ผลงานวิชาการชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็ปไซต์ วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ : ไม่สงวนสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ทางวิชาการ
ผลงานภาพประกอบดัดแปลง ใช้ประกอบบทความบริการฟรีของ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

R
relate topic
121247
release date

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 491 หัวเรื่อง
ทวงคืนรัฐธรรมนูญ-ประชาธิปไตย
คณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ณ ลานอนุสาวรีย์ ปรีดี พนมยงค์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
The Midnight 's Policy

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน
แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ

Website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ

หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com

เผยแพร่ เพื่อสาธารณประโยชน์
หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบ
ปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลดขนาดของ font ลง จะ
สามารถแก้ปัญหาได้

midnightuniv@yahoo.com
midnight2545@yahoo.com
midarticle@yahoo.com
นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆที่เผยแพร่บนเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ
เว็ปไซท์นี้มีการคลิกโดยเฉลี่ยต่อวัน 14119-26256 ครั้ง สำรวจเมื่อเดือนสิงหาคม 47
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขอขอบคุณ www.thaiis.com ที่กรุณาให้ใช้พื้นที่ฟรีในการเผยแพร่งานวิชาการ เพื่อประโยชน์ต่อสังคม

คลิกไปหน้า homepage มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

๑๐ ธันวาคม ๒๕๔๗ : แจกคู่มือเลือกตั้ง
วันทวงคืนรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย
คณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนร่วมกับองค์กรพันธมิตร

หมายเหตุ:
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนร่วมกับคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา
กลุ่มข้อมูลข่าวสารคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ได้จัดงาน "วันทวงคืนรัฐธรรมนูญ" ที่บริเวณลานปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2547 ซึ่งมีแถลงการจัดทำ "สมุดปกเหลืองคู่มือการเลือกตั้ง 48"
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ 16 หน้ากระดาษ A4)

 

บทนำ
สังคมไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นอีกวาระหนึ่งในต้นปี 2548 นี้ ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง นักการเมือง พรรคการเมือง ต่างพยายามเสนอนโยบายให้ประชาชนได้เลือก แต่นโยบายที่เสนอต่อประชาชนในการเลือกตั้งก็มีข้อจำกัด เนื่องจากอาจไม่ครอบคลุมเนื้อหาและประเด็นต่างๆ ที่ประชาชนเห็นว่ามีความสำคัญ อีกทั้งการรอเลือกนโยบายจากผู้ลงสมัครเลือกตั้งก็ทำให้ประชาชนอยู่ในฐานะของกบเลือกนายในทางการเมือง

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนร่วมกับองค์กรพันธมิตร มีความเห็นว่า แทนที่จะรอรับนโยบายจากนักการเมืองแต่เพียงฝ่ายเดียว สังคมควรช่วยกันสร้างและสนับสนุนนโยบายต่างๆ ที่พิจารณาว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคม เพื่อให้นักการเมืองได้มองเห็นความต้องการและรับเอานโยบายดังกล่าวไปปฏิบัติ อันจะเป็นการทำให้สังคมมีพลังในการกำหนดทิศทางนโยบายสาธารณะมากขึ้น

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนและองค์กรพันธมิตร มีความเห็นว่ามี 14 ประเด็นโดยแบ่งเป็น "4 ไม่เลือกและ 10 เลือก" ที่ควรนำมาพิจารณาสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป ดังต่อไปนี้

4 ไม่เลือก

1. ไม่เลือกคนมือเปื้อนเลือดและหัวใจสมุน: ไม่เลือกบุคคลที่ใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการแก้ไขความขัดแย้ง รวมถึงผู้ที่ให้การสนับสนุนแม้จะไม่ได้กระทำการด้วยตนเอง และส่งเสริมการแก้ไขปัญหาแบบสันติวิธีโดยเคารพต่อกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

2. ไม่เลือกคนล้าหลังคลั่งชาติ: ยอมรับความเป็นชาติที่ประกอบด้วยพลเมืองหลากชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ไม่ปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อก่อให้เกิดความแตกแยกและกีดกันพลเมืองบางส่วนออกจากสังคม

3. ไม่เลือกนายหน้านายทุน: ไม่เลือกผู้ที่กระทำตนเป็นเพียงนายหน้าในการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มทุนทั้งที่เป็นกลุ่มทุนชาติและทุนข้ามชาติ

4. ไม่เลือกคนไทยหัวใจอเมริกัน: ไม่สนับสนุนนักการเมืองที่เดินตามอเมริกัน ทั้งภายใต้การครอบงำและการฉ้อฉลเพื่อผลประโยชน์ตน ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม

10 เลือก

1.เลือกผู้มุ่งมั่นกระจายที่ดินให้ถึงมือประชาชน: ผลักดันนโยบายปฏิรูปที่ดินให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง รวมทั้งสร้างความมั่นคงในการถือครองที่ดินให้บังเกิดขึ้น

2.เลือกคนที่มีเจตนาและสามารถยุติวงจรคอรัปชั่น: แก้ไขปัญหาคอรัปชั่นด้วยการสร้างกระบวนการตรวจสอบจากการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ทำให้ข้อมูลข่าวสารในระบบราชการมีความโปร่งใส และเอาจริงเอาจังกับการลงโทษนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงที่คอรัปชั่น

3.เลือกผู้ที่แสดงเจตจำนงและผลักดันกฎหมายลูก: ต้องมีการตรากฎหมายลูกเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และแก้ไขกฎหมายระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

4.เลือกผู้ที่รังเกียจและมุ่งมั่นป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน: การแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมืองโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่คือการทุจริตที่บ่อนทำลายสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไข

5.เลือกผู้ที่รู้เท่าทันโลกาภิวัตน์: ไม่ตกอยู่ภายใต้โลกาภิวัตน์ซึ่งถูกกำกับด้วยผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติในประเทศมหาอำนาจ ต้องมีการสร้างความรู้และทางเลือกในการเผชิญหน้าอย่างเท่าทันทั้งในเรื่องการค้าเสรี การครอบงำทางวัฒนธรรม GMOs

6.เลือกผู้ที่เข้าใจคุณค่าศาสนธรรมในทางการเมือง: นำศาสนธรรมมาเป็นหลักในการกำหนดนโยบายสาธารณะ โดยไม่สนใจแต่เพียงตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเดียว หากต้องสร้างคุณภาพของผู้คนที่สูงขึ้นทั้งในทางวัตถุและจิตใจ

