ผลงานวิชาการชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็ปไซค์ วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๗ : ไม่สงวนสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ทางวิชาการ
ผลงานภาพประกอบดัดแปลง ใช้ประกอบบทความบริการฟรีของ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

R
relate topic
130947
release date

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 450 หัวเรื่อง
วาทกรรมการเมืองยุคทักษิณ
วัชรพล พุทธรักษา
นิสิต ป.โท ภาควิชาการปกครอง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
The Midnight University

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน
แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ

Website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ

หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com

ขณะนี้มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้ผลิตบทความทั้งหมดบนเว็ปในรูปของซีดีรอมเพื่อจำหน่าย สนใจสามารถสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com
เผยแพร่ เพื่อสาธารณประโยชน์
หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบ
ปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณขาลดขนาดของ font ลง จะ
สามารถแก้ปัญหาได้

midnightuniv@yahoo.com
midnight2545@yahoo.com
midarticle@yahoo.com
นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆที่เผยแพร่บนเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ
เว็ปไซท์นี้มีการคลิกโดยเฉลี่ยต่อวัน 14119-26256 ครั้ง สำรวจเมื่อเดือนสิงหาคม 47
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขอขอบคุณ www.thaiis.com ที่กรุณาให้ใช้พื้นที่ฟรีในการเผยแพร่งานวิชาการ เพื่อประโยชน์ต่อสังคม

คลิกไปหน้า homepage มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

รัฐศาสตร์ - การปกครอง
"หวานเป็นลม-ขมเป็นยา" กับนโยบายทักษิณ

วัชรพล พุทธรักษา
นิสิตปริญญาโท ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และนักเรียนทุนรัฐบาลตามโครงการผลิตและพัฒนาอาจารย์ สังกัดคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


จากบทความเดิมชื่อว่า
วาทกรรมการเมืองภายใต้รัฐบาลทักษิณ : ว่าด้วยเรื่องโครงการเอื้ออาทร
และนโยบายประชานิยมอื่นๆ

เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็ปไซท์ ม.เที่ยงคืน วันที่ 13 พฤษภาคม 2547
(บทความชิ้นนี้ยาวประมาณ 9 หน้ากระดาษ A4)

 

รัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของ ฯพณฯดร.ทักษิณ ชินวัตร นั้นเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการบริหารงานมาก อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง (ในระบอบประชาธิปไตย) ของไทย ทั้งนี้นอกจากจะเป็นผลของความสามารถในการบริหารของนายกรัฐมนตรี และทีมงานพรรคไทยรักไทยแล้ว ความเข้มแข็งและความสำเร็จในการบริหารงานของรัฐบาลยังเป็นผลมาจากปัจจัยอื่นๆอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่ต้องการให้มีฝ่ายบริหารและรัฐมนตรีที่เข้มแข็ง , กระแสไม่เอาพรรคประชาธิปัตย์อันเนื่องมาจากปัญหาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ 2540 และการนำเสนอนโยบายหลักที่ทำให้สามารถซื้อใจประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศได้ นั่นก็คือนโยบาย "ประชานิยม " นั่นเอง

นโยบายประชานิยมภายใต้รัฐบาลนายกฯทักษิณ โดยเฉพาะโครงการเอื้ออาทรประเภทต่างๆไม่ว่าจะเป็นโครงการคอมพิวเตอร์, บ้าน, แท็กซี่, แอร์, โทรทัศน์, น้ำดื่ม ฯลฯ และนโยบายประชานิยมอื่นๆเช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้านละล้าน, พักชำระหนี้เกษตรกร, สินเชื่อ SMEs หรือล่าสุดคือ "นโยบายเหนือเมฆ SML แจกเงิน 20,000 ล้านบาท " นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ แต่ในอีกฐานะหนึ่ง โครงการเอื้ออาทรและนโยบายประชานิยมอื่นๆนั้นยังมีฐานะเป็น "วาทกรรม/วาทกรรมการเมือง" รูปแบบหนึ่งด้วย

