R
relate topic
310348
release date
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 549 หัวเรื่อง
บทวิจารณ์ภาพยนตร์เกย์
นัทธนัย ประสานนาม
นิสิต ป.โท คณะอักษรสาสตร์ จุฬาฯ
The Midnight 's article

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด กว่า 540 เรื่อง หนากว่า 6700 หน้า ในรูปของ CD-ROM ในราคา 120 บาท
(รวมค่าส่ง) สนใจสั่งซื้อได้ที่ ...
midnightuniv@
yahoo.com
หรือ ส่งธนาณัติถึง ...
สมเกียรติ ตั้งนโม : ไปรษณีย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 50202

กรุณาส่งธนาณัติไปยัง สมเกียรติ ตั้งนโม : คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถนนสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50202

เผยแพร่ เพื่อสาธารณประโยชน์
หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบ
ปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลดขนาดของ font ลง จะ
สามารถแก้ปัญหาได้
midnightuniv@yahoo.com
midnight2545@yahoo.com
midarticle@yahoo.com
ผลงานวิชาการชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็ปไซต์ วันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ : ไม่สงวนสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการ
ผลงานภาพประกอบดัดแปลง ใช้ประกอบบทความบริการฟรีบนเว็ปไซต์ของ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาสำหรับนักศึกษาและสมาชิก
บทวิจารณ์ภาพยนตร์เกย์
Bishonen โศกนาฏกรรมเกย์ฉบับคลาสสิก
นัทธนัย ประสานนาม
นิสิตปริญญาโท คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทวิจารณ์นี้ได้รับการเผยแพร่บนเว็ปไซต์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2548
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 6 หน้ากระดาษ A4)


Bishonen โศกนาฏกรรมเกย์ฉบับคลาสสิก
นัทธนัย ประสานนาม

ภาพยนตร์ฮ่องกงมีเสน่ห์เฉพาะตัว มีประวัติยาวนาน รวมทั้งเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญ เอกลักษณ์ของภาพยนตร์ฮ่องกงเป็นสิ่งที่นักวิชาการทั้งในเอเชียและในโลกตะวันตกให้ความสนใจเสมอมา ท่ามกลางภาพยนตร์ประเภทอันธพาลครองเมือง หรือการวาดลวดลายกังฟูในแบบของเฉินหลงและ เจ็ท ลีหรือใครต่อใครที่บัดนี้โกอินเตอร์กันไปหมดแล้ว ในปี 1998 มีภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่สร้างความฮือฮาให้เกิดในฮ่องกง ภาพยนตร์ที่อ้างถึงเป็น 'ภาพยนตร์เกย์' บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชายรักร่วมเพศที่สังคมตะวันออกยังคงขมวดคิ้วใส่เมื่อถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับเสรีภาพของคนกลุ่มนี้

Bishonen เป็นผลงานกำกับของหยวนฟาน ทศวรรษ 90 นับเป็นช่วงรุ่งเรืองของภาพยนตร์เกย์ มีอีกหลายเรื่องที่คนไทยรู้จักกันดี เป็นต้นว่าเรื่อง Happy together (1997) ของหว่อง กาไว นำแสดงโดยเลสลี จางผู้ล่วงลับ กับเหลียงเฉาเหว่ย หรือเรื่อง Hold You Tight (1998) กำกับโดยแสตนลี กวาง สืบเนื่องจากนโยบายเซนเซอร์ของทางราชการ ภาพยนตร์เกย์และเลสเบียนของฮ่องกงจัดอยู่ใน "ประเภท 3" ซึ่งผลงานในทศวรรษนี้นับว่ามีการเสนอภาพเกย์อย่างชัดเจนมากกว่ายุคอื่นที่ผ่านมา

