มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน
แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ

Website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ

หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้

midnight2545@yahoo.com

บทความวิชาการนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็ปไซค์ วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๗ : ไม่สงวนสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ทางวิชาการ
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 405 หัวเรื่อง
วาทกรรมและอุดมคติในสื่อ
สมเกียรติ ตั้งนโม
สาขาจิตรกรรม คณะวิจิตรศิลป์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่



R
relate topic
150647
release date
ภาพประกอบดัดแปลง เพื่อใช้ประกอบบทความฟรี ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน - เชียงใหม่
H
บทความวิชาการเกี่ยวกับการวิเคราะห์เรื่องสื่อกับสังคม - media and society
นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆที่เผยแพร่บนเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ


บทความเกี่ยวกับเรื่องสื่อกับสังคม
การให้นิยามเกี่ยวกับคำว่าวาทกรรมและอุดมคติ
สมเกียรติ ตั้งนโม : แปลและเรียบเรียง
คณะวิจิตรศิลป์หาวิทยาลัยเชียงใหม่
(บทความชิ้นนี้ยาวประมาณ 12 หน้ากระดาษ A4)

บทความชิ้นนี้แปลมาจากหนังสือเรื่อง Media and Society
ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 เขียนโดย Michael O' Shaughessy และ Jane Stadler
สำนักพิมพ์ Oxford University Press ปีที่พิมพ์ 2002

 


ความนำ
ศัพท์คำว่า"วาทกรรม"(discourse)และ"อุดมคติ"(ideology) ค่อนข้างมีอิทธิพลอย่างมากในการพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องสื่อและการศึกษาด้านวัฒนธรรม มันเป็นศัพท์ที่มีความหมายสลับซับซ้อน ทั้งนี้เพราะ คำศัพท์ดังกล่าวได้บรรจุเอาความหมายที่เป็นไปได้หลายหลากเอาไว้ และสามารถได้รับการตีความได้ในหลายๆทาง

ตามที่มีการนำมาใช้ในผลงานของ Foucault และ Althusser ศัพท์พวกนี้มีอยู่ในเนื้อเรื่องของความเรียงเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงบทความและหนังสือ ซึ่งได้สร้างพื้นฐานทางทฤษฎีเกี่ยวกับการวิเคราะห์สื่อขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ยิ่งคุณอ่านมากเกี่ยวกับแนวความคิดเหล่านี้ คุณก็จะยิ่งเข้าใจได้ดีขึ้น ในที่นี้เราจะให้นิยามสั้นเกี่ยวกับคำว่า"วาทกรรม"เป็นอันดับแรก ซึ่งถูกใช้โดย Foucault และถัดจากนั้น เราจะให้ความสนใจลงไปที่คำว่า"อุดมติ"เป็นลำดับต่อไป

วาทกรรม (Discourse)
คนที่สนใจอ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องสื่อมาโดยตลอด(โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทความที่เผยแพร่อยู่บนเว็ปไซค์แห่งนี้) คงได้พานพบกับศัพท์คำว่า"วาทกรรม"กันมาบ้างแล้ว ในความสัมพันธ์กับเรื่องของภาษา ดังที่ได้นำเสนอโดย John Fiske และในความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับการเล่าเรื่อง ซึ่งใช้แนวความคิดของ Colin MacCabe ในเรื่อง"ลำดับชั้นสูงต่ำของวาทกรรม"(hierarchy of discourse) และ"วาทกรรมที่ครอบงำ"(dominant discourse)

ความหมายซึ่งง่ายที่สุดของศัพท์คำนี้ก็คือ การพูดออกมาอย่างชัดเจน(articulation), สุ้มเสียงหรือการนำเสนอเกี่ยวกับความคิดเห็น

ปฏิบัติการดังกล่าวเกี่ยวกับการพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ปกติแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของการสนทนา หรือการแลกเปลี่ยนกันทางความคิดต่างๆ ท่ามกลางผู้พูดหลายๆคนหรือกลุ่ม ด้วยเหตุดังนั้น "วาทกรรม" จึงเป็นกระบวนการหนึ่งของสังคมเกี่ยวกับการสร้างความหมาย

บันทึกลงไปด้วยว่า วาทกรรมต่างๆนั้นพบได้ในการนำเสนอของตำรับตำราทั้งหลาย และปฏิบัติการเกี่ยวกับการสื่อสารอื่นๆ เช่นเดียวกับในการพูดคุยกัน โดยแบบฉบับแล้ว ศัพท์คำว่า"วาทกรรม"อ้างอิงถึงการสนทนากันรวมๆ หรือความสัมพันธ์ของความหมายและความคิดต่างๆ ซึ่งวนเวียนอยู่รายรอบเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่งโดยเฉพาะ, เป็นการก่อรูปโดยรวมการแสดงออกที่แตกต่างกันเหล่านี้ และกรณีตัวอย่างของการสื่อสาร

ทฤษฎีเกี่ยวกับวาทกรรมของ Foucault คือว่า สังคมทั้งหลายมีแนวโน้มที่จะเชื่อมหรือรวมลำดับการอันหนึ่งของสุ้มเสียงต่างๆ, ไอเดียหรือความคิด, และความเชื่อเข้ามาสู่คำอธิบายโดยสรุป ที่ได้ให้วิธีการต่างๆเกี่ยวกับการทำความเข้าใจโลก(Fiske 1987, pp.14-15) ไม่ว่าสังคมใดๆก็ตาม จะมีวาทกรรมอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งมันได้ให้ความหมายเกี่ยวกับโลก

Foucault ได้ใช้แง่คิดเกี่ยวกับวาทกรรมเพื่อสำรวจว่า สังคมต่างๆทำความเข้าใจและสร้างความหมายเกี่ยวกับเรื่องเพศอย่างไร, รวมไปถึงเรื่องความบ้า, และอาชญากรรม (Rabinow 1984; Foucault 1981; Fillingham 1995)

เขาให้เหตุผลว่า ลำดับการเกี่ยวกับวิธีคิดอันหนึ่ง(คำอธิบาย)ได้ถูกนำมาเชื่อมร้อยเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความหมายเกี่ยวกับพื้นที่ต่างๆเหล่านี้ และคำอธิบายนั้นสามารถและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา. ในความสัมพันธ์กับอาชญากรรมและการก่ออาชญากรรม เป็นตัวอย่าง เขาได้สำรวจดูว่า วาทกรรมทางการแพทย์, กฎหมาย, ศาสนา, และศีลธรรม, ได้นิยามการก่ออาชญากรรม และความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมอย่างไร และได้เสนอวิธีการต่างๆกับการไปเกี่ยวข้องกับมันอย่างไร