จุดมุ่งหมายของงานเขียนชิ้นนี้คือ เพื่อชี้ให้เห็นว่า โครงการเอื้ออาทรและนโยบายประชานิยมอื่นๆ นั้น มีฐานะเป็นวาทกรรมการเมืองเพราะอะไร? อย่างไร? ซึ่งจะเกิดผลอย่างไรแก่ผู้คนในสังคมจากความเป็นวาทกรรมของของโครงการเอื้ออาทรและนโยบายประชานิยมชุดนี้? และเราจะสามารถกระทำการใดเพื่อรับมือกับวาทกรรมชุดนี้ได้บ้าง?

โดยก่อนอื่นเราควรที่จะทำความเข้าใจในเบื้องต้นถึงความหมายของคำว่า "วาทกรรม/วาทกรรมการเมือง" และทำการประมวล ข้อคิด/ความคิดเห็นเกี่ยวกับ "โครงการเอื้ออาทรและนโยบายประชานิยม" ในมุมมองของนักวิชาการหลายๆท่านเสียก่อน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นโดยจะได้อธิบายดังต่อไปนี้

เริ่มต้นที่การทำความเข้าใจคำว่า "วาทกรรม"(Discourse) และ "วาทกรรมการเมือง"(Political Discourse) ซึ่งคำดังกล่าวนี้ได้เป็นที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้ง ในการศึกษาทางรัฐศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งมิเชล ฟูโก(Michel Foucault) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ได้ให้ความหมายของคำว่า "วาทกรรม" ไว้โดยสรุปว่า "วาทกรรมนั้นเป็นเรื่องที่มากกว่า การเขียน และการพูด โดยหมายความรวมถึงระบบ และกระบวนการในการสร้าง/ผลิต(Constitute) เอกลักษณ์(Identity) และความหมาย(Significant) ให้กับสรรพสิ่งต่างๆในสังคมที่อยู่รายรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ ความรู้ ความจริง หรือแม้กระทั่งตัวตนของเรา"

และนอกจากวาทกรรมจะได้ทำหน้าที่ดังที่กล่าวมา วาทกรรมยังทำหน้าที่สำคัญในการยึดตรึง สิ่งที่สร้างขึ้นให้ดำรงอยู่และเป็นที่ยอมรับของสังคมต่อไป และในขณะเดียวกันนั้น วาทกรรมยังทำหน้าที่ในการเก็บกด/ปิดกั้น มิให้เอกลักษณ์ หรือความหมายบางอย่าง/ความหมายอื่นเกิดขึ้น หรือไม่ก็ทำให้เอกลักษณ์และความหมายของบางสิ่งที่ดำรงอยู่ในสังคมเลือนหายไปได้พร้อมๆกันอีกด้วย

วาทกรรมนั้นสามารถแสดงบทบาท หน้าที่ดังกล่าวได้โดยผ่านทางภาคปฏิบัติการของวาทกรรม(Discursive Practices) อันได้แก่ จารีตปฏิบัติ ความคิด ความเชื่อ คุณค่า ค่านิยม ผ่านทางสถาบัน และช่องทางในการเข้าถึงผู้คนในสังคม