ในประเทศไทยภาพยนตร์เรื่อง Bishonen เป็นที่รู้จักกันอย่างดีของคอหนังเกย์ ความนิยมจะเป็นรองก็แต่เรื่อง Formula 17 หนังเกย์ขำๆจากไต้หวันที่มีเพิ่งเข้ามาฉายเมื่อปลายปี 2547 และตอนนี้ก็ปั๊มแผ่นขายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ชื่อเรื่อง Bishonen หยวนฟานน่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากการ์ตูนญี่ปุ่น ในภาษาญี่ปุ่น Bishonen หมายถึงเด็กหนุ่มที่มีเสน่ห์เย้ายวนน่าหลงใหลมากเป็นพิเศษ หลายครั้งความหมายถูกนำไปผูกโยงเข้ากับลักษณะความนุ่มนวลแบบผู้หญิงในตัวของหนุ่มๆพวกนี้ หากต้องการเห็นภาพที่ชัดขึ้นให้ลองนึกถึงลักษณะของตัวการ์ตูนผู้ชายที่หน้าตาคมสัน จมูกโด่ง ตาเป็นประกาย สูงเพรียว ที่ตัวละครผู้หญิงตาโตกลมใสจ้องมองราวกับจะถูกดูดเข้าไป ลักษณะแบบ Bishonen ปรากฏในตัวละครเอกของภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ลักษณะภายนอกไม่สำคัญเท่ากับจิตใจและอารมณ์ของตัวละคร ที่เป็นตัวแปรในการกำหนดความสัมพันธ์แบบคู่ขารวมทั้งความรักที่เกิดขึ้น

ภาพยนตร์เล่าเรื่องแบบย้อนกลับไปมาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน เรื่องเปิดขึ้นตรงที่เจ็ท (ฟงเต๋อหลุน) โสเภณีชายของเอสเอ็มบีคลับ เดินไปตามท้องถนน หลังจากที่เขาติดต่อนัดแนะกับลูกค้าแล้ว เขาบังเอิญไปพบกับแซม (แดเนียล วู) และคานา (ซูฉี) ที่ห้องแสดงงานศิลปะ เจ็ทสนใจแซมทันที ที่ผ่านมาเขาขึ้นเตียงกับคนมานับไม่ถ้วน แต่แซมเป็นคนแรกที่ทำให้เขารู้สึกเช่นนี้

อาฉิงเพื่อนร่วมงานในคลับจึงหวังช่วยเจ็ทด้วยการลงโฆษณาประกาศในหนังสือพิมพ์ วันหนึ่งเขาได้พบกับแซมโดยบังเอิญ เดทครั้งแรกของเขาสองคนคือการกินก๋วยเตี๋ยวด้วยกัน แซมดีกับเจ็ทมาก แต่เจ็ทกลับรู้สึกเหมือนเขายังไม่อาจข้ามผ่าน "พรมแดนที่มองไม่เห็น" ระหว่างเขากับแซมได้ หลายครั้งที่เขาไปเดินเล่นด้วยกัน แซมเดินมาส่งเจ็ทที่บ้าน แล้วลากลับไปโดยปฏิเสธคำเชิญ "ดื่มอะไรหน่อยไหม?" ของเจ็ท กล้องแช่จนเห็นชัดว่าประตูปิดลง

อดีตที่ผิดพลาดเพราะแรงปรารถนา
อดีตอันหม่นมัวของแซมมาแสดงตัวให้เห็นหลังจากที่แซมพบกับอาฉิงโดยบังเอิญ แต่เดิมอาฉิงกับแซมทำงานเป็นเสมียนในบริษัทเดียวกัน ในเวลานั้นแซมอายุเพียง 17 -18 อาฉิงเรียกเขาว่าอาเฟย มาบัดนี้แซมกลายเป็นตำรวจ เขาทำเป็นไม่รู้จักอาฉิง หนังเล่าย้อนกลับไปให้เห็นว่า ในเวลานั้นเฟยกับอาฉิง "เป็นเสมือนพี่น้อง…ที่ไม่เคยมีความทุกข์ใจ"

วันหนึ่งเฟยให้พัดกระเบื้องแก่อาฉิงเป็นของขวัญวันเกิด อาฉิงจึงตัดสินใจที่จะแสดงความรู้สึกที่เก็บซ่อนมานานต่อเฟย ทั้งสองมีความสัมพันธ์กัน อาฉิงมีความสุขมาก "หลายครั้งที่เขาตื่นขึ้นมาเห็นอาเฟยอยู่ข้างกาย เขาบอกตัวเองว่าเขาโชคดีและมีความสุขมาก…อยากให้ช่วงเวลานั้นคงอยู่ตลอดไป"