"วาทกรรมทางการแพทย์" ได้นิยามอาชญากรรม ในเทอมต่างๆของการเจ็บป่วยหรือการมีสุขภาพดี และถ้าเพื่อว่าพวกมันถูกเข้าใจว่าเป็นความเจ็บป่วย หากเป็นเช่นนั้น พวกมันก็ต้องการการบำบัดรักษาและพักฟื้นให้คืนสู่สภาพปกติ

"วาทกรรมทางศาสนาและศีลธรรม" ได้นิยามอาชญากรรมต่างๆในเทอมของความดีและความชั่ว
ซึ่งสมควรจะได้รับรางวัลและการลงโทษ และ

"วาทกรรมทางกฎหมาย" ได้นิยามอาชญากรรมในฐานะที่เป็นอันตรายอย่างหนึ่งต่อคนอื่นๆ และเกี่ยวพันกับการปกปักรักษาความปลอดภัยและทรัพย์สินของผู้คน จึงได้มีการกำหนดแนวทางวิธีปฏิบัติที่จะจัดการและปกป้องอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไป

ด้วยเหตุนี้ เราสามารถที่จะเห็นถึงวิธีการปฏิบัติที่เป็นไปได้ 3 ประการ สำหรับเรื่องของอาชญากรรม ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนวาทกรรมทั้งสามอย่าง สำหรับการทำความเข้าใจการกระทำของบรรดาอาชญากร นั่นคือ การฟื้นฟูต่างๆหรือการบำบัดรักษาความป่วยไข้ของพวกเขา, การลงโทษ (ซึ่งอาจมีหลากหลายรูปแบบ) สำหรับการกระทำอันชั่วช้าของพวกเขา, และรูปแบบบางอย่างของการควบคุม (ยกตัวอย่างเช่น การตัดแขนตัดขา หรือการจับกุมคุมขัง) เพื่อปกป้องการก่ออาชญากรรมต่อๆไป

ในภาพยนตร์เรื่อง Dead Man Walking, ดาราภาพยนตร์ Sean Penn ได้แสดงบทบาทเป็นอาชญากรที่ถูกตัดสินลงโทษประหารชีวิต โดยการฉีดยาให้ถึงแก่ความตาย ในฐานะที่เป็นการลงโทษสำหรับการข่มขืนและกระทำฆาตกรรม. Susan Sarandon ได้รับเลือกให้แสดงเป็นแม่ชี ผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางจิตวิญญาน และแสวงหาหนทางที่จะฟื้นฟูเขา เพื่อเป็นการไถ่บาปทางวิญญานให้กับเขา

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ วาทกรรมทางศาสนาได้ถูกนำมาเชื่อมโยงเพื่อทำการฟื้นฟู ส่วนวาทกรรมทางการแพทย์ได้ถูกมาเชื่อมโยง โดยทำหน้าที่จัดการเรื่องเกี่ยวกับการลงทัณฑ์ และวาทกรรมทางกฎหมายได้รับการนำมาผูกกับแง่มุมการจับกุมคุมขังตัวนักโทษ ในฐานะที่เป็นเรื่องของหลักการทางด้านนิติศาสตร์และหลักการทางด้านรัฐศาสตร์

แต่ละวาทกรรมเหล่านี้ได้รับการทำให้เป็นแนวคิดขึ้นมาโดยคำสนทนาต่างๆ ซึ่งความคิดทั้งหลายเหล่านั้นได้ไปเชื่อมโยงกับเรื่องทางการแพทย์, กฎหมาย, และศาสนา, กับคนคุกซึ่งได้รับการแสดงออกอย่างชัดเจนและแพร่กระจายอยู่ในสังคม

ไอเดียต่างๆเหล่านี้ได้รับการแสดงออกในการสนทนาระหว่างผู้คน อย่างเช่น ท่ามกลางตัวละครที่แสดงโดย Sarandon และ Penn, และระหว่างสมาชิกผู้ดู ภายหลังจากที่พวกเขาดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบลงแล้ว อาทิเช่น เนื้อหาภาพยตร์ในตัวมันเอง และในกฎหมายที่ถูกเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งห้ามไม่ให้มีการลงโทษถึงตาย

อุดมคติ (Ideology)
ขอให้เรามาเริ่มต้นกันตรงที่การให้นิยามความหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้กันสองข้อ นิยามความหมายแรกเป็นนิยามร่วมกันระดับสามัญสำนึก ที่คุณอาจจะคุ้นเคยจากหนังสือพิมพ์ รายงานข่าวทางโทรทัศน์ และเรื่องราวเหตุการณ์ทั่วๆไป แต่สำหรับเหตุผลที่เสนอเป็นข้อๆข้างล่างต่อไปนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องที่เราทั้งหลายยึดมั่นเท่าใดนัก

1. นิยามความหมายระดับสามัญสำนึกเกี่ยวกับอุดมคติ
(The common-sense definition of ideology)

"อุดมคติ" คือ ชุดหนึ่งของหลักการกฎเกณฑ์ที่รอบคอบสุขุม, มีลักษณะเชื่อมโยง, มีความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งปกติแล้วคือความคิดทางการเมืองต่างๆที่ถูกนำมาใช้ในฐานะที่เป็นหนทางอันหนึ่งของการนิยามและทำความเข้าใจว่า สังคมสามารถที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นองค์ระบบได้อย่างไร

เมื่อใช้ในหนทางนี้ "อุดมคติ" ปกติแล้วถูกใช้ในลักษณะที่ไม่ค่อยมีคนเห็นด้วย บางทีดูถูก ใส่ร้ายป้ายสี และปรามผู้คน ซึ่งความคิดต่างๆของพวกเขาถูกอ้างอิงถึง การใช้ในกรณีดังกล่าวนี้ทึกทักว่า อุดมคติต่างๆในบางความหมาย มักจะมีความผิดพลาดมาตั้งแต่แรกและมีมลทิน เพราะพวกมันไม่เป็นความจริง (นั่นคือ ไม่อาจที่จะบรรลุถึงได้) หรือเป็นเพราะพวกมันไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง

ยกตัวอย่างเช่น มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้คน ที่จะอธิบายปรัชญาทางการเมืองและความเชื่อเกี่ยวกับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ในฐานะที่เป็นอุดมคติของพรรคนั้นๆ - เช่น อุดมคติเกี่ยวกับเสรีภาพ, อุดมคติเกี่ยวกับ"แรงงานใหม่", อุดมคติสังคมนิยม, อุดมคติฟาสซิสท์, และอื่นๆ