ส่วนคำว่า "วาทกรรมการเมือง" (Political Discourse) นั้น นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ได้ให้แนวคิดโดยสรุปไว้ว่า แนวคิดเรื่องวาทกรรมการเมืองนั้น เป็นแนวคิดที่ให้ความสนใจและความสำคัญในกิจกรรมของการสื่อความหมายทางภาษา การแสดงความคิดทางการเมือง และกลไกในการควบคุมระบบการสื่อความหมาย ของการแสดงความคิดทางการเมืองนั้น โดยมีการถ่ายทอดและอบรมสั่งสอนเพื่อการบังคับ ดำรงรักษา หรือนำการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ดังนั้น วาทกรรมการเมืองไม่อาจแยกออกจาก "อำนาจ" ในสังคมการเมืองได้เลย ทั้งนี้โดยเชื่อว่า อำนาจนั้นมีกระจายอยู่โดยทั่วไปในทุกระดับของสังคมการเมือง โดยมีพลังแสดงผ่านปฏิบัติการของวาทกรรมการเมือง ซึ่งวาทกรรมการเมืองแต่ละชุดหรือแต่ละแบบแผนนั้น จะมีระบบการคิดและการให้เหตุผลเป็นการเฉพาะของวาทกรรมนั้นๆ ซึ่งจะทำหน้าที่ในการจัดกรอบและรูปแบบของความจริง ความเชื่อ ความอยากรู้ การคิด ทัศนคติ ค่านิยม และการจัดตำแหน่งแห่งที่ให้มนุษย์ ซึ่งหากพิจารณาในแง่นี้ วาทกรรมการเมือง จึงเป็นกิจกรรมทางการเมืองทั้งในทางความคิดจิตใจและในทางปฏิบัติอีกด้วย

ส่วน "โครงการเอื้ออาทร และนโยบายประชานิยมอื่นๆ" นั้นเป็นนโยบายสำคัญนโยบายหนึ่งของรัฐบาลปัจจุบัน ภายใต้การนำของ ฯพณฯทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นนโยบายที่กำหนดออกมาโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงทรัพยากร รวมถึงบริการต่างๆจากรัฐได้ในราคาถูก อันเป็นการช่วยเหลือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดีนัก

นโยบายดังกล่าวนี้ได้ถูกกล่าวถึงอย่างมากในสังคมไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งในแง่ที่กล่าวในเชิงชื่นชมผลการดำเนินนโยบายของรัฐบาล และในเชิง วิพากษ์/วิจารณ์ "โครงการเอื้ออาทรและนโยบายประชานิยม" ว่าเป็นนโยบายที่มีลักษณะของการจ่าย แจก ช่วยฐานเสียง ช่วยคนจนที่เป็นฐานคะแนนเสียงที่สำคัญ โดยได้ละเลยวินัยทางการคลังและมิได้คำนึงว่า จะเกิดผลเสียกับเศรษฐกิจโดยรวมของชาติอย่างไรหรือไม่

โครงการเอื้ออาทรและนโยบายประชานิยมได้ตกเป็นที่วิพากษ์ วิจารณ์อย่างกว้างขวางใน แวดวงวิชาการด้วย ซึ่งผู้เขียนได้นำเสนอ ตัวอย่าง นักวิชาการบางท่านที่ได้กล่าวถึงโครงการเอื้ออาทรและนโยบายประชานิยมต่างๆไว้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการประมวลให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจ และรู้จัก โครงการเอื้ออาทร และนโยบายประชานิยมในแง่มุมอื่นๆที่แตกต่างกันมากขึ้น ดังต่อไปนี้
ธีรยุทธ บุญมี ให้ความเห็นว่า โครงการเอื้ออาทรของรัฐบาลนั้นเป็นนโยบายประชานิยมที่มีลักษณะขายตรง ไม่ผ่านคนกลาง เป็นการต่อสายตรงสู่ชาวบ้าน เป็นการกีดกันนักการเมือง, นักวิชาการ, เครือข่ายประชาสังคม และNGOs ต่างๆ ให้ออกไปจากการรับรู้ของชาวบ้าน