ความผูกพันระหว่างเฟยกับอาฉิงเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงจิตใจของอาฉิงให้ชื่นบาน แต่ระหว่างที่เฟยคบกับอาฉิงนั้นเฟยได้พบ เค.เอส. เกย์หนุ่มผู้ทะเยอทะยานจะเป็นนักร้องที่โด่งดัง เค. เอส.ให้เบอร์เฟยไว้ วันหนึ่งเขาโทร.กลับไป เมื่อทั้งสองได้พบกันอีกครั้งที่ห้องพักของเค.เอส. ทั้งสองก็มีความสัมพันธ์กันทันที เสียงผู้เล่าบอกเราว่า "อาฉิงดีกับเขามากและเขาก็คิดว่าจะซื้อสัตย์ต่ออาฉิง…แล้วเขาก็คิดว่าถ้าความรักมันลึกซึ้งจริง ทำไมเพียงแค่พบคนแปลกหน้าเขาก็เปลี่ยนไป" คำตอบก็คือ สิ่งที่เขามีต่ออาฉิงนั้นหาใช่ความรักไม่ แต่คือความใกล้ชิดผูกพันที่ทำให้เผลอใจ ทั้งนี้สิ่งที่ยึดโยงตัวเขากับเค.เอส.ไว้ ก็ไม่ใช่ความรักอีกเช่นกัน

หนังพยายามแสดงให้เราเห็นว่าเค.เอส.เป็นเกย์ที่มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างมาก และสิ่งนี้เองที่ปลุกอารมณ์ปรารถนาในตัวของเฟยซึ่งยังไม่ประสีประสากับเรื่องเหล่านี้ สังเกตจากการที่เฟย ตาเป็นประกายสดใสเมื่อฟังเค.เอส.เล่าถึงความใฝ่ฝันของตัวเอง ภาพการร่วมรักในห้องอาบน้ำกระจกฝ้าอันเร่าร้อน แสดงให้เห็นอารมณ์อันรุนแรง เค.เอส. พูดอยู่เสมอว่า "ผมคือดาวบนท้องฟ้า ผมจะทำให้คุณหลงรักโดยไม่รู้สึกตัว" เรื่องราวก็ดำเนินไปเช่นนั้นจนกระทั่งเค.เอส.ถูกทวงหนี้

อาเฟยในตอนนั้นรู้เพียงแต่ว่าต้องหาทางช่วยเค.เอส.คนที่เขาอยู่ด้วยแล้วมีความสุข เฟยกลับไปหาอาฉิงอีกครั้ง เสียงเล่าในหนังบอกอย่างเจ็บปวดว่า "ในโลกนี้ ทุกคนทุ่มเททุกอย่างเพื่อคนที่เรารัก แล้วเราก็ไปหาคนที่หลงรักเรา เพราะคนที่หลงรักเราจะเสียสละมากกว่าคนที่เรารัก" อาฉิงตัดสินใจไปทำงานขายบริการที่เอสเอ็มบีคลับเพื่อหาเงินมาให้อาเฟย แต่เค.เอส.สร้างหนี้ไม่หยุดหย่อน อาเฟยเองจึงต้องไปถ่ายภาพเปลือยกับกุชชี่

เรื่องการถ่ายภาพเปลือยชายในเครื่องแบบนี้เป็นข่าวที่ฮือฮาในฮ่องกงตอนนั้น หยวนฟานได้นำมาสอดแทรกในหนังของเขา ในที่สุดอาเฟยก็กลายเป็นผู้ชายของเอสเอ็มบี เขาเสียสละทุกสิ่งที่จะหนุนให้เค.เอส.ได้ตามความฝันของตัว เสียงเล่าบอกเราว่าอาเฟยไม่ได้เสียใจ เพราะสิ่งนี้เขาเป็นคนเลือกเอง แต่การตัดสินใจนี้เป็น 'ประสบการณ์' สำคัญของตัวละคร ที่ว่าไม่ได้เสียใจนั้นอาจจริงเพียงส่วนเดียว เพราะถ้าเราพิจารณาจากความคาดหวังของพ่อที่มีต่อตัวเขาแล้ว การกระทำนี้ย่อมนำมาซึ่งความละอายแก่ใจและความรู้สึกหมดความนับถือตัวเอง เฟยทิ้งกุญแจไว้ที่ห้องของเค.เอส. แล้วจากมาโดยไม่ร่ำลา

ลูกชายผู้แสนอบอุ่น-คนรักที่แสนเย็นชา
ต่อมาเฟยเปลี่ยนเป็นคนใหม่ กลายเป็นตำรวจตามรอยพ่อของเขา กลบฝังความหลังที่ผ่านมาห้าปี แล้วให้คนเรียกว่า "แซม" วันหนึ่งแซมพาเจ็ทไปยังที่ลับส่วนตัวของเขา บนยอดตึกที่เขาจะมาเพื่อปลดปล่อยอารมณ์เมื่อมีความทุกข์ การบอกเล่าเรื่องราวส่วนตัวของเขาเป็นเสมือนคำเชื้อเชิญให้เจ็ทก้าวล่วงเข้ามาสู่ดินแดนของเขา "ผมก็ไม่รู้ทำไมถึงบอกคุณมากขนาดนี้ แต่ผมยินดีที่ได้พูดกับคุณ" แต่ออกจะเป็น irony ตรงที่ว่า 'เขายังไม่ได้เปิดประตู' หรือยังไม่ได้เปิดใจอย่างเต็มที่นั่นเอง คำเชิญของแซมเปรียบเหมือนเสียงที่ตะโกนอยู่หลังบานประตู เจ็ทได้ฟังจนเข้าใจแต่ก็ไม่อาจผ่านไปได้ วันหนึ่งเจ็ทบอกแม่ของแซมว่าเขามีความรัก เมื่ออยู่ด้วยกันเจ็ทถามแซมว่าไม่อยากรู้หรือว่าเขารักใคร แซมน่าจะรู้อยู่แก่ใจ แต่เขากลับตอบว่า "คุณคงบอกผมเองเมื่อคุณต้องการ"

หลายครั้งที่หนังวนเวียนให้เราเห็นภาพประตูที่ปิดลง สื่อให้เห็นการกดกลั้นความปรารถนาของแซม มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เจ็ทแสร้งทำว่าลืมกุญแจ เขาขอมาค้างกับแซมเพราะเขาคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เขาจะได้เป็นของกันและกัน แต่แซมขอตัวออกไปนอนที่โซฟานอกห้อง สาเหตุที่ประตูของแซมยังคงต้องปิดสนิทอยู่เช่นนั้นมีสองประการ

ประการแรก คืออดีตที่ผิดพลาดเพราะแรงปรารถนา นั่นคงเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เขาไม่กล้าปล่อยตัวปล่อยใจไปกับใครอีก
ประการที่สองคือความคาดหวังของพ่อแม่ ความนับถือที่แซมมีต่อพ่อ อิทธิพลของพ่อที่มีต่อแซม เป็นเสมือนพันธนาการที่รัดรึงเขาไว้ ไม่ให้โลดเต้นไปตามอารมณ์เหมือนที่แล้วมา

อิทธิพลของพ่อแม่มีส่วนอย่างมากในการกำหนดชีวิตของเขา แซมเลือกเป็นตำรวจตามอย่างพ่อ พ่อของเขาเป็นคนซื่อตรงลาออกจากตำรวจมาขับรถแท็กซี่ เพราะทนความคดโกงในกรมไม่ได้ แซมช่วยงานบ้าน ทำอาหารอร่อยยิ่งกว่าแม่ของเขาเสียอีก มีอยู่ครั้งหนึ่งเจ็ทได้คุยกับแม่ของแซมเพียงลำพัง ความพยายามทำตัวเป็นคนดีอย่างที่พ่อคาดหวังนี้เองที่ทำให้แม่ของเขาหนักใจ

แม่ของแซมเล่าว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง แม่เห็นเขาสูบบุหรี่ที่ระเบียง เขาหันมาขอโทษ แล้วเขาก็ไม่สูบบุหรี่อีกเลย"เขาต้องการให้ทุกคนเห็นว่าเขาเป็นคนดี แค่คนเราไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ตลอดเวลา เขาต้องการเป็นเหมือนพ่อเขา ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง" แม่ยังกำชับเจ็ทให้เตือนแซมบ้าง

มีอีกตอนหนึ่งที่แสดงให้เห็นความคาดหวังของพ่อที่มีต่อตัวเขา คือตอนที่พ่อพูดถึงการดูแลกล้วยไม้ของเขาให้แซมฟัง "น้ำพอแต่ไม่ควรมากเกิน ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป แสงพอแต่ไม่ให้โดนแดดโดยตรง สำคัญที่ความรักและเอาใจใส่ ดูเหมือนว่าง่ายแต่ยากที่จะทำตาม" การที่พ่อดูแลกล้วยไม้อย่างดีก็เพราะอยากเห็นมันเติบโตขึ้นมาอย่างสวยงาม เช่นเดียวกับความหวังของพ่อที่เขาดูแลแซมอย่างดีเพราะต้องการเห็นแซมเติบโตไปในเส้นทางที่ดีงาม แต่ระหว่างต้นไม้กับคนนั้น มีความแตกต่างมากกว่าที่พ่อของแซมจะคาดคิด

ประตูที่เปิดออกอีกครั้ง
วันหนึ่งแซมกับเจ็ทไปเล่นวอลเลย์บอลชายหาดด้วยกันกับเพื่อนๆของแซม เจ็ทเกิดขาแพลง แซมพาเขามาส่งบ้าน แซมพบอาฉิงที่พักอยู่บ้านเดียวกับเจ็ทในฐานะเพื่อนร่วมงานในเอสเอมบี แซมลากลับ ทันที หนังแสดงให้เห็นการเผชิญหน้าของคนทั้งสามในพื้นที่เดียวกัน คือเจ็ท แซมและอาฉิง นี่คือการมาบรรจบกันของอดีตที่น่าละอายกับปัจจุบันที่รอวันจะพัฒนาต่อไป

เรื่องขมวดตัวจนมาถึงไคลแมกซ์ตอนนี้ แซมหนีกลับบ้าน นั่งครุ่นคิดลำพัง เจ็ทตามมาทันที เขาทุบประตูอยู่นานกว่าแซมจะเปิด ประตูที่เป็นรูปธรรมกับประตูที่เป็นนามธรรม สัญญะสำคัญของเรื่องก็มาบรรจบกันตอนนี้เช่นกัน เจ็ทที่ทุบประตูร่ำร้องอยู่ภายนอกสุดจะทนได้ต่อไป พอแซมเปิดประตูเจ็ทต่อว่าเขา ตบหน้าเขาและปลดปล่อยความรู้สึกทั้งหลายให้ผุดพลุ่งออกมา ทั้งความรู้สึกของแซมเองก็เช่นกัน

ทั้งสองยืนจูบกันอยู่ประตูห้องแซม "ประตูเปิดอ้าอยู่!" แล้วทั้งสองก็เติมเต็มความปรารถนาของกันและกัน ไม่นานนักมีเสียงเปิดประตูดังขึ้น แซมรู้ว่ามีคนมาเห็นเข้า แต่พอเขาออกไปดู ประตูก็ปิดลงต่อหน้าเขา เขาให้เจ็ทกลับไปก่อน เมื่อแซมเผชิญหน้ากับพ่อ เขาไม่อาจมองพ่อของเขาได้เต็มตา สายตาที่พ่อมองเขามีน้ำตาคลอ เต็มไปด้วยความเจ็บปวดผิดหวัง แซมกลับเข้ามาพิงประตูร้องไห้ในห้อง เขาเขียนจดหมายฝากคานาไว้ให้เจ็ท แซมไปที่ๆเขาชอบที่สุด ดาดฟ้าของตึกยามค่ำคืน แสงไฟจากตึกสูงงามระยิบ แล้วแซมก็โดดดิ่งลงไปสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง!

แซมตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง เพราะเขาทนไม่ได้กับความผิดที่เขารู้สึกว่ามันใหญ่หลวงมากเกินจะแบกรับไหว เขาถามตัวเองว่า "ทำไมเขาปล่อยให้ความรักของเขาทำลายคนที่เขารัก" จริงๆแล้วแซมเหมือนถูกฆ่าให้ตายทันทีด้วยสายตาของพ่อที่จ้องมองเขาโดยไม่ได้กล่าวคำใด ความเงียบเหล่านี้แท้จริงเป็นมากกว่าคำพูดแสดงความรู้สึกนับล้านคำ สายตาของพ่อโบยตีเขา และพ่อเองก็คงไม่รู้ว่าความรักความทุ่มเทที่เขามีต่อแซมนั่นเอง เป็นสิ่งที่ผลักไสลูกชายคนเดียวของเขาไปสู่ความตาย ประตูของแซมที่เปิดออกอีกครั้งไม่ได้เพียงปลดปล่อยแรงปรารถนาของเขาให้เป็นอิสระเท่านั้น แต่ยังได้ชักพาความหายนะมาสู่ชีวิตเขาด้วย

ฉากที่นับว่าโรแมนติคที่สุดของเรื่องนี้ น่าจะเป็นตอนที่เจ็ทได้อ่านจดหมายของแซมที่แนบโฆษณาที่อาฉิงไปลงให้ในหนังสือพิมพ์ ข้อความในจดหมายตอนหนึ่งมีอยู่ว่า "เจ็ท ผมจริงใจต่อคุณ ผมเก็บโฆษณาแผ่นนี้ไว้ หวังไว้ว่าจะให้คุณดูก่อนเราแยกจากกัน เพื่อให้คุณรู้ว่าผมห่วงและจริงใจต่อคุณ"

นัยสำคัญอยู่ตรงที่ว่าตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันแซมก็สนใจเจ็ทเช่นกัน เขาเองก็รักเจ็ทแต่ไม่กล้าที่จะแสดงออกอย่างเต็มที่ โฆษณาที่เขาเก็บไว้แล้วกล่าวว่าจะให้เจ็ทดูก่อนแยกจากกันนั้น แสดงให้เห็นความตระหนักอันได้มาจากประสบการณ์ของแซมที่ว่า ความรักแบบเกย์อาจไม่ยั่งยืน แต่ความรักที่ทั้งคู่มีต่อกันนั้นเกิดจากการคบหาเรียนรู้กัน มากว่าจะเกิดจากแรงปรารถนาในเบื้องต้นอย่างในกรณีของเค.เอส.

คืนนั้นเป็นคืนแรกที่เจ็ทนอนหลับสบาย เพราะเขารู้ว่าเขาได้รับความรักแท้ เขาฝันถึงแซมที่ใส่เครื่องแบบเต็มยศเดินขึ้นบันได สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป จนลับสายตา

นาฏกรรมเกย์ในบริบทอันหลากหลาย
หนังเรื่องนี้นับว่าถ่ายทอดความสัมพันธ์ของเกย์ได้อย่างสมจริงและหลากหลาย ในแง่ที่ไม่ได้แสดงให้เห็นแต่ภาพด้านที่เป็นอุดมคติ ว่าจะรักกันชั่วฟ้าดินสลาย หรือมุ่งแสดงภาพลบที่เกย์จะ "มั่ว" กันอย่างไม่หยุดหย่อนหรือเป็นแบบ "one-night stander" หนังแสดงให้เห็นว่าการร่วมรักนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่มิใช่เครื่องพิสูจน์ความรัก แตกต่างจากแซมและเจ็ทที่ได้พยายามพัฒนาความสัมพันธ์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน

นอกจากนั้นอิทธิพลของพ่อและแม่ในสังคมตะวันออกที่มีส่วนกำหนดชีวิตลูกทุกคน เป็นสิ่งที่หยวนฟานให้ความสำคัญ และหากเราจะพิจารณาหนังเรื่องนี้ในฐานะโศกนาฏกรรมแบบอริสโตเติล แซมก็น่าจะจัดให้เป็น Tragic Hero ได้ เขามีความสมบูรณ์แบบในหลายด้านทั้งนิสัยใจคอและรูปลักษณ์ แต่ความบกพร่อง (Tragic Flaw) ที่ชักพาเขาไปสู่ความหายนะในตอนท้ายคือความรู้สึกที่ว่าเขาจะไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง การที่แซมตัดสินใจปลิดชีวิตของตนเท่ากับว่าเขาเองก็พยายามที่จะปฏิเสธตัวตนที่อยู่ภายในตัวเขาแต่กลับทำไม่สำเร็จ

