มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน
แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ

Website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ

หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com

ผลงานวิชาการชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็ปไซค์ วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๗ : ไม่สงวนสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ทางวิชาการ


บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 435 หัวเรื่อง
อำนาจรัฐ คือ อำนาจฆ่าคน
ดร. เกษียร เตชะพีระ
ศิโรตม คล้ามไพบูลย์
(มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

 

R
relate topic
120847
release date
ผลงานภาพประกอบดัดแปลง ใช้ประกอบเรื่องพิเศษบริการฟรีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
H
รวมบทความเกี่ยวกับสถานการณ์ภาคใต้ของไทยในสายตาของนักรัฐศาสตร์ มธ.
นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆที่เผยแพร่บนเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ

คลิกไปหน้า homepage มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

เหตุการณ์ความรุนแรงร่วมสมยในรัฐไทย
อำนาจรัฐ คือ อำนาจฆ่าคน
รศ. ดร.เกษียร เตชะพีระ
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


หมายเหตุ : ผลงานวิชาการชิ้นนี้ ประกอบด้วยบทความ ๒ เรื่อง
1. Unseen in Thailand (โดย เกษียร เตชะพีระ)
2. คืนประชาสังคมให้คนไทยมุสลิม (โดย ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์)
(บทความชิ้นนี้ยาวประมาณ 10 หน้ากระดาษ A4)


1. "UNSEEN IN THAILAND"
เกษียร เตชะพีระ

เป็นครูสอนรัฐศาสตร์มาสิบกว่าปี บ่อยครั้งนักศึกษามักถามว่า "อำนาจรัฐคืออะไร?" เมื่อคั้นน้ำทิ้งจนเหลือแต่เนื้อล้วนๆ ผมจะฟังธงตอบนักศึกษาเพื่อให้เข้าใจความสำคัญ สาหัสสากรรจ์และแรงกระแทกของอำนาจรัฐต่อชีวิตส่วนตัวของเขาทุกคนว่า:

"อำนาจรัฐคืออำนาจที่มีสิทธิฆ่าคุณได้ภายใต้เงื่อนไขที่แน่นอน... ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะต้องควบคุมอำนาจรัฐให้ดี"

การมีรัฐเป็นองค์กรนักฆ่าส่วนกลางของสังคม ก็เพื่อเอาไว้รับใช้สังคม ปกป้องสังคมในความหมาย ปกป้องสิทธิในร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลพลเมืองผู้เป็นสมาชิกสังคม รวมทั้ง ปกป้องสังคมจากศัตรูผู้รุกรานภายนอก เท่านั้น

อ้ายอีผู้ใดละเมิดประทุษร้ายต่อร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สินของเพื่อนสมาชิก ย่อมตกเป็นภาระหน้าที่ของนักฆ่าส่วนกลางที่จะต้องป้องปราม ขัดขวาง และควบคุมด้วยกำลังบังคับตามควรแก่เหตุ หากแม้นการประทุษร้ายนั้นสำเร็จผลแล้ว และเข้าข่ายเงื่อนไขความผิดตามที่กฎหมายอาญาและอื่นๆ ระบุไว้ อ้ายอีผู้กระทำก็จักต้องถูกกุมตัวมารับโทษ

โดยผ่านการสืบสวนสอบสวน จับกุมฟ้องร้องต่อสู้คดีพิสูจน์ความผิดอย่างเที่ยงตรงต่อข้อเท็จจริง เป็นธรรม และเปิดเผยตามกระบวนการยุติธรรม จนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผิดจริงและให้ลงโทษแล้วนั่นแหละ จึงจะเอาตัวไปลงโทษได้

หากศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าอ้ายอีผู้นั้นทำความผิดร้ายกาจอุกฉกรรจ์จริงและให้ลงโทษประหารชีวิตแล้วนั่นแหละ นักฆ่าส่วนกลางจึงจะเอาตัวไปฆ่าได้ กว่าจะลงโทษหรือกระทั่งฆ่าอ้ายอีที่ทำผิดอุกฉกรรจ์ได้สักคนจึงต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน ยืดเยื้อ และอาจยาวนาน แต่นั่นแหละคือ อารยธรรม (civilization) ของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม

สังคมอารยะซึ่งเคารพหลักการที่ว่ากล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว ชีวิตคุณเป็นของคุณ (self-ownership) ไม่ใช่ชีวิตคุณเป็นของรัฐที่ผู้ปกครองจะต้มยำทำแกงเมื่อไหร่อย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ อย่างในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพื่อการนี้ สังคมได้มอบหมายความไว้วางใจและความรับผิดชอบให้คนกลุ่มหนึ่งมีเอกสิทธิ์ปฏิบัติการเป็นนักฆ่าส่วนกลาง