ธีรยุทธ มองว่า โครงการเอื้ออาทรนั้นเป็นการอุปถัมภ์ทางนโยบาย(Policy Patronage) เป็นการผูกจิตใจชาวบ้านทั้งหมดเข้ากับภาคการเมือง และขณะเดียวกันก็ได้ทำการกีดกันผู้อื่นที่มิใช่รัฐออกไปจากพื้นที่สาธารณะ อันเป็นการสวนทางกับแนวทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมอย่างสิ้นเชิง และแท้จริงแล้ว ธีรยุทธนั้นเห็นว่า นโยบายประชานิยมนั้น แก่นแท้ของมันก็คือ ประชามาร์เก็ตติ้ง ที่ส่งผลเสียด้านศีลธรรม บริโภคนิยม การขาดประสิทธิภาพและคุณภาพของประชาชน กล่าวคือเป็นการเมืองที่ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเข้าช่วย ในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้เกิดขึ้นในสายตาของประชาชนนั่นเอง

ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม มีความเห็นว่าแท้จริงแล้ว คนที่เอื้ออาทรควรเป็นชาวบ้านมิใช่รัฐ ชาวบ้านควรเป็นผู้เอื้ออาทรให้กับผู้ที่ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยเพื่อบ้านเมือง ชาวบ้านควรเป็นผู้ให้ มิใช่นักการเมืองเป็นผู้เอื้ออาทรชาวบ้าน และนอกจากนั้นแล้วเรื่องการเอื้ออาทร เป็นการแสดงเหมือนกับว่ารัฐ หรือนักการเมืองเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ทั้งที่จริงแล้วประชาชนต่างหากที่เป็นเจ้าของทรัพย์สิน แต่กลับต้องได้รับการเอื้ออาทรจากผู้ที่มิได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินแต่อย่างใด

และท่านสุดท้าย ปกป้อง จันวิทย์ มีความเห็นคล้ายกับผู้ใหญ่วิบูลย์ โดยปกป้องเห็นว่า โครงการเอื้ออาทรนั้น มีลักษณะของการ "เหนือกว่า - ด้อยกว่า" แฝงอยู่ เป็นลักษณะของคนข้างบนใจดีให้คนข้างล่าง คนข้างล่างแบมือขอคนข้างบน เป็นการสร้างความหวังให้กับชาวบ้านซึ่งแท้จริงแล้วก็คือระบบอุปถัมภ์นั่นเอง

จากความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการเอื้ออาทร และนโยบายประชานิยมดังที่ประมวลไว้ข้างต้น เมื่อผนวกเข้ากับการทำความเข้าใจ ลักษณะ/ความหมาย/หน้าที่ ของคำว่า วาทกรรม/วาทกรรมการเมือง ดังกล่าวข้างต้น ทำให้ผู้เขียนสามารถตั้งข้อสังเกตบางประการ ที่สามารถชี้ให้เห็นได้ว่า โครงการเอื้ออาทรและนโยบายประชานิยมทั้งหลายนั้น นอกจากจะมีฐานะเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลแล้ว ในอีกฐานะหนึ่งนั้น "โครงการเอื้ออาทรและนโยบายประชานิยมทั้งหลายนี้ ยังมีฐานะเป็นวาทกรรม/วาทกรรมการเมือง" อีกด้วย โดยที่ผู้เขียนมีเหตุผลรองรับดังต่อไปนี้

ประการแรก โครงการเอื้ออาทรและนโยบายประชานิยมต่างๆ นั้นได้ทำหน้าที่ในการ สร้าง/ผลิต และยึดตรึงความหมาย/ความสำคัญ ของโครงการเอื้ออาทรและนโยบายประชานิยม ให้ประชาชนเกิดความเชื่อ และเข้าใจว่าเป็นความจริง และเป็นสิ่งที่ดีที่รัฐกระทำเพื่อช่วยเหลือประชาชนทั่วไปอย่างจริงใจ และมิได้หวังผลตอบแทน โดยเป็นการเอื้ออาทรช่วยเหลือซึ่งกันและกันในฐานะที่เป็นพี่น้องชาวไทยด้วยกัน

