ค้นหาบทความที่ต้องการ ด้วยการคลิกที่แบนเนอร์ midnight search engine แล้วใส่คำหลักสำคัญในบทความเพื่อค้นหา
โครงการสื่อเพื่อบริบทสิทธิมนุษยชน: จากชายขอบถึงศูนย์กลาง - Media Project: From periphery to mainstream
Free Documentation License - Copyleft
2006, 2007, 2008
2009, 2010, 2011
2012, 2013, 2014
Everyone is permitted to copy and distribute verbatim copies of
this licene document, but changing
it is not allowed. - Editor

อนุญาตให้สำเนาได้ โดยไม่มีการแก้ไขต้นฉบับ
เพื่อใช้ประโยชน์ทางการศึกษาทุกระดับ
ข้อความบางส่วน คัดลอกมาจากบทความที่กำลังจะอ่านต่อไป
เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๔๓ เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา โดยบทความทุกชิ้นที่นำเสนอได้สละลิขสิทธิ์ให้กับสาธารณะประโยชน์

1

 

 

 

 

2

 

 

 

 

3

 

 

 

 

4

 

 

 

 

5

 

 

 

 

6

 

 

 

 

 

 

 

 

 

8

 

 

 

 

9

 

 

 

 

10

 

 

 

 

11

 

 

 

 

12

 

 

 

 

13

 

 

 

 

14

 

 

 

 

15

 

 

 

 

16

 

 

 

 

17

 

 

 

 

18

 

 

 

 

19

 

 

 

 

20

 

 

 

 

21

 

 

 

 

22

 

 

 

 

23

 

 

 

 

24

 

 

 

 

25

 

 

 

 

26

 

 

 

 

27

 

 

 

 

28

 

 

 

 

29

 

 

 

 

30

 

 

 

 

31

 

 

 

 

32

 

 

 

 

33

 

 

 

 

34

 

 

 

 

35

 

 

 

 

36

 

 

 

 

37

 

 

 

 

38

 

 

 

 

39

 

 

 

 

40

 

 

 

 

41

 

 

 

 

42

 

 

 

 

43

 

 

 

 

44

 

 

 

 

45

 

 

 

 

46

 

 

 

 

47

 

 

 

 

48

 

 

 

 

49

 

 

 

 

50

 

 

 

 

51

 

 

 

 

52

 

 

 

 

53

 

 

 

 

54

 

 

 

 

55

 

 

 

 

56

 

 

 

 

57

 

 

 

 

58

 

 

 

 

59

 

 

 

 

60

 

 

 

 

61

 

 

 

 

62

 

 

 

 

63

 

 

 

 

64

 

 

 

 

65

 

 

 

 

66

 

 

 

 

67

 

 

 

 

68

 

 

 

 

69

 

 

 

 

70

 

 

 

 

71

 

 

 

 

72

 

 

 

 

73

 

 

 

 

74

 

 

 

 

75

 

 

 

 

76

 

 

 

 

77

 

 

 

 

78

 

 

 

 

79

 

 

 

 

80

 

 

 

 

81

 

 

 

 

82

 

 

 

 

83

 

 

 

 

84

 

 

 

 

85

 

 

 

 

86

 

 

 

 

87

 

 

 

 

88

 

 

 

 

89

 

 

 

 

90

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




20-05-2551 (1566)

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาอินเดียกับองค์กรอื่นๆ ในสังคม
มหาวิทยาลัยอินเดียกับการเมือง การเงิน การศาสนาและสังคม
ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ และสมปอง เพ็งจันทร์ : เขียน
นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ประจำคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทที่ ๔ : อุดมศึกษาอินเดีย : ผลผลิตและผลกระทบ
จากโครงการศึกษาค้นคว้าเพื่อจัดทำหนังสือสารคดี เรื่อง ระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาของอินเดีย
ได้รับทุนอุดหนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ชุดโครงการอาณาบริเวณศึกษา ๕ ภูมิภาค


ความสำคัญของการศึกษาระดับอุดมศึกษา ทำให้สถาบันอุดมศึกษามีสถานะเป็นสถาบันอันสูงส่งในสังคมอินเดีย
ชาวอินเดียทั่วไปมีความสำนึกถึงสถาบันอุดมศึกษาว่าเป็น "เทวาลัยแห่งการเรียนรู้" (Temple of Learning)
และเชื่อว่าเทวาลัยแห่งการเรียนรู้จะมีความศักดิ์สิทธิ์เพียงพอที่จะนำพาอินเดียไปสู่เป้าหมายที่ดีงามได้

ในส่วนของบทความนี้จะลงลึกในรายละเอียดสถาบันอุดมศึกษาของอินเดีย
กับความสัมพันธ์กับการเมือง การเงิน และการสังคมที่อิงกับศาสนา
โดยมีสาระสำคัญดังหัวข้อต่อไปนี้: สถาบันอุดมศึกษาและองค์กรทางการเมือง,
บรรยากาศทางการเมืองในมหาวิทยาลัย, ประท้วงเป็นหลัก เรียนหนังสือเป็นรอง,
อุดมศึกษาและองค์กรทางเศรษฐกิจ, การประกาศนโยบายเศรษฐกิจของประเทศใหม่,
ตระกูลตาต้า (Tata) และตระกูลพีรลา (Birla), สถาบันอุดมศึกษาและองค์กรภาคสังคม,
วิทยาลัยคริสเตียน และวิทยาลัยวิเวกนันทะ, มหาวิทยาลัยทางด้านการเกษตร,
การเรียนรู้ร่วมกับชุมชน, มหาวิทยาลัยการเกษตรเกราล่า และ Extention Education
midnightuniv@gmail.com

บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา
ข้อความที่ปรากฏบนเว็บเพจนี้ ได้รักษาเนื้อความตามต้นฉบับเดิมมากที่สุด
เพื่อนำเสนอเนื้อหาตามที่ผู้เขียนต้องการสื่อ กองบรรณาธิการเพียงตรวจสอบตัวสะกด
และปรับปรุงบางส่วนเพื่อความเหมาะสมสำหรับการเผยแพร่ รวมทั้งได้เว้นวรรค
ย่อหน้าใหม่ และจัดทำหัวข้อเพิ่มเติมสำหรับการค้นคว้าทางวิชาการ
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ ๑๕๖๖
ผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ ๑๓.๕ หน้ากระดาษ A4)