พวกเขามีสองอย่างซึ่งสมาชิกอื่นของสังคมอย่างเราท่านปกติทั่วไปไม่มี ได้แก่

1) อาวุธฆ่าคน และ
2) สิทธิฆ่าคน
ซึ่งพวกเขาจะใช้ได้และทำได้ภายใต้เงื่อนไขที่แน่นอนตามบทบัญญัติของกฎหมาย
แบ่งเป็น ตำรวจ ผู้เป็นนักฆ่าส่วนกลางต่ออาชญากรภายในสังคม และ ทหาร ผู้เป็นนักฆ่าส่วนกลางต่อศัตรูจากภายนอก

ในระบอบเสรีประชาธิปไตย รัฐบาล ก็คือคณะบุคคลที่สังคมเลือกตั้งให้เป็นตัวแทนคอยควบคุมดูแลนักฆ่าส่วนกลางทั้งสองฝ่ายที่สังคมชุบเลี้ยงไว้ใช้งาน ควบคุมดูแลให้พวกเขาฆ่าถูกคน ฆ่าถูกเงื่อนไข ฆ่าถูกขั้นตอน ฆ่าเมื่อสมควรและจำเป็นต้องฆ่า และในทางกลับกัน จักต้องฆ่าไม่ผิดคน ฆ่าไม่ผิดเงื่อนไข ฆ่าไม่ผิดขั้นตอน ห้ามฆ่าเมื่อไม่สมควรและไม่จำเป็นต้องฆ่าภายใต้กติกาของกฎหมายซึ่งสังคมกำหนดไว้กำกับนักฆ่าส่วนกลางผู้ทำงานอยู่ท่ามกลางสมาชิกสังคม

เยี่ยงนี้เองสังคมจึงจะมอบเครื่องมือการฆ่า และสิทธิที่จะฆ่าให้นักฆ่าส่วนกลางได้อย่างวางใจ และนอนตาหลับ

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สถาบันและบุคคลผู้รับผิดชอบหลายฝ่ายได้ชี้ให้สังคมไทยเห็นสิ่งที่เราไม่ค่อยได้เคยพบเคยเห็นบนแผ่นดินไทย (UNSEEN IN THAILAND) เกี่ยวกับนักฆ่าและผู้ดูแลนักฆ่าของเรา. คณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ รายงานผลการสอบสวนต่อนายกรัฐมนตรีว่า:-

"จากพยานบุคคลและพยานวัตถุที่ได้มาเกี่ยวกับเหตุการณ์ปะทะกันที่มัสยิดกรือเซะ รวมตลอดถึงอาวุธและความรุนแรงที่ใช้กันทั้งสองฝ่าย คณะกรรมการอิสระฯ โดยเสียงข้างมาก (5 เสียงต่อ 1) มีข้อสังเกตและความเห็นดังนี้

"3.1 การใช้วิธีปิดล้อมและตรึงกำลังไว้รอบมัสยิดกรือเซะควบคู่ไปกับการเจรจาเกลี้ยกล่อมกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ อาจทำให้มีการยอมจำนนได้ในที่สุด การยุติเหตุการณ์ที่มัสยิดโดยสันติวิธี น่าจะมีความเหมาะสมและอำนวยประโยชน์ให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้มากกว่าวิธีรุนแรง

"3.2 เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ตัดสินใจใช้กำลังและความรุนแรงเข้ายุติสถานการณ์แล้ว ความรุนแรงและอาวุธที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ในการตอบโต้การปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ โดยเฉพาะการใช้ระเบิดสังหารขว้างเข้าไปภายในมัสยิดถึง 8 ลูกนั้น ถ้าพิจารณาจากสถานการณ์ในเวลานี้ น่าจะถือได้ว่าเกินสมควรแก่เหตุ อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่ามีปัจจัยบางประการที่ยังผลเป็นการบรรเทาความรุนแรงในการตอบโต้ของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามเข้าใจของเจ้าหน้าที่ผู้อยู่ในเหตุการณ์ในขณะนั้น เช่น เจ้าหน้าที่เชื่อโดยสุจริตใจว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นภัยคุกคามและเป็นอันตรายที่ใกล้จะถึงตัว หรือกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบน่าจะมีอาวุธหนักและร้ายแรงอยู่ในที่เกิดเหตุ ดังที่ใด้ชี้แจงไว้แล้วในรายงานที่แนบ....
(อ้างจาก มติชนรายวัน, 4 ส.ค.2547, น.2)

