งเอาไปอุ้มฆ่า ทรมาน ทำทารุณกรรมต่อผู้ต้องสงสัยในลักษณะการก่อการร้ายภาครัฐ(STATE TERRORISM) โดยส่วนใหญ่ไม่มีผู้ต้องรับผิด(IMMUNITY) จนประชาชนในพื้นที่ซึ่งไม่ได้รับความยุติธรรมยิ่งแปลกแยก หวาดระแวง ไม่ไว้ใจและไม่ใคร่ร่วมมือกับทางราชการอีกเล่า

ในสภาพเช่นนี้เองที่ นายอานันท์ ปันยารชุน ประธาน กอส. และอดีตนายกฯ กล่าวฝากด้วยความห่วงใยถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในการบรรยายที่กรมประชาสัมพันธ์เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ศกนี้ว่า:

"นโยบายที่รัฐบาลใช้มาเป็นเวลา 1 ปีครึ่ง เป็นที่ประจักษ์ว่า นโยบายไม่สัมฤทธิผล ยิ่งปราบก็ยิ่งหนัก เข้ากับสุภาษิตที่ว่า "ฆ่าโจร 1 คน ได้โจร 2 คนมาแทน"

"ที่สะบ้าย้อย เด็กที่เป็นนักฟุตบอล เท่าที่ทราบมาว่าเป็นเด็กดี ตายไปสิบกว่าคน พยานและหลักฐานก็ระบุว่าถูกจับให้นอนคว่ำแล้วเอาปืนยิง เอกสารรายงานกรือเซะและตากใบที่รัฐบาลเปิดเผย อ่านดูก็เกิดความเป็นห่วงว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติตัวอย่างไร เห็นคนเป็นสัตว์หรืออย่างไร ไม่ให้ความเคารพนับถืออย่างมนุษย์ทั่วไปหรืออย่างไร ไม่ใช่วัวใช่ควายนะ ที่จะโยนขึ้นบนกระบะรถ แล้วใครรับผิดชอบบ้างก็ไม่มี

"คนที่ถูกอุ้มหายไป คนในพื้นที่เริ่มสงสัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณสั่งหรือไม่ ซึ่งก็บอกนายกรัฐมนตรีว่า ถ้าไม่ให้ความกระจ่างเรื่องดังกล่าว เรื่องนี้จะถึงตัวนายกรัฐมนตรีแน่ เพราะเท่าที่คุยกับครอบครัวที่เป็นเหยื่อ เขาต้องการรู้ความจริง

"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในระยะ 2 ปี มีเหตุการณ์เกิดขึ้น 2,000 กว่าราย แต่ไม่แน่ชัดว่าเกี่ยวพันกับอะไรกันแน่ ทางราชการบอกว่าเกี่ยวกับการขัดแย้งทางผลประโยชน์ การขัดแย้งส่วนตัว และเป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นทั่วไป สองปีที่ผ่านมาจับคนร้ายไม่ได้ จับได้แต่ผู้บริสุทธิ์มา จับมาแล้วก็ต้องปล่อยแล้วอ้างว่าคนร้ายหนีข้ามประเทศไปแล้ว ส่วนเหตุการณ์อื่นที่เกิดขึ้นอีก 73 จังหวัด จับคนร้ายได้ นอกจากคดีนักการเมือง และอาชญากรรมทั่วไป แต่ 3 จังหวัดภาคใต้กลับจับคนร้ายไม่ได้ คำถามที่เกิดขึ้นคือ หรือเจ้าหน้าที่รัฐและรัฐและมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

"ขณะนี้ เขาไม่เชื่อรัฐบาล ไม่เชื่อคุณทักษิณ เขาไม่ไว้ใจ เขาระแวง เขาบอกว่ารัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐไม่จริงใจกับเขา เจ้าหน้าที่ของรัฐมีเอี่ยวในเรื่องธุรกิจการค้า ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด ลักของเถื่อน

"อยากเห็นนายกรัฐมนตรีลงไปดูพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจัง ปัญหารุนแรงมากขึ้น แต่ไม่ต้องถึงกับหวาดกลัวมาก และขบวนการแบ่งแยกดินแดนยังมีอยู่เสมอ ตราบใดที่ใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรง ทำผิดกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ทางด้านนโยบาย ไม่คำถึงถึงสิทธิมนุษยชน สิ่งเหล่านี้รัฐบาลต้องออกมาแสดงความจริงใจในการใช้สันติวิธี แก้ปัญหา ไม่ใช่เอาแต่พูด ต้องแน่ใจว่าทั้งขบวนการเดินไปในทิศทางเดียวกัน"

"ที่น่าเป็นห่วงอยู่ในปัจจุบันคือเหตุการณ์ประจำวันที่เกิดขึ้น รัฐบาลต้องเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดต้องแน่ใจว่าทุกหน่วยงานของรัฐบาลใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหา"
(เรียบเรียงจาก "อานันท์" ชี้ใต้หนักจี้นายกฯลง พท.", มติชนรายวัน, 7 ก.ค. 2548, น.1; "ความจริงไฟใต้ จากปาก "อานันท์ ปันยารชุน", เว็บไซต์ประชาไท, 12 ก.ค. 2548)

2) การก่อความไม่สงบไต่ระดับสูงขึ้น
เห็นชัดว่าระยะที่ผ่านมา ผู้ก่อการตอบโต้มาตรการรุกทางการเมืองโดยตั้ง กอส. ของฝ่ายรัฐบาล ด้วยการขยายขอบเขต เพิ่มความถี่และไต่ระดับความรุนแรงของการก่อความไม่สงบยิ่งขึ้น มีการใช้อาวุธสงครามและจัดตั้งดำเนินการโจมตีอย่างมีแบบแผนมากขึ้นกว่าเดิม อาทิ วางระเบิดสนามบินและศูนย์การค้าหาดใหญ่, ฆ่าปาดคอ-ตัดศีรษะชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่เฉลี่ยเดือนละ 2 รายหรือ 13 รายนับแต่ต้นปีนี้, สังหารผู้อำนวยการโรงเรียนหญิงคนแรก, และล่าสุดประสานการโจมตีและก่อวินาศกรรมทั่วเมืองยะลา 20 จุดคือวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมา

สัญลักษณ์ของการฆ่า 13 รายที่จงใจฉวยใช้ประโยชน์ทางจิตวิทยา(สร้างความกลัว) และการเมือง(ท้าทายอำนาจลงทัณฑ์ผูกขาดของรัฐ) จากศพผู้ตายสูงสุด, ลักษณะการโจมตีที่ต้องการท้าทายให้เป็นข่าวเด่นที่สุดเหล่านี้ ส่อแสดงเป้าหมายที่จะยั่วยุรัฐบาลให้โกรธจนขาดสติแล้วตอบโต้รุนแรง(Chaiwat Satha-anand, "The Trap of Violence", Bangkok Post, 5 July 2005)

และสะท้อนความพยายามพัฒนาการก่อความไม่สงบและการก่อการร้ายที่ผ่านมา ให้กลายเป็นการก่อการกำเริบเต็มรูปแบบ(full-scale insurgency)

3) การก่อตัวของกองกำลังติดอาวุธชาวบ้าน
เนื่องจากการขาดเอกภาพและประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ ในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยแก่ชาวบ้านที่ตกเป็นเหยื่อของการก่อการร้ายอย่างทั่วถึง ท่ามกลางกระแสปฏิบัติการฆ่ารายวันโดยผู้ก่อการ บางหน่วยงานบางสถาบันจึงเริ่มจัดตั้ง ฝึกฝนและติดอาวุธประจำกายให้แก่ชาวบ้านชายแดนภาคใต้ เพื่อป้องกันตนเองจากผู้ก่อการ โดยเฉพาะในหมู่บ้านและศาสนสถานของชนส่วนน้อยในพื้นที่ ซึ่งมักตกเป็นเป้าหมาย

พัฒนาการนี้สะท้อนความลักลั่นไม่สม่ำเสมอด้านแนวทางนโยบายที่เกิดขึ้น ภายใต้ร่มทุนทางการเมืองวัฒนธรรมตามประเพณี ที่กางครอบเป็นเกราะกำบังไว้จากแนวการบริหารจัดการที่ขึ้นชื่อว่า รวมศูนย์ของรัฐบาลส่วนกลาง. ใต้ร่มเงาดังกล่าวนี้เองที่บางหน่วยงานสามารถปฏิบัติแนวทางรักษาความมั่นคงแห่งชาติเฉพาะตัว ซึ่งไม่แน่ว่าจะสอดคล้องต้องตรงกับส่วนกลางหรือหน่วยงานอื่นๆ เช่น กอส.เสมอไป

นอกจากนี้ อัตราเสี่ยงก็มีอยู่สูงว่า อาวุธที่หลุดจากมือรัฐไปอยู่ในมือชาวบ้านจะหลงพลัดหลุดไปอยู่ในมือใครคนอื่นต่อหรือไม่ เช่นผู้ก่อการ?

ปลายกระบอกปืนจะหันไปถูกทิศทางที่กำหนดแน่นอนเสมอไปไหม?
จะมีมาตรการกำกับควบคุม รักษา เรียกคืนและปลดอาวุธอย่างไร?

ภารกิจจะจำกัดแต่ป้องกันตนเองหรือขยายไปสู่เชิงรุกในทำนอง pre-emptive strike แบบของประธานาธิบดีบุชหรือเปล่า หากแม้นหน่วยงานรับผิดชอบจัดหา "บัญชีดำ" ผู้ต้องสงสัยที่ทำเอาไว้มาให้? ทั้งหมดนั้นจะทำให้ชายแดนภาคใต้กลายเป็น "แดนไร้รัฐ" ดังที่นิธิ เอียวศรีวงศ์วิตกวิจารณ์หรือฉันใด?
(มติชนรายวัน, 11 ก.ค. 2548, น.6; และ Rungrawee C. Pinyorat, "Beheadings, arming of Buddhists raising tensions in Thailand"s Muslim-dominated south", Associated Press, 3 July 2005)

ในสภาพสถานการณ์ชายแดนใต้เช่นนี้ คำถามที่น่าตั้ง ต่อพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินก่อนพิจารณาเนื้อหาในรายละเอียดอย่างอื่นก็คือ:-

การรวมศูนย์อำนาจเด็ดขาดชนิดที่ไม่เคยมีนายกฯ จากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญคนใดของไทยเคยได้มาก่อน ตามบทกำหนดของพระราชกำหนดนี้...

-จะแก้ไขปัญหาความไม่เป็นเอกภาพด้านแนวนโยบาย และขาดประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้หรือไม่? อย่างไร?

-จะยับยั้งการไต่ระดับสูงขึ้นของการก่อความไม่สงบ ไปสู่การก่อการกำเริบเต็มรูปแบบได้หรือไม่? อย่างไร?

-จะกำกับควบคุมกองกำลังติดอาวุธชาวบ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ให้ลุกลามปามจนเกิดสภาพไร้รัฐ-อนาธิปไตย-ภาวะธรรมชาติที่ทุกคนสามารถลุกขึ้นทำสงครามกับทุกคนได้หรือไม่? อย่างไร?

-จะมีมาตรการและหลักประกันใดว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ จะไม่เป็นการฟอกล้างการฉวยใช้อำนาจในทางมิชอบ และการก่อการร้ายภาครัฐในเขตประกาศภาวะฉุกเฉินให้กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมายในทางปฏิบัติไป(LEGALIZATION OF ABUSES OF POWER & STATE TERRORISM)?