อันนี้สามารถถูกทำให้เป็นรูปธรรมขึ้นมาใน"Howard ideology" หรือ อุดมคติของนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย, "Blairite ideology" อุดมคติของนายกรัฐมนตรีอังกฤษคนปัจจุบัน, "Tratcherite ideology" อุดมคติของนายกรัฐมนตรีของอังกฤษคนที่แล้ว, และอื่นๆ

ความเชื่อทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมเหล่านี้ ถูกมองในฐานะที่มีมลทินหรือข้อตำหนิในเรื่องที่ว่าพวกมัน ไม่เหมาะสมกับความเป็นจริงนั่นเอง. ในบริบทดังกล่าว การอธิบายว่าใครบางคนได้ดำเนินรอยตามอุดมคติอันใดอันหนึ่ง คือการเสนอว่า ทัศนะต่างๆของพวกเขาไม่เป็นความจริง, ตายตัว, และมีลักษณะที่เป็นหลักการที่ไร้ข้อพิสูจน์ ซึ่งคนๆนั้นมักจะพยายามที่จะสร้างความจริงขึ้นมาให้เหมาะกับความเชื่อที่เป็นอุดมคติของพวกเขา

เพราะว่านิยามอันนี้ค่อนข้างกว้างมาก เป็นไปได้ที่คุณเองอาจจะมีทัศนะในเชิงลบอยู่แล้วเกี่ยวกับคำว่า"อุดมคติ"ต่างๆเหล่านั้นว่าคืออะไร มีความเป็นไปได้ซึ่งคุณอาจมองพวกมันในฐานะที่เป็นความผิดพลาด เป็นความเชื่อที่ไร้ข้อพิสูจน์ และเป็นระบบคิดที่ตายตัวแข็งทื่อมากจนเกินไป ซึ่งบรรดานักการเมืองทั้งหลายพยายามที่จะบังคับยัดเยียดให้กับผู้คน

คำนิยามนี้ไม่ช่วยอะไรสำหรับการศึกษาทางด้านสื่อมากนัก เพราะมันบอกเลิกหรือไม่ยอมพิจารณาเรื่องของอุดมคติต่างๆ โดยไม่เบื่อหน่ายที่จะตั้งคำถามว่า แล้วพวกมันทำงานอย่างไรล่ะ?

ในทางตรงข้าม นิยามความหมายที่สองที่นำมาเสนอข้างล่างไม่ได้ใช้ในเทอมต่างๆของลักษณะการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วย; มันไม่ได้มองความเชื่อต่างๆในเชิงอุดมคติในฐานะที่เป็นความผิดพลาด แต่ค่อนข้างจะนิยามอุดมคติในหนทางหนึ่งซึ่งยินยอมให้มันผลิตความเข้าใจที่ชัดแจ้งว่าเราและสังคมเราทำงานอย่างไร

2. นิยามความหมายของอุดมคติที่เป็นประโยชน์กว่า
(A more useful definition of ideology)

อุดมคติเป็นชุดหนึ่งของค่านิยมต่างๆของสังคม ความเชื่อ ความรู้สึก การนำเสนอ และสถาบันต่างๆ ซึ่งผู้คนได้สร้างความหมายเกี่ยวกับโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่

มันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะพูดเกี่ยวกับนิยามความหมายอันนี้ (อีกประการหนึ่ง มันยังทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นนิยามความหมายซึ่งใช้ได้กับ"วาทกรรม"ด้วย) ศัพท์คำว่า"อุดมคติ"สัมพันธ์กับข้อสรุปของความรู้ รวมไปถึงข้อมูลและปฏิบัติการชุดหนึ่ง ที่ถูกทำให้เป็นธรรมชาติในขอบเขตที่พวกมันได้ก่อรูปทัศนะที่ยอมรับกัน โดยไม่ต้องพิสูจน์เกี่ยวกับวิธีการที่โลกทำงานและเป็นไปต่างๆ

อะไรที่เราหมายถึง"การสร้างความหมายเกี่ยวกับโลก"?
ทุกๆคนมีค่านิยม, ความเชื่อ, และความรู้สึกต่างๆอยู่ชุดหนึ่ง ที่สร้างความหมายแก่ตัวของพวกเขา และทำให้พวกเขาสามารถที่จะมีบทบาทหน้าที่ในโลกใบนี้. อะไรก็ตามที่เราทำ - ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงินให้กับการกุศล, การตกปลาเพื่อการแข่งขัน, การเชื้อเชิญใครสักคนไปดูคอนเสริท, หรือการนั่งดูทีวี - สิ่งเหล่านี้มันไม่เพียงสร้างความหมายให้กับเราในบางหนทางเท่านั้น แต่มันยังเป็นการประกาศหรือแสดงออกถึงวิธีการที่เราสร้างความหมายเกี่ยวกับโลกของเราด้วย

การกระทำต่างๆเหล่านี้ เกิดขึ้นมาจากทัศนะของเราที่มีต่อโลก และพวกมันแสดงถึงค่านิยมต่างๆ, ความเชื่อ, และความรู้สึกของเรา, มันเพิ่มเติมหรือให้รายละเอียดข้อเท็จจริงที่เราเชื่อว่า มันสร้างความหมายและให้การช่วยเหลือคนที่โชคดีน้อยกว่าเรา หรือการแข่งขันกับคนอื่นๆเพื่อที่จะเป็นผู้ประสบความสำเร็จ, หรือเพื่อเริ่มต้นความสัมพันธ์โดยการมีนัดไปดูคอนเสริท มากกว่าการมุ่งไปถึงเรื่องของการแต่งงาน

นับตั้งแต่วิธีการที่เราประพฤติปฏิบัติเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของเรา มันคือปฏิบัติการทางสังคมอย่างหนึ่งในการเชื่อมโยงเราเข้าด้วยกัน อันนี้เน้นว่า คนทั้งหลายได้สร้างความหมายเกี่ยวกับโลกขึ้นมาร่วมกัน

ในทุกๆคนต่างมีส่วนร่วมปันในเรื่องค่านิยม ความเชื่อ และความรู้สึกต่างๆ ที่มาครอบงำการกระทำและความเป็นอยู่ร่วมกันของผู้คน สถาบันต่างๆ อย่างเช่น โรงเรียน และโทรทัศน์ ได้ให้การสนับสนุนเรื่องต่างๆเหล่านี้ ทั้งนี้เพราะพวกมันได้จัดให้มีฟอรัมหรือพื้นที่สาธารณะที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนสนทนากันอย่างกว้างขวางสำหรับปัจเจกชนทั้งหลายขึ้น เพื่อรับรู้และยอมรับข้อมูลข่าวสารในอย่างเดียวกัน