พร้อมกันนั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้สรุปไว้ตอนหนึ่งใน รายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี 2544-2546 หน้า 29-30 ว่า:-

"สิทธิในชีวิต เนื้อตัว ร่างกาย
"กรณีการปราบปรามผู้ค้าและผู้เสพยาเสพติด ตามที่รัฐบาลได้ประกาศสงครามขั้นแตกหักกับผู้ค้ายาเสพติดด้วยมาตรการ "ปราบปรามอย่างถอนรากถอนโคน" นั้น ได้ก่อให้เกิดการสังหารและลอบสังหารผู้เกี่ยวข้องจำนวนไม่ต่ำกว่า 2,500 ราย ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2546 จนเป็นที่น่าวิตกและก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งภายในและภายนอกประเทศ แม้แต่สหประชาชาติยังแสดงความห่วงใยแต่กลับถูกผู้นำรัฐบาลและผู้สนับสนุนตอบโต้อย่างรุนแรง

"คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายปราบปรามยาเสพติดจำนวน 269 กรณี ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งเป็นกรณีที่มีชื่ออยู่ในบัญชีหรือถูกกล่าวหา หรือถูกเรียกตัวไปรายงานตัว ทั้งที่ไม่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด อีกจำนวนหนึ่งถูกฆาตกรรมและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยัดเยียดหลักฐานแล้วดำเนินคดี

"ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าผู้ที่ถูกสังหาร ไม่ว่าจะเข้าข่ายการวิสามัญฆาตกรรมหรือจะเข้าข่าย "ฆ่าตัดตอน" ตามที่มีการกล่าวอ้างกันก็ตาม คดีความและการสอบสวนในแต่ละกรณีนั้น ส่วนใหญ่ยังมิได้มีการดำเนินการอย่างเป็นกิจจะลักษณะและจริงจังแต่อย่างใด มีผู้บริสุทธิ์จำนวนไม่น้อยที่ตกเป็นเหยื่อของนโยบายสงครามยาเสพติดโดยที่อาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเลย นโยบายดังกล่าวได้เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐและ "ผู้ไม่ประสงค์ดี" สามารถใช้ "อำนาจเถื่อน" ตาม "ใบสั่ง" ได้อย่างเต็มที่ในช่วงปฏิบัติการระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2546 มากเป็นพิเศษ ปฏิบัติการทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงการละเลยและไม่เคารพต่อกระบวนการยุติธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นได้ก่อให้เกิดการฆาตกรรมอย่างเป็นระบบขึ้น กับได้ทำลายระบบนิติรัฐของประเทศลงไปอย่างชัดเจน..."

ทั้งสองกรณีข้างต้นและอื่นๆ ได้รับการขยายความเพิ่มเติม โดย นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา ในคำอภิปรายเกี่ยวกับรายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยฯ ว่า:-

"อนาคต กสม.(คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ) จะมีปัญหามากขึ้นเพราะ ฝ่ายการเมืองไม่อยากให้องค์กรเช่นนี้ทำงาน... ดังนั้น จึงเข้าแทรกแซงเพื่อควบคุมสังคมไทยไม่ให้มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ต่อต้าน เช่น ผู้สื่อข่าวต่างประเทศถูกกลั่นแกล้ง เป็นต้น ผมมองว่า สถานการณ์แบบนี้จะทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ ถ้าตราบใดรัฐบาลนี้ยังอยู่ ผมทนไม่ได้จริงๆ ในหลายเรื่องที่ต้องเห็นสภาพที่เกิดขึ้น...

"ที่ผมทนไม่ได้คือการยกเลิกสัญชาติของชนกลุ่มน้อยไปพันกว่าราย ผมคาดไม่ถึงว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ทั้งๆ ที่เราเห็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ประเทศเอาชาวเขาเผ่าอาข่าไปอยู่หน้าหนึ่งตลอดเวลา เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภาคเหนือ แต่คนเหล่านั้นไม่มีสิทธิเลย สังคมเคยเคลื่อนไหวถึงขั้นรัฐบาลชวน หลีกภัย ยอมจดทะเบียนถึง 3 แสนคน แต่มารัฐบาลชุดนี้กลับยกเลิกเสียอีก มันใจหายครับ มันเหมือนกับไม่มีแหล่งยึดมั่นการเป็นมนุษย์เลยเมื่อคุณไม่มีสัญชาติ

"นโยบายอันนี้เป็นเพียงขั้นตอนแรก เมื่อสถานการณ์ทางภาคเหนือยังไม่ผ่อนลง คลื่นที่สองเข้ามาคือเรื่องการฆ่าตัดตอน รายงานที่เข้ามาจากโคราชมีคนตายไปเกือบ 200 ศพ...