7.เลือกผู้ที่ผลักดันประชาธิปไตยทางตรง: ระบบราชการแบบรวมศูนย์และการครอบงำของทุนนิยมเสรี ทำให้เกิดการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง นอกจากการกระจายอำนาจแก่องค์กรปกครองท้องถิ่นแล้ว จำเป็นต้องมีการสร้างประชาธิปไตยทางตรงให้ขยายตัวมากขึ้น

8.เลือกผู้ที่ไม่ทรยศต่อการปฏิรูปการศึกษา: จริงจังต่อการปฏิรูปการศึกษาตาม พ.ร.บ. 2542 โดยให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้ที่เชื่อมต่อชีวิตจริง และส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยสังคม

9.เลือกผู้ที่มุ่งมั่นในการสร้างพลังของสังคมเพื่อตรวจสอบรัฐบาล: ป้องกันการเกิดรัฐบาลเผด็จการ ต้องส่งเสริมบทบาทขององค์กรอิสระ สื่อมวลชน และองค์กรภาคประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

10.เลือกผู้ที่พัฒนาทุนนิยมไทยให้พ้นจากความล้าหลังโดยไม่ลืมสังคม: พัฒนาระบบทุนนิยมที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของสังคมไม่ใช่เฉพาะเพียงธุรกิจเอกชน และตระหนักถึงการสร้างหลักประกันความมั่นคงและความเป็นธรรมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม เราตระหนักดีว่าแม้จะมีการเสนอนโยบายจากสังคมเกิดขึ้น แต่หากอาศัยเพียงกระบวนการหย่อนบัตร ก็อาจทำให้นักการเมืองพร้อมจะบิดพลิ้วสิ่งที่ได้ให้สัญญากับประชาชนไว้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่มาจากข้อเสนอแนะของประชาชน หรือแม้กระทั่งกับนโยบายของตนเองก็ตาม การจะทำให้ข้อเสนอของสังคมเป็นนโยบายที่เข้มแข็งจึงไม่อาจยุติลงเพียงการหย่อนบัตร หากต้องเป็นกระบวนการทางสังคมที่คอยตรวจสอบ ผลักดัน และวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องเท่านั้น ดังนั้นในข้อเสนอของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงไม่ได้จำกัดบทบาทไว้แค่การกาบัตรในวันเลือกตั้ง

หาก ส.ส. ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมือง สื่อมวลชน และบุคคลหรือองค์กรอื่นใดมีความเห็นสอดคล้องกับเรา ก็ขอให้ร่วมกันเผยแพร่คู่มือการเลือกตั้งนี้ให้กระจายออกไปสู่สาธารณะอย่างกว้างขวาง ด้วยความหวังว่า จะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความหมายต่อการกำหนดทิศทางของสังคมไทยมากขึ้น ด้วยน้ำมือของคนไทยร่วมกัน

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และองค์กรพันธมิตร
10 ธันวาคม 2547


เปิดปกเหลือง"คู่มือเลือกตั้ง48" "นิธิ เอียวศรีวงศ์"ชูธง"4ไม่เลือก"
"ต้านคนล้าหลังคลั่งชาติ"
(จากหนังสือพิมพ์มติชน รายวัน)



หมายเหตุ : มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนร่วมกับคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา กลุ่มข้อมูลข่าวสารคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงาน "วันทวงคืนรัฐธรรมนูญ" ที่บริเวณลานปรีดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2547 ซึ่งมีแถลงการจัดทำ "สมุดปกเหลืองคู่มือการเลือกตั้ง 48" มีเนื้อหาสำคัญดังนี้

นายสมเกียรติ ตั้งนโม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ขณะนี้กำลังจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น พรรคการเมืองนักการเมืองต่างพยายามเสนอนโยบายให้ประชาชนเลือกแต่ไม่ครอบคลุมเนื้อหาประเด็นที่ประชาชนเห็นว่าสำคัญ และการต้องรอเลือกนโยบายจากผู้สมัครทำให้ในทางการเมืองประชาชนตกอยู่ในฐานะ "กบเลือกนาย"

ดังนั้นแทนที่ประชาชนจะรอรับนโยบายจากนักการเมืองเพียงฝ่ายเดียว สังคมควรช่วยกันสร้าง สนับสนุนนโยบายต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเพื่อให้นักการเมืองมองเห็นความต้องการและนำนโยบายดังกล่าวไปปฏิบัติ ซึ่งก็จะทำให้สังคมมีพลังในการกำหนดทิศทางนโยบายสาธารณะมากขึ้น

ทั้งนี้มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนและองค์กรพันธมิตรจึงได้มีการจัดทำสมุดปกเหลืองคู่มือการเลือกตั้ง 48 นำเสนอประเด็น 4 ไม่เลือก และ 10 เลือก เพื่อเป็นข้อมูลให้กับประชาชนใช้พิจารณาในการตัดสินใจเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในต้นปี 2548

"สมุดปกเหลืองระบุว่า 4 ไม่เลือก" ประกอบด้วย

1.ไม่เลือกคนมือเปื้อนเลือดและหัวใจสมุนคือ ไม่เลือกบุคคล หรือพรรคการเมืองที่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

2.ไม่เลือกคนที่ล้าหลังคลั่งชาติ เพราะต้องยอมรับความเป็นชาติที่หลากหลายชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ไม่ปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อก่อให้เกิดความแตกแยกและกีดกันพลเมืองบางส่วนออกจากสังคม

3.ไม่เลือกหน้านายทุน ผู้ที่กระทำตนเป็นเพียงนายหน้าในการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มทุนทั้งที่เป็นกลุ่มทุนชาติและทุนข้ามชาติ

4.ไม่เลือกคนไทยหัวใจอเมริกัน ไม่สนับสนุนการเมืองที่เดินตามอเมริกันทั้งภายใต้การครอบงำและการฉ้อฉลเพื่อผลประโยชน์ตนซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวม

เหตุผลที่ไม่ให้เลือกคนไทยหัวใจอเมริกัน เพราะนับตั้งแต่หลังสงครามโลกรัฐบาลไทยเลือกที่จะใช้ฉายาอเมริกาในการป้องกันตัวเอง ส่งผลให้ในระบบความคิดของนักการเมืองไทยถูกสหรัฐอเมริกาครอบงำ จึงมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและสังคม

ดังนั้นเมื่อเราเลือกนักการเมืองที่ตามก้นสหรัฐก็จะได้การเมืองที่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศ คือ 1.ด้านความมั่นคงทางการทหารที่ปัจจุบันไทยเกือบจะเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพสหรัฐที่ตรึงกำลังอยู่ในภูมิภาคนี้ 2.เศรษฐกิจจะเกิดความอ่อนแอ 3.วัฒนธรรมไทยจะขาดรากเหง้าไม่เป็นตัวของตัวเอง

