ต้นร่างในการสัมมนา"การวิจัยและการพัฒนาประเทศในภาวะวิกฤต" มอบให้มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเผยแพร่โดย อรศรี งามวิทยาพงศ์ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ประจำเดือนธันวาคม 2545 ลำดับที่ 221
หัวเรื่อง"ปัญหาของการพัฒนาตามกระแสหลัก" ชื่อเรื่อง"กระบวนทัศน์การพัฒนาของรัฐ : จากผู้ใหญ่ลีถึงหลุยส์ วิตตอง" โดย อรศรี งามวิทยาพงศ์ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ภาพประกอบดัดแปลง ผลงานจิตรกรรมของ Carlo Carra ชื่อ The Metaphysical Muse จากหนังสือ The Art Book. ประกอบผลงานภาพถ่ายชาวบ้าน โดย สมเกียรติ ตั้งนโม / วิจิตรศิลป์ มช.
คำอธิบายที่มาของภาพประกอบ
release date
011245
Quotation
จินตนาการใหม่ของมนุษย์หลังยุคดังกล่าว คือ การมีชีวิตที่มั่งคั่งสมบูรณ์ สุขสบายทางวัตถุ มีความปลอดภัย(จากภัยธรรมชาติ ภัยการเมือง) มีเสรีภาพในการคิด การแสวงหาความรู้ และความมั่งคั่งตามความสามารถของแต่ละปัจเจกบุคคล โดยมีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การแพทย์ และวิชาการทางสังคมศาสตร์ เช่น รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐหรือศาสตร์ ฯลฯ เป็นศาสตร์สำคัญในการจัดระเบียบสังคม และผลักดันให้จินตนาการของวิถีชีวิตบุคคลและสังคมอันสุขสบายดังกล่าวเป็นจริงขึ้นมา(7) ดังนั้น ไม่ว่าการพัฒนาเพื่อไปสู่เป้าหมาย Growth , Modernization, Globalization ต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ ความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมั่งคั่งสุขสมบูรณ์ หลุดพ้นจากข้อบีบคั้นต่าง ๆ ในอดีต หรืออยู่ตาม"อำเภอใจ"นั้นเอง
(บางส่วนจากบทความ)

ต้นร่างในการสัมมนา "การวิจัยและการพัฒนาประเทศในภาวะวิกฤต"(ความยาวประมาณ 15 หน้า)
จัดโดยโครงการบัณฑิตศึกษา สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา สถาบันราชภัฎเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ฯ ร่วมกับนักวิชาการทางสังคมศาสตร์จากสถาบันอื่น ๆ
กระบวนทัศน์การพัฒนาของรัฐ : จากผู้ใหญ่ลีถึงหลุยส์ วิตตอง

สาระสำคัญที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอในบทความนี้ คือการวิเคราะห์ว่า

ก.ในกระบวนทัศน์(1) การพัฒนาของรัฐ ตั้งแต่ยุคพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่ภาวะทันสมัย ซึ่งเริ่มต้นในสมัยจอมพลสฤษดิ์มาจนกระทั่งยุคแห่งการแข่งขันในกระแสโลกาภิวัตน์ของรัฐบาลปัจจุบัน รัฐมีกระบวนทัศน์ต่อ"การพัฒนา"อย่างไร มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ( คิดใหม่ ทำใหม่จริงหรือไม่)
ข. กระบวนทัศน์และวิธีคิดในการพัฒนาของรัฐ ตั้งมั่นอยู่บนรากฐานของความเชื่อในเรื่องอะไร อย่างไร
ค.กระบวนทัศน์การพัฒนาของรัฐเป็นปัจจัยประการหนึ่งซึ่งนำสังคมไทยมาสู่วิกฤตการณ์ในด้านต่าง ๆ อย่างไร มีกระบวนทัศน์อื่นซึ่งเป็นทางออก-ทางรอดหรือไม่ อย่างไร (คลิกเข้าไปอ่านรายละเอียด)

เว็ปไซค์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สร้างขึ้นมาเพื่อทุกคนที่ใฝ่ใจในการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ เพื่อให้ทุกคนสามารถศึกษาและแลกเปลี่ยนความคิดกันได้
สาเหตุซึ่งทำให้กระบวนทัศน์ถูกลดทอนความสำคัญให้น้อยลงกว่าความสำคัญจริงที่มันเป็น น่าจะมาจากการที่กระบวนทัศน์มิได้มีตัวตนเป็นรูปธรรมอยู่ในรูปของสถาบัน องค์กร กลุ่ม เหมือนปัจจัยอื่นๆ
วิกฤตการณ์ของมนุษย์ สังคม ระบบนิเวศในปัจจุบัน เป็นผลมาจากการที่บุคคลกลุ่มหนึ่งซึ่งถือครองอำนาจรัฐ ใช้อำนาจตัดสินใจตามกระบวนทัศน์ของตนว่า การพัฒนาคืออะไร มีเป้าหมายเพื่ออะไร "ความสุข"ของมนุษย์คืออะไร มาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร ฯลฯ แล้วใช้กลไก เครื่องมือ (ระบบราชการ กฎหมาย การศึกษา ฯลฯ) เข้าไปทั้งบังคับและโฆษณาชวนเชื่อให้เกิดการพัฒนาที่เป็นไปตามกระบวนทัศน์ของรัฐและกลุ่มทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศ ดำเนินการติดต่อมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ และยังพยายามที่จะก้าวเดินในทางเดิมต่อไป หากมีความแยบยลและกลอุบายที่ซับซ้อนมากขึ้น

ดังนั้น การจะหยุดยั้งหายนภัยมิให้ดำเนินต่อไป จึงมิอาจเกิดขึ้นได้โดยง่าย แต่ก็มิใช่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะอย่างน้อยที่สุด ประวัติศาสตร์ก็ให้การเรียนรู้และยืนยันว่า กระบวนทัศน์มีการเปลี่ยนแปลง แม้ในยุคสมัยที่กระบวนทัศน์หลักมีอำนาจมากมายมหาศาลล้นฟ้าก็ตาม
R
relate
R
"การวิจัยและการพัฒนาประเทศในภาวะวิกฤต" จัดโดยโครงการบัณฑิตศึกษา สถาบันราชภัฎเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ฯ ร่วมกับนักวิชาการทางสังคมศาสตร์จากสถาบันอื่น ๆ

อรศรี งามวิทยาพงศ์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

N
next

"ปัญหาของการศึกษานิติศาสตร์ในประเทศไทยในเวลานี้ก็คือว่า ทุกมหาวิทยาลัยหวังแต่ผลิตบัณฑิตของตัวให้หางานทำได้มากที่สุด
ตลาดใหญ่ที่สุดและ traditional มากที่สุดคือตลาดอัยการ, ผู้พิพากษา, ทนาย
สามวิชาชีพนี้มีอะไรคุมครับ เนติบัณฑิตยสภา สำนักฝึกอบรมกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
เพราะฉะนั้นหลักสูตรของมหาวิทยาลัยทั้งหลายทั้งที่เป็นรัฐและของเอกชน
จึงเลียนแบบหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
ร้ายไปกว่านั้นเอาอาจารย์ชุดเดียวกันมาสอนครับทั้งที่เนติฯ, จุฬา, ธรรมศาสตร์ (บางส่วนจากบทความ)
สนใจอ่านบทความเรื่องนี้ คลิกได้ที่ชื่อเรื่อง

ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งก็คือ การทำให้คนอ้วนด้อยค่าถาวรในปัจจุบันยังก้าวลึกลงสู่เรื่องของ จิตใจ
มากกว่าเพียงเรื่องของภาพผิวที่ปรากฏเห็นจากภายนอก กระแสที่เปลี่ยนไปจากสังคมที่เริ่มจะรู้เท่าทันสื่อ
ทำให้สื่อมวลชนอำพรางโฉมหน้าที่แท้จริง ด้วยการเปลี่ยนมาใช้วาทกรรมในทางบวก
อย่างเช่นการเปลี่ยนวาทกรรมจาก 'before and after' มาเป็น 'fitness and healthy'
(สนใจอ่านบทความเรื่องนี้ คลิกที่ชื่อเรื่อง)

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

การพัฒนาประเทศสู่ทุนนิยมอุตสาหกรรมอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ โดยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมนั้น ได้ก่อให้เกิดปัญหาวิกฤตการด้านจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญในสังคมไทย อันมีรากเหง้ามาจากการรวมศูนย์อำนาจในการใช้และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งนำมาสู่ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชนคนท้องถิ่น หรือ ระหว่างกลุ่มทุนกับชุมชนถิ่น รวมทั้งนำสู่การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่ยั่งยืน ไม่สมดุล และไม่มีความเป็นธรรมในสังคมไทย

พวกเราในนามองค์กรต่างๆ จึงร่วมมือกัน ในการหาหนทางปกป้องคุ้มครองพื้นที่สีเขียวขึ้น อาทิ เช่น พื้นที่การก่อสร้างท่อก๊าซไทย- มาเลเซีย พื้นที่สร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอกหินกรูด พื้นที่เขื่อนปากมูล พื้นที่ป่าชุมชน และหลายพื้นที่ รวมทั้งพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น