"ผมมาคิดว่ามีวิธีการอย่างไรที่จะยับยั้งการกระทำอันรุนแรงจากรัฐ ผมกลับจากภาคใต้เมื่อวานซืน ผมเกือบไม่หวังอะไรกับประเทศนี้อีกแล้ว ผมคาดไม่ถึงว่าสมมติฐานของผมเป็นเรื่องจริง ผมคาดไม่ถึงเด็ก 19 คนที่สะบ้าย้อย ถูกประหารชีวิตโดยไม่มีการต่อสู้เลย เด็กบางคนหนีขึ้นไปบนบ้านพักครูแต่ถูกล้อมและลากออกมายิง ผมคาดไม่ถึงว่าจะได้รับรายงานว่า บางรายถูกซ้อมจนตายโดยไม่มีลายมือเลย ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่มีประวัติทางอาชญากรรมแต่อย่างใด

"และยิ่งเศร้ากว่านั้นเวลาเราไปสัมภาษณ์ชาวบ้านเขาบอกว่า ไม่เอาเรื่องเอาราว แต่ขออย่างเดียวคือขอทุนไปทำฮัจห์ให้คนตาย ผมโกรธเกรี้ยวมาก

"แม้แต่บางคนในคณะกรรมธิการชุดผมยังบอกให้ประนีประนอม และไม่เอาเรื่องเอาราว มันเป็นไปได้อย่างไร หมายความว่าเราต้องยอมรับหรือ ผมบอกตรงกันข้ามเลย ต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุดให้เป็นบทเรียนเอาไว้ให้เป็นวัฒนธรรม… มันลืมกันง่ายๆ ไม่ได้ อีกหน่อยลืมกันหมดว่าคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นอย่างไร เขาเป็นคนดีไปหมด… ผมคิดว่าการสร้างวัฒนธรรมที่ดีต้องบอกความจริง สหประชาชาติได้ส่งคนมาตรวจสอบรัฐบาลคุณทักษิณในเรื่องนี้ ผมรายงานทุกอย่างให้เขาทราบหมด สภาคองเกรสมีหน่วยงานที่เก็บข้อมูลเรื่องนี้ด้วย ท่านเชื่อหรือไม่ว่า รายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเขาที่ออกมาส่งผลสะเทือนกับรัฐบาลมาก ท่านนายกรัฐมนตรีเลยออกมาโต้ แถมจะตั้งองค์กรขึ้นมาตรวจสอบสิทธิมนุษยชนของอเมริกาบ้าง"

"เราทำอย่างไรกันดีเมื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนมีแนวโน้มสูงขึ้น ในเชิงการเมืองเขาต้องเข้ามาครอบงำวุฒิสภา เขาไม่ปล่อยให้เป็นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น การเลือก กสม.ชุดหน้า ที่วุฒิสภาชุดใหม่เข้ามาพอดี จะได้ดีเท่านี้หรือไม่ ดูอย่าง ป.ป.ช. คนที่มีประวัติการทำงานดียังไม่ได้เข้ามาเลย…

"ผมว่าเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับ กสม."
(อ้างจาก มติชนรายวัน, 8 ส.ค. 2547, น.8)

ท่ามกลางข่าวเหล่านี้ ปรากฏว่าบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกำลังขมีขมันย้ายพรรคยุบพรรคกันคึกคักเพื่อเตรียมรับการเลือกตั้งทั่วไปต้นปีหน้า จึงขอกราบเรียนเชิญพ่อแม่พี่น้องประชาชนไทย เตรียมตัวไปเลือกผู้รับผิดชอบการสั่งการให้ฆ่าตัวเองได้อย่างเสรี!
(มติชนรายวัน เดือน 7 สิงหาคม 2547)

 

