มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน
แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ

Website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ

หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com

บทความแสดงความอาลัยเรื่องนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็ปไซค์ วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๗ : ไม่สงวนสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 421 หัวเรื่อง
บทความแสดงความอาลัย
แด่คุณ เจริญ วัดอักษร
นิธิ เอียวศรีวงศ์

เกษียร เตชะพีระ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

R
relate topic
130747
release date
ผลงานภาพประกอบดัดแปลง ใช้ประกอบบทความบริการฟรีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
H
"เขียนโลกให้รู้ ว่ามีผู้อยู่ชั่วนิรันดร์ในใจของผู้คน"
นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆที่เผยแพร่บนเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ


ความอาลัยรักจาก มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สามเรื่องสำหรับเพื่อนชื่อ เจริญ วัดอักษร
นิธิ เอียวศรีวงศ์ และ เกษียร เตชะพีระ
คณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บทความชิ้นนี้ยาวประมาณ 9 หน้ากระดาษ A4)

หมายเหตุ : บทความนี้ประกอบด้วยสามส่วน
ส่วนที่หนึ่งเขียนโดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่อง"ขอบคุณเจริญ วัดอักษร"
ส่วนที่สองเขียนโดย เกษียร เตชะพีระ เรื่อง"จากหนูกลอย ถึงอาเจริญ" และ
"
ความล้มเหลวของรัฐ กับแนวทางเคลื่อนไหวของภาคประชาชน"
(บทความเหล่านี้ เคยตีพมพ์แล้ว ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน)

 

1. ขอบคุณเจริญ วัดอักษร โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

ขอบคุณเจริญ วัดอักษร สำหรับ
ความยั่งยืนของทรัพยากรที่บ่อนอก รอดพ้นจากการถูกทำลายด้วยควันพิษของถ่านหินจากโรงไฟฟ้า การดำรงอยู่ของทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์นี้เปิดโอกาสให้คนเล็กๆ ได้ใช้ทรัพยากรในท้องทะเลอย่างยั่งยืนต่อไป ในวิถีทางที่เขาทำได้ตามทุนและทักษะของเขา

ขอบคุณเจริญ วัดอักษร สำหรับ
โอกาสที่คนไทยทุกคนต้องหันมาทบทวนนโยบายพลังงานของประเทศ หลังจากที่ได้ปล่อยให้รัฐและทุนเข้าไปรังแกคนเล็กๆ โดยแย่งยื้อเอาทรัพยากรท้องถิ่นมาผลิตพลังงานเพื่อบำเรอกลุ่มคนจำนวนน้อยในนามของการพัฒนาตลอดมา

ขอบคุณเจริญ วัดอักษร สำหรับ
การรักษาแหล่งหอยลายขนาดใหญ่ของบ่อนอกไว้ให้แก่ปลาวาฬ แลกกับเงินจำนวนมหาศาลที่นายทุนเรืออวนลากเสนอ การตัดสินใจของคุณกับชาวบ้านที่จะเลือกปลาวาฬก่อนเงิน นับเป็นก้าวสำคัญในการเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมในสังคมไทย เพราะเป็นการเลือกที่ชาญฉลาด ปลดปล่อยผู้คนออกจากบ่วงของปรัชญาการพัฒนาที่มืดบอด คับแคบ และไร้ความเป็นธรรม อันได้ผูกรัดสังคมไทยมาเป็นเวลานาน

ขอบคุณเจริญ วัดอักษร สำหรับ
การยืนหยัดต่อสู้อย่างสันติ เพื่อปกป้องที่ดินสาธารณะของชุมชนเอาไว้ให้พ้นจากการบุกรุกของนายทุนและผู้มีอิทธิพล คุณเป็นอีกแบบอย่างหนึ่งของคนเล็กๆ ในสังคมไทย ที่ได้เสียสละตนเองเพื่อรักษาสมบัติชุมชนไว้ให้แก่ลูกหลานในวันข้างหน้า ฉะนั้นความตายของคุณจึงจะไม่สูญเปล่า อย่างเดียวกับความตายของคนอย่างคุณอีกหลายสิบซึ่งได้เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ แล้วได้ทำให้สมบัติสาธารณะอีกมากมายทั่วประเทศไทย ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากชาวบ้านให้รอดพ้นจากความทุจริต ฉ้อฉล ของนายทุนร่วมกับข้าราชการ