นางนงเยาว์ เนาวรัตน์ อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ขอกล่าวเสริมถึงเหตุผล 4 ไม่เลือก ว่า ปัจจุบันพบว่าเมื่อประชาชนลุกขึ้นตั้งคำถามกับภาครัฐ รัฐก็จะตอบโต้ด้วยความรุนแรง ด้วยการสร้างภาพว่าผู้ต่อต้านรัฐเป็นคนที่น่ารังเกียจของสังคม รวมทั้งรัฐยังใช้วิธีการจับกุม คุมขัง

เห็นได้ในสงครามปราบปรามยาเสพติดที่คร่าชีวิตคนไปกว่า 2,500 คน หรือการเสียชีวิตในเหตุการณ์ภาคใต้ทั้งที่การใช้ความรุนแรงไม่สามารถทำให้ปัญหาความขัดแย้งยุติได้ กลับเลวร้าย สร้างความหวาดระแวงให้เกิดขึ้นในสังคม

ในการเลือกตั้งจึงจำเป็นที่จะต้องมีการเรียกร้องและนำเสนอนโยบายให้ผู้ที่จะเข้ามาบริหาร เปลี่ยนแนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้สันติวิธีแทน

ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ที่ให้ไม่เลือกคนล้าหลังคลั่งชาติ เพราะขณะนี้โลกตกอยู่ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ที่เป็นภัยต่อประชาชน จึงคิดว่าต้องเสริมสร้างด้วยการสร้างปราการชาติให้มีความเข้มแข็ง เนื่องจากปัจจุบันปราการชาติอ่อนแอมาจากปัจจัยดังนี้

1.เพราะเราเน้นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวปฏิเสธความหลากหลาย

2.เพราะชาติไม่เป็นชาติที่แท้จริง ถึงมีรัฐธรรมนูญดีนับ 10 ฉบับ แต่รัฐบาลก็ปฏิเสธอำนาจประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง อนุญาตให้ประชาชนมีอำนาจเพียงแค่ช่วงการเลือกตั้ง 4 ปีครั้ง จึงเท่ากับว่าเรายกชาติให้กับคนที่จะเข้าไปผูกขาดสัมปทานประเทศได้ทุก 4 ปี

3.เพราะชาติเราขาดความเป็นธรรม เนื่องจากปล่อยให้เกิดการเหลื่อมล้ำทางสังคม เมื่อชาติกลวงจึงเกิดกระแส การปลุกระดมที่ล้าหลังคลั่งชาติทำให้เกิดความแตกแยกเมินเฉยต่อความเป็นธรรม

เราจึงจำเป็นต้องอาศัยประชาธิปไตยทางตรงที่ประชาชนมีส่วนร่วมสร้างปราการอันแข็งแกร่ง เพื่อป้องกันภัยจากโลกาภิวัตน์

นายไพสิฐ พานิชกุล อาจารย์สาขานิติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
การไม่เลือกผู้เป็นนายหน้านายทุน เพราะขณะนี้รัฐบาลไทยรับความเชื่อว่าทุนนิยมเป็นคำตอบเดียวในการพัฒนาประเทศ และคิดว่าทำอย่างไรที่จะให้กลไกตลาดแทรกซึมเข้าไปในชีวิตของคนในสังคม

ซึ่งการดำเนินการของรัฐบาลที่ผ่านมาทำหน้าที่ไม่ต่างกับการเป็นหน้านายให้นายทุนอย่างสุดตัว เห็นได้จากการกระโดดเข้าไปทำเอฟทีเอ หรือการเชื้อเชิญคนนอกประเทศให้เข้ามาลงทุนโดยไม่คำนึงถึงความพร้อมของประเทศ

นางสายชล สัตยานุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
การเลือกคนที่มีเจตนาและสามารถยุติวงจรคอร์รัปชั่นนั้น การทุจริตเป็นมะเร็งร้ายเกาะกินประเทศไทยมานาน ระยะหลังการคอร์รัปชั่นขยายจากการขโมยในรูปแบบต่างๆ มาสู่การรังแกคนอ่อนแอไปทั่วหน้า

ทั้งนี้เงื่อนไข 3 อย่างที่ทำให้ไทยเกิดคอร์รัปชั่นแพร่หลาย คือ

1.การปล่อยให้อำนาจวินิจฉัยตกเป็นของผู้มีตำแหน่ง ทำให้ใช้อำนาจวินิจฉัยเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัว

2.ไทยมีการเปิดเผยข่าวสารราชการค่อนข้างน้อยเพราะเกรงว่าจะถูกตรวจสอบได้ตลอดเวลาหากข้อมูลข่าวสารถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ ดังนั้นเราควรจะเลือกผู้ที่มีแนวคิดต้องการเสนอการประมูลโครงการต่างๆ อย่างเปิดเผย

3.ประเทศไทยไม่นำบทเรียนการคอร์รัปชั่นในต่างประเทศมาเป็นบทเรียนของตนเอง
นายชัชวาลย์ ปุนปัน อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ที่ให้เลือกผู้รังเกียจและมุ่งมั่นป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะการที่ผู้บริหารรัฐดำรงตำแหน่งใน 2 ด้าน คือ บริหารประเทศ กับดำเนินการธุรกิจ ส่งผลให้ธุรกิจส่วนตัวเติบโตอย่างรวดเร็ว มูลค่าหุ้นของบริษัทที่นายกฯเป็นเจ้าของเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าบริษัทที่มีพื้นฐานดีทั่วไปหลายเท่าตัว

บริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับผู้บริหารรัฐบาลถูกเรียกกันในตลาดหลักทรัพย์ว่าหุ้นทักษิณ ซึ่งนักเล่นหุ้นให้ราคาสูงเพราะทำกำไรจากการซื้อขายได้มาก การบริหารประเทศจึงกลายเป็นการสร้างโอกาสให้ธุรกิจของตน

"ยิ่งกว่านี้ธุรกิจของนายกฯและครอบครัว ยังเป็นธุรกิจได้รับสัมปทานจากรัฐหรือเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐโดยตรงไม่ต่ำกว่า 3 กิจการ ได้แก่ กิจการโทรศัพท์มือถือ ดาวเทียม และกิจการโทรทัศน์ระบบ UHF