ประการที่สอง โครงการเอื้ออาทรและนโยบายประชานิยมต่างๆนั้น มีฐานะเป็นวาทกรรมการเมือง เพราะว่าได้มีภาคปฏิบัติการของวาทกรรม(Discursive Practices) เกิดขึ้นและทำงาน/ทำหน้าที่อยู่จริง ยกตัวอย่างเช่น การประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น รายการนายกทักษิณคุยกับประชาชนทุกเช้าวันเสาร์ , การประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อของรัฐบาล, การกล่าวขวัญถึง พูดถึง วิพากษ์ วิจารณ์ จากสื่อทุกประเภท ทั้งที่ตั้งใจกล่าวถึงและกล่าวถึงโดยไม่ได้ตั้งใจ เป็นต้น

ซึ่งภาคปฏิบัติการของวาทกรรมหลายๆประการนี้ จะทำหน้าที่ในการเป็นสื่อกลางในการครอบครอง/ครอบงำ ความคิด จิตใจ (Hegemony ) ของผู้คนทุกคนในสังคม ให้เชื่อ รับรู้ เกี่ยวกับโครงการเอื้ออาทร และนโยบายประชานิยมเหล่านี้ไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ เป็นทิศทางอันเกิดประโยชน์แก่รัฐ โดยเล็งผลถึงความนิยมอย่างสูงที่ประชาชนมีต่อนโยบายของรัฐบาล อันจะนำทำให้เกิดการซื้อใจประชาชน และนำไปสู่ผลสำเร็จในการเลือกตั้ง เพื่อดำรง/สืบทอด อำนาจรัฐได้อย่างเบ็ดเสร็จได้ต่อไปในอนาคต

และประการสุดท้าย ในขณะที่ภาคปฏิบัติการของวาทกรรมได้ทำหน้าที่ในการสร้าง/ผลิต ซึ่งความหมาย เอกลักษณ์ ฯลฯแล้ว ขณะเดียวกันก็ยังได้ทำหน้าที่ในการ เก็บกด/ปิดกั้น กีดกัน ความหมายอื่นและผู้อื่นที่มิใช่รัฐ เช่น นักการเมืองฝ่ายค้าน นักวิชาการที่วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล องค์กรเอกชน (NGOs) และภาคประชาชนต่างๆ เป็นต้น ออกจากพื้นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นการพยายามที่จะ ลดทอนความสำคัญของ "ผู้อื่น" และ "ความหมายอื่น" ที่เกี่ยวกับโครงการเอื้ออาทรในเชิงลบ หรือเชิงการให้ความหมายที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของรัฐบาล ให้สลายตัวไปในที่สุด

เมื่อเราได้ รับรู้/ทำความเข้าใจ ถึงการดำรงอยู่ในฐานะที่เป็น วาทกรรม/วาทกรรมการเมือง ของโครงการเอื้ออาทรและนโยบายประชานิยม ภายใต้การทำงานของวาทกรรมการเมืองชุดนี้ผ่านทางภาคปฏิบัติการของวาทกรรม เช่น รายการนายกทักษิณคุยกับประชาชน, ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อของรัฐบาล, การกล่าวขวัญถึง พูดถึง วิพากษ์ วิจารณ์ จากสื่อทุกประเภท อันนำไปสู่การสร้างความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ของผู้คนในสังคม โดยผ่านกระบวนการทางภาษาที่แยบคายที่ว่า "เอื้ออาทร" อันจะทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกที่ดี อ่อนโยน เป็นมิตร และจริงใจ ในความสัมพันธ์ที่รัฐบาลมีต่อประชาชน ทำให้สามารถ จำแนก/แยกแยะ ผลลัพธ์บางประการ ที่ประชาชนในสังคมจะได้รับจากวาทกรรมการเมืองว่าด้วยเรื่องโครงการเอื้ออาทร และนโยบายประชานิยมชุดนี้ ได้ดังต่อไปนี้