ขอบคุณเจริญ วัดอักษร สำหรับ
การต่อสู้ที่กล้าหาญ เปิดเผยและตรงไปตรงมา ซึ่งคุณได้มีส่วนในการนำตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา แม้คุณจะจากไปแล้ว แต่การต่อสู้ดังกล่าวจะเป็นแบบอย่างแก่คนเล็กๆ อีกมากในเมืองไทย ให้เกิดสำนึกถึงพลังอำนาจที่แท้จริงของตนเอง จึงจะไม่ยอมปล่อยให้ตัวเป็นผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่มีที่สิ้นสุดตลอดไป เพียงสำนึกตระหนักถึงพลังของตัวเองของคนเล็กๆ ในเมืองไทยซึ่งคุณมีส่วนในการปลุกเร้าขึ้นนี้ ก็จะทำให้โฉมหน้าของเมืองไทยเปลี่ยนไปอย่างมาก ประชาธิปไตยที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าปราศจากสำนึกเช่นนี้ของคนเล็กๆ ทั่วไป

ขอบคุณเจริญ วัดอักษร สำหรับ
ความสุขุมรอบคอบของคุณในการจัดองค์กรตามแนวทางประชาธิปไตย เปิดให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเสมอภาค เป็นแบบอย่างของการจัดองค์กรของคนเล็กๆ ฉะนั้นแม้เมื่อสูญเสียผู้นำอย่างคุณไปแล้ว ก็ไม่มีใครหวั่นไหว องค์กรยังอยู่ การต่อสู้ยังอยู่ และจิตใจหาญกล้าเพื่อความเป็นธรรมก็ยังดำรงอยู่อย่างมั่นคง

และด้วยเหตุดังนั้น จึงต้องขอบคุณเจริญ วัดอักษร สำหรับ
ความร่าเริงแจ่มใส และความเชื่อมั่นในตนเองอย่างลึกๆ ซึ่งคุณได้แสดงแก่ผู้ร่วมงานทุกคน ไม่ว่าจะมีอุปสรรคสาหัสสากรรจ์สักแค่ไหน คุณก็ทำให้ทุกคนไม่สิ้นหวัง และมีกำลังใจที่จะเผชิญกับอุปสรรคนั้นอย่างฮึกเหิมเหมือนเดิม

 

2. "จากหนูกลอยถึงอาเจริญ" โดย เกษียร เตชะพีระ
โพล้เพล้วันที่ 24 มิถุนาฯ ผมพาหนูกลอยวัย 10 ขวบซ้อนท้ายจักรยานถีบเล่นไปตามทางในหมู่บ้านจัดสรรเล็กๆ ของเรา มันเป็นเวลาคุณภาพที่พ่อ-ลูกจะได้คุยกันสองต่อสองทุกเรื่องที่อยากคุย รวมทั้งเรื่องยากๆ อย่างเย็นวันนั้น

"ป่าป๊า กลอยรู้แล้วนะว่าเกิดอะไรกับอาเจริญ"

ผมอึ้ง ผมเองรู้ข่าวนี้ตอนตีสามเช้ามืดวันที่ 22 มิถุนาฯ จากอีเมล์พร้อมกันสองฉบับของเพื่อนอาจารย์และนักศึกษา เมื่อเล่าเรื่องนี้ให้ภริยาฟังตอนเช้าตรู่ เธอถึงแก่ตาแดง น้ำตาคลอเบ้า ความที่พ่อ-แม่-ลูกเคยไปพักทานข้าวพบปะ พูดคุยกับคุณเจริญที่ครัวชมวาฬมาหลายครา ครั้งสุดท้ายก็เมื่อสามเดือนก่อนนี้เอง จนกลอยได้ภาพวาดเด็กกับหมาน้อยนั่งชมปลาวาฬโผนตัวริมทะเลมาเป็นที่ระลึก เราจึงตัดสินใจจะรอไปสักพักก่อนค่อยบอกข่าวร้ายให้กลอยรู้

"กลอยรู้ได้ไงล่ะ?"

