บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนทุกชิ้นที่เผยแพร่ เป็นสมบัติสาธารณะ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการได้ ภายใต้นโยบายลิขซ้าย (copyleft) เพื่อสังคมไทย



สำหรับผู้สนใจส่งบทความเผยแพร่บนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ความยาวไม่น้อยกว่า ๑๐ หน้ากระดาษ กรุณาส่งไปได้ที่ midnightuniv@gmail.com
นักศึกษาและผู้สนใจสมัครเป็นสมาชิกมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน คลิกเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่แบนเนอร์ข้างบนนี้
อุดมศึกษาทางเลือก สำหรับผู้เรียนรู้ด้วยตัวเอง
Free Documentation License - Copyleft
2006, 2007, 2008
2009, 2010, 2011
2012, 2013, 2014

Everyone is permitted to copy and distribute verbatim copies of
this licen
e document, but changing
it is not allowed. - Editor
อนุญาตให้สำเนาได้ โดยไม่มีการแก้ไขต้นฉบับ

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ ๑๔๙๘ เผยแพร่วันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ : date 3 March 2008
ขณะนี้มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้ผลิตแผ่นซีดี รวมบทความทั้งหมดจำหน่ายเพื่อเป็นทุนสนับสนุนการดำเนินงานเว็บไซต์ หากสนใจสั่งซื้อได้ที่อีเมล์ midnightuniv@gmail.com
H

1

 

 

 

 

2

 

 

 

 

3

 

 

 

 

4

 

 

 

 

5

 

 

 

 

6

 

 

 

 

 

 

 

 

 

8

 

 

 

 

9

 

 

 

 

10

 

 

 

 

11

 

 

 

 

12

 

 

 

 

13

 

 

 

 

14

 

 

 

 

15

 

 

 

 

16

 

 

 

 

17

 

 

 

 

18

 

 

 

 

19

 

 

 

 

20

 

 

 

 

21

 

 

 

 

22

 

 

 

 

23

 

 

 

 

24

 

 

 

 

25

 

 

 

 

26

 

 

 

 

27

 

 

 

 

28

 

 

 

 

29

 

 

 

 

30

 

 

 

 

31

 

 

 

 

32

 

 

 

 

33

 

 

 

 

34

 

 

 

 

35

 

 

 

 

36

 

 

 

 

37

 

 

 

 

38

 

 

 

 

39

 

 

 

 

40

 

 

 

 

41

 

 

 

 

42

 

 

 

 

43

 

 

 

 

44

 

 

 

 

45

 

 

 

 

46

 

 

 

 

47

 

 

 

 

48

 

 

 

 

49

 

 

 

 

50

 

 

 

 

51

 

 

 

 

52

 

 

 

 

53

 

 

 

 

54

 

 

 

 

55

 

 

 

 

56

 

 

 

 

57

 

 

 

 

58

 

 

 

 

59

 

 

 

 

60

 

 

 

 

61

 

 

 

 

62

 

 

 

 

63

 

 

 

 

64

 

 

 

 

65

 

 

 

 

66

 

 

 

 

67

 

 

 

 

68

 

 

 

 

69

 

 

 

 

70

 

 

 

 

71

 

 

 

 

72

 

 

 

 

73

 

 

 

 

74

 

 

 

 

75

 

 

 

 

76

 

 

 

 

77

 

 

 

 

78

 

 

 

 

79

 

 

 

 

80

 

 

 

 

81

 

 

 

 

82

 

 

 

 

83

 

 

 

 

84

 

 

 

 

85

 

 

 

 

86

 

 

 

 

87

 

 

 

 

88

 

 

 

 

89

 

 

 

 

90

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โครงการสื่อเพื่อบริบทสิทธิมนุษยชน: จากชายขอบถึงศูนย์กลาง - Media Project: From periphery to mainstream
ค้นหาบทความโดยคลิกที่แบนเนอร์และใส่คำค้นที่สำคัญ



03-03-2551 (1498)

การเมืองแห่งอัตลักษณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้
เรื่องต้องรู้ของรัฐไทยในการแก้ปัญหาความรุนแรงภาคใต้ (ตอนที่ ๒)
ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี และคณะ
ดุษณ์ดาว เลิศพิพัฒน์, อารีลักษณ์ พูลทรัพย์,สุรวุฒน์ ช่อไม้ทอง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

งานศึกษาต่อไปนี้เคยเผยแพร่แล้วในรูป pdf ที่ www.polsci.tu.ac.th/polsci2550/srisompop.pdf
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นำมาเผยแพร่ต่อบนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเพื่อเป็นวิทยาทาน เดิมชื่อ
การเมืองชายขอบกับการใช้ความรุนแรง และการเมืองแห่งอัตลักษณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยงานศึกษานมุ่งชี้ให้เห็นว่า ปรากฏการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ปัจจุบัน
ได้กลายรูปเป็นการเมืองแห่งอัตลักษณ์แบบใหม่(new identity politics)
ที่เน้นย้ำการสร้างความเป็นเราและเป็นอื่นอย่างเข้มข้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ซึ่งทำให้เกิดการสร้างวาทกรรมและปฏิบัติการทางวาทกรรมที่ซับซ้อนและรุนแรง
สาระสำคัญของงานศึกษานี้ ประกอบด้วย
1. แนวความคิดและสมมุติฐานเรื่องการเมืองชายขอบ
2. แนวความคิดและสมมุติฐานเรื่องการเมืองแห่งอัตลักษณ์
3. เรื่องของอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และศาสนา กับอำนาจการทำสงครามแบบใหม่
4. ตัวแบบการสร้างความสมานฉันท์ ขจัดความไม่ไว้วางใจ ขจัดอคติและความเกลียดชัง
5. ตัวแบบการสร้างสำนึกความเป็นพลเมืองตามทรรศนะอิสลาม
(หมายเหตุ: เนื่องจากงานศึกษานี้มีความยาวพอสมควร จึงได้แบ่งออกเป็น ๒ ภาค)
midnightuniv@gmail.com

บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา
ข้อความที่ปรากฏบนเว็บเพจนี้ ได้รักษาเนื้อความตามต้นฉบับเดิมมากที่สุด
เพื่อนำเสนอเนื้อหาตามที่ผู้เขียนต้องการสื่อ กองบรรณาธิการเพียงตรวจสอบตัวสะกด
และปรับปรุงบางส่วนเพื่อความเหมาะสมสำหรับการเผยแพร่ รวมทั้งได้เว้นวรรค
ย่อหน้าใหม่ และจัดทำหัวข้อเพิ่มเติมสำหรับการค้นคว้าทางวิชาการ
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ ๑๔๙๘
ผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๑
(บทความทั้งหมดยาวประมาณ ๑๙ หน้ากระดาษ A4)

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

การเมืองแห่งอัตลักษณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้
เรื่องต้องรู้ของรัฐไทยในการแก้ปัญหาความรุนแรงภาคใต้ (ตอนที่ ๒)
ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี และคณะ
ดุษณ์ดาว เลิศพิพัฒน์, อารีลักษณ์ พูลทรัพย์,สุรวุฒน์ ช่อไม้ทอง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

3. เรื่องของอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ และศาสนา กับอำนาจการทำสงครามแบบใหม่
ความเชื่อมโยงระหว่างความเป็นชายขอบและคนชายขอบ โดยเฉพาะคนกลุ่มน้อยต่างชาติพันธุ์กับการเมืองแห่งอัตลักษณ์เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด และเป็นที่ยอมรับกัน อย่างไรก็ดี การต่อสู้เพื่ออัตลักษณ์มีความหมายต่อการใช้อำนาจเชิงบวกหรือเชิงลบ ยังเป็นเรื่องที่ท้าทายความเข้าใจอยู่มาก ว่าการต่อสู้ดังกล่าว เป็นการต่อต้านอำนาจการควบคุมและเป็นอิสระ หรือเป็นการใช้อำนาจควบคุมแบบใหม่ที่มีความรุนแรงหนักยิ่งไปกว่าเก่าหรือไม่ สิ่งนี้เห็นได้ชัดเจนในเวทีการเมืองของหลายประเทศในโลก ซึ่งการเมืองแห่งอัตลักษณ์ในแบบใหม่เป็นปรากฏการณแพร่หลาย ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจก็คือ ได้เกิดความรุนแรงในลักษณะใหม่ที่มีการจัดตั้งเป็นอย่างดีในหลายๆ ประเทศของทวีปเอเชีย อัฟริกา และในยุโรปตะวันออก