ด้วยอำนาจรวมศูนย์เด็ดขาดที่รวบรัดเอาไปจากประชาชน นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบเบ็ดเสร็จต่อการตอบคำถามเหล่านี้!


๒. "อิสลามกับการเมืองปัจจุบัน"
ในนามของพระเป็นเจ้าผู้ทรงเมตตาการุณ ขอสันติสุขจงมีแด่นักรบผู้คึกคักเข้มแข็งไม่ระย่อ พระนบีมุฮัมมัด ขอสันติสุขของพระผู้เป็นเจ้าจงมีแด่ท่าน"

"ดูก่อนชาติอิสลามและชาติอาหรับ จงปีติยินดีเถิดด้วยบัดนี้ถึงเวลาแก้แค้นรัฐบาลของพวกนักรบครูเสดไซออนิสต์ชาวอังกฤษ เพื่อตอบโต้การสังหารหมู่ที่อังกฤษกำลังกระทำในอิรักและอัฟกานิสถานแล้ว นักรบมูจาฮีดีนผู้วีระอาจหาญ ได้ดำเนินการจู่โจมอันได้รับพรจากพระผู้เป็นเจ้าในกรุงลอนดอน อังกฤษกำลังลุกไหม้ด้วยความหวาดหวั่น สยดสยองและตื่นกลัวทั้งในภาคเหนือ ใต้ ตะวันออกและตะวันตกของมัน"

"เราได้เคยเตือนรัฐบาลและประชาชนชาวอังกฤษครั้งแล้วครั้งเล่า บัดนี้เราได้ทำตามคำสัญญาของเราและดำเนินการจู่โจมทางทหารอันได้รับพรจากพระผู้เป็นเจ้าในอังกฤษ หลังจากนักรบมูจาฮีดีนของเราได้พากเพียรพยายามอย่างยิ่งยวดอยู่ยาวนาน เพื่อประกันความสำเร็จของการจู่โจมนี้"

"เราขอเตือนรัฐบาลเดนมาร์กและอิตาลี รวมทั้งรัฐบาลนักรบครูเสดทั้งปวงต่อไปว่า พวกมันจะถูกลงโทษแบบเดียวกันหากไม่ถอนกองทหารออกมาจากอิรักและอัฟกานิสถานเสีย ก็แลผู้เอ่ยปากเตือนแล้วย่อมมิมีโทษผิด"

พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า "เจ้าผู้เชื่อทั้งหลาย หากเจ้าช่วยอัลลอฮ์ พระองค์ก็จะช่วยเจ้า และให้เท้าของเจ้ายืนหยั่งมั่นคง"
คำแถลงอ้างความรับผิดชอบต่อระเบิดก่อการร้ายกรุงลอนดอน
กลุ่มองค์การลับอัลเคด้าแห่งองค์การญิฮาดในยุโรป
7 กรกฎาคม ค.ศ.2005

"...ผมยินดีต้อนรับคำแถลงที่เผยแพร่โดยสภามุสลิม(ของอังกฤษ) ผู้ทราบว่าคนพวกนั้นกระทำการในนามของอิสลาม ทว่าก็ทราบดีด้วยว่าชาวมุสลิมส่วนข้างมากอันมหาศาลท่วมท้น ทั้งที่นี่และต่างแดนล้วนเป็นสาธุชน ผู้เคารพกฎหมาย และทุเรศรังเกียจปฏิบัติการก่อการร้ายนี้มากเท่าเราทุกประการ"
คำแถลงของนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ ของอังกฤษ
ณ ทำเนียบถนนดาวนิ่ง หลังเกิดเหตุระเบิดก่อการร้ายกรุงลอนดอน
7 กรกฎาคม ค.ศ.2005

ศาสตราจารย์เอ็กเมเล็ดดิน อิห์ซาโนกลู ชาวตุรกี เลขาธิการองค์การการประชุมอิสลามหรือ OIC - Organization of Islamic Conference ได้รายงานต่อที่ประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศจาก 57 ประเทศของโอไอซี ครั้งที่ 32 ณ ประเทศเยเมน เมื่อปลายเดือนมิถุนายนศกนี้ เกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรงในภาคใต้ของไทยว่า "ไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งทางศาสนา" ระหว่างอิสลามกับพุทธ ทั้งนี้เป็นไปตามรายงานยาว 10 หน้า ของคณะผู้แทน 6 คน นำโดยเอกอัครราชทูตกาเซ็ม เอลมาสรี ที่ถูกเลขาธิการโอไอซี ส่งมาหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้ในเมืองไทยเป็นเวลา 11 วัน เมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งยืนยันว่า "ศาสนาไม่ใช่เหตุแห่งความขัดแย้งในภาคใต้"
(มติชนรายวัน, 1 ก.ค. 2548; Achara Ashayagachat, "An internal issue of keen interest to outsiders",
Bangkok Post, 5 July 2005)

ข้อสรุปนี้ตรงกับความเห็นของนักวิเคราะห์วิจารณ์และเพื่อนชาวมลายูมุสลิม ที่ทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนและสื่อมวลชนหลายคนในพื้นที่ ซึ่งยืนกรานเป็นเสียงเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า ปัญหาภาคใต้ไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งทางศาสนา ไม่ควรนำเข้ามาเป็นปัจจัยเกี่ยวข้องในการวิเคราะห์ เพราะจะทำให้ไขว้เขว ควรจะเคลียร์เรื่องนี้ออกไปให้พ้นการพยายามเข้าใจความขัดแย้งในภาคใต้เลยทีเดียว