"หม่าม้าเล่าให้กลอยฟัง แต่ถึงหม่าม้าไม่เล่า กลอยดูข่าวทีวี ก็ต้องรู้อยู่ดี"

"แล้วกลอยรู้สึกยังไง?" ผมถามด้วยใจระทึก

"ตอนแรกที่ได้ยินก็เฉยๆ อยู่ล่ะนะ แต่พอไปสักพักคิดขึ้นมาก็รู้สึกแย่เจอกันครั้งก่อนอาเขายังดีๆ อยู่เลย กลอยหลับตายังนึกเห็นหน้าเขาชัด ไม่น่าเชื่อว่าอาเขาจากไปแล้ว"

"กลอยจำได้ไหมว่าอาเจริญพูดอะไรกับกลอยมั่ง?" ผมพยายามเสเรื่อง

"ปกติกลอยไม่ค่อยได้พูดอะไรกับอาเขาหรอก ไปถึงกลอยก็เล่นแต่น้ำกับทราย อาเขาก็คุยกับพวกผู้ใหญ่ แต่หนนึงจำได้ว่าตอนนั้นกลอยนั่งเรือแล้วปวดหัว อาเขาบอกให้กลอยลงว่ายน้ำทะเลซะ แล้วจะหาย"

เงียบไปสักครู่ แล้วกลอยก็เปรยลอยๆ แกมบ่น

"ทำไมคนดีๆ ต้องโชคร้ายอย่างนี้ด้วย"

"บางทีมันอาจจะไม่ใช่เรื่องโชคดีหรือโชคร้ายมั้งกลอย" ผมพยายาม "โลกเราก็มีทั้งคนดีกับคนไม่ดีนั่นแหละ ตอนที่คนดีเขาตัดสินใจทำดีน่ะ เขาคงไม่คิดหรอกว่าทำแล้วโชคจะดีหรือเปล่า เพราะถึงโชคจะไม่ดีเขาก็คงทำดีเหมือนเดิม"

ผมหักจักรยานพากลอยเลี้ยวเพราะมาถึงสุดเขตหมู่บ้าน กลอยยังไม่หายอึดอัดใจ

"มันไม่ถูกเลยอ่ะที่อาต้องมาเป็นอย่างนี้ อาเขาก็เป็นคนดี ที่เขาทำก็ไม่ใช่เพราะเขาอยากเอาชนะคนที่เขาเกลียดหรืออะไรอย่างนั้นสักหน่อย เขาทำเพราะเขารักบ้านของเขา ทำไมเขาต้องมาโดนอย่างนี้ด้วย?"

ผมตั้งหน้าถีบจักรยานต่อ - ถีบแรงๆ พลางถอนหายใจ - ความเงียบดังลั่นสองแก้วหู

"ป่าป๊าว่าตำรวจจะจับผู้ร้ายได้ไหม?"

"ไม่รู้ซี ก็ไม่แน่หรอก"

"ใจร้ายมากนะ ทำได้ยังไง? ไม่กลัวตกนรกเลยหรือ? กลอยว่าตอนตายเขาต้องนอนตาไม่หลับ เพราะเห็นภาพคนที่เขาทำร้ายมาหลอก กลอยได้ยินว่าพระเขาไม่สวดศพให้คนไม่ดีพวกนี้ด้วย"

ขาชักล้าและเส้นตึงแล้ว ผมพากลอยมุ่งหน้ากลับบ้าน

"ป่าป๊าจะไปงานศพอาเจริญใช่มั้ย? กลอยก็อยากไปแต่ไม่รู้จะได้ไปหรือเปล่า การบ้านเยอะ"

เย็นก่อนวันเดินทาง หนูกลอยยิ้มหน้ารื่นกลับมาจากโรงเรียน บอกผมว่า "กลอยทำการบ้าน 3 อย่างเสร็จแล้ว ไปงานศพอาเจริญที่บ่อนอกกับป่าป๊าได้"

ที่วัดสี่แยกบ่อนอก คนจอแจหนาตาราวงานเทศกาล เพื่อนสนิทมิตรสหายคนรู้จักในแวดวงกิจกรรมภาคประชาชนที่ห่างหายไม่ได้เห็นหน้าค่าตามานมนาน กลับมาพบปะชุมนุมกันคับคั่งราวนัดหมาย จากเหนือ อีสาน กลาง ใต้ และชาวสลัม คล้ายที่นี่เป็นที่รวมคนทุกข์ทั้งแผ่นดิน ผมไม่ได้สัมผัสกับบรรยากาศแบบนี้มานานแล้วนับแต่คราวพฤษภาทมิฬ 2535 ที่ท้องสนามหลวง