ปัญหาจึงมีว่ารัฐภายใต้เจ้าของธุรกิจเหล่านี้จะสามารถควบคุมกำกับสัมปทานให้เป็นประโยชน์ต่อรัฐได้อย่างไร ยังไม่นับรวมถึงธุรกิจการเมืองแวดล้อมที่นอกเหนือไปจากวงศาคณาญาติผู้นำ เช่น กลุ่มทีเอ กลุ่มล็อกซ์อินโฟ ที่ได้ร่วมทุนกับเอไอเอส กลุ่มบีอีซีเทโร กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มไทยเจริญคอมเมอร์เชียล กลุ่มควอลิตี้โปรดักส์(เนสกาแฟ)"

โอกาสที่การเลือกตั้งจะมาถึงจำเป็นที่สังคมต้องทบทวนบทบาทและท่าทีของกลุ่มทุนนักเลือกตั้งเหล่านี้เพื่อสร้างพลังในการกำกับควบคุม ตรวจสอบนักเลือกตั้งที่จะเข้ามาเป็นฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติอย่างเข้มข้น

ที่สำคัญต้องไม่ยินยอมให้บุคคลที่ล้วนแล้วแต่มีผลประโยชน์ส่วนตัว ที่อาจทับซ้อนกับผลประโยชน์ส่วนรวมเข้ามายึดกุมอำนาจรัฐโดยไม่มีการตรวจสอบและกำกับอย่างรัดกุมจากสังคม

The Nation
Published on December 11, 2004

Joining the list of anti-Thai Rak Thai movements, a group of scholars and activists named "Midnight University" is set to publish free copies of its election guidebook in an attempt to persuade voters not to cast ballots for the ruling party's candidates.

They alleged yesterday that the TRT government was destroying the country.

"Voters should be able to shape the future of the House rather than just waiting for candidates to tell them what they can do," said Som-kiat Tangmano in a group seminar on constitution issues held at Thammasat University.

The book, which will be available soon, contains 14 points focusing on the negative side of controversial incidents in which Prime Minis-ter Thaksin Shinawatra and his government have been involved over the past four years.

The book states, for instance: "We won't vote for those whose hands are soaked with blood. We'll vote for those who are sincere about wanting to axe corruption.

"Vote for candidates who are disgusted by those who engage in conflict of interest and exploit their au-thority to rob state coffers," the book continues. "Vote for those who don't want to betray education reform."

Nongyao Naowarat blamed the government for labelling civilians who ask for the truth on controversial issues troublemakers even though the government is required to answer such questions.

Moreover the government has abused civil rights by employing violent means in its war on drugs, which killed more than 2,500 people, she said.

Nongyao asked the government to stop implementing an eye-for-an-eye policy to deal with the unrest in the three southernmost provin-ces, saying such a tactic would never ease the violence in the area.

"Corruption is a tumour for all of us, and it's getting worse," said Saichol Sattayanuwat.

The government has shown an unwillingness to disclose information relating to its mega-projects, which has allowed it to avoid public scrutiny and allowed for corruption to take place among a small group of decision-makers, she said.

Chatchaval Poonpan said Thak-sin was a good example of a government leader who had exploited his authority to benefit the ?businesses of his own clan.

"The share values of their businesses have drastically increased. Investors call them 'Thaksin's stocks', and they can mean big profits for traders," he said.

Mahachon Party leader Anek Laothamatas proposed an amendment to the Constitution which would limit the power of the prime minister.

Censure of the premier should require the same number of MPs, 100, as it would take to censure a minister, he said.

The Constitution currently requires 200 of 500 House members to approve a vote of no confidence in the prime minister.

The opposition is also required to submit the name of an MP who will replace the premier if he is ousted. Anek said this requirement should be dropped as well.

The TRT merged with the now defunct Seritham and New Aspiration Parties, adding more MPs to the ruling party. The Constitution should prohibit mergers such as that between the TRT and Seritham and New Aspiration during the House's four-year term as such mergers give greater strength to the ruling party, Anek said, and are a threat to democracy

นักวิชาการ ชู'คู่มือ'ต้านเผด็จการทุน เข้าสภา
จากหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

นักวิชาการ-กมธ.วุฒิเปิดเวที "ทวงคืนรัฐธรรมนูญ" ชูสมุดปกเหลือง" 4 ไม่ 10 เลือก คู่มือเลือกตั้ง 48 " สับคลั่งชาติทำชาติแตก ชี้ปล่อยทับซ้อนผลประโยชน์ บ่อเกิดคอร์รัปชัน ตัวแทนสภาทนายฯ เสนอตั้ง'กลุ่มไม่เลือกไทยรักไทย' ด้าน "ส.ศิวรักษ์" แนะรัฐธรรมนูญได้ผล ต้องใช้ไปทางธรรมานุธรรมปฏิบัติ

วานนี้ (10 ธ.ค.) มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ร่วมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา กลุ่มข้อมูลข่าวสารคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ร่วมกันจัดงาน'วันทวงคืนรัฐธรรมนูญ' โดยได้นำเสนอคู่มือเลือกตั้ง 4 ไม่เลือก 10 เลือก เพื่อใช้พิจารณาประกอบการตัดสินใจเลือกตั้งทั่วไป

โดยนายสมเกียรติ ตั้งนโม จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน แถลงว่า ที่ผ่านมาประชาชนเป็นฝ่ายรอนโยบายจากพรรคการเมือง ทำให้ตกอยู่ในฐานะ'กบเลือกนาย' ดังนั้น แทนที่จะเป็นฝ่ายรอนโยบาย สังคมควรช่วยกันสร้างและสนับสนุนนโยบายที่เป็นประโยชน์ทำให้สังคมมีพลังกำหนดนโยบายสาธารณะด้วย ทั้งนี้ จึงร่วมกันจัดทำสมุดปกเหลืองดังกล่าว เพื่อเป็นข้อมูลให้พิจารณาตัดสินใจเลือกตั้งปี 2548 โดย มีประเด็นสรุปดังนี้

1.ไม่เลือกคนมือเปื้อนเลือดและหัวใจสมุน
2.ไม่เลือกคนที่ล้าหลังคลั่งชาติ
3.ไม่เลือกหน้านายทุน แสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มทุนชาติและทุนข้ามชาติ
4.ไม่เลือกคนไทยหัวใจอเมริกัน