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมไม่แน่ใจ.... คือผมเห็นด้วยนะครับว่า สถานการณ์ที่เราเผชิญในภาคใต้ทุกวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของการที่ประชาชนลุกขึ้นมาแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และขัดแย้งต่อสู้ฆ่าฟันกันเพราะความเชื่อทางศาสนาแตกต่างกัน แบบที่เราพบเห็นเนืองๆ ในบางประเทศ อาทิ ระหว่างชาวฮินดูกับชาวมุสลิมในอินเดีย เป็นต้น

มันไม่ใช่เรื่องว่าชาวมุสลิมต่อต้านพุทธศาสนาก็เลยพาลเกลียดชาวพุทธ หรือชาวพุทธคัดค้านศาสนาอิสลามก็เลยพาลไม่ชอบชาวมุสลิมอะไรทำนองนั้น เพราะเอาเข้าจริงความสัมพันธ์แนวระนาบในระดับชาวบ้านระหว่างชุมชนไทยพุทธกับชุมชนมลายูมุสลิม ก็ดำเนินมาอย่างสงบสันติด้วยดีเป็นเวลานานในพื้นที่ภาคใต้ของเรา

มูลเหตุของปัญหาขัดแย้งและความรุนแรงที่แท้จริงเป็นเรื่องความสัมพันธ์แนวดิ่งระหว่าง

- อำนาจรัฐรวมศูนย์จากส่วนกลางที่พูดภาษาไทย และเน้นให้ความสำคัญกับศาสนาพุทธ VS ชาวบ้านมลายูมุสลิมผู้ไร้อำนาจในระบบ

- ลัทธิชาตินิยมและความเป็นไทยอันคับแคบ ตามอุดมคติของทางราชการ VS ความเป็นจริงทางศาสนา-ภาษา-ชาติพันธุ์-วัฒนธรรมอันแตกต่างหลากหลายในพื้นที่

- และการแย่งชิงกันใช้ทรัพยากรธรรมชาติระหว่างกลุ่มทุน-ธุรกิจ อิทธิพลและหน่วยงานรัฐบาล VS ชุมชนท้องถิ่นต่างหาก

ที่กล่าวมานั้น - หากยืมภาษาทฤษฎีความไม่รุนแรงของชัยวัฒน์ สถาอานันท์ มาพูด - นับเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้าง(structural violence) อันส่งผลให้เกิด -> ความรุนแรงทางตรง(direct violence) ที่คนลุกขึ้นมาลงมือก่อการร้ายฆ่าฟันคนด้วยกัน


อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์รุนแรงชายแดนภาคใต้รอบปัจจุบัน ยังมีอีกมิติหนึ่งแง่มุมหนึ่งของความรุนแรงที่ปรากฏเด่นชัดกว่าในอดีต นั่นคือ ความรุนแรงทางวัฒนธรรม(cultural violence) หรือนัยหนึ่ง "เงื่อนไขทางความคิด-ความเชื่อที่ให้ความชอบธรรมกับความรุนแรง" โดยใช้หลักความเชื่อทางศาสนาตามการตีความแบบหนึ่ง มาเป็นเครื่องมือในทางการเมือง เพื่อปลุกระดมให้ลุกขึ้นต่อต้านอำนาจรัฐอย่างเข้มข้นชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน

ผู้ก่อการภาคใต้ ได้ฆ่าคนและสู้ตายให้เราเห็นประจักษ์ในการลุกขึ้นสู้อำนาจรัฐ ด้วยการโจมตีที่ตั้งเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ 11 จุด เมื่อวันที่ 28 เมษายนศกก่อนและครั้งต่อๆ มา ทั้งนี้พวกเขาบางส่วนกระทำไปด้วยความเชื่อมั่น(certitude) บนพื้นฐานศาสนาอิสลามที่พวกเขาตีความแบบหนึ่ง

จากประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะที่เคยจับอาวุธลุกขึ้นสู้กับรัฐบาลเผด็จการในอดีตมา ผมเข้าใจว่าคนที่ทำเช่นนั้น คือ กล้าเอาชีวิตคนอื่นและยอมพลีชีพตัวเองนั้น จะสงสัยหรือไม่เชื่อไม่ได้และต้องเชื่อมั่นอย่างไม่มีข้อติดใจลังเลพะวงสงสัยแม้แต่น้อยด้วย - เพราะถ้าสงสัยเมื่อไร มือไม้จะอ่อนทันที จะไม่กล้าเสี่ยงตาย จะฆ่าคนอื่นไม่ลง และเป็นไปได้ที่จะวางมีดวางปืนถ้ามีทางออกให้

ในความหมายนี้ ที่การต่อสู้ด้วยอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) ล่มสลายลงเมื่อ 20 ปีก่อน จึงมิใช่เพียงเพราะนโยบายการเมืองนำการทหาร ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 และ 65/25 สมัยนายกฯพลเอกเปรม ติณสูลานนท์เท่านั้น แต่ยังเพราะนิตยสารข่าวไทยนิกรของฝ่ายซ้ายในเมืองที่ถูกฝ่าย พคท. ตราหน้าว่าเป็น "ลัทธิแก้-สายโซเวียต-สายปฏิรูปหรือปฏิวัติประชาธิปไตย" ซึ่งผลิตส่งเข้าไปในป่า ให้สหายนักศึกษาปัญญาชนส่งต่อกันอ่านแพร่หลายออกไป จนค่อยๆ เกิดคำถามกับแนวทางปฏิวัติ พคท. ที่ตนเคยเชื่อมั่น เริ่มสงสัย ปั่นป่วน วางปืนและเลิกรบกับรัฐบาลในที่สุด

คำถามต่อสถานการณ์รุนแรงภาคใต้ปัจจุบัน โดยอิงประสบการณ์จากอดีตก็คือ:-

นอกเหนือจากจะต้องปรับเปลี่ยนนโยบาย เพื่อปฏิรูปการเมืองภาคใต้ให้มีอิสระในการปกครองตนเองในระบอบเสรีประชาธิปไตยตามมาตรา 282 จนถึง 290 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 อย่างแท้จริง และอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว,

จะทำให้ผู้ก่อการสงสัยอย่างไร? เรารู้ไหมว่าพวกเขาอ่านอะไร? ในภาษาอะไร - ไทยหรือมลายู? จะผลิตและส่ง "นิตยสารไทยนิกร" ฉบับภาษามลายูไปให้พวกเขาอ่านได้อย่างไร? หรือจะสื่อสารถึงพวกเขาด้วยสื่อประเภทใด? อย่างไร?