ลักษณะความรุนแรงดังกล่าวถูกนักวิชาการเรียกกันว่า "สงครามแบบใหม่ (new war)" อันเป็นความรุนแรงที่สะท้อนธรรมชาติทางการเมืองแบบใหม่ ลักษณะพิเศษของสงครามชนิดนี้ทำให้เราหาเส้นแบ่งได้ยาก ระหว่างสงครามแบบเก่าที่รัฐกระทำต่อรัฐ หรือระหว่างรัฐกับกลุ่มปฏิวัติติดอาวุธ รวมทั้งไม่สามารถแยกความรุนแรงทางการเมืองกับการก่อความรุนแรงแบบอาชญากรรมอย่างมีการจัดตั้ง นอกจากนี้ ความรุนแรงดังกล่าวยังก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงด้วย

ลักษณะสำคัญของสงครามแบบใหม่ก็คือ เป้าหมาย วิธีการ และการแสวงหาทรัพยากรมาสนับสนุนการก่อสงคราม เป้าหมายสำคัญที่สุดของสงครามแบบใหม่ชนิดนี้ก็คือ การเมืองว่าด้วยอัตลักษณ์ ? (identity politics) (22) ซึ่งจะแตกต่างไปจากเป้าหมายการต่อสู้เหนือดินแดน และอุดมการณ์แบบสงครามในอดีต ในบริบทของโลกยุคโลกาภิวัตน์ความแตกแยกทางอุดมการณ์และดินแดนแบบเก่าถูกแทนที่ด้วยความแตกแยกทางการเมือง ที่เกิดจากการแบ่งกลุ่มตามลักษณะอัตลักษณ์เฉพาะของตนเอง กับการเปิดตัวสู่โลกแห่งความเป็นสากล, ความแตกแยกระหว่างค่านิยมความหลากหลายทางวัฒนธรรมกับความเชื่อในอัตลักษณ์ที่คับแคบของกลุ่ม

(22) แนวคิดเรื่องสงครามแบบใหม่และการเมืองแห่งอัตลักษณ์ในที่นี้ประมวลมาจากแนวคิดของ Mary Kaldor, New&Old Wars: Organized Violence in Global Era, (Standford, California: Standford University Press, 2007).

แบบอย่างที่เห็นได้ชัดในสังคมชายแดนภาคใต้ของไทยก็คือ สงครามขนาดเล็กได้กลายเป็นการก่อความรุนแรงที่เป้าหมายการต่อสู้ชัดเจนเพื่อประกาศตัวตนทางชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์และศาสนา การเมืองแห่งอัตลักษณ์ในที่นี้จึงหมายความถึง การอ้างสิทธิอำนาจบนพื้นฐานของอัตลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นความเป็นเชื้อชาติ ศาสนา หรือภาษาพูด อาจมีข้อโต้แย้งว่าในอดีตสงครามทุกประเภทก็เกี่ยวกับอัตลักษณ์เช่นกัน แต่อัตลักษณ์ดังกล่าวมักจะเกี่ยวโยงกับเรื่องของรัฐหรือการต่อสู้เพื่อรัฐ การเมืองแห่งอัตลักษณ์ในแบบใหม่เป็นการอ้างถึงอำนาจในการใช้ป้ายชื่อสัญลักษณ์เพื่อแสดงตัวตนอัตลักษณ์ ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงทางการเมืองและสังคม เช่นการประกาศอิสรภาพ การสร้างรัฐอิสลามปัตตานี แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ อัตลักษณ์เหล่านี้ "... จะเชื่อมโยงกับความเป็นตัวแทนความใฝ่ฝันสู่อุดมคติในอดีตกาล…" จึงอาจจะกล่าวได้ว่ากระแสคลื่นของการเมืองแห่งอัตลักษณ์ยุคใหม่ ? เป็นการย้อนยุคไปสู่อดีต เป็นการฟื้นความรู้สึกเกลียดชังศัตรูในสมัยโบราณ ที่ถูกเก็บกดและควบคุมเอาไว้ในยุคอาณานิคม และสงครามเย็น

เมื่อมองให้ลึกลงไปอีก ประเด็นทางการเมืองที่น่าสนใจในที่นี้ก็คือ คำบอกเล่าเรื่องราวของการเมืองแห่งอัตลักษณ์ นอกจากจะขึ้นอยู่กับความทรงจำและการสืบทอดประเพณีของสังคม เช่น เรื่องเล่าประวัติศาสตร์แบบตำนาน และ เพลงกล่อมเด็ก อีกด้านหนึ่ง อัตลักษณ์ยังจะต้องถูก "สร้างขึ้นมาใหม่" ภายใต้บริบทแห่งความล้มเหลวของแหล่งที่มาของอำนาจที่มีความชอบธรรมทางการเมือง เช่น ความไม่น่าเชื่อถือของการเมืองแบบเผด็จการทหาร ความล้มเหลวของกระบวนการประชาธิปไตย ความผิดพลาดของผู้นำศาสนา หรือความไร้น้ำยาของวาทกรรมแห่งการสร้างชาติ หรือการสร้างภาวะความเจริญทันสมัยของรัฐบาล รวมถึงความล้มเหลวของของการสร้างรัฐชาติที่ผสมกลมกลืน

บนพื้นฐานความล้มเหลวเป็นชุดๆ ดังกล่าว ทำให้ลักษณะโครงการทางการเมืองแบบ "มองย้อนกลับไปข้างหลัง" ก่อกำเนิดขึ้นในที่ว่างสุญญากาศ ที่เกิดจากการไร้ซึ่งความสำเร็จของโครงการทางการเมือง "แบบแลไปข้างหน้า" เพราะเหตุดังกล่าว การเมืองแห่งอัตลักษณ์จึงไม่เหมือนการเมืองแห่งอุดมการณ์แบบเก่า ที่มีโครงการและนโยบายเปิดเผยแก่คนทั่วไป และมีบูรณาการความคิด เช่นนโยบายพรรคการเมืองหรือพรรคคอมมิวนิสต์. การเมืองอัตลักษณ์ชุดใหม่นี้มีลักษณะพิเศษปิดตัวแคบเฉพาะกลุ่ม และในตัวของมันเองมีแนวโน้มที่จะแยกย่อยเป็นชิ้นเป็นส่วน แต่ร้อยผูกอยู่ด้วยกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ ? เพราะความจริงในอดีตจะเป็นข้อเท็จจริงหรือมีเหตุผลหรือไม่อย่างไร ไม่สำคัญเท่าการทำให้คนมีความเชื่อว่าเป็นจริง เพราะมันเป็นความเป็นจริงเสมือนของภาพในอดีตที่ถูกสร้างขึ้นในปัจจุบัน เพื่อรับใช้ปัจจุบัน และสงครามในปัจจุบันคือการทำให้อดีตหรือประวัติศาสตร์กลับมาต่อสู้กันในปัจจุบันนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีลักษณะพิเศษของการเมืองแห่งอัตลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับกระบวนการโลกาภิวัตน์ด้วย

ลักษณะประการแรก คือ คลื่นลูกใหม่ของการเมืองแห่งอัตลักษณ์ จะเกิดขึ้นทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก ทั้งในระดับชาติและข้ามชาติ ในหลายๆ กรณีจะเกิดชุมชนผู้พลัดถิ่น (diaspora communities) ซึ่งมีอิทธิพลจากความก้าวหน้าของการเดินทางและเทคโนโลยีการสื่อสาร ผู้อพยพพลัดถิ่นในต่างประเทศที่ก้าวหน้าในด้านอุตสาหกรรม หรือประเทศที่ร่ำรวยในการค้าน้ำมัน จะเป็นแหล่งของแนวคิด ทุน และเทคนิค ในการต่อสู้ทางการเมืองแห่งอัตลักษณ์ และจะผลักดันความคิดที่แปลกแยกหรือจินตนาการฝันเฟื่องของตนเองมาสู่ภายในประเทศ ซึ่งมีสถานการณ์ที่แตกต่าง มีผู้พลัดถิ่นชาวปัตตานีและสามจังหวัดจำนวนไม่น้อยที่เกาะกลุ่มกันในต่างประเทศ ทั้งในประเทศเพื่อนบ้านและในยุโรป ในประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งยังสื่อกลับมายังบ้านเกิดของตนเองและเป็นฐานกำลังหนุนที่เข้มแข็งของสงครามอัตลักษณ์ในประเทศ