2. คืนประชาสังคมให้คนไทยมุสลิม
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่งเล่าให้ฟังว่านายทหารที่รับผิดชอบการแก้ปัญหาภาคใต้นั้นยอมรับตรงๆ ว่า ไม่รู้ว่ากำลังรบอยู่กับใคร ไม่มั่นใจว่ามีผู้เสียชีวิตไปแล้วเท่าไร และไม่สามารถบอกงบประมาณที่รัฐใช้จ่ายไปแล้วได้อย่างแน่นอน อันที่จริง ไม่ได้มีแต่ฝ่ายกองทัพเท่านั้นที่ตอบว่าไม่รู้เรื่องนี้ เพราะแม้แต่รัฐบาลเอง ก็ไม่เคยแถลงตัวเลขของผู้เสียชีวิต และแผนแก้ปัญหาความรุนแรงที่ภาคใต้ออกมาอย่างเป็นทางการ

ฟังดูแล้ว เหมือนจะชวนให้คิดว่ารัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ แต่ถ้าคิดถึง "ประสิทธิภาพ" ในความหมายของการลดการเผชิญหน้าทางการทหารกับกองกำลังติดอาวุธฝ่ายต่างๆ การปราศจากประสิทธิภาพก็เป็นสภาวะใหม่ที่เพิ่งเกิดในปี 2547 ขณะที่ในช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ การเผชิญหน้ามีแนวโน้มลดลงมาโดยตลอด

ถ้ารายงานที่รัฐบาลชุดนี้แถลงต่อรัฐสภาเป็นความจริง เหตุการณ์ปะทะทางทหารระหว่างกองกำลังของไทยกับกองกำลังฝ่ายอื่นในปี 2546 มีอยู่เพียง 7 ครั้ง หรือลดลงจาก 29 ครั้ง ในปี 2545 ส่วนปี 2547 นั้น ประเมินว่ามีการปะทะไม่ต่ำกว่า 50 ครั้งขึ้นไป. ถึงตรงนี้ คำถามคืออะไรทำให้การเผชิญหน้าทางทหารที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แปรสภาพเป็นความรุนแรงทางการทหารและการฆ่าฟันรายวันอย่างในปัจจุบัน?

รัฐบาลไม่เคยมีคำแถลงอย่างเป็นทางการในเรื่องนี้ แต่คำสัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีแสดงให้เห็นสมมติฐานว่าความรุนแรงเกิดขึ้นจาก "Mastermind" หรือ "จอมบงการ" จึงได้ทุ่มเทงบประมาณไปเพื่อตามล่าบุคคลที่ต้องสงสัย ให้ข่าวเรื่องขบวนการก่อการร้าย ค้นปอเนาะ จับกุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเชื้อสายมุสลิม และกวาดจับประชาชนธรรมดาไปอีกหลายสิบราย

อย่างไรก็ดี ฝ่ายบ้านเมืองแทบไม่พบอะไรจากกระบวนการเหล่านี้ ไม่มีข่าวคืบหน้าเรื่องขบวนการก่อการร้าย ไม่พบหลักฐานว่าประชาชนผู้ถูกจับกุมนั้นเกี่ยวข้องกับเหตุวุ่นวาย และเป็นไปได้มากว่า จะไม่มีหลักฐานมากพอที่จะพิสูจน์ความผิดของฝ่ายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

แปลความต่อไปได้ว่านโยบายของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมานั้น วางอยู่บนสมมติฐานและทิศทางที่ผิดพลาด จึงไม่สามารถหาผู้กระทำผิด หรือลดปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ได้แม้แต่นิดเดียว ประโยคนี้ตำหนิความเขลาของรัฐบาล แต่ความเขลาก็เป็นผลจากโครงสร้างทางชนชั้นของรัฐบาลเองด้วย เพราะรัฐบาลชุดนี้มาจากชนชั้นนายทุนที่ไม่เคยมีบทบาทในอำนาจรัฐมาก่อน จึงไม่มีประสบการณ์ด้านความมั่นคง ซ้ำยังไม่เข้าใจสังคมและวัฒนธรรมมากพอจะสร้างองค์ความรู้และทักษะในการจัดการปัญหาภาคใต้ กลายเป็นเบี้ยล่างของฝ่ายที่กุมสภาพเรื่องนี้มานาน นั่นก็คือกองทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคง

สภาพแบบนี้ทำให้กองทัพมีอิทธิพลชี้ขาดในนโยบายภาคใต้ ซ้ำร้าย รัฐบาลยังมีคำสั่งใช้กฎอัยการศึก พร้อมกับประกาศดำเนินคดีโดยศาลทหารกับทุกฝ่าย ทำให้ภาคใต้มีสภาพคล้ายกับพื้นที่ซึ่งกำลังเผชิญกับ "สถานการณ์ฉุกเฉิน" ถึงขั้นที่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบซึ่งโดยปกติแล้วประกาศใช้แต่ใน "สภาวะสงคราม"