ประการแรก ประชาชนจะถูกทำให้เชื่อ รับรู้ เข้าใจ ถึง "ความเท่าเทียมกัน" ในแง่ของการเข้าถึงนโยบายประชานิยม โครงการเอื้ออาทรต่างๆ ตัวอย่างเช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคนั้น ประชาชนได้ถูกทำให้เชื่อว่า เงิน 30 บาทนั้นสามารถรักษาได้ทุกโรค และรักษาได้ทุกคน มีความเท่าเทียมกันเกิดขึ้น อันต่างจากนโยบายประกันสังคมเดิม ที่เข้าถึงได้เฉพาะแรงงานในระบบเท่านั้น

ประการที่สอง ความเท่าเทียมกันที่ถูกทำให้เชื่อนี้ เป็นการสร้างให้ประชาชนมีความเท่าเทียมกันในลักษณะของ "ผู้รอรับนโยบาย" และ "ผู้บริโภคนโยบาย" อันเป็นสร้างความหวัง สร้างเป้าหมาย ให้ประชาชนเฝ้ารอคอยการเอื้ออาทร การลงมาโปรดนโยบายของรัฐบาล โดยมิได้ทำให้ประชาชนคิดที่จะเป็นฝ่าย "รุก" เดินหน้าแก้ไขปัญหาต่างๆด้วยตนเอง และพึ่งพารัฐบาลให้น้อยที่สุด ดังเช่นสังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็งแต่อย่างใด

และประการสุดท้าย วาทกรรมการเมืองชุดนี้ ทำให้ประชาชนต้องตกเป็นเครื่องมือในการพยายาม ครอบครอง/รักษา อำนาจในการบริหารประเทศของรัฐบาล โดยที่โครงการเอื้ออาทรและนโยบายประชานิยมนั้นจะสร้างความเชื่อ ความรับรู้ให้เกิดขึ้นกับประชาชน ว่านโยบายประชานิยมต่างๆของรัฐบาลนั้นเป็นสิ่งที่ดี ที่รัฐบาลมีความจริงใจมอบให้ประชาชนทุกคน ดุจญาติมิตรของตนเอง เปรียบเสมือนการซื้อใจประชาชน ทั้งนี้โดยหวังถึงการสนับสนุนรัฐบาล และความสำเร็จในการเลือกตั้งสมัยหน้าในปี 2548 อย่างถล่มทลายนั่นเอง

เมื่อเราได้รับรู้และเข้าใจ ถึงผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับจากการทำงานของ "วาทกรรม/วาทกรรมการเมือง" ดังกล่าวนี้เป็นอย่างดีแล้ว นั่นย่อมทำให้เราได้เห็นถึง ความสำคัญ/คุณูปการ ในการพยายามทำความเข้าใจถึง ความคิด/จุดมุ่งหมาย ของบทความชิ้นนี้

ซึ่งคุณูปการอย่างสำคัญที่สุด ที่ได้รับจากการพยายามทำความเข้าใจ โครงการเอื้ออาทรและนโยบายประชานิยมอื่นๆในฐานะที่เป็น วาทกรรม/วาทกรรมการเมือง ก็คือ "การได้ตระหนักรู้/การได้รู้เท่าทัน" ว่าวาทกรรม/วาทกรรมการเมืองชุดนี้ แท้จริงแล้วมีเป้าประสงค์อื่นใดแอบแฝงอยู่กับภาพภายนอกที่มองเห็นเป็นนโยบายที่ดี ที่เอื้อประโยชน์กับประชาชนทุกระดับชั้น (เน้นที่ชนชั้นล่าง) อย่างทั่วถึง ซึ่งเป้าประสงค์ที่แฝงเร้นอยู่นี้เมื่อเรารู้เท่าทันแล้ว เราจะได้สามารถเตรียมพร้อมรับมือกับมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การตระหนักรู้/การได้รู้เท่าทัน ดังกล่าว จะทำให้ประชาชนสามารถ จำแนก/แยกแยะ ได้เองว่าแท้จริงแล้วโครงการเอื้ออาทรและนโยบายประชานิยมนั้นเป็นนโยบายที่ดี ที่มุ่งเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนหรือเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุน ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับรัฐบาลกันแน่ ? แท้จริงแล้ว คำว่า "เอื้ออาทร" นั้น เป็นคำที่แสดงถึงความรู้สึกที่ดี อ่อนโยน เป็นมิตร หรือเป็นการหยามหยันในเชิงของความ เหลื่อมล้ำ/ไม่เท่าเทียมกันทางทรัพยากร? และ/หรือ เป็นการอุปถัมภ์เชิงนโยบายที่รัฐบาลมีต่อประชาชนกันแน่? และแท้ที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์เชิงการเอื้ออาทรนี้ควรเป็นการเอื้ออาทรที่รัฐบาลมีต่อประชาชน หรือเป็นการเอื้ออาทรที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลกันแน่?