จากสถานการณ์น้ำท่วมกว่า 50 จังหวัดทั่วประเทศ ในช่วงที่ผ่าน กรมชลประทานได้ออกมาปลุกกระแสเร่งรัดผลักดันโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น จังหวัดแพร่ อีกครั้งหนึ่ง ทั้งที่ การศึกษาของ องค์การอาหารและเกษตรกรรม FAO. ได้มีข้อสรุปออกมาแล้วว่า เขื่อนแก่งเสือเต้น สามารถป้องกันน้ำท่วมได้เพียง 8 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น

จากการศึกษาของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา ประเทศไทย (TDRI.) ด้วยเหตุผลทาง เศรษฐศาสตร์ ได้ข้อสรุปว่า เขื่อนแก่งเสือเต้นไม่คุ้มทุน

จากการศึกษาของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้วยเหตุผลทางนิเวศวิทยา ที่มีข้อสรุปว่าหากสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นจะกระทบต่อระบบนิเวศน์ของอุทยานแห่งชาติแม่ยมเป็นอย่างมาก หากเก็บผืนป่าที่จะถูกน้ำท่วมไว้จะมีมูลค่าต่อระบบนิเวศน์ และชุมชนอย่างมาก

จากการศึกษาของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเหตุผลทางด้าน ป่าไม้ สัตว์ป่า ที่มีข้อสรุปว่า พื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เป็นทั้งอุทยานแห่งชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่ อีกทั้งยังเป็นแหล่งป่าสักทองธรรมชาติ ผืนเดียวที่เหลืออยู่ ดังนั้น ควรเก็บรักษาไว้ เพื่ออนาคตของประชาชนไทย และมวลมนุษยชาติ

จากการศึกษาของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า และพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ด้วยเหตุผลในการจัดการน้ำ ยังมีทางออก และทางเลือกอื่น ๆ อีกหลายวิธีการ ที่แก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น

ทั้งที่ แนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมลุ่มน้ำยม มีหลายวิธีที่ไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เช่น

1. การจัดการโดยใช้แนวทางทางภูมินิเวศวิทยา การจัดการน้ำแบบใหม่ และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมองภาพรวมการแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำทั้งระบบ

2. การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การฟื้นฟูป่าไม้ การอนุรักษ์ป่า การปลูกป่าเสริม การปกป้อง พิทักษ์ รักษา และการจัดการป่า โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม (การประกาศป่าชุมชน ป่าอนุรักษ์ ปลูกป่า ฯลฯ) นับเป็นแนวทางหนึ่งที่จะฟื้นฟูเสถียรภาพของระบบนิเวศน์ ให้กลับคืนมาสู่สมดุล อย่างยั่งยืน

3. การขุดลอกตะกอนแม่น้ำ อันจะสามารถฟื้นฟูแม่น้ำให้กลับมาทำหน้าที่แม่น้ำตามธรรมชาติได้ การทำทางเบี่ยงน้ำเพื่อระบายออกนอกเขตชุมชน การสร้างเครือข่ายทางน้ำเพื่อกระจายน้ำไปยังนอกเขตชุมชน ฯลฯ

4. การฟื้นฟูที่ราบลุ่มแม่น้ำยม สามารถทำได้โดย ขุดลอกคูคลองที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำกับหนองบึง การยกถนนให้สูงขึ้น หรือเจาะถนนไม่ให้กีดขวางทางน้ำ การสร้างบ้านเรือนให้อย่างน้อยชั้นล่างสุดต้องสูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุด การแนะนำให้เกษตรกรการปลูกพืชอายุสั้น พันธุ์พืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ การกำหนดให้เป็นเขตเสี่ยงภัยจากน้ำท่วม การหยุดยั้งการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ขวางทางน้ำในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำยม การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้เหมาะสม เช่น เป็นที่ท่องเที่ยว เป็นแหล่งประมง เขตอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งเหล่านี้นอกจากจะสอดคล้องกับระบบนิเวศน์ ยังสามารถป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ทางตอนล่างลงมาตลอดจนถึงกรุงเทพฯ ได้ เนื่องจากที่ราบลุ่มแม่น้ำยมเป็นที่พักน้ำ ที่สามารถพักน้ำไม่ให้ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมกันถึง 500-1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ซึ่งมากกว่าแก่งเสือเต้นเสียอีก)

