การเปิดพื้นที่ประเด็นทางสังคมวัฒนธรรมสมัยใหม่ โดยนักคิด แฟรงค์เฟริทสคูล : ข้อมูลดิบงานวิจัยบทที่ 4 ว่าด้วย"การเปิดพื้นที่และมุมมองเนื้อหาหลังสมัยใหม่
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน : กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ : มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สมดุล และเป็นธรรม
1
2
3
4
ภาพประกอบดัดแปลง เพื่อใช้ประกอบบทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ภาพหมายเลข 1,2,4 ภาพถ่าย Portrait ของ Walter Benjamin. ภาพที่ 3 ภาพถ่าย portrait ของ Theodor Adorno
QUOTATION
release date 051245

ภาพยนตร์ไม่ต้องหลอกลวงอีกต่อ
ไปว่าเป็นศิลปะ ความจริงก็คือ พวก
มันเป็นเพียงธุรกิจที่ถูกสร้างขึ้นมาใน
อุดม การณ์อันหนึ่ง เพื่อให้เหตุผลของความเป็นขยะ และความเหลวไหลที่พวกนั้นผลิตขึ้นมาอย่างรอบคอบ. พวกนั้นเรียกตัวเองว่าอุตสาหกรรม;...

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมวัฒนธรรม ยังทำให้ประชาธิปไตยสูญสิ้นไป ก้าวย่างจากโทรศัพท์ไปสู่วิทยุได้จำแนกความแตกต่างทางด้านบทบาทอย่างชัดเจน. อันแรกยังคงยินยอมให้คนที่เห็นด้วยได้แสดงบทบาทเกี่ยวกับตัวเขา, และมีเสรีภาพที่จะสื่อสาร. ส่วนอันหลังเป็นเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตยที่สูญสิ้นไป: นั่นคือ มันได้แปรเปลี่ยนผู้มีส่วนร่วมทั้งหมดไปสู่การเป็นผู้ฟัง

บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 226 เรื่อง "วิพากษ์อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ศิลปะหรือเพียงแค่น้ำเมา" เรียบเรียงโดย
สมเกียรติ ตั้งนโม

 

 

บทความชิ้นนี้เป็นงานวิพากษ์ภาพยนตร์และสื่อต่างๆ ของ Adorno และ Benjamin ในฐานะตัวแทนความคิดของกลุ่มแฟรงค์เฟริทสคูลรุ่นแรกที่มองบริบทวัฒนธรรม
R
relate
กลางวันคือการเริ่มต้นเดินทางไปสู่ความมืด ส่วนกลางคืนคือจุดเริ่มต้นไปสู่ความสว่าง- เที่ยงวันคือจุดที่สว่างสุดแต่จะมืดลง เที่ยงคืนคือจุดที่มืดสุดแต่จะสว่างขึ้น

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กลางวันเรามองเห็นอะไรได้ชัดเจน
แต่กลางคืนเราต้องอาศัยจินตนาการ


Website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สร้างขึ้นมาเพื่อผู้สนใจในการศึกษา
โดยไม่จำกัดคุณวุฒิ

สนใจสมัครเป็นสมาชิก
กรุณาคลิก member page
ส่วนผู้ที่ต้องการดูหัวข้อบทความ
ทั้งหมด ที่มีบริการอยู่ขณะนี้
กรุณาคลิกที่ contents page
และผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็น
หรือประกาศข่าว
กรุณาคลิกที่ปุ่ม webboard
ข้างล่างของบทความชิ้นนี้

หากต้องการติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ส่ง mail ตามที่อยู่ข้างล่างนี้
midnight2545@yahoo.com
midnightuniv@yahoo.com

แถลงการณ์ กรณีการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมชนุมเรื่องท่อก๊าสไทย-มาเลย์ ภาคใต้
สมัชชานักวิชาการเพื่อคนจน มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และศูนย์สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

แถลงข่าวของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนต่อกรณีปากมูล
(โดย มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน 21 ธันวาคม 2545)

[บทความใหม่ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน]
McDonaldization กับ ร่างกายคนไทย
โกสุม โอมพรนุวัฒน์

เปลือยสื่อเห็นร่างทรงโฆษณา
นิษฐา หรุ่นเกษม

โครงการแห่งความเจ็บปวด (The Suffering Project)
โกสุม โอมพรนุวัฒน์

วิพากษ์อุตสาหกรรมภาพยนตร์ : ศิลปะหรือเพียงเหล้าดองสมองทุน
เรียบเรียงโดย : สมเกียรติ ตั้งนโม