ลักษณะประการที่สอง ก็คือ การใช้เทคโนโลยีแบบใหม่ การระดมทางการเมืองจะมีอัตราความเร็วสูงขึ้นมาก เพราะการใช้สื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ อิทธิพลของโทรทัศน์ วิทยุ วิดีโอ และอินเตอร์เน็ต เป็นสิ่งที่สำคัญมากในกระบวนการโฆษณาประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ สัญลักษณ์ของวัฒนธรรมมวลชนแบบโลกาภิวัตน์ เป็นสื่อแสดงอัตลักษณ์ที่สำคัญ เช่น รถยนต์เมอซิเดสเบนซ์ แว่นตาเรย์แบน เสื้อยืด ผ้ามือสองจากประเทศตะวันตก และทีมฟุตบอลระดับโลก ซึ่งถูกนำมาผนวกกับตราอัตลักษณ์พิเศษของตนเอง

ลักษณะประการที่สาม คือลักษณะพิเศษอีกประการหนึ่งของการเมืองแห่งอัตลักษณ์ การเปลี่ยนแปลงวิธีการทำสงคราม หรือวิธีการใช้ในการทำสงครามแบบใหม่ ยุทธศาสตร์ของสงครามแบบใหม่เป็นการถอดประสบการณ์ทั้งจากสงครามกองโจร (guerrilla warfare) และการต่อต้านการก่อความไม่สงบ (counter-insurgency) ในยุคสงครามเย็น ซึ่งการผสมผสานดังกล่าวทำให้สงครามแบบใหม่มีลักษณะพิเศษต่างไปจากอดีต สงครามในแบบแผนหรือสงครามโดยทั่วไปมีเป้าหมายที่จะยึดดินแดนโดยวิธีทางการทหาร การเผชิญหน้าทางการยุทธ์ในสนามรบเป็นตัวแปรขาดของสงคราม ส่วนสงครามกองโจรนั้น ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อหลีกหนีการระดมกำลังพลจำนวนมากที่จุดเดียว อันเป็นลักษณะพิเศษของสงครามในแบบ ในสงครามกองโจรนั้น ดินแดนจะถูกยึดครองได้ด้วยการควบคุมทางการเมืองต่อประชากรด้วยงานมวลชน มากกว่าจะใช้วิธีการรุกทางทหาร การปะทะอย่างเปิดเผยจะถูกหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในทฤษฎีสงครามของเหมาเจ๋อตง นักรบกองโจรมุ่งที่จะเอาชนะจิตใจของมวลชน แต่ในสงครามแบบใหม่กองกำลังกลับใช้เทคนิควิธีการสงครามต่อต้านการก่อความไม่สงบ คือการสร้างความไร้เสถียรภาพ ดังนั้น วิธีการทำสงครามจะเปลี่ยนไปเป็นการใช้วิธี "สร้างความหวาดกลัวและความเกลียดชัง" ให้เกิดขึ้น เป้าหมายก็คือ ควบคุมประชากรด้วยการขจัดใครก็ตามที่มีอัตลักษณ์ต่างจากตน (พวกกาเฟร์ซียัม) และจัดการคนที่มีความคิดต่างเป็นอื่น (ถึงแม้จะมีอัตลักษณ์แบบเดียวกับพวกตน เช่น พวกผู้ทรยศหรือมูนาฟิก) และสร้างความรู้สึกหวาดกลัว (เตือน กับตาย !)

ดังนั้น เป้าหมายทางยุทธศาสตร์สงครามแบบใหม่ก็คือ ปลุกระดมให้เกิดการเมืองแห่งความคิดที่รุนแรงบนพื้นฐานของความกลัวและความเกลียดชัง พวกเขาจะใช้วิธีขับไล่ประชากรให้หนีจากพื้นที่ด้วยวิธีอันหลากหลาย เช่น การฆ่า ย่างสด ยิงรายวัน และใช้เทคนิคจิตวิทยาการเมืองและทางเศรษฐกิจด้วยการข่มขู่คุกคาม เช่นทำลายทรัพย์สิน ตัดต้นยางทิ้ง ห้ามไม่ให้คนท้องถิ่นซื้อที่ดินทรัพย์สินของคนพุทธที่อพยพหนีตาย ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงส่วนมากก็คือประชาชนหรือพลเรือนทั่วไป. สถิติการตายในเหตุการณ์ความไม่สงบภาคใต้ คนส่วนมากที่สุดซึ่งเป็นเหยื่อคือประชาชน มากกว่าเจ้าหน้าที่ นอกจากนั้น เพื่อสร้างความหวาดกลัวและความขัดแย้งในวงกว้าง สงครามแบบใหม่จะใช้ว้วิธีการโจมตีที่สร้างภาพปฏิบัติการที่โดดเด่นและโหดเหี้ยมอำมหิต เช่น บางครั้งจะใช้การฆ่าด้วยวิธีการตัดคอ เผาร่างไร้วิญญานของเหยื่อผู้ถูกกระทำ ฆ่าทหาร หรือพลเรือนเป็นกลุ่มในการซุ่มโจมตีและไล่ยิงหัวผู้บาดเจ็บทีละคน เป็นต้น

การใช้ความรุนแรง มีความหมายอะไรในทางการเมือง?
มีคำถามว่า การใช้ความรุนแรงโหดเหี้ยม มีความหมายอะไรในทางการเมือง? Gilles Kepel (2002) ให้คำอธิบายสาเหตุที่ขบวนการอิสลามหัวรุนแรงในหลายประเทศ เช่น อิยิปต์ และอัลจีเรียในช่วงทศวรรษที่ 1990s หันมาใช้วิธีการใช้ความรุนแรงโหดเหี้ยมในปฏิบัติการไม่ว่าจะเป็นการสังหารโดยใช้วิธีตัดคอ หรือวิธีอื่นๆ เพราะความรุนแรงมีบริบทของตัวมันเอง (violence has context)

ตรรกะของยุทธศาสตร์การใช้ความรุนแรงอย่างสุดขั้วก็คือ ผลักดันให้เยาวชนที่เป็นสมาชิกของขบวนการมีอำนาจมากขึ้น หรือขยายอำนาจของคนรุ่นใหม่ที่เป็นพวกตนเข้าไปในพื้นที่เป้าหมาย เช่น ปฏิบัติการความรุนแรงทำให้สมาชิกวัยรุ่นของ Gamma Islamiya มีอำนาจและขยายพื้นที่อิทธิพลในบริเวณรอบกรุงไคโร ในช่วงปี 1992. ในพื้นที่ดังกล่าว คนหนุ่มและวัยรุ่นมีอำนาจเหนือผู้นำรุ่นอาวุโส ปรากฏการณ์แบบเดียวกันเกิดขึ้นในอัลจีเรีย ในช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างปี 1888-1998 ความรุนแรงจึงเป็นเครื่องมือระดมทางการเมืองที่สำคัญอย่างหนึ่ง (23)

(23) Gilles Kepel, Jihad: The Trail of Political Islam, Cambridge, Massachusetts:
Harvard University Press, 2002, pp. 289-291

การใช้ความรุนแรงเพื่อประกาศสงครามเชิงอัตลักษณ์ เป็นสิ่งที่ก่อความรุนแรงอย่างเกินความคาดหมายของนักวิชาการเรื่องอัตลักษณ์ หรือนักคิดในยุคหลังสมัยใหม่ ตัวอย่างเช่น ในบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา ชาวเซิอร์บบอสเนียใช้วิธีการข่ม่มขืนผู้หญิงมุสลิมเป็นจำนวนกว่าสองพันคนพร้อมกัน ในลักษณะที่เรียกว่า mass rapes และฆ่าคนบริสุทธ์ที่ไร้อาวุธเป็นจำนวนพัน (24) ด้วยการปลุกเร้าสำนึกความเกลียดชังในอดีตที่เซอร์บมีต่อมุสลิมและเตอร์ก เรื่องราวที่ปลุกขึ้นมาใหม่เป็นเหตุการณ์เก่า ตั้งแต่ปี ค.ศ.1389 และฟื้นความรุ่งเรืองของอาณาจักรเซอร์บตั้งแต่ยุคกลาง

(24) Neil J. Kressel, Mass Hate The Global Rise of Genocite and Terror, Westview, 2002

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือความรุนแรงที่เกิดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ที่ความรุนแรงรายวันยังขยายตัวลุกลามออกไป ดังนั้น การใช้อำนาจการเมืองของกลุ่มคนชายขอบในรูปของสงคราม หรือการเมืองแห่งอัตลักษณ์ อาจจะไม่เป็นอำนาจในทางบวกเสมอไปหากมีเงื่อนไขที่ทำให้ความรุนแรงขยายตัวออกไปจนเกินขอบเขต และสร้างสัญลักษณ์ที่เลยความหมายเดิมของตนเอง. สิ่งที่น่าคิดก็คือ การต่อสู้กับปรากฏการณ์ดังกล่าว ต้องอาศัยแนวคิดในการต่อสู้แบบประชาธิปไตย และการสร้างความเป็นธรรมในทางสังคมขึ้นมา ดังเช่นที่ Kellner อธิบายว่าการใช้วิธีการแบบลัทธิทหาร และรัฐตำรวจเพื่อต่อสู้กับลัทธิก่อการร้าย อันเป็นผลมาจากโลกาภิวัตน์กลับจะยิ่งสร้างความไม่มั่นคงและความอ่อนแอให้มากขึ้นกับรัฐและสังคม เพราะปัจจัยดังกล่าว จะยิ่งจะไปสร้างเงื่อนไขของความขัดแย้งหรือสร้างศัตรูให้กับระบบ และก่อให้เกิดคลื่นใหญ่กลับมาสู่ระบบที่ดำรงอยู่ได้ ดังนั้นจึงควรยืนยันให้เห็นค่านิยมพื้นฐานและกระบวนการทางสถาบันแบบประชาธิปไตย (25)