พูดให้ถึงที่สุด คำสั่งนี้ส่งผลให้รัฐบาลและรัฐสภาหมดบทบาทในการแก้ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ ในขณะที่กองทัพเป็นฝ่ายควบคุม / ครอบงำ อาณาบริเวณนี้ได้อย่างสิ้นเชิง ทำให้เกิด "การเมืองแบบหลังเมษายน 2547" ที่การแก้ปัญหาภาคใต้ถูกครอบงำด้วย "การทหาร" และยุทธวิธีทางทหารแบบต่างๆ เช่น จิตวิทยามวลชน โฆษณาชวนเชื่อ สร้างข่าวเท็จ ข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม ฯลฯ

มักเข้าใจว่ากองทัพเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการ จึงเป็นเพียงเครื่องมือของรัฐบาลในการแก้ไขต่างๆ ตามความเหมาะสม แต่อันที่จริง กองทัพไม่เคยมีสถานะเป็น "กลไก" เหมือนอย่างหน่วยราชการอื่น เพราะดำรงความเป็นสถาบันที่มีโลกทัศน์และวัฒนธรรมของตัวเองมาโดยตลอด ทำให้บทบาทของกองทัพในการแก้ปัญหาภาคใต้มาพร้อมกับระเบียบตรรกะบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อเรื่องนี้โดยตรง

หนึ่งในโลกทัศน์ที่สำคัญที่สุดของกองทัพคือความเชื่อว่าชาติไทยเผชิญภัยคุกคามจากศัตรูภายนอก ภัยคุกคามนี้เป็นภัยที่ลื่นไหล เปลี่ยนแปลงได้ มีกำเนิดมาจากทุกสารทิศ ซ้ำยังอาจมาจากประเทศเพื่อนบ้านได้พอๆ กับมาจากประเทศที่อยู่ห่างไกล จึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมเผชิญภัยคุกคามเหล่านี้ ด้วยการสร้างกองทัพที่เข้มแข็งและเปี่ยมแสนยานุภาพทางทหารไว้ตลอดเวลา

ภายใต้โลกทัศน์แบบนี้ ตัวตนของกองทัพผูกโยงอย่างแน่นแฟ้นกับการมีอยู่ของ "ศัตรู" แห่งชาติ จนเกิดสภาพที่กองทัพแปรรูปกลายร่างเป็น "วิสาหกิจความมั่นคง" (security enterprise ) ที่มีหน้าที่สร้างและนิยาม "ศัตรูแห่งชาติ" ไปพร้อมๆ กัน โดย "ศัตรูแห่งชาติ" นั้น อาจมีรากฐานมาจาก "ประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้าง" (constructed history) ได้มากพอๆ กับ "จินตนาการปั้นแต่ง" (artificial fantasy) ที่ปราศจากความจริง

คำถามคือในกรณีของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น กองทัพมี "จินตนาการปั้นแต่ง" เอาไว้อย่างไร? นักวิชาการด้านทักษิณศึกษาบางท่านเชื่อว่า กองทัพรู้ว่าปัตตานีเป็นอาณาจักรอิสระมาแต่อดีต แต่ตกเป็นของไทยด้วยพละกำลัง จึงมีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าจะเกิดขบวนการแบ่งแยกดินแดนขึ้นในภาคใต้ กลายเป็น "จินตนาการปั้นแต่ง" ที่เชื่ออย่างแน่นแฟ้นว่าคนมุสลิมคือ "ศัตรูแห่งชาติ" ที่มุ่งต่อสู้เพื่อสถาปนารัฐปัตตานีอยู่เสมอ ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ หากไม่ใช้การปกครองด้วยทหารและวิธีการรุนแรง

คิดตาม "จินตนาการปั้นแต่ง" เรื่องนี้ ประเทศไทยคือ "จักรวรรดินิยมสยาม" ที่มีหน้าที่ควบคุม "ดินแดนภายใต้ปกครอง" ขณะที่คนมลายูมุสลิมคือ "ศัตรูแห่งชาติ" ที่ต้องถูกควบคุมและสอดส่องให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยไปตลอดเวลา

ความคิดแบบ "จักรวรรดินิยมสยาม" ส่งผลให้ "การทหาร" กลายเป็นแนวทางหลักในการแก้ปัญหาภาคใต้ จึงเกิดการรื้อทำลายตัวแทนทางการเมืองของคนมลายูมุสลิมขึ้นอย่างกว้างขวาง ด้วยการจับกุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากนราธิวาส ปล่อยข่าวโจมตีวุฒิสภาจากปัตตานี สังหารสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา การหายสาปสูญของผู้นำชุมชนหลายพื้นที่ ฯลฯ