ถ้าเผื่อว่า อุดมคติอันหนึ่งมีผลกระทบทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญ มันก็จะต้องถูกปันส่วนและเห็นพ้องจากกลุ่มของผู้คนขนาดใหญ่ด้วย อันนี้คือเหตุผลที่ว่า ทำไมสื่อสารมวลชนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการสื่อสารและเพิ่มพลังให้กับอุดมคติต่างๆ

ณ ช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดและความสับสนอลหม่าน อุดมคติส่วนตัวของเราอาจถูกท้าทาย และอาจเปลี่ยนแปลงไป ดังที่เราพบว่ามันไม่ได้มีความหมายสำหรับเราอีกต่อไปแล้วที่จะแบกมันไปในหนทางนั้น ถ้าเผื่อว่าคนรักของเราตายจากไป หรือเรามีลูกเล็กๆคนหนึ่ง หรือเราสูญเสียงานที่ทำอยู่ หรือพบกับการหย่าร้าง หรือต้องประสบกับหายนภัยที่บังเกิดขึ้นต่อชุมชนของเรา เราอาจพบว่ามันไม่มีความหมายอีกต่อไป ที่จะชักนำการมีชีวิตอยู่ของเราไปในหนทางที่เราเคยเป็น

ณ จุดนั้น อุดมคติของเรากำลังได้รับการท้าทาย ถ้าหากว่าเราเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเรา เราก็จะค้นพบรูปแบบใหม่อันหนึ่ง เกี่ยวกับปฏิบัติการทางสังคมที่มีความหมายขึ้นมาอีกครั้งสำหรับเรา เราจะค้นพบคุณค่าชุดใหม่อันหนึ่ง ความเชื่อและความรู้สึกต่างๆ ซึ่งเป็นอุดมคติใหม่

ความเชื่อและความรู้สึกเป็นสิ่งสำคัญต่ออุดมคติต่างๆ
Beliefs and feelings are important in ideologies
นิยามความหมายข้อที่สองนี้ คล้ายคลึงกับข้อแรกตรงที่ทั้งคู่เสนอแนะว่า อุดมคติต่างๆคือชุดหนึ่งของความคิดที่อธิบายว่า สังคมทำงานอย่างไร ซึ่งมันมีความหมายเกี่ยวกับโลก แต่นิยามความหมายในอย่างที่สองนี้ มันได้เพิ่มเติมอะไรเข้ามามากขึ้น กล่าวคือ มันได้เน้นถึงความเชื่อและความรู้สึกต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่ออุดมคติทั้งหลาย อันนี้ได้ดึงเราออกมาจากอาณาจักรแห่งเหตุผลและความสำนึกอันบริสุทธิ์

ในขณะที่นิยามความหมายแรกได้เน้นที่ความมีเหตุมีผลอันรอบคอบสุขุม นิยามความหมายอย่างที่สองเสนอว่า "อุดมคติทั้งหลายของผู้คนได้ถูกเชื่อมโยงกับหัวใจ เช่นเดียวกับสมองของพวกเขา" และอุดมคติทั้งหลายเหล่านี้ มันจึงไม่ถูกคิดพิจารณาหรือไตร่ตรองอย่างรอบคอบและมีสำนึก มันเสนอว่า พวกเขากระทำการในระดับของสิ่งที่ Louis Althusser เรียกว่า "ความสำนึกที่ไร้สำนึก"(unconscious consciousness)

อันนี้คือแนวคิดที่เป็นประโยชน์มาก เราในฐานะมนุษย์ ได้กระทำการในสิ่งต่างๆมากมายโดยปราศจากสำนึกเกี่ยวกับแรงกระตุ้นทั้งหลาย เราไม่ได้คิดอย่างรอบคอบเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังกระทำเสมอๆ; เราทำโน่นทำนี่โดยผ่านอุปนิสัยหรือความเคยชินที่เรียนรู้มา. อันนี้เป็นที่ชัดเจนในกรณีต่างๆของมอเตอร์ทักษะหรือเครื่องจักรความชำนาญต่างๆ อย่างเช่น การเดินและการขับรถยนต์ ซึ่งได้รับการเรียนรู้และเรากระทำไปโดยปราศจากการคิดถึงสิ่งที่เรากำลังทำอยู่

แต่การกระทำทั้งหลายที่ปฏิบัติโดยแรงกระตุ้นที่ไร้สำนึก ไม่ได้เป็นเพียงปฏิบัติการ ณ ระดับกายภาพของเครื่องจักรความชำนาญนี้เท่านั้น จำนวนมากของการกระทำทางสังคมของเราได้รับการกระตุ้นด้วยความเชื่อ ความรู้สึก และค่านิยมต่างๆ และได้ถูกปฏิบัติการโดยแรงกระตุ้นอันไร้สำนึกนี้

มีตัวอย่างง่ายๆธรรมดาๆอยู่คู่หนึ่งซึ่งสาธิตถึงเรื่องเหล่านี้ได้ นั่นคือ มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคุณและใครคนหนึ่งซึ่งเป็นเพศตรงข้ามได้มาถึงประตูพร้อมกัน? ใครจะเป็นคนที่ผ่านประตูนั้นเข้าไปก่อนเป็นคนแรก? คุณจะเปิดประตูให้กับอีกคนหนึ่ง หรือว่าจะเชื้อเชิญคนๆนั้นเข้าไปก่อน? หรือว่าคุณจะตัดหน้าอีกคนหนึ่งทันที? ลองจ้องมองคนอื่นและตัวคุณเองในสถานการณ์นี้ดู

เราเสนอว่า ปกติแล้ว คุณจะกระทำในสิ่งที่คุณทำโดยปราศจากความคิดที่มีสำนึกอะไรมากมายนัก แต่ทว่าเบื้องหลังทางเลือกที่คุณตัดสินใจทำ มันวางนอนอยู่ในอุดมคติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเพศสภาพ. มันเป็นความเป็นไปได้ต่างๆจำนวนหนึ่ง:

ประการแรก ผู้ชายที่จับลูกบิดประตูจะเปิดประตูให้กับผู้หญิงเพื่อให้เธอผ่านเข้าไป
ประการที่สอง ผู้ชายจะเปิดประตูให้ผู้หญิง ซึ่งผู้หญิงคนนั้นจะร้องเชิญผู้ชายให้เข้าไป
ประการที่สาม ผู้ชายที่เดินมายังประตู จะก้าวเท้าของตนเองให้ช้าลงเล็กน้อย เพื่อให้ผู้หญิงซึ่งกำลังเดินย่ำมาให้ไปถึงประตูก่อน และผ่านประตูเข้าไปข้างในเป็นคนแรก
ประการที่สี่ ผู้หญิงจะเปิดประตูให้ผู้ชาย และอื่นๆ

วิธีปฏิบัติโดยจารีตจะให้ผู้หญิงไปก่อน ลำดับเหตุการณ์ใดๆก็ตามที่สร้างผลลัพธ์อันนี้ขึ้นมา จะเข้ากันได้กับอุดมคติแบบจารีต ส่วนลำดับต่อมาเป็นการตีความที่ต่างออกไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ในกรณีต่างๆเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงเพศสภาพ นั่นคือ มันแสดงให้เห็นว่า ผู้ชายเคารพและแตกต่างจากผู้หญิง และได้สร้างการยอมรับอันหนึ่งขึ้นมาว่า ผู้หญิงเป็นคนที่เหนือกว่า

หรือมันแสดงว่าผู้ชายทั้งหลายปฏิบัติกับผู้หญิงในฐานะที่ด้อยและอ่อนแอกว่า ซึ่งต้องการความช่วยเหลือจากผู้ชายสำหรับกิจกรรมอันนี้

หรือมันเสนอว่า แม้ผู้หญิงจะมาถึงประตูเป็นคนแรก แต่ผู้ชายเป็นคนที่ควบคุมการกระทำโดยผ่านการเปิดประตูบานนั้น ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจของผู้ชาย

หรือผู้ชายทั้งหลายที่เปิดประตูให้กับผู้หญิง กำลังส่งผู้หญิงให้เข้าไปสู่สภาพแวดล้อมนั้นๆเป็นคนแรก เพื่อว่าผู้หญิงจะได้ทำให้บรรยากาศเชิงสังคมเป็นไปอย่างสบายๆสำหรับพวกเขา เพราะมันจะทำให้ผู้ชายรู้สึกตื่นกลัวเกี่ยวกับทักษะในด้านสังคมของพวกเขาน้อยลง อันนี้คือขนบธรรมเนียมที่ได้รับการบอกเล่าถึงหลักเกณฑ์ต่างๆในสมัยกลางเกี่ยวกับพฤติกรรมของพวกอัศวิน

ทัศนะเหล่านี้ส่วนใหญ่เสนอว่า ผู้ชายเป็นคนควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้น ในขณะที่คำอธิบายเหล่านี้ยินยอมให้มีความเป็นไปได้ที่ว่า ผู้หญิงอาจกระทำการในเชิงบวกซึ่งได้ก้าวมาถึงที่ประตูก่อนเป็นคนแรก และพอใจที่จะแสดงการให้เกียรติ นอกจากนี้ เหตุการณ์ข้างต้นยังสามารถที่จะได้รับการมองโดยรวมทั้งหมดในฐานะการแบ่งแยกหรือมีอคติทางเพศ ในด้านที่มีการให้ความยอมรับความนึกคิดเกี่ยวกับอำนาจของผู้ชาย สำหรับผู้คนต้องการท้าทายพฤติกรรมนั้น สามารถที่จะทำลายขนบธรรมเนียมดังกล่าวลงได้โดยเจตนา ด้วยการที่ผู้หญิงรั้งรอให้ผู้ชายผ่านประตูเข้าไปก่อนเป็นคนแรก

อันนี้อาจดูเหมือนว่าเป็นเรื่องหยุมหยิมเล็กๆน้อยๆ กระนั้นก็ตาม มันเป็นแง่มุมอันหนึ่งของชีวิตประจำวันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ต่างๆในเชิงเพศสภาพ ประเด็นของเราคือว่า ในความสัมพันธ์กับพื้นที่ต่างๆของชีวิตจำนวนมาก ผู้คนทั้งหลายต่างกระทำการในระดับของความสำนึกที่ไร้สำนึกนี้ พวกเขากระทำสิ่งต่างๆโดยปราศจากการคิดถึงเรื่องของแรงกระตุ้นทั้งหลายของพวกเขา

ในโอกาสต่อไปที่คุณมาถึงประตูกับคนที่มีเพศตรงข้ามกับคุณ คุณจะตระหนักหรือสำนึกถึงสิ่งซึ่งกำลังเกิดขึ้น อันนี้ได้แสดงภาพประกอบให้คุณเห็นถึงแนวคิดเกี่ยวกับความสำนึกที่ไร้สำนึก และจะสนับสนุนให้คุณสะท้อนถึงอุดมคติต่างๆเกี่ยวกับเพศสภาพ และความสัมพันธ์ทั้งหลายที่แสดงนัยะในการกระทำนั้นๆ มันอาจทำให้คุณสงสัยว่าจะทำอย่างไรต่อไป!

ขณะที่ตัวอย่างที่สอง ให้เรามาลองพิจารณากันถึงว่า บรรดานักศึกษาทั้งหลายครอบครองพื้นที่ในห้องเรียนกันอย่างไร ข้าพเจ้าเสนอว่า ผู้คนทั้งหลายเลือกว่าจะนั่งตรงไหนในห้องบรรยายในระดับความสำนึกที่ไร้สำนึก และแบบแผนต่างๆดังกล่าวนั้น ปรากฎขึ้นมาโดยมีความสัมพันธ์กับอุดมคติเกี่ยวกับเพศสภาพในเรื่องพื้นที่และการศึกษา

ข้าพเจ้าได้สำรวจดูถึง บรรดานักศึกษาทั้งหลายที่เข้ามาฟังคำบรรยายของข้าพเจ้า ณ ช่วงเวลาหนึ่ง และสังเกตว่า

นักศึกษาหญิง มีแนวโน้มที่พวกเธอจะนั่งในตำแหน่งต่างๆดังต่อไปนี้: ใกล้ๆหน้าชั้นเรียน, ถัดจากคนหรือสองคนมา, หรือช่วงกลางของแถวที่นั่ง

ในทางตรงข้าม นักศึกษาชาย มีแนวโน้มที่จะนั่งในตำแหน่งต่อไปนี้: นั่งข้างหลังห้อง, ที่ของตัวเอง, ต่อจากคนอื่น, และนั่งที่ปลายแถวที่นั่งหรือริมๆ

ทำไมความแตกต่างเหล่านี้จึงมีอยู่ และพวกเขาสัมพันธ์กับอุดมคติเพศสภาพเกี่ยวกับเรื่องพื้นที่และการศึกษากันอย่างไร

หมายเหตุประการแรก ผลลัพธ์ทั้งหลายดังกล่าวอาจแตกต่างไป ดังที่ข้าพเจ้าเคยสำรวจการสอนของอาจารย์ผู้สอนที่เป็นผู้หญิง เพศสภาพของผู้บรรยายอาจมีความสำคัญต่อการผันแปรในสถานการณ์อันนั้น ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขหรือปัจจัยอื่นๆ อย่างเช่น มันน่าสนุกสนานแค่ไหน, น่าสนใจมากเท่าไหร่, หรือน่าเบื่อ, หรือความน่าดึงดูดใจของตัวผู้บรรยายเอง

ข้าพเจ้าคิดว่าประเด็นทั้งหลายต่อไปนี้ บอกอะไรกับเราได้. โดยการนั่งอยู่ที่หลังห้อง ผู้ชายสามารถที่จะกวาดตาดูทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุดังนั้น จึงได้รับความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว(และเพราะว่ามีอำนาจเหนือกว่า). การนั่งอยู่ที่หลังห้องสามารถทำให้พวกเขามีระยะห่าง(distant)หรือแยกห่างจากคนที่มีอำนาจ(อาจารย์) ซึ่งนั่นหมายความว่า พวกเขาจะถูกสังเกตโดยผู้สอนได้น้อยลง และด้วยเหตุนี้ จึงมีอิสรภาพมากกว่าที่จะทำอะไรตามที่พวกเขาต้องการ

ในวิธีการดังกล่าวข้างต้น พวกเขาเอาชนะพื้นที่อันหนึ่งเกี่ยวกับความมีอิสรภาพและเป็นตัวของตัวเองภายในระบบของผู้มีอำนาจและการควบคุม พวกเขากำลังต่อต้านอำนาจและหน้าที่. พวกเขากำลังดำเนินรอยตามแบบฉบับของผู้ชายที่มีความปรารถนาที่จะควบคุมเหนือสถานการณ์ต่างๆในระดับหนึ่ง เป็นไปได้ เพราะผู้ชาย บ่อยครั้ง ถูกทำให้ต้องแข่งขันในเชิงสังคม

พวกเขากำลังใช้ที่นั่งในฐานะที่เป็นวิธีการหนึ่งเกี่ยวกับการปกป้องตัวของพวกเขาเอง

แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งผู้ชายก็นั่งอยู่แถวหน้าของผู้หญิง ทั้งนี้เพราะตำแหน่งดังกล่าวทำให้เรียนรู้ได้ดีกว่า โดยการนั่งใกล้ผู้ให้ความรู้มากกว่า หรือได้รับการสนับสนุนจากครูบาอาจารย์, หรือปรับตัวให้ลงรอยและเข้าสู่เส้นชัยของการเป็นคนเรียนดี

ในแบบแผนต่างๆในเชิงที่ขัดแย้งหรือตรงข้าม เราได้พบผู้ชายและผู้หญิงที่เข้ากันได้กับพฤติกรรมเกี่ยวกับเพศสภาพในการเรียนรู้: เด็กผู้ชายได้รับการกระตุ้น สนับสนุนให้กบฎต่างๆ เพื่อท้าทายอำนาจ และทำงงานอย่างอิสระเกี่ยวกับมัน; ส่วนเด็กผู้หญิงได้รับการกระตุ้นให้มองดูตัวของพวกเธอเอง ในฐานะผู้ที่รู้จักปรับตัวให้สอดคล้อง, ชอบเข้าสังคม, ชอบช่วยเหลือ, และเป็นคนดีตามขนบประเพณี

ความดี/เลว ซึ่งมีลักษณะตรงข้ามกันนี้สามารถย้อนหลังกลับไปได้ ให้คิดถึงบทเพลงของพวกเด็กๆซึ่งเป็นนิยมร้องกันดังต่อไปนี้ ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกับ"อุดมคติ"เกี่ยวกับอัตลักษณ์ของเพศสภาพ:

"เครื่องเทศและน้ำตาล รวมถึงทุกๆสิ่งล้วนดีเลิศ นั่นคือสิ่งที่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆได้รับการสร้างขึ้น
ส่วนตัวบุ้งและหอยทาก รวมทั้งหางของลูกสุนัข คือสิ่งที่เด็กผู้ชายทั้งหลายถูกสร้างขึ้น"

ทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายต่างๆเรียนรู้มาตั้งแต่เล็กๆว่า อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องสำหรับพฤติกรรมของชายและหญิง และอะไรคือพื้นที่ที่ถูกต้องของผู้ชายและผู้หญิง. เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกันโดยตรง และเพื่อที่จะไม่ต้องประนีประนอมในเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศของพวกเขา พวกเขามีแนวโน้มที่จะหลีกหนีการยึดครองพื้นที่ของอีกเพศหนึ่ง และจะละเว้นพฤติกรรมที่เข้ากันได้กับแบบแผนต่างๆที่ได้รับการคาดหวังของเพศตรงข้าม

ในความสัมพันธ์กับเรื่องพื้นที่ ในกรณีต่างๆเกี่ยวกับว่า ใครนั่งใกล้และไกลจากคนอื่น ข้าพเจ้าสังเกตว่า ผู้ชายมักจะรักษาระยะห่างทางกายภาพจากคนอื่นๆ. อันนี้เป็นเพราะพวกเขาปกป้องความเป็นอิสระในตัวของพวกเขาเอง และเป็นเพราะว่า พวกเขาอาจจะอดทนเกี่ยวกับการสัมผัสทางกายภาพอย่างใกล้ชิดได้น้อยกว่าผู้หญิง

ปกติแล้ว เด็กผู้ชายได้รับการให้ความรักหรือความเสน่หาทางกายน้อยกว่าเด็กผู้หญิง และพวกเขาอาจเชื่อมโยงกายสัมผัสกับเรื่องเพศ และมีความขัดแย้ง(ต่อสู้)กับการปลอบโยนและความใกล้ชิดมากกว่า. บ่อยครั้ง ผู้หญิงจะประสบกับการสัมผัสทางกายอย่างใกล้ชิดได้ง่าย, รู้สึกสบายกว่า, และโฟกัสไปที่เรื่องเพศน้อย

นอกจากนี้ ก็มีเรื่องต้องห้ามทางเพศในมิตรภาพของผู้หญิงที่เป็นเพศเดียวกันน้อยกว่ามิตรภาพของผู้ชายที่ดำรงสถานะเพศเดียวกัน

ท้ายที่สุด เงื่อนไขหรือปัจจัยเกี่ยวกับความปลอดภัย อาจกระตุ้นสนับสนุนผู้หญิงให้รวมกลุ่มกัน การแยกตัวหรือการอยู่ลำพังคนเดียวในพื้นที่สาธารณะของพวกเธอ อาจทำให้พวกเธอตกเป็นเป้าหมายของการรังควาญหรือกวนใจ การอยู่รวมกันนำมาซึ่งความปลอดภัยกว่าโดยผ่านเรื่องของจำนวน

ข้าพเจ้ากำลังเสนอว่า โดยผ่านตัวอย่างอันนี้เกี่ยวกับพื้นที่เพศสภาพ(gender space)ในห้องบรรยาย พฤติกรรมที่ได้เรียนรู้นั้น ประสบการณ์ในอดีต และแบบแผนที่เป็นรูปแบบทัศนคติตายตัวทางเพศต่างๆ(sexual stereotyping form patterns) นั่นคือสิ่งที่ถูกทำให้ฝังลึกอยู่ภายในของผู้คน ทางเลือกของเราเกี่ยวกับว่าจะนั่งที่ตรงไหน ได้สะท้อนถึงแง่มุมต่างๆเกี่ยวกับอุดมคติของการศึกษาและพื้นที่. ทางเลือกเหล่านั้นที่เราเลือกว่าจะนั่งลงที่ใด จะได้รับการตัดสินใจมาจากจิตในระดับที่ไร้สำนึก ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งเกี่ยวกับอุดมคติของเรา วิธีการของเราเกี่ยวกับการสร้างความหมายเกี่ยวกับโลก

ขอได้โปรดหมายเหตุลงไปด้วยว่า ประเด็นที่ข้าพเจ้าได้นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องทางสังคมและอุดมคติทั้งหลายข้างต้น มิได้ใช้กับทุกๆคน อันนี้มิได้ถูกกำหนดตายตัวเช่นนั้นตลอดเวลา อุดมคติต่างๆเกี่ยวกับความเป็นหญิงและความเป็นชายมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคมและยุคสมัย

ให้ลองพิจารณาคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับอุดมคติทางการศึกษาและทางด้านพื้นที่ โดยการทดลองสังเกตเรื่องการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ ซึ่งถูกกระทำโดยผู้ชายและผู้หญิงในพื้นที่ต่างๆ เช่น โรงหนัง โรงละคร บนท้องถนน การสัญจรหรือไปๆมาๆบนพื้นที่สาธารณะ และอื่นๆ

ข้าพเจ้ายังหมายเหตุถึงแนวโน้มเรื่องของการใช้พื้นที่เกี่ยวกับที่นั่งอื่นๆด้วยอีกสองประการ

ประการแรก คือ นักศึกษาที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ว่าชายหรือหญิง มีแนวโน้มที่จะนั่งใกล้หน้าชั้นเรียน การอ่านสิ่งที่ปรากฏของข้าพเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้คือว่า นักศึกษาเหล่านี้ได้เข้ามาสู่มหาวิทยาลัย ซึ่งพวกเขาแต่ละคนได้รับการแรงกระตุ้นให้เรียนรู้ และต้องการที่จะได้ความรู้เท่าที่พวกเขาสามารถทำได้ - ผลที่ตามมาคือ พวกเขาพยายามที่จะเข้าใกล้ครูผู้สอนทั้งหลาย อันเป็นที่ที่ง่ายต่อการได้ยิน และที่ซึ่งพวกเขาสามารถรู้สึกถึงความเกี่ยวพันได้มากกว่า นอกจากนี้วัยของพวกเขาก็ใกล้เคียงกับผู้สอน ซึ่งอาจทำให้พวกเขารู้สึกเท่าเทียมหรือเสมอภาคกับผู้บรรยายมากขึ้น

ประการที่สอง นักศึกษาชายที่เป็นชาวเอเชียจำนวนมาก มีแนวโน้มที่จะนั่งใกล้หน้าชั้นเรียน ข้าพเจ้าเข้าใจว่า นี่เป็นผลสะท้อนถึงอุดมคติอันหนึ่ง ที่ได้ให้คุณค่ากับการศึกษาและการปรับตัวมากกว่าวัฒนธรรมผู้ชายออสเตรเลียนผิวขาว และมองว่าความสำเร็จทางการศึกษา เป็นขั้นตอนที่สำคัญค่อนข้างมากต่อความสำเร็จทางสังคมในอนาคต

ผลลัพธ์ที่ตามมาเกี่ยวกับการดำรงอยู่และพฤติกรรมของพวกเรา โดยผ่านความสำนึกที่ไร้สำนึกคือว่า แบบแผนอันนั้นเกี่ยวกับพฤติกรรมกลายเป็นเรื่องที่เป็นธรรมชาติ มันถูกนิยามในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ ถูกพิจารณาในฐานะที่เป็นหนทางซึ่งสิ่งทั้งหลายเป็นไป แบบแผนพฤติกรรมต่างๆข้างต้น มิได้ถูกมองในฐานะที่เป็นเรื่องอุดมคติโดยผู้คนเหล่านั้น ซึ่งปฏิบัติการเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ อันที่จริงแล้ว พวกมันไม่ได้ถูกคิดถึงมากมายนัก

อันนี้ได้ย้อนกลับไปสัมพันธ์กับความคิดต่างๆเกี่ยวกับเรื่องภาษาของเรา และการประกอบสร้างทางสังคมเกี่ยวกับความจริง: ภาษาและองค์กรทางสังคมไม่ได้เป็นเรื่องของธรรมชาติ; ทั้งคู่ได้รับการสร้างขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ บ่อยครั้งได้รับการพิจารณาโดยผู้คนทั้งหลายในฐานะที่เป็นธรรมชาติและเป็นเรื่องปกติ

เราได้นำเสนอไปเรียบร้อยแล้วว่า คุณควรจะคิดอย่างรอบคอบ เมื่อไรก็ตามที่ใครคนใดคนหนึ่งเสนอว่า หนทางที่มนุษย์กระทำเป็นเรื่องธรรมชาติและเป็นสิ่งปกติ ถ้าใครบางคนกล่าวกับคุณถึงบางสิ่งบางอย่างว่ามันเป็นธรรมชาติมนุษย์ ขอให้ค้นหาความเกี่ยวพันหรือนัยะทางอุดมคติในการกระทำนั้นซึ่งพวกเขากำลังอธิบายอยู่

จำไว้ว่า ผลที่ตามมานั้นของพฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติ คือการทำให้เป็นธรรมชาติและมันได้ซ่อนเร้นอุดมคติบางอย่างเอาไว้ ในหนทางนี้ อุดมคติสามารถที่จะเพิ่มเติมหรือสนับสนุนความสัมพันธ์เชิงอำนาจและโครงสร้างทางสังคมต่างๆให้ดำรงคงอยู่ ในลักษณะที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (กลุ่มที่มีอิทธิพลในบริบทนั้น), และไม่เป็นประโยชน์สำหรับคนกลุ่มอื่นๆ โดยการทำให้คนอื่นดูเหมือนว่าผิดปกติ, แตกต่าง, หรือเบี่ยงเบนไป

เรามักจะดำรงอยู่ในอุดมคติเสมอใช่ไหม?
Are we always in ideology?

ท้ายสุด ในความสัมพันธ์กับนิยามความหมายที่สอง เราอาจตั้งคำถามว่า เราดำรงอยู่กับอุดมคติเสมอๆใช่ไหม? เราไม่เคยสามารถที่จะหนีพ้นไปจากกรอบโครงร่างเกี่ยวกับการรับรู้ของตัวเราเกี่ยวกับโลกได้อย่างสมบูรณ์. อุดมคติได้ถูกประกอบสร้างขึ้นมา ทั้งจากการซ่อนเร้นโลกทัศน์ของเรา และจากภาษา

พยายามมองดูอุดมคติ และก้าวออกมาให้พ้นจากมัน หรือมองไปรอบๆมัน คล้ายกับกำลังพยายามที่จะมองคอนแท็กท์เลนส์ เมื่อเรากำลังมองผ่านมัน. ดังที่ Levinas กล่าว เรามองโลกอย่างที่เราเป็น มิใช่มองมันอย่างที่มันเป็น

เรามักจะมีค่านิยมอยู่ชุดหนึ่ง มีความเชื่อและความรู้สึกต่างๆซึ่งน้อมนำพฤติกรรมของเรา ซึ่งได้มากำหนดให้เราคิดอย่างไร รู้สึกและกระทำอย่างไร. สิ่งเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงตลอดมา และเป็นไปได้ที่คุณจะรับรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโดยผ่านชีวิตของตัวคุณเอง แต่ในการสูญเสียอุดมคติหรือโลกทัศน์อันหนึ่งไป เราก็ได้ใส่อีกอันหนึ่งเข้ามาแทนที่

อันนี้ไม่ใช่เรื่องดีหรือเรื่องเลว แต่มันเป็นวิถีทางที่สิ่งต่างๆเป็นไป แม้ว่าคุณอาจคิดว่าอุดมคติบางอย่างมันดีกว่าอย่างอื่น อุดมคติ ดังที่เข้าใจในนิยามความหมายที่สองของเรา ไม่ได้ถูกใช้ในเชิงตัดสินหรือพิพากษา มันเพียงอธิบายถึงภาวะที่เราทั้งหลายดำรงอยู่เท่านั้น


 

 

สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I สารบัญเนื้อหา 3
ประวัติ ม.เที่ยงคืน
I webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็ปไซคทั้งหมด กว่า 400 เรื่อง หนากว่า 4500 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 120 บาท(รวมค่าส่ง)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

 

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็ปไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com




เมื่อสื่อได้พยายามนิยามความหมายของคำว่า วาทกรรม และ อุดมคติ และใช้คำทั้งสองคำนี้ในเชิงวิเคราะห์สื่อ
เผยแพร่ เพื่อสาธารณประโยชน์
หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบ
ปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลดขนาดของ font ลง
จะแก้ปัญหาได้

midnightuniv@yahoo.com
midnight2545@yahoo.com
midarticle@yahoo.com

วาทกรรมทางสังคมกับอาชญากรรม

ในความสัมพันธ์กับอาชญากรรมและการก่ออาชญากรรม เป็นตัวอย่าง Foucault ได้สำรวจดูว่า วาทกรรมทางการแพทย์, กฎหมาย, ศาสนา, และศีลธรรม, ได้นิยามการก่ออาชญากรรม และความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมอย่างไร และได้เสนอวิธีการต่างๆกับการไปเกี่ยวข้องกับมันอย่างไร

"วาทกรรมทางการแพทย์" ได้นิยามอาชญากรรม ในเทอมต่างๆของการเจ็บป่วยหรือการมีสุขภาพดี และถ้าเพื่อว่าพวกมันถูกเข้าใจว่าเป็นความเจ็บป่วย หากเป็นเช่นนั้น พวกมันก็ต้องการการบำบัดรักษาและพักฟื้นให้คืนสู่สภาพปกติ

"วาทกรรมทางศาสนาและศีลธรรม" ได้นิยามอาชญากรรมต่างๆในเทอมของความดีและความชั่ว ซึ่งสมควรจะได้รับรางวัลและการลงโทษ และ

"วาทกรรมทางกฎหมาย" ได้นิยามอาชญากรรมในฐานะที่เป็นอันตรายอย่างหนึ่งต่อคนอื่นๆ และเกี่ยวพันกับการปกปักรักษาความปลอดภัยและทรัพย์สินของผู้คน จึงได้มีการกำหนดแนวทางวิธีปฏิบัติที่จะจัดการและปกป้องอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไป (คำโปรย คัดลอกมาจากบทความ)

ศัพท์คำว่า"วาทกรรม"(discourse)และ"อุดมคติ"(ideology) ค่อนข้างมีอิทธิพลอย่างมากในการพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องสื่อและการศึกษาด้านวัฒนธรรม

"อุดมคติ" คือ ชุดหนึ่งของหลักการกฎเกณฑ์ที่รอบคอบสุขุม, มีลักษณะเชื่อมโยง, มีความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งปกติแล้วคือความคิดทางการเมืองต่างๆที่ถูกนำมาใช้ในฐานะที่เป็นหนทางอันหนึ่งของการนิยามและทำความเข้าใจว่า สังคมสามารถที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นองค์ระบบได้อย่างไร เมื่อใช้ในหนทางนี้ "อุดมคติ" ปกติแล้วจะมีลักษณะที่ไม่ค่อยมีคนเห็นด้วย บางทีถูกดูถูก ใส่ร้ายป้ายสี และเป็นการปรามผู้คน การใช้ในกรณีดังกล่าวนี้ทึกทักว่า อุดมคติต่างๆในบางความหมาย มักจะมีความผิดพลาดมาตั้งแต่แรก