มิติของอดีตที่มากำหนดตัวตนของแซมในปัจจุบันพิสูจน์ว่า เราอาจมีคนรักได้หลายคน แต่ความรักแท้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และจะคงอยู่อย่างน้อยที่สุดก็ในใจของคนที่ได้รักและคนที่ถูกรักตลอดไป

ความรักแท้อาจไม่ใช่ความรักที่สุขสมหวัง ไม่ใช่ความรักที่สังคมเห็นพ้อง แต่รักสัมผัสได้ด้วยใจโดยไม่ต้องเอ่ยคำว่ารัก เหมือนกับที่แซมเขียนในจดหมายเพียงว่า "ผมห่วงและจริงใจต่อคุณ" คำโปรยตอนจบของเรื่องเป็นบทสรุปที่แสนซาบซึ้ง

"ความรักแห่งหัวใจ ไม่แปรเปลี่ยนตามกาลเวลา แม้ว่าระยะเวลาจะสั้นเพียงพริบตา ความรักจะสถิตอยู่ชั่วนิรันดร์ ไม่มีใครสามารถมาเปลี่ยนทิศทางมันได้ ถ้าคุณเคยมีความรัก ความรักคือคำตอบอยู่ในตัวมันเอง"

นี่คือการเชิดชูความรักของเกย์ที่เกย์ได้ชมแล้วต้องปาดน้ำตาเพราะเห็นใจแซมกับเจ็ท ในขณะที่คนเป็นพ่อเป็นแม่จะต้องน้ำตาตก เพราะสงสารพ่อของแซมที่มีลูกเป็นเกย์!?

หากนำเรื่องของแซมมาเปรียบเทียบกับหนังเรื่อง Formula 17 เรื่องนี้เป็นสุขนาฏกรรมขนานแท้เป็นเหมือนชีวิตในฝันของเกย์ ไป๋เทียนหนานพระเอกของเราเป็นโรคกลัวความใกล้ชิด (fear of intimacy) หลังจากผิดหวังในรัก เขามีคู่นอนไม่ซ้ำหน้าแต่ไม่เคยจูบใคร และไม่มีความรักที่จะให้ใคร จนกระทั่งเขาได้พบโจเทียนไฉ เกย์อายุน้อยจากชนบทที่ไม่เคยพบรัก

เรื่อง Formula 17 ไม่น่าจะต่างอะไรกับเรื่อง Beauty and the Beast ที่นางเอกเป็นผู้ถอนคำสาปให้แก่พระเอก เรื่องจบอย่างมีความสุขแบบเทพนิยายที่มักจบว่า "…and they live happily ever after" มีผู้กล่าวว่าหนังเรื่องนี้เป็น coming of age ของเกย์ และเป็น Utopia ของเกย์ด้วยเพราะดูเหมือนว่าความรักจะไร้อุปสรรคจากคนรอบข้าง มีแต่ตัวละครเกย์ที่คอยสนับสนุนคู่พระนาง ต่างจากเรื่อง Bishonen โดยสิ้นเชิงที่ตัวละครได้เรียนรู้ชีวิตอันเจ็บปวด ตัวละครเกย์มีปฏิสัมพันธ์กับเพศอื่น ครอบครัว ตลอดจนสังคม ซึ่งน่าจะเป็นรูปแบบชีวิตจริง (ที่มักจะจบลงด้วยความเศร้า?)

และหากจะนำภาพยนตร์เกย์จีนทั้งสองเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกับภาพยนตร์บ้านเรา ก็ยังน่าสงสัยอยู่ว่าเหตุใดจึงไม่มีภาพของเกย์ที่มี "ชีวิต" อย่างในหนังจีนสองเรื่องนี้ เพราะเราจะคุ้นเคยกับ โกซิกซ์ สตรีเหล็ก พรางชมพู ปล้นนะยะ ฯลฯ ซึ่งภาพส่วนใหญ่จะเป็นแบบผลิตซ้ำ (stereotype) ถ้ากะเทยเป็นตัวเอกก็เป็นแค่ตัวตลก ถ้าเป็นตัวร้ายก็จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในตอนจบ นอกจากภาพ "ตัวตลกผู้มีชัย และนางมารร้ายผู้พ่ายแพ้" แล้ว ก็หนังไม่กี่เรื่องที่พยายาม "ตีแผ่" ชีวิตของเกย์ ซึ่งยังไม่รอบด้านพอ