สำหรับ 10 เลือก คือ

1.เลือกผู้มุ่งมั่นกระจายที่ดินให้ถึงมือประชาชน
2.เลือกคนที่มีเจตนาและยุติวงจรคอร์รัปชัน
3.เลือกผู้ที่แสดงเจตจำนงและผลักดันกฎหมายลูกตามรัฐธรรมนูญ และแก้ไขกฎระเบียบที่ขัดรัฐธรรมนูญ
4.เลือกผู้ที่รังเกียจและมุ่งมั่นป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
5.เลือกผู้ที่รู้ทันโลกาภิวัตน์ การครอบงำทางวัฒนธรรม
6.เลือกผู้ที่เข้าใจคุณค่าศาสนธรรมในทางการเมือง และนำมาเป็นหลักกำหนดนโยบายสาธารณะ
7. เลือกผู้ที่ผลักดันประชาธิปไตยทางตรงให้ขยายตัวมากขึ้น
8.เลือกผู้ไม่ทรยศต่อการปฏิรูปการศึกษา
9.เลือกผู้มุ่งมั่นสร้างพลังสังคมเพื่อตรวจสอบรัฐบาล
10.เลือกผู้ที่พัฒนาทุนนิยมไทยให้พ้นจากความล้าหลัง โดยไม่ลืมสังคมที่มีความเป็นธรรม

ด้านนายไพสิฐ พาณิชย์กุล กล่าวว่า เพราะขณะนี้รัฐบาลไทยรับความเชื่อทุนนิยม เป็นคำตอบเดียวในการพัฒนาประเทศ และจะให้กลไกตลาดแทรกซึมเข้าไปในชีวิตคน ซึ่งที่ผ่านมาไม่ต่างกับการเป็นนายหน้าให้นายทุนอย่างสุดตัว เห็นได้จากการทำเอฟทีเอ หรือการเชื้อเชิญคนต่างประเทศเข้ามาลงทุนโดยไม่มีความพร้อม

ขณะที่ นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อภิปรายในหัวข้อการเลือกผู้กระจายที่ดินให้ถึงมือประชาชน เพราะเกษตรกร 1.5 ล้าน ไม่มีที่ดิน แม้มีก็ไม่พอเพียง ที่ผ่านมาการออกเอกสารสิทธิฯ เป็นไปในลักษณะไม่ชอบด้วยกฎหมาย สมคบกันระหว่างผู้มีอิทธิพลกับเจ้าหน้าที่รัฐเกิดขึ้นอย่างมาก

"และการทำโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ต้องทำประชาพิจารณ์ และต้องเป็นกฎหมายลูกออกตามรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิไว้แล้ว แต่ยังไม่มีการตรากฎหมายนี้รองรับ ทำให้โครงการขนาดใหญ่ไม่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง

ด้านอาจารย์สายชล สัตยานุวัฒน์ ระบุว่า ระยะหลังการคอร์รัปชันที่ขยายจากการขโมยในรูปแบบต่างๆ มาสู่การรังแกคนอ่อนแอไปทั่วหน้า ทั้งนี้ เงื่อนไข 3 อย่างของการแพร่ระบาด คือ

1.อำนาจวินิจฉัยเป็นของผู้มีตำแหน่ง จึงวินิจฉัยเข้าตัวเอง
2.เปิดข่าวสารราชการน้อย เพราะเกรงจะถูกตรวจสอบได้ และ
3.ไม่นำการคอร์รัปชันของต่างประเทศมาเป็นบทเรียน

นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวถึงแนวทางเลือกผู้นำที่พัฒนาทุนนิยมไทยให้พ้นความล้าหลังว่า แม้ไทยจะเข้าไปอยู่ในกลุ่มจี-7 ประเทศพัฒนาแล้ว แต่เศรษฐกิจจะดีขึ้นในหมู่คนที่รวยอยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่ใช่เรียกร้องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องเรียกร้องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และไม่ใช่เอาไปสร้างเถ้าแก่ใหญ่แบบมักง่าย

ในฐานะผู้ร่วมงาน นายดนัย อนันติโย อุปนายกสภาทนายความ กล่าวว่า ไม่มีพรรคการเมืองใดอยู่ใน 10 ข้อที่ให้เลือก แต่ทุกพรรคการเมืองอยู่ในทั้ง 4 ข้อ อย่างไรก็ตาม ที่แน่ๆ คือจะไม่เลือกพรรคไทยรักไทยอย่างแน่นอน

ต่อมา นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้กล่าวแสดงอนุสติ 'ทวงคืนรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย'โดยความสรุปว่า ประชาชาติจีนประกอบด้วยชนชาติและเชื้อชาติต่างๆ แต่ความจริงสาธารณรัฐประชาชนจีน มีระบบการปกครองเดียว ที่ยกย่องเพียงชาวฮั่นให้เป็นใหญ่เหนือชนชาติอื่นๆ ทั้งหมด ดังนั้น หากเปลี่ยนคำว่า'ฮั่น'เป็น'ไทย' อย่างที่ปรากฏในเพลงชาติว่า ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เราจะแก้ปัญหาให้คนมลายูในภาคใต้ไม่ได้เลย

ทั้งนี้ เราต้องเลิกหยิ่งกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แม้มีคุณค่าอยู่ไม่น้อย แต่ก็เป็นเอกสารที่ปราศจากสาระ เพราะธรรมนูญของโลกจะได้ผล ก็ต่อเมื่อมีผู้ประพฤติธรรมใช้ไปทางธรรมานุธรรมปฏิบัติ โดยที่รัฐธรรมนูญที่แท้ต้องเข้าหาสาระของรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่ประกาศเมื่อ 27 มิ.ย.2475 หากเข้าถึงได้ก็จะเป็นการทวงคืนรัฐธรรมนูญได้

อจ.มช.ชำแหละรัฐบาล"ทักษิณ" คุมเบ็ดเสร็จ-อ้อน ปชช.สร้างสมดุล
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ 9 เครือข่าย นายสมชายปรีชาศิลปกุลอาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในการสัมมนาเรื่อง "วัฒนธรรมกระแสทุน" ว่า

ในช่วง 4 ปีของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เห็นโครงการเป็นจำนวนมาก นโยบายต่างๆ เหล่านี้ความคิดเบื้องหลังที่อยู่โครงการคืออะไร โครงการเหล่านี้จะเปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นเถ้าแก่ในขณะเดียวกับแบบข้าราชการให้เป็นพ่อค้า ความหมายคืออะไร ในโลกสมัยใหม่ที่นำโดย พ.ต.ท.ทักษิณต้องสร้างความมั่งคั่ง ด้วยเงินตรา รวมถึงการเสี่ยงจากหวย จากหุ้นเป็นสื่อความหมายที่ซ่อนมากับโครงการนานาชนิด