(25) Douglas Kellner, op.,cit., p. 22

Cosmopolitan factors and civil society
นอกจากนี้ยังต้องให้มีการประสานวิธีการแก้ไขปัญหาทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก เพื่อการแก้ไขปัญหา แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอของ Mary Kaldor ที่เน้นว่า จะต้องแก้ปัญหาด้วยรูปแบบการปกครองและการบริหาร (governance) ที่อาศัยความคิดสากลนิยม (cosmopolitanism). แทนที่จะเป็นการเน้นอัตลักษณ์บนความเชื่อแบบเชื้อชาตินิยมที่คับแคบหรือรุนแรงสุดขั้ว แนวความคิดแบบมนุษยนิยมจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ในรูปแบบการปกครองเพื่อจะแก้ปัญหานี้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นดังกล่าว เป็นความขัดแย้งระหว่างพลังแบบใหม่ของลัทธิชาตินิยมตามกลุ่มเชื้อชาติกับค่านิยมประชาสังคม ฝ่ายที่เน้นชาตินิยมต้องการจะขจัดแนวคิดแบบสากลนิยมบนฐานของมนุษยธรรม ดังนั้นสงครามแบบใหม่ดังกล่าวจึงมิใช่สงครามระหว่างสองฝ่ายสองความเชื่อ แต่เป็นสงครามที่กระทำ"ต่อประชาชนพลเมืองและต่อต้านพลังแห่งประชาสังคม" (26)

(26) Mary Kaldor, op.cit, p.61

ในที่นี้ จะต้องยอมรับว่ารูปแบบของการบริหารการปกครอง (governance) เป็นประเด็นสำคัญที่เป็นหัวใจของการแก้ปัญหาความรุนแรงซึ่งผสมปนเปกับกระแสโลกาภิวัตน์ เพราะเหตุที่ว่ารัฐประชาชาติและชุมชนในจินตนาการในแบบเก่า กลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยแล้ว และที่จริงอาจจะไม่มีอยู่จริงก็ได้ในบริบทความอ่อนแอ เปราะบาง ความขัดแย้งในตัวเอง และความคลุมเครือของพื้นที่แห่งโลกาภิวัตน์ ดังนั้นแนวทางการแก้ปัญหาที่ใช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนแบบเก่าอย่างเดียว อาจจะใช้ไม่ได้ผลในการทำสงครามแบบใหม่ หัวใจสำคัญจึงน่าจะอยู่ที่การต่อเชื่อมปัจจัยความเป็นสากลนิยมและประชาสังคม(cosmopolitan factors and civil society) เข้าด้วยกัน เพื่อให้พลังความเป็นสากลนิยมมีความเข้มแข็ง และเสริมสร้างความเข้มแข็งของการบริหารการปกครองภายใน (governance)

การดำเนินการดังกล่าวทั้งหมด หมายถึงจะต้องมีโครงการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองเพื่อสร้างสภาวะสงบสันติและระเบียบกฎเกณฑ์สังคมขึ้นมา (reconstruction of political, economic, and social conditions for civility) การฟื้นฟูในที่นี้หมายถึง การสร้างอำนาจอันชอบธรรมทางการเมืองขึ้นมาใหม่ (political authorities) แม้จะเป็นเพียงแค่อำนาจในระดับท้องถิ่นและการฟื้นฟูประชาสังคมในความหมายที่ทำให้เกิดกฏหมายและระเบียบทางสังคม และทำให้เกิดเงื่อนไขที่กลุ่มทางการเมืองที่เป็นกลุ่มทางเลือกที่สามสามารถจะเกิดขึ้นได้

การฟื้นฟูนี้จะต้องทำให้เกิดการจัดการทางการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อมิให้ไปซ้ำรอยกับสถานการณ์ก่อนการปะทุขึ้นมาของความขัดแย้งอย่างรุนแรง ที่สำคัญก็คือ การฟื้นฟูดังกล่าวจะเป็นการปฏิรูปที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยรูปแบบเดิมตามปกติที่เป็นสูตรมาตรฐานทั่วไป ของระยะเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เช่น การจัดการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย หรือโครงการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมเพื่อให้เกิดกลไกตลาดที่เสรี เพราะกระบวนการเหล่านี้จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ตราบใดที่ยังไม่มีเวทีการระดมความคิดเห็นหรือการมีส่วนร่วมอย่างเสรีจริงๆ

ภายใต้สภาพการไร้ความสงบสันติ หรือไร้ภาวะกฎหมาย หรือมีบรรยากาศแห่งความกลัว สถาบันทางการเมืองที่มีความหมายจริงๆ ย่อมเกิดขึ้นได้ยาก เป้าหมายสำคัญของโครงการฟื้นฟูฯ ดังกล่าวก็คือ สร้างความชอบธรรมทางการเมือง (political legitimacy) ด้วยการสร้างกลไกบางอย่างไม่ว่าจะในทางศาสนา การปกครอง อุดมการณ์ หรือค่านิยมประชาธิปไตยที่ประชาชนมีความเห็นพ้องกับหลักความชอบธรรมอันนี้ อันจะนำไปสู่คำอธิบายว่าทำไมประชาชนจึงต้องเคารพกฎหมาย และองค์กรที่บังคับกฎหมาย (ไม่ว่าทหารหรือตำรวจ) จึงต้องทำงานตามคำสั่งที่ถูกต้องและชอบธรรม

ในทุกสังคมจะต้องมีความสัมพันธ์อันซับซ้อน ระหว่างกระบวนการทางการเมืองการปกครอง และการบริหารที่เรียกว่า governance กับหลักของความชอบธรรม (legitimacy) หรือความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการในเรื่องราวชีวิตมนุษย์ กับปัญหาว่าอำนาจการปกครองดังกล่าวมีพื้นฐานจากอะไร นอกจากนี้แล้ว ทั้งการปกครองการบริหารกับหลักของความชอบธรรม มีความสัมพันธ์กับปัญหารูปแบบของความมั่นคงด้วย. "ความมั่นคง"ในที่นี้หมายถึงความสามารถในการควบคุมความรุนแรงที่มีการจัดตั้ง ความสามารถในการรักษาระเบียบและปกป้องประชาชนจากความรุนแรง แต่ในทำนองเดียวกันไม่มีทางที่ใครจะควบคุมความรุนแรงได้ ถ้าขาดอำนาจความชอบธรรม


4. ตัวแบบการสร้างความสมานฉันท์ ขจัดความไม่ไว้วางใจ และขจัดอคติและความเกลียดชัง
ดังที่กล่าวไปแล้วว่า การเมืองชายขอบและการต่อสู้เพื่ออัตลักษณ์อาจจะมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ในกระบวนการดังกล่าว ทำให้เราต้องวิเคราะห์วิธีการและแนวทางการจัดการปัญหาแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนตามไปด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน และมีความเชื่อมโยงกันหลายมิติ พื้นฐานปัญหาที่แท้จริงเกิดจากความต้องการมีส่วนร่วม การดำรงอยู่ในสังคมไทยบนพื้นฐานของความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะ ในขณะที่มีบุคคลกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นคนจำนวนน้อยเท่านั้น ได้ใช้เงื่อนไขในอัตลักษณ์เฉพาะดังกล่าวมาขยายผลในการก่อความไม่สงบ ทำให้เกิดบรรยากาศความหวาดกลัว ความไม่ไว้วางใจระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่จนทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องตกอยู่ในสภาพของความหวาดกลัว เป็นอุปสรรคในการเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ (27)

(27) คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 206/2549 เรื่อง นโยบายเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

