เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๔๗: มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการ

2
0
0
4

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ลำดับที่ 376 หัวเรื่อง
เด็กๆเรียนอะไรที่โรงเรียน
สมชาย บำรุงวงศ์
สมาชิกมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

เผยแพร่ เพื่อสาธารณประโยชน์

หากนักศึกษาหรือสมาชิก ประสบ
ปัญหาภาพและตัวหนังสือซ้อนกัน กรุณาลดขนาดของ font ลง
จะแก้ปัญหาได้

midnightuniv@yahoo.com
midnight2545@yahoo.com

R
relate topic
220447
release date
ผลงานภาพประกอบดัดแปลง ใช้ประกอบบทความวิชาการ ฟรีสำหรับทุกคน
เว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เปิดขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษา โดยไม่มีเงื่อนไขทางการศึกษา วัฒนธรรม การเมืองและเศรษฐกิจใดๆมาเป็นอุปสรรค และยังมีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตความรู้ขึ้นมาเพื่อพัฒนาประเทศ อย่างยั่งยืน สมดุล และเป็นธรรม
The Alternative University


เด็กไทยกับการศึกษาชั้นประถม
สมุดรายงานฯ ของเด็กๆ
สมชาย บำรุงวงศ์
สมาชิกมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บทความนี้ยาวประมาณ 7 หน้ากระดาษ A4)


เด็กๆปิดเทอมกันแล้ว สมุดรายงานผลสอบปลายภาคที่บอกว่า เด็กคนไหนได้กี่เปอร์เซ็นต์ ได้ลำดับที่เท่าไหร่ ก็ออกมาให้เห็นเป็นที่ประจักษ์กันไปแล้วว่า ลูกหลานใครเก่ง ดี มีสุขหรืออ่อนคุณภาพ ไม่สมกับวลีอันแสนโก้เก๋นี้ เชื่อเหลือเกินว่า มีพ่อแม่ไม่น้อยที่หวั่นไหวกับผลรายงานที่ออกมาเป็นข้อๆ เป็นช่องๆ เป็นดีมาก-ดี-พอใช้-ควรปรับปรุง ซึ่งมันย่อมส่งผลไปยังพฤติกรรมของพ่อแม่ที่มีต่อเด็กๆต่อไป

ดูเหมือนว่าชะตากรรมของเด็กๆของเราจะแขวนอยู่กับสมุดรายงานอันไม่อาจอุทธรณ์ได้นี้ แต่ความศักดิ์สิทธิ์ของมันจะมีมากน้อยประการใดนั้น เราน่าจะมาดูกันว่า อะไรที่เขาสอนกันในโรงเรียน

นอกจากวิชาหลักอย่างคณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิชา สปช.(เสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต)ที่ผมลองเอาของเจ้าหลานชายมาอ่านดูก็น่าสนใจไม่น้อย อ่านแล้วก็ได้เห็นว่า อะไรคือสิ่งที่เด็กป.๑ ป.๒ ต้องเรียน ทั้งต้องเรียนกันมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ

วิชา สปช.ประกอบด้วยตัวบท แบบทดสอบ แบบฝึกหัดและกิจกรรม เช่น เมื่อเด็กๆเรียนเรื่องพืชเรื่องสัตว์แล้ว จากนั้นก็มีแบบทดสอบ แบบฝึกหัดและกิจกรรมให้ทำ เพื่อเป็นการประเมินว่าเด็กๆ "จำ" ตัวบทนั้นๆได้มากน้อยเพียงใด ตัวบทเหล่านั้นมากไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า "ความรู้สำเร็จรูป" จากนั้นก็มีคำถามสำเร็จรูปไว้ทดสอบ หน้าที่ของเด็กๆจึงเป็นการจำคำตอบสำเร็จรูปไว้ให้ดี เพื่อเอาไว้ตอบในแบบทดสอบ แบบฝึกหัด

และนี่คือตัวอย่างของสิ่งดังกล่าว ลองดูคำถามต่อไปนี้ ที่ต้องเลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว

๑. ข้อใดเป็นการแก้ไขอากาศร้อนภายในบ้านที่ดีที่สุด ก. ติดเครื่องปรับอากาศ ข. สร้างหน้าต่างมากๆ ค. ติดพัดลมทุกห้อง
๒. หลังกินอาหารเสร็จแล้วเป็นหน้าที่ของใครที่จะต้องทำความสะอาด ก. พ่อแม่ ข. คนใช้ ค. พวกลูกๆ
๓. แม่กำลังทำครัว น้องตื่นนอนมาร้องไห้ นักเรียนควรทำอย่างไร ก. อุ้มไปหาแม่ทันที ข. หาของเล่นมาให้น้อง ค. หาอะไรให้น้องกิน
๔. เวลาพ่อแม่กลับจากทำงานมาเหนื่อยๆ นักเรียนควรทำอย่างไร ก. เล่าเรื่องต่างๆให้ท่านฟัง ข. หาน้ำเย็นมาให้ท่านดื่ม ค. ฟ้องแม่ว่าถูกพี่รังแก
๕. ข้อใดเป็นการทำลายสภาพแวดล้อมมากที่สุด ก. ทิ้งของเสียลงแม่น้ำ ข. ทำลายชีวิตสัตว์ป่า ค. ตัดไม้ทำลายป่า

๖. เวลาพบเพื่อน เราควรทักทายว่าอย่างไร ก. สวัสดี ข. ไปไหนมา ค. กินข้าวหรือยัง
๗. ข่าวจากแหล่งใดน่าเชื่อถือได้มากที่สุด ก. ข่าวจากวิทยุ ข. ข่าวจากหนังสือพิมพ์ ค. ข่าวจากโทรทัศน์

ในความเป็นจริงคำตอบต่อคำถามเหล่านี้อาจเป็นข้อใดก็ได้ มันไม่ควรเป็นคำถามชนิดที่ต้องมีคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว ลอยอยู่เหนือสิ่งที่เรียกว่าสามัญสำนึก,เงื่อนไข,กรณีแวดล้อม ที่มุ่งแต่จะป้อนคำตอบแบบแข็งทื่อตายตัวให้กับเด็ก กระทั่งคำทักทายก็ยังสำเร็จรูป

นอกจากนี้ ยังมีคำถามประเภทกำกวม,พิลึกพิกลอยู่ด้วย ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้

๑. การจัดงานศพส่วนใหญ่ทำกันที่ใด ก. วัด ข. บ้าน ค. ศาลาประจำหมู่บ้าน
(ไม่ทราบว่าวัดกับบ้านที่ว่า อ้างถึงหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัดใด มีหน่วยงานใดได้เก็บสถิติเปรียบเทียบไว้ ให้พอเป็นแหล่งอ้างอิงประการใด ว่าส่วนใหญ่ทำกันที่ใด เด็กๆต้องรู้ไปเพื่ออะไร)

๒. เหตุใดเราจึงมองดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่าไม่ได้ ก. ระยะทางไกลเกินไป ข. แสงจ้ามากเกินไป ค. ความร้อนจากดวงอาทิตย์มีมาก
(นี่คือตัวอย่างความกำกวมไม่ชัดเจนของคำถามว่าดวงอาทิตย์ที่ว่านี้เป็นช่วงไหนของวัน หรือเด็กๆต้องรู้เองนะว่า มันต้องเป็นตอนกลางวันแน่ๆเลย ไม่ใช่ดวงอาทิตย์ตอนเช้าตรู่หรือตอนเย็นย่ำ ที่สามารถดูด้วยตาเปล่าได้)

๓. สัตว์ป่ามีประโยชน์ต่อป่าอย่างไร ก. ช่วยให้ป่าสวยงาม ข. ป้องกันการชะล้างหน้าดิน ค. ป้องกันคนตัดไม้ทำลายป่า
(น่าแปลกใจว่าอะไรที่ทำให้คำถามแบบนี้เกิดขึ้นมาได้ ถ้าอะไรๆที่พิลึกพิกลนี้ยังเป็นคำถามได้ ก็น่าจะมีคำถามต่อไปนี้ได้ นกมีประโยชน์ต่อท้องฟ้าอย่างไร, สัตว์ทะเลมีประโยชน์ต่อทะเลอย่างไร, มนุษย์มีประโยชน์ต่อที่ที่เขาอยู่อย่างไร เรื่องนี้มันเกี่ยวกับสิ่งหนึ่งให้ประโยชน์ สิ่งหนึ่งได้ประโยชน์ตรงไหนหรือ)

๔. สิ่งใดอาศัยประโยชน์จากดวงอาทิตย์น้อยที่สุด ก. ดิน ข. พืช ค. มนุษย์
(ไม่ทราบว่ามีใครได้คิดเครื่องมือวัด-คำนวณอันเที่ยงตรงนี้ออกมาหรือยัง เพื่อเอาไว้ตอบคำถามไร้ สติประเภทนี้)