นายสมชายกล่าวว่า โลกในปัจจุบันและในอนาคตจะเป็นโลกที่จนลง ทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกน้อยลง ทรัพย์สมบัติที่อยู่ในมือของคนส่วนใหญ่มีปริมาณน้อยลงเรื่อยๆ คนมีรายได้น้อยลง ประเทศไทยคนจนมากขึ้น คนรวยรวยมากขึ้น คณะรัฐมนตรี(ครม.) และญาติพี่น้องมีรายได้ทรัพย์สมบัติในตลาดหุ้นเกือบ 50%

ในขณะนี้เกิดระเบียบโลกแบบใหม่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนระบบวัฒนธรรมของการค้าขายแบบใหม่ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีคำถามที่สำคัญๆเกิดขึ้นหลายเรื่อง เช่น สิ่งที่เรียกการเลือกตั้งยังจะมีความหมายอะไรอีกหรือไม่ การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นต้นปีหน้า ในเมื่อเลือกตั้งไปแล้วนักการเมืองจะสามารถเปลี่ยนนโยบายที่ไปเซ็นสัญญากับองค์กรต่างประเทศ เป็นไปได้จริงหรือ

"โดยเฉพาะการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ถามว่าให้เลือกตั้งกันแทบเป็นแทบตาย อำนาจของการเลือกตั้งสามารถเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจอันนี้ได้หรือไม่ อันนี้เป็นนัยยะสำคัญว่าการเลือกตั้ง ประชาชนมีอำนาจควบคุมรัฐได้มากขนาดไหน กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจได้มากขนาดไหน อาจเลือกนโยบายทางการเมืองได้ แต่ว่านโยบายทางเศรษฐกิจเลือกไม่ได้อีกแล้ว" นายสมชายกล่าว

นายสมชายกล่าวว่า รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณกำลังส่งเสริมให้ประชาชนก้าวออกไปเผชิญกับโลกที่ความยากจนกำลังแผ่ขยาย ให้เผชิญกับโลกที่มีความเท่าเทียมน้อยมาก ต้องไปเผชิญกับสหรัฐอเมริกา จีน รัฐบาลเสนอโครงการมากมาย ทำให้ดูเหมือนว่ามีเงินทองกองอยู่ทุกที่ หากประชาชนคนไทยพัฒนาสามารถไปหยิบเงินเหล่านั้นมาได้

"ทางออกเพื่อไม่ให้เกิดอำนาจเบ็ดเสร็จในการตรวจสอบของประชาชนคือเวลาเลือกตั้งให้เลือกเหมือนหมาไปกัดกัน คือต้องสามารถให้มีดุลกำลังที่จะกัดกันได้ ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นเพราะว่าดุลอำนาจในสภาพอๆ กัน การที่มีดุลอำนาจในสภาพอๆ กันทำให้เสียงประชาชนเข้าไปกำกับกับบางพรรคบางคนได้มากขึ้น เมื่อไหร่เสียงในสภามันเบ็ดเสร็จ เมื่อนั้นอย่าว่าขบวนการตรวจสอบในสภายังทำไม่ได้" นายสมชายกล่าว

นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะภาควิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้การโฆษณา การประชาสัมพันธ์หรือการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคเป็นวัฒนธรรมแบบใช้ตัวหนังสือสอดคล้องกัน แต่ปัจจุบันเป็นสังคมที่ใช้ความเร็ว วัฒนธรรมจึงเปลี่ยนไปเป็นวัฒนธรรมทางสายตา มีการโฆษณาแบบใช้ภาพมากขึ้นโดยไม่ต้องมีคำพูด ใช้ความบกพร่องของคนมาเป็นจุดขาย และจะไม่บริการคนข้างถนนเหมือนคนใส่สูท สังคมเป็นสังคมบริโภค คนในสังคมเป็นโรคจิตเภทชนิดหนึ่งมีบุคลิกอยากเป็นหลายอย่าง มีอะไรทุกอย่างที่เป็นอุดมคติฝังอยู่ในตัว คนเปลี่ยนไปตามหน้าจอโฆษณาที่เห็น เป็นอาการของคนที่อยู่ในสังคมบริโภค

นายสมชายกล่าวว่า ถ้าตรวจสอบวัฒนธรรมทางสายตา ไม่ใช่สิ่งที่เข้าใจอย่างแท้จริงและจะเห็นภาพชัดเจนว่าให้สังคมแบบนี้มันกระตุ้นให้เราบริโภค สร้างค่านิยมบางอย่างโดยที่ไม่รู้ตัว เราตกอยู่ในค่านิยมบางอย่างที่แฝงมากับภาพโฆษณาเหล่านั้นในวัฒนธรรมที่ไม่มีการตรวจสอบ

"ผมอยากจะพูดให้เห็นภาพชัดต้องแยกรัฐกับรัฐบาล ผมคิดว่ารัฐบาลยุคนี้ใช้วิธีการขายแบบบริษัทโฆษณา คือสร้างภาพลักษณ์" นายสมชายกล่าว

ยุทธศาสตร์เลือกตั้ง 'หมากัดกัน' เพิ่มอำนาจชาวบ้าน คานอำนาจรัฐ
'ทางเลือกของคนไทย คือ การเลือกพรรคการเมืองแบบเลือก 'หมาไปกัดกัน' คือ เป็นการเลือกรัฐบาล ที่มีเสียงก้ำกึ่งกับฝ่ายค้าน อันจะทำให้รัฐบาล ฟังเสียงสังคมมากขึ้น'

นโยบายพรรคการเมืองอิงวัฒนธรรมโฆษณา
'รัฐบาลทักษิณกำลังโปรโมทให้เราก้าวออกไปเผชิญกับโลกภายนอกที่มีการแข่งขันอย่างไม่เท่าเทียม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็มีกลุ่มทุนเพียงบางกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ ขณะที่ประชาชนตัวเล็กๆ กลับเสียประโยชน์'

เนื่องในโอกาสวันรัฐธรรมนูญ วันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งปีนี้ เป็นวันหยุดยาว 3 วัน ทั้งยังเป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งใหญ่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในต้นปีหน้า จึงเป็นโอกาสให้กลุ่มนักวิชาการ และองค์กรพันธมิตร จัดเสวนาวิชาการในหัวข้อเกี่ยวกับการเมือง การเลือกตั้งกันหลายเวที โดยจุดใหญ่อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้ชื่อ 'วันทวงคืนรัฐธรรมนูญ'

ขณะที่วานนี้ (11 ธ.ค.) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้ร่วมกันจัดเสวนาวิชาการหัวข้อ '4 ปีประเทศไทย : ภาพจริง-ภาพลวง?' ซึ่งมีเนื้อหาน่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะการเสนอยุทธศาสตร์เลือกตั้งในแบบ 'เลือกหมาไปกัดกัน' เพื่อเพิ่มอำนาจประชาชน และถ่วงดุลการบริหารภายใต้ระบอบทักษิณ

รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม อาจารย์ประจำคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งในกลุ่มนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวเรื่องวัฒนธรรมกระแสทุนนิยม ว่า ขณะนี้โลกปัจจุบันกำลังตกอยู่ในวัฒนธรรมทางสายตาในกระแสทุนนิยม โดยก่อนจะมาถึงกระบวนการบริโภค จะต้องผ่านกระบวนการผลิตและการกระจายผลิตภัณฑ์ การใช้วัฒนธรรมทางสายตานั้นเป็นการโฆษณากระตุ้นให้คนในสังคมเกิดการบริโภคอย่างซ้ำๆ ทำให้กลุ่มทุนได้ประโยชน์ แต่น่าเป็นห่วงว่าในอนาคตอาจทำให้ทรัพยากรไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ ที่มาของวัฒนธรรมทางสายตา เกิดจากในอดีตการโฆษณาส่วนใหญ่เป็นการใช้ตัวหนังสือ เพราะการเดินทางยังเป็นแบบช้าๆ เช่น ใช้จักรยาน หรือรถจักรยานยนต์ ทำให้คนรับสารหรือผู้บริโภคสามารถพิจารณาว่าสิ่งที่สื่อออกมานั้นดีหรือไม่ดี

ต่อมาเมื่อมีการพัฒนา และการเดินทางเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เช่น มีรถยนต์ขับ ทำให้การโฆษณาต้องเปลี่ยนมาใช้ภาพแทน แต่ภาพที่โฆษณาส่งมานั้นล้วนมีความหมายซ่อนเร้นตามเงื่อนไขบริบททางสังคม เช่น การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ซึ่งในบางครั้งอาจใส่ความหมายเหล่านี้เข้าไปโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้ และอาจเกิดความผิดพลาดในการสื่อความหมายได้ เพราะมีความแตกต่างกันทางวัฒนธรรม

ที่สำคัญคือ การได้รับเจตจำนงที่ผิดพลาด คือ การได้รับค่านิยมแบบผิดๆ โดยไม่รู้ตัว เช่น วัฒนธรรมที่สังคมเห็นการกดขี่เพศหญิงเป็นเรื่องปกติ เพราะการทำงานของกระบวนการวัฒนธรรมทางสายตา มีหลักใหญ่ๆ คือ การทำให้ผู้รับสารคล้อยตามภาพในอุดมคติ (IDEAL)

'สิ่งใหญ่ๆ ที่สื่อทำให้การผลิต การกระจาย และการบริโภคเกิดการหมุนเวียน คือ การสร้าง IDEAL ทางอำนาจ ซึ่งจะทำให้เข้าใจว่าผู้รับสารมีความมั่นคง มีความดึงดูดในเพศตรงข้าม มีภาพลักษณ์ที่ดี และมีสถานะดีขึ้น เช่น ถ้าคุณเป็นคนธรรมดา แต่ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้แล้ว คุณจะมีสถานะดีขึ้น คือได้รับการบริการมากขึ้น แต่ถ้าคุณเป็นคนข้างถนนคุณจะไม่ได้รับบริการเหล่านี้
ซึ่งจากการสังเกตพบว่า การสร้างภาพ และการสร้างความดึงดูดในเพศตรงข้ามเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องการ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา รองลงมาคือ ประเทศไทย และในอนาคตคือ ประเทศเวียดนาม เพราะรับโฆษณาไปจากประเทศไทย' รศ.สมเกียรติ ระบุ

เขากล่าวต่อว่า ผลเสียที่เกิดจากการได้รับวัฒนธรรมทางสายตาในสังคมที่มีการหลั่งไหลของกระแสทุนนิยม ก็คือ การที่ผู้บริโภครับสารโดยไม่มีการคิดวิเคราะห์ จึงทำให้รับภาพในอุดมคติมาหลายภาพ หรือหลายบทบาท เกิดบุคลิกภาพที่แตกแยก เช่น การนิยมใส่กางเกง 'หลุดตูด' ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของคนคุกในสหรัฐอเมริกา เป็นค่านิยมที่แสดงให้เห็นว่าหากจะเป็นคนดี แต่เกเรด้วย จะทำให้ดูเท่ และน่าสนใจ ดังนั้นการที่จะรู้เท่าทันวัฒนธรรมทางสายตาได้นั้น ผู้บริโภคต้องวิเคราะห์ให้ลึกว่าภาพที่ปรากฏมีเบื้องหลังอย่างไร โดยภาพเหล่านั้นต้องไม่มีการแบ่งชนชั้น ไม่ดูหมิ่นเชื้อชาติ ไม่นำเรื่องเพศและวัยมาล้อเลียน และไม่กดขี่คนชายขอบหรือผู้ด้อยโอกาส

'ขณะนี้วัฒนธรรมกระแสทุนได้แฝงเข้ามาสู่ผู้บริโภคผ่านการโฆษณา โดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ตัว ซึ่งกลุ่มทุนพยายามสร้างภาพให้เกิดอุดมคติ เพื่อให้เกิดการบริโภคสินค้าของทางกลุ่มทุนมากขึ้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นวัฒนธรรมทุนนิยมที่ไม่เพียงส่งผลกับคนไทยเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสังคมโลก การต่อต้านกระแสทุน คนไทยต้องไม่ตกเป็นผู้บริโภคแบบยอมจำนนที่มีสาเหตุจากความเข้าใจผิดหรือปรัชญาแบบผิดๆ ที่คิดว่าชีวิตที่ดีคือ ชีวิตที่ได้บริโภคสิ่งที่ดีที่สุด' รศ.สมเกียรติ กล่าว

ขณะที่ อาจารย์ สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวเชื่อมโยงแนวคิดการรับสารจากโฆษณา เพื่อต่อภาพการมองนโยบายของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า ประชาชนควรจะต้องมองดูและตั้งคำถามว่า โครงการทั้งหมดเช่น โอท็อป (หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์) แปลงสินทรัพย์เป็นทุน ครัวโลก การลาออกก่อนเกษียณอายุราชการ หรืออื่นๆ เกิดจากเจตจำนงแบบไหน

เนื่องจากโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ทำให้ชาวบ้านต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตจากเดิมที่ทำการเกษตรแบบยังชีพ เป็นวิถีชีวิตที่ต้องการ ต้องสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง สมบูรณ์ และเมื่อพูดถึงและตอกย้ำความสำเร็จของโครงการบ่อยๆ ทำให้สังคมมองว่าวิถีชีวิตในอดีตไม่น่ารื่นรมย์ ซึ่งแนวคิดในลักษณะนี้มีทั้งคนที่ได้รับและไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริง

อาจารย์สมชาย กล่าวต่อว่า ระบบเศรษฐกิจใหม่ของโลกเป็นการแสวงหาผลประโยชน์จากความรู้ เช่น การส่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ออกขายโดยสหรัฐอเมริกา และพยายามผลักดันให้เกิดกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อรักษาผลประโยชน์นี้ ซึ่งมีองค์กรระหว่างประเทศอย่าง WTO (องค์การการค้าโลก) ช่วยรักษาผลประโยชน์อยู่ ด้วยการสร้างแนวคิดที่ว่า การละเมิดข้อกฎหมายเป็นความผิดทางศีลธรรมด้วย ทั้งที่ความจริงสหรัฐอเมริกาได้เปรียบในพื้นฐานการผลิตอยู่แล้ว
ส่วนการที่รัฐบาลไทยเอง กำลังบอกให้ประชาชนเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจโลกนั้น ก็ต้องมาช่วยกันวิเคราะห์ว่าเป็นการผลักดันในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่

'รัฐบาลทักษิณกำลังโปรโมทให้เราก้าวออกไปเผชิญกับโลกภายนอกที่มีการแข่งขันอย่างไม่เท่าเทียม ทำให้คนไทยเห็นว่า เงินทองกองอยู่มากมายทั่วโลก ใช้ความสามารถของคุณไปหยิบเอามาได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็มีกลุ่มทุนเพียงบางกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ ขณะที่ประชาชนตัวเล็กๆ กลับเสียประโยชน์

อย่างเช่นการทำ FTA (ข้อตกลงเขตการค้าเสรีแบบทวิภาคี) กับจีน คนปลูกหอม กระเทียม แทบผูกคอตาย ดังนั้นสิ่งที่เราเรียกว่าการเลือกตั้ง ยังมีพลังอยู่จริงหรือ ในเมื่อนักการเมืองที่เราเลือกเข้ามาไม่มีความสามารถที่จะผลักดันสัญญาที่ลงชื่อไว้กับต่างประเทศได้จริง' อาจารย์สมชาย ตั้งคำถาม

นักวิชาการผู้นี้ยังเห็นว่า การจะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นต้นปีหน้านี้ เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งที่จะช่วยให้สังคมหลุดพ้นจากกระแสเศรษฐกิจโลกที่เน้นวัฒนธรรมกระแสทุน เพราะวันนี้ทุกพรรคมีนโยบายที่จะนำเงินสังคมส่วนรวมไปใช้ ซึ่งวิธีการแบบนี้ไม่ได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

ดังนั้นทางเลือกของคนไทยคือ การเลือกพรรคการเมืองแบบเลือก 'หมาไปกัดกัน' คือ เป็นการเลือกรัฐบาลที่มีเสียงก้ำกึ่งกับฝ่ายค้าน อันจะทำให้รัฐบาลฟังเสียงสังคมมากขึ้น และเกิดการตรวจสอบกันได้ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล

ที่สำคัญ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องคำนึงถึงการสร้างเครือข่ายเพื่อกำหนดนโยบายทางสังคมเพื่อใช้เป็นข้อเสนอต่อรัฐบาล ถึงแม้วิธีนี้จะไม่สามารถหยุดกระแสทุนนิยมได้โดยตรงทั้งหมดก็ตาม!

 

 

สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I สารบัญเนื้อหา 3
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด กว่า 450 เรื่อง หนากว่า 5000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 120 บาท(รวมค่าส่ง)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

 

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็ปไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com




 

H
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เส้นทางของรัฐธรรมนูญไทย ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
จึงต้องทวงคืนรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยให้กลับมาอยู่ในมือของปวงชนชาวไทย

สังคมไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นอีกวาระหนึ่งในต้นปี 2548 นี้ แทนที่จะรอรับนโยบายจากนักการเมืองแต่เพียงฝ่ายเดียว สังคมควรช่วยกันสร้างและสนับสนุนนโยบายต่างๆ ที่พิจารณาว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคม เพื่อให้นักการเมืองได้มองเห็นความต้องการและรับเอานโยบายดังกล่าวไปปฏิบัติ อันจะเป็นการทำให้สังคมมีพลังในการกำหนดทิศทางนโยบายสาธารณะมากขึ้น

1.ไม่เลือกคนมือเปื้อนเลือดและหัวใจสมุน 2.ไม่เลือกคนที่ล้าหลังคลั่งชาติ
3.ไม่เลือกหน้านายทุน แสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มทุนชาติและทุนข้ามชาติ
4.ไม่เลือกคนไทยหัวใจอเมริกัน สำหรับ 10 เลือก คือ 1.เลือกผู้มุ่งมั่นกระจายที่ดินให้ถึงมือประชาชน 2.เลือกคนที่มีเจตนาและยุติวงจรคอร์รัปชัน 3.เลือกผู้ที่แสดงเจตจำนงและผลักดันกฎหมายลูกตามรัฐธรรมนูญ และแก้ไขกฎระเบียบที่ขัดรัฐธรรมนูญ 4.เลือกผู้ที่รังเกียจและมุ่งมั่นป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน 5.เลือกผู้ที่รู้ทันโลกาภิวัตน์ การครอบงำทางวัฒนธรรม 6.เลือกผู้ที่เข้าใจคุณค่าศาสนธรรมในทางการเมือง 7. เลือกผู้ที่ผลักดันประชาธิปไตยทางตรงให้ขยายตัวมากขึ้น 8.เลือกผู้ไม่ทรยศต่อการปฏิรูปการศึกษา 9.เลือกผู้มุ่งมั่นสร้างพลังสังคมเพื่อตรวจสอบรัฐบาล 10. เลือกผู้ที่พัฒนาทุนนิยมไทย ให้พ้นจากความล้าหลัง

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด กว่า 480 เรื่อง หนากว่า 5500 หน้า ในรูปของ CD-ROM ในราคา 120 บาท(รวมค่าส่ง) สนใจสั่งซื้อได้ที่
midnightuniv@yahoo.com
หรือ ส่งธนาณัติถึง
รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม : ไปรษณีย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 50202

กรุณาส่งธนาณัติไปยัง รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม : คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถนนสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50202
อย่าลืมเขียนชื่อ ที่อยู่ ของผู้รับตัวบรรจงด้วยครับ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการจัดส่งทางไปรษณีย์