5. การจัดการทางด้านความต้องการ ในปัจจุบันลุ่มแม่น้ำยมมีระบบชลประทานขนาดใหญ่ และขนาดกลาง 24 แห่ง ระบบชลประทานขนาดเล็ก 220 แห่ง บ่อน้ำตื้น 240 บ่อ และระบบสูบน้ำด้วยพลังไฟฟ้าของกรมพัฒนา และส่งเสริมพลังงาน 26 แห่ง รวมพื้นที่ชลประทาน 1,117,465 ไร่ ระบบชลประทานเหล่านี้ล้วนแต่มีประสิทธิภาพต่ำ กล่าวคือ ประสิทธิภาพเฉลี่ยระบบชลประทานของกรมชลประทานมีเพียง 35% ส่วนระบบสูบน้ำด้วยพลังไฟฟ้ามีประสิทธิภาพเฉลี่ย 57% ขณะที่ประสิทธิภาพระบบชลประทานทั่วโลกเฉลี่ย 64% การจัดการด้วย DSM โดยการซ่อมบำรุงระบบชลประทานที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพ การสนับสนุนให้เกิดกลุ่มผู้ใช้น้ำ การให้ความรู้แก่ผู้ใช้น้ำจะสามารถทำให้เหลือน้ำจำนวนมาก เฉพาะระบบของกรมชลประทานถ้าใช้ระบบ DSM จะเหลือน้ำถึง 101 ล้านลูกบาศก์เมตร เทียบเท่ากับปริมาณในการอุปโภคบริโภคของคนในลุ่มแม่น้ำยมถึง 7.6 ล้านคน

6. การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในลุ่มแม่น้ำยม สามารถดำเนินการได้โดยการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กตามที่มีรายละเอียดในแผนการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ซึ่งจัดทำโดย กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยแผนดังกล่าวสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำได้ โดยใช้งบประมาณเฉลี่ยแล้วหมู่บ้านละประมาณ 3 ล้านบาทเท่านั้น

7. การพัฒนาระบบประปา การขาดแคลนน้ำในเมืองใหญ่ ๆ โดยเฉพาะในฤดูแล้งที่ความต้องการน้ำมีสูง ไม่ได้เกิดจาก การขาดน้ำดิบเท่านั้น แต่เกิดจากระบบการผลิตน้ำประปาของการประปาภูมิภาคไม่เพียงพอ ตัวอย่างเช่น เมืองสุโขทัยขาดแคลนน้ำประปาในฤดูแล้ง เพราะระบบการผลิตน้ำประปามีความสามารถในการผลิตน้ำประปาเพียง 60 % ของความต้องการน้ำประปาสูงสุดในฤดูแล้ง การขยายระบบการผลิตน้ำประปาจะสามารถช่วยในการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค ในเมืองใหญ่ได้อย่างไรก็ตามการรณรงค์ให้มีการประหยัดน้ำในฤดูแล้งก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น

ดังนั้นเราจึงแถลงถึงสังคมไทย ให้ช่วยกันปกป้องคุ้มครองพื้นที่สีเขียว โดยการคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของสังคมไทย

ด้วยความเชื่อมั่น
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน , สมัชชานักวิชาการเพื่อคนจน , สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ , สมัชชาคนจน กลุ่มเพื่อนประชาชน , มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย โครงการพื้นที่ทางสังคมและสื่อทางเลือก , เครือข่ายแม่น้ำเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
(แถลงเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2545)

หมายเหตุ : ท่านสามารถพิจารณาเหตุผล 12 ประการ ที่ไม่ควรสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นได้ที่ http://www.thai.to/yomriver หรือ http://www.thai.to/yomriver/kst12.html

 

 

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา I webboard I ประวัติ ม.เที่ยงคืน

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

สำหรับสมาชิกที่ต้องการ download ข้อมูล อาจใช้วิธีการง่ายๆดังต่อไปนี้

1. ให้ทำ hyper text ข้อมูลทั้งหมด
2. copy ข้อมูลด้วยคำสั่ง Ctrl + C
3. เปิด word ขึ้นมา (microsoft-word หรือ word pad)
4. Paste โดยใช้คำสั่ง Ctrl + V
จะได้ข้อมูลมา ซึ่งย่อหน้าเหมือนกับต้นฉบับทุกประการ
(กรณีตัวหนังสือสีจาง ให้เปลี่ยนสีเป็นสีเข้มในโปรแกรม word)

 

 

บทความทางวิชาการของ
อรศรี งามวิทยาพงศ์ อื่นๆ
สามารถคลิกเข้าไปอ่านได้
บทความของ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปใช้ประโยชน์