01

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 550 หัวเรื่อง
ประวัติศาสตร์นิเเวศวัฒนธรรม
บทสะท้อนจากดินแดนลุ่มน้ำโขง
ธันวา ใจเที่ยง :
นักวิจัยอิสระ
สมาชิกมหาวิทยาลยเที่ยงคืน

The Midnight 's article

R
relate topic
010448
release date
เว็ปไซท์นี้มีการคลิกโดยเฉลี่ยต่อวัน 26000 ครั้ง สำรวจเมื่อเดือนสิงหาคม 2547 - ขอขอบคุณ www.thaiis.com ที่ให้ใช้พื้นที่
ผลงานวิชาการชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็ปไซต์ วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ : ไม่สงวนสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ทางวิชาการ
The Midnight
University

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด กว่า 540 เรื่อง หนากว่า 6700 หน้า ในรูปของ CD-ROM ในราคา 120 บาท(รวมค่าส่ง) สนใจสั่งซื้อที่ midnightuniv@yahoo.com - midnight2545@yahoo.com
หรือ ส่งธนาณัติถึง
สมเกียรติ ตั้งนโม : ไปรษณีย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 50202
กรุณาส่งธนาณัติแลกเงินไปยัง สมเกียรติ ตั้งนโม : คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถนนสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50202
อย่าลืมเขียนชื่อ ที่อยู่ ของผู้รับตัวบรรจงด้วยครับ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการจัดส่งทางไปรษณีย์ (การจัดส่งทางไปรษณีย์ จะลงทะเบียนทุกฉบับ)

ประวัติศาสตร์ประชาชน สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม
ประวัติศาสตร์นิเวศวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง
ธันวา ใจเที่ยง : นักวิจัยอิสระ
สมาชิกมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน


บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 550

หมายเหตุ : บทความเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง

จากประวัติศาสตร์การเมือง
สู่การศึกษาประวัติศาสตร์นิเวศวิทยาและวัฒนธรรม
บทสะท้อนจากดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง

โครงการศึกษาเพื่อการพัฒนากลุ่มชน 2 ฝั่งโขง
(บทความชิ้นนี้ยาวประมาณ 5 หน้ากระดาษ A4)

 

พัฒนาจากโครงการวิจัยประวัติศาสตร์วัฒนธรรม
กับระบบการจัดการทางนิเวศวิทยาของกลุ่มชนชาวนาลุ่มน้ำโขง แอ่งสกลนคร-นครพนม
สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ขอบคุณ ศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ที่ปรึกษาโครงการ ฯ

ดินแดนแม่น้ำโขงตอนล่าง (The Lower Maekhong Basin) ถือได้ว่าอยู่ในส่วนหนึ่งของดินแดนป่าฝนเมืองร้อน (Tropical Forest Area) เพราะอยู่ระหว่างเส้นละติจูดที่ 23 ? องศาเหนือและ 23 ? องศาใต้ พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) สูง ที่มีความหลากหลายของพืชพันธุ์ ความหลากหลายของสรรพสัตว์ หรือความหลากหลายของกลุ่มชนและวัฒนธรรมที่อาศัยอยู่ร่วมกันมาเป็นระยะเวลากว่าศตวรรษ

แต่เมื่อเราหยิบยกเอาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกของกลุ่มชนในแถบเอเชีย ในแถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง อย่างพม่า ไทย ลาว เวียดนาม เขมร มากล่าว กลับมักจะเป็นสาเหตุที่จะนำมาซึ่งความทะเลาะเบาะแว้งกันเสมอ จนบางครั้งหากมีการพบกันของผู้คนในรัฐชาติดังกล่าว จึงพยายามเลี่ยงหลีกที่จะพูดถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ เพื่อหลบหลีกความขัดแย้ง ที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลงรอยกัน ทั้งๆที่เรื่องราวของประวัติศาสตร์มีความสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ที่เป็นเช่นนี้หาใช่เป็นความผิดของประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวทางอดีตไม่ เพราะที่ผ่านมา เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ มักจะถูกนำไปใช้ในทางการเมือง การปกครองและการยึดแย่งอำนาจของชนชั้นปกครองเสียมาก และการขีดเขียนประวัติศาสตร์ในอดีต มักเขียนขึ้นมาเพื่อสำหรับการสร้างชาติ สร้างความยิ่งใหญ่ ภายใต้บริบทของการสร้างชาติใหม่ยุคหลังตะวันตกคุกคาม จนละเลยประเด็นของการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชนน้อยๆต่างๆเพื่อความสมานฉันท์

และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มักเป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์ราชวงศ์ อันเกี่ยวข้องกับทางการเมืองส่วนใหญ่ จึงมักจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่กระทบกระทั่งกับผู้คนในรัฐหรือประเทศต่างๆในแว่นแคว้นลุ่มน้ำโขง จนกระทั่งกลายเป็นสัญลักษณ์หรือความเข้าใจไปเสียแล้ว ว่าวิชาการทางประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวของชนชั้นปกครอง ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวของการฆ่าฟัน ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวของการแย่งชิงสมบัติ ดินแดนของคนไม่กี่คน หรือคนเพียงไม่กี่หยิบมือ จนลืมไปว่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวในอดีตของผู้คน ยังมีประเด็นหรือมีเรื่องอย่างอื่นอีกที่จะต้องมาขยายเพิ่มเติม เช่น สิ่งแวดล้อมหรือนิเวศวิทยา ที่อาจทำให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มักจะวนเวียนและอยู่ในวังวนของภาพหลอนของวิธีการการศึกษาประวัติศาสตร์แบบเก่า ที่ใคร่จะชอบค้นคว้าจากเอกสารการบันทึกของชนชั้นปกครอง แต่มักละเลยในการลงพื้นที่เพื่อศึกษาจากชนชั้นผู้น้อยหรือชนชั้นรากหญ้าในสังคม กระทั่งวิชาการทางประวัติศาสตร์ในทัศนะผู้เขียนใกล้จะถึงทางตัน เพราะแทนที่จะเอาวิชาการมาสร้างสรรค์สังคมโลก กลับนำมาแต่ความวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น เช่น ประวัติศาสตร์ สุรนารี-เจ้าอนุวงศ์ พระเนเรศวร-บุเรงนอง ฯลฯ เป็นต้น

หากยังหลงอยู่ในภาพหรือมายาวิชาทางประวัติศาสตร์เช่นนั้น ประวัติศาสตร์การเมืองหรือประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับชนชั้นปกครองและการรบรา วิชาดังกล่าว จะเป็นเพียงเรื่องที่นำมาซึ่งความรู้สึกชาตินิยมและก่อให้เกิดความขัดแย้งต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด และจะทำให้เห็นว่าในภูมิภาคนี้มีประเทศหรือมีภาพของชาติ ไทย ลาว เวียดนาม พม่า เขมร เป็นเสมือนม่านหมอกปกคลุมบังตา จนละลืมไปเสียว่าในประเทศต่างๆเหล่านี้ มีผู้คนต่างๆมากมาย ที่อยู่กระจายไปตามลุ่มน้ำต่างๆ ทั้งน้อยใหญ่ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศลุ่มน้ำ เหล่านั้น เช่น โขง อิระวดี สาละวิน เซบั้งไฟ สงคราม มูล ชี ฯลฯ

บางครั้งกลุ่มชาติพันธุ์ชาวนาเอเชียที่อาศัยอยู่ในขอบเขตของรัฐ ที่เรียกสมมติสมัยปัจจุบัน เหล่านี้ก็เหมือนกัน เช่น เป็นชาวโซ่ เป็นชาวผู้ไท ไทญ้อ ไทแดง ไทตาด ไทลื้อ เหมือนกัน พี่น้องกันแต่อยู่กันคนละประเทศ คนละรัฐชาติ บางครั้งก็เรียกชื่อต่างกัน นับถือผีหรือสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม แม้นอำนาจทางการเมืองพยายามแบ่งและป้ายสีผู้คนออกไป แต่โดยธรรมชาติของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในระดับพื้นที่ มักไม่สามารถที่จะกันแบ่งผู้คนชนชาติต่างๆ ให้ไปอยู่ตามประเทศที่เรียกชื่อตามการเมืองสมัยปัจจุบันได้ เช่น ประเทศไทย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เส้นแบ่งทางการเมืองไม่สามารถที่จะแบ่งความผูกพัน สายสัมพันธ์ทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมของผู้คนในแถบอุษาคเนย์ออกไปได้

ฉะนั้นเส้นแบ่งทางการเมืองจึงเป็นเพียงแค่เส้นแบ่งของชนชั้นปกครองเพียงลำพัง เพื่อขีดแบ่งแยกผู้คนออกเป็นส่วนๆ เพื่อสยายปีกแห่งอำนาจและขนาดแห่งผลประโยชน์จากทรัพยากร พร้อมทั้งสร้างจินตภาพใหม่และอุดมการณ์ของความเป็นไทย เป็นลาว เป็นพม่า เขมร และครอบไว้ด้วยประวัติศาสตร์ทางการเมือง อันนำมาซึ่งความขัดแย้ง และการทะเลาะเบาะแว้งมาจนถึงทุกวันนี้