ในการตอบคำถามดังกล่าวเราทุกคนในสังคมต้องตั้งสติ ใช้ปัญญาไตร่ตรองในการ จำแนก/แยกแยะ วาทกรรม/วาทกรรมการเมือง ว่าด้วยเรื่องโครงการเอื้ออาทรและนโยบายประชานิยมนี้อย่างระมัดระวัง และพยายามทำความเข้าใจว่า เป้าหมาย/เป้าประสงค์ ที่แท้จริงของวาทกรรมชุดนี้นั้นคืออะไร? และผู้ที่สร้างวาทกรรมชุดนี้แท้จริงแล้วเขาต้องการอะไรจากเรา?

ท้ายที่สุด เมื่อเรา(อันหมายถึงประชาชนคนไทยทุกคน) สามารถตระหนักรู้ สามารถทำการ จำแนก/แยกแยะ และรู้เท่าทันเป้าหมายของวาทกรรม/วาทกรรมการเมืองชุดนี้ได้แล้ว ก็จะทำให้เรานั้นไม่ต้องถูกครอบงำ ความคิด/จิตใจ, ความเชื่อ, ทัศนคติ, ทำให้เราไม่ต้องตกเป็นเครื่องมือในการ เสพอำนาจอย่างชื่นบานของรัฐบาลโดยที่เราไม่รู้ตัว และทำให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมี มีศักดิ์ศรี และมีความสุขได้สืบไป

 

บรรณานุกรม

เกษียร เตชะพีระ. 2547. "ระบอบทักษิณ", ทัศนะวิพากษ์, ใน ฟ้าเดียวกัน (ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม), หน้า 38. กรุงเทพฯ : พิมพ์ดี.

ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. 2542. วาทกรรมการพัฒนา อำนาจ ความรู้ ความจริง เอกลักษณ์ และความเป็นอื่น. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : วิภาษา.

ธีรยุทธ บุญมี. 2547. "การเมืองระบบทักษิณ(Thaksinocracy)", ใน รู้ทันทักษิณ, หน้า 45-46. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : ขอคิดด้วยคน.

___________. 2547. "Road Map ประเทศไทย", ใน Road Map ประเทศไทย บทบาทคุณูปการของการเมืองภาคประชาชน, หน้า 52. กรุงเทพฯ : สายธาร.

. 2547. "บทวิเคราะห์การเมืองระบอบทักษิณ (ไทยรักไทย)", ใน http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document9789.html

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. 2533. ความคิด ความรู้ และอำนาจการเมืองในการปฏิวัติสยาม 2475. กรุงเทพฯ : สถาบันสยามศึกษา สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย.

ปกป้อง จันวิทย์. 2547. "Thaksinomics : The Overrated regime" , ใน พิษทักษิณ, หน้า 161-166. ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : Openbooks.

ประภาส ปิ่นตบแต่ง. 2547. "SML ของท่านประธานบริษัทประเทศไทย", จากชายขอบ.
a day weekly. 11(30 กรกฎาคม-5สิงหาคม), 22-23.