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาอินเดียกับองค์กรอื่นๆ ในสังคม
มหาวิทยาลัยอินเดียกับการเมือง การเงิน การศาสนาและสังคม
ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ และสมปอง เพ็งจันทร์ : เขียน
นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ประจำคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาอินเดียกับองค์กรอื่นๆ ในสังคม
หลังยุคอาณานิคม
ด้วยภารกิจที่สังคมมอบหมาย และความคาดหวังที่สังคมมีอยู่ มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ ของอินเดีย จึงอยู่ในสายตาของคนภายนอกองค์กรอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับภารกิจของมหาวิทยาลัยที่จะต้องเป็นแกนนำในการสร้างชาติ สร้างความรุ่งเรืองและสร้างเสริมจิตวิญญาณอินเดีย ทำให้มหาวิทยาลัยจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรอื่นที่เป็นองค์กรร่วมในการแบ่งรับภารกิจนั้นด้วย เช่น การสร้างชาติ(นิยม) อินเดียก็จะต้องประสานสัมพันธ์กับองค์กรทางการเมือง การสร้างความรุ่งเรืองมั่นคงทางเศรษฐกิจ ก็จะต้องสัมพันธ์กับองค์กรทางเศรษฐกิจอื่น เช่น องค์กรภาคอุตสาหกรรมและการค้า ในส่วนของการสร้างเสริมจิตวิญญาณ อินเดียก็ต้องไปมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรภาคประชาชน เช่น องค์กรทางศาสนา

เพื่อให้เห็นภาพของสถาบันอุดมศึกษาอินเดียชัดขึ้น ในส่วนนี้จะเป็นการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรอื่นใน 3 กลุ่ม คือ

1. องค์กรทางการเมือง
2. องค์กรทางด้านเศรษฐกิจ และ
3. องค์กรทางศาสนาและประชาสังคม

(1) สถาบันอุดมศึกษาและองค์กรทางการเมือง
การเมืองกับการศึกษาระดับอุดมศึกษาของอินเดีย มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาตั้งแต่เริ่มต้นอุดมศึกษายุคใหม่ เพราะเหตุทางการเมือง จึงทำให้ผู้ปกครองอังกฤษต้องจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้กับชาวอินเดีย แม้เมื่อจัดให้แล้วก็มีเหตุผลทางการเมืองเข้ามาแทรกแซงอยู่ตลอดเวลา การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในระบบอุดมศึกษาแต่ละครั้ง ก็ล้วนมีเหตุผลและความต้องการทางการเมืองเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดความเปลี่ยนแปลง

เมื่อเกิดกระบวนชาตินิยมอินเดียขึ้นนั้น ก็เกิดขึ้นในแวดวงของนักการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยก่อน กระบวนการชาตินิยมทางการศึกษาได้ปรากฎขึ้นก่อน แล้วจึงค่อย ๆ แปรรูปเป็นชาตินิยมทางการเมืองในเวลาต่อมา. หลังจากได้รับเอกราชในทางการเมืองแล้ว กระบวนการกู้ชาติมีทั้งนักการเมืองและนักการศึกษาเป็นแกนนำ ก็ได้แปรมาเป็นกระบวนการสร้างชาติ ในความเป็นจริง กระบวนการสร้างชาติเป็นภารกิจของนักการเมืองที่จะต้องทำให้กิจกรรมทางการเมืองเป็นกิจกรรมสร้างชาติ แต่ชาติที่เคยยิ่งใหญ่เช่นอินเดียนั้น ความเป็นชาติมีรายละเอียดที่ซับซ้อน ทั้งในส่วนโครงสร้างของโลกภายนอกและสังคม และในส่วนของจิตสำนึกแห่งความเป็นชาติภายในจิตใจของประชาชน ภารกิจในการสร้างชาติจึงต้องประสานกันอย่างใกล้ชิดระหว่างนักการเมืองและนักการศึกษา

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษา และสถาบันทางการเมืองโดยเฉพาะคือพรรคการเมือง เป็นความสัมพันธ์ที่น่าสนใจในกรณีของอินเดีย. สายสัมพันธ์หลักระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับการเมืองมีอยู่ 2 ส่วน คือ

1. ส่วนการบริหาร และ
2. ส่วนการเงิน

1. ความสัมพันธ์ทางการบริหาร
มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาเทียบเท่ามหาวิทยาลัยทุกแห่งของอินเดีย เป็นกิจการของรัฐที่จัดตั้งขึ้นโดยการตราเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยสถาบันการศึกษานั้น ๆ พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่ง จะมีบทบัญญัติที่ว่าด้วยโครงสร้างของการบริหาร ซึ่งกำหนดให้มีตำแหน่งประมุขสูงสุดของสถาบันการศึกษาเป็นตำแหน่งทางการเมือง

ตำแหน่งประมุขของสถาบันอุดมศึกษา
สำหรับสถาบันการศึกษาที่สังกัดกับรัฐบาลท้องถิ่น ตำแหน่งประมุขของสถาบันจะเรียกชื่อว่า Chancellor กฎหมายจะกำหนดให้มุขมนตรีที่เป็นผู้ว่าการรัฐ (Governor) ดำรงตำแหน่ง Chancellor และ Chancellor จะทำหน้าที่เป็นประธานสภามหาวิทยาลัยหรือสภาสถาบัน และมีอำนาจแต่งตั้งผู้บริหารสูงสุดของมหาวิทยาลัยหรือสถาบัน ที่เรียกว่า Vice- Chancellor

สำหรับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันที่สังกัดกับรัฐบาลกลาง ตำแหน่งประมุขของมหาวิทยาลัย/สถาบัน จะเรียกว่า Visitor กฎหมายจะกำหนดให้ประธานาธิบดีแห่งอินเดียเป็น Visitor ของมหาวิทยาลัย/สถาบัน และประธานาธิบดี ในฐานะ Visitor ของมหาวิทยาลัย/สถาบัน มีอำนาจแต่งตั้ง Chancellor และ Vice - Chancellor ของมหาวิทยาลัยหรือสถาบัน. จากโครงสร้างที่กำหนดโดยกฎหมายเช่นนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่า ประมุขของมหาวิทยาลัย/สถาบัน จะต้องเป็นนักการเมือง และกฎหมายได้กำหนดให้ Visitor หรือ Chancellor เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้ง Vice- Chancellor ของมหาวิทยาลัย/สถาบัน

ตำแหน่ง Vice- Chancellor คือ ตำแหน่งบริหารสูงสุดของมหาวิทยาลัย/สถาบัน ถ้าจะแปลชื่อตำแหน่ง Vice- Chancellor ให้ได้ความหมายและตรงกับคำของไทยก็คือ "อธิการบดี" นั่นเอง อธิการบดีเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุดของมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ เพราะเป็นตำแหน่งที่ชี้เป็นชี้ตายให้กับมหาวิทยาลัย ความสำเร็จหรือล้มเหลวของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับอธิการบดีนี้เอง เพราะกฎหมายได้ให้อำนาจในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยไว้ในมือของอธิการบดี

แต่ต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงว่า ประธานาธิบดีหรือผู้ว่าการรัฐเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนอธิการบดี เพราะฉะนั้น เหนืออธิการบดีขึ้นไปก็คือนักการเมือง จริงอยู่บุคคลผู้มาดำรงตำแหน่งอธิการบดีจะเป็นผู้มีชื่อเสียงและผลงานทางด้านการศึกษามาก่อน แต่ถึงจะเก่งกล้าสามารถอย่างไร ถ้านักการเมืองไม่ชอบ ไม่พอใจ ก็จะไม่มีวันที่จะได้เป็นอธิการบดีแน่นอน และความชอบความพอใจของนักการเมือง ก็ย่อมจะเป็นความชอบความพอใจทางการเมืองโดยมิต้องสงสัย

บรรยากาศทางการเมืองในมหาวิทยาลัย
ด้วยโครงสร้างที่กฎหมายกำหนดไว้เช่นนี้ จึงทำให้มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งของอินเดียเต็มไปด้วยบรรยากาศทางการเมือง จนถึงกับมีการกล่าวกันว่า ในมหาวิทยาลัยเป็นที่ซ่องสุมทางการเมือง เพราะความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงภายในมหาวิทยาลัยล้วนเป็นไปตามกระแสการเมืองทั้งสิ้น. ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรทางการเมืองนี้ มีทั้งที่เป็นคุณ และเป็นโทษ

- ที่เป็นคุณคือ ทำให้สถาบันอุดมศึกษาไม่แยกตัวเองออกไปจากปัญหาของสังคม เพราะผู้ที่มากำหนดชี้นำสถาบันอุดมศึกษาคือ นักการเมืองที่เป็นตัวแทนประชาชน เสียงของประชาชนในสังคมได้ยินถึงหูของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเสมอ เพราะประชาชนเป็นผู้เลือกนักการเมืองที่เข้ามาเป็นประมุขของสถาบันอุดมศึกษาแห่งนั้น

- แต่ในขณะที่มีคุณอยู่บ้างนั้น โทษก็มีเป็นเอนกอนันต์เช่นกัน ที่สำคัญและร้ายแรงที่สุดก็คือ การทำให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นเวทีแห่งผลประโยชน์ทางการเมือง ที่นักการเมืองต่างเข้ามาแย่งชิงผลประโยชน์กันจนไม่เป็นอันเล่าเรียนหนังสือ นักศึกษากลายเป็นตัวแทนพรรคการเมือง แต่ละพรรคไปโดยไม่รู้ตัว ในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยพูดกันอยู่เสมอว่า หน้าที่หลักของนักศึกษามีอยู่ 2 ประการ คือ

1. ชุมนุมประท้วง
2. เรียนหนังสือ

ประท้วงเป็นหลัก เรียนหนังสือเป็นรอง
ประท้วงเป็นหน้าที่หลัก เรียนหนังสือเป็นหน้าที่รอง เพราะเมื่อว่างจากการประท้วงจึงเรียนหนังสือ ในชีวิตนักศึกษาอินเดียไม่เคยมีที่จะเลิกชุมนุมประท้วงเพื่อเรียนหนังสือ มีแต่เลิกเรียนหนังสือเพื่อชุมนุมประท้วง หากยามใดที่มีความวุ่นวายทางการเมือง บรรยากาศภายในห้องเรียนก็ปั่นป่วนวุ่นวายไปด้วย ผู้เขียนยังจำภาพสมัยเป็นนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยอินเดียได้ดีว่า เมื่อผู้นำนักศึกษามีมติว่าให้ประท้วง จะงดการเรียนการสอนตามห้องเรียนต่าง ๆ ทันที ปฏิบัติการสั่งงดการเรียนการสอนนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วฉับพลัน ภายในห้องเรียนที่อาจารย์กำลังบรรยายอยู่นั้นจะต้องยุติลงทันที เมื่อมีตัวแทนนักศึกษาไปแจ้งก็ให้ยุติการเรียนเพื่อร่วมประท้วง อาจารย์ผู้สอนไม่มีอำนาจที่จะโต้แย้ง ไม่มีอำนาจแม้กระทั่งจะพูดให้จบประโยคที่กำลังบรรยายค้างอยู่ สิ่งที่จะต้องทำ คือ หยุดสอนแล้วเดินออกไปจากห้องบรรยายทันที

บรรยากาศเช่นนี้มีอยู่ทั่วไปในมหาวิทยาลัยอินเดีย โดยเฉพาะในรัฐที่มีปัญหาขัดแย้งทางการเมืองสูง หรือในมหาวิทยาลัยของรัฐบาลกลางที่ไปตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของรัฐบาลท้องถิ่น แล้วรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่นเป็นคนละพรรคการเมืองกัน ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยฮินดู พาราณสี เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐบาลกลาง แต่ไปตั้งอยู่ที่เมืองพาราณสี ซึ่งอยู่ในรัฐอุตรประเทศ ดังนั้นถ้าเมื่อใดที่รัฐบาลกลางเป็นของพรรคการเมืองหนึ่ง ขณะเดียวกับรัฐบาลรัฐอุตรประเทศเป็นอีกพรรคการเมืองหนึ่ง เมื่อนั้นความปั่นป่วนวุ่นวายก็เกิดขึ้นทันที เพราะผู้บริหารมหาวิทยาลัยอยู่ฝ่ายรัฐบาลกลาง ขณะที่นักศึกษาและข้าราชการของมหาวิทยาลัยกลับสนับสนุนพรรคการเมืองของรัฐบาลท้องถิ่น เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนั้น การชุมนุมประท้วงด้วยการหยุดเรียนก็จะมีตลอดทั้งปีการศึกษา

ในสมัยที่พรรคคองเกรสของนางอินทิรา คานธี แพ้เลือกตั้งในระดับประเทศ ต้องไปเป็นฝ่ายค้าน แต่ยังชนะการเลือกตั้งท้องถิ่นในรัฐอุตรประเทศ และสามารถจัดตั้งรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐอุตรประเทศได้ ปรากฎว่ามีการประท้วงรัฐบาลกลางโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยตลอดเวลา จนไม่มีเวลาเรียนหนังสือ เหตุอ้างในการประท้วงนั้นมีตั้งแต่เรื่องรถชนวัวตายกลางถนน ผักในตลาดสดราคาแพง ไปจนถึงเรื่องหนังอินเดียที่กำลังฉายอยู่ในโรงหนัง ผู้เขียนเองเคยหยุดเรียนไปร่วมชุมนุมประท้วงเกี่ยวกับเรื่องหนังอินเดียอยู่ 2 ครั้ง ครั้งแรกประท้วงหนังอินเดียที่สร้างออกมาให้นางเอกของเรื่องมีชู้ ครั้งที่ 2 ประท้วงที่หนังอินเดียเรื่องหนึ่งสร้างให้พระเอกและนางเอกตายตอนจบ การประท้วงทั้ง 2 ครั้งนั้นได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เพราะหนังเรื่องแรกต้องถอยออกไปจากโรง ส่วนเรื่องที่ 2 ได้มีการตัดต่อใหม่ให้พระเอกและนางเอกไม่ตายตอนจบ แต่ได้ครองรักกัน

เล่าเรื่องประท้วงประกอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเมืองในมหาวิทยาลัย เพื่อให้เห็นภาพว่า มหาวิทยาลัยและพรรคการเมืองมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมากเพียงใดในสังคมอินเดีย ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรทางการเมืองในทางบริหารนี้ เป็นไปในลักษณะของการให้และการรับจากกันและกันอยู่ตลอดเวลา เพราะในขณะที่นักการเมืองเข้ามาควบคุมกำกับมหาวิทยาลัยผ่านผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันนั้น มหาวิทยาลัยโดยผู้บริหารและนักศึกษาก็เข้าไปชี้นำกำกับนักการเมืองเช่นกัน

กล่าวคือ ถ้าหากว่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยไม่พอใจนักการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่พรรคการเมืองนั้นจะแพ้การเลือกตั้งในเขตพื้นที่การศึกษาของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ นักการเมืองเองจึงกลัวพลังของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน เพราะเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า หากกลุ่มนักศึกษาที่พรรคการเมืองใดหนุนอยู่ชนะเลือกตั้งในสภานักศึกษาได้ ก็แสดงว่าพรรคการเมืองที่หนุนหลังนั้นก็จะชนะเลือกตั้งในรัฐนั้น ๆ ได้ ในทางกลับกันหากพรรคการเมืองที่หนุนหลังกลุ่มนักศึกษากลุ่มใดแพ้การเลือกตั้งในมหาวิทยาลัย พรรคการเมืองนั้นก็จะแพ้การเลือกตั้งทั่วไปของรัฐนั้น ๆ เช่นกัน ด้วยความเป็นจริงเช่นนี้ พรรคการเมืองจึงไม่กล้าจะทำอะไรที่สวนกระแสของชุมชนมหาวิทยาลัยเช่นกัน ภาพของการอิงอาศัยซึ่งกันและกัน จึงมีให้เห็นได้ในความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับพรรคการเมือง

2. ความสัมพันธ์ทางการเงิน
โดยโครงสร้างขององค์กรแล้ว สถาบันอุดมศึกษาของอินเดียมีความเป็นอิสระตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ แต่ในแง่ของข้อเท็จจริงเชิงปฏิบัติ มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ถูกควบคุมโดยรัฐ ผ่านระบบการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการศึกษา ทั้งนี้เพราะมหาวิทยาลัยจะทำอะไรได้หรือไม่ได้ ต้องขึ้นอยู่กับงบประมาณที่รัฐอุดหนุนให้มา อำนาจของผู้ให้คือรัฐ ย่อมมีเหนือผู้รับคือมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน นี่เป็นข้อเท็จจริงที่รู้ ๆ กันอยู่

จากข้อเท็จจริงในด้านการจัดสรรงบประมาณนี้ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคการเมืองที่เข้าไปถือครองอำนาจรัฐ เป็นปฏิสัมพันธ์เชิงถ่วงดุลย์กันอยู่ไม่น้อย มองในแง่ดีก็จะเห็นภาพที่ดีคือ นักการเมืองเมื่อต้องรับผิดชอบด้านการเงินก็ต้องคิดให้ลึกให้ละเอียดว่า จะใช้เงินอย่างไรให้ได้ผลสูงสุดและมีผลดีทางการเมืองต่อตัวเขาและพรรคที่เขาสังกัด เพราะฉะนั้นฝ่ายการเมืองจึงต้องเข้าไปตรวจสอบดูแลการทำหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาว่า ได้ทำหน้าที่ให้เกิดประโยชน์เป็นที่พอใจของประชาชนหรือไม่ สถาบันการศึกษาใดไม่ฟังเสียงประชาชน ก็ย่อมจะถูกนักการเมืองเอามาอ้างเพื่อลดเงินสนับสนุน ส่วนสถาบันการศึกษาใดที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดี ก็จะมีเงินอุดหนุน หากมองในแง่มุมนี้ก็จะเห็นภาพของการถ่วงดุลย์กันดีระหว่างสถาบันอุดมศึกษา ภาคการเมืองและภาคประชาชน แต่ถ้ามองในมุมกลับกัน ก็อาจจะเห็นภาพอีกอย่างหนึ่งก็ได้

ภาพอีกด้านหนึ่งของความสัมพันธ์ดังกล่าวนั้นคือ ภาพของความตกต่ำทางการศึกษา เพราะสถาบันอุดมศึกษาไม่ได้ทำอะไรตามหลักวิชาการ หากแต่ทำตามความต้องการของภาคการเมืองที่อ้างประชาชน เพื่อให้ได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งเท่านั้น ภาพนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความไร้มาตรฐานทางวิชาการในกิจการของอุดมศึกษา การเปิดสถาบันการศึกษาใหม่ การเปิดหลักสูตรใหม่ รวมทั้งการรับนักศึกษาเข้าสู่สถาบันการศึกษา ล้วนเป็นไปตามกระแสความต้องการทางด้านการเมืองที่อ้างประชาชนอยู่ตลอดเวลา วิทยาลัยใหม่ ๆ บางแห่งเปิดขึ้นมาเพียงเพื่อให้หัวคะแนนของพรรคการเมืองในท้องถิ่นนั้น ๆ ได้งานทำ และใช้เป็นสถานที่วางแผนกันทางการเมือง

มีมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง ที่ตกอยู่ภายใต้การชี้นำกำหนดโดยนักการเมืองด้วยเครื่องมือคืองบประมาณทางการศึกษาที่รัฐจัดให้ มหาวิทยาลัยหลายแห่งเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยที่เคยใช้ชื่อเมือง มาเป็นชื่อนักการเมือง ก็ด้วยสายสัมพันธ์ทางการเงินและการเมืองนี่เอง ด้วยอำนาจในการจัดสรรงบประมาณ ที่ทำให้มหาวิทยาลัยต้องมีสัมพันธ์กับรัฐและการเมือง ในลักษณะยอมตามความต้องการของฝ่ายการเมืองอยู่ตลอดเวลา

(2) อุดมศึกษาและองค์กรทางเศรษฐกิจ
ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรทางเศรษฐกิจ เพิ่งปรากฎความสำคัญขึ้นมาในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง ทั้งนี้เนื่องมาจากในอดีต อินเดียเมื่อได้รับเอกราชแล้วประกาศตัวเป็นประเทศสังคมนิยมประชาธิปไตย โดยกำหนดให้อินเดียเป็นประเทศประชาธิปไตยกึ่งสังคมนิยม นั่นคือ ทางการเมืองเป็นประชาธิปไตย แต่ในทางเศรษฐกิจทำให้เป็นสังคมนิยม ความเป็นสังคมนิยมในส่วนเศรษฐกิจนี้ ทำให้องค์กรภาคเศรษฐกิจที่เป็นเอกชนไม่มีบทบาทในทางสังคม ความเป็นไปในภาคเศรษฐกิจจึงเป็นไปในอำนาจรัฐ เมื่อเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเสียแล้วความสัมพันธ์กับรัฐ ผ่านฝ่ายการเมืองก็รวมไปถึงเรื่องทางเศรษฐกิจอยู่ด้วย แต่ภายหลังจากที่อินเดียปรับเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจใหม่ในปี ค.ศ. 1991 โดยเปิดโอกาสให้กับภาคเอกชน และรวมทั้งเปิดประตูทางด้านเศรษฐกิจต้อนรับนักลงทุนต่างชาติ ทำให้องค์กรภาคเศรษฐกิจ มีบทบาทในสังคมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

การประกาศนโยบายเศรษฐกิจของประเทศใหม่
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในภาคเศรษฐกิจของประเทศ หลังจากการประกาศนโยบายเศรษฐกิจของประเทศใหม่ ทำให้มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและองค์กรภาคเศรษฐกิจเอกชนไปด้วย ในอดีต ความสัมพันธ์ระหว่างสองส่วนนี้เป็นไปในลักษณะสถาบันอุดมศึกษาเป็นฝ่ายให้ และภาคเศรษฐกิจเอกชนเป็นฝ่ายรับ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรหรือความรู้ต่าง ๆ ที่ถูกผลิตขึ้นโดยสถาบันอุดมศึกษา แต่เมื่อมาถึงปัจจุบัน สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปเป็นทั้ง 2 ฝ่ายต่างเป็นฝ่ายให้และรับจากกันและกัน และนับวันดูเหมือนฝ่ายองค์กรเศรษฐกิจเอกชนจะเป็นฝ่ายนำ และกำหนดสถาบันอุดมศึกษามากขึ้นทุกขณะ

หลังจากการเปลี่ยนแนวทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ทำให้ภาครัฐที่เคยมีบทบาทสูงในการควบคุมกิจการต่าง ๆ ค่อย ๆ ลดบทบาทลง ภาคเอกชนที่เคยมีบทบาทน้อย ก็ค่อย ๆ มีบทบาทเพิ่มมากขึ้น การควบคุมกำกับทิศทางของสถาบันอุดมศึกษาที่อดีตเคยอยู่ในมือของรัฐ ก็เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการควบคุมโดยภาคเอกชนมากขึ้น โดยเฉพาะอุดมศึกษาทางวิชาชีพที่ต้องผลิตบุคลากรป้อนตลาดแรงงานในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ นั้น ได้เปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์กับภาคธุรกิจเอกชนใหม่ จากที่เคยมีรัฐเป็นตัวกลางคอยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคธุรกิจเอกชน ก็กลายมาเป็นการสัมพันธ์กันโดยตรงระหว่างภาคธุรกิจเอกชนกับสถาบันอุดมศึกษา ที่ต้องทำหน้าที่แสวงหาความรู้และผลิตบุคลากรใหักับภาคธุรกิจอุตสาหกรรม และธุรกิจบริการของเอกชน

ตระกูลตาต้า (Tata) และตระกูลพีรลา (Birla)
ความจริงในประวัติศาสตร์อุดมศึกษาของอินเดีย ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ได้เคยมีมาแล้วตั้งแต่ก่อนจะได้รับอิสรภาพจากอังกฤษด้วยซ้ำไป ดังตัวอย่างจากกรณีของตระกูลตาต้า (Tata) และตระกูลพีรลา (Birla) ที่เป็นนักธุรกิจอุตสาหกรรม แต่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องอิสรภาพ และกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมทั้ง 2 กลุ่มนี้ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาโดยเฉพาะอุดมศึกษา ที่จะเป็นสถาบันขับเคลื่อนสังคมอินเดียไปในทิศทางที่เหมาะสม

- ตระกูลตาต้า ได้ให้เงินทุนสนับสนุนการจัดตั้งสถาบันสังคมศาสตร์ตาต้า (Tata Institute of Social Science) ขึ้นที่เมืองบอมเบย์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1936 มาแล้ว
- ตระกูลพีรล่า ก็ได้สนับสนุนให้จัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์พีรล่า ขึ้น 2 แห่ง ที่รัฐราชสถานแห่งหนึ่ง และที่รัฐพิหารอีกแห่งหนึ่ง

สถาบันอุดมศึกษาที่จัดตั้งขึ้น โดยการสนับสนุนของนักธุรกิจอุตสาหกรรมจาก 2 กลุ่มนี้ ต่างได้รับการยอมรับจากนักการศึกษาและประชาชนทั่วไป แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มธุรกิจตาต้าและกลุ่มพีรล่ากับสถาบันอุดมศึกษานี้ ต้องเข้าใจว่าเป็นสายสัมพันธ์พิเศษที่มีเงื่อนไขอยู่ในประวัติศาสตร์การเมืองของอินเดีย ที่ผู้ก่อตั้งธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งสองกลุ่มต่างมีบทบาทในการต่อสู้ร่วมกันกับผู้นำทางการเมือง ในยุคขับไล่ผู้ปกครองอาณานิคม ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นหลังปี ค.ศ. 1991 นั้นมีนัยที่แตกต่างไป

กล่าวคือ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับกลุ่มตาต้าและพีรล่าในอดีตเป็นสายสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์ที่เกี่ยวเนื่องกับบุคล ส่วนความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นภายหลังรัฐมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเป็นความสัมพันธ์ในเชิงระบบโครงสร้างใหม่ ที่เป็นไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ที่เข้ามาสู่อินเดีย เป็นความสัมพันธ์เชิงกลไกตลาดการค้า ที่สถาบันอุดมศึกษาเป็นเหมือนผู้ผลิต และภาคอุตสาหกรรมเป็นผู้บริโภค ตัวสินค้า คือ บุคลากรที่จบการศึกษาออกมาและความรู้ที่สถาบันอุดมศึกษาเสนอให้กับภาคธุรกิจอุตสาหกรรม

UNISPAR (University Industry Science Partnership)
ความสัมพันธ์เชิง ซื้อ-ขายนี้ เป็นรูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ เพราะทั้งผู้ขายและผู้ซื้อต่างมีเงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายต่างร่วมกันกำหนดขึ้น ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ลักษณะดังกล่าวนี้ ดูได้จากโครงการความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างมหาวิทยาลัย กับภาคอุตสาหกรรม ที่เรียกชื่อว่า UNISPAR (University Industry Science Partnership)

UNISPAR เป็นโครงการที่ริเริ่มมาจาก UNESCO ที่ผลักดันให้ประเทศสมาชิกของสหประชาชาตินำไปปฏิบัติ UGC ของอินเดียเห็นด้วยกับโครงการนี้ จึงนำมาเสนอและสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยที่มีการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนำไปปฏิบัติ. UNISPAR ในอินเดียได้กำหนดวัตถุประสงค์หลักไว้ 4 ประการคือ

1. ทำการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ในมหาวิทยาลัย ให้ประสานสอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
2. ถ่ายทอดความรู้ที่ได้จากการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ในมหาวิทยาลัยไปสู่ภาคอุตสาหกรรม
3. ฝึกฝน อบรมความรู้ใหม่ให้กับบุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่ในภาคอุตสาหกรรม
4. สนับสนุนการแก้ไข ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาในมหาวิทยาลัย ให้มีความทันสมัยและสนองตอบความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

วัตถุประสงค์ทั้ง 4 ข้อ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของมหาวิทยาลัยที่จะตอบสนองลูกค้าที่เป็นผู้จ่ายเงินซื้อสินค้า มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งได้เข้าร่วมโครงการนี้ รัฐมหาราษฎร์ เป็นรัฐแรกที่มีการจัดตั้งศูนย์ประสาน งาน UNISPAR ระดับรัฐขึ้นในปี ค.ศ. 1998 โดยตั้งชื่อว่า New Directorate of Industry-Institute Partnership. นอกจากนี้แล้ว ในรัฐต่าง ๆ ก็ได้สร้างศูนย์ที่มีเป้าหมายคล้าย ๆ กันนี้ขึ้นในชื่ออื่น ๆ เช่น

- Technology Park
- Innovation Centre
- Technology Relay Centre

ศูนย์เหล่านี้ ล้วนได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากภาคอุตสาหกรรม และเป็นการสร้างหน่วยงานที่เป็นความร่วมมือกันระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ กับภาคธุรกิจเอกชน และนี่คือ รูปแบบใหม่ของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภาคธุรกิจเอกชน ในอินเดีย

(3) สถาบันอุดมศึกษาและองค์กรภาคสังคม
องค์กรภาคสังคมที่มีบทบาทมากในสังคมอินเดียคือองค์กรทางศาสนา นับจากที่อินเดียได้รับเอกราชแล้วประกาศให้อินเดียเป็นประเทศไม่มีศาสนาประจำชาติ ทำให้องค์กรทางศาสนาเป็นองค์กรอิสระที่ไม่ถูกควบคุมโดยรัฐ ประกอบกับอินเดียเป็นสังคมที่ประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องทางศาสนามาก จนกระทั่งศาสนามีอิทธิพลต่อกิจกรรมต่าง ๆ ในทางสังคมเกือบทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องการศึกษาซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ในสังคม

อุดมศึกษาของอินเดียกับศาสนา
ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในบทก่อนหน้านี้ว่า อุดมศึกษาของอินเดียอยู่ในมือของนักบวชในศาสนาของอินเดียมานานหลายพันปี อดีตที่จดจำไว้บอกความเป็นจริงข้อนี้ให้ชาวอินเดียให้รับรู้. เมื่ออินเดียได้รับเอกราช และมีอำนาจกำหนดทิศทางการศึกษาเอง เป้าหมายหนึ่งของอุดมศึกษาก็คือ การสร้างระบบคุณค่าใหม่ในสังคมให้สอดคล้องกับระบบคุณค่าของศาสนาอินเดีย. ความจริง การทำให้อุดมศึกษาเป็นเทวสถานแห่งการเรียนรู้ได้เกิดขึ้นก่อนที่อินเดียจะได้รับเอกราชแล้ว ดังในกรณีที่เกิดมหาวิทยาลัยฮินดู พาราณสี และมหาวิทยาลัยมุสลิม อัลลิการ์ห ซึ่งทั้ง 2 มหาวิทยาลัยนี้ ต่างเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ประกาศชัดเจนว่า เป้าหมายอยู่ที่การแสวงหาและสร้างความรู้ภายใต้หลักศาสนา แต่เมื่ออินเดียประกาศเป็นประเทศไม่มีศาสนาประจำชาติ การตั้งมหาวิทยาลัยโดยอ้างหลักศาสนาจึงเป็นไปไม่ได้

เพราะการตั้งมหาวิทยาลัยเป็นอำนาจและหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่องค์กรทางศาสนา และองค์กรทางศาสนาก็เป็นเอกชน ไม่ใช่องค์กรของรัฐ บทบาทขององค์กรทางศาสนาจึงไม่มีในระดับมหาวิทยาลัย แต่ทว่าในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม นั่นคือ อินเดียไม่มีมหาวิทยาลัยเอกชนก็จริง แต่อินเดียมีวิทยาลัยเอกชนอยู่จำนวนมากทั่วอินเดีย ทั้งนี้เพราะระบบมหาวิทยาลัยของอินเดียนั้นเป็นระบบที่ตัวมหาวิทยาลัยมีแต่เพียงชื่อ หากแต่การจัดการศึกษาที่แท้จริงไปอยู่ที่วิทยาลัย และบรรดาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 10,000 วิทยาลัยทั่วอินเดีย ส่วนหนึ่งเป็นวิทยาลัยขององค์กรทางศาสนา และก็เป็นที่รับรู้กันว่า ในบรรดาวิทยาลัยที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยที่ตัวเองสังกัดนั้น วิทยาลัยขององค์กรทางศาสนาเป็นวิทยาลัยที่มีการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ

วิทยาลัยคริสเตียน และวิทยาลัยวิเวกนันทะ
กรณีตัวอย่างของมหาวิทยาลัยมัทราส ที่ในบรรดาวิทยาลัยในสังกัดของมหาวิทยาลัยมัทราสนั้น วิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุดคือ วิทยาลัยคริสเตียนและวิทยาลัยวิเวกนันทะ วิทยาลัยคริสเตียน เป็นวิทยาลัยขององค์กรทางศาสนาคริสต์ ขณะที่วิเวกนันทะเป็นวิทยาลัยขององค์กรศาสนาฮินดู. ทั้ง 2 วิทยาลัยนี้ เป็นวิทยาลัยชั้นดีมากของมหาวิทยาลัยมัทราส ดร.ราธกฤษณัน ประธานกรรมมาธิการการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี คนที่ 2 ของอินเดีย ก็จบการศึกษาจากวิทยาลัยคริสเตียน มัทราส

นักศึกษาไทยที่ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมัทราส ส่วนใหญ่ก็จบการศึกษาจาก 2 วิทยาลัยนี้ และทั้ง 2 วิทยาลัยก็จัดการศึกษาตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยมัทราส แต่บรรยากาศการศึกษาต่างเป็นไปตามคติแห่งศาสนา นักศึกษาไทยที่เป็นพระภิกษุศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยวิเวกนันทะ บอกเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า การเป็นอยู่ที่หอพักของวิทยาลัยวิเวกนันทะนั้นเคร่งครัดมาก ยิ่งกว่าอยู่ในวัดที่ประเทศไทย เช่น จะต้องฉันอาหารที่เป็นมังสวิรัติเท่านั้น ห้ามฉันเนื้อสัตว์โดยเด็ดขาด จะต้องทำวัตร บำเพ็ญภาวนาเช้า-เย็น ทุกวัน ขาดมิได้ ใครละเมิดระเบียบปฏิบัติอาจจะถูกพิจารณาไล่ออกจากหอพัก เคยมีกรณีที่อาจารย์ผู้ควบคุมดูแลหอพักพบเปลือกไข่ไก่อยู่ในบริเวณใกล้หอพัก จึงเป็นเหตุให้มีการสอบสวนว่า มีนักศึกษาผู้ใดที่พักอาศัยอยู่ที่หอพักรับประทานไข่ไก่ เพราะการรับประทานอาหารที่มีไข่ แสดงว่าละเมิดระเบียบของหอพัก กรณีตัวอย่างนี้ย่อมอธิบายบรรยากาศของการศึกษาในวิทยาลัยที่เป็นขององค์กรทางศาสนาได้ดี แม้แต่วิทยาลัยรัฐบาล (Government College) ของแต่ละวิทยาลัย ก็มีการบริหารจัดการภายใต้บรรยากาศทางศาสนา

หมายเหตุ: เมื่อผู้เขียนเป็นนักศึกษามาอยู่ที่วิทยาลัยมีรัท (Meerut College) ในสังกัดของมหาวิทยาลัยมีรัท (Meerut University) หอพักนักศึกษาก็ถูกจัดแยกโดยศาสนา คือ มีหอพักฮินดู และหอพักมุสลิม การเป็นอยู่ในแต่ละหอพักก็เป็นไปตามหลักศาสนา

เมื่อกล่าวโดยเนื้อหาสาระแล้ว สถาบันอุดมศึกษากับองค์กรทางศาสนามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่เริ่มต้นของการมีสถาบันอุดมศึกษาแบบใหม่ในอินเดีย ที่เริ่มต้นจาก Madrassa College และ Sanskrit College แม้ต่อมาผู้ปกครองอังกฤษจะพยายามทำให้อุดมศึกษาปลอดพ้นจากศาสนาก็แต่เพียงเฉพาะภายนอกเท่านั้น หากแต่เนื้อในแล้ว อุดมศึกษาของอินเดียนั้นส่วนหนึ่งยังแนบแน่นอยู่กับศาสนา

สถาบันอุดมศึกษาทางการเกษตร (Rural University) กับชุมชนเกษตรกรอินเดีย
ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและองค์กรภาคประชาชนที่ชัดเจนและเป็นความสัมพันธ์ที่น่าสนใจมากในสังคมอินเดีย คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาทางการเกษตรกับชุมชนเกษตรกร. ความสัมพันธ์ส่วนนี้ เกิดขึ้นมาจากการที่มหาวิทยาลัยทางด้านวิชาการเกษตรถูกจัดตั้งขึ้นจากแนวคิดเรื่องมหาวิทยาลัยชนบท (Rural University) ซึ่งปรากฎอยู่ในรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการราธกฤษณัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 แล้ว

การจัดตั้งมหาวิทยาลัยเพื่อประโยชน์ของชุมชนในชนบทที่เป็นภาคเกษตรกรรม มาปรากฎเป็นรูปธรรมชัดเจนในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการโกธารี ในปี ค.ศ. 1968 ที่เสนอให้แต่ละรัฐจัดตั้งมหาวิทยาลัยทางด้านการเกษตรของตนเองขึ้น และข้อเสนอนี้ได้ปรากฎเป็นจริงอยู่ในปัจจุบันนี้ ที่ทุก ๆ รัฐมีมหาวิทยาลัยทางด้านการเกษตรเป็นของตนเองอย่างน้อย 1 แห่ง แต่รัฐที่มีพื้นที่กว้างและประชากรมากก็มีมากกว่า 1 แห่ง ซึ่งในปัจจุบันนี้มีมหาวิทยาลัยทางการเกษตรมากกว่า 40 แห่ง อยู่ทั่วอินเดีย และแต่ละมหาวิทยาลัยก็จะมีความรับผิดชอบในเขตพื้นที่ของตนเองในการให้บริการความรู้กับชุมชนเกษตรกร

มหาวิทยาลัยทางด้านการเกษตร การเรียนรู้ร่วมกับชุมชน
ภารกิจของมหาวิทยาลัยทางด้านการเกษตรนั้น นอกจากการสอน การศึกษา ค้นคว้า วิจัยแล้ว ยังมีภารกิจที่สำคัญมากคือการศึกษาเรียนรู้ร่วมกับชุมชน (Extension Education). การศึกษาเรียนรู้ร่วมกับชุมชนนี้ เป็นบทบาทที่เป็นหัวใจสำคัญของระบบมหาวิทยาลัยทางด้านการเกษตรของอินเดียดังที่กล่าวมาแล้ว ในส่วนนี้อยากจะชี้ให้เห็นว่า การศึกษาเรียนรู้ร่วมกับชุมชนนั้น เป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจมากในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน ดังที่ศาสตราจารย์ วี.เค ปาติล (Prof. V.K. Patil) อธิการบดีมหาวิทยาลัยการเกษตรมรัตถวาดา ได้กล่าวไว้ว่า

"วันนี้ มหาวิทยาลัยทางการเกษตรในอินเดียได้ประจักษ์แล้วว่า ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับผู้รับประโยชน์หรือกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นแกนสำคัญของสังคมชนบท มีความสำคัญมาก หากปราศจากเครือข่ายความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับชุมชนแล้ว ไม่มีมหาวิทยาลัยทางการเกษตรแห่งใดจะประสบความสำเร็จและความรุ่งเรืองอยู่ได้ เมื่อขาดเครือข่ายความสัมพันธ์เสียแล้ว โครงสร้างทุก ๆ ส่วนของมหาวิทยาลัยก็จะหักพังลง และภารกิจทั้งหมดของมหาวิทยาลัยก็จะมาถึงจุดหยุดนิ่งไม่มีความหมายใด ๆ ดังนั้น มหาวิทยาลัยทางการเกษตรทุก ๆ แห่ง ควรจะสร้างระบบกลไกที่มีปฏิสัมพันธ์อย่างมีประสิทธิภาพกับชุมชน"