น่าสังเกตว่าเมื่อกล่าวถึงชายรักร่วมเพศ การเสนอภาพจะถูกบีบตัดเหลือแค่ภาพของกะเทย เป็นโก๊ะตี๋ที่แต่งหน้าเข้มจัด เป็นจุงโคชิกะผูกแกละสองข้างผู้รวยอารมณ์ขัน หรือเป็นโหน่งที่รูปร่างกำยำแปรผกผันกับจิตใจสวยสะพรั่ง ข้อจำกัดอันนี้จึงเป็นสิ่งที่ควรศึกษาให้ถ่องแท้ต่อไป

อนึ่ง อาจเป็นเพราะข้อจำกัดดังกล่าวที่ทำให้เมื่อสำรวจความนิยมในภาพยนตร์เกย์แล้ว คอหนังเกย์กลับยกเอาคำ "คลาสสิก" และ "ยอดนิยม" ไปปะให้หนังจีนอย่าง Bishonen แสดงให้เห็นว่าหนังเกย์ไทยอาจจะยังไม่พร้อมที่จะถูกพิสูจน์ด้วยกาลเวลา อย่างไรก็ตาม ที่เรื่อง Bishonen ยังคงเป็นหนังคลาสสิกของเกย์ต่อไป อาจไม่ใช่เพราะเดินตามรอยโศกนาฏกรรมคลาสสิกของอริสโตเติลเท่านั้น แต่เป็นเพราะความรักอมตะแบบในหนังยังไม่ปรากฏในชีวิตจริง

การได้เฝ้ามองแซมและเจ็ทก็เท่ากับเติมเต็มความขาดพร่องดังกล่าวในใจ โดยเฉพาะสำหรับ "ชาวดอกไม้" แล้ว การรอคอยอุดมคติเช่นนั้นก็อาจเปรียบได้กับการเดินไปบนหนทางยาวไกล ไม่มีแม้แต่หลักไมล์ให้เป็นที่สังเกต เมื่อเดินไปสุดทางแล้วก็อาจมีเพียงทางตันและถนนขาดที่รออยู่ !


รายการอ้างอิง
(1) Andrew Grossman. "Hong Kong Film." [online] Available from: http://www.glbtq.com/arts/hong_kong_film.html [October 23, 2004].

(2) "bi sho nen." [online] Available from: http://www.bishoneninfo.curvedspaces.com/ [October 22, 2004].

(3) Christ Berry. "Queer Film in East Asia." [online] Available from: http://www.lib.latrobe.edu.au/AHR/archive/Issue-July-1996/berry.html [October 22, 2004].

(4) "Definition of 'Bishonen'." [online] Available from: http://www.phenixsol.com/Miko/ [October 22, 2004].

(5) Yu Sen-lun. "Same-sex comedy gives Taiwanese movies a lift." [online] Available from:
http://www.taipeitimes.com/News/feat/archives/2004/04/02/2003116440 [December 4, 2004].



 

 

สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I สารบัญเนื้อหา 3
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด กว่า 500 เรื่อง หนากว่า 6000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 120 บาท(รวมค่าส่ง)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

 

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็ปไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com


 

 

 

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขอขอบคุณ www.thaiis.com ที่กรุณาให้ใช้พื้นที่ฟรีในการเผยแพร่งานวิชาการ เพื่อประโยชน์ต่อสังคม
นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆที่เผยแพร่บนเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ
H
คลิกไปหน้า homepage มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ม.เที่ยงคืน) กล่าวตอนหนึ่งว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษ คือ การยึดทรัพย์สมบัติสาธารณะมาให้กับนายทุนได้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน หรือ อากาศบริสุทธิ์ และขออ้างบทความของนายมีชัย ฤชุพันธ์ ที่บอกว่าจุดมุ่งหมายของเขตเศรษฐกิจพิเศษ คือ เพื่อให้ประเทศสามารถแข่งขันได้ในระบบเสรีนิยม แต่สิ่งที่น่าประหลาดคือ เป็นการแข่งขันเอาชนะกันด้วยทรัพย์สมบัติของคนอื่น พยายามเอาสมบัติกลางของสังคมใช้เป็นเครื่องมือแข่งขันกัน