ใครก็แล้วแต่ที่กระหน่ำยิงกระสุนสังหารใส่ร่างคุณเจริญเมื่อคืนวันที่ 21 มิถุนาฯ เขาไม่รู้หรอกว่าเขาได้ยิงเข้าไปในหัวใจของผู้คนนับหมื่นนับแสนทั่วประเทศ ยิงเข้าไปในหัวใจของเราทุกคน

ผมกับครอบครัวและเพื่อนๆ ขึ้นไปบนเวทียกพื้นที่ตั้งศพ รับธูปจากคู่ชีวิตคู่ทุกข์คู่ยากของคุณเจริญ สำรวมจิตระลึกถึงเพื่อนนักสู้ผู้วายชนม์ ปักธูปลงในกระถาง แล้วน้ำตาเจ้ากรรมก็พานจะไหลออกมา

ผมก้มลงหอมผมกลอย ถามว่าบอกลาอะไรอาเจริญ แต่กลอยนิ่งเงียบไม่ตอบ

ผมเองนึกถึงกลอนบทหนึ่งซึ่งแต่งให้สหายผู้พลีชีพเสียสละระหว่างการต่อสู้สงครามประชาชนในเขตป่าเขาหลายปีก่อน คิดว่ามันเหมาะมันควรแก่การนำมากล่าวลาคุณเจริญในวาระนี้....

"คือชีวิต ที่พระเจ้าประทานสิทธิ์ให้เทียมเท่า

เพียงครั้งเดียวทุกผู้ได้อยู่เนา สมบัติใดไหนเล่าค่าเท่าทัน

รักชีวิตมีชีวิตที่คิดหมาย อย่าอยู่อย่างอับอายให้โลกหยัน

อย่าอยู่อย่างเปล่าค่าเปลืองคืนวัน จงอยู่ฝันอยู่สู้อยู่สร้างธรรม

เพื่อวันตายตาคู่จะรู้หลับ ชีวิตดับปลาบปลื้มและดื่มด่ำ

ด้วยได้มอบกายใจใฝ่ตรากตรำ ปลดแอกจำจองมนุษย์จนสุดใจ"

ขอให้คุณเจริญไปดี!

 

3. ความล้มเหลวของรัฐ กับแนวทางเคลื่อนไหวของภาคประชาชน โดย เกษียร เตชะพีระ
(เรียบเรียงจากคำอภิปรายของผู้เขียนในหัวข้อ "บททดลองเสนอ ว่าด้วยยุทธศาสตร์ขบวนการการเมืองภาคประชาชน"
จัดโดยองค์กรภาคประชาชนต่างๆ ณ ห้องประชุมสมาคมนิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2547)

ผมมาพูดวันนี้ด้วยความหนักใจ เพราะในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังทนายสมชาย นีละไพจิตร ถูกอุ้ม, คุณเจริญ วัดอักษร ถูกสังหาร, เหตุการณ์รุนแรงในภาคใต้ต่อเนื่องมานับแต่ต้นปี, ยังไม่นับสงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดที่มีผู้เสียชีวิต 2,000 กว่าคนเมื่อปีก่อน, อีกทั้งการข่มขู่คุกคามปราบปรามทำร้ายการชุมนุมโดยสงบของประชาชนครั้งแล้วครั้งเล่าหลายจุดทั่วประเทศ.....

จนกล่าวได้ว่า ไม่เคยมียุคสมัยใดนับแต่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535 หรือกระทั่งอาจเทียบย้อนกลับไปได้ถึงการฆ่าหมู่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 เป็นต้นมาที่

1) เกิดความรุนแรงต่อประชาชนในบ้านเมือง และ
2) เกิดการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรงมากมายและต่อเนื่อง เท่าภายใต้การปกครองของรัฐบาลทักษิณ-ไทยรักไทยทุกวันนี้

ในสังคมอารยะประชาธิปไตยที่ปกครองด้วยกฎหมาย ความรุนแรงในบ้านเมืองอนุญาตให้มีได้แต่เฉพาะ

1) ความรุนแรงของรัฐที่ชอบด้วยกฎหมาย และ
2) ความรุนแรงของเอกชนอันควรแก่เหตุ เพื่อป้องกันสิทธิในร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและผู้อื่น

ทว่าภายใต้การปกครองของรัฐบาลทักษิณ-ไทยรักไทย กลับเกิดความรุนแรงของรัฐ/เจ้าหน้าที่รัฐโดยมิชอบด้วยกฎหมายกับความรุนแรงของกลุ่มทุนอิทธิพลเอกชน ที่ประทุษร้ายต่อประชาชนและผู้นำชุมชนมากมายก่ายกอง ศพแล้วศพเล่า ดังที่สมาชิกวุฒิสภาไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ แห่งนครราชสีมา ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศฯ ได้ร่วมแถลงในนามคณะกรรมาธิการ 3 ชุด ของวุฒิสภาต่อกรณีการสังหารคุณเจริญ วัดอักษรว่า

"3 ปีครึ่งของรัฐบาลชุดนี้ กมธ.เห็นว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ชาวไร่ ชาวนา แกนนำกลุ่มองค์กรต่างๆ โดนฆ่าตายทั้งหมด 15 รายแล้ว รวมกับการฆ่าตัดตอน 3,000 ศพ และ 200 กว่าศพ ในการปฏิบัติการภาคใต้ ถือเป็นจำนวนมหาศาล กระทบภาพพจน์ของประเทศไทยในด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนในระดับสากลมาก ถึงขนาดสหประชาชาติต้องส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบเรื่องนี้"
(มติชนรายวัน, 23 มิ.ย.2547, น.13)

เมื่อเอามาตรฐานสากลมาทาบวัด นี่นับเป็น systemic state failure หรือความล้มเหลวของรัฐอย่างเป็นระบบในอันที่จะพิทักษ์ปกป้องประชาชน และระงับความรุนแรงในบ้านเมือง อันเป็นหน้าที่พื้นฐานของรัฐตามหลักอารยธรรมโลกและรัฐธรรมนูญไทยเอง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐไทยภายใต้รัฐบาลทักษิณ-ไทยรักไทย สอบตก ในฐานะความเป็นรัฐชาติอารยะประชาธิปไตยตามหลักเกณฑ์สากลปัจจุบัน

ถ้ารัฐบาลไม่สามารถอำนวยการปกครองประชาชน โดยเคารพและปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเรา, รวมทั้งเคารพและปกป้องสิทธิความเป็นคนของเราแล้ว, รัฐบาลก็ไม่ควรจะปกครองอีกต่อไป

แต่สิ่งที่น่าตระหนกแกมอนาถก็คือ เบื้องหน้าความล้มเหลวอย่างเป็นระบบของรัฐไทย ที่จะระงับความรุนแรงต่อประชาชนและเคารพปกป้องศักดิ์ศรี-สิทธิความเป็นคนของประชาชน, กลับไม่มีผู้นำรัฐบาลคนใดกล้าแอ่นอกออกมารับผิดชอบ ต่างพากันแอบหลบหลีกความรับผิดชอบอยู่เบื้องหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังที่พระองค์ทรงทักท้วงไว้ในพระบรมราโชวาท 4 ธันวาคม พ.ศ.2546 ตอนหนึ่งว่า

"นายกฯสั่งให้รองนายกฯ รองนายกฯก็เป็นซีอีโอ นายกฯก็เป็นซีอีโอ ก็เป็นซูเปอร์นายกฯ บอกว่าเป็นผู้ชนะ กลายเป็นฆ่าหมดเลย แต่แท้จริง ลูกน้องก็ต้องรับผิดชอบ ซีอีโอไม่รับผิดชอบอะไรเลยต้องให้รองนายกฯรับผิดชอบ มี 7 คนใช่ไหม รองนายกฯเป็นผู้รับผิดชอบ 7 คนเขารับผิดชอบเขาก็ผลักให้รัฐมนตรีรับผิดชอบ รัฐมนตรีก็บอกไม่รับผิดชอบต้องเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ รัฐมนตรีช่วยโยนให้ผู้ช่วยรัฐมนตรีรับผิดชอบ นายกฯบอกว่าปลัดกระทรวงไม่ต้องรับผิดชอบ ก็ให้รองปลัด รองปลัดก็ให้อธิบดีแบบนี้เป็นการบอกว่า ไม่มีใครรับผิดชอบ ลงท้ายให้ประชาชนซีอีโอทุกคนรับผิดชอบหมด ไม่รู้จะทำอย่างไง

"การปกครองสมัยนี้แปลกดี ให้ประชาชนรับผิดชอบคนที่เดือดร้อนคือข้าพเจ้าเองเดือดร้อน ท่านรองนายกฯ บอกว่า ทรงเป็นซูเปอร์ซีอีโอ ใช้คำอะไรจำไม่ได้แล้ว ลงท้ายเราก็รับผิดชอบทั้งหมดประชาชนทั้งประเทศโยนให้พระเจ้าอยู่หัวรับผิดชอบทั้งหมด ซึ่งผิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญบอกว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย

"แถวหน้ามีนักกฎหมายที่บอกว่าไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ใครจะรับผิดชอบ นี่ลำบากอย่างนี้"
(มติชนรายวัน, 5 ธ.ค.2546, น.2)

ความล้มเหลวของรัฐอย่างเป็นระบบจึงถูกซ้ำเติมด้วย "ระบบแห่งความไม่รับผิดชอบทางการเมือง" (system of political irresponsibility) ที่ซึ่งความรับผิดชอบถูกผู้นำการเมือง โยนกลองลงล่างและขึ้นบนไม่หยุด โยนต่ำลงไปเรื่อยๆ จากนายกฯ ---> รองนายกฯ ---> รัฐมนตรี ---> รัฐมนตรีช่วยฯ ---> ผู้ช่วยรัฐมนตรี ---> ปลัดกระทรวง ---> รองปลัดฯ ---> อธิบดี ---> จนในที่สุดถึงชาวบ้านผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่และไม่มีอำนาจ

และในทางกลับกันก็โยนสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงองค์พระประมุข ซึ่งพระองค์เองนั้นรัฐธรรมนูญก็บอกอยู่แล้วว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ทรงอยู่พ้นความรับผิดชอบทางการเมืองออกไป ในที่สุดความรับผิดชอบทางการเมืองก็ถูกเล่นกลโยนอันตรธานหายวับไปภายใต้ระบบนี้

ความรุนแรงร้ายกาจที่เกิดขึ้นชีวิตคนที่ตายไป การละเมิดศักดิ์ศรีและสิทธิความเป็นคนของประชาชนในบ้านเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า ศพแล้วศพเล่า จึงไม่มีใครเสนอหน้าออกมารับผิดชอบเลย, ไม่มีใครต้องรับผิดชอบเลย

นี่จึงไม่เพียงเป็นระบบแห่งความไม่รับผิดชอบทางการเมืองเท่านั้น หากยังเป็นระบบแห่งความขี้ขลาดทางจริยธรรมด้วย ที่ซึ่งสัญญามรณะและเส้นตายอำมหิตถูกส่งจากชั้นบนสุดลงไปยังเจ้าหน้าที่ผู้น้อยชั้นล่างและสังคมวงกว้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยผู้ส่งไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่เคยกล้าพอที่จะรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ตัวเลขความตายความเสียหายจากสัญญาณและเส้นตายที่ตนพร่ำส่งเลย

ประชาชนไทยที่ต่อสู้อาบเลือดแลกชีวิตเพื่อช่วงชิงสิทธิเสรีภาพของตนมาอย่างกล้าหาญและเสียสละเมื่อ 14 ตุลาฯ 2516, 6 ตุลาฯ 2519, สงครามประชาชน 20 ปี และพฤษภา 2535 คู่ควรกับรัฐบาลที่รับผิดชอบทางการเมือง กล้าหาญทางจริยธรรม และเคารพรักศักดิ์ศรีและสิทธิความเป็นคนของพวกเขายิ่งกว่านี้

ระบอบเลือกตั้งประชาธิปไตยเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิทธิเสรีภาพ สันติวิธี และความเป็นธรรมในสังคมก็สำคัญต่อประชาชนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน, เราไม่ควรจะยอมเสียสละ 3 อย่างนั้น เพื่อแลกกับการดำรงอยู่ของระบอบเลือกตั้งประชาธิปไตย

แน่นอน, สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่ either/or คือให้เลือกว่าจะเอาสิทธิเสรีภาพ สันติวิธี ความเป็นธรรมในสังคม หรือ ระบอบเลือกตั้งประชาธิปไตย, สิ่งที่เราต้องการและควรเป็นเป้าหมายของเรา คือ both...and หมายความว่าเราต้องการทั้ง สิทธิเสรีภาพ สันติวิธี ความเป็นธรรมในสังคม และ ระบอบประชาธิปไตย หากรัฐบาลทักษิณ-ไทยรักไทยไม่มีปัญญาให้เราทั้งสองอย่าง เขาก็ควรออกจากอำนาจไป เปิดทางให้คนอื่นพรรคอื่นที่สามารถทำได้และให้ได้เข้ามาทำงานแทน

แต่แม้จนบัดนี้ก็ยังไม่มีพรรคการเมืองไหนเลยที่รับผิดชอบพอและกล้าพอที่จะเสนอเอา สิทธิเสรีภาพ สันติวิธี และความเป็นธรรมทางสังคม เป็นเป้าหมายนโยบายหลักของพรรคคนในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า ได้แต่แข่งกันลดแลกแจกแถมประชานิยมเอื้ออาทรสูตรต่างๆ ว่าใครจะบำเรอลูกค้าได้เต็มคราบกว่ากัน

ดูเหมือนระบอบทักษิณ ณ ไทยรักไทย ได้ทำให้พรรคการเมืองไทยทุกพรรคและนักการเมืองไทยทุกคนกลายเป็นผู้ไม่รับผิดชอบทางการเมืองและขี้ขลาดตาขาวทางจริยธรรมกันไปจนหมดสิ้นแล้ว

ภายใต้ภาวะเช่นนี้ ขบวนการเมืองภาคประชาชนจะทำอะไรได้บ้าง? และจะทำอะไรดี?

1) สืบทอดจิตใจ "สมชาย นีละไพจิตร" และ "เจริญ วัดอักษร" ลุกขึ้นมาใช้ความกล้าหาญทางจริยธรรมช่วยกันรับผิดชอบดูแลบ้านเมือง-ชุมชน-ส่วนรวม, เอื้ออาทร เคารพและปกป้องศักดิ์ศรี-สิทธิมนุษยชนของเพื่อนร่วมชาติและร่วมโลก เพราะบ้านเมือง-ชุมชน-ส่วนรวมเป็นของเราทุกคน อย่าผลักภาระความรับผิดชอบให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างขี้ขลาดตาขาว อย่าอวดอ้างความรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวแล้วแอบอยู่เบื้องหลังพระองค์

2) หากอำนาจรัฐล้มเหลวอย่างเป็นระบบในการระงับความรุนแรงต่อประชาชนและเคารพปกป้องศักดิ์ศรี-สิทธิความเป็นคนของประชาชน, ก็พึงถ่ายโอนอำนาจนั้นให้ประชาคมระหว่างประเทศและชุมชนท้องถิ่นช่วยดำเนินการแทน

ด้านหนึ่งบุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ ที่จะดำเนินการต่างๆ เท่าที่จำเป็นและควรแก่เหตุในกรอบของกฎหมายเพื่อป้องกันชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของตนเอง รวมทั้งทรัพยากรของชุมชนจากความรุนแรงของกลุ่มทุนอิทธิพลเอกชน และความรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐหมดปัญญาที่จะช่วยป้องกันและสังคมเพิกเฉยมึนชา

ในอีกด้านหนึ่ง นานาอารยประเทศอันประกอบเป็นสังคมโลกหรือประชาคมระหว่างประเทศ ย่อมมีสิทธิและความชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและกฎบัตรของสหประชาชาติ ที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกและให้สัตยาบันรับรอง ในอันที่จะกดดันตรวจสอบรัฐไทย และปกป้องคุ้มครองประชาชนไทยจากการใช้ความรุนแรงนอกกฎหมายและการละเมิดศักดิ์ศรี-สิทธิมนุษยชน

นั่นเป็นหลักประกันสิทธิและผลประโยชน์ขั้นพื้นฐานของประชาชนไทยที่เรามีร่วมกับประชาชนทั่วโลก เมื่อรัฐของเราคุ้มครองเคารพปกป้องประชาชนในชาติไม่ได้ ก็พึงให้ประชาคมระหว่างประเทศเข้ามาช่วยทำในสิ่งที่รัฐไทยพึงทำตามหน้าที่รับผิดชอบแต่ไม่ได้ทำหรือไม่มีปัญญาทำ

3) เราควรจำแนกกลุ่มฝ่ายต่างๆ ในภาคทุนเอกชน และกลไกรัฐ เพราะในหมู่กลุ่มทุน ก็มีทั้งทุนเสรีประชาธิปไตย, ทุนผูกขาดรวมศูนย์ และทุนเจ้าพ่ออิทธิพล, ในบรรดากลไกรัฐ ก็มีทั้งหน่วยงานที่คุ้มครองประชาชน ปกป้องสิทธิมนุษยชน ให้ความยุติธรรม และหน่วยงานที่เป็นนักละเมิดสิทธิมนุษยชน นักอุ้ม นักปราบ นักฆ่า นักขาย นักโกหกบิดเบือน ประชาชนควรใช้อำนาจเท่าที่เรามี รวมทั้งอำนาจคะแนนเสียงในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งและอำนาจซื้อในฐานะผู้บริโภค เลือกปฏิบัติ ร่วมมือสนับสนุน วิพากษ์วิจารณ์ ต่อต้านบอยคอตไม่ซื้อ ไม่ใช้บริการต่อกลุ่มทุนและหน่วยงานรัฐต่างๆ อย่างจำแนก

4) ผลักดันให้ปัญหาความรุนแรงต่อประชาชนกับการละเมิดศักดิ์ศรี-สิทธิความเป็นคน กลายเป็นเกณฑ์วัด-ดัชนีชี้วัดหลักทางการเมือง ที่มีน้ำหนักความสำคัญในการประเมินความสำเร็จ/ล้มเหลวของรัฐบาล ไม่น้อยไปกว่าและควบคู่ไปกับดัชนีเศรษฐกิจ

5) ผลักดันให้ประเด็นสิทธิเสรีภาพ สันติวิธี และความเป็นธรรมทางสังคม ขึ้นเป็นระเบียบวาระสังคมการเมือง กระทั่งเป็นหนึ่งในประเด็นหลักของการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่จะมาถึง สนับสนุนพรรค-นักการเมืองที่ให้ความสำคัญจริงจังกับเรื่องนี้, ลงโทษ-บอยคอตพรรค-นักการเมืองที่ละเลยเรื่องนี้

 

 

สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I ประวัติ ม.เที่ยงคืน

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด กว่า 400 เรื่อง หนากว่า 4500 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 120 บาท(รวมค่าส่ง)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

 

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็ปไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com




อาวรณ์เจริญ วัดอักษร จากเหนือ กลาง และทางใต้ คำนับด้วยอักษรเจริญจากพี่ เพื่อน และคนเรือนแสนของสังคมไทย ด้วยอาลัยรักเสมอ

 

เผยแพร่ เพื่อสาธารณประโยชน์
หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบ
ปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลดขนาดของ font ลง
จะแก้ปัญหาได้

midnightuniv@yahoo.com
midnight2545@yahoo.com
midarticle@yahoo.com

ขอบคุณเจริญ วัดอักษร สำหรับ
การรักษาแหล่งหอยลายขนาดใหญ่ของบ่อนอกไว้ให้แก่ปลาวาฬ แลกกับเงินจำนวนมหาศาลที่นายทุนเรืออวนลากเสนอ การตัดสินใจของคุณกับชาวบ้านที่จะเลือกปลาวาฬก่อนเงิน นับเป็นก้าวสำคัญในการเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมในสังคมไทย เพราะเป็นการเลือกที่ชาญฉลาด ปลดปล่อยผู้คนออกจากบ่วงของปรัชญาการพัฒนาที่มืดบอด คับแคบ และไร้ความเป็นธรรม อันได้ผูกรัดสังคมไทยมาเป็นเวลานาน