กระบวนทัศน์การพัฒนาของรัฐ : จากผู้ใหญ่ลีถึงหลุยส์ วิตตอง
(โดย อรศรี งามวิทยาพงศ์)

น้ำยาวิชานิติศาสตร์ไทย
(สมชาย ปรีชาศิลปกุล)
สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

The Piggish Link : ตุ้ยนุ้ยตลอดกาล ว่าด้วยวาทกรรมบนเรือนร่าง
(เขียนโดย นิษฐา หรุ่นเกษม)

ไปหน้าแถลงข่าวของนักวิชาการ เกี่ยวกับ ท่อก๊าสไทย-มาเลเซีย

แถลงการณ์สมัชชาคนจน
เบื้องหลังการตัดสินใจ ทำไมต้องปิดเขื่อนปากมูล

 

 

คนจนกับความหมาย
นิธิ เอียวศรีวงศ์

ภาพข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์รูปสมาชิกสมัชชาคนจนยิงธนูส่งสารเข้าทำเนียบรัฐบาล เป็นภาพที่สะเทือนใจมากอย่างยิ่งในสายตาของผม

ในยุคสมัยที่นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าของบริษัทมือถือ ในสมัยที่มีกระทรวงไอซีที ในโลกที่ถูกเรียกว่ายุคข่าวสารข้อมูล แค่จะร้องเรียนความเดือดร้อนแก่ผู้ปกครอง ชาวบ้านก็ไม่สามารถส่งสารด้วยวิธีใดให้ทะลุไปถึงได้ นอกจากวิธีโบราณสมัยหิน คือเอาสารผูกลูกธนูยิงเข้าไป

ด้วยความหวังว่า ยามคงจะเก็บเสนอขึ้นไปถึงนายที่รับผิดชอบเรื่องนี้บ้าง

ผมอดนึกถึงพ่อขุนรามคำแหงไม่ได้ จารึกในนามของท่านบอกว่าโปรดให้เอากระดิ่งผูกไว้หน้าประตู เผื่อใครเดือดร้อนจะได้สั่นกระดิ่งเชิญท่านมาไต่สวนทวนความแก้ปัญหาให้ได้ ผมอ่านจารึกนี้ด้วยความเชื่อตลอดมาว่า โฆษณาชวนเชื่อแหงๆ เพราะในทางปฏิบัติกระดิ่งลูกเดียวแก้ปัญหาไม่ได้แน่

แต่ได้เห็นชาวบ้านยิงธนูเข้าทำเนียบแล้วจึงเข้าใจ จะมีคนสั่นกระดิ่งจริงสักกี่คนไม่สู้สำคัญนัก แต่กระดิ่งเป็นสัญลักษณ์หรือความหมายที่พ่อขุนราม (ตามจารึก) ให้ไว้แก่การปกครองของพระองค์ นั่นคือเป็นการปกครองเปิด เจ้าเมืองมีไว้ให้ใครๆ ก็เข้าถึงได้

ไม่มีใครสั่นกระดิ่งเลยก็ไม่เป็นไร แต่กระดิ่งทำให้อุ่นใจว่าถึงที่สุดแล้ว เรายังมีหูของผู้ปกครองที่พร้อมจะฟังเรา ในขณะที่การยิงธนูคือความอับจนสิ้นหนทางของคนไร้อำนาจ

ผมอยากเดาว่าสมัชชาคนจนก็รู้ความหมายนี้เหมือนกัน และที่ทำก็เพื่อสื่อความหมายอันนี้แหละแก่สังคม ส่วนสื่อแล้วจะได้ผลหรือไม่เป็นคนละเรื่อง

ทำไมคนจนคนไร้อำนาจจึงต้องใช้สัญลักษณ์ในการสื่อความหมาย ?
คําตอบง่ายที่สุดก็คือ เพราะคนมีอำนาจ (ซึ่งไม่ได้หมายถึงรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงชนชั้นที่มีอำนาจทั้งหมดด้วย) ยึดกุมความหมายของการกระทำ, ของพื้นที่, ของการสื่อสารสาธารณะไว้หมด เช่น