การวิเคราห์ดังกล่าวสอดคล้องกับเอกสารรายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (28) ที่อธิบายสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าเป็นปัญหาสั่งสมกดทับทับมาเป็นเวลานับศตวรรษ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การศึกษา และสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการสะสมการรับรู้เชิงลบจากความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และการถูกเลือกปฏิบัติ ยิ่งไปกว่านั้น สภาพการณ์ดังกล่าวยังถูกตอกย้ำด้วยสำนึกทางประวัติศาสตร์ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นความภาคภูมิใจ แต่ไม่ได้รับการยอมรับความจริงทางประวัติศาสตร์ ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นโดยเฉพาะผู้ที่มีการศึกษาหรือปัญญาชนส่วนใหญ่ ต้องการความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรม ความเสมอภาคไม่ถูกเลือกปฏิบัติ มีการใช้กฎหมายอย่างยุติธรรมด้วยหลักนิติธรรม ได้รับโอกาสการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของชุมชน การได้รับเกียรติในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน และการได้รับการยอมรับในความจริงของอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เป็นความภาคภูมิใจของประชาชนมาเป็นเวลายาวนาน แต่เมื่อพยายามเรียกร้องผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว กลับถูกมองจากเจ้าหน้าที่รัฐด้วยสายตาที่หวาดระแวง หาไม่ก็ถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรง ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยสิ้นหวังที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงด้วยสันติวิธี จึงหันไปหาวิธีรุนแรง ยิ่งเมื่อได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนหนึ่ง ความรุนแรงนั้นก็ยิ่งลุกลามแพร่ขยายมากขึ้น

(28) เอกสาร(ฉบับร่าง)ข้อเสนอของคณะอนุกรรมการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ในคณะกรรมการ กอส. หน้า 1 - 10 ปี 2549.

จากที่กล่าวมา การพัฒนาและแสวงหาวิธีจัดการความขัดแย้งในรูปแบบใหม่ และเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น วิธีการจัดการความขัดแย้งที่เหมาะสม จึงเป็นหัวใจสำคัญที่มีผลต่อทิศทางการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองที่ปรารถนา ดังนั้นยุทธศาสตร์สันติวิธีเพื่อความมั่นคงของชาติ จึงต้องได้รับความสนใจจากทุกฝ่าย และผลักดันให้มีผลในทางปฏิบัติอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้เพื่อลดความระส่ำระสายในสังคม และป้องกันการขาดศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย (29) เพราะสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ประชาชนเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงที่พึงปรารถนาดังกล่าวนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยสันติวิธี ขณะเดียวกันรัฐเองก็ต้องยอมรับว่า การขัดขืนต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนต้องการนั้น ย่อมไม่สามารถทำให้เกิดสันติสุขขึ้นได้ ดังนั้นจึงควรยอมรับความเปลี่ยนแปลงโดยส่งเสริมให้เป็นไปอย่างสันติ

(29) คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 187/2546 เรื่อง นโยบายเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เพื่อให้การดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถระงับและคลี่คลายปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ เกิดความสมานฉันท์และไว้วางใจในระดับที่เกื้อกูลต่อการพัฒนาทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ด้วยการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างมีบูรณาการ มีเอกภาพในการปฏิบัติงานเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพร่วมกับการใช้พลังสร้างสรรค์ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย ตลอดจนทุกคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสงบสุข บนเอกลักษณ์เฉพาะของศาสนาและวัฒนธรรม โดยเฉพาะการที่ชาวไทยมุสลิม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ "อยู่อย่างมุสลิมในสังคมไทย" เช่นเดียวกับศาสนิกกลุ่มอื่นที่เป็นสมาชิกของสังคมไทยเช่นกัน ในขณะเดียวกันก็เป็นพลังสร้างสรรค์ที่สำคัญของชาติในฐานะที่เป็นพลเมืองไทย และอยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมชาติอย่างมีความสุข มีความสามัคคีร่วมกัน ทุกคนเห็นคุณค่าของความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นพลังและปัญญาที่ช่วยให้เกิดความมั่นคง สันติสุข และการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งเป็นพลังสำคัญที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ในทางสร้างสรรค์และการพัฒนาร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน และประชาคมมุสลิม ประชาชนในพื้นที่มีโอกาสและบทบาทในการมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขปัญหาและการพัฒนา และการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายในสังคม เพื่อปกป้องวิถีชีวิตของคนในสังคมจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงและแรงกดดันจากภายนอก (30)

(30) อ้างอิงจากเอกสารนโยบายความมั่นคงแห่งชาติฯฉบับปัจจุบัน ปี พ.ศ.2542-2546.

ด้วยความสำคัญของปัญหาและเป้าหมายที่กล่าวมาข้างต้น คณะกรรมการการจัดทำยุทธศาสตร์สันติวิธี จึงได้ริเริ่มจัดกระบวนการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็น ก่อนที่จะนำข้อมูลในภาคประชาชนมาดำเนินการจัดทำเป็นยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป ภายใต้แนวคิดที่ว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างสันตินั้นเกิดขึ้นได้หากรัฐและประชาชนมีความไว้วางใจ และหันมาร่วมมือกันเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย ขณะเดียวกัน ก็เปิดพื้นที่สันติวิธีให้มากขึ้นด้วยการส่งสัญญาณทิศทางสันติวิธีให้ชัดเจน ทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติโดยให้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมจริงจัง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจ ไม่สับสนและยึดมั่นการใช้สันติวิธีเพื่อเป็นหนทางสู่การเปลี่ยนแปลงที่พึงปรารถนา โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็ต้องมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อสันติวิธี ตลอดจนมีทักษะที่เอื้อให้สามารถจัดการความขัดแย้งได้ด้วยสันติวิธี รวมไปถึงการสร้างเงื่อนไขในทางการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยอาศัยภูมิปัญญาทางศาสนา และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ส่งเสริมสันติวิธีอยู่แล้วเป็นบรรทัดฐาน

กล่าวโดยสรุป ผลจากการสังเคราะห์แนวคิดในเรื่องอัตลักษณ์และความเป็นชายขอบ รวมทั้งการศึกษาวิธีการจัดการความขัดแย้งของรัฐไทยในทางยุทธศาสตร์และนโยบายเพื่อแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขั้นต้นสรุปได้ว่า นโยบายของรัฐ รวมทั้งองค์ความรู้ทางวิชาการที่ผ่านมาสะท้อนออกมาในนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2542-2546 คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 187/2546 คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 206/2549 และรายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) เรื่อง "เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์"

องค์ความรู้และแนวคิดในทางยุทธศาสตร์ดังกล่าว ชี้ให้เห็นแนวทางสันติวิธี สมานฉันท์ และการแก้ไขปัญหาความจัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้บนพื้นฐานขององค์ประกอบ 3 ประการคือ

1. การสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการดำเนินนโยบาย คือ แนวทางความสมานฉันท์และการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี
2. การฟื้นคืนความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับรัฐ ระหว่างประชาชนมุสลิมกับประชาชนชาวพุทธ และชุมชนชายแดนไทยมาเลเซีย
3. ปัจจัยสุดท้ายก็คือ การขจัดความเกลียดชังและอคติในสังคมไทย

การสร้างบรรทัดฐานใหม่ในแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์เป็นที่มาของการกล่าวถึงเรื่องความสมานฉันท์และสันติวิธีในนโยบายรัฐปัจจุบัน แต่ความสมานฉันท์เป็นเรื่องนามธรรมในระดับค่านิยมและความคิดความเชื่อ รูปธรรมนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องมีรายละเอียดอีกมากในการดำเนินการ ซึ่งก็มาเกี่ยวพันกับปัจจัยที่สองก็คือ "การฟื้นคืนความไว้วางใจ" อันเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการในทางโครงสร้าง ในที่นี้สิ่งที่สำคัญก็คือโครงสร้างการบังคับใช้กฎหมาย ปัญหาในการดำเนินกระบวนการยุติธรรมของรัฐ ความยุติธรรมในทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาการลงทุน ความยากจน และการว่างงาน

นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องโครงสร้างความยุติธรรมในระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่และการพัฒนามนุษย์ ปัญหาโครงสร้างประชากร รวมทั้งปัญหาอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมอย่างเป็นธรรม ซึ่งประเด็นทรัพยากรนี้เกี่ยวพันกับเรื่องของสิทธิอำนาจของชุมชนในการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง ทะเล ที่ดินทำกิน ภูเขาและป่า เป็นต้น. ส่วนปัจจัยสุดท้ายที่กล่าวถึง การขจัดความเกลียดชังและอคติในสังคมเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งเกี่ยวพันกับปัจจัยในเชิงวัฒนธรรม เป็นประเด็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภาษาของคนมลายูปาตานี เรื่องของศาสนาอิสลามและวิถีชีวิตแบบมุสลิมของคนมลายูปาตานี และเรื่องสำนึกทางประวัติศาสตร์ระหว่างรัฐสยามกับรัฐมลายูอิสลามปาตานี

นอกจากปัจจัยต่างๆ 3 ประการที่กล่าวมานี้ ยังมีประเด็นรายละเอียดปลีกย่อยในทางปฏิบัติอีกหลายอย่าง ที่จะต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันด้วย ตัวอย่างเช่น โครงสร้างการเมืองการปกครองที่ยุติธรรม การจัดการในด้านความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงปลอดภัยของชุมชน บทบาทของกองกำลังทหารและตำรวจในพื้นที่ความมั่นคง. คณะกรรมการการจัดทำยุทธศาสตร์สันติวิธี ได้สรุปแนวทางในการระดมความคิดเห็น และประเด็นสำคัญที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากภาคประชาชน และพัฒนาตัวแบบนโยบายต่อไป

การจะเข้าใจว่าแนวคิดสมานฉันท์ การแก้ปัญหาความไม่ไว้วางใจ การขจัดอคติและความเกลียดชังเกี่ยวกันเป็นเนื้อเดียวอย่างไร ในกระบวนการก่อให้เกิดปัญหาและการแก้ปัญหาความขัดแย้ง รวมทั้งความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทำให้เราต้องมองลึกไปที่ "ปัญหาใจกลาง" ของปัญหาต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นมากมายในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส. จากการระดมความคิดเห็นของผู้นำและประชาชนในกลุ่มต่างๆ รวมทั้งการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ได้มาก็คือ ความสำคัญของประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ ซึ่งในที่นี้เป็นการผสมผสานขององค์ประกอบใน 3 ด้าน ได้แก่

- ความรู้สึกในชาติพันธุ์มลายูซึ่งแสดงออกในการใช้ภาษามลายูท้องถิ่น (ยาวี)
- วัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตแบบมลายูโดยเฉพาะใน 3 จังหวัดภาคใต้ ความผูกพัน วัตรปฏิบัติ และ
- ศรัทธาในศาสนาอิสลามของคนมลายูปาตานี ซึ่งมีลักษณะพิเศษ และความสำนึกในประวัติศาสตร์ของรัฐมลายูปาตานีที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

ในปี ค.ศ. 1902 (พ.ศ. 2445) เป็นปีสำคัญซึ่งนักประวัติศาสตร์มลายูบันทึกว่า เป็นปีที่เมืองปาตานีสูญเสียอำนาจอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ การสูญเสียอธิปไตยของบรรดารายา และชาวเมืองปาตานี นับเป็น "ปีแห่งความอัปยศในประวัติศาสตร์ปาตานี" เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลายอย่าง ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังจากนั้น ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ แต่ก็ได้ถูกจัดการให้กลายเป็นความเป็นจริงในจินตนาการของคนจำนวนหนึ่ง จนกลายเป็น "ความจริงเสมือน" ก่อรูปกันเป็นตัวตนและอัตลักษณ์ทางการเมืองของคนมลายูปาตานี ที่มีวิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม และภาษาพูดของมลายูท้องถิ่นเป็นตัวเชื่อมโยงที่สำคัญ มีคำอธิบายวาทกรรมทางศาสนาเป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งมาเสริมแรงให้ชัดเจนรุนแรงยิ่งขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ความรู้สึกต่อความอยุติธรรม หรือความไม่เป็นธรรม ที่อัตลักษณ์ดังกล่าวข้างต้นถูกกดดัน กีดกัน หรือเชื่อว่าถูกทำลายโดยรัฐไทยหรือนโยบายรัฐหลายอย่างนับแต่ในอดีต. ประเด็นเรื่องอัตลักษณ์และความยุติธรรมจึงถูกเชื่อมโยงกันอย่างแนบสนิท บนพื้นฐานวาทกรรม
เหล่านี้. ข้อขัดแย้งในเรื่องอัตลักษณ์เป็นความสำนึกที่เชื่อว่า เกิดจากความไม่เป็นธรรมมาตั้งแต่ต้นทาง ความอยุติธรรมเกิดจากการที่รัฐไทย เจ้าหน้าที่รัฐไทย ปฏิบัติต่อคนมลายูมุสลิมปาตานีอย่างไม่เป็นธรรมต่ออัตลักษณ์ สิ่งที่เกิดตามมาคือ ความไม่ไว้วางใจ ความหวาดระแวงและความมีอคติในแง่ต่างๆ ในนโยบาย โครงสร้างและกระบวนการของรัฐ การแก้ปัญหาก็คือ การจัดการให้รัฐปรับตัวเพื่อที่จะให้นำไปสู่การแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมและอคติ ที่มาจากประเด็นชาติพันธุ์และศาสนาดังกล่าว วงจรความรู้สึกขัดแย้งจะวนกลับไปกลับมา เมื่อรัฐไม่สามารถแก้ปัญหาอัตลักษณ์ได้ ตลอดช่วงเวลาอันยาวนาน

จากการวิเคราะห์ปัญหาใจกลางดังกล่าว ทำให้ได้ข้อสรุปแนวคิดในทางยุทธศาสตร์เพื่อแก้ปมปัญหาดังกล่าว โดยผ่านการปรับตัวของโครงสร้างและกระบวนการแห่งรัฐ (state transformation) เพื่อสร้างรัฐที่มีความยุติธรรมและสันติอย่างแท้จริง เพื่อปรับแก้ปัญหาที่โครงสร้างหรือนโยบายหรือกิจกรรมความรู้สึกหวาดระแวง, ไม่ไว้วางใจและอคติ, ความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอัตลักษณ์, การจัดการและโครงสร้างของรัฐที่กดดัน ปิดกั้นและกีดกันอัตลักษณ์ของรัฐไปกดทับหรือกีดกันอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ศาสนา และประวัติศาสตร์ของสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การแก้ปัญหาในโครงสร้างดังกล่าวในอีกชั้นหนึ่ง ก็จะนำไปสู่การแก้ปัญหาความรู้สึกหวาดระแวงไม่ไว้วางใจ และแก้ปัญหาที่มาแห่งความมีอคติและความเกลียดชังในสังคม นี่คือเนื้อหาที่แท้จริงของนโยบายและยุทธศาสตร์สมานฉันท์ ทำให้เกิดการร่วมมือกันอย่างแท้จริงในสังคมและรัฐที่มี
ความหลากหลายทางวัฒนธรรม

แนวทางการจัดการให้เกิดการแก้ปัญหาอัตลักษณ์และการกดทับประชากรในกลุ่มชายขอบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คือ การทำให้เกิดรัฐแห่งความยุติธรรม ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ทั้งหมด 7 ยุทธศาสตร์ ซึ่งได้มาจากการประมวลและสังเคราะห์ข้อคิดเห็นและการเสนอแนะของผู้นำ และประชาชนกลุ่มต่างๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

1. ยุทธศาสตร์ความยุติธรรมทางกฎหมาย
2. ยุทธศาสตร์การศึกษาเพื่อความยุติธรรมและบูรณาการ
3. ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อความยุติธรรม
4. ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรเพื่อความยุติธรรม
5. ยุทธศาสตร์ระบบราชการเพื่อความยุติธรรม
6. ยุทธศาสตร์ชุมชนมั่นคงและการกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่น
7. ยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อสันติ

1. ยุทธศาสตร์ความยุติธรรมทางกฎหมาย ลักษณะสำคัญของยุทธศาสตร์ความยุติธรรมก็คือการสถาปนาความชอบธรรมของรัฐ ด้วยการใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม กฎหมายที่กล่าวถึงมี 2 แบบคือ กฎหมายตามกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก เช่น

- กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา รวมทั้งกฎหมายพิเศษในพื้นที่ คือกฎอัยการศึกและพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
- ส่วนที่สองก็คือกระบวนการยุติธรรมทางเลือกซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรมและศาสนา

ข้อที่พึงสังเกตก็คือ จากการระดมความคิดเห็น คนมีความคิดเห็นว่าตัวบทกฎหมายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นดีอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากเจ้าหน้าที่นำไปใช้อย่างไม่ถูกต้องหรือเจ้าหน้าที่รัฐเองก็มีปัญหา กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายจึงต้องได้รับการแก้ไขและปรับปรุงให้เกิดความยุติธรรมในการปฏิบัติจริงๆ ต่อประชาชนทุกกลุ่มโดยเฉพาะคือมุสลิม นอกจากนี้กระบวนการยุติธรรมทางเลือกที่ให้ความสำคัญกับการนำเอาหลักศาสนาอิสลามมาใช้ในกฎหมาย และการให้ความสำคัญกับดาโต๊ะยุติธรรมในการพิจารณาคดี รวมทั้งให้ความสำคัญแก่ผู้นำท้องถิ่นและผู้นำชุมชนในการอำนวยความยุติธรรม