๕. สัตว์ในข้อใดเราควรช่วยกำจัดให้หมดไป ก. มด ข. ยุง ค. แมงป่อง
[แล้วเรื่องห่วงโซ่อาหารในบทความสัมพันธ์ระหว่างคน สัตว์ พืช ที่สอนกันนั้น มันมีความหมายแค่ว่า หนูกินข้าวโพด-งูกินหนู-แล้วเหยี่ยวมากินงูแค่นั้นหรือ ส่วนมด ยุง แมงป่อง(จะเลือกข้อไหนก็ตามเถอะ) ไม่เกี่ยวใช่ไหม]

๖. เวลาช่วยกันทำงานในกลุ่ม เราต้องเชื่อฟังใคร ก. คนที่สูงที่สุด ข. ประธานกลุ่ม ค. เพื่อนที่เรียนเก่ง
(การทำงานในกลุ่มเป็นเรื่องของการเชื่อฟังใครสักคน หรือควรใช้วิธีประชาธิปไตยอย่างที่พยายามปลูกฝังกัน คำถามข้อนี้กำลังชี้แนะเด็กไปในทางใด? ไม่ว่าจะตอบข้อไหนก็ตาม)

๗. เรามักได้ยินข่าวอยู่เสมอว่า "แม่คลอดลูกแล้วนำไปทิ้ง" นักเรียนคิดว่าพ่อแม่ของเด็กเหล่านี้ ขาดคุณลักษณะของการเป็นสมาชิกที่ดีของบ้านในข้อใด ก. ให้กำเนิดลูก ข. เลี้ยงดูลูก ค. ให้การศึกษาแก่ลูก
(ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องที่มีความสลับซับซ้อนหลายมิติของชีวิตเช่นนี้ ถูกทำให้เป็นเรื่องง่ายๆที่จะตอบ มีคำตอบรออยู่แล้วให้ท่องจำ สมองของเด็กป.๑ ถึงกับต้องเจอกับโจทย์อย่างนี้เชียวหรือ)

๘. ถ้าน้องบ้วนน้ำลายลงบนถนน นักเรียนจะทำอย่างไร ก. ตักเตือนและห้ามไม่ให้กระทำอีก ข. ตักเตือนและให้เหตุผลว่า การกระทำเช่นนั้นทำให้ชุมชนสกปรก
(ใครเคยเห็นเด็กคนไหนบ้วนน้ำลายลงบนถนนโดยไม่มีสาเหตุบ้าง ผมเคยเห็นก็แต่เด็กถ่มน้ำลายใส่กันเวลาทะเลาะกัน แล้วถ้าเกิดแมลงวันมันบินเข้าปาก อย่างนี้จะทำอย่างไรดีหนอ กลืนมันลงไป, บ้วนใส่ฝ่ามือแล้วกำไว้ หรืออมไว้จนกว่าจะเจอถังขยะ หรือต้องขอเข้าห้องน้ำบ้านใครสักแห่ง สรุปแล้วที่ถูกคือต้องเลือกข้อ ข. เพื่อการเป็นพลเมืองอันแสนดีเพียงประการเดียว! โดยไม่ต้องสนใจถามสาเหตุว่าทำไม, ไม่สบายหรือเปล่า อย่างนั้นใช่ไหม?)

๙. สถานที่ในข้อใดใช้สำหรับออกกำลังกาย ก. สวนหย่อม ข. สนามกีฬา ค. สวนสาธารณะ
[ข้อ ก. นั้นตัดออกไปได้เลย ที่เป็นปัญหาคือสองข้อที่เหลือ เพราะในตัวบทเรียนก็บอกไว้กำกวมว่า-ที่ออกกำลังกายและพักผ่อน เช่น สนามกีฬา สวนสาธารณะ เป็นต้น ถ้าคำตอบคือสนามกีฬา ก็มีข้อแย้งได้ว่า นั่นเป็นที่แข่งขันกีฬา ไม่ใช่ที่ออกกำลังกาย(ซึ่งไม่ต้องไปแข่งกับใคร) ขณะที่ในความเป็นจริง ในยามที่สนามกีฬาว่างจากการใช้แข่งกีฬา ก็เห็นคนเขาไปออกกำลังกายกัน ขณะที่สวนสาธารณะควรเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ(คำถามที่ซ้อนขึ้นมาก็คือการออกกำลังกายถือเป็นการพักผ่อนหย่อนใจได้ด้วยหรือไม่) แต่คนก็ไปวิ่ง ไปรำมวยจีนกัน แล้วจะเอาอะไรมาวัดว่าข้อไหนถูกที่สุด ที่สำคัญคำถามแบบนี้ ความรู้แบบนี้มันได้อะไรขึ้นมา? แต่คำถามอะไรๆแบบนี้แหละที่เด็กๆต้องท่องและจำไว้ให้ดี ไม่ว่าโลกในความเป็นจริงจะเป็นอย่างไร เพราะเขาต้องเจอมันในข้อสอบ]

๑๐. แม่ให้เงินไก่ไปเลือกซื้อของใช้และอาหารด้วยตนเอง นักเรียนคิดว่าไก่ควรซื้ออะไรจึงจะเหมาะสม (มีรูปให้เลือก ๖ รูป ก. น้ำอัดลม ข. นมกับไข่ ค. บุหรี่ ง. สมุดดินสอ จ. ลูกกวาด ฉ. ของเล่นหุ่นยนต์)
[แน่นอนว่าก่อนที่นักเรียนจะเจอกับแบบฝึกหัดนี้ ตัวบทย่อมได้สอนนำมาก่อนแล้วว่า นักเรียนควรและไม่ควรเลือกอะไร ไม่ว่าเด็กคนไหนอยากซื้อลูกกวาด น้ำอัดลมหรือของเล่น ถ้าเขาไม่เผลอเสียก่อน เขาต้องไม่โง่ตอบออกไปเป็นแน่ (ยกเว้นบุหรี่ไว้ก่อน) ถ้าเราปล่อยให้เด็กเลือกอย่างอิสระ โดยปราศจากการชี้นำ เป็นไปได้ว่าเด็กๆจะเลือกกันครบทั้งห้าข้อ จะต่างกันก็แต่ข้อไหนมากข้อไหนน้อยเท่านั้น มันเป็นไปไม่ได้ที่เด็กจะเลือกและไม่เลือกอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา ถามตัวเราเองที่เป็นผู้ใหญ่นี่แหละว่า เราทำแต่สิ่งที่เป็นสาระอยู่ตลอดเวลาอย่างนั้นหรือ มีเด็กคนไหนในโลกที่ไม่ชอบของเล่น เมินไปจากลูกกวาด น้ำอัดลม (ที่พวกผู้ใหญ่ทำออกมายั่วแทบไม่เว้นวัน) โดยเฉพาะของเล่น มันเป็นยิ่งกว่าสาระของเขาเสียอีก

ตลอดเวลาเด็กๆแสดงธรรมชาติของเขาออกมาอย่างซื่อสัตย์ว่าต้องการอะไร สนใจอะไร เบื่อหน่ายอะไร แต่เด็กๆมักโชคร้ายที่ต้องมาเจอกับความหวังดีของพวกผู้ใหญ่อย่างเรา ความหวังดีชนิดที่กดธรรมชาติ-สัญชาตญาณของเขาไม่ให้แสดงออกมา สิ่งหนึ่งที่เด็กๆเรียนรู้จากโรงเรียนก็คือ จงทำในสิ่งที่ครูชอบและคาดหวังให้ทำ แต่จงเก็บงำความต้องการจริงๆ ความสนใจจริงๆ ความรู้สึกจริงๆไว้ให้ดี ถ้าสิ่งเหล่านั้นมันไม่ตรงกับความคาดหวังของครู เพื่อจะได้ไม่เดือดร้อน จะได้รับคำชม(ปลอมๆ)ว่าเป็นเด็กดี จะได้ทำข้อสอบได้]

และนี่คือตัวอย่างกิจกรรมของเด็กป.๑

๑. นักเรียนรู้ไหมว่า "ท้องถิ่นที่เราอาศัยอยู่มีสิ่งใดที่เป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นที่น่าศึกษาบ้าง" ให้นักเรียนไปสัมภาษณ์ผู้รู้ในท้องถิ่น บันทึกผลและรายงานหน้าชั้น
๒. ให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่า การยึดมั่นในพระพุทธศาสนาทำให้ประเทศไทยเจริญ ครูช่วยสรุปบันทึกผลและรายงานหน้าชั้น
๓. ให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายข้อความในพุทธประวัติที่ว่า เจ้าชายสิทธัตถะทรงคิดหาทางพ้นทุกข์ และทรงพบวิธีการดับทุกข์ ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้
นักเรียนมีความทุกข์ไหมหรือไม่ ทุกข์ที่เกิดคืออะไร ทุกข์เพราะเหตุใด และมีวิธีแก้ความทุกข์อย่างไร
(หวังว่าเด็กๆจะสนุก สนใจ กระตือรือร้นกับกิจกรรมดังว่านี้!)

นักการศึกษาทั่วโลกกล่าวว่า "การจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นที่เนื้อหาหรือให้เด็กท่องจำเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เกิดประโยชน์อันใดต่อการพัฒนาสมองของเด็กในวัย ๓-๑๒ ขวบ ยังทำให้เขาสูญเสียโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในวัยอันควร เพราะเนื้อหาวิชาและข้อมูลที่ต้องจดจำและสะสมไว้หลายปีอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่รู้จักวิธีนำไปใช้ ก็เหมือนกับชีวิตของเขาจมอยู่ในทะเลแห่งข้อมูล ทำให้ขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้ ซึ่งเราจะเห็นได้จากผลิตผลของสังคมในปัจจุบันได้อย่างดี"

ถ้อยคำที่ฟังดูดีและดูว่าเข้าใจธรรมชาติของเด็กที่คัดมานี้ ปรากฏอยู่บนปกหลังของหนังสือ สปช. ซึ่งเป็นเรื่องแปลก แปลกเพราะมันขัดแย้งกับสิ่งที่ สปช.ทำอยู่ คือสรรหาอะไรต่อมิอะไรที่ต้องท่องจำมาใส่หัวเด็กๆได้มากมายและกว้างใหญ่ราวทะเล

       - ต้องรู้ว่าหน้าที่ทำความสะอาดกระจกหน้าต่างในโรงเรียนเป็นของใคร        
       - ต้องรู้ว่าถ้าเห็นเพื่อนแกล้งคนอื่นควรพูดกับเพื่อนว่า "อย่าแกล้งเขาเลย"        
       - ต้องรู้ว่าระหว่างเงิน ยางลบ เสื้อผ้า สิ่งใดควรให้เพื่อนยืมมากที่สุด
       - ต้องรู้ว่าขณะเดินเวียนเทียนรอบแรกควรระลึกถึงพระคุณของอะไร        
       - ต้องรู้ว่าต้นชบามีลำต้นตรง ดอกมีสีแดง มีห้ากลีบ ไม่มีกลิ่น 
       - ต้องรู้ว่าพระบรมธาตุไชยาสร้างขึ้นตามแบบพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน ตั้งแต่ครั้งอาณาจักรศรีวิชัยเจริญรุ่งเรือง        
       - ต้องรู้ว่าถ้าดินเปรี้ยวจะแก้ไขอย่างไร 
       - ต้องรู้ว่าพระพุทธเจ้าเผยแผ่พระพุทธศาสนากี่ปีจึงเสด็จปรินิพพาน 
       - ต้องรู้ว่าดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาเกิดจากสาเหตุอะไร 
       - ต้องรู้ว่าเปลือกโลกประกอบด้วยอะไรบ้าง 
         ฯลฯ 

ตัวอย่างที่ยกมานี้ สปช.เขาไม่เรียกว่าเป็นสิ่งที่ต้องท่องจำกระมัง! เด็กๆคงเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาไม่ได้ หรืออาจต้องกลายเป็นคนโง่เง่าไม่รู้ดีรู้ชั่วเป็นแน่! ถ้าไม่มีวิชา สปช.มาคอยชี้นำ กระทั่งเรื่องง่ายๆที่เด็กๆสามารถเรียนรู้ได้เองจากชีวิตประจำวันภายในบ้าน ก็ยังถูกทำให้กลายเป็นวิชาการไปได้ ต้องสอนกันกระทั่งว่าต้องล้างหน้าด้วยอะไร ทำความสะอาดผมที่คลุมอยู่บนศีรษะด้วยอะไร ถ้าจะแปรงสีฟันต้องบีบยาสีฟันใส่แปรงก่อน.......................

ในช่องรายการจุดประสงค์การเรียนรู้ในสมุดรายงาน เราจะพบถ้อยคำอันแสนจะสูงส่ง เช่น

- ปฏิบัติตนในการอนุรักษ์และบำรุงรักษาศิลปวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรตาม คำแนะนำ
- รู้และเข้าใจหลักธรรม และวิธีปฏิบัติตามหลักธรรมศาสนา
- เข้าใจสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสังคม
- บอกความหมายประโยชน์ของจริยธรรม คุณธรรมและค่านิยมและโทษของการขาดจริยธรรม และค่านิยม ฯลฯ
(หลังข้อความเหล่านี้เป็นช่องกรอกคะแนน)

เพื่อนของผมคนหนึ่งเธอเป็นครูอนุบาล-ประถม วันที่ผมแวะไปหาเธอนั้น เธอกำลังง่วนอยู่กับการกรอกผลในสมุดรายงานของเด็ก และต้องกรอกใบรายงานอีกชุดสำหรับเป็นหลักฐานเพื่อการตรวจสอบ(จากเจ้าหน้าที่ฯ) เธอบอกว่าเป็นเรื่องน่าเบื่ออย่างที่สุด ที่ต้องมาเสียเวลาเป็นวันๆกับเรื่องไร้สาระและหลอกตัวเองอย่างนี้ จากนั้นปึกกระดาษเหล่านั้นก็จะกลายเป็นขยะไป.

 

 

สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

 

 

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I ประวัติ ม.เที่ยงคืน

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

สำหรับสมาชิกที่ต้องการ download ข้อมูล อาจใช้วิธีการง่ายๆดังต่อไปนี้

1. ให้ทำ hyper text ข้อมูลทั้งหมด
2. copy ข้อมูลด้วยคำสั่ง Ctrl + C
3. เปิด word ขึ้นมา (microsoft-word หรือ word pad)
4. Paste โดยใช้คำสั่ง Ctrl + V
จะได้ข้อมูลมา ซึ่งย่อหน้าเหมือนกับต้นฉบับทุกประการ
(กรณีตัวหนังสือสีจาง ให้เปลี่ยนสีเป็นสีเข้มในโปรแกรม Microsoft-word)

 

นักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่าน หากประสงค์จะตรวจดูบทความอื่นๆที่เผยแพร่บนเว็ปไซค์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ท่านสามารถคลิกไปดูได้จากตรงนี้ ไปหน้าสารบัญ
วิชา สปช.ประกอบด้วยตัวบท แบบทดสอบ แบบฝึกหัดและกิจกรรม และนี่คือตัวอย่างของสิ่งดังกล่าวที่ต้องเลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว ๑. ข้อใดเป็นการแก้ไขอากาศร้อนภายในบ้านที่ดีที่สุด ก. ติดเครื่องปรับอากาศ ข. สร้างหน้าต่างมากๆ ค. ติดพัดลมทุกห้อง ๒. หลังกินอาหารเสร็จแล้วเป็นหน้าที่ของใครที่จะต้องทำความสะอาด ก. พ่อแม่ ข. คนใช้ ค. พวกลูกๆ
วิพากษ์แบบเรียน สปช. (เสริมสร้างประสบการณชีวิต)ที่สอนกันตามโรงเรียนประถม ของกระทรวงศึกษาธิการ
H
ตลอดเวลาเด็กๆแสดงธรรมชาติของเขาออกมาอย่างซื่อสัตย์ว่าต้องการอะไร สนใจอะไร เบื่อหน่ายอะไร แต่เด็กๆมักโชคร้ายที่ต้องมาเจอกับความหวังดีของพวกผู้ใหญ่อย่างเรา ความหวังดีชนิดที่กดธรรมชาติ-สัญชาตญาณของเขาไม่ให้แสดงออกมา สิ่งหนึ่งที่เด็กๆเรียนรู้จากโรงเรียนก็คือ จงทำในสิ่งที่ครูชอบและคาดหวังให้ทำ แต่จงเก็บงำความต้องการจริงๆ ความสนใจจริงๆ ความรู้สึกจริงๆไว้ให้ดี ถ้าสิ่งเหล่านั้นมันไม่ตรงกับความคาดหวังของครู
เพื่อจะได้ไม่เดือดร้อน จะได้รับคำชม(ปลอมๆ)ว่าเป็นเด็กดี จะได้ทำข้อสอบได้
นักการศึกษาทั่วโลกกล่าวว่า "การจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นที่เนื้อหาหรือให้เด็กท่องจำเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่เกิดประโยชน์อันใดต่อการพัฒนาสมองของเด็กในวัย ๓-๑๒ ขวบ ยังทำให้เขาสูญเสียโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในวัยอันควร เพราะเนื้อหาวิชาและข้อมูลที่ต้องจดจำและสะสมไว้หลายปีอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่รู้จักวิธีนำไปใช้ ก็เหมือนกับชีวิตของเขาจมอยู่ในทะเลแห่งข้อมูล
คลิกไปหน้าสารบัญ
เพื่อดูบทความอื่นๆ