ประเวศ วะสี. 2547. "รัฐบาลทักษิณกับความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์" ใน รู้ทันทักษิณ, หน้า 187. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : ฃอคิดด้วยฅน.

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์. 2547. "ทักษิณนิยม(อีกที) Thaksinism as Hegemonic Project(again)", ใน
พิษทักษิณ, หน้า 182,196. ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : Openbooks.

ลิขิต ธีรเวคิน. 2546. วิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทย. พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

วิบูลย์ เข็มเฉลิม. 2547. "ภาคเกษตรกรรมไทยภายใต้รัฐบาลทักษิณ", ใน พิษทักษิณ, หน้า 53. ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : Openbooks.

สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์. 2547. "การเมืองเงินสดเอสเอ็มแอล", คลื่นสังคม. เนชั่นสุดสัปดาห์. 634(26 กรกฎาคม 2547), 20.

เอนก เหล่าธรรมทัศน์. 2546. ประชาสังคม ประสบการณ์จากการอ่านและสอนที่จอห์นส์ ฮอปกิ้นส์. พิมพ์ครั้งที่2. กรุงเทพฯ : ทิปปิ้ง พอยท์.

Macey, David. 2001. The Penguin Dictionary of Critical Theory. London : Penguin Books.

http://www.marxists.org/thai/ เว็บไซต์มาร์กซิสต์ไทย.

http://www.midnightuniv.org/ เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน.

 

 


สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I สารบัญเนื้อหา 3
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด กว่า 440 เรื่อง หนากว่า 5000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 120 บาท(รวมค่าส่ง)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

 

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็ปไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com




 

H
ภาพประกอบบทความเรื่อง " วาทกรรมการเมืองภายใต้รัฐบาลทักษิณ : ว่าด้วยเรื่องโครงการเอื้ออาทร และนโยบายประชานิยมอื่นๆ" เขียนโดย วัชรพล พุทธรักษา

คนที่เอื้ออาทรควรเป็นชาวบ้านมิใช่รัฐ ชาวบ้านควรเป็นผู้เอื้ออาทรให้กับผู้ที่ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยเพื่อบ้านเมือง ชาวบ้านควรเป็นผู้ให้ มิใช่นักการเมืองเป็นผู้เอื้ออาทรชาวบ้าน และนอกจากนั้นแล้วเรื่องการเอื้ออาทร เป็นการแสดงเหมือนกับว่ารัฐ หรือนักการเมืองเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ทั้งที่จริงแล้วประชาชนต่างหากที่เป็นเจ้าของทรัพย์สิน แต่กลับต้องได้รับการเอื้ออาทรจากผู้ที่มิได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินแต่อย่างใด

ธีรยุทธ บุญมี ให้ความเห็นว่า โครงการเอื้ออาทรนั้นเป็นการอุปถัมภ์ทางนโยบาย(Policy Patronage) เป็นการผูกจิตใจชาวบ้านทั้งหมดเข้ากับภาคการเมือง และขณะเดียวกันก็ได้ทำการกีดกันผู้อื่นที่มิใช่รัฐออกไปจากพื้นที่สาธารณะ อันเป็นการสวนทางกับแนวทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมอย่างสิ้นเชิง และแท้จริงแล้ว ธีรยุทธนั้นเห็นว่า นโยบายประชานิยมนั้น แก่นแท้ของมันก็คือ ประชามาร์เก็ตติ้ง ที่ส่งผลเสียด้านศีลธรรม บริโภคนิยม การขาดประสิทธิภาพและคุณภาพของประชาชน กล่าวคือเป็นการเมืองที่ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเข้าช่วย ในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้เกิดขึ้นในสายตาของประชาชนนั่นเอง โครงการเอื้ออาทรของรัฐบาลนั้นเป็นนโยบายประชานิยมที่มีลักษณะขายตรง ไม่ผ่านคนกลาง เป็นการต่อสายตรงสู่ชาวบ้าน