ถ้าทำหนังสือร้องเรียนไปตามลำดับขั้น ความหมายก็คือ เมื่อผูใหญ่ระดับสูงสุดตัดสินใจอย่างไรแล้ว นั่นก็คือต้องยอมรับโดยดุษณี เพราะการทำหนังสือมีความหมายมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า วิจารณญาณของผู้ใหญ่ถือเป็นที่สุด แม้คำตัดสินนั้นไม่ประกอบด้วยเหตุผลข้อมูล แต่ลำเอียงและไม่เป็นธรรม ผู้ทำหนังสือก็ไม่มีสิทธิ์จะไปชี้แจงแย้งความแต่อย่างไร

เขาให้ความหมายของสิ่งต่างๆ ไว้ก็เพื่อให้คนยอมรับอำนาจของเขา เหตุดังนั้นจึงไม่เหลือช่องว่างในการสื่อสารสาธารณะตามปรกติ สำหรับคนไร้อำนาจใช้เพื่อต่อรองอย่างเสมอหน้ากับคนอื่นได้ คนจนคนไร้อำนาจจึงต้องสร้างความหมายใหม่ขึ้นด้วยสัญลักษณ์ โดยอาศัยเครื่องมือสื่อสารอื่นๆ ที่ยังไม่ถูกให้ความหมายเอาไว้ เช่นยิงธนูก็เพื่อบอกว่า

ผู้ปกครองไม่ฟังคนจน

หรือเช่นถนน พื้นที่ถนนนี่น่าสนใจนะครับ ผมได้ข่าวว่า ส.ส. กำลังจะผลักดันกฎหมายเอาผิดคนชุมนุมบนพื้นถนนให้แรง ถือว่าบ่อนทำลายความสงบสุขของสังคมอย่างร้าย (โดยเฉพาะถนนที่รถติดวินาศสันตะโรของกรุงเทพฯ) ฉะนั้น ผมจึงอยากคุยถึงพื้นที่ถนนที่คนจนคนไร้อำนาจมักใช้สำหรับสื่อสารกับสาธารณะสักหน่อย

ถนนเป็นพื้นที่ซึ่งแทบไร้ความหมายในสังคมไทยปัจจุบันเลยนะครับ มีไว้สำหรับให้เกิดการสัญจรได้สะดวก โดยแบ่งลำดับขั้นความสะดวกไว้ให้แก่คนมีเงินก่อน แล้วก็ทอนความสะดวกลงมาตามระดับของทรัพย์ในกระเป๋า คือรถยนต์ส่วนบุคคลไปก่อน รมเมล์ตามมา และคนเดินถนนท้ายสุด ถึงอย่างไรทุกคนก็ได้ไปในที่สุด ไปโดยมีความราบเรียบในสังคมเสียด้วย เพราะทุกคนอยู่ในที่ซึ่งควรจะอยู่

ฉะนั้น ในท่ามกลางความไร้ความหมายของถนน พื้นที่นี้ก็เริ่มมีความหมายเป็นสัญลักษณ์ของจักรกลสังคม ตราบเท่าที่ถนนยังจอแจอยู่ ก็ดูเหมือนเฟืองของจักรกลสังคมยังขับเคลื่อนหมุนไปได้ตามปรกติ (ผมควรเตือนไว้ด้วยว่า ถนนในสังคมไทยสมัยก่อนมีความหมายถึงพื้นที่ซึ่งไม่มีเจ้าของ หรือไม่เป็นของใคร เราจึงพูดถึง "หมากลางถนน" ในขณะที่ฝรั่งเรียกหมาชนิดนี้ว่า "หมาออกนอกลู่นอกทาง" และพูดถึง "เด็กข้างถนน" คือไม่มีบ้าน ถ้าถนนคือพื้นที่ซึ่งไม่มีเจ้าของ ใครจะใช้มันทำอะไรก็ย่อมได้)

ท่ามกลางความกำกวมของความหมายพื้นที่ถนนอย่างนี้แหละครับ ผมคิดว่าคนจนคนไร้อำนาจใช้ถนนเป็นสื่อสาธารณะสำหรับส่งสารของตัวแก่สังคม ประท้วงริมหรือกลางถนน หรือแม้แต่ปิดถนน ก็คือบอกว่าจักรกลของสังคมจะดำเนินไปตามปรกติอย่างราบเรียบไม่ได้ ถ้าปล่อยให้เกิดความไม่เป็นธรรมอย่างที่เขาเผชิญอยู่ผ่านไปโดยไม่แก้ไข