2. ยุทธศาสตร์การศึกษาเพื่อความยุติธรรมและบูรณาการ ยุทธศาสตร์ความยุติธรรมในการศึกษาหมาย ถึงการให้ความสำคัญกับการศึกษาที่สอดคล้องกับประชาชนในพื้นที่ ในที่นี้หมายถึงการศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และสถาบันปอเนาะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอัตลักษณ์มลายูและอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากข้อเสนอของประชาชน แนวคิดที่สำคัญก็คือการบูรณาการ ควรมีการบูรณาการระบบการศึกษาให้มีทั้งสายสามัญและสายศาสนาให้ควบคู่กัน ในนโยบายการศึกษาจะต้องส่งเสริมโรงเรียนสามัญศึกษาประจำอำเภอหรือตำบล ให้นำหลักสูตรอิสลามศึกษามาบูรณาการในการเรียนการสอน

นอกจากนี้ยังต้องควรส่งเสริมให้มีการรับบุคลากรในพื้นที่เป็นบุคลากรครูเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพให้ได้มาตรฐาน ประเด็นที่มีการพูดกันมากก็คือ การยอมรับฐานะครูของสอนศาสนาที่จบการศึกษาจากตะวันออกกลาง โดยเปิดโอกาสและยอมรับสถานภาพของครูสอนศาสนาเหล่านี้ ตัวอย่างวิธีการก็คือ ยกฐานะของครูสอนศาสนามาเป็นพนักงานของรัฐ และมีการจัดตั้งคณะกรรมการหรือองค์กรขึ้นมาดูแลบริหารบุคลากรด้านการสอนศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม เป็นต้น

ประเด็นยุทธศาสตร์เรื่องการศึกษา ยังรวมไปถึงหัวใจสำคัญของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก็คือประเด็นภาษามลายู จึงต้องมีการส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนในระบบ 2 ภาษา และยอมรับการใช้ระบบ 2 ภาษาในการทำงาน เน้นเนื้อหาสาระของศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ในระบบการศึกษาให้มากขึ้น นอกจากนี้เนื่องจากมีการใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือในการระดมทางการเมือง ตามแนวทางการเมืองเพื่ออัตลักษณ์ของมลายูปัตตานี ยุทธศาสตร์การศึกษาแบบบูรณรการจึงต้องจัดการกับปัญหาเรื่องประวัติศาสตร์อย่างมีเหตุผล มีองค์กรที่รับผิดชอบในการศึกษาและจัดทำประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ถูกต้อง และมีความน่าเชื่อถือ มีการบรรจุประวัติศาสตร์ปัตตานี และประวัติศาสตร์อิสลามที่ถูกต้องเผยแพร่แก่ประชาชน และบรรจุในหลักสูตรการศึกษาร่วมกับประวัติศาสตร์ไทย เพื่อเป็นการยอมรับและเปิดพื้นที่ให้กับอัตลักษณ์ท้องถิ่นในระบบการศึกษา

3. ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อความยุติธรรม เรื่องของความไม่เป็นธรรมยังถูกนำมาใช้อ้างในปัญหาทางเศรษฐกิจและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเด็นปัญหาที่สำคัญก็คือการขาดโอกาสการพัฒนาของคนท้องถิ่น การสร้างงาน และการประกอบอาชีพให้คนในท้องถิ่น สิ่งที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจก็คือ ทุน และการระดมทุนให้กับคนมุสลิมในพื้นที่ ซึ่งยังมีจำกัดและกีดกันจนทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม รัฐควรสนับสนุนและสร้างความเข้มแข้งให้แก่กลุ่มออมทรัพย์ของชุมชน ควบคู่ไปกับการสร้างเศรษฐกิจและวิสาหกิจชุมชน โดยเน้นให้การสนับสนุนด้านความรู้ในการบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพของกลุ่มออมทรัพย์ และให้การสนับสนุนด้านโครงการขนาดใหญ่เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่

4. ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรเพื่อความยุติธรรม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืนโดยท้องถิ่นและชุมชน เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ฐานเศรษฐกิจ สังคม และชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความเข้มแข็ง และเป็นตัวเสริมสร้างศักยภาพชุมชนที่สำคัญ ทั้งในพื้นที่ชุมชนประมงชายฝั่ง เขตป่าและที่ราบลุ่ม เขตป่าพรุ พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่อยู่ของชุมชนที่อาศัยฐานทรัพยากรเพื่อความอยู่รอดและต้องการฐานทรัพยากรเหล่านี้เพื่อรักษาชีวิตและสวัสดิการชุมชนไว้ สาระสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ก็คือการรักษาทรัพยากรให้ชุมชนมีส่วนร่วม และฟื้นฟูทรัพยากรโดยองค์กรชุมชนและองค์กรปกครองท้องถิ่น

5. ยุทธศาสตร์ระบบราชการเพื่อความยุติธรรม ระบบราชการที่สะท้อนลักษณะของประชากรและสังคม (representative bureaucracy) เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เกิดการบริหารงานที่ดีแบบธรรมาภิบาล (good governance) นอกจากนี้ปัญหาเรื่องการย้ายข้าราชการที่เป็นคนมาจากที่อื่นและมีความผิด เป็นปัญหาเดิมที่จะต้องให้ความสนใจ การพิจารณาให้คนในพื้นที่ซึ่งเป็นคนมุสลิมและพุทธ ซึ่งมีความรู้ความสามารถเข้าทำงานโดยให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกในการสอบคัดเลือก และการบรรจุแต่งตั้ง ที่เรียกว่า มาตรการยืนยันการคุ้มครองสิทธิแบบเข้มข้นหรือ affirmative action ซึ่งเป็นตัวแบบการแก้ปัญหาที่สำคัญที่สุดในสังคมที่มีปัญหาขัดแย้งทางด้านอัตลักษณ์

6. ยุทธศาสตร์ชุมชนมั่นคงและการกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่น เนื่องจากชุมชนท้องถิ่นหรือหมู่บ้านเป็นฐานการต่อสู้ที่สำคัญในการเมืองแห่งอัตลักษณ์ และเป็นสนามรบที่สำคัญในการใช้ความรุนแรงหรือการก่อความไม่สงบ ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์การก่อความรุนแรงส่วนใหญ่จะอยู่ที่หมู่บ้าน และเป้าของความรุนแรงส่วนมากที่สุดจะเป็นพลเรือนหรือชาวบ้านโดยทั่วไป ดังนั้น การทำให้ชุมชนมีความสงบและความมั่นคง จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดในการแก้ปัญหาความไม่สงบ

ยุทธศาสตร์ชุมชนมั่นคงก็คือ สร้างชุมชนให้เข้มแข็งโดยผ่านการเสริมสร้างความเข้มแข็งของโครงสร้างอำนาจผู้นำในชุมชน บทบาทผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และผู้นำตามธรรมชาติ จะต้องถูกเสริมสร้างอย่างจริงจัง ถ้าสามารถทำให้ผู้นำมีความเข้มแข็งและป้องกันตนเองได้ การกระจายอำนาจการบริหารและการปกครอง เช่น การตั้งสภาซูรอ หรือสภาชุมชน เป็นตัวช่วยความเข้มแข็งของชุมชน รัฐควรสนับสนุนหมู่บ้านพัฒนาและป้องกันตนเองโดยใช้การกระจายอำนาจออกสู่ตำบล หมู่บ้าน โดยเน้นบทบาทผู้นำชุมชนหรือท้องถิ่น. รูปแบบการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย ควรจะได้มีการดำเนินการอย่างเต็มที่ภายใต้กรอบของกฏหมายการปกครองท้องถิ่น และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ให้ท้องถิ่นสามารถจัดการการปกครองตนเองได้ให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น

ในเรื่องการก่อความไม่สงบนั้น รัฐอาจจะทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและป้องกันตนเองได้ ข้อเสนอที่ได้รับการเรียกร้องมากที่สุดก็คือการถอนทหารออกจากพื้นที่ โดยมีเงื่อนไขให้ชุมชนบางแห่งที่ปกป้องรักษาตนเองได้ ให้ผู้นำท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการเอง มีตำรวจชุมชนและกระบวนการยุติธรรมชุมชนเป็นตัวเสริมสร้างความมั่นคงของชุมชน

7. ยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อสันติ การสื่อสารคือยุทธการที่สำคัญของการเมืองแห่งอัตลักษณ์ ดังนั้น การสื่อสาร การให้ความหมาย และการแย่งชิงพื้นที่การตีความ จึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อสร้างสันติในชุมชน