ความจำเป็นที่จะต้องหยิบยกมิติแง่มุมเรื่องศาสนา ของความขัดแย้งรุนแรงในสถานการณ์ภาคใต้ขึ้นมาพูดคุยถกเถียงกัน จึงเกิดขึ้นจากความเป็นจริงที่อยู่นอกเหนือเจตจำนงประสงค์ของคนหนึ่งคนใด กล่าวคือ ในโลกปัจจุบันอิสลามได้กลายเป็นภาษาร่วมของผู้ถูกกดขี่ข่มเหง ที่ใช้มาทำความเข้าใจ อรรถาธิบายให้ความชอบธรรมแก่การลุกขึ้นต่อสู้เผด็จการ และจักรวรรดินิยมในชุมชนมุสลิมมากมายหลายแห่งทั่วโลก แทนลัทธิคอมมิวนิสต์ในสมัยสงครามเย็นไปแล้ว,

ทว่าในขณะเดียวกัน อิสลามก็กลายเป็นภาษาที่ถูกใช้ให้ความชอบธรรมแก่การก่อการร้าย และรัฐศาสนาเทวาธิปไตยด้วย

ดังคำแถลงข่าวของเชคยุซุฟ อัลก็อรฏอวีย์ ประธานสหภาพนักปราชญ์มุสลิมนานาชาติชาวอียิปต์ ที่เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งด้านหนึ่งท่านกล่าววิพากษ์วิจารณ์การก่อการร้ายต่อผู้บริสุทธิ์ในนามของอิสลาม แต่ขณะเดียวกันก็ยืนกรานความชอบธรรมทางศาสนาในการต่อสู้รุกรานว่า:

"...อิสลามห้ามในการฆ่าประชาชนที่บริสุทธิ์ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสงคราม..."
"ศาสนาได้กำหนดให้ต่อต้านในการฉุดคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ เพราะเพียงแค่ระแวงสงสัยเท่านั้น"
"มุสลิมห้ามในการลักพาตัวบุคคลที่บริสุทธิ์ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสงคราม"

"ฉันกล่าวว่า อิสลามไม่มีวันที่จะทำลายชนชาติใดๆ หรือขับไล่ผู้คนออกจากดินแดนของพวกเขา หรือบังคับให้พวกเขาเปลี่ยนศาสนาหรือวัฒนธรรมของพวกเขา" เพราะท่านศาสดามุฮัมมัดศ็อลลัลอฮุอะ ลัยฮิวะ สัลลัม ให้เกียรติชนชาติอื่นเสมอ และทำการรักษาเลือดชีวิตและเนื้อของพวกเขา"

"การต่อสู้กับอเมริกาผู้รุกรานอิรักเป็นสิ่งจำเป็น ฉันต่อต้านชาติที่รุกรานประเทศอื่น โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตาม ฉันขอกล่าวว่า การต่อสู้กับอเมริกาผู้รุกรานเป็นสิ่งจำเป็นซึ่งได้การรับรองโดยศาสนาแห่งฟากฟ้า และการยอมรับจากนานาชาติ"
อ้างใน อ.อับดุชชะกุร์ บินชาฟีอีย์ดินอะ(อับดุลสุโก ดินอะ)
"ทรรศนะอิสลามต่อการฆ่าปาดคอผู้บริสุทธิ์ในภาคใต้และอิรัก"
มติชนรายวัน, 30 มิ.ย. 2548, น.6


แต่เราควรจะพูดคุยถกเถียงประเด็นอันละเอียดอ่อนแต่สำคัญยิ่งนี้กันอย่างไร?

พูดแบบทึกทักสันนิษฐานว่า มีสัจธรรมที่ถูกต้องถ่องแท้เพียงฉบับเดียว ไม่ว่าของฝ่ายผู้ก่อการ(ญิฮาดเดอปาตานี) หรือฝ่ายทางการ(คำชี้แจงสำนักจุฬาราชมนตรี)? หรือแบบเปิดปลายให้มีการตีความเชิงวิพากษ์วิจารณ์(ijtihad) ได้หลายๆ แบบ ให้หลากหลาย ให้เลือก ให้สงสัยกว้างขวางออกไป?

๓. "แด่มูนีร์ : สมชาย นีละไพจิตร แห่งอินโดนีเซีย"
"สิทธิมนุษยชนในความหมายความสมานฉันท์ในหมู่มวลมนุษย์ ได้สร้างภาษาใหม่ที่เป็นสากลและเสมอภาคอันข้ามพ้นพรมแดนทางเชื้อชาติ, เพศสภาพ, ชาติพันธุ์หรือศาสนาขึ้นมา นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเราถือมันเป็นทางเข้าประตูสู่การสนทนา สำหรับผู้คนจากทุกกลุ่มเศรษฐกิจ สังคม และอุดมการณ์"
มูนีร์ ซาอิด ธาลิบ

ปี 2547 ที่แล้วมา นับเป็นปีแห่งโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของวงการผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนในเอเชียอาคเนย์ เพราะไม่เพียงแต่ประเทศไทยจะสูญเสีย ทนายสมชาย นีละไพจิตร ผู้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจอุ้มสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยตราบเท่าทุกวันนี้เท่านั้น หากอินโดนีเซียอันเป็นเพื่อนบ้านของเรา ก็ได้สูญเสีย ทนายมูนีร์ ซาอิด ธาลิบ นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนชั้นนำของประเทศ ไปในทำนองคล้ายกันด้วย

คำนิยามเปรียบเทียบมูนีร์ ซาอิด ธาลิบ ที่กระชับชัดถึงแก่นที่สุดสำหรับการรับรู้ของสังคมไทยน่าจะเป็นว่า เขาคือสมชาย นีละไพจิตร(ในแง่บทบาทผลงานในประเทศ)+สุลักษณ์ ศิวรักษ์(ในแง่ฐานะชื่อเสียงต่างประเทศ) ของอินโดนีเซียนั่นเอง!

มูนีร์ (ชื่อของเขาแปลว่า "แสงสว่าง" ในภาษาพื้นเมือง) เกิดเมื่อปี ค.ศ.1965 (พ.ศ.2508) ปีเดียวกับที่นายพลซูฮาร์โต เริ่มกระบวนการยึดอำนาจและสถาปนาระบอบเผด็จการกดขี่ภายใต้ภาษาใต้ฉายา "ระเบียบใหม่" โดยตัวเองขึ้นเป็นประธานาธิบดีท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดของการกวาดล้างฆ่าหมู่ "คอมมิวนิสต์" ทั่วอินโดนีเซีย ราว 5 แสนคน

เขาเริ่มเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษานิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยบราวิจายา หลังเรียนจบ เขาเข้าร่วมงาน มูลนิธิให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายของอินโดนีเซีย (YLBHI) ในปี ค.ศ.1989 โดยเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายแก่เหยื่อความรุนแรงและกดขี่ของรัฐ ในเมืองสุราบายา ทางตะวันออกของเกาะชวา

มูนีร์ขยับขึ้นเป็นผู้อำนวยการสำนักงานให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายประจำเมืองเซามารัง ก่อนจะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าปฏิบัติการภาคสนามของมูลนิธิ ที่จาการ์ตา นับแต่ปี ค.ศ.1996 เรื่อยมา

มูนีร์เริ่มโดดเด่นเป็นที่รู้จักของสาธารณชนอินโดนีเซีย ช่วงปลายสมัยประธานาธิบดีซูฮาร์โต ในฐานะแกนนำรณรงค์ประท้วงกรณีนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยร่วม 20 กว่าคน ถูกลักพาตัวหายสาบสูญไปอย่างน่าสงสัยตอนปลายปี ค.ศ.1997 ต่อต้นปี ค.ศ.1998

เมื่อการรณรงค์ดังกล่าวขึ้นสู่กระแสสูง เขาก็ก่อตั้งองค์การสิทธิมนุษยชน คอนตราส(Kontras) ขึ้น หรือในชื่อเต็มว่า คณะการมาธิการเพื่อกรณีผู้สูญหายและเหยื่อความรุนแรง โดยมีเอ็นจีโอประชาธิปไตย 12 องค์กร รวมทั้งมูลนิธิ YLBHI สนับสนุน. เขารับเป็นผู้ประสานงานคณะทำงานของคอนตราสในระยะแรก และประธานคณะกรรมการจัดการองค์การนี้ในเวลาต่อมา

พร้อมกับการล่มสลายของระบอบซูฮาร์โต ความตื่นตัวด้านเสรีประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยนในอินโดนีเซีย ทำให้เห็นชัดว่า จำต้องขุดรากถอนโคนมรดกวัฒนธรรมการเมืองแห่งความรุนแรง การฉวยใช้อำนาจในทางมิชอบ และคอร์รัปชั่นที่เผด็จการแพร่ทิ้งไว้ และหยั่งรากลุกลามเรื้อรังในรัฐและสังคม โดยการผลักดันของมูนีร์ คอนตราสจึงรวมศูนย์เคลื่อนไหวต่อสู้เรื่องความรุนแรงทางการเมือง ส่งเสริมให้เคารพกระบวนการที่ถูกต้องแห่งกฎหมาย หาหลักประกันให้เหยื่อความรุนแรงได้ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ และสนับสนุนความสมานฉันท์และสันติภาพ

คอนตราส ตีพิมพ์นิตยสารออกเผยแพร่รายงานเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น และจัดตั้งสำนักงานโครงการกระจายไปในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ. คอนตราสยังร่วมกับมูลนิธิ YLBHI พัฒนาสื่อสาธารณะเพื่อให้การศึกษาเรื่องสิทธิมนุษยชนผ่านรายการวิทยุด้วย ผลงานเหล่านี้ทำให้คอนตราสได้รับรางวัลสิทธิมนุษยชน Yap Thiam Hien อันทรงเกียรติคุณในปี ค.ศ.1998

นอกจากคอนตราสแล้ว ต่อมามูนีร์ก็ได้ร่วมกับเพื่อนมิตร 16 คน ก่อตั้งกลุ่มเฝ้าระวังสิทธิมนุษยชนอีกองค์กรหนึ่งชื่อ อิมพาร์เซียล(Imparsial) ในปี ค.ศ.2002

กระบวนการลงประชามติเรื่องเอกราชของติมอร์ตะวันออก และถอดถอนอำนาจยึดครองของทหารอินโดนีเซียเหนือเกาะนั้นนำไปสู่เหตุนองเลือดรุนแรงครั้งใหญ่ต่อหน้าสายตาสื่อมวลชนและชาวโลกอีก สืบเนื่องจากเหตุดังกล่าว คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของอินโดนีเซีย ได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนในติมอร์ตะวันออก(KPPHAM)ขึ้น โดยมูนีร์ร่วมเป็นสมาชิกคนหนึ่ง

เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.1999 คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ค้นพบหลักฐานจำนวนมากที่แสดงชัดว่ากองทัพอินโดนีเซียเข้าไปพัวพันกับการรับสมัคร ให้เงินทุนหนุนหลังฝึกอบรมและสั่งการบรรดากองกำลังอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้ก่อจลาจลรุนแรงในติมอร์ตะวันออก ช่วงลงประชามติเรื่องเอกราช ภายใต้การอำนวยการของสหประชาชาติ