จนคนเหล่านี้ไม่มีช่องทางเข้าถึงการเมืองในระบบได้ต่อไป

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปมเงื่อนสำคัญที่ทำให้เกิดการยึดเหนี่ยว (coherence) ระหว่างรัฐไทยกับคนมลายูมุสลิม คือการเปิดโอกาสให้พวกเขามีส่วนร่วมกับการเมืองในระบบ ผ่านการเลือกตั้งและกลไกของ ประชาธิปไตยในระดับต่างๆ จนกล่าวได้ว่า

"การเมืองแบบเปิดกว้าง" (politics of inclusion) เป็นนโยบายทางการเมืองของรัฐต่อปัญหาชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา

หลักการของการเมืองแบบนี้คือการดึงพลังของคนมลายูมุสลิมให้อยู่ในวิถีทางที่ควบคุมได้ จึงมีกติกาขั้นปฐมอยู่ที่การยอมรับ "ชาติไทย" เป็นเวทีเจรจาต่อรอง ทำให้ไม่เปิดช่องต่อการแบ่งแยกดินแดนหรือสถาปนารัฐอิสระทุกชนิด แต่ก็ "เปิดกว้าง" พอที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในแง่มุมทางการเมืองและวัฒนธรรม ตราบเท่าที่คนมลายูมุสลิม ยังคงรักษาความเข้มแข็งของสำนึกทางประวัติศาสตร์-ศาสนา-ชาติพันธุ์ ได้อย่างมั่นคง

ปี 2547 คือปีที่กองทัพทำลายการเมืองแบบนี้ลงไป พร้อมกันนั้น ก็ได้ทำลายห่วงโซ่ ระหว่างรัฐกับคนมลายูมุสลิมลงไปด้วย ผลก็คือพวกเขาไม่มีความเชื่อมั่นในระบบได้อีก อย่างน้อยก็ไม่ใช่ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

"การเมืองแบบหลังเมษายน 2547" มุ่งกำจัดศัตรูผู้ฝักใฝ่แบ่งแยกดินแดน แต่เพราะไม่รู้ว่าศัตรูเป็นใคร จึงตั้งเป็นสมมติฐานว่าคนมลายูมุสลิมทั้งหมด มีโอกาสเป็นศัตรูได้ทั้งนั้น ทำให้ตัดสินใจใช้กฎอัยการศึกและศาลทหารในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้อย่างไม่มีข้อยกเว้น ส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์มีชะตากรรมเช่นเดียวกับผู้ก่อการร้าย นั่นก็คือ เพียงแค่ถูกรัฐสงสัย ก็มีโอกาสจะเผชิญกับการถูกตั้งข้อกล่าวหา, ทารุณกรรม, อุ้มฆ่า ฯลฯ ได้ตลอดเวลา

ภายใต้กฎอัยการศึกแบบที่เป็นอยู่ รัฐสามารถเอาผิดกับคนชายแดนภาคใต้ที่รวมกลุ่มเกิน 5 คน ได้ทันที
ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้ศาลทหารแบบที่เป็นอยู่นี้ รัฐสามารถดำเนินคดีโดยผู้ต้องหาไม่มีสิทธิตั้งทนายหรืออาศัยกระบวนการตัดสินคดีแบบศาลยุติธรรม

ในขณะที่ฝ่ายแบ่งแยกดินแดน อาศัยความโหดร้ายและอยุติธรรมของรัฐไปโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง รัฐไทยก็ได้ใช้นโยบายที่ตอกย้ำให้ผู้คนในภาคใต้มองเห็นอคติทางศาสนา-ชาติพันธุ์ ของฝ่ายรัฐ จึงกลัวและยอมจำนนต่อรัฐมากขึ้น รวมทั้งเกลียดรัฐมากขึ้นไปพร้อมๆ กัน กลายเป็น "มวลชนอิสระ" (multitude) ที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายแบ่งแยกดินแดน แต่ก็ถูกรัฐกระทำจากนโยบายต่างๆ จนต้องแยกตัวออกจากระบบอยู่ตลอดเวลา