ในขณะเดียวกัน เขาขอใช้พื้นที่สาธารณะที่ไม่เป็นของใครเพื่อบอกเล่าความทุกข์ยากของเขาแก่สังคม พื้นที่ถนนทำให้เขาคือคนสิ้นไร้ไม้ตอก ไร้อำนาจ ไร้ความเหลียวแล เหมือนอะไรที่เป็น "กลางถนน" ในความหมายเก่า

นอกจากนี้ ถนนในความหมายเก่ายังหมายถึงที่ซึ่งไร้ความเป็นส่วนตัวอย่างสิ้นเชิง ตะขอหลุดหรือซิปแตกกลางถนนเป็นเรื่องน่าอาย ฉะนั้น การที่คนจนไปกินอยู่หลับนอนอยู่กลางถนนจึงเป็นการบอกคนอื่นไปพร้อมกันว่า เขาคือคนอับจนสิ้นหนทางจนกระทั่งต้องเอาความเป็นส่วนตัวมาแฉกลางที่สาธารณะอย่างสิ้นอาย

ความเป็นคนไร้อำนาจ ไร้ทางไปอย่างสิ้นเชิงเห็นได้ชัดด้วยเพิงพักที่เปิดโล่งริมถนน ใครที่โง่พอจะจัดกำลังอันธพาลไปทำร้ายเขาจึงไร้สติปัญญาเสียจนสังคมรับไม่ได้ เพราะเป็นการรังแกคนอ่อนแอไม่มีทางสู้อย่างน่าขยะแขยง ความหมายที่คนจนคนไร้อำนาจใช้พื้นที่ถนนเป็นตัวสื่อนี้จึงมีความ "แรง" มากในวัฒนธรรมไทย

เปรียบเทียบกับในวัฒนธรรมฝรั่ง แทบไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะในถนนของฝรั่ง มีการประท้วงกันทุกวันโดยหนังสือพิมพ์แทบไม่ลงข่าวเอาเลย

แล้วสังคมไทยรับความหมายที่คนจนคนไร้อำนาจสร้างขึ้นให้แก่พื้นที่ถนนนี้ได้หรือไม่ ผมออกจะสงสัยว่ารับได้ เพราะน่าสังเกตว่า การประท้วงบนถนนซึ่งทำให้รถติด ตลอดจนการปิดถนนนั้น โดยส่วนใหญ่แล้ว แม้ผู้ใช้ถนนจะเดือดร้อน ก็ได้แต่บ่นและแสดงความรำคาญเท่านั้น ยอมรับชะตากรรมความซวยของตัวแต่โดยดี ที่ถึงขั้นก่อม็อบลงไปลุยผู้ประท้วงนั้นไม่เคยปรากฏ

ม็อบที่ยกไปลุยผู้ประท้วงในถนนนั้นมีแต่มาจากการ "จัดตั้ง" หรือ "ปลุกปั่น" ของผู้มีอำนาจทุกที เผลอๆ ก็ใช้นักเลงนำหน้าแล้วเจ้าหน้าที่ลุยตามหลังจนผู้ประท้วงหัวร้างข้างแตก

เหตุที่คนไทยทั่วไปมีขันติธรรมต่อการประท้วงบนพื้นที่ถนนนั้นก็เพราะ โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ประท้วงมักจะประท้วงด้วยเหตุของความจำเป็นตามธรรมชาติ เช่น สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้วหายใจไม่ออก ปิดเขื่อนปากมูลแล้วไม่มีกิน ฯลฯ เป็นต้น

ผมคิดว่ามนุษย์เราไม่ว่าจะสร้างระเบียบสังคมที่สลับซับซ้อนขึ้นมาแค่ไหนก็ตาม แต่สิ่งที่มนุษย์ที่ไหนๆ ก็ยอมรับให้อยู่เหนือระเบียบเหล่านั้นก็คือธรรมชาติ หิวก็ตาม ขี้จะแตกก็ตาม ลูกจะออกก็ตาม เป็นลมก็ตาม ฯลฯ ย่อมมีอำนาจละเมิดมารยาท ประเพณี กฎหมาย หรือระเบียบสังคมอื่นใดได้หมด

ตราบเท่าที่คนจนคนไร้อำนาจใช้พื้นที่ถนนในการประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิตามธรรมชาติเช่นนี้ เขาก็สามารถใช้พื้นที่ถนนสื่อสารของเขาสู่สาธารณะอย่างได้ผลอยู่ตราบนั้น

การอ้างระเบียบกฎหมายอะไรก็ไม่มีความ "แรง" เทียบเท่าได้ทั้งนั้น

ในโลกที่ความหมายถูกคนอื่นยึดจองไปหมดแล้ว คนจนคนไร้อำนาจต้องหาพื้นที่ว่างสำหรับสร้างความหมายใหม่ของตนเอง หรือแม้แต่ต้องแย่งยึดเอาพื้นที่เก่าเพื่อนิยามความหมายใหม่ของตนเองลงไปบ้าง นี้เป็นธรรมดาโลก

 

 

ไปหน้าแรกของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน I สมัครสมาชิก I สารบัญเนื้อหา I webboard

e-mail : midnightuniv@yahoo.com

หากประสบปัญหาการส่ง e-mail ถึงมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจากเดิม
midnightuniv@yahoo.com

ให้ส่งไปที่ใหม่คือ
midnight2545@yahoo.com
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะได้รับจดหมายเหมือนเดิม

 

สำหรับสมาชิกที่ต้องการ download ข้อมูล อาจใช้วิธีการง่ายๆดังต่อไปนี้

1. ให้ทำ hyper text ข้อมูลทั้งหมด
2. copy ข้อมูลด้วยคำสั่ง Ctrl + C
3. เปิด word ขึ้นมา (microsoft-word หรือ word pad)
4. Paste โดยใช้คำสั่ง Ctrl + V
จะได้ข้อมูลมา ซึ่งย่อหน้าเหมือนกับต้นฉบับทุกประการ
(กรณีตัวหนังสือสีจาง ให้เปลี่ยนสีเป็นสีเข้มในโปรแกรม word)

 

วิพากษ์อุตสาหกรรมภาพยนตร์ :
ศิลปะหรือเพียงเหล้าดองสมองทุน

เรียบเรียงโดย : สมเกียรติ ตั้งนโม
คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ความยาวประมาณ 24 หน้ากระดาษ A4)

หมายเหตุ : บทความที่ท่านกำลังจะอ่านต่อไปนี้ เรียบเรียงขึ้นมาจากบทความของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 120 "วัฒนธรรมในยุคอุตสาหกรรม" (ตอนที่ 2 : ยุคสว่างในฐานะ ที่เป็นยุคหลอกลวงมวลชน) เขียนโดย Theodor Adorno, และบทความลำดับที่ 135 "ผลงานศิลปะในยุคของการผลิตซ้ำด้วยกลไก" เขียนโดย Walter Benjamin

บทนำ : ภาพยนตร์ วิทยุ และโทรทัศน์ จัดเป็นสื่อสารมวลชนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสังคมหลังสมัยใหม่ อันที่จริง สื่อต่างๆเหล่านี้เริ่มมีบทบาทดังกล่าวมากขึ้นตามลำดับในยุคสมัยใหม่ นับจากช่วงที่สื่อเหล่านี้ได้ถือกำเนิดและพัฒนาขึ้นมา และพวกมันได้แทรกตัวเข้าไปในพื้นที่ทางวัฒนธรรมของสังคมจนครอบงำพื้นที่ดังกล่าวไว้ได้อย่างสมบูรณ์

งานเขียนชิ้นนี้ ได้เก็บเอาประเด็นเรื่องของภาพยนตร์ วิทยุ (รวมทั้งโทรทัศน์บ้างเล็กน้อย - ที่กล่าวเช่นนี้เพราะ ในช่วงที่บทความสองเรื่องดังกล่าวได้รับการเขียนขึ้นมา พัฒนาการด้านสื่อโทรทัศน์เพียงมีบทบาทในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น)มานำเสนออย่างค่อนข้างละเอียด โดยเฉพาะได้หยิบเอาแง่มุมเกี่ยวกับงานเขียนของ Adorno และ Benjamin เกี่ยวกับเรื่องภาพยนตร์มาเป็นข้อมูลหลัก โดย Adorno และ Benjamin ได้พูดถึงเรื่องนี้เอาไว้อย่างยืดยาวในความเรียงของเขาเกี่ยวกับ"อุตสาหกรรมวัฒนธรรม" และ "ผลงานศิลปะในยุคของการผลิตซ้ำด้วยกลไก" (รายละเอียด)

next
หน้าถัดไปของ ม.เที่ยงคืน