บทสรุป
ดังที่กล่าวไปแล้วว่าการเมืองชายขอบ กลายเป็นประเด็นการศึกษารัฐศาสตร์ เพราะมีผลกระทบต่อวิธีคิดทางรัฐศาสตร์ในเรื่องรัฐและความมั่นคง เราได้เห็นการต่อสู้ของคนชายขอบในบริบทของจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ทำให้เกิดการเมืองอัตลักษณ์แบบใหม่ และความรุนแรงแบบใหม่ ในกระบวนการการเมืองดังกล่าวได้เกิดการต่อสู้อย่างรุนแรง และทำให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้การเมืองอัตลักษณ์แบบใหม่ยังเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาอื่นๆ ที่มีความอ่อนไหวต่อความรู้สึก และความขัดแย้งในทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องศาสนาและชาติพันธุ์ การศึกษาในเรื่องการเมืองชายขอบจึงมีผลกระทบอย่างมาก ต่อประเด็นสิทธิเสรีภาพ การใช้ความรุนแรงเพื่อยืนยันอัตลักษณ์มีผลกระทบต่อชีวิต ความคิดและความรู้สึกของคนในสังคม

ในท้ายที่สุดการเมืองแห่งอัตลักษณ์ มีผลกระทบอย่างมากต่อประเด็นปัญหาเรื่องอำนาจ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจของกลุ่มคนในสังคม ซึ่งการจัดการเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความรับรู้ในเรื่องรัฐ โครงสร้างอำนาจ และการจัดการของรัฐในสังคมประชาธิปไตยที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ยุทธศาสตร์และแนวทางในการแก้ปัญหาจึงถูกเสนอขึ้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

การเสนอชุดของยุทธศาสตร์ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของตัวแบบการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง เพื่อสร้างสภาวะสงบสันติและระเบียบกฎเกณฑ์สังคมในบริบทโลกาภิวัตน์ดังกล่าวข้างต้น จุดมุ่งหมายของการฟื้นฟู ก็เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง ด้วยการสร้างกลไกที่ประชาชนมีความเชื่อหรือเห็นพ้องกับหลักความชอบธรรมนี้ เพื่อสร้างความรู้สึกมั่นใจ ไว้วางใจ ลดความหวาดระแวงและความเกลียดชังที่มีต่อกัน เมื่อมีความไว้วางใจ การเคารพกฎหมาย และองค์กรที่บังคับใช้กฎหมาย (ไม่ว่าทหารหรือตำรวจ) ก็จะทำหน้าที่ได้มากขึ้น จุดที่น่าสนใจก็คือชุดของนโยบายเพื่อปฏิรูปการเมืองการบริหารนี้น่าจะนำมาสู่รูปแบบการจัดการด้านความมั่นคงในท้ายที่สุด นอกจากนี้แล้ว การสร้างรูปแบบการบริหารการปกครองที่เกิดขึ้นยังต้องอาศัยการกระจายอำนาจ โดยเน้นที่กลไกของท้องถิ่นและชนชั้นนำของท้องถิ่น ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มปัจจัยในด้านค่านิยมประชาธิปไตยและสากลนิยมตามตัวแบบที่เสนอไปแล้ว

อย่างไรก็ดี การพัฒนาตัวแบบดังกล่าวจะต้องเสริมด้วยการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองตามแนวทางของสากลนิยมหรือ cosmopolitanism ในกระบวนการนี้การสร้างเครือข่ายขององค์กรการปกครองท้องถิ่น องค์กรภาคประชาสังคม หน่วยงานด้านการพัฒนาของภาครัฐกับองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศ อาจจะเป็นประโยชน์ในเปิดพื้นที่การพัฒนาภาคประชาสังคมและสร้างความชอบธรรมในการบริหารการพัฒนาของรัฐ กระบวนการดังกล่าวเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างเขตท้องถิ่นที่มีความสงบและปลอดภัย (islands of civility) ไม่ว่าจะเป็นการปกครองท้องถิ่น องค์กรชุมชน หรือองค์กรประชาชนกับสถาบันการศึกษา และองค์การระหว่างประเทศ เครือข่ายของพื้นที่ท้องถิ่นที่มีความสงบและปลอดภัยที่มีความเข้มแข็ง ด้วยการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ จะช่วยสร้างกระบวนการประชาสังคมอันเป็นทางเลือกที่สามให้แก่การพัฒนา รวมทั้งทำให้เกิดภาวะประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ(deliberative democracy) เพื่อฟื้นฟูสภาพความสงบปลอดภัย สร้างแบบอย่างของหลักนิติธรรมและสันติภาพ ในเมื่อพื้นที่สงบและปลอดภัยดังกล่าวขยายตัวออกไปก็จะเกิดเขตแห่งความสงบ (zone of civility) ที่ขยายตัวออกไปและลดความชอบธรรมของเขตสงคราม (zone of wars)

ย้อนกลับไปทบทวนเรื่องเดียวกัน ภาค ๑
(นักศึกษา สมาชิก ผู้สนใจทุกท่านประสงค์อ่านต้นฉบับในรูป pdf คลิกเพื่อ download)

ย้อนกลับไปทบทวนเรื่องเดียวกัน ภาค ๑
คลิกไปอ่านต่อบทความเรื่องเดียวกันนี้ ตอนที่ ๓

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++


สารบัญข้อมูล : ส่งมาจากองค์กรต่างๆ

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา 1I สารบัญเนื้อหา 2 I
สารบัญเนื้อหา 3
I สารบัญเนื้อหา 4 I สารบัญเนื้อหา 5 I สารบัญเนื้อหา 6
สารบัญเนื้อหา 7 I สารบัญเนื้อหา 8
ประวัติ ม.เที่ยงคืน

สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง

webboard(1) I webboard(2)

e-mail : midnightuniv@gmail.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@hotmail.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกำลังจัดทำบทความที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทั้งหมด กว่า 1500 เรื่อง หนากว่า 30000 หน้า
ในรูปของ CD-ROM เพื่อบริการให้กับสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านในราคา 150 บาท(รวมค่าส่ง)
(เริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548)
เพื่อสะดวกสำหรับสมาชิกในการค้นคว้า
สนใจสั่งซื้อได้ที่ midnightuniv@gmail.com หรือ
midnight2545@yahoo.com

สมเกียรติ ตั้งนโม และคณาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(บรรณาธิการเว็บไซค์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
หากสมาชิก ผู้สนใจ และองค์กรใด ประสงค์จะสนับสนุนการเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ชุมชน
และสังคมไทยสามารถให้การสนับสนุนได้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนาม สมเกียรติ ตั้งนโม
หมายเลขบัญชี 521-1-88895-2 ธนาคารกรุงไทยฯ สำนักงานถนนสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หรือติดต่อมาที่ midnightuniv@yahoo.com หรือ midnight2545@yahoo.com


Words from the Text
สิ่งที่สำนักคิดประวัติศาสตร์สังคมของกลุ่มที่ถูกกดทับไว้ ค้นพบคือ การเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ ซึ่งปรากฏขึ้นในอินเดีย และกลุ่มทางสังคมเหล่านี้พยายามใช้วิธีการใหม่หลายอย่างในการปลุกระดมพลังการเมือง เช่น ใช้วิธีการเลือกตั้งและวิธีการที่ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพ ทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงปี 1990 กลายเป็นการเมืองชาติพันธุ์แบบใหม่ของอินเดีย (new ethnography of politics) การเมืองแบบนี้คือ การเมืองของคนชายขอบซึ่งต่อสู้กันอย่างเปิดเผย มีการรวมตัวแบบจัดตั้ง และใช้ทั้งวิธีการทั้งในแบบที่ถูกกฎหมายและนอกกฎหมาย รวมทั้งการใช้ความรุนแรงในบางระดับ การต่อสู้ดังกล่าวเป็นการยืนยันสิทธิประชาธิป
ไตยในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน ...
Media Project: From periphery to mainstream
The Midnight University 2008
Email 1: midnightuniv@gmail.com
Email 2: midnightuniv@hotmail.com
Email 3: midnightuniv@yahoo.com
Postcolonialism deals with cultural identity in colonised societies:
the dilemmas of developing a national identity after colonial rule;
the ways in which writers articulate and celebrate that identity
(often reclaiming it from and maintaining strong connections with
the coloniser); the ways in which the knowledge of the colonised (subordinated) people has been generated and used to serve
the coloniser's interests; and the ways in which the coloniser's literature
has justified colonialism via images of the colonised as
a perpetually inferior people, society and culture.