รายงานของคณะกรรมาธิการเมื่อต้นปี ค.ศ.2000 นำไปสู่การสอบสวนพฤติกรรมนายทหารบกชั้นผู้ใหญ่ 6 นาย รวมทั้งอดีตเสนาธิการทหารบก พลเอกวิรันโต. อย่างไรก็ตาม อัยการของรัฐไม่ยอมเอาผิดนายทหารหรือตำรวจคนใดในข้อหาก่ออาชญากรรมด้านสิทธิมนุษยชน ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ ซึ่งระบุชื่อเจ้าหน้าที่เหล่านี้ไว้ในรายงาน

มูนีร์ยังได้รับแต่งตั้งให้ร่วมคณะกรรมการยกร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งศาลสิทธิมนุษยชนที่เสนอต่อรัฐสภาอินโดนีเซียในปี ค.ศ.2000 ด้วย. มูนีร์ได้ใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญทางกฎหมายรับเป็นทนายว่าความแก้ต่างให้นักเคลื่อนไหวรณรงค์สิทธิมนุษยชนหลายคน ในคดีที่ขึ้นสู่ศาล อีกทั้งเป็นตัวแทนรณรงค์ต่อสู้เพื่อสิทธิประโยชน์ของชนชาติส่วนน้อยหลายกลุ่ม ทั่วหมู่เกาะต่างๆ ของอินโดนีเซีย

เขายังรับสอนเรื่องสิทธิมนุษยชนในการฝึกอบรม สัมมนา และประชุมเชิงปฏิบัติการของทหารตำรวจอินโดนีเซียมากมายหลายครั้ง เพื่อช่วยแก้ปัญหาเรื้อรังที่เจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้วยประวัติผลงานอันโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ดังกล่าวมา ชื่อเสียงของมูนีร์จึงขจรขจายออกไป และได้รับยกย่องเกียรติคุณอย่างสูงทั้งในและระหว่างประเทศทั้งที่อายุยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ ดังปรากฏว่าในวาระย่างสหัสวรรษใหม่ ค.ศ.2000 ปีเดียว UMMAT อันเป็นวารสารมุสลิมชั้นนำในอินโดนีเซีย ได้ยกย่องเขาเป็น "บุคคลแห่งปี"

นิตยสาร Asia Week เลือกเขาเป็นหนึ่งในบรรดา "ผู้นำวัยเยาว์สำหรับสหัสวรรษในเอเชีย"

และท้ายที่สุดมูนีร์ก็ได้รับรางวัล Right Livelihood Award ของปีนั้น พร้อมคำนิยมว่า เพื่อเป็นเกียรติแก่ "ความกล้าหาญและเสียสละของเขา ในการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน และการให้พลเรือนมีอำนาจควบคุมทหารในอินโดนีเซีย"

(อนึ่ง รางวัล Right Livelihood Award มักถือว่าเป็นรางวัลโนเบลทางเลือกสำหรับผู้อุทิศตนแก่ภารกิจก้าวหน้าภาคประชาชน ดังที่นางวันทนา ศิวะ แห่งอินเดีย ได้รับในปี ค.ศ.1993 เคนซาโร-วิวา แห่งไนจีเรีย ได้รับในปี ค.ศ.1994 ก่อนจะถูกประหารชีวิตอย่างอยุติธรรมในปีถัดมา และอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้รับในปี ค.ศ.1995 เพื่อเป็นเกียรติแก่ "วิสัยทัศน์และความยึดมั่นของเขาต่ออนาคตที่หยั่งรากอยู่ในประชาธิปไตย, ความยุติธรรมและบูรณาการทางวัฒนธรรม")

ในทางกลับกัน การยืนหยัดต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อเลิกรา เพื่อเปิดโปงการใช้อำนาจโดยมิชอบและคอร์รัปชั่นของรัฐบาลและทหารอินโดนีเซีย ก็ทำให้มูนีร์มีศัตรูไม่น้อย และตัวเขาเองกับครอบครัว มักตกเป็นเป้าของการรังควานคุกคามอยู่เสมอ และถึงขั้นขู่เอาชีวิตก็หลายครั้ง

แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุร้ายจะเกิดขึ้นกับเขาในวาระโอกาสและลักษณะอย่างนั้นเลย

เย็นวันที่ 6 กันยายน ค.ศ.2004 มูนีร์ขึ้นเครื่องของสายการบิน Garuda เที่ยวบินที่ 974 ออกเดินทางจากจาการ์ตาไปอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อศึกษาต่อด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ณ มหาวิทยาลัยยูเทร็คท์ ตามที่ได้ทุนการศึกษามา

หลังเครื่องออกไม่นาน จู่ๆ เขาก็เกิดป่วยหนักกะทันหัน มีอาการท้องเสียรุนแรง และอาเจียนเป็นพักๆ นายแพทย์คนหนึ่งที่เดินทางไปในเที่ยวบินเดียวกันพยายามรักษาเขา แต่ก็ช่วยไว้ไม่ได้

วันที่ 7 กันยายน ก่อนเครื่องบินจะถึงสนามบินในกรุงอัมสเตอร์ดัมเพียงเล็กน้อย มูนีร์ก็ถึงแก่ความตาย ในช่วงป่วยหนักอยู่บนเครื่องบินนั้นเอง มูนีร์ได้ฝืนส่งข้อความ SMS ผ่านโทรศัพท์มือถือไปถึงนางสุจิวาตี ผู้เป็นภรรยาครั้งสุดท้ายก่อนตายว่า เขาถูกวางยาพิษในอาหาร!