การสังหารหมู่ที่ภาคใต้ในวันที่ 28 เมษายน เป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้ภาคใต้เป็น "พื้นที่พิเศษ" ซึ่งกองทัพมีอำนาจบริหารจัดการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด นำไปสู่การกีดกันรัฐสภาและคนกลุ่มอื่นๆ ออกไปจากกระบวนการนี้ หันไปแก้ปัญหาด้วยวิธีคิดแบบทหารและอำนาจพลการ ทำให้ขยายความร่วมมือกับผู้คนในพื้นที่ไม่ได้ ซ้ำร้าย การเผชิญหน้าทางทหารก็ขยายตัวขึ้นทุกขณะ

สถานการณ์แบบนี้ไม่เอื้ออำนวยให้กองทัพยุติความรุนแรงได้ ทำให้การปรับทิศปืนใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมกลายเป็นนโยบายที่ทวีความสำคัญขึ้นทุกที บัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้ปัญหาภาคใต้ด้วยวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย ดึงปัญหานี้เข้ามาสู่การวินิจฉัยของสาธารณะ ยกเลิกกฎอัยการศึกและอำนาจพลการทุกชนิด และคืนประชาสังคมให้คนไทยเชื้อสายมลายูมุสลิม

(
บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสาร อะเดย์ วีคลี่ ปีที 1 ฉบับที่ 11 ประจำวันที่ 23 กรกฎาคม - 30 กรกฎาคม)



สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I ประวัติ ม.เที่ยงคืน

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด กว่า 400 เรื่อง หนากว่า 4500 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 120 บาท(รวมค่าส่ง)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

 

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็ปไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com




ขณะนี้มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้ผลิตบทความทั้งหมดบนเว็ปในรูปของซีดีรอมเพื่อจำหน่าย สนใจ สั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com

 

เผยแพร่ เพื่อสาธารณประโยชน์
หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบ
ปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณขาลดขนาดของ font ลง
จะแก้ปัญหาได้

midnightuniv@yahoo.com
midnight2545@yahoo.com
midarticle@yahoo.com

เป็นครูสอนรัฐศาสตร์มาสิบกว่าปี บ่อยครั้งนักศึกษามักถามว่า "อำนาจรัฐคืออะไร?" เมื่อคั้นน้ำทิ้งจนเหลือแต่เนื้อล้วนๆ ผมจะฟังธงตอบนักศึกษาเพื่อให้เข้าใจความสำคัญ สาหัสสากรรจ์และแรงกระแทกของอำนาจรัฐต่อชีวิตส่วนตัวของเขาทุกคนว่า: "อำนาจรัฐคืออำนาจที่มีสิทธิฆ่าคุณได้ภายใต้เงื่อนไขที่แน่นอน... ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะต้องควบคุมอำนาจรัฐให้ดี" การมีรัฐเป็นองค์กรนักฆ่าส่วนกลางของสังคม ก็เพื่อเอาไว้รับใช้สังคม ปกป้องสังคมในความหมาย ปกป้องสิทธิในร่างกาย และชีวิต


ที่ผมทนไม่ได้คือ การยกเลิกสัญชาติของชนกลุ่มน้อยไปพันกว่าราย ผมคาดไม่ถึงว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ทั้งๆ ที่เราเห็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ประเทศเอาชาวเขาเผ่าอาข่าไปอยู่หน้าหนึ่งตลอดเวลา เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภาคเหนือ แต่คนเหล่านั้นไม่มีสิทธิเลย สังคมเคยเคลื่อนไหวถึงขั้น
รัฐบาลชวน หลีกภัย ยอมจดทะเบียนถึง 3 แสนคน
แต่มารัฐบาลชุดนี้กลับยกเลิกเสียอีก มันใจหายครับ มันเหมือนกับ
ไม่มีแหล่งยึดมั่นการเป็นมนุษย์เลยเมื่อคุณไม่มีสัญชาติ

ผมมาคิดว่ามีวิธีการอย่างไรที่จะยับยั้งการกระทำอันรุนแรงจากรัฐ ผมกลับจากภาคใต้เมื่อวานซืน ผมเกือบไม่หวังอะไรกับประเทศนี้อีกแล้ว ผมคาดไม่ถึงว่าสมมติฐานของผมเป็นเรื่องจริง ผมคาดไม่ถึงเด็ก 19 คนที่สะบ้าย้อย ถูกประหารชีวิตโดยไม่มีการต่อสู้เลย เด็กบางคนหนีขึ้นไปบนบ้านพักครูแต่ถูกล้อมและลากออกมายิง ผมคาดไม่ถึงว่าจะได้รับรายงานว่า บางรายถูกซ้อมจนตายโดยไม่มีลายมือเลย ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่มีประวัติทางอาชญากรรมแต่อย่างใด (ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ)