ค้นหาบทความที่ต้องการ ด้วยการคลิกที่แบนเนอร์ midnight search engine แล้วใส่คำหลักสำคัญในบทความเพื่อค้นหา
โครงการสื่อเพื่อบริบทสิทธิมนุษยชน: จากชายขอบถึงศูนย์กลาง - Media Project: From periphery to mainstream
Free Documentation License - Copyleft
2006, 2007, 2008
2009, 2010, 2011
2012, 2013, 2014
Everyone is permitted to copy and distribute verbatim copies of
this licene document, but changing
it is not allowed. - Editor

อนุญาตให้สำเนาได้ โดยไม่มีการแก้ไขต้นฉบับ
เพื่อใช้ประโยชน์ทางการศึกษาทุกระดับ
ข้อความบางส่วน คัดลอกมาจากบทความที่กำลังจะอ่านต่อไป
เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๔๓ เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา โดยบทความทุกชิ้นที่นำเสนอได้สละลิขสิทธิ์ให้เป็นสาธารณะประโยชน์

1

 

 

 

 

2

 

 

 

 

3

 

 

 

 

4

 

 

 

 

5

 

 

 

 

6

 

 

 

 

7

 

 

 

 

8

 

 

 

 

9

 

 

 

 

10

 

 

 

 

11

 

 

 

 

12

 

 

 

 

13

 

 

 

 

14

 

 

 

 

15

 

 

 

 

16

 

 

 

 

17

 

 

 

 

18

 

 

 

 

19

 

 

 

 

20

 

 

 

 

21

 

 

 

 

22

 

 

 

 

23

 

 

 

 

24

 

 

 

 

25

 

 

 

 

26

 

 

 

 

27

 

 

 

 

28

 

 

 

 

29

 

 

 

 

30

 

 

 

 

31

 

 

 

 

32

 

 

 

 

33

 

 

 

 

34

 

 

 

 

35

 

 

 

 

36

 

 

 

 

37

 

 

 

 

38

 

 

 

 

39

 

 

 

 

40

 

 

 

 

41

 

 

 

 

42

 

 

 

 

43

 

 

 

 

44

 

 

 

 

45

 

 

 

 

46

 

 

 

 

47

 

 

 

 

48

 

 

 

 

49

 

 

 

 

50

 

 

 

 

51

 

 

 

 

52

 

 

 

 

53

 

 

 

 

54

 

 

 

 

55

 

 

 

 

56

 

 

 

 

57

 

 

 

 

58

 

 

 

 

59

 

 

 

 

60

 

 

 

 

61

 

 

 

 

62

 

 

 

 

63

 

 

 

 

64

 

 

 

 

65

 

 

 

 

66

 

 

 

 

67

 

 

 

 

68

 

 

 

 

69

 

 

 

 

70

 

 

 

 

71

 

 

 

 

72

 

 

 

 

73

 

 

 

 

74

 

 

 

 

75

 

 

 

 

76

 

 

 

 

77

 

 

 

 

78

 

 

 

 

79

 

 

 

 

80

 

 

 

 

81

 

 

 

 

82

 

 

 

 

83

 

 

 

 

84

 

 

 

 

85

 

 

 

 

86

 

 

 

 

87

 

 

 

 

88

 

 

 

 

89

 

 

 

 

90

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Media Project: From periphery to mainstream
The Midnight University 2009
Email 1: midnightuniv@gmail.com
Email 2: midnightuniv@hotmail.com
Email 3: midnightuniv@yahoo.com
บทความวิชาการชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒ : Release date 14 May 2009 : Copyleft MNU.

การข่มขืนถูกนำมาใช้เป็นอาวุธเพราะได้ผล มันทำลายโครงสร้างทางสังคมจากภายในและมีประสิทธิภาพเสียยิ่งกว่าปืนหรือระเบิด และที่สำคัญคือ มันทะลายครอบครัวและชุมชนอย่างได้ผล ผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อมักจะถูกทำลายอวัยวะจนพิการ เพื่อให้เป็นตราบาปที่ไม่อาจลบเลือนได้และให้คนอื่นได้รับรู้ว่าผู้หญิงเหล่านี้ได้ผ่านการถูกย่ำยีมาแล้ว เวอร์เวียร์ กล่าวด้วยว่า ในคองโกนั้น เหยื่อที่โดนแบบนี้จะเหมือนถูกตีตราให้ต้องอับอายไปตลอดชีวิต ถ้าแต่งงานแล้ว พวกเธอจะไม่ได้รับการเหลียวแลจากสามีอีก แต่ยังไม่ได้แต่งงาน ก็จะหมดโอกาสที่จะมีคู่ครอง จากรายงานของสำนักงานประสานงานด้านสิทธิมนุษยชน ในคองโกระบุว่า เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายไม่ได้ให้ความสำคัญ และไม่ให้ความยุติธรรมต่อผู้หญิงที่ถูกข่มขืน (คัดลอกมาจากบทความ)

H



14-05-2552 (1728)
ข่าวต่างประเทศที่น่าสนใจในรอบเดือนพฤษภา ๒๕๕๒
จากอาวุธข่มขืนล้างเผ่าพันธุ์ในคองโก ถึงโอบามาโจมตีวัฒนธรรมวัตถุนิยม
กองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน : รวบรวมข่าว

รวบรวมข่าวต่างประเทศในรอบเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒
เชิงอรรถเพิ่มเติมโดย กองบรรณาธิการ ม.เที่ยงคืน

บทความวิชาการนี้ สามารถ download ได้ในรูป word

รายงานข่าวต่อไปนี้ กองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนรวบรวมมาจาก
เว็บไซต์ข่าวออนไลน์ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องราวในต่างประเทศที่เกิดขึ้นในรอบ
เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ โดยได้แบ่งเป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจแต่ละประเทศ ดังนี้
๑. แอฟริกา: คองโก - การข่มขืนถูกใช้เป็นอาวุธล้างเผ่าพันธุ์ในแอฟริกา เหยื่อมักถูกทำให้พิการ
๒. เยอรมนี - สั่งปรับชายเยอรมันหลังบุกกุดหัวหุ่นฮิตเลอร์
๓. สวีเดน - ศาลสวีเดนจำคุก ๓ นักกิจกรรมบุกสนามบินหมายทุบเครื่องบินเจ็ทส่งไทย
๔. มาเลเซีย - อันวาร์ อิบราฮิม: เราต้องเปลี่ยนความคิดแบบแพ้ - ชนะ
๕. ญี่ปุ่น - ข่าว BBC: เศรษฐกิจญี่ปุ่นตกต่ำ คอมมิวนิสต์เติบโต
๖. สหรัฐอเมริกา - ๖.๑ โอบามาโจมตีวัฒนธรรมวัตถุนิยม วอชิงตัน-วอลล์สตรีททำชาติวิกฤต
- ๖.๒ สหรัฐฯ ผ่อนปรนให้เที่ยวคิวบา ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ได้ขนาดไหน?
(บทความนี้จัดอยู่ในหมวด "รายงานข่าวต่างประเทศ")

สนใจส่งบทความเผยแพร่ ติดต่อมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน:
midnightuniv@gmail.com

บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา
ข้อความที่ปรากฏบนเว็บเพจนี้ ได้รักษาเนื้อความตามต้นฉบับเดิมมากที่สุด
เพื่อนำเสนอเนื้อหาตามที่ผู้เขียนต้องการสื่อ กองบรรณาธิการเพียงตรวจสอบตัวสะกด
และปรับปรุงบางส่วนเพื่อความเหมาะสมสำหรับการเผยแพร่ รวมทั้งได้เว้นวรรค
ย่อหน้าใหม่ และจัดทำหัวข้อเพิ่มเติมสำหรับการค้นคว้าทางวิชาการ
บทความทุกชิ้นที่เผยแพร่บนเว็บไซต์แห่งนี้ ยินดีสละลิขสิทธิ์เพื่อมอบเป็นสมบัติ
ทางวิชาการแก่สังคมไทยและผู้ใช้ภาษาไทยทั่วโลก ภายใต้เงื่อนไข้ลิขซ้าย (copyleft)
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ ๑๗๒๘
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ ๑๖ หน้ากระดาษ A4)

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ข่าวต่างประเทศที่น่าสนใจในรอบเดือนพฤษภา ๒๕๕๒
จากอาวุธข่มขืนล้างเผ่าพันธุ์ในคองโก ถึงโอบามาโจมตีวัฒนธรรมวัตถุนิยม
กองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน : รวบรวมข่าว

รวบรวมข่าวต่างประเทศในรอบเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒
เชิงอรรถเพิ่มเติมโดย กองบรรณาธิการ ม.เที่ยงคืน
บทความวิชาการนี้ สามารถ download ได้ในรูป word

๑. แอฟริกา: คองโก
การข่มขืนถูกใช้เป็นอาวุธล้างเผ่าพันธุ์ในแอฟริกา เหยื่อมักถูกทำให้พิการ
14 พค. 2552 15:14 น. (เนชั่นออนไลน์)

เมแลนน์ เวอร์เวียร์ เอกอัครราชทูตผู้แทนพิเศษ (ambassador-at-large) เพื่อปัญหาผู้หญิงทั่วโลก ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงต่อคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ต่างประเทศในวุฒิสภาว่า... ผู้หญิง, เด็กและทารกหลายแสนคน ตกเป็นเหยื่อของการถูกข่มขืนในช่วง 12 ปี แห่งความขัดแย้งในพื้นที่ทางตะวันออกของคองโก การข่มขืนกลายเป็นอาวุธสงคราม ที่เกือบทั้งหมดของผู้กระทำผิดไม่ถูกลงโทษ เหตุการณ์อันเลวร้ายแบบเดียวกันนี้ ยังเกิดขึ้นที่ดาฟัวร์ภูมิภาคแห่งหายนะทางตะวันตกของซูดาน ที่สหรัฐฯ ระบุเมื่อปี 2547 ว่า ได้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันขึ้น นอกจากนี้ ผู้หญิงยังตกเป็นเป้าของสงครามในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป

เวอร์เวียร์ กล่าวว่า มีรายการการข่มขืน 1,100 ราย เกิดขึ้นทุกเดือนในพื้นที่การสู้รบในคองโก ซึ่งพบว่า มีผู้หญิงและเด็ก 36 คน ถูกข่มขืนรายวันและส่วนใหญ่ต้องบาดเจ็บสาหัส หรือพิการจากผู้ที่ทำร้ายเธอด้วย การข่มขืนถูกนำมาใช้เป็นอาวุธเพราะได้ผล มันทำลายโครงสร้างทางสังคมจากภายในและมีประสิทธิภาพเสียยิ่งกว่าปืนหรือระเบิด และที่สำคัญคือ มันทะลายครอบครัวและชุมชนอย่างได้ผล ผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อมักจะถูกทำลายอวัยวะจนพิการ เพื่อให้เป็นตราบาปที่ไม่อาจลบเลือนได้และให้คนอื่นได้รับรู้ว่า ผู้หญิงเหล่านี้ผ่านการถูกย่ำยีมาแล้ว

เวอร์เวียร์ กล่าวด้วยว่า ในคองโก เหยื่อที่โดนแบบนี้จะเหมือนถูกตีตราให้ต้องอับอายไปตลอดชีวิต ถ้าแต่งงานแล้ว พวกเธอจะไม่ได้รับการเหลียวแลจากสามีอีก แต่ยังไม่ได้แต่งงาน ก็จะหมดโอกาสที่จะมีคู่ครอง จากรายงานของสำนักงานประสานงานด้านสิทธิมนุษยชน ในคองโกระบุว่า เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายไม่ได้ให้ความสำคัญ และไม่ให้ความยุติธรรมต่อผู้หญิงที่ถูกข่มขืน. ผู้ชายที่ถูกกล่าวหาว่าข่มขืนมักจะได้รับการประกันตัว หรือได้รับโทษสถานเบา และจะไม่มีการแจ้งความในคดีข่มขืน ส่วนพวกที่ยังอยู่ระหว่างการฟ้องร้องดำเนินคดี ก็มีน้อยมาก จากคดีข่มขืนทั้งหมด 14,000 คดีในคองโก ระหว่างปี 2548-2550 พบว่า มีเพียง 287 คดีที่มีการฟ้องร้องดำเนินคดี

๒. เยอรมนี
สั่งปรับชายเยอรมันหลังบุกกุดหัวหุ่นฮิตเลอร์

หุ่นขี้ผึ้งของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก่อนที่จะมีคนมาทำให้หัวหลุด
(ที่มา : Reuters/Tobias Schwarz)

เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 52 ที่ผ่านมา ศาลเยอรมนีได้สั่งปรับชายตกงานผู้หนึ่งเป็นเงิน 900 ยูโร (ประมาณ 42,570 บาท) เนื่องจากชายคนดังกล่าวได้ลงมือทำให้หัวหุ่นขี้ผึ้งรูปอดอล์ฟ ฮิตเลอร์หลุดในพิพิธภัณฑ์กรุงเบอร์ลิน

ในวันที่ 5 ก.ค. ของปีที่แล้ว ไม่กี่นาทีหลังพิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซส์ (Madame Tussauds) สาขากรุงเบอร์ลินเปิดให้เข้าชม ชายวัย 42 ปี นำตัวเองผ่านผู้รักษาความปลอดภัย กระโดดข้ามโต๊ะไปยังหุ่นฮิตเลอร์นั่งอยู่ และทำให้หัวของหุ่นขี้ผึ้งอดีตผู้นำนาซีหลุดออกจากบ่า ขณะตะโกนว่า "อย่าได้มีสงครามอีก!" (no more war!). ชายคนดังกล่าวชื่อนาย แฟรงค์ แลชเนอร์ อดีตตำรวจ เขาบอกว่ามันเป็นเรื่องไม่เหมาะที่จะจัดแสดงผู้นำนาซีไว้ในที่ที่ห่างจากอนุสรณ์สถานการสังหารหมู่ชาวยิวเพียง 500 เมตร เท่านั้น

แลชเนอร์ถูกศาลสั่งปรับในข้อหาทำลายทรัพย์สินและทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ขณะที่รูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งฮิตเลอร์ได้รับการซ่อมแซมใหม่ และนำกลับมาตั้งแสดงในเดือนกันยายนปีที่แล้วในฉากจำลองสถานการณ์ที่ฮิตเลอร์กำลังจะปลิดชีพตนเองในสถานที่หลบภัยเมื่อปี พ.ศ. 2488 ขณะที่กองทัพแดงของรัสเซียเข้าประชิด ซึ่งหุ่นที่ได้รับการซ่อมแซมนี้มีการวางกระจกกั้นไว้ด้วย

งานหุ่นขี้ผึ้งชิ้นใหม่นี้ทำให้เกิดการถกเถียงกันในเยอรมนีก่อนที่มันจะถูกนำมาจัดแสดงด้วยซ้ำ มีนักวิจารณ์โต้ว่า งานแสดงฉากสมมุติของชายที่ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สองและสั่งสังหารหมู่ชาวยิวนั้นไร้รสนิยม. ด้านพิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซส์ได้ออกมากล่าวว่า ทางพิพิธภัณฑ์ไม่คิดยุ่งเกี่ยวเรื่องการเมือง และการแสดงหุ่นขี้ผึ้งฮิตเลอร์นั้น เพราะว่าเขาเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์เยอรมนี และการจัดแสดงก็อยู่ในส่วนที่ถูกกฎหมาย

งานหุ่นขี้ผึ้งชิ้นเดิมมีคนทำงานร่วมกัน 25 คน ใช้เวลา 4 เดือนในการสร้าง โดยอาศัยรูปประกอบกว่า 2,000 รูป กับเอกสารวัตถุดิบหลายชิ้นมาใช้เป็นแบบแผนของตัวงาน นอกจากนี้ยังอาศัยแบบจำลองของรูปปั้น "ฟูห์เรอร์" ในพิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซส์ สาขาลอนดอน มาช่วยเป็นแบบด้วย. รูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งฮิตเลอร์นี้เองที่ได้รับการกล่าวอ้างว่าเป็นผลงานชิ้นล่าสุดที่ฝ่าฝืนข้อห้าม (taboo) คือการห้ามมีอะไรก็ตามซึ่งเกี่ยวกับฮิตเลอร์ในเยอรมนี อย่างไรก็ตาม ข้อห้ามนี้ก็ค่อยๆ เลือนลางลงไปหลังจากดำรงอยู่มากว่า 60 ปี นับแต่หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ที่มีชาวยิวเสียชีวิตในเหตุการณ์สังหารหมู่กว่า 6 ล้านคน

ก่อนหน้านี้มีงานที่ฝ่าฝืนข้อห้ามคือภาพยนตร์เรื่อง "Downfall" (*) ในปี พ.ศ.2547 (ในชื่อภาษาเยอรมันว่า "Der Untergang") ซึ่งได้แสดงฉากสุดท้ายของชีวิตฮิตเลอร์ในสถานที่หลบภัยโดยฉายภาพฮิตเลอร์ในฐานะมนุษย์ทั่วไป หนังสือพิมพ์ Bild ของเยอรมนีในตอนนั้นเขียนถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า "พวกเราได้รับอนุญาตให้แสดงภาพของสัตว์ร้ายในฐานะที่เป็นมนุษย์ได้แล้วหรือ?" (Are we allowed to show the monster as a human being?) ขณะที่ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ก็มีภาพยนตร์ทำล้อเลียนฮิตเลอร์ของดานี เลวี่ ผู้กำกับชาวยิว ที่ได้ส่งฉายในเยอรมนี

(*) Downfall (German: Der Untergang) is an Oscar nominated 2004 German / Austrian drama film depicting the final twelve days of Adolf Hitler in his Berlin bunker and Nazi Germany in 1945, directed by Oliver Hirschbiegel, written by Bernd Eichinger, and based upon the books: Inside Hitler's Bunker, by historian Joachim Fest; Until the Final Hour, the memoirs of Traudl Junge, one of Hitler's secretaries; portions of Albert Speer's memoirs Inside the Third Reich; Hitler's Last Days: An Eye-Witness Account, by Gerhardt Boldt; doctor Ernst-G?nther Schenck's memoirs; and the memoirs of Siegfried Knappe.

โดยปกติแล้วการแสดงสัญลักษณ์นาซี และการสร้างศิลปะเชิดชูฮิตเลอร์เป็นเรื่องผิดกฎหมายในเยอรมนี

พิพิธภัณฑ์มาดาม ทุสโซส์ เป็นพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งในลอนดอน ปัจจุบันมีสาขาอยู่ในเมืองสำคัญต่างๆ ของโลก โดยจัดแสดงรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของบุคคลมีชื่อเสียงมากมาย ตั้งแต่รูปเหมือนราชวงศ์ ผู้นำทางการเมือง ไปจนถึงนักแสดงจากหลายชาติ เช่น จอห์น เอฟ เคนเนดี, บารัค โอบามา, ฟิเดล คาสโตร, คาร์ล มาร์กซ์, พระราชินีอลิซาเบธแห่งอังกฤษ, ซัดดัม ฮุสเซน, เดวิด เบคแฮม, แบรท พิท, หลิว เต๋อ หัว, วง เดอะ บีทเทิ้ล ฯลฯ โดยล่าสุดมีการประกาศว่า จะทำหุ่นขี้ผึ้งของมิเชลล์ โอบามา ภรรยาของบารัค โอบามา ด้วย

แปลและเรียงเรียงจาก
Court fines man for beheading wax Hitler, Reuters, 2009-05-12
German fined for decapitating wax Hitler, AFP, 12-05-2552
Man fined for beheading wax Hitler, AP, 12-05-2552
ข้อมูลประกอบ
http://en.wikipedia.org/wiki/Madame_Tussauds
http://en.wikipedia.org/wiki/Downfall_(film)

๓. สวีเดน
ศาลสวีเดนจำคุก 3 นักกิจกรรมบุกสนามบินหมายทุบเครื่องบินเจ็ทส่งไทย

นักกิจกรรมเพื่อสันติภาพชาวสวีเดน 3 รายจากกลุ่ม Avrusta (ปลดอาวุธ) (*) ซึ่งปฏิบัติการหยุดการส่งออกอาวุธของสวีเดน โดยทำลายเครื่องบินรบ 3 ลำ ถูกศาลตัดสินจำคุกแล้ว

(*) Avrusta is run by the Swedish anti-militaristic network OFOG. Ofog activists can be found throughout the country. There are local groups in Gotheburg, Malmoe and Stockholm. Ofog has no member directory. However hundreds of activists of all ages and lots of different countries have participated in events and actions organized by the network. For example in the summers of 2007 and 2008, Ofog organised peace camps and direct actions against weapons industry in Karlskoga, home to the Bofors industries.
The campaign Avrusta ('Disarm') was initiated in September 2008, with the goal to peaceful resistance against Swedish weapons exports.

Sweden is one of the Worlds biggest weapons manufacturers. According to a decision in the Swedish parliament 2003 all Swedish trade and foreign policies shall strengthen poverty reduction and human rights.
http://www.wri-irg.org/node/7153

รายงานข่าวจากสถานีวิทยุ Sveriges Radio (SR) รายงานว่า นักกิจกรรมชาวสวีเดน ซึ่งถูกตั้งข้อหาก่อวินาศกรรม ถูกตัดสินจำคุกระหว่าง 4-6 เดือน และให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 150,000 โครนา หรือราว 6.59 แสนบาท. โดยเมื่อวันที่ 22 มี.ค. ที่ผ่านมา นักกิจกรรมชาวสวีเดนประกอบด้วย Annika Spalde, Pelle Strindlund และ Martin Smedjeback ได้ตัดกรงเหล็กรอบๆ สนามบินที่เมือง Linkoping ซึ่งมีพื้นที่ของบริษัทอากาศยานและการป้องกัน SAAB และเข้าไปในเขตหวงห้าม เพื่อทำลายเครื่องบินเจ็ทรุ่นกริพเพน (Gripen)

ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นรายงานว่า นักกิจกรรมทั้งสามรายได้เข้าไปในพื้นที่ของบริษัท SAAB จากนั้นพวกเขาทำการสำรวจสิ่งที่พวกเขานิยามว่า เป็นความเงียบของเหยื่อแห่งความยากจนของโลก จากนั้นพวกเขาพยายามเข้าไปในโรงเก็บเครื่องบิน ซึ่งมีเครื่องบินเจ็ทรุ่น Gripen จอดอยู่ จากนั้นพวกเขาคิดจะใช้ค้อนปอนด์ขนาดใหญ่ทุบเครื่องบินเจ็ทมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ ที่จะถูกส่งไปยังประเทศที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ อย่างไรก็ตามแผนการของพวกเขาถูกขัดขวางเมื่อสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นขณะที่พวกเขากำลังจะมุ่งไปที่โรงเก็บเครื่องบิน

เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาถึง นักกิจกรรมทั้งสามรายรีบมอบตัวทันที โดยเครื่องบินเจ็ทสามลำที่ได้รับความเสียหายนั้น เดิมมีกำหนดจะถูกส่งไปยังแอฟริกาใต้และไทย. และระหว่างการไต่สวนในชั้นศาล จำเลยซึ่งเป็นนักกิจกรรมทั้งสาม แย้งว่าการกระทำของพวกเขานั้นเป็นเรื่องสมเหตุสมผล เพราะพวกเขาต้องการป้องกันไม่ให้มีการส่งเครื่องบินเจ็ทไปยังประเทศที่มีความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ทั้งไทยและแอฟริกาไม่ใช่ประเทศที่อยู่ท่ามกลางสงครามสำคัญใดๆ

โดยศาลไม่รับฟังเนื่องจากคำให้การจำเลยเรื่องหลักการป้องกันตนเอง โดยศาลให้น้ำหนักกับฝ่ายโจทก์มากกว่า และตัดสินให้นักกิจกรรมทั้งสาม มีความผิดฐานก่อวินาศกรรม

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Scandasia, May 4, 2009 http://www.scandasia.com/viewNews.php?coun_code=se&news_id=5411
Icenews, By Thorleifur Petursson on May 1, 2009 http://www.icenews.is/index.php/2009/05/01/swedish-peace-protestors-sentenced-over-warplane-vandalism/

๔. มาเลเซีย
อันวาร์ อิบราฮิม: เราต้องเปลี่ยนความคิดแบบแพ้ - ชนะ
เอกรินทร์ ต่วนศิริ: ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้

การเดินทางมาประเทศไทยของอันวาร์ อิบราฮิม เพื่อปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "วิกฤติเศรษฐกิจโลกกับอนาคตของอาเซียน" ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา(2552) มีนัยที่น่าสนใจอยู่ที่การแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน มากกว่าเนื้อหาที่เขากล่าวในกำหนดการหลัก เนื่องจากความเห็นต่อทิศทางการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ในฐานะผู้นำพรรคฝ่ายค้านของประเทศเพื่อนบ้าน ที่อาจมีโอกาสก้าวเข้ากุมอำนาจบริหารในรัฐบาลกลางของมาเลเซีย

เขาคนนี้กำลังถูกจับตามองว่า จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในการบริหารประเทศมาเลเซียในอีกไม่ช้านับจากนี้ แม้ว่าพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลจะพยายามสับเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีเพื่อคลี่คลาย วิกฤตศรัทธาที่กำลังก่อตัวในระยะนี้ก็ตาม ก่อนหน้านี้พันธมิตรพรรคฝ่ายค้านของอันวาร์ ซึ่งรวมถึงพันธมิตร เช่น พรรคปาส ที่ได้กุมเสียงข้างมากในรัฐตอนเหนือติดชายแดนไทยเริ่มมีบทบาทมากขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ดังนั้นความเคลื่อนไหวในการเยือนประเทศไทยของนักการเมืองคนสำคัญของประเทศเพื่อนบ้านผู้นี้ จึงมีนัยสำคัญยิ่งต่อคำถามที่ว่าเหตุใดชุมชนไทยในประเทศ มาเลเซียที่ก่อนหน้านี้ ซึ่งสนับสนุนพรรคอัมโนกลับหันมาสนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน เช่น พรรคของเขามากขึ้น. อันวาร์ ระบุว่าอาจเป็นเพราะนโยบายของพรรคฝ่ายค้านในปัจจุบันจะค่อยๆ ลดและยกเลิกนโยบายภูมิบุตรา ซึ่งเป็นนโยบายที่คนเชื้อสายมลายูในมาเลเซียจะได้รับสิทธิพิเศษเหนือคนเชื้อชาติอื่นๆ

"ในประเทศมาเลเซีย ไม่ว่าจะเป็นคนจีน คนอินเดีย หรือคนมาลายู ก็ควรจะมีสิทธิเท่าเทียมกัน" ผู้ นำพรรคฝ่ายค้านกล่าว ความพยายามของอันวาร์ในการต่อสู้ทางการเมืองกับพรรครัฐบาลโดยพยายามเสนอประเด็นดังกล่าว เป็นเหตุให้กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ สนับสนุนอันวาร์อย่างมาก. อันวาร์เน้นย้ำว่า กรณีปัญหาที่ชายแดนภาคใต้ของไทยที่ติดกับมาเลเซีย เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก สำหรับเขาแล้วไม่ใช่เพราะด้วยความเป็นมุสลิมอย่างเดียว หากแต่เพราะเราเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่ารัฐบาลไทยจะต้องจัดวางยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาใหม่ โดยไม่ใช้การทหารนำ รัฐบาลไทยจะต้องเปิดกว้างและให้พื้นที่แก่กลุ่มประชาสังคม ผู้นำศาสนา นักวิชาการ ให้ทหารกลับเข้าค่ายและให้คนในท้องถิ่นทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะพุทธหรือมุสลิม มีพื้นที่ในการแก้ไขปัญหากันเอง และย้ำประเด็นที่ต้องใส่ใจพิเศษคือ ประเด็นของการสร้างเหยื่อจากความรุนแรง ที่กระทำจากทุกฝ่าย รวมถึงนโยบายที่สร้างคนชายขอบขึ้นมาในรัฐ "ผมไม่ใช่มาสนับสนุนความรุนแรง ไม่ได้แก้ต่างให้กลุ่มต่างๆ ผมไม่ใช่คนโง่ซื่อที่จะคิดว่าทุกอย่างต้องโทษพวกที่ใช้ความรุนแรงเพียงอย่างเดียว"

ผู้นำฝ่ายค้านของมาเลเซีย เรียกร้องให้ต้องมีการพิจารณาปัจจัยจากหลายๆ ด้าน ในทางส่วนตัวแล้วเขาได้เรียกร้องให้ทางมาเลเซียใส่ใจทำบางสิ่งอย่างจริงจัง โดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลกลาง รวมถึงนิอับดุลอาซิส บิน นิมัต มุขมนตรีรัฐกลันตัน ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคปาส

อันวาร์ยังได้ยกตัวอย่างการที่คนเชื้อสายจีนและคนเชื้อสายอินเดียอาศัยที่มาเลเซียมาเป็นเวลากว่า 100 - 200 ปีที่ผ่านมา ทางการมาเลเซียได้สนับสนุนให้พวกเขาใช้ภาษาของพวกเขาเอง โดยที่ไม่ได้หวั่นกลัวใดๆ แม้ ว่าควรมีภาษามลายูในการสื่อสารเป็นภาษากลางที่ยอมรับกัน เราทุกฝ่ายก็เรียนรู้ที่อยู่ร่วมกันได้ ความหลากหลายตรงนี้นี่เองที่เป็นจุดแข็งของประเทศมาเลเซีย ซึ่งถือว่าเป็นความมั่งคั่งทางด้านวัฒนธรรมของสังคม… "ตอนนี้ลูกของผม ผมก็ให้เขาไปเรียนโรงเรียนสอนภาษาจีนในมาเลเซีย"

เขากล่าวต่อว่า เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดหรือการรับรู้แบบ Zero-sum game หรือ ความคิดที่ว่าใครชนะก็ได้หมดโดยที่ผู้แพ้ไม่ได้อะไรเลย ความขัดแย้งในเรื่องชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยไม่สามารถมองเพียงแค่ระหว่างรัฐไทยกับชาวมลายูท้องถิ่นเท่านั้น ทางออกก็ไม่ใช่แบบแพ้ - ชนะ หลายสิ่งเป็นเรื่องของประเด็นมุมมองหรือการรับรู้ เราจำเป็นต้องเปิดกว้างต่อบางสิ่งบางอย่าง ที่สำคัญ เราจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมอง… "เช่นเรื่องภาษามาลายูถิ่น การที่ให้คนในพื้นที่ใช้ภาษามลายูถิ่น ก็ไม่ได้สร้างปัญหา เราต้องไม่มองเรื่องของการใช้ภาษาเป็นเรื่องของการต่อรองกับภาษาไทย แต่เราต้องควรสนับสนุนให้คนเรียนภาษาแม่ของตนเอง"

โดย : ประชาไท วันที่ : 5/5/2552

๕. ญี่ปุ่น
ข่าว BBC: เศรษฐกิจญี่ปุ่นตกต่ำ คอมมิวนิสต์เติบโต

ผู้ประท้วงมารวมตัวกันภายใต้สำนักงานตึกระฟ้าของบรรษัท ห่างจากย่านกินซาซึ่งเป็นย่านการค้าที่ดึงดูดผู้คนของโตเกียวเพียงเล็กน้อย. กลุ่มผู้ชุมนุมมีจำนวนกว่าร้อยคน ส่วนหนึ่งของพวกเขาเป็นคนงานที่ถูกเลิกจ้างเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลกระทบกับญี่ปุ่น และอีกส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่กลัวว่าพวกเขาจะเป็นรายต่อไปที่ถูกเลิกจ้าง พวกเขาเดินขบวนไปยังตึกรัฐสภาของญี่ปุ่นหรือไดเอ็ต (Diet) โดยมีการถือธงสีแดงไปด้วย

"ผมสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์เพราะว่าเป็นพรรคที่คิดถึงคนงานเป็นอันดับแรก" ชายผู้หนึ่งกล่าว.
"พวกเรามาชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้พนักงานชั่วคราวได้รับสิทธิต่างๆ ดีกว่านี้" ผู้ร่วมชุมนุมอีกคนกล่าว. "พรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรคเดียวที่จริงจังกับปัญหานี้"

ชูกำปั้นขึ้นฟ้า
ผู้ที่ยืนอยู่ห่างไปไม่กี่ก้าวจากตึกรัฐสภาคือเหล่าเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่น พวกเขาสวมชุดสูท คล้องผ้าแดง และส่งยิ้ม เข้าร่วมประสานเสียง และชูกำปั้นไปกับกลุ่มผู้ชุมนุม. แม้จะชวนให้แปลกใจ แต่พรรคคอมมิวนิสต์มักจะมีบทบาทมากในประเทศที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจใหญ่โตเป็นอันดับสูงของโลกอย่างญี่ปุ่นอยู่เสมอ แม้ว่าบทบาทของพรรคนี้ดูจะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ แต่ในปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำได้เรียกร้องให้พรรคนี้กลับมาอีกครั้ง

พรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่นปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 400,000 คน และผู้สมัครเป็นสมาชิกโดยเฉลี่ย 1,000 คนต่อเดือน โดยปัจจุบัน มี ส.ส.พรรคคอมมิวนิสต์ในสภาไดเอ็ท 9 คน และมี ส.ว. จากพรรคคอมมิวนิสต์ 7 คน. เมื่อเทียบกับพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party) ที่มีสมาชิกมากที่สุดในพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว จำนวนสมาชิกทั้งหมดของพวกเขามากกว่าพรรคคอมมิวนิสต์ถึงสองเท่า แต่กระนั้นจำนวนสมาชิกของพรรคเสรีประชาธิปไตยก็กำลังลดลงเรื่อยๆ

อากิระ คาไซ ส.ส.พรรคคอมมิวนิสต์ในสภาไดเอ็ท กล่าวว่า "ประชาชนจำนวนมากเริ่มคิดว่า ทุนนิยมญี่ปุ่นที่เป็นอยู่ตอนนี้มันโอเคอยู่ไหม" คาไซยังได้กล่าวอีกว่า "มาตรฐานการครองชีพกำลังตกต่ำ ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยก็มีมากขึ้น"

คนรุ่นสาบสูญ - Lost Generation
อุดมการณ์แบบคอมมิวนิสต์ได้รับการเผยแพร่ในญี่ปุ่น ด้วยแนวทางที่แปลกออกไป. มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อ คานิโคเซน หรือ โรงงานเรือปู ที่เคยติดอันดับในตารางหนังสือขายดี (Bestsellers) หนังสือเล่มดังกล่าวเป็นเรื่องเล่าคลาสสิกเกี่ยวกับชาวประมงกรรมาชีพ ซึ่งรวมตัวกันลุกขึ้นสู้กับเจ้านาย เรื่องนี้เกือบจะถูกลืมไปแล้วเพราะมันเขียนขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2472. สำนักพิมพ์เดียวกันนี้เองยังได้เคยผลิตเรื่อง "ทุน" (Das Kapital - Karl Marx) ในรูปแบบหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น (manga) ด้วย เรื่อง "ทุน" แต่เดิมแล้วเป็นงานเขียนของคาร์ล มาร์กซ์ ที่กล่าวถึงการที่ทุนนิยมจะพังทลายไปจากการที่แนวคิดของมัน ขัดแย้งกันเอง

มีสมาชิกใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์คนหนึ่งบอกว่า เขาค้นพบแนวคิดมาร์กซิสม์ผ่านการเข้าอินเตอร์เน็ต… "ฉันเริ่มสนใจในคาร์ล มาร์กซ์ ไม่กี่ปีที่ผ่านมา" เธอกล่าว "ในโลกของทุนนิยมตอนนี้ เราได้ถูกควบคุมโดยนายทุนหรือโดยทุน แต่ฉันคิดว่าในสังคมคอมมิวนิสต์เราจะสามารถคำนึงถึงสังคมโดยรวมทั้งหมด และสามารถตัดสินใจในการดำเนินการทางเศรษฐกิจด้วยวิธีแบบประชาธิปไตย". หญิงอายุ 34 ปีผู้นี้ ไม่เปิดเผยตนเองเนื่องจากกลัวนายจ้างรู้ โดยเธอบอกว่านายจ้างของเธอคนนี้ไม่ชอบคอมมิวนิสต์ แต่อย่างไรก็ตาม เธอได้พูดคุยถึงครอบครัวตัวเองว่า... "พ่อแม่ฉันแปลกใจมากที่รู้ว่าฉันเข้าร่วมพรรค" เธอกล่าว "พวกเขาไม่สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ ฉันคิดว่าพวกเขาคงไม่ได้เข้าใจมันอย่างถูกต้อง" หญิงผู้นี้ยังได้กล่าวอีกว่าเธอเป็นคน "รุ่นสาบสูญ" (Lost Generation) คือคนที่เข้าสู่ตลาดการจ้างงานในช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นนิ่งงันยาวนานในทศวรรษที่ 1990s และไม่สามารถหางานที่เป็นหลักเป็นฐานได้

เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวในช่วงต้นศตวรรษใหม่นี้ ผู้ว่าจ้างถึงได้เลือกคนที่เรียนจบและว่างงานมาหลายปีเข้าทำงาน

ความไม่มั่นคงทางอาชีพ
เศรษฐกิจญี่ปุ่นในปัจจุบันที่ขึ้นอยู่กับการเติบโตด้านการส่งออกรถยนต์, อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร ก็ต้องกัดฟันสู้อีกครั้ง เนื่องจากยอดการส่งออกตกลงเกือบครึ่ง เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และอุตสาหกรรมการผลิตก็จมดิ่ง ชาวญี่ปุ่นโดยทั่วไปที่ฝันหางานมาแสนนานก็ถูกทำลายความฝันลงอีกครั้ง จากการปฏิรูปตลาดแรงงานเมื่อปี พ.ศ. 2547 ที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการจ้างพนักงานชั่วคราวได้ ในตอนนี้ หนึ่งในสามของแรงงานคือคนงานที่มีสัญญาจ้างชั่วคราว (Short-term contracts) และงานของพวกเขาก็เป็นงานที่อันตรายที่สุด

สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จากสภาได้พยายามอย่างมากในการช่วยเหลือคนงานให้ได้รับสิ่งที่ดีกว่า โดยการเข้าไปเจรจากับผู้จัดการบริษัท ขณะที่สหภาพแรงงานก็คอยช่วยเหลือในการนำตัวนายจ้างสู่กระบวนการศาลเมื่อมีการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม พรรคคอมมิวนิสต์เองก็ประเมินว่าตนจะคงยังไม่ชนะการเลือกตั้งในเร็ววัน ถึงกระนั้นพวกเขาก็ได้รับคะแนนเสียงมากถึงเกือบห้าล้านเสียงในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุด และเป็นช่วงก่อนที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ขาลงเสียอีก พรรคคอมมิวนิสต์หวังว่าพวกเขาจะทำได้ดีกว่าในการสำรวจโพลชาวญี่ปุ่นในปีนี้

"แน่นอนว่าเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างสังคมนิยม สร้างสังคมคอมมิวนิสต์ในญี่ปุ่น และเอาชนะทุนนิยม" อากิระ คาไซ กล่าว "แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น เราค่อยๆ ทำไปทีละก้าว โดยขั้นแรกต้องแก้ปัญหาแรงงานและมาตรฐานการครองชีพให้ตรงกับความต้องการของประชาชน"

ที่มา: Communism on rise in recession-hit Japan, Roland Buerk, BBC, May 6, 2009
http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/8027397.stm

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
"ทุน" ของมาร์กซ์ กลายเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นแล้ว, ประชาไท, 4/1/52
http://www.prachatai.com/05web/th/home/15099
โดย : ประชาไท


๖. สหรัฐอเมริกา
๖.๑ โอบามาโจมตีวัฒนธรรมวัตถุนิยม วอชิงตัน-วอลล์สตรีททำชาติวิกฤต
ผู้จัดการออนไลน์ - 14 พฤษภาคม 2552 - 23:38 น.



โอบามา ให้โอวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษาที่มหาวิทยาลัยแอริโซนา สเตท
เอเอฟพี - ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ กล่าวโจมตีวัฒนธรรมวัตถุนิยม ซึ่งคำนึงถึงแต่ความละโมบ ความหรูหราฟุ่มเฟือย และผลประโยชน์เฉพาะหน้า ของบรรดาชนชั้นนำในภาคธุรกิจและการเงินในวอลสตรีท รวมทั้งบรรดานักการเมืองในกรุงวอชิงตัน ว่าถือเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับยุคของ " วิกฤตอันผิดธรรมดา" อยู่ในขณะนี้

โอบามาพูดถึงเรื่องนี้เมื่อวันพุธ (13) ที่ผ่านมา ในระหว่างร่วมพิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัย แอริโซนา สเตท ซึ่งมีนักศึกษาจำนวน 9,000 คนเข้าร่วมฟัง โดยโอบามาระบุว่า สหรัฐฯ และประเทศต่างๆ ทั่วโลก กำลังเผชิญหน้ากับยุคแห่งความมืดมนที่เต็มไปด้วยภยันตรายอันน่าสะพรึงกลัวมากมาย ทั้งสงครามในอิรักและอัฟกานิสถาน ความวุ่นวายทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ และภัยคุกคามจากโรคระบาด

ประธานาธิบดีสหรัฐฯระบุว่า ชะตากรรมอันเลวร้ายที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นเพราะผลพวงจากการกระทำของบรรดาชนชั้นนำทางการเมืองและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งยึดถือแต่วัฒนธรรมเชิงวัตถุนิยมที่ชี้วัดความสำเร็จกันด้วยค่านิยมที่ว่า "ผลประโยชน์ของตัวเองต้องมาก่อน"

โอบามากล่าวว่า " นักการเมืองสหรัฐฯ สนใจแต่การไขว่คว้าตำแหน่ง และสถานะทางการเมือง และมัวกังวลกับเรื่องคะแนนนิยมของตัวเองในการเลือกตั้งครั้งหน้า มากกว่าที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ และผลประโยชน์ของประชาชนที่เลือกตนเข้ามาเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนของพวกเขา นักการเมืองทั้งหลายมักจะหลงลืมสิ่งเหล่านี้เมื่อพวกเขาได้ก้าวเข้ามายังกรุงวอชิงตัน"

นักศึกษาของมหาวิทยาลัยแสดงความยินดีหลังจากโอบามากล่าวสุนทรพจน์เสร็จ

เขายังวิจารณ์บรรดานักธุรกิจและนักการเงินในวอลสตรีท โดยกล่าวว่า ผู้คนในวอลสตรีทจำนวนมากมุ่งหวังแต่ผลกำไรระยะสั้นและเงินโบนัสที่ตัวเองจะได้รับ จนทำให้ตัวเองต้องติด "กับดักแห่งความสำเร็จ" จนหลงลืมแก่นแท้และภารกิจของชีวิตที่ยิ่งใหญ่มากกว่าผลพลอยได้ทางธุรกิจ และทำให้เกิดการฉ้อฉลหลอกลวงทางธุรกิจตามมาอีกมากมาย เช่นในกรณีของเบอร์นาร์ด แมดอฟฟ์ นักต้มตุ๋นทางการเงินแห่งมหานครนิวยอร์ก ผู้ก่อคดีฉ้อโกงครั้งประวัติศาสตร์ที่ได้สร้างมูลค่าความเสียหายให้กับนักลงทุนในวอลสตรีท และแม้กระทั่งกับเพื่อนสนิทมิตรสหายของตัวแมดอฟฟ์เอง เป็นจำนวนเงินสูงถึงประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว

โดยโอบามาระบุว่า หนทางเดียวที่จะช่วยในการแก้ไขเยียวยาสังคมอเมริกัน ที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมเชิงวัตถุนิยมที่มากจนเกินความพอดีเช่นนี้ คือ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงและสร้างรากฐานมุมมองและทัศนคติของชาวอเมริกันในด้านต่างๆ เสียใหม่ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การประกันสุขภาพ นโยบายด้านพลังงาน และการศึกษา

การกล่าวสุนทรพจน์ของโอบามา เนื่องในพิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัยแอริโซนา สเตทในครั้งนี้ ถือเป็นการกล่าวให้โอวาทต่อผู้สำเร็จการศึกษาครั้งแรก จากทั้งหมด 3 ครั้งที่โอบามาตั้งใจว่าจะทำในปีนี้ โดยในวันอาทิตย์นี้ (17) โอบามามีกำหนดการที่จะเดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัยนอร์ทเทรอดาม ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยคาทอลิกอันมีชื่อเสียงในมลรัฐอินดีแอนาเป็นแห่งต่อไป

รายงานข่าวระบุว่า ทางผู้บริหารของมหาวิทยาลัยแอริโซนา สเตท ตัดสินใจที่จะไม่มอบปริญญากิตติมศักดิ์ให้กับโอบามา ในโอกาสที่เขาเดินทางมากล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยในครั้งนี้ โดยระบุว่า ประธานาธิบดีโอบามายังไม่มี "ผลงานที่เป็นรูปเป็นร่างให้เห็น" ซึ่งทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เพราะปรากฏว่าทางมหาวิทยาลัยได้ตัดสินใจมอบปริญญากิตติมศักดิ์ให้กับบุคคลอื่นอีกหลายคน ทั้งที่เห็นได้ชัดว่า บุคคลเหล่านั้นมีคุณสมบัติและความเหมาะสมน้อยกว่าโอบามา

อย่างไรก็ตาม โอบามาได้พยายามทำให้กระแสแห่งความขัดแย้งในเรื่องนี้เบาบางลง โดยกล่าวว่า ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกว่ายังไม่ได้ทำอะไรที่เพียงพอเลยในชีวิต เพราะถึงแม้ว่าจะมีตำแหน่งเป็นถึงประธานาธิบดีของสหรัฐฯ แล้ว แต่ก็ถือเป็นสิ่งที่เล็กน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งต่างๆ อีกมากมายที่เขาที่ต้องพบเจอในชีวิตนี้ พร้อมกับย้ำกับบรรดาผู้สำเร็จการศึกษาว่า ไม่ว่าคนเราจะเคยทำอะไรมามากมาย หรือเคยประสบความสำเร็จเพียงใดแล้วก็ตาม แต่คนเราก็จะต้องทำให้มากขึ้น ต้องเรียนรู้ให้มากขึ้น และก็ต้องประสบความสำเร็จให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งคำพูดของโอบามาเรียกเสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมพิธีได้อย่างกึกก้อง

๖.๒ สหรัฐฯ ผ่อนปรนให้เที่ยวคิวบา ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ได้ขนาดไหน?

เป็นที่ทราบกันว่าสหรัฐอเมริกากับคิวบามีความไม่ลงรอยกันมาหลังจากที่ ฟีเดล คาสโตร-เช เกวารา นำพลพรรคกองทัพปฏิวัติขับไล่ประธานาธิบดีบาติสต้า เมื่อปี 2502 หลังจากนั้น สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรทางการค้ากับคิวบา ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้มีทีท่ากระเตื้องขึ้นในสมัยของประธานาธิบดีบิล คลินตัน และประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ จนกระทั่งในสมัยของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช อเมริกาก็กวดขันในด้านการคว่ำบาตรการค้ากับคิวบามากขึ้น รวมถึงเพิ่มมาตรการกีดกันการเดินทางไปยังคิวบา

จนกระทั่งในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้ลงนามสัญญาในสภาฯ ให้มีการลดหย่อนการคว่ำบาตรด้านการค้ากับคิวบา และลดความเข้มงวดในการเดินทางไปยังคิวบาโดยอนุญาตให้ชาวคิวบัน-อเมริกัน (ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีญาติสืบเชื้อสายไม่เกิน 3 รุ่นอาศัยอยู่) ให้เดินทางไปยังคิวบาได้

โอบามา ระบุในเว็บไซต์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ว่า เขาจะยกเลิกการควบคุมการเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวที่คิวบาของชาวอเมริกัน โดยการออกใบอนุญาตให้ นอกจากนี้ยังมีการยกเลิกการจำกัดจำนวนครั้งที่เดินทางไปเยี่ยม ยกเลิกการจำกัดระยะเวลา ยกเลิกการจำกัดนำหนักของสัมภาระซึ่งเดิมกำหนดไว้ให้ไม่เกิน 44 ปอนด์ โดยในเว็บไซต์ดังกล่าวระบุว่า เพื่อเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์และเป็นการแสดงไมตรีของชาวอเมริกัน

ทางด้านสำนักข่าว AFP รายงานเมื่อวันที่ 5 พ.ค.52 ว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวในคิวบาน้อยลง นายมานูเอล มาร์เรโร รัฐมนตรีด้านการท่องเที่ยวของคิวบาเปิดเผยว่าปีที่แล้ว (2551) มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้นร้อยละ 9 (จำนวน 2,348,340 คน) ซึ่งกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือนักท่องเที่ยวจากแคนาดา และสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวมากขึ้นกว่าร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับปี 2550 ขณะที่ในปีปัจจุบัน (2552) มีจำนวนนักท่องเที่ยว 809,937 คน เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2 ในไตรมาสแรก เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสเดียวกันในปีที่แล้ว โดยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญอันดับสองของคิวบา

ในวันที่ 6 พ.ค. ที่ผ่านมา อันโตนิโอ ดิอาส เมดินา รองประธานบริษัท Havanatur ซึ่งเป็นบริษัทจัดการท่องเที่ยวของคิวบาเปิดเผยว่า มีผู้เข้ามาเยือนมากขึ้นหลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ลดหย่อนการจำกัดการเดินทางของชาวคิวบัน-อเมริกัน ซึ่งแต่เดิมมีโอกาสเดินทางไปคิวบาได้เพียงหนึ่งครั้งในทุกๆ สามปี. รอยเตอร์ยังได้รายงานอีกว่า ทางการคิวบาดูไม่มีความกังวลใดๆ กับการที่มีชาวอเมริกันเข้าประเทศ ทั้งยังกล่าวอีกว่า ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ในตอนนี้ พวกเขาจะเข้ามาในอีกสามเดือนหรือสามปีก็ได้

ขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์ของรัฐบาลคิวบา Granma พาดหัวว่า "แม้ทั่วโลกจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ธุรกิจการท่องเที่ยวของคิวบาก็ยังคงเติบโต" ในเนื้อความข่าวเดียวกันยังได้กล่าวถึงการได้เป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมการท่องเที่ยวนานาชาติของคิวบาครั้งที่ 29 หรือ FITCUBA '09 โดยมีนายมาร์เรโร รัฐมนตรีด้านการท่องเที่ยวของคิวบาทำพิธีเปิด มีผู้ประกอบวิชาชีพเข้าร่วม 900 คนจาก 58 ประเทศ และนักข่าว 180 คนจาก 34 ประเทศ. ในรายงานฉบับเดียวกันยังได้กล่าวถึงคุณสมบัติต่าง ๆ ที่ทำให้คิวบาเป็นแหล่งที่น่าท่องเที่ยวโดยไม่ได้กล่าวถึงการลดหย่อนมาตรการควบคุมการเดินทางมายังคิวบาของสหรัฐฯ เลย

สำหรับรัฐบาลคิวบาแล้ว ท่าทีของพวกเขาที่มีต่อนโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบันของสหรัฐฯ ก็ดูเหมือนจะออกไปในเชิงแข็งกร้าว และไม่ให้ความสำคัญสักเท่าไหร่ เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยราอูล คาสโตร ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของคิวบา ผู้สืบทอดอำนาจต่อจากพี่ชายคือฟิเดล คาสโตร ออกมาแสดงความเห็นว่า นโยบายของโอบามาในเรื่องคิวบานั้น จะประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อย และยังให้ความเห็นอีกว่าการกระชับความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ใช่คิวบา... "ข้ออ้างทางด้านจริยธรรมหรือการเมืองใด ๆ ก็สร้างความชอบธรรมให้กับนโยบายนี้ไม่ได้หรอก" คาสโตร ผู้น้องกล่าว "คิวบาไม่ได้มีข้อกำหนดอะไรที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกาหรือเหล่าพลเมืองชาวอเมริกันอยู่แล้ว"

ราอูล ยังบอกอีกว่าเขาพร้อมจะพูดคุยทุกเรื่องกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในสภาวะที่ทั้งสองประเทศเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ยังมีเงื่อนไขอีกว่า การเจรจาของสหรัฐฯ จะต้องไม่มีการก้าวก่าย อำนาจอธิปไตย, การเมือง, ระบบสังคม และอำนาจการตัดสินใจเรื่องกิจการภายในประเทศของคิวบา ซึ่งราอูลได้เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่า เขาพร้อมจะเจรจาใน "...ทุกเรื่อง, ทุกเรื่อง และ ทุกเรื่อง" ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน, เสรีภาพในการสื่อสาร และเรื่องนักโทษการเมือง. จากคำประกาศของราอูล ทำให้โอบามาออกมากล่าวในที่ประชุมสุดยอดทวีปอเมริกา ที่ตรินิแดด แอน โตเบโก โดยเรียกร้องให้คิวบาปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองและลดหย่อนภาษีการโอนเงินข้ามประเทศ

แต่ทางคาสโตรคนพี่ หรือ ฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำคิวบาผู้สละอำนาจให้น้องชายก็ออกมาเขียนโต้ท่าทีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในบทความของหนังสือพิมพ์ Granma ว่า โอบาม่าเข้าใจสิ่งที่ราอูลประกาศผิดไป โดยคาสโตรระบุว่า "เมื่อประธานาธิบดีคิวบาบอกว่า เขาพร้อมที่จะเจรจาในประเด็นใดก็ได้กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขาหมายความว่าเขาไม่กลัวที่จะพูดคุย ไม่ว่าจะมีการเสนอประเด็นอะไรมาก็ตาม" ฟิเดล ยังได้โต้เถียงในประเด็นที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้มีการปรับลดภาษีการโอนเงินข้ามประเทศว่า ไม่ใช่ชาวคิวบาที่มีครอบครัวอยู่นอกประเทศทั้งหมดจะส่งเงินข้ามประเทศ และยังบอกอีกว่าคิวบาใช้ภาษีจากการแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์ไปเป็นสวัสดิการด้านการดูแลสุขภาพฟรี การศึกษาฟรี และการแจกจ่ายอาหารแก่ประชาชน

ถึงแม้ว่าฟิเดล คาสโตร จะสละตำแหล่งประธานาธิบดีให้น้องชายเขาไปแล้ว แต่เขาก็ยังดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์คิวบา และยังคงมีอิทธิพลในประเทศ ส่วนหนึ่งผ่านบทความในหน้าหนังสือพิมพ์ของ Granma ของพรรคคอมมิวนิสต์ โดยก่อนหน้าฟิเดล คาสโตร ดูจะชื่นชมโอบามา แต่ในคราวนี้ฟิเดล กลับหันมาแสดงความเหนือกว่าผู้นำสหรัฐฯ ทั้งยังเรียกร้องให้เลิกคว่ำบาตรการค้าคิวบา

ไม่เพียงคิวบาที่แสดงท่าทีแข็งข้อ เพราะสหรัฐฯ เองถึงแม้ว่าดูจะมีท่าทีเปิดกับคิวบามากขึ้นในเรื่องการยกเลิกการปิดกั้นในการเดินทางและโอนเงินข้ามประเทศไปยังคิวบา รวมถึงการลดหย่อนการปิดกั้นด้านโทรคมนาคมกับคิวบา แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ก็ยังคงบอกว่าพวกเขาอยากจะเห็นคิวบาทำการปฏิรูปเสียก่อน ถึงจะยอมสมานความสัมพันธ์ทางการทูตที่แตกหักไปนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 ด้วย

ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ดูจะเน้นไปที่เรื่องของการลดการกำหนดขอบเขตด้านการเดินทางไปคิวบา ทางคิวบาเองดูจะเน้นย้ำในเรื่องให้สหรัฐฯ เลิกคว่ำบาตรทางการค้ากับประเทศตน และล่าสุดในวันที่ 11 พ.ค. ที่ผ่านมา โฆษกของสมัชชาชาติคิวบาและสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์คิวบา ริคาร์โด อลาร์คอน แสดงความเห็นว่า ไม่ใช่คิวบาที่จะต้องเป็นผู้ริเริ่มในการให้สหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตร เพราะคิวบาไม่ได้ไปทำอะไรให้สหรัฐฯ เลย ขณะเดียวกันเป็นอเมริกาเองที่ควรจะทำอะไรอีกมากมาย

แม้บารัค โอบามา จะลดหย่อนมาตรการกีดกันด้านการเดินทางกับการถ่ายโอนเงินระหว่างประเทศแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้กระตุ้นเรื่องการยกเลิกคว่ำบาตรทางการค้าซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลคิวบาเรียกร้องมากสักเท่าไหร่ และหันมาทวงถามประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนกับคิวบาแทน

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Fact Sheet: U.S. Administration Announcement on U.S. Policy Toward Cuba
Outlines changes in U.S. policy to reach out to Cuban people, 2009-04-13

http://www.america.gov/st/texttrans-english/2009/April/20090413170610eaifas0.2033502.html#ixzz0FD976mIf&B

World economic crisis hits Cuban tourism industry, AFP, 2009-05-05
http://news.yahoo.com/s/afp/20090505/lf_afp/cubaeconomytourismcurrency_20090505183925

Cuban tourism growing despite world crisis, Granma Internacional, 2009-05-08 http://www.granma.cu/ingles/2009/mayo/vier8/19turismo-i.html

Cuban American travel to Cuba on the rise, Marc Frank, Reuters, 2009-05-06
http://news.yahoo.com/s/nm/20090507/us_nm/us_cuba_usa_tourists_2

Raul Castro: Obama's Cuba policy changes 'minimal', 2009-04-29, WILL WEISSERT, Chron.com http://www.chron.com/disp/story.mpl/ap/top/world/6399595.html

Fidel Castro says Obama misinterpreted his brother's remarks, 2009-04-22, Los Angeles Times http://www.latimes.com/news/nationworld/world/la-fgw-castro-obama23-2009apr23,0,2952733.story

Fidel Castro: Obama 'Misinterpreted' Raul's Words, Ebru news, 2009-04-22 http://news.ebru.tv/en/americas/11180

Cuba rejects need for steps to improve US ties, AFP, 2009-05-11 http://news.yahoo.com/s/afp/20090511/wl_afp/cubausdiplomacy_20090511053028

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บทความวิชาการนี้ สามารถ download ได้ในรูป word

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++


สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4 I สารบัญเนื้อหา 5 I สารบัญเนื้อหา 6
สารบัญเนื้อหา 7 I สารบัญเนื้อหา 8
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@gmail.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@hotmail.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 1700 เรื่อง หนากว่า 35000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@gmail.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com