คำกล่าวของท่านอธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยทางด้านการเกษตรท่านนี้ นับว่าน่าสนใจมาก เพราะได้สะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยทางด้านการเกษตรในสังคมอินเดีย

มหาวิทยาลัยการเกษตรเกราล่า และ Extention Education
จากประสบการณ์ในช่วงเวลาสั้นในการเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยการเกษตรเกราล่า ที่เมืองตรีชูร์ ได้พบภาพที่น่าประทับใจในการศึกษาเรียนรู้ร่วมกับชุมชนของอาจารย์และนักศึกษา. เมื่อผู้เขียนสงสัยว่า Extension Education ของทางมหาวิทยาลัยมีความหมายอย่างไร จะหมายถึงการถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรหรือเปล่า เขาตอบมาว่าไม่ใช่ เพราะ Extention Education ไม่ใช่การสอนชาวบ้าน แต่เป็นการช่วยให้ชาวบ้านมีความสามารถที่จะเรียนรู้ในปัญหาที่เขาเผชิญอยู่ และสามารถแก้ปัญหานั้น ๆ ได้

ตัวอย่างที่อาจารย์ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนของ Extension Education หรือ การเรียนรู้ร่วมกับชุมชนได้ยกขึ้นมาเล่าให้ฟังเป็นตัวอย่างที่ดีมาก เป็นเรื่องความสำเร็จของเกษตรกรชาวเกราล่า ชื่อ คุณกูเรียโกศะ (Mr. Kuriakose) อายุ 34 ปี มีอาชีพทำสวนสับปะรด จากการศึกษาร่วมกันระหว่างคุณกูเรียโกศะ กับนักศึกษาและอาจารย์ของมหาวิทยาลัย ทำให้คุณกูเรียโกศะ สามารถพัฒนาพันธุ์สับปะรดจนมีผลผลิตชนะเลิศรางวัลผลผลิตการเกษตรดีเด่นแห่งอินเดีย รางวัลชนะเลิศนี้เป็นของคุณกูเรียโกศะผู้เป็นเกษตรกร ไม่ใช่ของนักศึกษาและอาจารย์

เพราะอาจารย์และนักศึกษาก็ไม่มีความรู้ในการปลูกสับปะรดเท่ากับคุณกูเรียโกศะ แต่เพราะไปศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน ทำให้เกษตรกรรายนี้สามารถพัฒนาพันธุ์สับปะรดให้มีผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ นี่เป็นความรู้ของเกษตรกรที่อาจารย์ผู้สอนก็ไม่เคยมีความรู้มาก่อน ทั้งอาจารย์และนักศึกษาต่างได้ความรู้จากการศึกษาเรียนรู้ร่วมกันในไร่สับปะรด รางวัลที่ได้รับจึงเป็นรางวัลของเกษตรกรที่มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เพียงแค่ไปช่วยให้เขามีความสามารถที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่เป็นปัญหาในการทำการเกษตรของเขา. เรื่องเล่านี้น่าพิจารณา เพราะความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ผลผลิตอันเป็นวัตถุ หากแต่อยู่ที่ท่าทีและระบบในการเรียนรู้ที่ลุ่มลึก และมีคุณค่ามหาศาลในทางสังคม

ตัวอย่างของความสัมพันธ์ ระหว่างมหาวิทยาลัยทางการเกษตรในรัฐเกราล่ากับชุมชนมีอีกมากที่น่าสนใจ แต่ละกิจกรรมที่เขาเล่าให้ฟังทำให้ผู้เขียนอยากไปดูด้วยสายตาว่า เขาทำอะไรและทำได้อย่างไร เพราะเพียงแต่ฟังเขาเล่ายังอดตื่นเต้นในความก้าวหน้าของเขาไม่ได้ เพราะนี่แหละ คือความก้าวหน้าทางวิชาการอย่างแท้จริง. ความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนเกษตรกรของมหาวิทยาลัยทางการเกษตร เป็นอีกมิติหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างวิชาการกับชีวิต ที่เป็นความสัมพันธ์เชิงเกื้อกูลต่อกันและกัน เพราะทั้ง 2 ฝ่าย ต่างให้และรับจากกันอย่างน่าชื่นชม

ย้อนอ่านบทความเกี่ยวเนื่อง: ธรรมนูญอุดมศึกษาอินเดียหลังอาณานิคม
อ่านบทความเกี่ยวเนื่อง: ผลผลิตและผลกระทบของอุดมศึกษาอินเดีย มหาวิทยาลัยกับชาวบ้าน

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++


สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4 I สารบัญเนื้อหา 5 I สารบัญเนื้อหา 6
สารบัญเนื้อหา 7 I สารบัญเนื้อหา 8
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@gmail.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@hotmail.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 1500 เรื่อง หนากว่า 30000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@gmail.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com

 

 

Media Project: From periphery to mainstream
The Midnight University 2008
Email 1: midnightuniv@gmail.com
Email 2: midnightuniv@hotmail.com
Email 3: midnightuniv@yahoo.com
บทความวิชาการนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑ : Release date 20 May 2008 : Copyleft by MNU.

หากมองการเมืองในเชิงรูปแบบกันแล้ว อินเดียได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีรูปแบบทางการเมืองที่ดีมากประเทศหนึ่ง และแน่นอนว่า ความดีงามทางการเมืองนี้ สถาบันอุดมศึกษามีส่วนร่วมอยู่ในการธำรงรักษารูปแบบนี้ไว้ด้วย แต่ตรงนี้ก็ต้องเข้าใจว่าสถาบันอุดมศึกษาที่กล่าวถึง หมายถึงสถาบันอุดมศึกษาที่ทำหน้าที่กล่อมเกลาประชาชน ด้วยจิตสำ นึกแบบประชาธิปไตยมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม ที่อังกฤษปกครองอินเดียอยู่ ถ้าจะกล่าวว่าสิ่งที่ระบบอุดมศึกษาของอินเดียในยุคอาณานิคมนั้น มอบไว้ให้กับประชาชนอินเดียแล้ว และไม่ถูกตั้งข้อรังเกียจและวิพากย์วิจารณ์ในเชิงลบ ก็เห็นจะเป็นสำนึกทางการเมืองแบบประชาธิปไตยนี้เอง เพราะแม้ว่าจะรังเกียจอะไรหลายๆ อย่าง แต่สังคมอินเดียกลับไม่รังเกียจความสำนึกทางการเมืองแบบประชาธิปไตยที่นำเข้ามา

H