แม้จะมีการสร้างจินตภาพใหม่เหล่านี้ จินตภาพใหม่ดังกล่าวก็หาได้ลบล้างหรือทำลายรากฐานทางภาษาและวัฒนธรรมของผู้คนที่อาศัยอยู่ตามลุ่มน้ำ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศลุ่มน้ำในอุษาคเนย์ที่เรียกว่าเป็นสายพันธุ์ทางวัฒนธรรม (Genetic Cultural) เดียวกันนั้นได้ ในขณะที่ชนชั้นปกครองเพียงไม่กี่หยิบมือขัดแย้งกันเอง ต่างพยายามขีดเขียนประวัติศาสตร์ทำร้ายซึ่งกันและกัน เอาเปรียบกัน แต่ขณะเดียวกันผู้คนในระดับท้องถิ่นหาได้รบราฆ่าฟันกันไม่

เพราะในระดับหมู่บ้านหรือในระดับท้องถิ่น แม้ผู้คนจะคนละหน้าตาภาษา เช่น ผู้ไท กับ โซ่ แถบลุ่มน้ำโขงแอ่งสกลนคร ที่พูดคนละภาษา แต่พวกเขาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ติดกัน หาได้สร้างเรื่องเพื่อทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงทรัพยากรกันกันไม่ กลับพยายามสร้างสัมพันธภาพของสายสัมพันธ์แห่งพี่น้องด้วยตำนานท้องถิ่นอย่าง "น้ำเต้าปุง" เพื่ออยู่กันอย่างร่มเย็นและใช้ทรัพยากร ผืนป่าและสายน้ำร่วมกัน

การเมืองอาจสามารถแบ่งเส้นทางอำนาจของชนชั้นปกครองได้ แต่ก็หาได้แบ่งสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมของผู้คนที่อาศัยอยู่ตามสายฝั่งน้ำได้ไม่ เช่น สายพันธุ์ทางวัฒนธรรม 2 ฝั่งโขง "สองฝั่งโขงบ้านของเรา"

แต่หากเราเปลี่ยนภาพและวิธีการทางประวัติศาสตร์ แทนที่จะวนเวียนอยู่กับเรื่องชนชั้น ปกครองเพียงไม่กี่หยิบมือ หรือเป็นเรื่องเฉพาะทางการเมือง ให้ขยายและเน้นให้เป็นเรื่องของชนสามัญน้อยๆ หรือชนเผ่าน้อยๆ ที่กระจายกันอยู่ตามประเทศต่างๆ เหล่านี้ เปลี่ยนจุดเน้นหรือขยายพรมแดนของศาสตร์มาสู่ประวัติศาสตร์ทางนิเวศวิทยา (Ecological History) และประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม เราจะพบได้ว่าประเทศต่างๆที่เคยแยกออกเป็น 4-5 ประเทศ อาจมีเพียงประเทศเดียว เพราะชนชาติต่างๆที่อาศัยอยู่ในอุษาคเนย์เหล่านี้ ทั้งไท-ลาว เขมร มอญ ตั้งถิ่นฐาน กระจายปะปนไปมาตามสายน้ำในภูมิภาคต่างๆ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศลุ่มน้ำ ที่ต้องพึ่งพิงซึ่งกันและกัน ประดุจสายสัมพันธ์ของกฏธรรมชาติ ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท

อย่างไรก็ตามแม้นการพยายามคลี่คลายถึงประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มสามัญชนของชนชาติต่างๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศวิทยาลุ่มน้ำ จะมีความสำคัญ แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ผ่านการชี้นำของชนชั้นปกครองของรัฐต่างๆ ที่พยายามชี้นำและนำเอาแนวทางและทฤษฎีการพัฒนาจากภายนอก เช่น แนวคิดการพัฒนาจากตะวันตก ที่เชื่อในทฤษฎีทุนนิยมสุดโต่งลงมาครอบชุมชน และแย่งยึดเอาทรัพยากรไปจากชุมชน จากชนชั้นรากหญ้า-สามัญชน ก่อให้เกิดปัญหาการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ การสูญเสียดุลยภาพทางนิเวศวิทยา ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ก่อให้เกิดการล่มสลายทางสังคม ปัญหาหนี้สินต่างๆ

ปัจจุบันปัญหาทางสิ่งแวดล้อมหรือปัญหาการขาดสมดุลทางนิเวศวิทยา เป็นปัญหาสำคัญมาก อันเนื่องมาจากวิถีการพัฒนาที่ผ่านมาและต่อไป ที่เร่งเร้าให้ผู้คนในทุกหย่อมหญ้าวิ่งไปตามกระแสทุนนิยม ทั้งโครงสร้างทางสังคมที่ไม่เป็นธรรม ที่ทรัพยากรถูกดูดออกไปจากชุมชน ทำให้ทุนของการดำรงชีวิตของชาวนา เช่น ดิน น้ำ ป่า สัตว์ป่า สัตว์น้ำ สูญเสียไป หรือเกิดความสูญเสียของความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การหมดไปของป่าไม้ การขาดอาหารดำรงชีวิตในไร่นา เป็นต้น อันเป็นสายทางหรือวิถีการพัฒนาต่างๆ จากองค์ความรู้หรือทฤษฎีที่มาจากสังคมตะวันตก

ในขณะที่มีงานวิจัยหลายชิ้นที่สะท้อนให้เห็นว่าองค์ความรู้ หรือทฤษฎีของคนตะวันออกให้ความสำคัญกับเรื่องราวทางนิเวศวิทยา (Ecology) ความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงหรือเศรษฐกิจแห่งความเอื้ออาทร (Spiritual Economy) แต่ก็มิเคยได้รับความสนใจ หรือถูกหยิบยกนำมาพัฒนาเป็นทฤษฎี และถูกชูขึ้นมาให้เป็นแนวทางการพัฒนากระแสหลัก

ฉะนั้นการศึกษาประวัติศาสตร์ทางนิเวศวิทยาและวัฒนธรรม ของกลุ่มชนชาวนาหรือสามัญชน-ชนรากหญ้าในลุ่มน้ำโขง หรือลุ่มน้ำต่างๆ น่าจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะคลี่คลาย ให้เห็นถึงรากเหง้า พัฒนาการ การก่อตัว พลวัตทางวัฒนธรรมของกลุ่มชนชาวนา หรือผู้คนกลุ่มต่างๆ ทั้งที่แตกต่าง เหมือนกัน และร่วมกัน ในสองฝั่งลุ่มน้ำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคลี่คลายประวัติศาสตร์ และระบบการจัดการทางนิเวศวิทยาหรือการจัดการทางสิ่งแวดล้อมของชุมชน ที่ได้ก่อตัวขึ้นจากรากฐานวัฒนธรรมชุมชนควบคู่กันที่จะทำให้เข้าใจระบบคิด หรือการสร้างภูมิปัญญาการจัดการสิ่งแวดล้อมจากฐานวัฒนธรรมชุมชน และหยิบยกเอาแนวคิดหรือทฤษฎีการจัดการสิ่งแวดล้อมของชนชาติ (ชนเผ่า) ต่างๆของชาวนาเอเชียที่อาศัยอยู่ตามระบบนิเวศลุ่มน้ำ ออกมานำเสนอให้เห็นถึงความสำคัญ ก่อนที่จะสูญสลายไป พร้อมๆไปกับการล่มสลายของระบบนิเวศ จากการรุกรานเข้ามาของการพัฒนาสมัยใหม่หรือวัฒนธรรมทุนนิยมจากโลกตะวันตก ที่ได้รุกล้ำลงสู่ดินแดนลุ่มน้ำในเอเชียอุษาคเนย์เป็นระยะเวลาพอสมควร และน่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์รัฐชาติใหม่ ที่มิได้ให้ความสำคัญเฉพาะขอบเขตทางการเมืองแบบเดิม แต่จะให้ความสำคัญทางขอบเขตและสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม นำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของผู้คนที่อาศัยตามลุ่มน้ำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดความร่วมมือของนักวิชาการหรือการเชื่อมศาสตร์วิชาทางนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม กับวิชาการทางประวัติศาสตร์ ด้วยกระบวนการแสวงหาความจริงของธรรมชาติและชีวิตของผู้คน โดยกระบวนวิทยาแบบองค์รวม (Holistic Science) หรือสหสัมพันธ์วิทยา (Interdisciplinary) อันเป็นทฤษฎีหรือแนวทางการศึกษาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของวงนักวิชาการ สิ่งแวดล้อมไทย ที่ดูเหมือนกำลังพูดกันมาก แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ น่าจะทำให้เข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของผู้คน ชีวิตที่มีคุณค่า ชีวิตที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ของคนจนอันห่างไกล

 

 

 

สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I สารบัญเนื้อหา 3
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด กว่า 540 เรื่อง หนากว่า 6700 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 120 บาท(รวมค่าส่ง)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

 

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็ปไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com




 

 

นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆที่เผยแพร่บนเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ
อย่างไรก็ตาม แม้นอำนาจทางการเมืองพยายามแบ่งและป้ายสีผู้คนออกไป แต่โดยธรรมชาติของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในระดับพื้นที่ มักไม่สามารถที่จะกันแบ่งผู้คนชนชาติต่างๆ ให้ไปอยู่ตามประเทศที่เรียกชื่อตามการเมืองสมัยปัจจุบันได้
คลิกไปหน้า homepage มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
H
ภาพประกอบดัดแปลง เพื่อใช้ประกอบบทความฟรีของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
หากประสบปัญหา ภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลดขนาดของ font ลงที่ medium
เว็ปไซต์นี้ สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอุดมศึกษาได้... โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ สำหรับผู้สนใจส่งบทความทางวิชาการ เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน กรุณาส่งผลงานของท่านมายัง midarticle@yah
oo.com พร้อมเขียนประวัติส่วนตัวเล็กน้อย