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เนเธอร์แลนด์ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ได้ผ่าตัดชันสูตรศพมูนีร์และตรวจพบว่าเขาตายเพราะพิษของสาร arsenic ปกติแล้วคนธรรมดาหากรับสาร arsenic เข้าไปในร่างกายเกิน 200 มิลลิกรัม ก็ถือว่าอันตรายถึงชีวิตแล้ว. ทว่าในกรณีมูนีร์ เขามีสาร arsenic ที่ไม่ถูกย่อยตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารถึงกว่า 460 มิลลิกรัม! สำหรับคนรูปร่างเล็กบางอย่างเขา เมื่อโดนพิษมากขนาดนั้นย่อมไม่มีทางรอดเลย

ข้อสรุปทั้งในและนอกอินโดนีเซียจากพยานหลักฐานที่ประจักษ์ชัดมิอาจเป็นอื่นไปได้ นอกจากมูนีร์ถูกฆาตกรรมทางการเมืองบนเครื่องบินของทางการอินโดนีเซียด้วยการวางยาพิษ! แต่ใครคือฆาตกร? ใครคือผู้บงการ? ด้วยมูลเหตุจูงใจและวิธีการอย่างไร? ใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบ? จะทวงถามความยุติธรรมและความจริงให้แก่การตายของมูนีร์ได้อย่างไร?

จากวันนั้นจวบวันนี้ ยังไม่มีคำตอบจากรัฐบาลหรือตำรวจอินโดนีเซียแต่อย่างใด การสืบสวนสอบสวนถูกถ่วงล่าช้าออกไปด้วยข้ออ้างต่างๆ ที่ฟังไม่ขึ้น

ขณะเดียวกัน นางสุจิวาตี ภรรยาม่ายของมูนีร์ กลับได้รับห่อพัสดุทางไปรษณีย์บรรจุซากไก่ที่ถูกตัดหัวทิ้งพร้อมข้อความว่า "อย่าเอากองทัพอินโดนีเซียไปโยงกับการตายของมูนีร์ อยากจะลงเอยแบบนี้รึไง?"

อีกนั่นแหละ โดยแก่นแท้แล้วมันก็อีหรอบเดียวกับคดีอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร มิใช่หรือ?


 

 

 

สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I สารบัญเนื้อหา 3
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด กว่า 620 เรื่อง หนากว่า 8200 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 120 บาท(รวมค่าส่ง)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

 

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็ปไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com




 

ดูก่อนชาติอิสลามและชาติอาหรับ จงปีติยินดีเถิดด้วยบัดนี้ถึงเวลาแก้แค้นรัฐบาลของพวกนักรบครูเสดไซออนิสต์ชาวอังกฤษ เพื่อตอบโต้การสังหารหมู่ที่อังกฤษกำลังกระทำในอิรักและอัฟกานิสถานแล้ว นักรบมูจาฮีดีนผู้วีระอาจหาญ ได้ดำเนินการจู่โจมอันได้รับพรจากพระผู้เป็นเจ้าในกรุงลอนดอน อังกฤษกำลังลุกไหม้ด้วยความหวาดหวั่น สยดสยองและตื่นกลัวทั้งในภาคเหนือ ใต้ ตะวันออกและตะวันตกของมัน"

"...อิสลามห้ามในการฆ่าประชาชนที่บริสุทธิ์ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสงคราม..." "ศาสนาได้กำหนดให้ต่อต้านในการฉุดคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ เพราะเพียงแค่ระแวงสงสัยเท่านั้น" "มุสลิมห้ามในการลักพาตัวบุคคลที่บริสุทธิ์ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสงคราม" "ฉันกล่าวว่า อิสลามไม่มีวันที่จะทำลายชนชาติใดๆ หรือขับไล่ผู้คนออกจากดินแดนของพวกเขา หรือบังคับให้พวกเขาเปลี่ยนศาสนาหรือวัฒนธรรมของพวกเขา" เพราะท่านศาสดามุฮัมมัดศ็อลลัลอฮุอะ ลัยฮิวะ สัลลัม ให้เกียรติชนชาติอื่นเสมอ และทำการรักษาเลือดชีวิตและเนื้อของพวกเขา" "การต่อสู้กับอเมริกาผู้รุกรานอิรักเป็นสิ่งจำเป็น ฉันต่อต้านชาติที่รุกรานประเทศอื่น โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตาม..." อับดุชชะกุร์ บินชาฟีอีย์ดินอะ

ผลงานวิชาการชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็ปไซต์ วันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ : บทความทั้งหมดของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ไม่สงวนสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ทางวิชาการ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขอขอบคุณ
เจ้าของพื้นที่ www.thaiis.com ที่กรุณาให้ใช้พื้นที่ฟรีในการเผยแพร่งานวิชาการ
เว็ปไซต์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้กับ Display properties : screen area 600 X 800 pixels ซึ่งจะให้ภาพที่คมชัดและสมบูรณ์ที่สุด
H

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด กว่า 600 เรื่อง หนากว่า 8000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM ในราคา 120 บาท(รวมค่าส่ง) สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com

หรือ ส่งธนาณัติถึง
สมเกียรติ ตั้งนโม : ไปรษณีย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 50202
กรุณาส่งธนาณัติแลกเงินไปยัง สมเกียรติ ตั้งนโม : คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50202 และอย่าลืมเขียนชื่อ ที่อยู่ ของผู้รับตัวบรรจงด้วยครับ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการจัดส่งทางไปรษณีย์

บทความวิชาการฟรีที่ผ่านมา ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน หากนักศึกษาและสมาชิกท่านใตสนใจ สามารถคลิกไปอ่านได้จากที่นี่...คลิกที่ภาพ
บทความทุกชิ้นที่เผยแพร่บนเว็ปไซต์นี้ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข เพื่อประโยชน์ต่อการนำไปใช้อ้างอิง